สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๓ · ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ หารือเรื่องร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ..... และร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ..... โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลในกฎหมาย และเรียกร้องให้เขียนกฎหมายนี้ให้เฉพาะเจาะจง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกใช้ประโยชน์โดยผู้อื่น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้โอกาสลูกหลานเข้าทํางานในบริษัทและเรียกร้องให้เขียนกฎหมายนี้ให้ชัดเจนเกี่ยวกับการให้โอกาสนี้ และสุดท้ายหารือเรื่องการคูลลิง พีเรียด (Cooling period) เพื่อให้ชัดเจนว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงเท่านั้นที่มีสัญญาโดยตรง

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมมีข้อสังเกตกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... กับร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... นะครับ สําหรับ ร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. .... เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลผมคิดว่าอาจจะต้องมีความจําเปึน ที่จะต้องไปขยายความ เพราะว่าเราได้มีการเสนอเรื่องปฏิรูปโครงสร้างภาษี เรื่องข้อมูล ของฐานผู้มีเงินได้หรือผู้เสียภาษีกับข้อมูลของนักการเมืองที่จะต้องยื่นเสียภาษี ผมคิดว่า ในกฎหมายอาจจะยังไม่ชัดเจนพอว่าจะมีการเป่ดเผยข้อมูลตรงนี้ได้

ยกตัวอย่างเช่นข้อมูลข้ามกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงการคลัง ถ้าดูตาม กฎหมายอย่างนี้อาจจะไม่ได้ด้วยซ้ําไป เพราะมันไปติดประมวลสรรพากร ไปติดกฎหมายอื่น ๆ ผมก็อยากจะฝากข้อสังเกต เพราะว่าถ้าเมื่อไรเราเปึนโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ข้อมูลพวกนี้ มันต้องครอส (Cross) กันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลด้วย ผมก็ อยากฝากไว้ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ คือร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ผมคิดว่าท่านมีเจตนารมณ์ดี ผมมีข้อสังเกต นิดหนึ่งว่าการที่มีเขียนครอบคลุมเจ้าพนักงานของรัฐอย่างกว้างขวางนี่อาจจะทําให้เกิด ปัญหาในทางปฏิบัติได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานของรัฐในระดับล่าง เดี๋ยวผมจะ ยกตัวอย่างที่จะมีปัญหำ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจะต้องเขียนให้ชัดขึ้นว่าจะค รอบคลุม เจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนไหนที่อยู่ใน ป.ป.ช. ที่อยู่ใน ป.ป.ท. หรือที่อยู่หน่วยงานอื่น ผมคิดว่า ผมเห็นด้วยกับท่านเชื้อ ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่าการไปยึดโยงโทษตามประมวลกฎหมายอาญานี่ ผมคิดว่าอาจจะไม่เหมาะสม อันนี้เปึนความผิดโดยเฉพาะ อาจจะต้องเขียนกฎหมายพิเศษ เรื่องความโทษไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ นั่นประการที่ ๑ ซึ่งท่านคงมีเวลาไปตอนที่ เข้าสภา สนช. อาจจะมีการปรับปรุงได้ อีกอันหนึ่งที่ผมเกรงว่าจะมีปัญหาในเรื่องของการใช้ กลไก กฎหมายนี้ทําให้การประมูลงานบางอย่างของราช การเกิดความล่าช้าได้ เพราะว่า มาตราหนึ่งที่บอกว่าถ้าพฤติการณ์เชื่อได้ว่า ก็อาจจะส่งไปหน่วยงานแล้วก็อาจจะระงับ ซึ่งผม เกรงว่าจะเปึนช่องทางให้ผู้ยื่นประมูลนี่จะใช้ประโยชน์ เพราะว่าใช้แค่คน ๕,๐๐๐ คน ใช้แค่ ส.ส. ๘ คน ซึ่งผมคิดว่าคนเหล่านี้ต้องมีแอกเคาน์ทาบิลิตี (Accountability) ด้วย ไม่ใช่ไปยื่น เพื่อจะดีเลย์ (Delay) หรือเตะสกัดงานพวกนี้ ผมคิดว่าคนที่ยื่นนี่จะต้องถ้าเกิด ป.ป.ช. คือ ไม่มีมูลจริง ๆ แล้วนี่จะต้องมีการรับผิดชอบในการที่จะไปยื่นด้วย ผมคิดว่าการให้สิทธิก็ต้อง มีหน้าที่ด้วย เพราะฉะนั้นไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเกิดความล่าช้าในกลไกของการพัฒนาประเทศ อันหนึ่งที่ผมอ่านแล้วผมไม่มั่นใจคือมาตรา ๔ ที่กําหนดเรื่องของการที่จะเปึน การขัดผลประโยชน์เรื่องรับหรือไม่รับนี่ มันจะมีกรณีหลายกรณี เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปเปึนที่ปรึกษา ไปเปึนกรรมการหน่วยงานเอกชนอย่างนี้ ผมคิดว่าอาจจะต้องเขียนให้ชัดเจน เพราะวันนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐไปนั่งเปึนกรรมการบริษัทเอกชนเยอะมากเลย ซึ่งเขาอาจจะอ้างว่า ไม่เกี่ยวกับเขา เขาอาจจะอยู่กระทรวงนี้ แต่ว่าไม่ได้ดูแล ก็ไปนั่งงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลย ผมคิดว่ามาตรา ๔ อาจจะต้องเขียนให้ชัดเจนขึ้น อีก อันหนึ่งที่ผมเปึนห่วงก็คือ

เรื่องของมาตรา ๕ เรื่องการกําหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายที่ตนหรือคู่สมรสมีส่วนได้เสีย นี่ผมกลัวอย่างนี้ครับ มันต้องส่วนได้เสียโดยตรง เช่นผมจะเสนอกฎหมายลดภาษีอากรนี่ คู่สมรสผมก็ได้ด้วยนะครับ เดี๋ยวก็จะยุ่งใหญ่เลยว่าลดภาษีอากร แต่ลดตรงนั้นตรงนี้ เกิด ส.ส. หรือใครก็ตามที่มีคู่สมรส บอกเสนอไม่ได้หรอกกฎหมายนี้เพราะว่าจะทําให้คู่สมรส เราได้ประโยชน์ ผมคิดว่าต้องเขียนให้ชัด อันนี้คือสิ่งที่ผมเปึนห่วงว่าเขียนกว้าง ๆ แบบนี้ จะทําให้คนที่ผมจะเรียกว่าศรีธนญชัยก็ได้ที่ใช้กลไกกฎหมายแบบนี้เล่นงานฝ์ายตรงกันข้าม ซึ่งเขาอาจจะมีเจตนาดี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้ อีกอันหนึ่งซึ่งเราไม่เห็น ในเมืองนอกเปึนเรื่องเปึนราวมากก็คือว่าเราพูดกันถึงรับเงิน โอกาสอย่างที่ท่านอลงกรณ์พูด การให้ลูกหลานเข้าทํางานในบริษัท ตอนนี้ที่เมืองจีนโดนสอบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมว่า ตรงนี้อาจจะต้องเขียนเผื่อไว้ว่าไม่ใช่ต้องเปึนตัวเงิน โอกาสนี่ออพเพอร์ทูนิตี (Opportunity) ในหลาย ๆ เรื่อง การเข้าทํางานหรือแม้แต่การเข้าเรียนหลักสูตรต่าง ๆ ก็อาจจะมีกลไก พวกนี้ให้ชัดเจนได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้ก็มีความสําคัญ แล้วประการต่อมาสุดท้ายก็คือ เรื่องของการคูลลิง พีเรียด (Cooling period) มาตรา ๑๒ ที่บอกว่าห้ามไปทํางานเปึนเวลา ๒ ป้ ผมว่ามันจะต้องเขียนให้ชัดว่าเฉพาะระดับสูงเท่านั้น ไม่อย่างนั้นข้าราชการต่อไป ที่ลาออกจากราชการแล้ว อย่างกรมสรรพากรนี่ไปนั่งที่ไหนไม่ได้เลย ผมคิดว่ามันจะต้อง เขียนว่าจะต้องเปึนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีสัญญาโดยตรง หรือโดยอะไรต่าง ๆ กับหน่วยราชการ หรือระดับอธิบดีที่มีอํานาจควบคุมโดยตรง ไม่ใช่เหมารวมไปหมดว่าเจ้าพนักงานของรัฐ นี่กลายเปึนว่าระดับล่าง ๆ ก็ต้องติดข้อตรงนี้ ผมคิดว่าจะต้องให้ความเปึนธรรมกับบรรดา เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เขาสุจริตด้วย ผมคิดว่าเราตั้งใจจะเล่นงานคนที่มีอํานาจโดยตรง ผมก็ฝาก ประเด็นนี้เพื่อที่จะได้ฝากตอนที่แก้ไขกฎหมายด้วย ขอบพระคุณครับ