สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๔ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๓๒ คน
(เนื่องจาก นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ติดราชการ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง จึงปฏิบัติ หน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

สวัสดีค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกลงชื่อมาประชุม จำนวน ๑๕๗ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมแล้ว ดิฉันขอดำเนินการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองบันทึกการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน เป็นวาระ การปฏิรูปที่ ๑๐ เรื่อง ระบบพลังงาน ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานพิจารณาเสร็จ เรียบร้อยแล้ว

ดิฉันขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ค่ะ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

และในขณะที่คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ ดิฉันใคร่ขอหารือสมาชิกเรื่องการใช้เวลา ของสมาชิก ทั้งของกรรมาธิการ แล้วก็ของสมาชิกในห้องประชุมที่จะอภิปราย เนื่องจากว่า ต่อไปในเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากตามกรอบเวลาของเรา คณะกรรมาธิการจะต้องนำเสนอ แนวทางปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดที่มีอยู่ ซึ่งต่อไปอาจจะต้องบรรจุระเบียบ วาระการประชุมที่มีวาระการปฏิรูปหลาย ๆ หัวเรื่องอยู่ในคราวเดียวกัน ดังนั้นดิฉันจึงขอ เรียนย้ำว่าการนำเสนอของคณะกรรมาธิการควรจะได้กระชับ แล้วก็ไม่ควรจะใช้เวลามาก เกินไป เพื่อจะให้สมาชิกได้อภิปราย สำหรับการอภิปรายของสมาชิกเป็นการให้ความเห็น ตามที่เราได้ตกลงกันไว้คนละ ๕ นาที ขอให้สมาชิกได้กรุณาเตรียมหัวเรื่องที่ท่านคิดว่าท่าน จะให้ความเห็นในประเด็นที่สำคัญที่สุดภายในกรอบเวลานี้ด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะให้การประชุม แต่ละวันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาการให้เวลา ๕ นาที สมาชิกก็ทำได้ดี สำหรับ ตัวดิฉันเองนั้นการกำกับเวลา เราก็มีการยืดหยุ่นบ้างในบางกรณี แต่ดิฉันขอเรียนว่าตัวดิฉัน นั้นมีความเชื่อทั้งในเรื่องของการกำหนดเวลาและในเรื่องของสาระ แม้ว่าสมาชิก แต่ละท่านจะได้เตรียมหัวข้อการอภิปรายที่สำคัญที่สุดแล้ว แต่ว่าพอถึงเวลาอภิปรายเวลามัน ก็อาจจะเกินเลยได้บ้าง ซึ่งตัวดิฉันเองนั้นมีความเชื่อทั้งในเรื่องของสารัตถะ และในเรื่องของ เวลา การกำหนดเวลาเพียงอย่างเดียว ประธานคงจะไม่ใช่ไทม์ แมชชีน (Time machine) หรอกนะคะ แต่ว่าเราคงจะต้องพิจารณาสารัตถะด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะเกินเลยบ้าง สมาชิกบางท่านลุกขึ้นมาก็ยังไม่ทันอภิปรายก็ต่อว่าประธานแล้วว่าคงจะไม่กำหนด คงจะไม่ กำกับเวลา แต่พอถึงคราวเข้าตัวเองนั่นล่ะเป็นคนขอเกินเวลาก็มี ซึ่งตัวดิฉันเองนั้นก็ไม่เป็น อะไรค่ะ หมายถึงว่าในเรื่องที่เป็นสาระนั้นเรารับฟังได้ เพราะว่าดิฉันเองไม่มีความเชื่อในเรื่อง ที่จะขัดการอภิปรายโดยทันที เพราะดิฉันคิดว่าอยากจะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการ ฟังสารัตถะมากกว่า เพราะฉะนั้นตัวดิฉันจะไม่มีเรื่องที่ว่าจะกดพูดแทรกขึ้นมา ดิฉันจะไม่ ค่อยทำหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นอันนี้โปรดกรุณาเข้าใจด้วย แล้วก็ช่วยกันแล้วกัน ช่วยกันดูว่า เราจะรักษาเวลาให้ดีที่สุดอย่างไร เรียนมาเพื่อให้ที่ประชุมได้ทราบด้วย แล้วก็ขอความ ร่วมมือด้วยว่า ในเวลาต่อไปของเรามันอาจจะมีหลายหัวเรื่อง อย่างเช่นวันนี้ก็มี ๒ เรื่อง เหมือนกันค่ะ ท่านกรรมาธิการเสร็จนะคะ ถ้าเผื่อว่าท่านกรรมาธิการพร้อมแล้ว ดิฉันขอเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานค่ะ ขอเชิญค่ะ

นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิก สปช. ที่เคารพ กระผม นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ขอเรียนเสนอรายงานเรื่องกรอบ หลักการ หรือคอนเซ็พชวล ดีไซน์ (Conceptual design) ของการปฏิรูประบบพลังงาน ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีการผลิตและใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย เมื่อปี ๒๕๒๔ ประชาชนได้มีพลังงานใช้อย่างทั่วถึงไม่ขาดแคลนตลอดมา แต่จากการใช้ ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงมากถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศมีไม่พอใช้ ต้องนำเข้าจากประเทศพม่าและในรูปแบบของ ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี (LNG) ทั้งนี้ปริมาณการผลิตและสำรองก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงมาก ในขณะที่ความต้องการใช้มีเพิ่มขึ้นตลอดทำให้จะต้องนำเข้า แอลเอ็นจีเพิ่มมากขึ้น และจากการที่แอลเอ็นจีมีราคาแพงกว่าราคาก๊าซจากอ่าวไทยเกือบ เท่าตัวส่งผลให้ต้นทุนและราคาไฟฟ้าแพงขึ้นอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์จากปัจจุบัน แต่การใช้ก๊าซใน การผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงมากเกินกว่าความเหมาะสม และการที่สังคมไม่ยอมรับการใช้ ถ่านหินหรือนิวเคลียร์ (Nuclear) ได้ส่งผลต่อความมั่นคงในกรณีที่แอลเอ็นจีเกิดขาดแคลน หรือมีราคาสูงมาก

อีกประการหนึ่ง รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาได้ใช้นโยบายประชานิยมบิดเบือน โครงสร้างราคาด้วยการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงข้ามประเภททำให้ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยมีราคาถูกหรือแพงขัดกับความเป็นจริงมาก เช่น ราคาดีเซล (Diesel) ไม่เกินลิตรละ ๓๐ บาท แต่เบนซิน (Benzene) ๙๕ มีราคาสูงถึง ๒ ลิตร ๑๐๐ บาท

ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ สาเหตุหลักของปัญหาของระบบ พลังงานที่ได้กล่าวมานี้ มาจากการที่รัฐบาลและผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้กำหนดนโยบายแบบ ท็อป ดาวน์ (Top down) ทำให้ประชาชนผู้บริโภคและผู้ประกอบการถูกจำกัดบทบาท ให้เป็นผู้ปฏิบัติตามซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของนโยบายและความมั่นคงของระบบ นอกจากนี้รัฐยังกำหนดราคาพลังงานเกือบทุกชนิดทำให้ผู้ประกอบการขาดอิสระในการ ดำเนินการและราคาไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงที่เกิดจากการแข่งขันเสรี ซึ่งกระทบต่อ ประสิทธิภาพของการผลิต ต้นทุนและราคาในที่สุด การใช้นโยบายประชานิยมอุดหนุนราคา ทำให้ไม่เกิดการประหยัด ส่งผลให้การใช้และการจัดหาพลังงานทั้งระบบไม่สอดคล้องกัน ซึ่งกระทบต่อประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงานโดยรวม

ท่านประธานครับ จากวิสัยทัศน์อนาคตในประเทศไทยของสภาปฏิรูป แห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานได้ออกแบบวิสัยทัศน์อนาคตระบบพลังงาน ที่สอดคล้องกันบนพื้นฐานของการมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเชื่อมโยงกันทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการความมั่นคงที่มีแหล่งพลังงานหลากหลาย ไม่ขาดแคลน มีสำรอง ความมั่งคั่ง ด้วยการมีพลังงานพอเพียงใช้ แข่งขันได้ โดยมีประชาชนเป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต และจำหน่าย พลังงาน ความยั่งยืนด้วยความเสมอภาค โปร่งใส น่าเชื่อถือ แล้วรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการ มีส่วนร่วมของประชาชน ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทั้งนี้กรอบความคิดรวบยอดในการปฏิรูประบบพลังงาน เป็นการเพิ่มบทบาทของ ภาคประชาชน ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และการส่งเสริมให้มีการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรม ด้วยการเอื้อให้ภาคประชาชน ผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีบทบาทและส่วนร่วมในการ กำหนดนโยบาย และติดตาม ตรวจสอบ กำกับการดำเนินนโยบาย สนับสนุนให้ประชาชน และชุมชนเป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต และจำหน่ายพลังงานและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม มีราคาที่เป็นธรรม และไม่มีการอุดหนุนราคาข้ามประเภท

กรอบหลักที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานจะใช้ในการออกแบบวิธีการและ กระบวนการปฏิรูป หรือโพรเซส แอนด์ ออร์แกไนเซชัน ดีไซน์ (Process and organization design) ในลำดับต่อไปนั้นประกอบด้วย

การลดและกำกับกิจการที่มีการผูกขาด ส่งเสริมให้มีการค้าเสรีและการ แข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การผลิตพลังงานจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน และพลังงานชีวภาพได้อย่างเต็มศักยภาพ

การมีโครงสร้างการผลิตและสำรองพลังงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อความมั่นคง และมีพอใช้ตามต้องการ

การส่งเสริมบทบาทของประชาชนและชุมชนให้เป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต และจำหน่ายพลังงาน รวมทั้งมีระบบช่วยเหลือสังคม

การที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงข้อมูลด้านพลังงานได้เท่าเทียมกันและมีบทบาท ในการกำกับความโปร่งใสในกิจการพลังงาน และการที่ประชาชน ชุมชน ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ มีบทบาทและส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน

ซึ่งทั้งหมดนี้จะสัมฤทธิผลให้ระบบพลังงานมีประสิทธิภาพเป็นธรรม และสามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนได้ ก็ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบายพลังงาน รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ กำกับ การดำเนินนโยบายของรัฐ

ท่านประธานและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ การนำเสนอ รายงานเรื่องกรอบหลักการของการปฏิรูประบบพลังงานในวันนี้ ก็เพื่อให้ท่านได้พิจารณา และเสนอแนะข้อคิดเห็นเพื่อให้การออกแบบวิธีการและกระบวนการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานได้มีความสมบูรณ์และเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็น รูปธรรมต่อไป ทั้งนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๔ คณะ ได้เป็นผู้นำเสนอกรอบปฏิรูปในแต่ละประเด็นที่ท่านรับผิดชอบดังนี้ครับ ท่านแรก คุณมนูญ ศิริวรรณ ในประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง คุณอัญชลี ชวนิชย์ ด้านโครงสร้างระบบบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงาน คุณวิบูลย์ คูหิรัญ ในประเด็น การปฏิรูปกิจการไฟฟ้า และคุณอลงกรณ์ พลบุตร ด้านพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน ขอบคุณครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

นายมนูญ ศิริวรรณ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปทุกท่าน กระผม นายมนูญ ศิริวรรณ ในฐานะประธานคณะอนุ กรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียมและราคาพลังงาน กระผมใคร่เรียนนำเสนอกรอบ หลักการปฏิรูประบบพลังงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียม และโครงสร้างราคาพลังงาน ก่อนอื่นกระผมใคร่ขอกราบเรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ว่าหลักการในการนำเสนอในวันนี้ยังมิได้เป็นหลักการที่เสร็จสมบูรณ์อย่างที่ท่านประธาน ได้เรียนไปแล้ว เป็นแต่เพียงข้อคิด แล้วก็หลักการเบื้องต้นเท่านั้น เปรียบเสมือนการนำเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญในวาระแรกให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ร่วมพิจารณาและนำเสนอ ข้อคิดเห็น แม้กระทั่งในคณะอนุกรรมาธิการเองก็ยังมีความคิดเห็นที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม เรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้รับฟังข้อแนะนำของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านเพื่อให้ กรอบการพิจารณาของเรานั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นกระผมใคร่นำเสนอเป้าหมายหลักของการปฏิรูปโครงสร้างราคา เชื้อเพลิง ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้นำมาเป็นกรอบหลักการในการพิจารณา แล้วก็ศึกษา เป้าหมายหลักของการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการ

อันดับแรก ก็คือการพิจารณาการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม อย่างที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านอาจจะรับทราบแล้วว่า ในอดีตหรือแม้กระทั่ง ในปัจจุบันโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงของเรานั้นได้สร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำในหมู่ ผู้ใช้พลังงานมาโดยตลอด เพราะว่ามีผู้ใช้พลังงานบางกลุ่มต้องแบกรับภาระในเรื่องของราคา เชื้อเพลิงมากกว่าผู้ใช้พลังงานกลุ่มอื่น ๆ โดยผ่านกลไกของภาษีสรรพสามิตและกลไก ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทางคณะอนุกรรมาธิการจึงต้องการที่จะสร้างออกแบบระบบ กลไกราคา หรือโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ทุกกลุ่ม

แนวทางที่ ๒ เราต้องการที่จะลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงและต้องการให้ โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงนั้นสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อันนี้ก็เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการที่จะให้ การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงนั้นน้อยที่สุด และถ้ามีความจำเป็นจะต้องมีการอุดหนุนก็อยากจะ ให้การอุดหนุนนั้นไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้รับการอุดหนุนอย่างแท้จริง นั่นก็คือกลุ่มที่ มีรายได้น้อยและกลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพราะจากการศึกษาของสถาบันระหว่าง ประเทศ อย่างเช่น ไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องของการอุดหนุนราคาพลังงานใน ประเทศที่กำลังพัฒนาแล้ว ๒๑ ประเทศ ผลการศึกษาของไอเอ็มเอฟนั้นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ว่า การอุดหนุนราคาพลังงานนั้นแทนที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อย แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง หรือที่เรียกว่าคนรวยนั้นเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ไป ใน อัตราส่วนประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้มีรายได้น้อยนั้นซึ่งสมควรจะได้รับการอุดหนุน กลับได้รับผลประโยชน์เพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเห็น ว่า ถ้าจะให้เกิดลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง การอุดหนุนนั้นควรจะไปสู่เป้าหมายก็คือเป็น การอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

อันที่ ๔ เราคิดว่าระบบโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสมนั้นควรจะเป็น ระบบโครงสร้างที่ลดการแทรกแซงและการควบคุมจากภาครัฐ รัฐนั้นควรจะเป็นผู้กำกับดูแล เท่านั้น ไม่ควรที่จะเป็นผู้ที่เข้ามาแทรกแซงราคาหรือมาควบคุมการดูแลในเรื่องของ โครงสร้างราคา การกำกับดูแลนั้นรัฐสามารถที่จะกำกับดูแลได้ให้เกิดความเป็นธรรมกับ ผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม แล้วก็กำกับดูแลไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควร แล้วก็ให้เกิดความเป็นธรรม ในเรื่องของการกำหนดราคา

เรื่องของการขจัดการผูกขาด อันนี้เป็นสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นการผูกขาด นั้นเป็นสิ่งที่เราพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ลดการผูกขาด หรือแม้กระทั่งขจัดการผูกขาดให้ หมดไป ไม่ใช่เฉพาะในภาคเอกชนเท่านั้น แม้แต่ในภาครัฐก็ไม่ควรที่จะให้เกิดการผูกขาด เพราะการผูกขาดนั้นนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในที่สุดก็จะต้อง ผลักภาระนั้นไปสู่ภาคประชาชน ในทำนองเดียวกันในเมื่อเราลดการผูกขาดก็ต้องมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรีมาก ขึ้น ซึ่งการแข่งขันอย่างเสรีนั้นถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการแข่งขันกันและทำ ให้เกิดการบริการที่ดีกับประชาชน เช่นเดียวกันอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป พลังงานได้เรียนไปตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า ในเรื่องของความโปร่งใส ในเรื่องของการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน แล้วก็ผู้มีส่วนได้เสีย หรือที่เรียกว่าสเทคโฮลเดอร์ (Stakeholders) นั้น เราก็จะพบว่าในอดีตหรือแม้กระทั่งในปัจจุบันการบริหารจัดการด้านพลังงานนั้นไม่ได้ให้ภาค ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมากเท่าที่ควร การบริหาร จัดการในภาคพลังงานนั้นปัจจุบันได้ดำเนินไปภายใต้การควบคุมดูแลของภาคการเมือง แล้ว ก็ภาครัฐบาล หรือแม้กระทั่งทางด้านราชการเกือบทั้งหมด เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เป็นส่วน หนึ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมี ส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเสริมสร้างความโปร่งใส ธรรมาภิบาลในการกำหนด โครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ทั้งหมดนั้นก็คือแนวทาง แล้วก็เป้าหมายในการปฏิรูปโครงสร้าง ราคาเชื้อเพลิงที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าว

ส่วนในเรื่องของการดำเนินการโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงศึกษาว่าเราควรจะ ศึกษาในประเด็นใดบ้าง เราก็ได้ศึกษาโครงสร้างของราคาเชื้อเพลิง โครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงต้นน้ำ เรียกว่าอัพสตรีม (Upstream) ซึ่งประกอบไป ด้วยราคา ณ ปากหลุม แม้กระทั่งโครงสร้างนโยบายปิโตรเลียมว่าเราจะกำหนดนโยบาย ปิโตรเลียมอย่างไร แล้วก็โครงสร้างราคากลางน้ำ ซึ่งได้แก่โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น ตลอดจนเรื่องนโยบายโครงสร้างภาษี แล้วก็ทางด้านโครงสร้างราคาปลายน้ำ ซึ่งก็ได้ ประกอบไปด้วยโครงสร้างราคาขายปลีก ทั้งหมดนั้นเราจะเห็นว่าโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ของประเทศนั้นต้องสอดสัมพันธ์กันทั้ง ๔ ส่วน เพราะว่ามีส่วนในการที่จะส่งผลถึงราคา ปลายน้ำ ซึ่งเป็นราคาที่ประชาชนต้องรับภาระอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจะมีคำกล่าวอยู่ ตลอดเวลาว่า ประเทศไทยนั้นราคาพลังงานหรือราคาเชื้อเพลิงเป็นราคาที่สูงเมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเราไปดูราคาที่ปลายน้ำแต่เพียงอย่างเดียว โดยเราไม่ได้ ไปดูว่าราคาต้นน้ำ ราคากลางน้ำ แล้วก็โครงสร้างภาษีของประเทศไทยนั้นแตกต่างจาก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร เพราะฉะนั้นเวลาที่เราศึกษาในเรื่องโครงสร้างราคาจำเป็นที่ จะต้องดูให้ครบองค์ประกอบทั้ง ๔ อย่าง

ในเรื่องของการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียมในเรื่องของต้นน้ำ ระบบบริหาร จัดการทรัพยากรปิโตรเลียมต้นน้ำนั้น ก็เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงแล้วก็เป็นประเด็นที่ จะต้องพิจารณากันหลายด้าน สิ่งหนึ่งซึ่งเรามีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันในคณะอนุ กรรมาธิการก็คือ ในเรื่องของระบบบริหารจัดการ ระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ในปัจจุบันนั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่า ปัจจุบันนี้โดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ปี ๒๕๑๔ นั้น ระบบบริหารจัดการก็ยังยึดอยู่ในระบบการให้สัมปทาน ซึ่งเป็นระบบที่อาจจะเหมาะสมใน อดีต แล้วก็เป็นระบบที่เราได้ใช้มาโดยตลอด แต่มาถึงปัจจุบันนี้แน่นอนเราก็เห็นว่า มีความ จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เพราะฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการก็มีความเห็นด้วยว่า เราจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทางเลือก ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี (PSC) หรือแม้กระทั่งระบบ จ้างผลิต ฉะนั้นการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ปี ๒๕๑๔ ซึ่งกำลังดำเนินการ อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลเองก็กำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ก็เป็น แนวทางที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นด้วยและสนับสนุน อันนี้ก็เป็นส่วนของระบบบริหาร จัดการ

ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของโครงสร้างราคา ณ ปากหลุม หรือในส่วนของ โครงสร้างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เราสามารถหาได้หรือขุดค้นพบได้ในประเทศ ส่วนนี้ก็มี ประเด็นซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าโครงสร้างราคาของปิโตรเลียมที่เราค้นพบได้ในประเทศ ควรจะตั้งราคาอย่างไรจึงจะเหมาะสม มีแนวความคิดอยู่ ๒ แนวความคิด แนวความคิดหนึ่ง ก็คือคิดว่า การพบปิโตรเลียมนั้นเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าแล้วก็ควรที่จะตั้งตามราคาตลาด แต่อีกแนวความคิดหนึ่งก็บอกว่า ในเมื่อเป็นทรัพยากรที่เราค้นพบในประเทศ แล้วก็เป็น ทรัพยากรของประชาชน เพราะฉะนั้นก็ควรจะตั้งในราคาที่ถูกเพื่อให้ประชาชนนั้นได้ ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในราคาถูก ทั้ง ๒ แนวความคิดนั้นไม่ได้มีแนวความคิดใดที่มัน ถูกหรือว่าผิด แต่ว่าเราก็ต้องคำนึงว่า มันจะเหมาะสมกับแต่ละประเทศซึ่งมันไม่เหมือนกัน ถ้าเราดูในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การที่แต่ละประเทศจะเลือกใช้แนวความคิดใดก็ขึ้นอยู่กับ ว่าทรัพยากรปิโตรเลียมที่ประเทศนั้นค้นพบนั้นมีมากหรือน้อยแค่ไหน และสำรองปิโตรเลียม ของเขานั้นมีมากหรือน้อยแค่ไหนเช่นเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วจากการศึกษาของคณะอนุ กรรมาธิการเราพบว่าไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ตาม การนำเอาทรัพยากรปิโตรเลียมขึ้นมาและ นำไปใช้ประโยชน์นั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ อะไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วทรัพยากรนั้นจะถูกนำไปขายในราคาตลาดทั้งสิ้น แต่ว่าเมื่อได้ขาย ในราคาตลาดแล้วจะนำเอารายได้ที่ได้จากทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของ ประชาชน หรือจะไปใช้เพื่อเป็นงบประมาณแผ่นดิน อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นนโยบาย ของรัฐบาลซึ่งจะนำไปสู่ในเรื่องของข้อที่ ๓ ก็คือนโยบายรายได้ปิโตรเลียม ส่วนเรื่องการ กำหนดราคานั้นเป็นเรื่องของสากล เนื่องจากว่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ค้นพบนั้นมันมีคุณค่า ในตัวของมันเอง แล้วมันมีราคาซึ่งกำหนดโดยทั่วโลก เพราะฉะนั้นปิโตรเลียมที่ค้นพบนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องขายในราคาตลาด ยกเว้นแต่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่มีราคาในตลาดก็จะเป็นการ กำหนดขึ้นเองในประเทศโดยอ้างอิงกับสูตรราคา อย่างเช่นในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ประเทศไทยนั้นเราค้นพบน้ำมันดิบในปริมาณที่น้อยมากไม่เพียงพอต่อการใช้ของประเทศ เราค้นพบน้ำมันดิบปริมาณเพียง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ของการใช้ในประเทศ อีก ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปกำหนดราคา ๑๖ เปอร์เซ็นต์เป็นราคา ของเราเอง อีก ๘๕ เปอร์เซ็นต์เป็นราคาตลาดก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นการที่เราใช้ราคา น้ำมันดิบเป็นราคาตลาดนั้น ก็น่าจะเป็นราคาที่ถูกต้องซึ่งสอดคล้องกับทุกประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศมาเลเซียก็ใช้ราคาน้ำมันดิบที่ค้นพบได้ ก็เป็นราคาตลาดเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งประเทศมาเลเซียนั้นสามารถจะผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าประเทศไทย แล้วก็ เพียงพอใช้ต่อในประเทศ มาเลเซียก็นำเอาน้ำมันดิบที่ผลิตได้นั้นไปขายในราคาตลาด แล้วก็ นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมาผลิตเพื่อใช้ในประเทศ เพราะฉะนั้นระบบราคาทั่วโลก การผลิตน้ำมันดิบนั้นก็ใช้ราคาตลาดทั้งสิ้น แต่ในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น ก๊าซธรรมชาติ ไม่มีราคาตลาด เพราะว่าแต่ละประเทศนั้นก็จะใช้อ้างอิงราคาแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น ในเมื่อไม่มีราคาตลาด ก๊าซธรรมชาติของไทยก็เลยใช้ราคาอ้างอิงกับเชื้อเพลิงในประเทศที่เรา ใช้ผลิตไฟฟ้า นั่นก็คือน้ำมันเตา อันนั้นก็เป็นสูตรราคาที่เราใช้โดยไม่ได้อ้างอิงราคาตลาด แต่อย่างใด อันนั้นก็คือสูตรราคาในการกำหนดราคาเชื้อเพลิงหรือราคาปิโตรเลียมที่เราผลิต ได้ในประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็มีความเห็นว่ายังเป็นการกำหนดราคา ที่เหมาะสม

ส่วนในเรื่องของรายได้ปิโตรเลียมนั้นเรามีความเห็นว่า อันนี้เป็นเรื่องนโยบาย สาธารณะ รัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามาสามารถที่จะกำหนดนโยบายรายได้ปิโตรเลียม ให้เหมาะสม แล้วก็เป็นไปตามความต้องการของประชาชนได้ ก็คือรายได้จากปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน หรือไม่ว่าจะเป็นระบบพีเอสซี หรือระบบใดก็แล้วแต่ รัฐบาล มีทางเลือกที่จะนำรายได้จากปิโตรเลียมนั้นไปเข้าเป็นงบประมาณแผ่นดินเพื่อไปใช้จ่าย ในนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ หรือรัฐบาล จะนำรายได้จากปิโตรเลียมนั้นมาใช้จ่ายในการอุดหนุนราคาพลังงานให้ถูกลงเพื่อประโยชน์ ของคนใช้พลังงาน อันนั้นเป็นสิทธิที่จะทำได้ เป็นสิทธิทางเลือกที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ ซึ่งอันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบบริหารจัดการปิโตรเลียม ปัจจุบันนี้รัฐบาลเลือกที่จะ นำรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าเป็นงบประมาณ แผ่นดิน อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่ถ้าเราเห็นว่านโยบายนี้ไม่เหมาะสม ก็รณรงค์ให้รัฐบาลนำเอาเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปเป็นงบประมาณในการอุดหนุนราคา พลังงานก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบบริหารจัดการ ปิโตรเลียมแต่อย่างใด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลหรือเป็นนโยบาย สาธารณะ

กรอบการปฏิรูปกรอบต่อไป ก็คือเรื่องของระบบราคาเชื้อเพลิงซึ่งทาง คณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นว่าระบบราคาเชื้อเพลิงนั้นจะต้องเป็นระบบราคาที่มี การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งระบบราคาที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมนั้น ก็จะทำให้ลดการกำกับดูแล แล้วก็ลดการผูกขาดและทำให้ส่งเสริมการค้าที่มีการแข่งขัน อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมที่เกิดขึ้น ตรงนี้เรามีความเห็นว่าก็ต้องเริ่มกันที่ราคากลางน้ำ นั่นก็คือเรื่องของราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นนั้นก็มีประเด็นที่ต้อง พิจารณาว่า ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นควรจะเป็นราคาที่อ้างอิงตลาดที่เป็นสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน ในหมู่ประเทศแถบนี้ นั่นก็คือราคาที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศในแถบนี้ทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งประเทศมาเลเซียก็ใช้ราคาน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นราคาอ้างอิง ทั้งสิ้น แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณากันต่อไปก็คือว่า เราควรจะใช้ราคานำเข้าหรือราคาส่งออก เป็นราคาอ้างอิง อย่างที่พูดกันเสมอว่าประเทศไทยใช้อิมพอร์ต แพริตี (Import parity) ซึ่งเป็นราคาที่อาจจะไม่เหมาะสม ควรจะใช้เป็นเอ็กซ์พอร์ต แพริตี (Export parity) หรือราคาส่งออกมากกว่า ประเด็นนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นว่าการอ้างอิงราคา นำเข้านั้นอาจจะเป็นราคาที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะว่าการอ้างอิง ราคานำเข้าโดยมติคณะรัฐมนตรีเป็นการชี้นำโรงกลั่นน้ำมันในประเทศว่า อยากจะให้ตั้งราคา หน้าโรงกลั่นโดยอ้างอิงราคานำเข้า ก็จะเป็นการชี้นำโรงกลั่นน้ำมันในประเทศให้ทุกโรงนั้น ตั้งราคาโดยอ้างอิงราคานำเข้า ก็จะไปลดการแข่งขันของโรงกลั่นน้ำมันลง

อีกประการหนึ่ง สูตรราคาอ้างอิงการนำเข้าที่เป็นมติคณะรัฐมนตรีนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นสูตรราคาที่ไม่ได้มีการปรับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้น ตัวพรีเมียม (Premium) หรือตัวสูตรราคานั้นบางตัวอาจจะไม่ทันสมัย อย่างเช่น ค่าขนส่ง ซึ่งปัจจุบันนี้การขนส่งน้ำมันทางเรือนั้นได้มีการเปลี่ยนเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็อาจจะทำ ให้ค่าขนส่งลดลงหรือแม้กระทั่งถ้าปรับปรุงคุณภาพ แต่เดิมประเทศสิงคโปร์ไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ อ้างอิงยูโรโฟว์ (Euro 4) ที่มีคุณภาพสูง แต่ปัจจุบันนี้ที่ประเทศสิงคโปร์มีผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูงถึงยูโรโฟว์แล้ว แต่เรายังไปอ้างอิงตัวปรับปรุงคุณภาพตัวเดิม อะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสูตรราคาที่ยังใช้ของเดิมอยู่ก็อาจจะไม่ทันสมัย อาจจะไม่ตอบสนองต่อ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ประเด็นที่ ๓ การที่ยังใช้สูตรราคาเดิมอยู่ก็อาจจะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ จากภาคประชาชนว่า สูตรราคานั้นเป็นสูตรราคาที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่แท้จริงแล้วก็ เป็นต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ๓ ประการ คณะอนุกรรมาธิการ จึงมีความเห็นว่า ไม่สมควรที่จะมีการใช้สูตรราคาอ้างอิงการนำเข้าอีกต่อไป แล้วก็มติ คณะรัฐมนตรีนั้นไม่มีความจำเป็น เนื่องจากว่าเราต้องการให้โรงกลั่นทั้งหมดนั้นสามารถที่จะ ตั้งราคาโดยอ้างอิงราคาน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วให้แข่งขันกันเองโดยลดการแทรกแซง จากภาครัฐ การแข่งขันกันเองของโรงกลั่นนั้นเราเชื่อว่าจะทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นถูกลง เหตุผลที่เราเชื่อมั่นอย่างนั้นก็เพราะว่าขณะนี้กำลังการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันใน ประเทศไทยนั้นมีสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการน้ำมันใน ประเทศนั้นมีเพียงแค่ ๘๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน ถ้าไม่มีการอ้างอิงสูตรราคาแล้ว โรงกลั่น น้ำมันควรจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเราเองก็เห็นว่าลำพังการยกเลิกสูตร ราคานั้นอาจจะไม่ทำให้มีการแข่งขันเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นจะต้องมีมาตรการอย่างอื่นควบคู่กันไป นั่นก็คือเราจะต้องลดการผูกขาดใน ธุรกิจโรงกลั่นลง ปัจจุบันนี้ ปตท. เองซึ่งเข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นต่าง ๆ ถึง ๕ ใน ๖ โรง ซึ่งอัน นี้ก็ไม่ได้เป็นเจตนาของ ปตท. ที่จะต้องการผูกขาด แต่ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่ ต้องการให้ ปตท. เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นเกือบทุกแห่ง ยกเว้นเอสโซ่ ทั้งนี้เพราะว่าเอสโซ่เอง ไม่ยอมให้ ปตท. เข้าไปถือหุ้น เนื่องจากว่าเอสโซ่เองมีกฎหมายในสหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้ คู่แข่งเข้ามาถือหุ้น ก็เลยต้องให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นแทน เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็น นโยบายของรัฐบาล ปตท. จึงได้เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่น ๕-๖ แห่ง แต่ว่าปัจจุบันนี้เราคิดว่า สถานการณ์ไม่สอดคล้องแล้ว จึงมีข้อเสนอให้ ปตท. ลดการถือหุ้นในโรงกลั่นต่าง ๆ ลง ซึ่งก็ ทางกระทรวงพลังงานก็ได้สั่งให้ ปตท. นั้นลดการถือหุ้นในโรงกลั่นลง ขณะนี้ทาง ปตท. ก็ได้ ขายหุ้นโรงกลั่นของบางจากออกไปทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายนที่ผ่านมา แล้วก็ มีนโยบายที่จะลดการถือหุ้นในโรงกลั่นอื่นอีกภายในสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้นการผูกขาดของ ปตท. ในธุรกิจโรงกลั่นก็จะน้อยลง ก็จะทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น นอกจากนั้นเพื่อที่จะ เพิ่มการแข่งขันเสรีในธุรกิจโรงกลั่น ทางคณะอนุกรรมาธิการจึงเสนอแนะให้มีการลด อุปสรรคในการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น การลดอุปสรรคตรงนี้ก็เช่นเรื่องของการสำรองน้ำมัน ซึ่งผู้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ อาจจะมีอุปสรรคในเรื่องของการสำรองน้ำมัน ซึ่งเสียเปรียบกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ก็ ได้มีการเสนอแนะให้ลดอุปสรรคตรงนี้ลง ก็จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ กำกับดูแลก็จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ของตัวเองให้เข้มแข็งมากขึ้น ในแง่นี้ทางด้านกระทรวง พลังงานโดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ก็จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการกำกับดูแลให้ เข้มงวดมากขึ้น ต้องตรวจสอบเรื่องของการกำหนดราคาหรือการตั้งราคาหน้าโรงกลั่นแต่ละ แห่งเป็นรายวัน แล้วก็ต้องกำกับดูแลว่าการตั้งราคาหน้าโรงกลั่นนั้นมีเหตุมีผลอย่างไร และ การกำหนดราคานั้นได้กำหนดขึ้นบนพื้นฐานของต้นทุนอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะทำให้ โรงกลั่นนั้นไม่สามารถที่จะตั้งราคาที่เอาเปรียบหรือไม่เป็นธรรมได้ และทาง สนพ. เองก็ต้อง กำกับดูแลว่าแต่ละโรงกลั่นนั้นได้มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็เป็น มาตรการที่เราคิดว่าจะทำให้การแข่งขันนั้นมีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ส่วนทางด้านของธุรกิจก๊าซแอลพีจีก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่าควรที่จะ ปลดการกำกับดูแลของภาครัฐ ขออภัย มิใช่การกำกับดูแล แต่เป็นการแทรกแซงของภาครัฐลง ธุรกิจก๊าซแอลพีจีนั้นเป็นธุรกิจที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมเป็นระยะเวลายาวนาน โดยการควบคุม ราคาที่หน้าโรงแยกแก๊ส แล้วก็ควบคุมราคาขายปลีก ซึ่งทำให้ธุรกิจก๊าซแอลพีจีนั้นมีปัญหา มาโดยตลอด ธุรกิจก๊าซแอลพีจีในอดีตนั้นเราเคยผลิตได้เพียงพอ แล้วก็ส่งออกไปขาย ต่างประเทศ แต่เนื่องจากกลไกราคาที่ไม่สนองต่อต้นทุนที่แท้จริง แล้วก็ได้มีการขยายการใช้ เพิ่มมากขึ้นทั้งในภาคปิโตรเคมี ทั้งในภาคขนส่ง ก็เลยทำให้การใช้เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่ง เราไม่สามารถที่จะรองรับความต้องการได้ แล้วก็ต้องนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศ จากเริ่มต้นที่ ๕๐,๐๐๐ ตันต่อปี จนกระทั่งล่าสุดนั้นนำเข้าถึง ๑.๙ ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็น ปัญหามาก แล้วทางรัฐบาลก็ต้องมาเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน เข้ากองทุนน้ำมันเพื่อเอาไป อุดหนุนผู้ใช้ก๊าซแอลพีจี ขณะนี้การแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาแอลพีจีได้ดำเนินไปในระดับ หนึ่งแล้ว ก็คือได้ปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีให้สะท้อนต้นทุนการจัดหา เพราะฉะนั้นขณะนี้ราคาต้นทุนแอลพีจีนั้นได้ปรับเป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ แล้วก็ทุกภาค ส่วนแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาโดยสิ้นเชิง แต่แนวทางการแก้ปัญหานี้ก็เป็น การแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้เสนอแนะไว้ แล้วก็เป็นการแก้ไขปัญหา ในระดับหนึ่ง การแก้ไขปัญหานี้ได้ทำให้การนำเข้าก๊าซแอลพีจีนั้นลดลงจากเดือนละ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ลงมาเหลือเพียงแค่เดือนละ ๘๐,๐๐๐ ตันในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือว่า เป็นการแก้ไขปัญหาในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าโรงกลั่นน้ำมันได้พยายามผลิตแอลพีจีเพิ่ม มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ ประเด็นนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องของแอลพีจีนั้น จะต้องกระทำในเรื่องของการที่จะลดการนำเข้าให้มากที่สุด ซึ่งการที่จะลดการนำเข้าได้ประเด็นก็คือจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของการใช้แอลพีจี ในประเทศ และการปรับปรุงประสิทธิภาพของการใช้แอลพีจีในประเทศนั้น จะทำไม่ได้เลย ถ้าราคาแอลพีจีนั้นยังไม่สนองต้นทุนที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตามเราก็เข้าใจว่าการใช้แอลพีจี ในประเทศนั้นส่วนหนึ่งมาจากโรงงานปิโตรเคมีซึ่งขยายตัวอย่างมาก เพราะฉะนั้นในระยะยาว เราจึงเสนอว่าโรงงานปิโตรเคมีนั้นจะต้องปรับตัวด้วยการที่จะไปหาวัตถุดิบใหม่มาป้อน โรงงานปิโตรเคมี นั่นก็คืออาจจะต้องหันไปใช้แนปทา (Naphtha) เพิ่มมากขึ้น แทนที่จะ ใช้แอลพีจีอย่างเดียว เพราะว่าการใช้แอลพีจีนั้นก็จะมีปัญหาเนื่องจากว่าก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยนั้นมีปริมาณที่จะลดลงตลอดเวลา และในที่สุดปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งภาคประชาชน แล้วก็ภาคปิโตรเคมี เพราะฉะนั้น ปิโตรเคมีจำเป็นจะต้องปรับตัวในการที่จะไปใช้แนปทาหรือไปใช้แอลพีจีจากโรงกลั่นน้ำมัน เพิ่มมากขึ้น และสงวนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งจะนำมาผลิตเป็นแอลพีจีให้กับภาค ประชาชน แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของแอลพีจีที่ใช้ในภาคขนส่งนั้นซึ่งมีการขยายตัวสูงมาก รัฐบาลก็จะต้องลดการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งโดยการส่งเสริมให้ไปใช้เรื่องของพลังงาน ทดแทนมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันก็ต้องลดการใช้โดยการปรับโครงสร้างภาษีของแอลพีจี แล้วก็ผ่านการจดทะเบียนภาษีรถยนต์แอลพีจีด้วยเพื่อที่จะลดการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งลง

ประเด็นต่อไปก็เป็นเรื่องของการกำหนดโครงสร้างภาษีอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว เรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างภาษีนั้นก็เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ทุกกลุ่มแล้ว ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ระบบโครงสร้างภาษีนั้นอย่างที่เราทราบกันว่า ในอดีตระบบโครงสร้างภาษีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ทุกกลุ่ม เราจะเห็นว่า ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้นต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก ส่วนผู้ใช้น้ำมัน ดีเซลนั้นมีอยู่ระยะหนึ่งซึ่งรัฐบาลลดภาษีให้จนกระทั่งเกือบไม่ต้องเสียเลย แล้วก็ทางด้านของ ก๊าซแอลพีจีนั้นค่าภาษีสรรพสามิตก็ต่ำมาก แล้วก็ได้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งถือว่า เป็นภาษีอีกชนิดหนึ่ง ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นกองทุนน้ำมันก็ตาม แต่จริง ๆ ก็คือภาษีละครับ แล้วก็ผู้ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้นก็ถูกเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ในอัตราที่สูงมาก เพราะฉะนั้นระบบภาษีแบบนี้มันก็เป็นระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรม เราจึง เห็นว่าควรที่จะมีการปรับปรุงอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นตามค่าความร้อน แล้วก็ตามประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลก็ได้มีการปรับอัตรา ภาษีให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้นแล้ว แต่เราก็ยังมีความเห็นว่าในส่วนรถยนต์ที่ใช้ก๊าซก็ควร จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แอลพีจีและเอ็น จีวี (NGV) ก็ควรจะต้องมีการปรับภาษีในส่วนของแอลพีจีและเอ็นจีวีด้วย คือในส่วนของภาษี สรรพสามิตแอลพีจีในภาคครัวเรือนนั้นควรจะต้องปรับลดลง เพราะว่าไม่ได้ใช้ในเรื่องของ ถนนหนทาง แต่ว่าในส่วนของภาษีแอลพีจีที่ใช้ในภาคขนส่งควรจะปรับสูงขึ้นเช่นเดียวกับ ภาษีเอ็นจีวี

ในด้านของการใช้ประโยชน์จากกองทุนน้ำมัน คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า กองทุนน้ำมันนั้นยังมีประโยชน์อยู่ ถึงแม้ว่าบางท่านอาจจะเห็นว่าควรจะยกเลิกกองทุน น้ำมันก็ตาม ทั้งนี้เพราะว่ากองทุนน้ำมันนั้นเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพราคาและ เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะใช้แก้ไขปัญหาเวลาที่น้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนมาก ๆ รัฐบาลจะได้มีเครื่องมือในการดูแลความเดือดร้อนของประชาชน เพราะฉะนั้นเราคิดว่าควร จะคงกองทุนน้ำมันเอาไว้ แต่จะต้องปฏิรูประบบกองทุนน้ำมัน โดยกองทุนน้ำมันขณะนี้จัดตั้ง ขึ้นตามพระราชกำหนดป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เท่านั้นและไม่ได้มีกฎเกณฑ์กติกาอะไรที่ชัดเจน ไม่ได้กำหนดวัตถุประสงค์ ไม่ได้กำหนด วิธีการในการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นกองทุนน้ำมันก็มีโอกาสที่จะถูก แทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองหรือโดยการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือไปอุดหนุนการใช้การ อุดหนุนราคาน้ำมันจนกระทั่งกองทุนน้ำมันเคยติดลบเป็นแสนล้านบาทมาแล้ว ฉะนั้นในกรณี นี้คณะอนุกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า ควรปฏิรูปกองทุนน้ำมันโดยยกฐานะขึ้นเป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติ กำหนดให้มีวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน กำหนดวิธีการใช้ กำหนดการ บริหารงานที่ชัดเจน มีกำหนดเงินเพดานขั้นสูง ขั้นต่ำเอาไว้ว่ากองทุนน้ำมันจะติดลบได้ไม่ เกินเท่าไร จะเก็บเงินได้ไม่เกินเท่าไร แล้วก็กำหนดวิธีการบริหารให้มีความชัดเจน แล้วก็มี ผู้บริหารที่มีภาคอื่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งจากภาคผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคนักวิชาการ แล้วก็ ภาคประชาชน อันนี้ก็จะเป็นวิธีการที่เราจะป้องกันการแทรกแซงจากทางการเมืองเข้ามาเพื่อ ล้วงลูกจากกองทุนน้ำมัน

ส่วนข้อสุดท้ายก็เป็นเรื่องของการปฏิรูปต่าง ๆ ที่ดำเนินการร่วมกันกับ หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ หรือที่เรียกว่าครอสคัทติง (Crosscutting) ในที่นี้ก็เป็นการสร้าง กลไกให้ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมในการกำหนดนโยบาย ซึ่งอันนี้ก็จะมี รายละเอียดต่อไปในภาคของท่านอัญชลีซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๒ ก็จะมานำเสนอใน รายละเอียดต่อไป

ส่วนเรื่องของการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ผมก็ได้พูดไปแล้วว่าเราจะมี การปรับปรุงกฎหมายพระราชบัญญัติปิโตรเลียมและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น ในส่วนของผมคงจะมีเรื่องที่รายงานทางด้านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่เพียงเท่านี้ แต่เพื่อให้รายงานมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กระผมใคร่กราบเรียนขออนุญาตท่านประธาน ให้ท่านรสนา โตสิตระกูล ซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งได้เรียนชี้แจงในรายละเอียด เพิ่มเติมครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมาธิการ 🔗

กราบขอบคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือในส่วนที่ทางกรรมาธิการ ได้นำเสนอ โดยเฉพาะท่านมนูญ ศิริวรรณ คือโดยกรอบใหญ่นั้นคือพวกเราก็คงเห็นด้วยในหลายส่วน ที่ใกล้เคียงกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติหลายอย่างอาจจะแตกต่างกัน ซึ่งดิฉันก็จะขออนุญาต นำเรียนเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นในส่วนของกิจการในส่วนกลางน้ำ ที่จริงในกิจการ ต้นน้ำนั้นท่านก็ได้พูดถึงว่า กิจการต้นน้ำนั้นเป็นกิจการของทรัพยากร การจัดการเรื่อง ทรัพยากรปิโตรเลียมที่เป็นทรัพยากรในประเทศ ซึ่งในอดีตเรามีแต่ระบบสัมปทานเท่านั้น ซึ่งสัมปทานนั้นก็คือยกกรรมสิทธิ์ให้เอกชนบริหารไป ในขณะที่ประเทศก็ได้เพียงรายได้ จากเอกชนที่รับสัมปทานแล้วก็ส่งมอบมาให้ ท่านอาจจะพูดถึงว่าอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มูลค่าปิโตรเลียมทั้งประเทศมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีกระบวนการที่ออกกฎหมายที่จะมีการใช้ ระบบอื่น เช่น ระบบการแบ่งปันผลผลิต รวมไปถึงระบบการจ้างผลิตนั้นก็จะทำให้ ประเทศชาติได้ประโยชน์มากขึ้น แล้วที่จริงในประเด็นเรื่องของสัมปทานนั้นก็มีข้อน่าสังเกตว่ากิจการการให้สัมปทาน ปิโตรเลียมในอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้มีอยู่ ๒ แปลง ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในอีก ๗ ปี ข้างหน้า การให้สัมปทานนั้นก็ยังเจอปัญหา เพราะว่าในช่วงที่เป็นรอยต่อของการให้สัมปทานนั้น โดยเฉพาะแปลงสัมปทานที่ยังมีปิโตรเลียมเหลืออยู่ รัฐจะเข้าไปจัดการได้ยากมาก มันก็จะเกิดปัญหาว่า ในช่วง ๕ ปีก่อนหมดสัมปทาน ถ้ารัฐไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ มันก็อาจจะทำให้เราจำเป็นต้องอาศัยผู้รับสัมปทานรายเดิม เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ ก็เป็นประเด็นที่ควรแก่การคิดด้วยเหมือนกันว่าการคงระบบสัมปทานต่อไป ประเทศก็จะ ไม่ค่อยมีทางเลือก เพราะว่าจะเจอปัญหาว่าถ้าไม่ให้เจ้าเก่าเขาก็จะลดการพัฒนา การสำรวจ รัฐก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาอยู่

ในส่วนนี้ดิฉันคิดว่าเมื่อเราพูดว่าประเทศเรามีปิโตรเลียมน้อย ทำให้เราไม่มี ความมั่นคง ดิฉันคิดว่าในอดีตตอนที่ประเทศไทยยังไม่ได้พบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ เราต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเองบ้าง ซื้อสำเร็จรูปเข้ามาบ้าง แต่ลองเปรียบเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ในปี ๒๕๒๐ นั้นเบนซิน ๙๕ ในประเทศไทยราคาถูกกว่า มาเลเซีย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาเบนซินในขณะนั้นราคา ๕ บาทต่อลิตร ในขณะที่มาเลเซีย ๑๐ บาทต่อลิตร เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในปี ๒๕๒๐ มันจะกลับทางกับปัจจุบัน คือ คนมาเลเซียเมื่อมาเที่ยวประเทศไทยเขาจะเติมน้ำมันมาเพียงเล็กน้อย แล้วก็เอาแกลลอน ติดรถมาด้วย มาเที่ยวประเทศไทยเสร็จเติมน้ำมันเต็มถัง แล้วก็เอาแกลลอนใส่น้ำมันกลับไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในขณะที่สมัยนั้นเราก็ไม่ได้มีปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ของเราเอง เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าก็เป็นประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการมากกว่า ซึ่งในอดีตนั้น ก่อนปี ๒๕๔๔ ก่อนการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ราคาน้ำมันของประเทศไทย เทียบกับมาเลเซีย เราก็ยังอยู่ในราคาที่ใกล้เคียงกับมาเลเซีย แต่หลังจากการแปรรูป การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยแล้วราคาพลังงานเราแพงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจุดนี้เป็นข้อที่ดิฉัน ตั้งข้อสังเกตว่า กิจการพลังงานนั้นควรจะเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ควรทำให้มีราคาต่ำที่สุด โดยประสิทธิภาพและการแข่งขัน ไม่ใช่จากการอุดหนุน เพราะว่าต้นทุนพลังงานนั้น เป็นต้นทุนทางตรงของกิจการด้านเรียล เซ็คเตอร์ (Real sector) ทุกชนิด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เราทำราคาต้นทุนให้ต่ำที่สุดอย่างมีประสิทธิภาพ มันจะทำให้กิจการอื่นสามารถจะแข่งขันได้ โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะเปิดเออีซี (AEC) ราคาพลังงาน ราคาสินค้าของเราที่มีต้นทุน พลังงานที่สูง เราแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าตรงนี้ก็เป็นประเด็นเรื่อง ของการบริหารจัดการ ซึ่งดิฉันเองกับคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียม และราคาพลังงานอาจจะยังเห็นแตกต่างกันบ้างในส่วนนี้ ดิฉันคิดว่ากิจการของราคาพลังงาน นั้นถ้ามุ่งไปหากำไรเสียตั้งแต่ต้นทาง ราคาต้นทางตรงนี้ก็จะทำให้สินค้าอื่น ๆ มันลดลงไม่ได้ เพราะราคาพลังงานนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ อย่างต้นทุนทางโลจิสติกส์ (Logistics) ของประเทศไทย มันอยู่ที่ประมาณ ๑๙-๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ถ้าเราไปดูประเทศอื่น ต้นทุนโลจิสติกส์ ของเขาต่ำกว่าเรามาก อย่างสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซียอยู่ที่ประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ของเราสูงมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะสู้กับเขาไม่ได้เรื่องต้นทุนสินค้า

ทีนี้พอมาดูถึงในเรื่องของกระบวนการที่ทางคณะอนุกรรมาธิการก็เห็น สอดคล้องกันว่า ต้องลดการผูกขาดแล้วก็เพิ่มเรื่องการแข่งขันให้มากขึ้น แต่ในสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ในเวลานี้เราต้องยอมรับว่าสภาพการผูกขาดยังมีอยู่ อย่างเช่นโรงกลั่นน้ำมัน ที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านมนูญ ศิริวรรณ ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า มันมี การผูกขาดโรงกลั่นน้ำมันโดยบริษัท ปตท. คือจาก ๕ โรง ใน ๖ โรง ถึงแม้จะขายบางจากไป แต่ว่าการผูกขาดก็ยังมีอยู่ เพราะว่าโรงกลั่นอีก ๔ โรงที่บริษัท ปตท. ถือหุ้นใหญ่อยู่ยังเป็น บริษัทที่ผลิตน้ำมันเพื่อการใช้ในประเทศสูงที่สุด เพราะฉะนั้นราคาตรงนี้มันก็ยังไม่มีการ แข่งขันกันจริง สามารถที่จะเกิดการผูกขาดได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรายกเลิกอิมพอร์ต แพริตี แล้วให้มีการแข่งขันโดยเสรี ในสภาพความ เป็นจริงมันยังไม่ได้มีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็เสนอว่าราคานั้นควรจะเป็นเอ็กซ์ พอร์ต แพริตี คือราคาที่เอกชนคือโรงกลั่นน้ำมันส่งออก แต่ว่าส่วนนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันใน อนุกรรมาธิการอยู่ว่า ถ้าให้คิดราคาส่งออกโรงกลั่นอาจจะมีปัญหา ดูอย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเองเขาจะมีข้อกำหนดว่าเมื่อโรงกลั่นเขาผลิตล้นเกิน แล้วส่งออก เขาจะใช้ราคา หน้าโรงกลั่นในราคาเอ็กซ์พอร์ต แพริตี แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่มีการนำเข้าน้ำมัน เขาจะใช้อิมพอร์ต แพริตี เพราะฉะนั้นราคาเขาก็จะวิ่งขึ้นลงระหว่างเอ็กซ์พอร์ตหรืออิมพอร์ต ทีนี้ถ้าเราดูจาก รายงานของกรมธุรกิจพลังงาน ของกระทรวงพลังงาน ในปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยส่งออกน้ำมัน สำเร็จรูปเฉลี่ยวันละ ๔๐ ล้านลิตร หรือประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน แล้วก็ในปี ๒๕๕๗ นั้น ประเทศไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป มูลค่าสูงถึง ๓๖๓,๒๕๘ ล้านบาทสูงเป็นอันดับ ๓ ของสินค้าส่งออก ซึ่งรองมาจากรถยนต์และเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นการที่เรา สามารถส่งออกน้ำมันได้ขนาดนี้ จริง ๆ เราควรใช้เอ็กซ์พอร์ต แพริตี เป็นราคาหน้าโรงกลั่นที่ ขายคนไทย แต่ถ้าหากว่าเราเกรงว่าโรงกลั่นจะมีปัญหา ดิฉันคิดว่าควรจะใช้แต่ไม่ว่าราคาอ้างอิง ของประเทศสิงคโปร์ เป็นราคาหน้าโรงกลั่นที่ขายให้กับคนไทยราคาหน้าโรงกลั่นต้องไม่สูงกว่าราคา อ้างอิงของประเทศสิงคโปร์แต่ให้วิ่งอยู่ระหว่างเอ็กซ์พอร์ต แพริตี กับไม่สูงแต่ไม่เกินกว่าราคา อ้างอิงของประเทศสิงคโปร์ ทำเช่นนี้ก็จะเป็นการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ดิฉันคิดว่า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ แล้วก็ตรวจสอบ ก็คือขอให้โรงกลั่นน้ำมันทุกโรง ทำรายงานราคา ณ โรงกลั่นที่ซื้อขายจริงภายในประเทศ แล้วก็ที่ส่งออกไปในแต่ละประเทศ เป็นรายวัน แล้วก็ให้หน่วยงานกำกับนั้นเผยแพร่รายงานนี้ในรูปของเว็บไซต์ (Web site) ที่ ประชาชนเข้าใจง่าย นอกจากนั้นแล้วควรจะมีราคาสำเร็จรูปของประเทศสิงคโปร์ในแต่ละวัน ประกาศบนเว็บไซต์ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีการตรวจสอบกันอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ นั้น ดิฉันก็เชื่อว่าการแข่งขันที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ อันนี้ก็เป็น ข้อเสนอเพิ่มเติมเข้ามา

ส่วนประเด็นเรื่องของการยกเลิกมติ ครม. ในการจัดสรรแอลพีจีที่ผลิต ในประเทศให้กับภาคใดภาคหนึ่งเป็นลำดับแรก คือในอดีตนั้นครัวเรือนจะได้รับการดูแล เป็นพิเศษ เพราะเนื่องจากว่าก๊าซธรรมชาติที่มาจากอ่าวไทยที่ผลิตเป็นก๊าซหุงต้ม เพื่อประชาชนนั้นก็ถือว่าเป็นปริมาณที่เป็นหลักอยู่แล้ว ถึงแม้เวลานี้ก็อยู่ในระหว่าง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เมื่อก่อนประชาชนก็ได้รับการจัดสรรเป็นพิเศษ แต่ต่อมารัฐบาล ในปี ๒๕๕๑ ก็มีการออกมติ ครม. ว่าให้ปิโตรเคมีมาใช้ร่วมด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็น ว่ามีการแบ่งก๊าซธรรมชาติที่ผ่านโรงแยกก๊าซเป็น ๒ ส่วน แบ่งกันคนละ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ปิโตรเคมีใช้ กับให้ประชาชนใช้ ทีนี้เนื่องจากธุรกิจก๊าซธรรมชาตินั้น ที่จริงแล้วมันเป็น ธุรกิจที่ผูกขาดอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ยันปลายน้ำ กิจการอันนี้ในอดีตก่อนที่จะ มีการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย นโยบายของรัฐบาลก่อนหน้านั้น แล้วก็มติ ของสำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติระบุว่า ให้แยกกิจการก๊าซออกจากกิจการจัดหา และจัดจำหน่าย แล้วให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยถือไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงว่า ตอนก่อนจะมีการแปรรูปนั้นไม่ได้ต้องการจะแปรรูปทั้งองค์กร แต่ยังต้องการให้การ ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นยังคงอยู่ และบริหารกิจการ ก๊าซต่อไป แต่ปรากฏว่าการแปรรูปนั้นไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีการแปรรูปไปแล้ว กิจการก๊าซก็เลยตกไปเป็นของบริษัท ปตท. ในเวลานี้ เพราะฉะนั้นเมื่อทางอนุกรรมาธิการได้เสนอว่าให้ยกเลิกมติว่า ไม่ให้มีการจัดสรรแอลพีจี ในประเทศให้กับภาคใดภาคหนึ่ง มันก็แปลว่ายกเลิกในส่วนของครัวเรือน เพราะว่าในส่วน ของปิโตรเคมีเป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท. เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ในช่วงที่ผ่านมาที่มี การโต้แย้งกันในสังคม ก็เพราะว่าปิโตรเคมีได้ใช้ก๊าซซึ่งก็เป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ของบริษัท ปตท. ในราคาที่ถูกกว่าประชาชน แล้วเวลานี้เราเปลี่ยนนโยบายขึ้นมาให้มีราคาเท่ากัน ทุกภาคส่วน คือราคาของครัวเรือน ราคาของยานยนต์ ราคาของอุตสาหกรรมอื่น แล้วก็รวม ไปถึงปิโตรเคมี ดูเหมือนดี แต่สิ่งนี้จะดีถ้าหากว่ากิจการก๊าซนี้เป็นของประเทศ เราขายราคา เท่ากันหมดเงินมันเข้ากองกลาง แต่เวลานี้เนื่องจากว่ากิจการนี้ยังเป็นของเอกชนที่มีหุ้นอยู่ ๔๙ เปอร์เซ็นต์นั้น มันทำให้อย่างไรก็ตาม ภาคปิโตรเคมีก็ยังเป็นส่วนที่ได้ประโยชน์มากกว่า ประชาชน แล้วเวลานี้ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ราคาก๊าซประเทศเรามันขึ้น ราคาสวนต่างประเทศ กลายเป็นว่าก๊าซในประเทศราคาแพงกว่าก๊าซนำเข้า นโยบายเรื่องแอลพีจี ซึ่งอันนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่มีปัญหาอยู่ ดิฉันเห็นว่าภาคครัวเรือนซึ่งเขาใช้ก๊าซหุงต้ม เพื่อการดำรงชีพ ควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะที่ก๊าซธรรมชาตินั้นเป็นทรัพยากร ในประเทศ ดิฉันเองยังไม่เห็นด้วยกับการใช้ราคาเดียวถ้าตราบเท่าที่สภาพการยังเป็นอย่างนี้อยู่ คือบริษัทเอกชนอย่าง ปตท. ยังผูกขาดกิจการก๊าซอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถ้าหากเมื่อไรก็ตามที่ กิจการนี้รัฐเป็นเจ้าของ บริหารแบบมืออาชีพ ไม่ได้บริหารเพื่อที่จะมาชดเชยกัน และบริหาร แบบมืออาชีพเราขายราคาเท่ากันให้ทุกภาคส่วนได้ แล้วก็ที่จริงทีดีอาร์ไอเขาก็ไม่ได้เสนอ เพียงแค่ว่าให้ราคาเท่ากันทุกภาคส่วนเท่านั้น เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วส่วนที่เป็นเหมือนกับ มรดกของประเทศมันต้องกลับเข้ามาที่ประเทศในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งส่วนนี้เรายังไม่ได้ พิจารณาข้อเสนอของทีดีอาร์ไออย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ประเด็นต่อมาในส่วนของการกำหนดเรื่องภาษีสรรพสามิตให้อยู่ในระดับ เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ดิฉันคิดว่าภาษีสรรพสามิตในเวลานี้เราเก็บแบบไม่ค่อยมีหลักการ หรือระบบเท่าไร ขอเสนอว่าควรจะเก็บแบบขั้นบันได แล้วก็ไม่ควรเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ราคาหน้าโรงกลั่น อย่างเช่นน้ำมัน เวลานี้น้ำมันเบนซิน ๙๕ เก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ น้ำมันดีเซลเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่แอลพีจีเก็บ อยู่ที่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ปิโตรเคมีไม่ได้เก็บเลย ดิฉันคิดว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น ควรเก็บตามแนวทางว่า กิจการใดก็ตามที่ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม กิจการใดก็ตาม สินค้าชนิดใดก็ตามที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ได้รับการชดเชยเป็นกิจการที่รัฐให้การ อุดหนุนเป็นพิเศษเหล่านี้ควรจะมีการเก็บอย่างมีหลักการแบบนี้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ก็กลายเป็นปิโตรเคมีถูกอ้างว่า เอาไปทำวัตถุดิบก็เลยไม่ต้องเสียภาษี ดิฉันคิดว่าปิโตรเคมีนั้น ทำให้เกิดขยะพลาสติกจำนวนมาก แล้วในที่สุดรัฐก็ต้องเอาภาษีจากส่วนอื่นไปกำจัดพลาสติก เพราะฉะนั้นควรจะต้องเพิ่มการเก็บภาษีในส่วนนี้ให้มากขึ้น

ส่วนกรณีเรื่องของกองทุนน้ำมัน ดิฉันคิดว่ากองทุนน้ำมันอย่างที่ท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการได้พูดไปแล้วว่า เป็นกองทุนน้ำมันที่เก็บเหมือนเก็บภาษี การที่เราเก็บ เงินจากประชาชนแบบภาษี แต่ไม่มีกฎหมายรองรับมันเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วก็ ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเสนอเรื่องนี้มานานแล้วว่า มันเป็นการเก็บแบบภาษี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายก็ไม่ควรจะสามารถดำเนินการได้ แต่จนบัดนี้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองมาเกือบ ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ขยับเขยื้อนว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ แล้วก็กองทุนน้ำมันก็เอาไปใช้โดยที่ ไม่ได้มีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นจะต้อง แก้ไขปัญหาไม่ควรที่จะให้เก็บในลักษณะนี้ต่อไป แล้วก็ยิ่งถ้าหากว่าราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนทั้งหมดอย่างที่รัฐบาลทำ พอมันยกขึ้นมา หมดแล้วก็กลายเป็นว่า กองทุนน้ำมันกลับกลายเป็นภาระให้กับประชาชนในปัจจุบัน โดยเรา อ้างความกลัวในอนาคต แต่ประชาชนได้รับภาระในปัจจุบัน ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่า ๑. เก็บ ภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสมอย่างมีหลักการเป็นขั้นบันได แล้วก็ออกกฎหมายกองทุนน้ำมัน แล้วก็ลดจำนวนกองทุนน้ำมันลง ดิฉันเชื่อว่าราคาน้ำมันก็จะใกล้เคียงกับสภาพที่ควรจะเป็น เมื่อราคาน้ำมันลดราคาลงมันก็จะทำให้คนไม่หนีตายไปใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์มากเกินไป แต่เวลานี้มีผู้ค้ามาตรา ๗ มาร้องเรียนกับดิฉันว่า กรมธุรกิจพลังงานได้เรียกประชุมกลุ่มผู้ค้า มาตรา ๗ แล้วบอกว่าพวกคุณไปหาอาชีพอื่นเถอะ ถ้าคุณทำอันนี้ต่อมันไม่มีทางที่จะรุ่งเรือง อะไรหรอก คุณไปขายเต้าฮวยดีกว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ค้ามาตรา ๗ เล่ามาให้ฟัง ซึ่งถ้าเป็นจริง ดิฉันคิดว่าการที่เราจะลดการผูกขาดและเพิ่มการแข่งขันนี่ หมายความว่ามันต้องมีผู้ค้า มาตรา ๗ หลากหลายมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าหน่วยงานของกระทรวงพลังงานพยายามไปทำ ให้ลดจำนวนของผู้แข่งเข้ามาในตลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มันขัดแย้งกัน เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าทาง สปช. ของเราก็ควรจะเชิญกระทรวงพลังงานมาชี้แจงในเรื่องนี้ แล้วก็เวลานี้การที่จะเก็บภาษี จากแอลพีจีเพิ่มขึ้นลิตรละ ๗ บาท ดิฉันคิดว่าก็คงจะทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระมาก เกินไป แล้วดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานนั้นมันยังผิดฝาผิดตัวอยู่ ค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ดีก็อย่างที่ท่านประธานได้พูดว่าร่างที่ได้นำเสนอต่อเพื่อนสมาชิก ยังเป็นร่างแรก เรายังต้องมีการขัดเกลามากกว่านี้ แล้วก็วันนี้ก็คงจะรับฟังสิ่งที่เพื่อนสมาชิก จะได้สะท้อนให้กับทางคณะกรรมาธิการเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงมากขึ้นในโอกาสต่อไป ดิฉัน ขอเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ขอเชิญท่านประธานค่ะ

นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธาน เผอิญเรื่องราคาพลังงานเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากเพื่อนสมาชิก สปช. เป็นอันมาก แล้วก็ขณะเดียวกันนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปราคาพลังงานก็มีเรื่องที่จะ เรียนรายงานให้ทราบเยอะ แต่ขออนุญาตท่านประธานว่าขออีกสัก ๕ นาทีให้ท่านอนุ กรรมาธิการพลังงานได้มีโอกาสได้ให้ความเห็นซึ่งหลากหลาย ขออนุญาตเชิญ สปช. ดอกเตอร์อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ก็คิดว่าคงจะไม่ใช้เวลาเกินกว่า ๕ นาที ก็อยากจะขอให้ช่วย กรุณากำกับเรื่องเวลาด้วย ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เชิญค่ะ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิก สปช. ผม อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ก็ต้องเรียนว่าอดีตก็อยู่ในวงการ พลังงานมา ๓๐ กว่าปี แล้วก็ในเรื่องของราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทำเรื่องสูตรราคาขึ้นมา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถ้าพูดจริง ๆ แล้ว ก็ยืดยาว แต่ผมอยากจะขอสั้น ๆ แค่นี้เอง สั้น ๆ ว่าสูตรราคาที่อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันใช้ ในปัจจุบันเป็นราคาที่อ้างอิงกับการนำเข้าที่เราเรียกว่า อิมพอร์ต แพริตี แล้วก็ใช้มาผมคิดว่า สัก ๒๐ กว่าปีแล้ว แล้วสูตรนี้เป็นสูตรที่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันทั้งประเทศไทยและในภูมิภาค ขาดทุนระเนระนาดในสมัยที่เกิดต้มยำกุ้งในปี ๒๕๔๐ ก็สูตรนี้ ปัจจุบันนี้สูตรนี้ยังใช้อยู่ก็มี การปรับปรุงเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพ น้ำมัน ที่ประเทศไทยเรามีการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันอยู่ในระดับที่ดี ผมอยากให้ข้อมูล ท่านสมาชิกนิดหนึ่งว่า ปัจจุบันนี้ ๓ ปีย้อนหลัง ค่าการกลั่นที่เราเรียกว่า กรอส รีไฟเนอรี มาร์จิน (Gross refinery margin) ก็คือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโรงกลั่นอยู่ ประมาณ ๕-๖ เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่ง ๕-๖ เหรียญ ก็คือประมาณสัก ๑ บาท ถึง ๑.๒๐ บาท ต่อลิตร เรามีค่าใช้จ่ายตกประมาณสัก ๓ เหรียญ ถึง ๔ เหรียญต่อบาร์เรลขึ้นกับโรงกลั่น ก็ประมาณ ๖๐-๘๐ สตางค์ต่อลิตร เมื่อหักค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายแวริเอเบิล (Variable) ก็ทำให้กำไรสุทธิของโรงกลั่นก่อนหักภาษี ก็จะเหลือประมาณเหรียญ ๒ เหรียญต่อบาร์เรลเท่านั้นเอง ก็ไม่ได้เยอะอะไร แต่ถ้าเกิดว่าโรง กลั่นมีการปรับสูตรราคาไปเป็นเหมือนกับราคาส่งออก ซึ่งการส่งออกของโรงกลั่นเกิดจาก ๒-๓ สาเหตุด้วยกัน

สาเหตุที่ ๑ เลยก็เกิดจากเรื่องพลังงานทดแทน เพราะเรามีการใช้เอทานอล (Ethanol) ไบโอดีเซล (Biodiesel) มาก โรงกลั่นผลิตน้ำมันมาแล้วไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน ก็ต้องส่งออกไป การส่งออกไปราคาก็ต้องแข่งขันกับภูมิภาค ผู้นำเข้าก็จะต้องมีค่าขนส่งมีค่า อะไรต่าง ๆ บวกเข้ามาอีกเมื่อกลับไปใช้ในประเทศของเขา ซึ่งส่วนนี้อยู่ประมาณเกือบ ๔ เหรียญต่อบาร์เรล ถ้าเราหักเอาเรื่องของการส่งออกเข้ามาโรงกลั่นจะมีค่าการกลั่นเหลือแค่ ประมาณ ๒-๓ เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งค่าใช้จ่ายจาก ๔ เหรียญต่อบาร์เรลโรงกลั่นก็จะอยู่ไม่ ค่อยได้ อย่างที่คุณรสนา ขอเอ่ยนามนิดหนึ่ง ได้พูดถึงไปว่า จริง ๆ แล้วถ้าพูดถึงจะไปเทียบ กับเรื่องของการว่าจะส่งออก โรงกลั่นในประเทศต้องปิดตัวหมด แล้วถ้าต้องปิดตัวหมด จะเกิดอะไรขึ้น เราก็ต้องไปนำเข้าน้ำมันมา แล้วก็ต้องเรียนว่าโรงกลั่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จุดประสงค์หนึ่งก็คือในการผลิตน้ำมันเพื่อทดแทนน้ำมันที่นำเข้า ฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ เราก็ได้นำมาพิจารณาในอนุกรรมาธิการว่าประชาชนมีความข้องใจว่าราคาน้ำมัน ของประเทศไทยทำไมมันแพงกว่าประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะมีการพูดถึงเบนซิน ๙๕ มีการ ชอบพูดมากเรื่องตัวนี้เบนซิน ๙๕ ผมเองเรียนให้ทราบเลยว่า ตอนผมเป็นกรรมการผู้จัดการ ใหญ่บริษัทบางจาก ผมยกเลิกการขายเบนซิน ๙๕ เพราะต้องการมาสนับสนุนเรื่องของ แก๊สโซฮอล์ อี ๑๐ (E 10) อี ๒๐ (E 20) อี ๘๕ (E 85) ทำไมเราต้องการสร้างให้ราคาเบนซิน ๙๕ สูงกว่าค่อนข้างมาก เพราะว่าถ้าเราไม่ทำให้ราคาสูงประชาชนก็จะไม่หันมาใช้แก๊สโซฮอล์ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอให้รัฐไปเก็บภาษีมากขึ้น เก็บกองทุนมากขึ้น วันนี้ภาษีก็ได้มีการปรับ ลดลงมาใกล้เคียงกัน แต่กองทุนของเบนซิน ๙๕ ยังสูงอยู่ เพราะถ้าเราไม่สูงอยู่ประชาชน หันไปใช้เบนซิน ๙๕ โรงกลั่นชอบนะครับ โรงกลั่นไม่ใช่ไม่ชอบ เพราะว่าเราจะลดการใช้ เอทานอล แต่ว่าพี่น้องเกษตรกรปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ที่ผลิตแก๊สโซฮอล์ เอทานอล ก็จะมีปัญหาในเรื่องไม่สามารถที่จะสนับสนุนให้การใช้เอทานอลได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น นั่นก็คือเป็นสาเหตุที่ทำไมเบนซิน ๙๕ ของเราต้องมีราคาสูงมาก ความจริงแล้วราคาน้ำมัน เบนซิน ๙๕ หน้าโรงกลั่นถ้าเทียบกับแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ถูกกว่า ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ ๙๕ อยู่แล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะชี้แจงให้ทราบว่าราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นหลังจากที่ กรรมาธิการมีการคุยในเรื่องของการยกเลิกอิมพอร์ต แพริตี ไป เพราะเราต้องการให้เกิด การแข่งขัน แล้วก็การที่ ปตท. ขายหุ้นโรงกลั่นน้ำมันออกไป ปัจจุบันนี้ก็บางจากแล้ว ก็จะมี อีกโรงที่จะขายออกไป ก็น่าจะทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น แต่ผมเรียนว่าจากที่ผมอยู่กับ ปตท. มา ปตท. ไม่เคยเข้ามามีอิทธิพลในการตั้งราคาเลย มาขอให้ปรับราคาขึ้นไปเยอะ ๆ ไม่เคยมี เรื่องนี้ผมชี้แจงด้วยความเป็นจริง

อีกอันหนึ่งก็คือว่าเมื่อเรายกเลิกอิมพอร์ต แพริตี ออกไป เราก็มองว่าโรงกลั่น ต้องปรับตัวสูตรราคาหน้าโรงกลั่นขึ้นมาเอง แล้วเราคิดว่าราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นน่าจะลดลง จาก ๒ สาเหตุด้วยกัน

สาเหตุหนึ่งก็คือเรื่องของการที่เรามีการขอให้มีการลดสำรองการเก็บน้ำมัน ของผู้นำเข้า จากวันนี้ผู้สำรองที่เก็บน้ำมันในการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมา เก็บอยู่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ จะลดเหลือแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ เมื่อลดเหลือ ๖ เปอร์เซ็นต์จะทำให้การแข่งขัน กับโรงกลั่นน้ำมันภายประเทศมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นโรงกลั่นภายในประเทศต้องปรับตัวลงมา ในการที่อาจจะต้องลดราคาหน้าโรงกลั่นลงมา ซึ่งเราคิดว่าโรงกลั่นจะต้องลดราคาลงมา ซึ่งอาจจะกระทบกับโรงกลั่น ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีในส่วนนี้ นอกเหนือจากนั้น ในเรื่องของค่าขนส่งในสูตรราคาเดิม เนื่องจากว่าปัจจุบันมีการใช้เรือขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น รวมทั้งค่าปรับคุณภาพต่าง ๆ ก็จะมีการปรับตัวลงไป ก็เชื่อว่าโดยรวมแล้วราคาน้ำมัน หน้าโรงกลั่นน่าจะมีการปรับตัวลดลงมาได้ แต่ต้องเรียนว่าเราพูดเป็นสตางค์มันดูไม่เยอะ ๑๐ สตางค์ ๑๕ สตางค์ต่อลิตร แต่โรงกลั่น ๑๐-๑๕ สตางค์ พูดถึงเป็นวงเงินก็หลายพันล้านบาท ต่อปี ก็เชื่อว่าจากที่ทางอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วก็เชื่อว่า จะทำให้ส่งผลให้ราคาน้ำมัน หน้าโรงกลั่นมีการปรับตัวลดลงมา แต่อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่าในธุรกิจโรงกลั่นทั้งหมด ในประเทศไม่ใช่เป็นของรัฐทั้งหมด เป็นบริษัทมหาชนเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้ ความเป็นธรรมกับผู้ลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเราจะไปบีบคั้นให้ราคาถูกลงไปจนเขา ขาดทุนหมด ปิดโรงกลั่น อันนั้นก็อยู่ไม่ได้ ฉะนั้นความเป็นธรรมก็คือว่าจะทำอย่างไร ให้ผู้บริโภคได้ใช้ราคาน้ำมันที่ราคาสมเหตุสมผล

อันที่ ๒ ก็คงทำให้ผู้ที่ไปลงทุนสามารถอยู่ได้ด้วย วันนี้ถ้าเราควรจะ ไปสร้างโรงกลั่นน้ำมัน ที่มีการพูดถึงราคาเอ็กซ์พอร์ต รีไฟเนอรี (Export refinery) แล้วก็ เป็นราคาเทียบเท่ากับการส่งออก ผมบอกได้เลยครับ ไม่ต้องคิดแล้วครับ ปิดโรงกลั่นตั้งแต่ วันแรกเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็คิดว่าโรงกลั่นก็พยายามที่จะ ปรับตัวเองเพื่อจะดูแลประชาชนให้มากยิ่ง ๆ ขึ้น แล้วผมเชื่อว่าเราก็ต้องให้ความเป็นธรรม กับผู้ลงทุนด้วย คือเจ้าของกิจการด้วย เพราะว่าถ้าเกิดเราไม่ให้ความเป็นธรรมเขาอยู่ไม่ได้ เราก็ไม่สามารถจะมีการลงทุน การจ้างงาน แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นมาได้ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอัญชลี ชวนิชย์ ค่ะ เชิญค่ะ

นางอัญชลี ชวนิชย์ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางอัญชลี ชวนิชย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหาร จัดการและการกำกับกิจการพลังงานชาติ ดิฉันใคร่ขอเสนอรายงานในประเด็นเรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงาน กรอบแนวทางการปฏิรูป หลักก็คือการเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนในทุกมิติ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย การติดตาม ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินงานของรัฐ รวมถึงกิจการ พลังงาน รวมถึงการเป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต และจำหน่ายพลังงาน มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ ของหน่วยงานและระบบบริหารจัดการ และกำกับกิจการพลังงาน แยกเป็น ๓ ระดับ คือ การกำหนดนโยบาย การกำกับดูแลในเชิงพาณิชย์ คือเรื่องราคา และเชิงเทคนิค คือเรื่อง ออกใบอนุญาต การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย และการประกอบกิจการอย่างชัดเจน เพื่อมีประสิทธิภาพและความโปร่งใส การสร้างกลไกที่ส่งเสริมการแข่งขันเสรี ลดการผูกขาด รวมไปถึงการผูกขาดโดยธรรมชาติ คือเนเชอรอล โมโนโพลี (Natural monopoly) นอกจากนี้ยังมีการสร้างองค์ความรู้ด้านพลังงานให้กับภาคประชาชนและสังคมให้เข้าถึง เข้าใจข้อมูล และ/หรือเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะได้สร้างภูมิคุ้มกันตนเอง พร้อมรับมือกับปัญหาพลังงานต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ณ ปัจจุบันการกำหนด บทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ระบบบริหารจัดการ และการกำกับกิจการพลังงานของประเทศมี ๓ ระดับ คือ

ในระดับการกำหนดนโยบาย มีคณะกรรมการดูแลเชิงนโยบาย ดังนี้ คือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือที่รู้จัก กพช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ

ระดับ ๒ ก็คือคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ซึ่งมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานคณะกรรมการ กบง. มีอำนาจและหน้าที่ ในการเสนอแนะนโยบาย แผนการบริหารและพัฒนา และมาตรการด้านพลังงาน กำหนด ราคาและอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามกรอบและแนวทางที่ กพช. มอบหมาย เสนอแนะนโยบายและมาตรการทางด้านราคาพลังงาน เป็นต้น

๓. จะมีคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งปัจจุบัน มีเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ มีอำนาจและหน้าที่ในการ เสนอแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุน ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดต่อ กพช. พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนด ทั้งนี้ตามแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญที่ กพช. กำหนด เป็นต้น

ในประเด็นการกำกับดูแล มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ก็จะเป็นผู้กำกับดูแลราคาในเชิงพาณิชย์ ในการกำกับออกใบอนุญาต ควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัยในเชิงเทคนิค นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานของภาครัฐภายใต้กระทรวง พลังงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

๓. ในระดับการประกอบกิจการ มีผู้ประกอบการที่เป็นเอกชน รัฐวิสาหกิจ ภายใต้กระทรวงพลังงาน และรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่เป็นผู้ผลิต หรือมีการแปรรูป จัดส่ง และจำหน่ายปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน รวมถึง กิจการอนุรักษ์พลังงาน

ในรายละเอียดก็จะเป็นตามออร์แกไนเซชัน (Organization) ที่ได้นำเสนอ อาจจะเป็นตัวเล็ก ๆ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในโครงสร้างการกำหนดนโยบายพลังงานและการ กำกับดูแลกิจการพลังงานของประเทศ ณ ปัจจุบันจะไม่มีตัวแทนจากภาคประชาชน และผู้ประกอบการในระดับคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนั้นในการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหาร จัดการและกำกับกิจการพลังงานในครั้งนี้ กรอบแนวทางการปฏิรูปหลักก็คือการเพิ่มการมี ตัวแทนและส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนในทุกมิติ ซึ่งรวมถึง การกำหนด ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินการกิจการพลังงานของรัฐ รวมถึง การเป็นผู้ใช้ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายพลังงานด้วย

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิก ในประเด็นต่อไป ดิฉัน ก็จะเสนอแนวทางปฏิรูปและวิธีการปฏิรูปดังนี้

มีการสร้างกลไกให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินงานของรัฐ และการดำเนินงานขององค์กรของรัฐ พร้อมทั้ง มีมาตรการมิให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในกิจการ พลังงาน โดยการกำหนดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงานและการ กำกับดูแล

ให้มีตัวแทนในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ คือ กพช. ในการ กำหนดนโยบายและในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คือ กกพ. ในส่วนของการกำกับ ดูแล รวมทั้งจัดให้มีเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านพลังงานที่มีส่วนร่วมจากทุกภาค ส่วน ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงาน และจะเป็นตัวแทนเข้าไปอยู่ ในระดับคณะกรรมการต่าง ๆ

ในประเด็นต่อไปก็คือ ลดและกำกับกิจการที่มีการผูกขาด จะโดยธรรมชาติ หรือมีอำนาจเหนือตลาดโดยส่งเสริมให้มีการค้าเสรี มีการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม โดยการแก้ไขกฎหมาย ปฏิรูปและปรับโครงสร้างการกำกับกิจการพลังงาน ของ กกพ. เพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมกิจการพลังงานทุกประเภทที่มี ลักษณะการผูกขาดโดยธรรมชาติหรือมีอำนาจเหนือตลาดจากปัจจุบันที่กำกับดูแลเฉพาะ เรื่องท่อแก๊สธรรมชาติและไฟฟ้า

ประเด็นต่อไป จะมีระบบช่วยเหลือสังคมโดยสร้างกลไกและมาตรการ ช่วยเหลือด้านพลังงานแก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้สามารถมีพลังงานใช้อย่างพอเพียง เหมาะสม และอย่างยั่งยืน

มีการจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม มีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชน เพื่อจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม เพื่อดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน

ในการบริหารกองทุนไฟฟ้าเสนอให้มีการปรับโครงสร้างการใช้เงินของ กองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าให้ชัดเจน รัดกุม ได้ประโยชน์ต่อภาคประชาชน โดยแท้จริง

ในประเด็นต่อไป ทุกภาคส่วนเข้าถึงศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงานและมี บทบาทกำกับความโปร่งใสในกิจการพลังงาน โดยสร้างศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงาน เรียกชื่อว่า ไทย เอ็นเนอร์จี อินฟอร์เมชัน ฮับ (Thai Energy Information Hub) ที่รองรับ ความต้องการเกี่ยวกับข้อมูลด้านพลังงานของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน และข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้โดย ทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน มีกระบวนการที่ชัดเจนในการได้มาซึ่งข้อมูลเพื่อนำไป วิเคราะห์ คาดการณ์ และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึง รับรู้ และเข้าใจ บทบาทความสำคัญและประเด็นปัญหาพลังงานของชาติ สร้างกระบวนการตรวจสอบ และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงาน และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงาน เสนอให้ประเทศไทย สมัครเป็นสมาชิกของกระบวนการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลด้านความโปร่งใสในการ บริหารจัดการและกำกับกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสากล ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ เอ็กซ์แทรคทีฟ อินดัสทรี ทรานสพาเรนซี อินิชิเอทีฟ (Extractive Industries Transparency Initiative) ซึ่งในกระบวนการตรวจสอบนี้จะเป็นการร่วมกัน ทำงาน ระหว่างภาครัฐในฐานะ ผู้บริหารจัดการ และกำกับกิจการ เช่นการสำรวจและผลิต ปิโตรเลียม ภาคเอกชนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมไปถึง ภาคประชาสังคมซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรของประเทศ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่มาและที่ไป ของรายได้ที่ประเทศได้รับจากกิจการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมอย่างโปร่งใส ให้ภาคประชาสังคม เกิดความเข้าใจและมั่นใจในระบบการบริหารจัดการ และกำกับกิจการสำรวจและผลิต ปิโตรเลียมว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศโดยรวมอย่างแท้จริง

ในประเด็นต่อไปคือ เพื่อให้ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการมีบทบาท และส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน มีการสร้างกลไกที่มี ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลให้กิจการพลังงานส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งรวมถึงการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งเรียกว่าสะทราทิจิค เอ็นไวรันเมนทอล แอสเซสเมนท์ (Strategic Environmental Assessment) เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายต่อไป

มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐเพื่อรับผิดชอบในการกำกับดูแลกิจการถ่านหิน ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อกำกับกิจการการพัฒนา การขนส่ง และการใช้ประโยชน์ จากถ่านหินแบบครบวงจร

ประเด็นต่อไป ยังจะมีแนวทางปฏิรูปอื่น ๆ ที่ต้องดำเนินการร่วมกับ หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ซึ่งเป็นลักษณะครอสคัทติง ฟังก์ชัน (Crosscutting function) เช่น การเพิ่มทางเลือกของการให้อนุญาตสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีได้หลายระบบ ไม่จำกัดเฉพาะระบบการให้สัมปทาน เรื่องการบริหารจัดการหรือปรับปรุงกฎหมาย ปิโตรเลียมเพื่อให้มีการผลิตปิโตรเลียมได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องการโอน การบริหารกิจการ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติเป็นเอกเทศจากกิจการอื่น ๆ รวมทั้งให้ภาคเอกชน และชุมชนมีสิทธิใช้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเรียกว่า เธิร์ด ปาร์ตี แอคเซส (Third Party Access) เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เรื่องการโอนย้าย การไฟฟ้าภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงมาอยู่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน เรื่องการปรับปรุง พระราชบัญญัติกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและผลประโยชน์ ทับซ้อน

เรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่านค่ะ โดยสรุปในการปฏิรูป โครงสร้างระบบบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงานชาติในครั้งนี้ ก็จะได้เน้นอีกทีหนึ่ง เป็นการเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในทุกมิติ ทั้งในส่วนของการกำหนดนโยบาย แล้วก็ การกำกับ ในส่วนของการเป็นผู้ใช้ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันอย่างเสรี โปร่งใสและมีประสิทธิภาพและยังช่วยลดการผูกขาดด้วย อีกทั้งเวทีในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับพลังงาน โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน เช่นในรูปแบบ ของสมัชชาพลังงาน หรืออื่น ๆ ก็คงจะเป็นตัวแทนเพื่อจะเชื่อมโยงการบริหารทั้ง ๓ ระดับ ทั้งระดับของนโยบาย การกำกับดูแล และการประกอบกิจการอย่างมีประสิทธิภาพและมี ประสิทธิผล รวมถึงการที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยจะเห็นว่าเราก็ มีการจะแยกหน่วยงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แยกมาเป็น ๒ กรม ด้วยกัน คือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และกรมอนุรักษ์พลังงาน รายละเอียดก็จะเป็นตาม ออร์แกไนเซชันที่ได้แนบท้ายไว้

ในท้ายที่สุดก็คงอยากจะเรียนว่า สิ่งที่นำเสนอวันนี้ก็เป็นกรอบ เป็นแนวทาง ทางคณะเราก็คงพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นจากท่านสมาชิกทุกท่านเพื่อไป ประกอบการดำเนินการต่อไปค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ต่อไปขอเชิญท่านวิบูลย์ เรื่องกิจการไฟฟ้าค่ะ

นายวิบูลย์ คูหิรัญ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปช. ทุกท่าน ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ การปฏิรูปกิจการไฟฟ้า ในส่วนเกี่ยวกับการปฏิรูปกิจการไฟฟ้านี้ จากที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานมีความเห็นว่าควรจะให้มีการผลิต แล้วก็ซื้อขายไฟฟ้าอย่างเสรี ลดการผูกขาด ในปัจจุบัน แล้วเพื่อที่จะเตรียมพัฒนาไปสู่การที่จะเป็นตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค ทั้งในเออีซี แล้วก็จีเอ็มเอส (GMS) และจะให้มีการเจรจาเพิ่ม ถ้าเผื่อมีกำลังผลิตเพิ่มเติม เพียงพอก็อาจจะขายเข้าไปที่บังกลาเทศ แล้วก็ที่อินเดียในโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้ประโยชน์ ที่เราจะได้รับก็คือจะช่วยลดการสร้างโรงไฟฟ้าสำรองในการที่จะโยกพลังงานจากประเทศหนึ่ง ไปยังอีกประเทศหนึ่งที่ไม่มีความจำเป็นในช่วงขณะที่ประเทศหนึ่งมีความจำเป็นในขณะนั้น ทำให้เป็นการลดการลงทุนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าสำรองทำให้การลงทุนลดลง อันนี้ก็จะมีผล ต่อค่าไฟฟ้า เพราะถ้าเผื่อว่าเราสร้างโรงไฟฟ้าสำรองมากเท่าไร ค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้นเพราะมี การลงทุนมากขึ้น ต่อไปเราก็จะสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าต่อไป ในการที่จะเป็นศูนย์กลางอันนี้ก็สามารถที่จะทำให้เรามีอำนาจต่อรองในเรื่องอื่น ๆ ได้ด้วย ขณะนี้จริง ๆ แล้วก็มีประเทศซึ่งเป็นประเทศใหญ่ก็พยายามที่จะดึงการเป็นตลาดกลาง ค้าพลังงานอันนี้เพื่อที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ แต่ว่าด้วยภูมิประเทศแล้วของเรา ก็เหมาะสม แล้วศักยภาพของเราก็สามารถที่จะเป็นได้ เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องมี การดำเนินการเพื่อที่จะให้เราเป็นศูนย์กลางให้ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความพร้อมในการที่จะ ดำเนินการต่อไป

สำหรับการปฏิรูปกิจการไฟฟ้านี้ ผมจะใคร่ขอชี้ความเชื่อมโยงตามที่มี การแจกไปแล้วเกี่ยวกับทางด้านคอนเซ็พชวล ดีไซน์ สำหรับกรอบการปฏิรูปกิจการไฟฟ้านี้ ซึ่งมันก็จะมีเกี่ยวโยงกับทางด้านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพี (PDP) แล้วก็จะมี เกี่ยวกับเรื่องการบริหารกองทุนพัฒนาไฟฟ้า การผลิตและซื้อขายไฟฟ้าเสรี รวมทั้งที่จะเป็น ศูนย์กลางตลาดซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค ซึ่งแนวทางที่จะมีการปฏิรูปนี้ก็คือในการทำแผนก็คง จะต้องมีการส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการที่จะ กำหนดนโยบาย ติดตาม แล้วก็ตรวจสอบ กำกับ รวมทั้งเป็นผู้ที่จะเลือกใช้เชื้อเพลิงเพื่อทำให้ มีสัดส่วนในการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งขณะนี้มีใช้แก๊สสูงเกินไป เราก็จะให้ประชาชนมีส่วนในการที่ กำกับเพื่อที่จะให้อันนี้มีการเกลี่ยออกมา

สำหรับทางด้านการบริหารกองทุนพัฒนานั้นเรามีการที่จะเพิ่มธรรมาภิบาล แล้วก็ประสิทธิภาพในการบริหารกำกับกิจการไฟฟ้า รวมทั้งกองทุนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ซึ่งเดี๋ยวผมจะชี้ให้ดูว่า มันจะไปเกี่ยวโยงกับเรื่องต่าง ๆ ที่เราคิดไว้อย่างไร

สำหรับการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าเสรีนี้ก็จะเป็นการลดการผูกขาดในกิจการ ไฟฟ้าทั้งระบบ โดยที่เราจะแยกกิจการทางด้านระบบสายส่ง แล้วก็โครงข่ายไฟฟ้าออกจาก กฟผ. หรือต่อไปเมื่อเรานำรายงานนี้เสนอขึ้นไปแล้วทาง กฟผ. ก็อาจจะไปทำการสทัดดี (Study) แล้วก็อาจจะมีแนวทางอื่น คือจะไม่แยกเด็ดขาดก็ได้ หรือว่าอาจจะแยกออกมาเป็น หน่วยหนึ่งที่จะบริหารในเรื่องนี้ แล้วก็ให้ผู้ผลิตมีสิทธิที่จะส่งไฟฟ้าเข้าระบบ เรียกว่าที่ผ่านมาการค้าซื้อขายทั้งหลายก็จะผ่านทางด้านฝ่ายผลิตอย่างเดียว ต่อไปเราก็ พยายามที่จะให้ทางผู้ผลิตที่จะผลิตที่ใดก็ได้ แล้วก็ผู้ซื้อจะซื้อโดยตรงกับทางนี้ได้โดยผ่าน ระบบที่เราจะตั้งขึ้นมาเป็นระบบเสรีในสายส่งนี้ แต่อย่างไรก็ตามในการที่จะทำนี้ก็คงจะต้อง มีทางด้านแผนที่จะคุม แล้วก็จะต้องมีทางด้านเรกกูเลเตอร์ (Regulator) มาคุมอีกทีหนึ่ง เพราะมิฉะนั้นแล้วมันก็จะทำให้การลงทุนอาจจะซ้ำซ้อน แล้วก็อาจจะมีปัญหา ในความสามารถไม่เพียงพอที่จะรองรับได้ถ้าหากไม่มีแผน

จากนั้นก็จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องศูนย์กลางตลาดซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค ซึ่งจากที่เราสร้างเครือข่ายอันนี้เราก็พยายามที่จะเจรจา ก็อาจจะมีการตกลงทางด้านเทคนิค ในการที่จะส่งไฟฟ้าหรือรับไฟฟ้าจากประเทศอื่น ๆ รอบบ้านเรา ว่าจะตกลงกันจะใช้เทคนิค แบบไหนอะไรต่าง ๆ ก็จะต้องมีการตกลงกัน แล้วก็คงจะต้องมีการตกลงในเรื่องราคาในการ ที่จะส่งผ่านระบบต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะให้ซื้อขายได้ ทั้งนี้เพื่อให้บริหารจัดการกำลังไฟฟ้าสำรอง ให้อยู่ในสภาวะปกติ

จากกรอบเหล่านี้ผมก็อยากจะชี้ให้เห็นว่า มันจะมีการเชื่อมโยงกันตามที่เรา ได้คิดไว้ คือเราก็คงจะต้องคำนึงว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการซื้อขายเสรีได้ โดยการ ที่เราจะต้องแยกระบบสายส่ง แล้วก็ทางด้านศูนย์ควบคุมสายส่งอันนี้ออกมา แล้วตั้งเป็น ตลาด ในการดำเนินการจะต้องมีผู้ผลิตซึ่งอยู่รอบ ๆ บ้านเรา อาจจะมีทั้งของเออีซี มีทั้งจีเอ็มเอส ซึ่งจีเอ็มเอสทุกท่านอาจจะยังไม่ทราบ ก็คือ เกรทเตอร์ แม่โขง ซับรีเจียน (Greater Mekong Sub region) ก็คือจะมีประเทศจีนเข้ามาเกี่ยวข้องอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งในอันนี้เมื่อมีระบบ ทั้งหลายแล้วก็จะมีการซื้อขายกันผ่านทางระบบ แต่ในการที่จะก่อสร้างก็อย่างที่ผมเรียน ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ในการที่จะทำอันนี้ก็คงจะต้องมีการทำแผน หมายถึงพีดีพี เพื่อที่จะคอย ควบคุมในการที่จะดำเนินการสำหรับของเราเกี่ยวกับเรื่องทางด้านกำลังผลิต แล้วก็ทางด้าน สายส่งที่จะให้รองรับ สามารถที่จะรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ ทีนี้ในการที่จะทำ แผนมันก็จะไปเกี่ยวโยงกับทางด้านที่เราจะต้องไปทำ ทางด้านโหลด ฟอร์คาสท์ (Load Forecast) ว่าในประเทศเรามีความต้องการอย่างไร แล้วก็อาจจะต้องคำนึงถึงประเทศต่าง ๆ รอบบ้านเราด้วย ทีนี้ในการทำแผนอันนี้มันก็จะไปเกี่ยวโยงกับทางด้านแผนอนุรักษ์ของบ้านเราด้วย เพราะว่าเมื่อโหลด ฟอร์คาสท์ ออกมาแล้ว เมื่อเราจะไปใช้ทำแผนมันก็คงจะต้องคำนึงถึงว่า โหลด ฟอร์คาสท์ ที่ได้ตัวเลขออกมามันจะเหมาะสมหรือไม่ การที่จะดูว่ามันเหมาะสมหรือไม่ มันก็จะไปเชื่อมโยงถึงการอนุรักษ์พลังงานด้วย ถ้าเผื่อการอนุรักษ์พลังงานมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้โหลด ฟอร์คาสท์ ตัวเลขมันก็จะต่ำลง แผนที่จะใช้ในการที่จะดำเนินการตัวเลขก็ จะน้อยลง ทีนี้สำหรับแผนอนุรักษ์พลังงานอันนี้ถ้าทำแล้วเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า คือหมายถึงว่า ทำให้ตอนพีค (Peak) มีการใช้ให้น้อยลง ทีนี้ในการที่จะทำอย่างไรที่จะทำให้แผนอนุรักษ์ มีผล ทำให้ตัวการใช้พลังงานในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่มันเป็นพีคให้มันน้อยลงเพื่อที่จะ ให้กำลังผลิตมีการเกลี่ย หมายถึงว่าเกลี่ยโดยที่ไม่ต้องมีกำลังสำรองที่จะไปรองรับตัวพีค ที่มันสูงขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับเรื่องในข้อต่าง ๆ ในแผนอนุรักษ์ว่ามันควร จะต้องทำอะไรบ้างที่จะทำให้ตัดตัว เรียกว่าตัวพีคให้ได้ เพราะฉะนั้นที่เราจะเสนอแนะไป ก็จะมีเกี่ยวกับเรื่องการใช้ดีมานด์ เรสพอนซ์ โปรแกรม (Demand Response Program) คือมันก็จะเกี่ยวกับเรื่องว่าในกรณีที่อาจจะมีความต้องการไฟสูง ถ้าเผื่อกำลังผลิตเราไม่พอ ก็จำเป็นที่จะต้องไปตัดไฟของอุตสาหกรรมประเภทใดประเภทหนึ่งหรือโรงงานใดโรงงานหนึ่ง เราก็จะมีข้อตกลงกับผู้ใช้ไฟประเภทนี้ไว้ว่า ในกรณีที่ไฟเกิดเลยกำลังผลิตที่เราทำให้มัน สม่ำเสมอได้ ที่มันจะทำให้เป็นยอดขึ้นมาที่เราไม่มีกำลังสำรองนี้ว่า เราจะขอตัดไฟจากโรงพวกนี้ ก็จะมีข้อตกลงกันต่างหาก เพื่อเป็นการลดพีคว่าทำให้ ก็อาจจะมีข้อ หมายถึงว่า มีผลประโยชน์ตอบแทนเข้าไปในกรณีเช่นนี้ อาจจะเป็นค่าไฟลดลงหรือว่าจะเป็นวิธีใดวิธีหนึ่ง หมายถึงว่าคืนผลประโยชน์ให้ไปหรืออะไรอย่างนี้ และจากแผนอนุรักษ์พลังงานด้านนี้ ในขณะนี้มันก็มีวิธีที่จะทำให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานก็คือใช้ไอโซ ๕๐๐๐๑ (ISO 50001) ไอโซ ๕๐๐๐๑ นี้ก็จะเป็นการที่จะบริหารจัดการให้พวกอุตสาหกรรมทั้งหลายก็ได้มี การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย แล้วก็ทำให้มีการประหยัดพลังงาน แล้วเราก็อาจจะต้องมี ผลตอบแทนให้กับโรงงานที่สามารถทำได้ตามมาตรฐานไอโซอันนี้ว่า ถ้าเผื่อว่าคุณสามารถ ทำให้ประหยัดพลังงานได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์หรือเท่าไรก็แล้วแต่ โดยวิธีที่มีการศึกษามา แล้ว ก็จะได้ใบประกาศไอโซ ๕๐๐๐๑ ซึ่งอันนี้ก็อาจจะไปมีผลประโยชน์อีกที่จะทำให้กับผู้ที่ได้ ไอโซ ๕๐๐๐๑ อาจจะเป็นการลดภาษีหรือจะเป็นวิธีใดวิธีหนึ่ง ทำให้เขามีความที่อยากจะ เข้ามาร่วมด้วย รวมทั้งทีโอยู มิเตอร์ (TOU meter) เดี๋ยวผมขอไปย่อ ๆ ดีกว่า เดี๋ยวมันจะ มากเกินไป แล้วก็จะมีบริษัทเอสโค เอสโคนี้ก็จะเป็นบริษัทของทางด้านภาคอุตสาหกรรม ที่จะมีการศึกษา แล้วก็เสนอแนะทางอุตสาหกรรมให้ใช้ไฟให้ลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทั้งหลายมันก็ จะไปทำให้แผนอนุรักษ์มีประสิทธิภาพ แล้วมันก็จะไปมีผลกับโหลด ฟอร์คาสท์ จากโหลด ฟอร์คาสท์นี้ก็จะเอาไปทำแผนพีดีพี แต่อย่างไรก็ตามที่ว่าจะต้องมีส่วนร่วมนี่ เมื่อเราได้โหลด ฟอร์คาสท์มาแล้วก็จะนำเอาโหลด ฟอร์คาสท์ อันนี้ไปทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการที่จะกำหนดว่า ควรจะถูกต้องหรือไม่ หรือว่าควรจะใช้ในพื้นที่ของตน จะมีอะไรขึ้นมาอย่างไรให้รับทราบตั้งแต่ต้น จากนั้นเราก็จะมาทำแผนพีดีพี แผนพีดีพี ในการทำนี้ก็คงจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์อีกเช่นกัน ในการทำแผนพีดีพีเพื่อที่จะให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการที่จะเลือกว่าจะใช้พลังงานประเภทไหน ถ้าเผื่อว่าคุณเลือก พลังงานประเภทชนิดหนึ่งอาจจะเป็นพลังงานทดแทนหรืออะไร ซึ่งอาจจะทำให้มีผลต่อ สิ่งแวดล้อมน้อย แต่ว่าค่าไฟมันก็อาจจะสูง เพราะการลงทุนมันสูง ก็ให้ประชาชนนี้ได้มีส่วนเลือก แล้วก็รวมทั้งในการที่จะเลือกพื้นที่ ในการที่จะดำเนินการว่า อันนี้จะมีผลต่อเขาน้อยหน่อย ในแผนอันนี้ก็จะมีทั้งส่วนทางด้านระบบสายส่งแล้วก็จะมีทางด้านกำลังผลิต แล้วก็จะมีระบบ ควบคุม อันนี้การผลิตเมื่อจะก่อสร้างก็จะก่อสร้างตามแผน แต่อย่างไรก็ตามในการที่จะก่อสร้างก็จะต้องไปทำการศึกษาทางสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน คือมีทั้งอีไอเอ (EIA) แล้วก็อีเอชไอเอ (EHIA) ที่จะทำ ในการผลิตก็จะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ทางด้านเกี่ยวกับระเบียบกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าซึ่งเราก็พยายามติดตามดู เพราะถ้าเผื่อว่า ประชาชนที่เคยได้รับผลกระทบ ถ้าเผื่อเขาได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าหรือเห็นว่าไปสร้าง โรงไฟฟ้าแล้วเขาก็จะได้ประโยชน์อะไร ก็จะเป็นการสะท้อนอันนี้ออกไป เพราะฉะนั้น การต่อต้านที่จะให้มีโรงไฟฟ้าใกล้บ้านของแต่ละคนก็จะน้อยลง ในการทำก็จะต้องไปคำนึงถึง เรื่องสัดส่วนของเชื้อเพลิงที่ว่านี้ เชื้อเพลิงที่จะใช้ แล้วก็สถานที่ก่อสร้างซึ่งเชื้อเพลิงที่จะใช้นี้ก็ จะมีเรื่องทางด้านพลังงานทดแทน ซึ่งพลังงานทดแทนส่วนใหญ่แล้วที่เราเคยนำเสนอไว้ก็คือ เรื่องโซลาร์ รูฟ (Solar roof) อะไรทั้งหลาย อันนี้มันก็จะไปเกี่ยวข้องกับทางด้านในการที่จะ ควบคุม ก็คือมันจะต้องมีเกี่ยวกับเรื่องสมาร์ท มิเตอร์ (Smart meter) มีสมาร์ท กริด (Smart grid) ทั้งหลายที่จะมาคุมในตัวเหล่านี้ ที่จะทำให้เอาเข้าระบบให้ได้อะไร ต่อไปก็ อาจจะมีทางด้านที่เราเสนอแนะก็อาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์น้อย ต่ำ แต่ว่าเราก็คงจะต้องคำนึงไว้ ว่าอาจจะต้องมีนิวเคลียร์ นิวเคลียร์ซึ่งขณะนี้ได้ทราบว่าก็จะพระราชบัญญัติควบคุมเกี่ยวกับ เรื่องนี้ออกมา เพราะว่าขณะนี้ก็อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ก็เตรียมที่จะนำเสนอ เพื่อที่จะให้ควบคุมให้ได้ แล้วอันนี้ก็คงจะต้องให้ประชาชนได้รับทราบ แล้วก็ต้องมีการ ประชาสัมพันธ์ แล้วก็ให้ประชาชนยอมรับให้ได้ แล้วก็ถึงจะมีการดำเนินการ นอกจากนั้น ทางด้านก๊าซก็คงจะไม่มี ก๊าซธรรมชาติ เพราะว่าเราคงจะไม่นำเสนออันนี้ เพราะว่าขณะนี้ มันสูงอยู่แล้ว ๖๘ เปอร์เซ็นต์ของเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่เป็นก๊าซธรรมชาติซึ่งต่อไปมันคงไม่พอแล้ว เพราะว่าตอนนี้ก็ต้องนำเข้าเป็นพวกแอลเอ็นจีมา ซึ่งราคาแอลเอ็นจีนี้มันก็จะแพงกว่าแก๊ส ธรรมชาติถึงเกือบ ๒ เท่า เพราะฉะนั้นถ้าสร้างตัวนี้เมื่อไรก็หมายถึงว่าค่าไฟมันก็จะต้องแพง ขึ้น เห็นแน่นอน เพราะว่าตัวเชื้อเพลิงมันแพงขึ้น จากนั้นก็จะมีเรื่องพลังน้ำ พลังน้ำที่จะ ก่อสร้างในบ้านเราก็อาจจะไม่มีแล้ว เพราะว่าทุกจุดที่จะสร้างแต่ละจุดนี้ก็มีการต่อต้านมาก เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีได้ยาก ก็คงจะต้องเป็นการซื้อจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ที่จะ นำเข้ามา

จากนั้นก็จะมีเรื่องถ่านหินสะอาด ถ่านหินสะอาดนี้จริง ๆ แล้วขณะนี้ ทุกอย่างมันก็สามารถที่จะดำเนินการให้ได้ตามมาตรฐานของโลก ของสากลได้ทุกอย่างแล้ว แต่ว่ามันก็ยังมีภาพเก่า ๆ ที่ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่ายังต่อต้านอยู่ อันนี้ก็คงจะต้อง เสนอแนะไปให้มีการประชาสัมพันธ์ แล้วก็ให้ความรู้กับประชาชนให้มากขึ้น นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ์ก็คงจะเกี่ยวโยงกับทุก ๆ เรื่องที่พยายามจะทำให้ แล้วก็ให้ประชาชนได้มี ส่วนร่วมในการดำเนินการ อันนี้ก็คงจะเป็นภาพรวมที่เราคิดว่าควรจะทำเพื่อที่จะให้การ ซื้อขายพลังงานเป็นเสรี แล้วต่อไปก็จะไปเป็นตลาดกลางในการซื้อขายของภูมิภาค เพื่อที่ให้ ประเทศเราสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางในการที่อาจจะมีอำนาจในการที่จะต่อรองในเรื่องอื่น ๆ ได้ด้วย เพราะว่าถ้าเผื่อว่าเราเป็นศูนย์กลางทางด้านนี้อยู่ คือหมายถึงว่าเราก็จะสามารถ บริหารเรื่องพลังงานในภูมิภาคนี้ได้อย่างดี ก็คงมีเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน เอกสารที่ท่านสมาชิกได้รับนั้นจะมี ๒ ฉบับ ฉบับแรกนั้น เป็นฉบับที่เป็นกรอบแนวคิดปฏิรูปพลังงาน ซึ่งระบุว่าได้ส่งให้กับทาง สปช. วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ความหมายก็คือว่าเรามีภารกิจอยู่ ๓ ขั้นตอนในการเสนอพิมพ์เขียวเพื่อการ เปลี่ยนแปลงประเทศ หรือว่าบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ (Blueprint for change) ๑. ก็คือการนำ กรอบความคิดการปฏิรูปแต่ละด้านใน ๑๘ ด้าน ครอบคลุม ๑๑ สาขา กำหนดส่ง ๒๗ กุมภาพันธ์ ก็คือเอกสารที่ท่านได้รับอยู่ในมือ เอกสารฉบับที่ ๒ ก็คือกรอบหลักการ ปฏิรูประบบพลังงาน ซึ่งในส่วนนี้นั้นจะเป็นความคืบหน้าในส่วนที่เป็นการออกแบบเรื่อง กระบวนการและองค์กรในการปฏิรูปหรือว่า เฮาทู (How-to) วิธีการและกระบวนการ ในการปฏิรูป ซึ่งก็ต้องแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนที่ ๓ ก็คือ การออกแบบกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระบบในการปฏิรูปพลังงาน ที่ต้อง ทำความเข้าใจตรงนี้ เพราะว่าจะได้เข้าใจถึงความคืบหน้าในเอกสารของกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานที่ได้ส่งให้กับสมาชิกทุกท่าน สำหรับกระผมเองนั้นก็เป็นประธานคณะอนุ กรรมาธิการปฏิรูปพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งความ จริงแล้วในแต่ละประเทศจะมี ๓ เสาหลักที่สำคัญสำหรับเรื่องของพลังงาน ๑. ก็คือความ มั่นคงด้านพลังงาน ๒. พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และ ๓. การอนุรักษ์พลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ๓ เสาหลักนั้นถือว่ามีหัวใจสำคัญ ข้อวิเคราะห์ บทเรียนบริบทของไทยก็คือว่า เราปฏิรูปพลังงานมาหลายยุคหลายสมัย แต่ว่าขาด ความสมดุล เราเน้นไปในเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่ด้านของพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานนั้นเป็นเพียงตัวสำรอง ถึงวันนี้จึงเป็นยุคของการต้องเปลี่ยนแปลง เป็น ยุคที่ ๒ ด้านของเหรียญนั้นจะต้องสร้างสมดุล ด้านที่ ๑ ก็คือในเรื่องของความมั่นคงด้าน พลังงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะวางบนพื้นฐานของฟอสซิล เบส (Fossil base) คือพลังงานที่ใช้แล้ว หมดไป ขณะเดียวกันอีกด้านของเหรียญก็คือในด้านของพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และรวมถึงเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกัน ๒ ด้านของเหรียญของเรานั้นที่ผ่านมายังเน้นในเรื่องของการบริหารด้าน ปริมาณ ก็คือด้านซัพพลาย ไซด์ เมเนจเมนท์ (Supply side management) ด้านของ อุปทาน พยายามค้นหา พยายามนำเข้าในเรื่องของ หรือแม้แต่การผลิตพลังงานของเรา แต่ว่าอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือ ทางด้านของดีมานด์ ไซด์ เมเนจเมนท์ (Demand side management) หรือด้านของอุปทานนั้นเราก็มีการดำเนินการในลักษณะที่ค่อนข้างจะไม่ให้ น้ำหนักเสมอเหมือนเท่ากับเรื่องของการใช้ ตรงนี้เองก็ทำให้จำเป็นจะต้องปฏิรูป เพราะใน ข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานนั้นในส่วนที่ผมรับผิดชอบก็อยากจะเรียนว่ามายึดโยง กับ ๔ วาระปฏิรูปพลังงาน กรอบที่ ๑ ที่เสนอไปแล้ว คือทรัพยากรปิโตรเลียมและโครงสร้าง ราคาเชื้อเพลิง กรอบที่ ๒ คือโครงสร้างระบบบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงานของ ชาติ กรอบที่ ๓ คือกิจการไฟฟ้า และกรอบที่ ๔ คือพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพการใช้ พลังงาน ซึ่งก็ต้องเรียนว่าพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั้นมี ๔ วาระปฏิรูปในกรอบของปฏิรูปพลังงาน ในส่วนของกรอบที่ ๔ ที่ว่าด้วยพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์และการใช้พลังงานนั้นมีอยู่ด้วยกัน ๖ แนวทาง และ ๕๐ วิธีการและกระบวนการในปฏิรูป ผมจะขอถือโอกาสนี้เริ่มในส่วนของแนวทางที่ ๑ ()

แนวทางที่ ๑ ก็คือส่งเสริมให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต จำหน่ายพลังงาน ด้วยมาตรการที่เหมาะสม เป็นธรรม จนสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน และพึ่งพาเป็นพลังงานสำรองของประเทศ โดยยึดหลักคิดว่าประชาชนเป็นผู้ใช้ ผู้ผลิต และจำหน่ายพลังงาน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงพาราไดม์ (Paradigm) ของประเทศในรอบ กว่าศตวรรษ จากเดิมรัฐเป็นผู้ผลิต เป็นผู้จัดหา รัฐผูกขาด มาสู่การปลดปล่อยพลังงาน ที่แท้จริง ก็คือมาสู่ประชาชน ชุมชน เอกชน มาเป็นพาราไดม์ใหม่ของประเทศ วิธีการที่มีการ เสนอซึ่งเป็นร่างแรกเหมือนวาระที่ ๑ รอความเห็นของท่านสมาชิก ในแนวทางที่ ๑ นั้น ประกอบไปด้วย ๘ วิธีการ

๑. ก็คือจัดตั้งสมัชชาพลังงานจังหวัด หรือสภาพลเมืองจังหวัด หรือว่าสมัชชา พลเมือง โดยมีสาขาพลังงานเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและมีเวทีพลังงานในระดับท้องถิ่น ชุมชน ระดับชาติ เพื่อเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน

๒. ก็คือสนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ด้านพลังงาน วิสาหกิจชุมชนด้านพลังงานและสหกรณ์ผู้ผลิตพลังงาน

๓. สนับสนุนให้เกิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจรด้านพลังงาน

๔. กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคประชาชนและมาตรการจูงใจ ทางภาษี การให้สินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนการผลิตพลังงานแบบกระจาย ตามแหล่งการใช้และวัตถุดิบที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าระบบ ดิสทริบิวเทด เจเนอเรชัน (Distributed Generation) หรือดีจี (DG) รวมทั้งรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และทัศนคติให้กับประชาชนเกิดความร่วมในการผลิตพลังงาน

๕. พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ท กริด ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่ ไมโคร กริด (Micro grid) และจัดให้มีระบบเธิร์ด ปาร์ตี แอคเซส ที่ท่านวิบูลย์ได้นำเสนอ เมื่อสักครู่

๖. กำหนดพื้นที่ระบบการซื้อขายไฟฟ้าและเตรียมความพร้อมของโหลด และสายส่งพลังงานอย่างเหมาะสมเพียงพอ และมีโหลด แมพปิง (Load mapping) ที่เปิดเผยและโปร่งใส

๗. จัดทำโครงการโซลาร์ รูฟอย่างเสรีในระบบเน็ต มิเทอริง (Net Metering) และระบบทีโอยู มิเตอร์ และกำหนดมาตรฐานการออกแบบติดตั้ง

๘. จัดให้มีการส่งเสริมความรู้ให้ประชาชนและชุมชน และพัฒนาฝึกอบรม ความรู้ให้กับบุคลากรผู้ติดตั้งระบบต่าง ๆ ตามเกณฑ์ของการไฟฟ้า

แนวทางที่ ๒ ของการปฏิรูปพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพการใช้ พลังงาน คือจัดให้มีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง จริงจัง ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ และมีกลไกและมาตรการในการผลักดันให้ประเทศ ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสีเขียวของอาเซียน หรืออาเซียน เอ็นเนอร์จี ฮับ (ASEAN Energy Hub) ภายใน ๑๐ ปี ในแนวทางที่ ๒ นั้น มีด้วยกันอยู่ ๑๔ วิธีการและกระบวนการ

๑. ก็คือการจัดตั้งคณะกรรมการพลังงานทดแทนแห่งชาติและสำนักงาน คณะกรรมการพลังงานทดแทนแห่งชาติ

๒. จัดตั้งกองทุนพลังงานทดแทน

๓. ผลักดันให้เกิดคณะกรรมการพลังงานทดแทนอาเซียน

๔. ผลักดันให้เกิดเครือข่ายพลังงานสีเขียวอาเซียน หรือว่ากรีน อาเซียน เน็ตเวิร์ค (Green ASEAN Network) จีเอเอ็น (GAN)

๕. จัดทำร่างพระราชบัญญัติพลังงานทดแทน พ.ศ. ....//

๖. กำหนดให้มีแผนพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ๒๐ ปี

๗. กำหนดสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพที่ชัดเจนและเหมาะสมกับ ศักยภาพอุปทานของเชื้อเพลิงชีวภาพ

ประเด็นนี้ขยายความเล็กน้อยครับ ว่าประเทศไทยนั้นขณะนี้เราเป็นผู้นำ ของด้านเชื้อเพลิงชีวภาพหรือไบโอฟูเอล (Biofuel) ในอาเซียนเป็นผู้นำอันดับหนึ่งจากการ ส่งเสริมให้มีการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลจนมีการจำหน่ายขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ที่ใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมตั้งแต่ร้อยละ ๑๐ ถึงร้อยละ ๘๕ และมีการส่งเสริมอุตสาหกรรม ยานยนต์ รถยนต์ เพื่อตอบสนองต่อการผลิตเชื้อเพลิงดังกล่าว เช่นเดียวกับการมีไบโอดีเซล ซึ่งก็มีการผสมในน้ำมันทุกลิตรของน้ำมันดีเซลในประเทศไทยนั้นในสัดส่วนตั้งแต่ ๓-๗ เปอร์เซ็นต์เป็นต้น เพราะฉะนั้นนี่คือประเทศชั้นนำทางด้านไบโอฟูเอลในระดับอาเซียน และระดับโลกครับ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจำเป็นที่จะต้องมีแผนเพื่อให้ การผลิตในด้านของเอทานอลและไบโอดีเซลสอดคล้องไปถึงเรื่องจะเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ การมีจำนวนโรงกลั่น การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปหรือกระบวนการการทำโลจิสติกส์เพื่อเป็น โครงสร้างพื้นฐานของด้านพลังงานชีวภาพอย่างในรัฐเซาเปาโล มีการใช้ระบบท่อในการ ขนส่งน้ำมันเอทานอลจากโรงอ้อย โรงเอทานอลมาสู่เทอร์มินอล (Terminal) ของศูนย์ รวบรวม แล้วส่งเป็นท่อไปยังศูนย์จำหน่ายและการขนส่งไปสู่การค้าปลีกเป็นต้น เพราะฉะนั้นการกำหนดสัดส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพที่ชัดเจนและเหมาะสมนั้น มันจะ เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นน้ำคือการผลิต เรื่องของฟูด ซีเคียวริตี (Food security) กับเอ็นเนอร์จี ซีเคียวริตี (Energy security) จะเป็นอนาคตของโลกที่เป็นปัญหาใหญ่ ประเทศไทยจะเป็นผู้นำในการจัดการปัญหานี้และเป็นตัวอย่างโมเดล (Model) ต้นแบบ เรามีฐานที่จะพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้อย่างเข้มแข็งและมีศักยภาพ

ข้อ ๘ ก็คือกำหนดพื้นที่โซนนิง (Zoning) ปลูกพืชพลังงานและพืชอาหาร ที่ในยุโรปใช้นโยบายที่เรียกว่าเซต อะไซด์ แลนด์ โพลิซี (Set aside land policy) คือแยก พื้นที่โซนนิงระหว่างพืชที่จะใช้ในการปลูกอาหาร พืชที่จะใช้ในการผลิตพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น เอทานอลหรือว่าไบโอดีเซลก็ตาม และการใช้ประโยชน์ที่ดินแลนด์ ยูส (Land use) อย่างคุ้มค่า

วิธีการที่ ๙ ก็คือจัดทำระบบเกษตรแบบพันธะสัญญาหรือคอนแทรคท์ ฟาร์มมิง (Contract farming) โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ พิเศษบริเวณชายแดนเพื่อผลิตพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งให้มีการจำหน่าย พลังงานที่ผลิตได้กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ประเด็นนี้นั้นสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ปัจจุบันและหลายรัฐบาลในอดีต คือการสร้างนิว อีโคโนมิค คอริดอร์ (New economic corridor) บริเวณชายแดนไม่ว่าจะเป็นประตูเหนือ ประตูตะวันตก ประตู ตะวันออกเฉียงเหนือ ประตูใต้ ประตูตะวันออก เพื่อให้พื้นที่ชายแดนของเราซึ่งเราเป็น ประเทศหนึ่งเดียวในอาเซียนที่มี ๔ ประเทศ มีพื้นที่ติดทางบกและติดทางทะเลด้วยกรอบ ของแพลนท์ (Plant) เป่ยปู้ว่านในทะเลจีนใต้และอันดามัน เพราะฉะนั้นการที่มีพรมแดน ติดอย่างนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) นั้น ซึ่งสามารถที่จะร่วมมือกัน ในการให้ประเทศไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา เมียนมาร์ แล้วก็เวียดนามนั้น หรือแม้แต่มาเลเซีย นั้น เป็นฐานในความร่วมมือในการผลิตพืชพลังงานแล้วใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษหรือเขต เศรษฐกิจพลังงานสีเขียวที่เรามีเทคโนโลยี มีทุน มีตลาดนั้น ในการเป็นฐานการผลิต ระบบนี้ จะเป็นการที่โตด้วยกันแล้วก็พัฒนาไปด้วยกัน เกษตรพันธะสัญญาจะแก้ปัญหาในเรื่องของ การที่จะเข้ามาสวมตอ สวมสิทธิในพืชบางชนิดที่เรามีปัญหาในเรื่องของการเข้าไปอุดหนุน ราคาในระบบการจำนำหรือการประกันก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นทรี อิน วัน (Three in One) ยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว

วิธีที่ ๑๐ ก็คือสร้างเครือข่ายในการพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงาน หมุนเวียนร่วมกันในอาเซียนจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคมนี้แล้ว เป็นประชาคมอาเซียนซึ่งมี ๓ เสาหลัก ดังนั้นเรื่องของพลังงานเป็นหนึ่งที่ทั้งเรื่องของไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้า และพลังงานเชื้อเพลิงจะเป็นก้าวใหม่ของอนาคตของประเทศไทย แล้วก็ ของอาเซียน

วิธีที่ ๑๑ กำหนดมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเพื่อไปลงทุนกิจการ พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนในอาเซียนและต่างประเทศ

วิธีที่ ๑๒ ส่งเสริมให้มีการผลิตพืชเกษตรที่สามารถนำมาผลิตพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนและส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่ผลิตในประเทศเพื่อการผลิต เชื้อเพลิงชีวภาพ

วิธีที่ ๑๓ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานทดแทน พลังงาน หมุนเวียน เช่น ระบบท่อและสายส่งพลังงาน รวมทั้งระบบเก็บสำรองพลังงาน

วิธีที่ ๑๔ จัดทำมาตรการกำหนดการใช้และการผลิตพลังงานด้วยพลังงาน ทดแทน พลังงานหมุนเวียน ตามสัดส่วนที่กำหนดที่เรียกว่าเป็นระบบอาร์พีเอส (RPS) หรือรีนิวอะเบิล พอร์ทโฟลิโอ สแตนดาร์ด (Renewable Portfolio Standard)

ในแนวทางที่ ๓ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีอยู่ ๗ วิธีการและกระบวนการ เรื่องนี้เรียน ว่าเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการที่เราควรจะต้องมีการทำ อาร์แอนด์ดี (R&D) ลงทุนและต่อยอดด้วยระบบทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องของการจด สิทธิบัตร เรื่องของลิขสิทธิ์ เรื่องของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และอื่น ๆ ที่เป็นระบบทรัพย์สิน ทางปัญญาหรือไอพี (IP) นั้นจะมีความสำคัญต่ออนาคตในการที่เราก้าวสู่การเป็นผู้นำ ทางด้านนี้ครับ

เพราะฉะนั้นใน ๗ วิธีการที่จะบรรลุสู่แนวทางการปฏิรูปพลังงานทดแทน ก็คือว่า

ข้อ ๑ ก็คือการจัดตั้งเวนเจอร์ แคพพิตอล (Venture capital) เพื่อต่อยอด การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน อย่างในประเทศญี่ปุ่นและประเทศสหรัฐอเมริกาตอนนี้เชื่อไหมครับว่า กำลังสร้าง ปรากฏการณ์ใหม่ของโลก มันเป็นการพลิกโลกเหมือนกับที่กลางวัน กลางคืนมันแบ่งเวลา ๒๔ ชั่วโมงของเราให้เป็นอย่างละครึ่ง ๆ ในยามที่โลกหันเข้าหาแสงอาทิตย์ เราได้รับพลังงาน ธรรมชาติที่เป็นอสงไขย ไม่มีวันหมด เป็นของฟรี แต่อีกด้านหนึ่งนั้นเป็นความมืด หรือกลางคืน วันนี้ด้วยการวิจัย พัฒนาและการต่อยอดด้วยสิทธิบัตรและการลงทุน เวนเจอร์ แคพพิตอล มาสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่และผลิตสินค้าออกมาแล้วครับ นั่นก็คือโฮม สตอเรจ (Home storage) นั่นก็คือการมีแบตเตอรี่ที่สามารถสำรองโซลาร์ รูฟ บนหลังคาหรือบนพื้น และเก็บพลังงานเหล่านั้นตลอดทั้งวันในรูปของโฮม สตอเรจ กลางคืนซึ่งใช้แค่ครึ่งคืนส่วนใหญ่ เพราะเราต้องนอนกัน ก็ใช้ทั้งระบบแอร์ (Air) ระบบไฟฟ้า ทีวี โฮม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (Home entertainment) ได้ทั้งหมด ราคาเพียงแค่เท่ากับคอมพิวเตอร์ ๑ ชุดเท่านั้นเอง คือ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งในครัวเรือนของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาขณะนี้ได้จำหน่าย สินค้าตัวนี้แล้ว ท่านคิดสิครับว่ามันจะเปลี่ยนโลกของการผลิตไฟฟ้า โลกของการใช้พลังงาน แล้ว ๒๓ หลังคาเรือนในประเทศไทยมันจะเป็นพาราไดม์ใหม่

นั่นก็คือเรื่องของการว่าทำไมเราจะต้องมีข้อ ๒ เสนอให้มีศูนย์วิจัย พัฒนา และศูนย์ความเป็นเลิศด้านพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงาน ของภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา

๓. จัดให้มีกองทุนวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน

๔. จัดทำแผนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในด้านนี้

๕. พัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างครบ วงจร

ท่านเชื่อไหมครับว่า ในใต้ความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูป พลังงาน ที่มีท่านทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ เป็นประธาน ได้มีการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิด กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีท่านดอกเตอร์ศักรินทร์เป็นประธาน แล้วก็กรรมาธิการเศรษฐกิจ ๒ หรือว่าเรียล เซ็ค เตอร์ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ เป็นต้น ที่มีท่านเกริกไกร จีระแพทย์ ซึ่งเกิดเมื่อวานนี้เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการ ผมได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษา จัดทำรายงาน ซึ่งจะเข้าสู่สภาเร็ว ๆ นี้ครับ เราได้วาง แนวทางใหม่ที่เรียกว่าเป็นไบโอ อีโคโนมี (Bio economy) เศรษฐกิจชีวภาพ ไบโอ อีโคโนมี แล้วจะมีเสาหลักใหญ่ ๆ เช่น ไบโอ เอ็นเนอร์จี (Bio energy) และไบโอ อินดัสทรี (Bio Industry) ตัวอย่างง่าย ๆ ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้ และเป็นความมั่นคงของโลกในฐานะที่จะเป็นฮับ (Hub) ในด้านนี้

๑. ก็คือว่าการที่เราส่งเสริมพัฒนา ซึ่งเรามีศักยภาพสูงสุดแต่ปัจจุบัน เราพัฒนาได้มาเพียงแค่ครึ่งทาง ยังไปไม่สุด เพราะว่ายังไม่ได้ปฏิรูป ยังไม่มีพิมพ์เขียวปฏิรูป อย่างที่ สปช. กำลังทำ เรามีไบโอ เอ็นเนอร์จี ๓ ตัว ก็คือไบโอฟูเอล ไบโอแมส (Biomass) และไบโอแก๊ส (Biogas) ก็คือพลังงานที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่เป็นชีวมวล แล้วก็เป็น แก๊สชีวภาพครับ ตรงนี้จะเป็นฐานสำคัญ เราจะต่อยอดตรงนี้ เพราะเราจบลงด้วยการเป็น น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไรครับ พวกไบโอฟูเอลก็เป็นเอทานอล ไบโอดีเซล ลิตรหนึ่งดูเหมือนว่า ราคาจะสูงกว่าราคาของน้ำมันจากปิโตรเลียมหรือฟอสซิล เบส แต่ส่วนหนึ่งสามารถที่จะ เอาไปต่อยอดเป็นสารตั้งต้นตัวนำของอุตสาหกรรมชีวภาพ ท่านเห็น ปตท. โฆษณาไหมครับ อยู่ตามริมถนน รถคันนี้ทำด้วยพลาสติกชีวภาพ ไม่จำเป็นจะต้องมาจากโรงกลั่นหรือโรงแยกแก๊ส แต่มาจากท้องไร่ท้องนาของพี่น้องเกษตรกรในภาคอีสาน ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ที่ยากจนเป็นหนี้เป็นสิน แต่เมื่อเป็นสารตัวนำ ข้าว ๑ ตันที่ขายมา ๗๐๐-๘๐๐ ปี ราคา ตอนนี้ก็แย่หน่อย ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท อยากได้สัก ๑๐,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ บาท แต่ถ้าต่อไปสุด สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมใหม่ มูลค่าข้าวจะไม่ต่ำกว่า ตันละ ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วทั่วโลกนั้น ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านคน ต้องกิน ต้องใช้ ประเทศไทย เรามีฐานการผลิต เกษตรกรเราเก่ง แต่ว่ามันไปครึ่งทางครับ และกลายเป็นปัญหาว่า ต้องอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตจากชีวภาพ แต่โดยแท้ที่จริงถ้าบริหารจัดการเหมือน โรงอ้อยปัจจุบัน ท่านจะเห็นว่าทำไมโรงน้ำตาลจึงขยายมาก เพราะว่าอะไร เพราะว่าแต่ก่อนนี้ ผลิตออกมาได้น้ำตาลโมลาส (Molasses) ก็แทบไม่มีราคา กากน้ำตาลก็แทบไม่มีราคา ชานอ้อยก็ทิ้ง พัฒนาต่อมาสร้างโรงผลิตไฟฟ้าใช้ชานอ้อย เอากากน้ำตาลที่ไม่มีมูลค่ามาผลิต เป็นเอทานอล ส่วนหนึ่งไปทำเป็นสุรา ส่วนหนึ่งเอามาทำเป็นแก๊สโซฮอล์ แต่วันนี้มันจะ มากกว่านั้น ท่านจะเห็นว่าเมื่ออุตสาหกรรมเติบโตบนฐานของเกษตรแล้ว แล้วไปสู่ปลายสุด ของนวัตกรรมในการเป็นผลิตภัณฑ์ที่มันเป็นเรื่องของกรีน โซไซตี (Green society) ในอนาคตข้างหน้านั้น นี่คือสภาพที่แท้จริงของประเทศ นี่คือแนวทางที่ถูกต้องที่สุดของ ประเทศ เป็นโรด แมพ (Road map) ที่จะทำให้ประเทศของเรามั่งคั่ง มั่นคงอย่างยั่งยืนได้ เกษตรกรจะลืมตาอ้าปาก เกษตรกรจะไม่ยากจนและพ้นจากภาวะหนี้สินด้วยแนวทางที่เรา กำลังทำขณะนี้และนำเสนอสู่ท่าน

๖. ก็คือจัดให้มีมาตรการส่งเสริมให้เปิดหลักสูตรและทุนการศึกษา ด้านพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน

๗. จัดทำมาตรการส่งเสริมการจดสิทธิบัตรด้านพลังงานทดแทน พลังงาน หมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน

แนวทางที่ ๔ สร้างกลไกการอนุรักษ์พลังงานภาคบังคับอย่างจริงจังเพื่อให้ เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยลดการเข้มข้นการใช้พลังงาน หรือ เอ็นเนอร์จี อินเทนซิตี (Energy intensity) ร้อยละ ๒๐ ภายใน ๑๐ ปี มีด้วยกัน ๑๐ วิธีการครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเรียนแล้วว่า ในขณะที่เราควักเงินจ่ายในการใช้พลังงานแต่ละปีมีมูลค่า สูงถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มันเท่ากับประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ แผ่นดิน ท่านคิดสิครับ งบประมาณแผ่นดินปีหนึ่งเทียบเท่าแล้วเราใช้จ่ายเป็นมูลค่าการใช้ พลังงานกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะอะไร ส่วนหนึ่งแน่นอนเพราะความฟุ่มเฟือย เพราะการที่เราใช้ไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือย อาคารใหญ่ ๘๕๐ อาคารของภาครัฐ แม้แต่รัฐสภา แห่งนี้ เห็นไหมครับ อุณหภูมิ บอกมา ๖-๗ เดือนแล้วยังลดไม่ได้ ยังหนาวกันอยู่ ไฟเปิดกัน โดยไม่มีหลอดประหยัดพลังงาน เราใช้อย่างฟุ่มเฟือยไหมครับ เรามี ๘๕๐ อาคารใหญ่ ของภาครัฐทั้งหมด สรรหาอะไรกับภาคครัวเรือน ซึ่งมีอีก ๒๓ ล้านครัวเรือน แต่ถามบอกว่า การจะเปลี่ยนหลอดไฟให้มาเป็นหลอดประหยัดพลังงานอย่างแอลอีดี (LED) หรือการจะ เปลี่ยนแอร์ทั้งหมดนั้น ทั้งระบบใหญ่ ระบบเล็ก ทั้งในอาคาร ในโรงงาน ในครัวเรือน หรือสถานประกอบการต้องใช้เงินกี่ล้านล้านบาทครับ ประเทศไทยมีเงินหรือไม่ บลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ อันนี้คือคำตอบของประเทศนี้ รัฐแทบไม่ต้องใช้งบประมาณเลย ในส่วนภาครัฐ และเอกชนก็ไม่ต้องควักเงินเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว เช่นเดียวกับภาครัฐ เร็ว ๆ นี้จะเสนอ นี่ฉายหนังตัวอย่างก่อน จะมีรายงานวาระปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงานว่าด้วยระบบเอสโค (ESCO) และระบบบีอีซี (BEC) คือการควบคุมการใช้ พลังงานในอาคาร ที่เรียกว่าบิวดิง เอ็นเนอร์จี โคด (Building Energy Code) หรือบีอีซี กับ ๒. ก็คือระบบการจัดการพลังงานที่เรียกว่าเอสโค ตรงนี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับ ประเทศครับ เราจะได้เหลือเงินในครัวเรือน เหลือเงินในออฟฟิศ ในบริษัท ในโรงงาน เหลือ เงินในคลังแผ่นดินเอาไปใช้ในด้านอื่น ไม่ใช่แค่ใช้กับไฟฟ้าและพลังงานอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้ จะเป็นพิมพ์เขียวที่เปลี่ยนไทยและเปลี่ยนอนาคตของเราได้

ข้อแรกของการสร้างกลไกการอนุรักษ์พลังงานภาคบังคับอย่างจริงจัง มีทั้งหมด ๑๐ วิธีการ ก็คือ

๑. แยกกองทุนอนุรักษ์พลังงานออกจากกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

๒. ผลักดันให้เกิดหน่วยงานส่งเสริมเอสโคภาครัฐหรือหน่วยจัดการพลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ

๓. จัดตั้งกรีน มาร์ค ออฟฟิศ (Green Mark Office) ตั้งรางวัลส่งเสริมกันเลย ว่าในการว่าออฟฟิศใดทั้งภาครัฐและเอกชนที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างอนุรักษ์ พลังงานและใช้พลังงานสีเขียวจะได้รับรางวัล ได้เครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความเป็นเลิศ ของท่าน

๔. ใช้ระบบบริษัทจัดการพลังงาน เอ็นเนอร์จี เซอร์วิส คอมพานี (Energy Service Company) หรือเอสโคกับหน่วยงานภาครัฐ

๕. บังคับใช้ข้อบัญญัติการใช้พลังงานสำหรับอาคาร หรือว่าบิวดิง เอ็นเนอร์จี โคด หรือบีอีซี ที่ผมได้กล่าวพอสังเขปเมื่อสักครู่นี้

๖. เร่งรัดให้สถานประกอบการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านการจัด การพลังงาน ไอโซ หรือไอเอสโอ ๕๐๐๐๑

๗. สร้างเครือข่ายผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าเพื่อตอบสนอง ความต้องการที่ใช้ระบบดีอาร์พี (DRP) ดีมานด์ เรสพอนซ์ โปรแกรม (Demand Response Program)

๘. บังคับใช้มาตรการกำหนดค่าสิ้นเปลืองพลังงานสูงสุดของอาคาร และสถานประกอบการ ซึ่งหากใช้เกินจะต้องชำระค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่ใช้ต่ำกว่าค่ากำหนด หรือต้องผลิตพลังงานหมุนเวียนมาชดเชย ก็คือระบบอาร์พีเอส

๙. กำหนดมาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

๑๐. กำหนดมาตรการใช้พลังงานขั้นต่ำของยานยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมทั้งอุปกรณ์อื่น ๆ นั่นก็คือแนวทางที่ ๔ ซึ่งมี ๑๐ วิธีการ

แนวทางที่ ๕ ก่อนรองสุดท้าย คือส่งเสริมและเพิ่มการใช้พลังงานไฟฟ้าใน ระบบโลจิสติกส์ของประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยเฉพาะพลังงาน ทดแทน

แนวทางที่ ๕ ที่เป็นคอนเซ็พชวล ดีไซน์นั้น หรือเป็นประเด็นวาระปฏิรูป มี ๙ วิธีการ ความจริงก็น่าดีใจ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ได้แถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สอดคล้องกับมติของสภาปฏิรูป แห่งชาติที่สนับสนุนรายงานเรื่องของการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทางรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ได้ประกาศนโยบายสำคัญ ก็คือจะ ส่งเสริมรถยานยนต์สาธารณะทั้งหลายให้ใช้ไฟฟ้าครับ ทั้งรถไฟในเมือง รถไฟระหว่างเมือง รถไฟความเร็วสูง ความเร็วปานกลาง ๔ ราง ทางคู่ รถไฟในเมืองทั้งใต้ดิน บนดิน แล้วก็รถ ขสมก. รถขนส่งมวลชนทั้งหลาย รถราชการใช้ไฟฟ้า นี่คือการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ เพราะว่าเราต้องนำเข้าน้ำมันถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของที่เราใช้ทั้งหมดคือ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าบาร์เรลต่อวัน เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ ๙ มาตรการดังกล่าว หรือ ๙ วิธีการดังกล่าวนั้น

๑. ก็คือจัดตั้งกองทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าในกรมการขนส่งทางบก ซึ่งตรงนี้ จะเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนและเรื่องของภาษีที่มีมาตรการส่งเสริม

๒. การจัดตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าในระบบโลจิสติกส์ ในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

๓. ใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบโลจิสติกส์และระบบขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น และเพิ่มสัดส่วนยานยนต์ไฟฟ้าที่เรียกว่า อิเล็กทริก เวฮิเคิล (Electric vehicle) ในระบบ ขนส่งมวลชน

๔. จัดทำโครงการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยกำหนด เป้าหมายยานยนต์ไฟฟ้าประเภทบีอีวี (BEV) คือ แบตเตอรี อิเล็กทริก เวฮิเคิล (Battery Electric Vehicle) ที่ชัดเจน และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นอาเซียน บีอีวี ฮับ (ASEAN BEV Hub) หรือว่าเป็นฮับทางด้านของยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียนที่ใช้แบตเตอรี่ เพราะว่าเรา สามารถผลิตแบตเตอรี่ของเราได้

๕. กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุน มาตรการทางภาษี และมาตรการอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ การผลิต การจำหน่ายและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า

๖. กำหนดให้มีพื้นที่ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เช่น เขตเมือง เกาะ แหล่งท่องเที่ยวและกำหนดเขตเฉพาะ หรือโซนนิงการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

๗. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้มากที่สุด

๘. กำหนดมาตรการยานยนต์ไฟฟ้าคันแรก เขามีรถคันแรกจะดี จะไม่ดี อย่างไร ก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้ว แต่ถ้ามีมาตรการโครงการเรียกว่า ยานยนต์ไฟฟ้าคันแรก จะทำให้มีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจักรยานไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า สามล้อไฟฟ้า สำหรับผู้สูงอายุก็ดีหรือว่าใช้ในภาคของการขนส่ง ใช้กับรถตุ๊กตุ๊กของเราก็ดี หรือว่าใช้กับยานยนต์โดยทั่วไปทั้งภาครัฐ เอกชน

๙. กำหนดมาตรการผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของยานยนต์ไฟฟ้า คือต้องให้มี มาตรฐาน

สุดท้ายแนวทางที่ ๖ ซึ่งมีเพียงแค่ ๒ วิธีการเท่านั้นครับ แนวทางที่ ๖ คือ เพิ่มประสิทธิผลของนโยบายและการดำเนินงานด้านพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และการอนุรักษ์พลังงาน โดยการจัดตั้งกรมอนุรักษ์พลังงานแยกจากกรมพัฒนาพลังงาน ทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยมีเพียง ๒ วิธีการครับ

๑. คือตรากฎหมายเพื่อแยกกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและกรมอนุรักษ์พลังงาน ปัจจุบันเรามีกรมเดียวอยู่ด้วยกัน วันนี้ภารกิจใหญ่กว่านั้นเป็น ๒ ใน ๓ เสาหลักของระบบพลังงานของประเทศ ดังนั้นก็ให้แยก เป็นกรม ๒ กรมครับ

๒. ก็คือปรับปรุงพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. ๒๕๓๕

ทั้งหมดก็คือวาระปฏิรูปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน โดยในส่วนของ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงาน เรายินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของแนวทาง ทั้งในเรื่องของ วิธีการ กระบวนการและองค์กรที่เราได้ออกแบบมาในเบื้องต้นที่เราเรียกว่าเป็นโพรเซส แอนด์ ออร์แกไนเซชันนอล ดีไซน์ (Process and Organizational Design) และบางส่วน ก็ได้มีการแตะแล้วถึงตัวลีเกิล ดีไซน์ (Legal Design) คือกฎหมายอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ ครบถ้วนใน ๓ ระยะของการจัดทำบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ หรือพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ เพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศของเราครับ ขอบคุณท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านสมาชิกคะ ท่านกรรมาธิการก็ได้แถลงรายงานครอบคลุมแล้วทั้ง ๔ ประเด็นย่อย ในประเด็นหลักคือการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศไทย ต่อไปจะเป็นการอภิปราย ของสมาชิกเพื่อให้ความเห็น ดิฉันมีรายนามอยู่ในมือ คงจะเรียนใน ๕ ชื่อแรกก่อน ท่านชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ท่านโกวิท ศรีไพโรจน์ ท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ท่านพลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก แล้วก็ท่านภัทรียา สุมะโน ดิฉันขอเริ่มจากท่านดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ขอเชิญค่ะ

นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์

ขอบคุณครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ได้มีการศึกษาระบบพลังงานอย่างละเอียดแล้ว แล้วก็นำเสนอมาตรการปฏิรูปพลังงาน อย่างสมเหตุสมผลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะในเรื่องโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง และโครงสร้างระบบบริหารจัดการแล้วก็กำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ ผมจะขออนุญาต อภิปรายข้อเสนอปฏิรูปประเด็นที่ ๔ ซึ่งนำเสนอโดยท่านอลงกรณ์ พลบุตร ผมก็มีความเห็น ที่จะสนับสนุนที่ท่านได้นำเสนอมาครับ เพราะเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ มีพลังศักยภาพสูงในการใช้เป็นพลังงานทดแทน พลังงานที่มาจากน้ำมันหรือถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ก็ตาม โดยที่เป็นพลังงานที่สะอาด โดยจะทำให้การรักษาสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพสูง หากมีการผลักดันเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง ประเทศไทยก็จะ เป็นผู้นำด้านกรีน เอ็นเนอร์จีในอาเซียนเหมือนกับที่ประเทศเยอรมนีเป็นผู้นำด้านนี้ ในอียู (EU) มา ประเทศเยอรมนีได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เป็น พลังงานทดแทน โดยเฉพาะทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นพลังงานสะอาด แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการกำจัดขยะนิวเคลียร์ ทางประเทศเยอรมนีได้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของอิเล็กทริก กริด (Electric grid) จากที่ไม่เคยมีมาเลย เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว และขณะนี้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแสงอาทิตย์ก็ได้ลดไปแล้วถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทางพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถ่ายทอด จากประเทศเยอรมนีเข้าสู่ประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยเราควรจะพิจารณาร่วมมือ กับประเทศจีนในการผลักดันให้มีความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนในการจัดให้มีระบบ พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบของจีเอ็มเอส ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งอาจจะเป็น การทดแทนพลังงานจากไฮดรอลิก (Hydraulic) ที่มาจากการสร้างเขื่อนที่ทำให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อมในการทำลายพันธุ์ไม้และพันธุ์ปลาต่าง ๆ ในแม่น้ำโขง พลังงานที่น่าจะมี การพิจารณาเพิ่มเติมอีกประการหนึ่ง แล้วก็ผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วตามที่ท่านอลงกรณ์ ได้เสนอ ก็คือการใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนพาหนะต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถโดยสาร ที่ใช้ในเมืองใหญ่เพื่อลดมลพิษจากคาร์บอนที่ออกมาจากรถโดยสาร การลงทุนครั้งแรก ก็อาจจะค่อนข้างสูง แต่ผลกระทบที่จะมาจากการรักษาสิ่งแวดล้อมคิดว่าจะได้ประโยชน์ มากกว่า

สุดท้ายนี้ผมเห็นว่ามันควรจะมีการสนับสนุนภาคเอกชนที่จะต้องดำเนินการ ร่วมกับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นในการจัดเรื่องของพลังงานให้เพียงพอในชุมชน โดยใช้ พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ในกรณีนี้ทางภาครัฐอาจจะสนับสนุนในเรื่องภาษี ให้ผลประโยชน์ทางภาษีกับภาคเอกชนที่จะทำงานร่วมกับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจัดตั้ง ในรูปของวิสาหกิจชุมชนหรือวิสาหกิจสังคม เรื่องโครงการที่จะทำผลิตพลังงานจาก แสงอาทิตย์ ในรูปของที่เป็นไพลอท โปรเจคท์ (Pilot project) ก่อน แล้วก็ได้มีการศึกษาผล ที่จะขยายไปครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นตามลำดับ โดยดูจากผลคุ้มค่าและผลกระทบ ทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม ขอบพระคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านโกวิท ศรีไพโรจน์ ค่ะ

นายโกวิท ศรีไพโรจน์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สปช. จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี หมายเลข ๑๙ ท่านประธานครับ ผมเองก่อนอื่น ต้องขอกราบเรียนท่านว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน แต่ว่าเกี่ยวกับเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐานหรือความจำเป็นพื้นฐานของประชาชนนั้น จากการที่เข้าไปรับฟังเสียงของประชาชน แล้วก็รับคำร้องทุกข์ของประชาชนในแต่ละเวทีตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น ก็ได้รับข้อร้องเรียนของประชาชนตลอดมา ท่านประธานครับ พลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศ เป็น ๑ ในความมั่นคง การจัดการเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนนั้น ถ้าประชาชนไม่มีเงิน รัฐจะไปตัดเสียทีเดียวก็คงจะลำบากนัก เกี่ยวกับเรื่องของพลังงาน ซึ่งก็เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกัน ในประเด็นของราคาน้ำมัน สิ่งหนึ่งที่ประชาชนได้ตั้งคำถามและตั้งข้อกังขามาโดยตลอด ก็คือว่าวันนี้ ปตท. ได้มีการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเดิมให้เอกชนเข้าถือหุ้น คำถามก็คือว่า ผู้ใดถือหุ้นบ้าง ซึ่งประชาชนเกิดข้อกังขาว่ากำไรส่วนหนึ่ง ซึ่งโอเคครับ ส่วนที่รัฐถือหุ้นนั้น กำไรเข้ารัฐเขาก็ไม่ได้ติดใจ แต่ว่ากำไรบางส่วนนั้นจะไปอยู่ในมือเอกชนหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบรายงานของท่านคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมดูรายชื่อแล้วทุกท่าน นอกจาก ท่านรสนา โตสิตระกูล จะเป็น เคยเป็น หรือเป็นผู้บริหารในการบริหารกิจการพลังงานขนาดใหญ่ ทั้งสิ้น ข้อที่ประชาชนถามมาก็คือว่า เมื่อมีน้ำมันส่งออกไปต่างประเทศ แล้วทำไมยังจะต้อง สั่งน้ำมันเข้ามาในประเทศ เรื่องนี้ผมก็เคยถามพรรคพวกบางคน ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เขาก็บอกว่า เนื่องจากว่าการส่งออกไปนั้นกับนำเข้ามันก่อให้เกิดกำไรให้แก่ ปตท. ได้ดีกว่า คำถามของประชาชนก็คือว่ากำไรเข้าสู่ ปตท. นั้น เข้าใจ แต่ว่าการที่ประชาชนในประเทศ ต้องรับภาระของราคาน้ำมัน ซึ่ง ปตท. ได้กำไรไปนั้น ประชาชนไม่เข้าใจ

ในส่วนของการบริหารรัฐวิสาหกิจ ประชาชนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเขื่อนรัชชประภา เกี่ยวกับเรื่องพลังงานไฟฟ้า ผมขออนุญาตไปถึงพลังงานไฟฟ้า เขื่อนรัชชประภา ผมก็เคยไป ที่การไฟฟ้าทางเหนือ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามแล้วกัน ปรากฏว่ามีประชาชนต่อต้าน ถ้าตาม รายงานมีประชาชนต่อต้านเกี่ยวกับเรื่องการไฟฟ้าพลังน้ำ เมื่อกี้ตามที่ท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจง ผมเคยเรียนถามประชาชนที่เป็นกลุ่มแนวหน้าในการต่อต้าน ถามว่าเหตุที่เขา ต่อต้านเนื่องจากอะไร เขาบอกว่าเขาตั้งคำถามไปส่วนที่จะสร้างเขื่อน ๒๐๐ คำถาม ไม่ตอบ เขาเลย พอเราไปถามผู้บริหารเขื่อน ถามว่าสิ่งที่ชาวบ้านเขาถามตอบเขาได้ไหม อย่างน้อย ๆ แค่คำถามเดียวคือผลประโยชน์รอบอ่างเก็บน้ำตกเป็นของใคร เคยได้ถามกลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) ที่อนุรักษ์ป่าสักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยบอกว่า ถ้าจำเป็นจริง ๆ เรื่องของ การจัดการน้ำ เขาให้ได้ไหม ป่าสัก เขาบอกเขาให้ได้ แต่หน่วยงานภาครัฐตอบเขาไม่ได้ ผมเคยคุยกับเอ็นจีโอกลุ่มหนึ่งซึ่งต่อสู้เรื่องพลังงานอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผมถามเขาว่า คุณทราบใช่ไหมว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด เขาบอกเขาทราบ เขามีความรู้ ดีกว่าพวกเราเยอะครับ ท่านประธานครับ แต่เขาไม่ไว้ใจว่าการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงาน นิวเคลียร์ ซึ่งควบคุมโดยรัฐจะกระทำการโดยโปร่งใส เขาถึงไม่ยอมให้สร้าง ไม่ใช่ว่า เขาต่อต้านเพราะเขาไม่เอา เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ท่านประธานครับ สิ่งที่ชาวบ้านเขาบอกมา ค่าไฟฟ้า เมื่อถึงเวลาการไฟฟ้าก็ไปยกหม้อเขา เดี๋ยวนี้ก็คือไพรเวไทซ (Privatize) ให้เอกชนมารับเหมาในการจัดการ ภาระตัวนี้อยู่ที่ผู้บริโภค อยู่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้า การที่โยกเงินจากระบบบัญชีของบริษัทใหญ่ไปตั้งบริษัทลูกแต่ละบริษัท บริษัท บริษัทขึ้นมา ซึ่งบริษัทลูกก็มีกำไร แล้วกำไรนั้นก็คือต้นทุน ต้นทุนนั้นในที่สุดก็กลับมา สู่ประชาชน ตรงนี้ล่ะครับที่ประชาชนไม่เข้าใจ ด้วยเวลาจำกัดครับ ฝากกราบเรียน ท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่า ถ้าเป็นไปได้นอกจากคุณรสนาท่านหนึ่งแล้ว อยากให้ มีตัวแทนของผู้ที่ต้องจ่ายค่าบริการเกี่ยวกับพลังงานให้เข้าไปสู่กรรมาธิการคณะนี้ หรือว่า ขอให้คณะกรรมาธิการคณะนี้โปรดพิจารณาถึงรายจ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายเกี่ยวกับ เรื่องพลังงานในอนาคตด้วย ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ครับ

นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ กระผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดชุมพร หมายเลข ๑๕๙ ครับ ท่านประธาน กระผมขออภิปราย ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานที่ว่าด้วยพลังงานเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนครับ ท่านประธานครับ จากการที่ได้รับฟังในประเด็น ขอเอ่ยนาม ท่านมนูญ ศิริวรรณ และท่านรสนา โตสิตระกูล ประเด็นยังมีความเห็นต่างครับ แต่ผมจะพูดในประเด็นที่ได้ไปพบ ได้ไปเจอ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แต่จะพูดในประเด็นนั้นเป็นประเด็นสุดท้าย

แต่ก่อนขอถามในประเด็นที่ ๑ ว่า ราคาปัจจุบันตามสถานที่บริการต่าง ๆ นั้น มันมีราคาที่ไล่เลียงใกล้เคียงกันเหลือเกิน มีการฮั้วกันหรือเปล่าครับท่านประธาน

ประเด็นที่ ๒ กองทุนน้ำมันของประเทศขณะนี้มีอยู่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเก็บไปอีกเท่าไร เอาเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่าไร ถ้าเก็บ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลงมาจุนเจือเพื่อให้ราคาน้ำมันมันถูกลงได้ไหมครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๓ นโยบายเก็บสต็อก (Stock) น้ำมันเพื่อความมั่นคงยังมีอยู่ หรือเปล่าในอนาคตครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๔ เรื่องการขอทราบข้อมูลและข่าวสารที่เกี่ยวกับพลังงานที่ว่า ประเทศไทยเรานั้นมีน้ำมันไม่เพียงพอ แต่จากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับทราบบอกว่า ไม่ว่า แก๊สธรรมชาติ ไม่ว่าน้ำมันดิบของประเทศไทยนั้นมีมหาศาลจริงหรือเปล่า ตรงนี้ก็เรื่อง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ควรจะให้ข้อมูลข่าวสารกับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นจริงครับ ท่านประธาน

ประเด็นที่ ๕ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘ กระผมได้เดินทางไปที่จังหวัดสตูลครับ ไปที่ด่านพรมแดนวังประจัน ด่านพรมแดนศุลกากรควนโดน ได้พูดกับพี่น้องประชาชน เรื่องหาข้อมูล พี่น้องประชาชนที่นั่น ท่านประธานทราบไหมว่าเขารู้จักบริษัทน้ำมันเพียง บริษัทเดียวคือปั๊มน้ำมัน ปตท. นอกจากนั้นไม่เคยทราบว่ามีน้ำมันปั๊มใดในประเทศไทย พี่น้องที่นั่นไม่เคยใช้น้ำมันไทยครับ แต่จะใช้น้ำมันที่ไหน ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูป พลังงานโปรดไปตรวจสอบดู ราคาน้ำมันที่นั่นที่พี่น้องประชาชนในจังหวัดสตูล ระยะ ๓๖ กิโลเมตรที่ผมนั่งรถไปมีปั๊มน้ำมันของพี่น้องประชาชน ๒๐-๓๐ หลังคาเรือน ท่านประธานทราบไหมว่ามีปั๊มขายน้ำมันตลอดแนวทาง ราคาน้ำมันโซลาร์ (Solar) ครับ ลิตรละ ๒๒ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ๒๔ บาท น้ำมันเบนซิน ลิตรละ ๒๙ บาท ซึ่งต่างจาก ประเทศไทย ตามปั๊มสถานที่ต่าง ๆ ประมาณ ๕ บาทครับ ณ วันนี้ก็ได้สอบถามต่อไปว่า ขบวนการที่มีน้ำมันที่ราคาถูกตรงนี้เกิดขึ้นจากอะไร เกิดจากการลักลอบเอาน้ำมัน จากต่างประเทศเข้ามาหรือไม่ ผมไม่ทราบ ก็ขอฝากท่านกรรมาธิการได้ไปตรวจสอบดู ขอขอบคุณครับท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญ พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกครับ จากการศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการพอสมควร ผมเห็นด้วย กับกรอบแนวความคิดและข้อเสนอต่าง ๆ ทุกประการ แต่ผมมีอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากจะ เสนอแนะให้คณะกรรมาธิการลองพิจารณาหากเห็นควรอาจเพิ่มเติมในกรอบ หรือแนวความคิดในการปฏิรูปก็ได้ เรื่องดังกล่าวคือปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ ที่ผมใช้คำว่า ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ ผมไม่ได้หมายถึงปริมาณน้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติ ที่ยังอยู่ในหลุมหรือในแหล่งของมันที่ยังไม่ได้สำรวจและขุดนำขึ้นมาใช้ตามที่กำลัง เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ว่าประเทศเรามีปริมาณน้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติสำรองอยู่ได้อีกกี่ปี หรือที่ในรายงานของคณะกรรมาธิการหมายถึง แต่ผมหมายถึงปริมาณน้ำมันดิบพร้อมใช้จริง ๆ ในแต่ละวันว่าหากการนำเข้าน้ำมัน การขนส่งต้องหยุดชะงัก ประเทศเราจะมีน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้ต่อได้อีกกี่วัน ตัวเลขผมไม่ค่อยแน่ใจเพราะแหล่งข้อมูลไม่ค่อยตรงกันและค่อนข้างสับสน เอาเป็นว่าเป็นตัวเลขประมาณกลม ๆ ก็แล้วกัน ทุกวันนี้เราใช้น้ำมันในประเทศวันละ ประมาณร้อยล้านลิตร ในขณะที่เราผลิตน้ำมันดิบได้เองวันละประมาณ ๓๔ ล้านลิตร แต่เรา ส่งออกน้ำมันดิบที่ไม่เหมาะสมกับการกลั่นในประเทศวันละประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร คงเหลือส่วนที่ใช้เองได้ในประเทศวันละ ๒๗ ล้านลิตร ซึ่งถ้าหากคิดง่าย ๆ ตรง ๆ แล้ว เราจะต้องนำน้ำมันเข้าวันละ ๗๓ ล้านลิตร จึงจะพอใช้ แต่ของจริงแล้วมีปัจจัยอื่นมาผสมอีก โดยเฉพาะเกี่ยวกับในเรื่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ซึ่งกรรมาธิการได้เรียนให้ทราบแล้ว ทำให้เราต้องนำน้ำมันเข้าในปัจจุบันนี้วันละประมาณ ๑๔๐ ล้านลิตร หรือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าบาร์เรล และขอเรียนอีกครั้งว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงโดยประมาณ แล้วก็ กำลังมีการถกเถียงกันอีกว่าแท้ที่จริงแล้วเราควรนำน้ำมันเข้าวันละเท่าไรจึงจะเหมาะสม แต่ในที่นี้เอาเป็นเพียงว่าผมกำลังแสดงให้เห็นว่าเพื่อให้ประเทศเราอยู่ได้ วงจรเศรษฐกิจ เราดำเนินไปได้อย่างปกติ ประชาชนไม่เดือดร้อน เราจะต้องนำน้ำมันเข้าทุกวันอย่างน้อย วันละประมาณเกือบร้อยล้านลิตร ซึ่งหากวันไหนเรานำเข้าไม่ได้ เราจะทำอย่างไร เราควร จะต้องมีน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ไว้ใช้ต่ออีกกี่วัน หรือเราควรมีวิธีป้องกันความเสี่ยง ของสาเหตุที่จะทำให้การนำน้ำมันเข้า น้ำมันต้องหยุดชะงักได้อย่างไร เส้นทางการขนส่ง น้ำมันของไทยก็เช่นเดียวกับทุกประเทศในแถบนี้ ก็คือเริ่มจากตะวันออกกลางข้ามมหาสมุทรอินเดีย เข้าช่องแคบมะละกามาที่สิงคโปร์และใช้เรือขนาดเล็กหรือปานกลางขนส่งจากสิงคโปร์ เราใช้เส้นทางในอ่าวไทยมาที่โรงกลั่นหรือคลังเก็บในประเทศส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเมื่อผ่าน ช่องแคบมะละกาและเข้าอ่าวไทยตกมายังโรงกลั่น หรือโรงเก็บในประเทศ ซึ่งกล่าวโดยสรุป จุดล่อแหลมที่จะทำให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงักก็จะมีทั้งที่แหล่งผลิตคือที่ตะวันออกกลางเอง ที่สถานการณ์ก็ยังไม่ค่อยจะสงบทีเดียวนัก ที่ช่องแคบมะละกาที่เป็นจุดที่ทั่วโลกต่างวิตกกังวล กันมาก ทั้งในเรื่องอุบัติเหตุเรือชนกัน ขวางร่อง น้ำมันรั่วไหล โจรสลัด การก่อการร้าย หรือการขู่ว่าจะก่อการร้าย ทุกวันนี้มีเรือผ่านช่องแคบมะละกาวันละประมาณ ๙๐๐ ลำ หรือทุก ๆ ๑.๖ นาที ณ จุดหนึ่ง ๆ ในช่องแคบต้องมีเรือผ่าน ๑ ลำ และในจำนวนนี้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรือน้ำมัน และที่สำคัญอีกก็คือในอ่าวไทยเราเองซึ่งมีลักษณะเป็นก้นถุงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และแหล่งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงกลั่นและคลังน้ำมันใหญ่ ๆ จะอยู่ที่ก้นอ่าวก้นถุงลึกที่สุด ปากอ่าวหรือปากถุงเป็นที่ตั้งของประเทศเพื่อนบ้านทั้งซ้ายและขวา กว้างสุดก็เพียงประมาณ ๓๐๐ ไมล์ทะเล ก็พร้อมที่จะถูกปิดอ่าวหรือปิดปากถุงได้โดยง่าย หากเกิดสงครามหรือมีเหตุ ขัดแย้งพิพาทกัน แต่ถ้ากำลังทางเรือของเราไม่สามารถเปิดอ่าวได้และควบคุมทะเล ให้เรากลับมาใช้เส้นทางขนส่งลำเลียงได้อย่างปกติแล้ว ภายในจำนวนวันที่เราสำรองน้ำมัน ทางยุทธศาสตร์ไว้ประเทศเราจะเป็นอัมพาต เศรษฐกิจหยุดชะงัก จนกระทั่งถึงขั้นพังพินาศ ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งความจริงแล้วในสภาวะนี้ไทยเราก็เคยโดนมาเมื่อครั้ง สงครามโลก ครั้งที่ ๒ เมื่อถูกปิดอ่าวไทยโดยเรือดำน้ำและเครื่องบินวางทุ่นระเบิด จากสัมพันธมิตร เรือสินค้า เรือน้ำมันหยุดการขนส่ง ต้องใช้เรือกองทัพเรือเข้าช่วย

ที่เรียนมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือเกิดเหตุฉุกเฉินยามสงคราม แต่ละประเทศเขาจะมีปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ไว้ ของไทยเท่าที่ทราบตัวเลข ล่าสุดน่าจะไม่เกิน ๑ เดือน ซึ่งตัวเลขนี้ผมอยากให้คณะกรรมาธิการลองทบทวนว่าน่าจะทำ ให้ได้อย่างน้อยประมาณ ๔๕ วัน ถึง ๖๐ วัน หรือ ๒ เดือน จะเพิ่มขีดความสามารถการผลิต น้ำมันดิบในประเทศให้มากขึ้นได้ไหม หรืออีกประการถ้าทำได้อยากให้คณะกรรมาธิการ พิจารณาการขนส่งน้ำมันทางฝั่งทะเลอันดามันเป็นการสำรองไว้ด้วยในกรณีที่ช่องแคบมะละกา หรืออ่าวไทยใช้ไม่ได้ ปัจจุบันเราอยู่บนความเสี่ยง การขนส่งน้ำมันทางฝั่งอันดามันดังกล่าว เอาง่าย ๆ ก็คือว่าอาจจะเป็นทางท่อโดยต่อท่อจากฝั่งออกไปในทะเลที่น้ำลึก พอให้เรือใหญ่ เข้าเทียบเพื่อต่อท่อน้ำมันเข้าสู่โรงกลั่น หรือคลังพักน้ำมันบริเวณใกล้เคียง หรือเร่งรัดให้มี การสร้างท่าเรือใหญ่ที่มีขีดความสามารถในการขนส่งน้ำมันเพราะมีโรงกลั่นหรือคลังพัก บริเวณใกล้เคียงหรือขุดคลองเชื่อมกับฝั่งอ่าวไทย ผมขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณภัทรียา สุมะโน ครับ

นางภัทรียา สุมะโน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออภิปรายในกรอบการปฏิรูประบบ พลังงานในด้านการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงานของชาติ ท่านประธานที่เคารพคะ การพลังงานของชาติเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ของประเทศอย่างสูงยิ่ง ดิฉันจึงมีความเห็นใจ แล้วก็ชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้ใช้ ความพยายามในการปฏิรูประบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ สำหรับดิฉันมีความสนใจ ในด้านโครงสร้างระบบบริหารจัดการให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ได้พยายามคิดค้น ปรับปรุง เพิ่มเติม ตกแต่ง ต่อเติมอะไรต่าง ๆ มากมายในโครงสร้าง ขององค์กร สำหรับดิฉันนั้นสนใจในเรื่องของการเพิ่มกรมอีก ๑ กรมขึ้นมา นั่นก็คือ กรมอนุรักษ์พลังงาน ที่เสนอแยกจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทน ท่านประธานคะ ก่อนปี ๒๕๔๔ ประเทศไทยยังไม่มีกระทรวงพลังงาน เพิ่งตั้งขึ้นอย่างเรียบร้อยเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕ นี้เอง ก็คือ ๑๐ กว่าปีนี้เอง ภารกิจของกระทรวงนี้เป็นงานเฉพาะทาง ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะ บุคลากรต้องมีความรู้ความสามารถทางด้านนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นกระทรวงขนาดใหญ่ แล้วทั้งหมดนี้ก็มีเพียง ๖ หน่วยที่เป็นระดับกรมเท่านั้น แล้วก็ในการบริหารจัดการ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ของกระทรวงพลังงาน ดิฉันก็เห็นว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีปัญหามากมายที่ผ่านมา ในด้านพลังงาน ไม่ว่าจะน้ำมัน ก๊าซอะไรต่าง ๆ แต่กระทรวงนี้ก็ได้แก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ ผ่านมาได้ด้วยดี คือแล้วก็ไม่ใช่มีเพียงแค่กรม ๖ กรมนี้เท่านั้น ยังมีคณะกรรมการกำกับอยู่ในทุกขั้นตอน คณะกรรมการใหญ่ตั้งแต่ กพช. คือกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน กรรมการกองทุน เพื่ออนุรักษ์พลังงานและอื่น ๆ อีกหลายคณะกรรมการกำกับอยู่ ดังนั้นดิฉันจึงมีความเห็นว่า ในการที่จะเพิ่มองค์กรใหม่ขึ้นมาจะมีความจำเป็นหรือมีประโยชน์อะไรมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าท่านผู้ชี้แจง ขออภัยที่เอ่ยนาม คุณอัญชลี ชวนิชย์ ก็มิได้กล่าวถึงความจำเป็นหรือว่า ประโยชน์อะไร ดิฉันเข้าใจว่าเนื่องจากเวลาที่จำกัด แล้วยิ่งกว่านั้นเมื่อคุณอลงกรณ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็ได้พูดถึงการแยกกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็น ๒ กรม ก็กล่าวแต่เพียงว่าได้มีพระราชบัญญัติจัดแบ่งกรมทั้ง ๒ นี้ออกมา แล้วก็ไม่ได้ บอกว่า ออกมาแล้วเราจะได้อะไรบ้าง ทีนี้ในฐานะที่เป็นข้าราชการดิฉันเห็นมาตลอดว่า การที่จะตั้งกรมใหม่ขึ้นมา แบ่งแยกกรม ตัดต่อเอากรมมารวมกันหรือแยกกันเป็นเรื่องที่ ยุ่งยากมากมาย บางกรมในอดีตที่ผ่านมากว่าจะส่งมอบคน ทรัพย์สิน งาน กว่าจะส่งกันเป็นปี ๆ ซึ่งก็จะทำให้งานหยุดชะงัก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน มีส่วนงาน ในกำกับ ๑๕ สำนักกอง ภารกิจหน้าที่คือกำกับการอนุรักษ์พลังงาน จัดหาแหล่งพลังงาน พัฒนาทางเลือกการใช้พลังงาน ซึ่งภารกิจนี้ก็เอื้อกันอยู่แล้วประสานกันมาด้วยดี ดิฉันก็เลยมี ความเห็นว่า ยังไม่ได้คัดค้าน อยากจะให้มีการศึกษาให้ชัดเจนถึงประโยชน์ความจำเป็น ความคุ้มค่าที่ประเทศชาติจะได้รับจากการแยกกรมทั้ง ๒ นี้จากกัน

และนอกจากนี้ดิฉันก็มีข้ออีกนิดหนึ่งเวลาจะหมดแล้ว ในเรื่องสมัชชาพลังงาน ดิฉันเห็นด้วยที่จะมีตัวแทนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มาแสดงความคิดเห็นอะไรในเรื่อง ของทรัพย์สมบัติของชาติของเขา แต่ว่าการตั้งสมัชชาพลังงานขึ้นมาจำเป็นแค่ไหน เช่นเดียวกัน ดิฉันมองดูในโครงสร้างก็เห็นว่ามีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ใน ๒ คณะกรรมการ ใหญ่ของการพลังงาน แต่มีคำว่า สมัชชาพลังงาน ด้วย แต่ไม่ได้อธิบาย ดิฉันก็เลยไม่แน่ใจ ก็เลยคิดเสนอว่าขอให้เป็นการตั้งตัวแทนภาคประชาชนเข้ามาในคณะกรรมการระดับ นโยบายของการพลังงาน เห็นด้วยค่ะ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะตั้งเป็นสมัชชาใหม่ขึ้นมา ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณ อีก ๕ ท่าน คุณกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม คุณเขมทัต สุคนธสิงห์ คุณอนนต์ สิริแสงทักษิณ แล้วก็รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ เชิญคุณกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ก่อนครับ

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานกรรมาธิการ กระผม นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สมาชิก สปช. หมายเลข ๑๐ ผมเห็นด้วยกับกรอบปฏิรูปพลังงานที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะให้ประชาสังคม วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการ พลังงาน ซึ่งรวมถึงปิโตรเลียมและพลังงานอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากและผม คิดว่าคณะกรรมาธิการจะต้องทำงานเรื่องนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้มากที่สุด เพราะว่า กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่จะสนับสนุนการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศไทย เพราะในอดีตเรามีการต่อต้านจากคนกลุ่มนี้จำนวนมาก เพราะว่าเขาไม่มีส่วนได้เสีย ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ประการหลัก ๆ ก็คือว่าบทบาทของภาครัฐในการบริหารจัดการ ทรัพยากรปิโตรเลียมก็ดี หรือพลังงานก็ดี เราได้เคยพูดกันแล้วในตอนที่จะจัดสัมปทาน ฉบับที่ ๒๑ ว่าเราควรจะให้ภาครัฐเข้าเป็นเจ้าของในการบริหารจัดการปิโตรเลียม หรือพลังงานหรือไม่ ซึ่งก็มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป กระผมคิดว่าการบริหารจัดการที่ให้ภาครัฐเป็นเจ้าของกิจการโดยการผูกขาดนั้นจะเป็นการ นำมาสู่ซึ่งการทุจริตอย่างรุนแรงในอนาคต การใช้นโยบายประชานิยมที่เกิดขึ้น ผมอยากจะ ให้เปรียบเทียบกับต่างประเทศอยู่ ๒-๓ ประเทศ ยกตัวอย่างประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็น การให้สัมปทานกับเอกชนเป็นคนทำ กับประเทศที่ยึดเอาสัมปทานมาทำเอง เช่น เวเนซูเอลา บราซิล และมิพักผมขออนุญาตเอ่ยนามประเทศใกล้ของเราก็มีปัญหาเรื่องการทุจริตฉ้อฉล นำเงินไปใช้โดยรัฐบาล โดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเขาโดยไม่มีการตรวจสอบจาก ประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าถ้าหากเราจะให้เอกชนเป็นเจ้าของกิจการ เราก็อาจจะ ต้องจำกัด รัฐบาลถือหุ้นข้างมากแต่อาจจะยังไม่ถึงเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ให้เอกชน ผมหมายถึง ว่าประชาชน กองทุนวิสาหกิจชุมชนเป็นเจ้าของพลังงานเหล่านั้น เพื่อให้เขารู้สึกจะให้มี ความโปร่งใสในการทำงาน อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ประการที่ ๒ คือเรื่องของการให้ความช่วยเหลือกับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็น โจทย์ใหญ่ของสังคมไทย ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลหลายรัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมเพื่อให้ ซับซิดี (Subsidy) กับกิจการพลังงาน ผมคิดว่าถ้าเรามีความจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือ กับบุคคลเหล่านั้น แต่กระบวนการที่ผมอยากจะฝากก็คือว่าที่เราเสนอเรื่องของการปฏิรูปภาษีก็ดี ในเรื่องของการใส่รัฐธรรมนูญก็ดีว่าผู้เสียภาษีหรือประชาชนต้องแสดงรายได้ ผมอยากจะ ฝากท่านกรรมาธิการว่าการช่วยเหลือประชาชนควรจะมีการขึ้นทะเบียน มีสมาร์ท การ์ด (Smart card) จะได้รู้ว่าใครที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และหากสำหรับคนที่เสียภาษี ก็อาจจะมีมาตรการพิเศษที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เขาได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวประชาชนมาก ถ้าจะเซ็ท (Set) ระบบเรื่องข้อมูลข่าวสารที่จะมี เรคคอร์ด (Record) ของผู้เสียภาษีหรือผู้มีรายได้ก็จะช่วยได้อย่างยิ่ง

ประการที่ ๓ ผมเห็นด้วยในการควบรวมการไฟฟ้านครหลวงกับการไฟฟ้าภูมิภาค เข้าด้วยกัน ที่จริงผมอาจจะคิดว่าทำไมไม่รวมอีแกท (EGAT) เข้าด้วยกันด้วย ทำไมไม่รวมพวกนี้ เข้ามาด้วยกัน การจัดซื้อจัดจ้างจะได้ประหยัดงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก

เรื่องต่อมา เรื่องนี้ผมว่าสำคัญมาก คือเรื่องเกษตรพันธะสัญญาที่เราจะให้มี เกษตรกรรมทางเลือกเพื่อมาผสมพลังงาน ผมคิดว่าเรื่องเกษตรพันธะสัญญาเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งทางกรรมาธิการเศรษฐกิจที่เคยได้ไปพบที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่จังหวัดน่าน ที่อำเภอแม่แจ่ม มีการรุกล้ำป่าเข้าไป ถ้าจะทำเกษตรพันธะสัญญา ผมจำเป็นจะต้องให้ระมัดระวังว่า จะไม่มีการรุกล้ำป่าทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้น เกษตรพันธะสัญญาอาจจะเป็นประโยชน์ กับบริษัทใหญ่ ๆ แต่ผมคิดว่าถ้าทำเกษตรพันธะสัญญาในเรื่องเชิงพลังงานแล้วน่าจะให้ วิสาหกิจชุมชนก็ดี หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นผู้ทำ ไม่ใช่ให้บริษัทใหญ่ ๆ เป็นคนทำ เพราะถ้าให้บริษัทใหญ่ ๆ เป็นคนทำก็จะเกิดการรุกล้ำบุกป่าเข้าไป ซึ่งถ้าท่านรอฟังรายงาน จะเห็นว่าประเทศไทยสูญเสียป่าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน โดยเฉพาะ เรื่องข้าวโพดที่จังหวัดน่านและที่อำเภอแม่แจ่มซึ่งทางกรรมาธิการได้ไปดูมา เพราะฉะนั้น ๔ ข้อหลัก ๆ นี้ผมอยากจะฝากให้ท่านกรรมาธิการได้โปรดนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแผน จะได้ชัดเจนต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่ เคารพ กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม สปช. หมายเลข ๗๙ ความจริง กระผมเองเป็น ๑ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงาน แต่ว่าขออนุญาตใช้เวทีฟลอร์ (Floor) ที่นี่ไม่เกิน ๖ นาที ในการอภิปรายนำเสนอข้อมูลบางประการเพิ่มเติมที่ทาง คณะกรรมาธิการยังไม่ได้กล่าวถึง แต่ว่ากระผมพิจารณาแล้วถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากที่ เราจะต้องมีการปฏิรูปเพิ่มเติมอีกด้วย นั่นก็คือการบริหารจัดการบูรณาการการแก้ไข กฎหมายหรือว่าระเบียบต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานทดแทน ในการที่เราจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนใด ๆ นั้นมีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องมากมายเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผังเมือง พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับตัวพลังงานเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในพระราชบัญญัติกำกับกิจการพลังงาน พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติหรืออื่น ๆ ก็ตามที กระผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างเป็นเรื่องที่ผมเคยอภิปรายในที่ประชุม สปช. นี้มาบ้างแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องฟังแล้วขำ หัวเราะไม่หยุด แล้วก็เศร้าไม่หยุดเหมือนกัน ยกตัวอย่างว่าใครที่จะก่อสร้างระบบผลิต ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใด ๆ จะต้องดูว่าเข้าข่ายที่จะต้องขอใบอนุญาตจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือไม่ พระราชบัญญัติของโรงงานอุตสาหกรรมได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เขียนไว้บอกว่า การผลิตไฟฟ้าใด ๆ ที่มีขนาดเกินกว่า ๕ แรงม้าหรือประมาณสัก ๓.๗ กิโลวัตต์ ถือว่า เป็นโรงไฟฟ้าและถือว่าเป็นโรงงานจำพวก ๓ ที่จะต้องขอใบอนุญาต ตอนนี้เกิดเหตุการณ์ ประหลาด ๆ เกิดขึ้นแล้ว เราอยากจะก่อสร้างหรือว่าติดตั้งระบบโซลาร์ เซลล์ให้กับโรงเรียน ให้กับวัด ให้กับสถานที่ราชการ แต่ว่าใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๓๕ ของโรงงานอุตสาหกรรม เขียนไว้ ชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีโรงไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ในสถานที่ราชการ อยู่ใกล้โรงเรียน อยู่ใกล้วัด อยู่ในชุมชน อยู่ในบ้าน ห้ามเลย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรคเป็นอย่างยิ่ง ในกรณี ของการติดตั้งโซลาร์ รูฟ คือเอาแผงโซลาร์ เซลล์ไปวางบนหลังคานั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบออกมาแล้ว และกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกกฎกระทรวงแล้วบอกว่า ถ้าอย่างนั้นอยู่บนหลังคา ถ้าขนาดไม่เกิน ๑,๐๐๐ กิโลวัตต์ ยกเว้นว่าไม่ต้องไปขอใบ รง. ๔ แต่ตอนนี้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาว่าคนที่จะติดตั้งโซลาร์เพื่อบริจาคให้กับโรงเรียน ให้กับวัด ให้กับสถานที่ราชการนี้ต้องมีใบอนุญาต รง. ๔ และกระผมเองก็ประสบกับตนเองมา ไม่ใช่ เป็นเรื่องเล่าสนุก ๆ กระผมได้ลองติดตั้งระบบโซลาร์ให้กับโรงเรียนบางแห่ง แล้วก็ไปที่ การไฟฟ้าเพื่อขออนุญาตเชื่อมต่อ การไฟฟ้าบอกว่าต้องมีใบอนุญาตจากเรกกูเลเตอร์ หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เราก็ไปที่เรกกูเลเตอร์ เรกกูเลเตอร์บอกว่า ต้องมี รง. ๔ ขณะเดียวกันเรกกูเลเตอร์บอกว่าออก รง. ๔ ให้ไม่ได้เพราะอยู่ในโรงเรียน เพราะว่าอยู่ในวัดอะไรแบบนี้ เป็นต้น มันเดดล็อก (Deadlock) ไปหมดเลย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ มหัศจรรย์มากสำหรับประเทศไทย ขณะเดียวกันหลาย ๆ ท่านก็อาจจะได้ยินมาบ้างแล้วว่า รัฐบาลปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมได้ประกาศออกมาบอกว่าจะให้ส่งเสริมให้มี การก่อสร้างโซลาร์ ฟาร์ม (Solar farm) ขนาด ๘๐๐ เมกะวัตต์ ๘๐๐ เลย ๘๐๐ เมกะวัตต์นี้ จะต้องใช้ที่ดินประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ให้กระจายอยู่ในแปลงที่ดินของหน่วยงานราชการ ให้กระจายอยู่ในแปลงที่ดินของเกษตรกร แล้วก็ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม ก็มีระเบียบออกมาเลยว่า ต้องเป็นที่ดินที่อยู่ในหน่วยงานราชการเท่านั้นหรือเป็นที่ดินที่สหกรณ์ของภาคการเกษตร เขาเป็นเจ้าของ ตอนนี้ก็กลับมาเป็นคำถามแล้วครับ บอกว่า พ.ร.บ. โรงงานอุตสาหกรรม บอกว่าห้ามมิให้สร้างโรงงาน โรงไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ใกล้สถานที่ราชการ ๑๐๐ เมตร แต่ว่าในมติ ครม. มติ กพช. บอกให้สร้างโซลาร์ ฟาร์ม ๘๐๐ เมกะวัตต์ อยู่ในที่ดินของ หน่วยงานราชการเลย ขัดกันไหมล่ะครับ ตรงนี้คือเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าขอฝากให้ทางกระทรวงพลังงาน หรือว่ากระทรวงอุตสาหกรรมคงจะต้องประสานงานกันว่าจะต้องมีการยกเว้นหรือไม่ อย่างไร และนี่คือแค่เป็นอุทาหรณ์ว่าเราจะปฏิรูปเพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน ก็ขอบพระคุณ เมื่อสักครู่ท่าน สปช. ชิงชัยได้สนับสนุนเรื่องโซลาร์อยู่แล้ว คิดว่าการบูรณาการ พระราชบัญญัติระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องยังเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเขมทัต สุคนธสิงห์ ครับ

นายเขมทัต สุคนธสิงห์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการที่รักเคารพครับ ขออนุญาตให้ความเห็นเพิ่มเติมตามประเด็นการปฏิรูป ก็เรียนว่าท่านได้พยายามทำมา ผมก็คิดว่าเยอะมากเท่าที่เคยเห็นมา แต่อยากจะให้ความเห็น และข้อสังเกตอย่างนี้ ประเด็นที่ ๑ กับประเด็นที่ ๒ คือการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียม และโครงสร้างเชื้อเพลิงกับโครงสร้างบริหารจัดการ คือขณะที่ในอนุกรรมาธิการเองก็ยังมอง เรื่องจะจัดราคากันอย่างไรนี้ จริง ๆ ผมอยากจะเสนอว่ามันไม่มีจุดลงตัว เพราะว่าประเทศไทยนั้นราคาพลังงาน กับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประชาชนหรือผู้บริโภคมันไม่ค่อยไปด้วยกัน ความหมาย ก็คือพอราคาพลังงานถูก ผู้บริโภคก็จะใช้โดยที่ไม่ระมัดระวัง พอพลังงานแพงก็จะกลับมา ระมัดระวัง ท่านอนุกรรมาธิการคงทราบดี แต่ว่าก็อยากจะเรียนเพื่อนสมาชิก ประเทศไทย ใช้พลังงาน ๑๗-๑๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มานานมากแล้ว วันนี้ก็ยังน่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่ แม้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลง เรานำเข้าพลังงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปเชื้อเพลิง หรือรูปพลังงานไฟฟ้านี้ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าทั้งหมด ไม่แน่ใจว่าปีนี้ลดลงหรือยัง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราไม่มองเชิงวิชาการว่าเราจะทำราคาพลังงานให้มันสมดุล กับประสิทธิภาพการใช้พลังงานในเชิงเศรษฐศาสตร์ ถ้าไม่ทำตรงนี้เราก็จะเจอปัญหาที่มันวน ไม่รู้จักจบ ตอนนี้ดีขึ้น หลายปีมาแล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจมันไม่เป็นสัดส่วนกับการเติบโต การใช้พลังงาน เนื่องจากการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในต่างประเทศนั้น เรื่องของ ความมั่นคงทางพลังงานกับเรื่องของราคานั้นเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาแล้วก็มองสัมพันธ์กัน ในส่วนของโครงสร้างการบริหารจัดการนั้นคงต้องดำเนินการทำวิจัยเชิงนโยบายเรื่องการ ใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพที่ท่านอลงกรณ์พูด ผมคิดว่าขณะนี้ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น โรงงานอุตสาหกรรมก็ดี หรือประชาชนผู้บริโภคนี่ยังสามารถจะเพิ่มประสิทธิภาพ หรือว่า ลดความสูญเสียของการใช้พลังงานได้มากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราไม่เคยทำ เพราะว่า อย่างที่ผมกราบเรียนว่าถ้าราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจะเป็นเพราะว่าเป็นบวกต้นทุน คือคอสท์ พลัส (Cost plus) เราก็ออกมาโวยกันที พอราคาถูกก็หันกลับไปใช้ ทำไมเราไม่มาทำงาน วิจัยที่จะทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยเพื่อที่จะหาแหล่งพลังงานใหม่ เรื่องของการที่จะทำให้ ๓ การไฟฟ้ามารวมกัน แล้วก็แต่ละแห่งก็เป็นเพียงหน่วยธุรกิจ หรือบิซิเนส ยูนิต (Business unit) อันนี้มันก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขออนุญาตไปปฏิรูปที่ ๓ เรื่องกิจการไฟฟ้า ขอเรียนเพิ่มเติมนิดเดียวครับ ประเทศไทยยังมีโอกาสมากสำหรับการทำโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่เราเรียกว่า โลว์ เฮด (Low head) ระยะสูงไม่เกิน ๒๐ เมตร โดยการทำเป็นฝายน้ำล้น เมืองไทยนี้ฝนตก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เก็บไว้ใช้จริง ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร อีก ๖๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลทิ้งหมดครับ แล้วเราก็ไม่เคยทำฝายน้ำล้นมาเก็บกัน เพราะเรามองแต่จะไปทำเป็นเขื่อน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อวันนี้เทคโนโลยีมี โลว์ เฮด เทอร์บาย (Low head turbine) ขนาดสัก ๕ เมตร เราจะทำได้เยอะ แล้วก็จะเป็นแก้มลิงที่เก็บน้ำไว้ใช้ เพื่อการเกษตรได้อีกมาก

เรื่องของถ่านหินที่เมื่อสักครู่ท่านอนุกรรมาธิการได้พูดไปแล้ว วันนี้เรียนยืนยันว่า ถ่านหินสะอาด มีอีกจุดหนึ่งซึ่งน่าสนใจ เรื่องการบริหาร ตอนนี้เรามีเอกชนที่ลงทุน ทำพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่นทำโมลาส ผลิตได้มากเป็นหลักเมกะวัตต์ แต่จ่าย เข้ากริดไม่ได้ เพราะไม่ยอมให้จ่าย เตรียมไปสำรองไว้สำหรับที่จะเอากริดเข้ามาจาก ทางประเทศลาว เราควรจะทำก่อน ไม่ควรจะไปคอย วันนี้มีอยู่จริง ๆ แล้วก็ ๓ การไฟฟ้านี่ละ คือตัวที่รักษาผลประโยชน์ของตัวเองโดยที่ไม่ได้มองถึงผลประโยชน์ส่วนใหญ่ ขอความกรุณา ช่วยดูตรงนี้ ในเรื่องโครงสร้างไฟฟ้าและการบริหารจัดการ

เรื่องสุดท้าย เรื่องพลังงานทดแทนที่ท่านอนุกรรมาธิการได้พูดไป ผมคิดว่า กองทุนอนุรักษ์พลังงานเรายังใช้ได้ไม่ชัดเจน ใช้ได้ไม่เต็มที่ เราไม่ได้ดูเรื่องการใช้พลังงานชีวมวล อย่างจริงจัง เราสามารถจะพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยได้เอง แต่เราก็มุ่งหวังแต่จะไปซื้อ จากต่างประเทศ ระบบผลิตไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid) คือใช้ไบโอแมส ใช้พลังงานน้ำ ใช้แสงอาทิตย์ เป็นเรื่องที่ดี เรื่องปฏิรูปพลังงานที่เมื่อสักครู่ท่าน สปช. ได้พูดไป ผมสนับสนุนเต็มที่ เรามีปัญหาด้านกฎหมายมากเหลือเกิน เพราะกฎหมายเราวิ่งไม่ทันเทคโนโลยี การที่จะมา ออกกฎหมายเรื่องโรงงงานอุตสาหกรรมโดยที่ไม่มีมลภาวะเลยจากแสงอาทิตย์ แล้วเสร็จแล้ว ก็บอกไม่ให้ทำ แล้วก็ทำตามตัวกฎหมาย แล้วประเทศพัฒนาไม่ได้ควรจะต้องปฏิรูป อย่างจริงจัง ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอนนต์ สิริแสงทักษิณ ครับ

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมขอสนับสนุนกรอบแนวคิดการปฏิรูปพลังงาน ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอมาทั้งหมดครับ ผมอยากจะขอเสริมเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องของ นโยบาย แล้วก็การจัดสรรและการกำหนดราคาแอลพีจี ท่านประธานครับ เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว เราชื่นชมกับคำว่า โชติช่วงชัชวาล เราได้มีการพัฒนาแก๊สธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมา แล้วก็ ทำให้ประเทศของเราได้อาศัยแก๊สธรรมชาติที่สร้างอุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี แล้วก็ทำให้เกิดการขยายผลการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง จนเป็น ที่กล่าวขาน แล้วก็หลายประเทศอยากจะลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศ เพื่อนบ้านของเรา เราสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแก๊สธรรมชาติและก่อให้เกิด อุตสาหกรรมต่อเนื่อง แล้วก็สร้างรายได้ แล้วก็การจ้างงานอย่างมากมาย โดยการแยกเอาก๊าซ ส่วนที่เป็นประโยชน์มาเป็นวัตถุดิบให้กับปิโตรเคมีที่เราพูดกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซแอลพีจี วันนั้นเราได้เชื้อเชิญเอกชน แล้วก็นักลงทุนต่างชาติให้นำเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูงเข้ามา โดยรัฐให้หลักประกันว่าเราจะจัดหาวัตถุดิบให้ในราคาที่เป็นธรรม สถานการณ์วันนี้ กลับตาลปัตร เรามีการบริโภคก๊าซแอลพีจีมากขึ้นเนื่องจากว่าราคาแก๊สแต่เดิมมีการกำหนด ราคาต่ำกว่าราคาตลาด แล้วก็บิดเบือนอย่างมาก ทำให้เกิดมีการลักลอบก๊าซแอลพีจีส่งออก ไปประเทศเพื่อนบ้าน มีการนำก๊าซแอลพีจีมาใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคขนส่ง อันนี้ก็เป็นการสร้างภาระแล้วก็สร้างให้เกิดความต้องการในเรื่องของ การบริโภคแอลพีจีมากขึ้นเกินความจำเป็น ท่านประธานครับ พอถึงวันนี้มีท่านสมาชิกบางท่าน จะเสนอขอเปลี่ยนกติกาการจัดสรรซึ่งแตกต่างไปจากที่รัฐบาลได้มีความพยายามจะสร้าง ความเป็นธรรมในเรื่องการกำหนดราคาเเอลพีจีเพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายได้รับการจัดสรรอย่างเป็นธรรม โดยกำหนดเป็นระบบราคาเดียว ซึ่งวันนี้ก็ถือว่าได้มีการแก้ไขปัญหาแล้วระดับหนึ่ง ผมเอง คิดว่าสิ่งที่เรามองแตกต่างกันในปัจจุบันน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนโยบายสาธารณะ เรามองว่ากิจการพลังงานทั้งหมดนั้นเป็นกิจการสาธารณูปโภค หรือว่ากิจการพลังงาน บางส่วนเป็นกิจการสาธารณูปโภค บางส่วนเป็นกิจการที่จำเป็นที่จะต้องอาศัยระบบตลาด และการแข่งขัน ถ้าตราบใดเรายังไม่สามารถแยกแยะใน ๒ เรื่องนี้ออกจากกัน ก็ยังจะต้องมี เรื่องที่จะต้องโต้เถียงและโต้แย้งกันอีกมากมาย ผมเองมีความเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ทำความเข้าใจกับเพื่อน ๆ สมาชิกและกับประชาชนโดยทั่วไป เมื่อกิจการใดเป็นกิจการ สาธารณูปโภคก็จะต้องมีการดูแล กำหนดราคา มีการกำกับโดยรัฐ แล้วก็ให้มีการใช้ ในภาคประชาชนอย่างทั่วถึง กิจการที่มีการแข่งขันจำเป็นต้องใช้ระบบตลาดเชื่อมโยง กับระบบตลาดของโลก แล้วก็ต้องมีการกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมว่าราคาจะต้องมี การเคลื่อนไหวตามกลไกของตลาดและตามกลไกของราคาตลาดโลก ผมเองมีข้อเสนอในเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของโครงสร้างและการจัดสรร มันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องแนวคิดในเรื่องของการจัดการนโยบายสาธารณะครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ครับ

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. หมายเลข ๒๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องพลังงานเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าเป็นสิ่งที่ประชาชน พี่น้องชาวไทยต้องอยู่กับสิ่งนี้ พลังคือแรง แรงที่จะทำงานได้ มีหลายอย่าง น้ำมัน แก๊ส พลังงานทดแทนไม่ว่าแสงอาทิตย์ ไม่ว่าพลังน้ำหรือชีวมวล ชีวภาพ อะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงทำให้ประเทศชาติเราได้ก้าวไปข้างหน้าและมี ความเป็นอยู่ที่เป็นสุขและสะดวกสบาย แต่ว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ก็บอกกันว่า พลังงานที่ได้ มาจากน้ำมันและแก๊สนั้นแพงเหลือเกินครับ นี่คือคำที่สะท้อนออกมาจากสังคม ทำไม ถึงแพงเหลือเกินเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เหมือนกับที่ สปช. บางท่านได้พูดว่าเพราะอะไร ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย ๒๙ ของเรา ๓๕ ๓๖ ข้อต่างตรงนี้ทำไมต่างมาก ทั้ง ๆ ที่อยู่ ไม่ไกลกัน ชายแดน ผมเองขับรถที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาก็มีล่ะครับ ที่ไม่เติมน้ำมันไทยก็มี เติมน้ำมันอื่น เป็นเพราะว่ามันมีอยู่ในตลาด อันนี้คือความจริงที่พูดกันอยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็คงจะต้องหาลู่ทางทำอย่างไรให้พี่น้องชาวไทยเราได้ใช้น้ำมันที่ไม่แพงอย่างที่ว่า แล้วทำไมถึงแพง เมื่อครู่ผมได้ยินท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่าที่ผ่านมาบิดเบือนความจริง ในเรื่องราคาของพลังงานก็คงจะเป็นเรื่องของน้ำมันและแก๊ส เข้าใจว่าอย่างนั้น ทีนี้บิดเบือน ที่ว่านี้คือบิดเบือนในทางที่สูงขึ้นหรือว่าลดลง หรือไม่เป็นจริงหรือเปล่าตรงนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะต้องฝากคณะกรรมาธิการได้ช่วยศึกษา แล้วหาความจริงว่า ที่บิดเบือนราคาที่ว่า บิดเบือนราคาอย่างไร แล้วทำอย่างไรให้ราคาเป็นจริงจากต้นทุนเท่านี้ แล้วอย่าเอากำไรมากนัก ให้พี่น้องประชาชนได้เป็นอยู่อย่างมีความสุขบ้าง เพราะน้ำมัน และแก๊สสูงทำให้ประชาชนพี่น้องเราไม่ค่อยมีความสุข เพราะสิ่งอื่นมันราคาสูงตาม ข้าวแกง ๑ จาน เกิดจากพลังงานน้ำมันหรือแก๊สนี่ล่ะ ผมไปที่บ้านบ้านหนึ่งที่อำเภอลานสกา เขาเลี้ยงหมูเยอะ แล้วเขาเอาพลังงานจากขี้หมูนะ เขาว่าอย่างนั้น ที่เป็นแก๊ส แล้วทำอาหารให้พวกเรา รับประทาน ผมเองไปเห็นผมก็ชื่นใจว่านี่พลังงานเกิดจากชีวภาพ ชีวมวลซึ่งทำได้ อันนี้ทำให้ ประหยัด เพราะฉะนั้นเรื่องน้ำมันกับเรื่องแก๊สจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องฝากคณะกรรมาธิการว่า ทำอย่างไรให้ราคาไม่สูงอย่างที่เป็นอยู่ แล้วก็ดีใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้ลดราคา ไปพอสมควรแล้วในช่วงที่ผ่านมา นั่นคือสิ่งหนึ่งที่คืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ผมได้อ่าน รายงานที่คณะกรรมาธิการได้ทำไว้ ผมก็ต้องขอบอกว่ารอบด้าน มีอะไรละเอียดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้พี่น้องประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมและมีสิ่งที่เขียนแล้วผมค่อนข้างชื่นใจ บอกว่า เสมอภาค โปร่งใส น่าเชื่อถือ รักษาสิ่งแวดล้อม ประชาชนมีส่วนร่วม อันนี้ชัด เป็นสิ่งที่ผมว่าถ้าเป็นได้อย่างนี้ประเทศไทยคงจะมีความสุขขึ้นเยอะ หรือบอกว่าลด และกำกับกิจการที่ผูกขาด ทำให้มีการค้าเสรีและมีการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม ถ้าได้อย่างนี้ละครับ ท่านคุรุจิตครับ พี่มนูญครับ ผมว่าประเทศไทยมีความสุข ถ้าได้ตามที่ว่านี้ หรือข้อที่ ๒.๔ ให้ประชาชนมีสิทธิ มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงาน รวมทั้งติดตามตรวจสอบและกำกับการดำเนินงานนโยบายของรัฐ ถ้าเป็นจริงได้ ตรงนี้ คือสิ่งที่จะมีความสุขแน่นอน เพราะราคาน้ำมันและแก๊สก็คงจะไม่แพง ส่งเสริมบทบาทของ ประชาชน ชุมชนให้เป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิต และผู้จำหน่ายพลังงาน นี่เป็นประโยคที่ทำให้ผม รู้สึกชื่นใจ สบายใจ ว่าต่อไปนี้เรื่องพลังงานของประเทศไทยก็คงจะไม่แพงแล้วล่ะ ให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ติดตาม ตรวจสอบ กำกับ เลือกใช้ เชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ในการผลิตไฟฟ้าอย่างสมดุล สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่น่าจะเป็นน้ำทิพย์ ชโลมใจผมว่า ถ้าปฏิบัติได้ประเทศไทยเราคงมีความสุข และข้อความที่เราได้รับทราบว่า คืนความสุขให้กับประชาชนต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจาก พลังงานทั้งสิ้น โดยเฉพาะน้ำมันและแก๊สที่ว่านั่น นี่คือสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะขอฝากเอาไว้

ทีนี้เรื่องการผลิตที่บอกในนั้นว่าเรื่องของต้นน้ำ ปลายน้ำ กลางน้ำ อันนี้ ก็บอกว่าตอนต้น ตอนดำเนินการและตอนปลาย อันที่จริงไม่ต้องใช้ว่าต้นน้ำ ปลายน้ำ หรือกลางน้ำก็ได้ อันนี้เป็นศัพท์ของลุ่มน้ำ เราก็ใช้ว่าตอนเริ่ม ตอนดำเนินการและตอนปลาย ก็ได้ ใช้ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนชินแล้วล่ะครับ บางทีก็กลายเป็นคำที่ไม่จำเป็นไปก็มี เอาล่ะครับ เริ่มต้น ดำเนินการและตอนปลาย สรุปให้มันดีที่สุดและต้นทุนเท่าไรกับการที่เรา จำหน่ายนั้นให้สอดคล้องกัน ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ช่วยร่างที่ออกมานี้ดีมากครับ ผมขอชื่นชมและอย่างไรก็ขอให้เป็นไปตามที่เขียนเอาไว้อย่างนี้ก็จะดีที่สุดครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านครับ พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ คุณพิสิฐ ลี้อาธรรม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ คุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง แล้วก็รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ เชิญ พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ก่อน

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดมุกดาหารครับ จากการที่ผมได้ศึกษารายงาน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน วาระที่ ๑๐ ระบบพลังงาน มีอยู่ ๔ ประเด็นการปฏิรูป ระบบพลังงานของไทย ใจจริงแล้วผมชื่นชมมาก ๔ ประเด็นนี้ คือทรัพยากรปิโตรเลียม และโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง จากในอดีตที่ผ่านมาผมไม่เคยรู้ราคาพลังงานว่าต้นทุนอย่างไร กำไรอย่างไร เพิ่งมารู้ในวันนี้ครับ ๒. โครงสร้างระบบบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงานของชาติ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อก่อนก็ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนบ้าง แต่มารู้ความจริงในวันนี้ และ ๓. กิจการไฟฟ้า ๔. พลังงานทดแทนและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่ใจจริงผมแล้ว ผมคิดอย่างนี้ว่าพลังงานเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และสำคัญต่อประเทศชาติ สิ่งที่ท่านคิดในวันนี้ ประเสริฐสุด แต่ในอนาคตต่อไปผมกลัวว่าจะไม่มีความมั่นคง ก็คืองานที่เราทำนี่กลัวรัฐบาล ชุดต่อไปจะไม่นำมาปฏิรูป จะไม่มีการปฏิรูปต่อ จะไม่มีความยั่งยืน ไม่มีความมั่งคั่ง ถ้าเกิด ทำได้ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานคิดขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ผมคิดว่าประเทศไทยของเรา คงจะมีความมั่นคงในด้านพลังงาน ประชาชนมั่งคั่ง ประเทศร่ำรวย แล้วก็ร่ำรวยแบบยั่งยืน

สิ่งที่ผมจะขอฝากกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานคือพลังงานไฟฟ้า เท่าที่ผมทราบก็คือกากน้ำตาลซึ่งได้จากอ้อยก็มีประโยชน์ สามารถที่จะทำแก๊สผลิตไฟฟ้าได้ ในขณะนี้มีประชาชน นักธุรกิจหลายคนคิดที่จะตั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายให้กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่ว่าก็ยังติดขัดในเรื่อง ใบอนุญาตการให้สร้างโรงงานไฟฟ้าที่ผลิตแก๊สจากกากน้ำตาล แล้วก็อันที่ ๒ หญ้าเนเปียร์ (Napier) ก็ผลิตแก๊สได้ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ มูลสัตว์หรือมูลสุกรก็ผลิตแก๊สหุงต้มได้ ถ้าเกิดเลี้ยงหมู หรือเลี้ยงสุกรเยอะ ๆ นี้ ขี้หมูก็สามารถที่จะไปผลิตแก๊ส แล้วก็สามารถที่จะ ใช้ในการหุงต้มได้ อัดถังจำหน่ายได้ หรือว่าผลิตไฟฟ้าได้ แต่คิดว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะสนับสนุนหรือไม่เวลาขอใบอนุญาต กระทรวง อุตสาหกรรมจะอนุญาตให้ตั้งโรงงานหรือไม่ อันนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ต่อไปแสงอาทิตย์ ลม แล้วก็ผลิตภัณฑ์จากพืช ยกตัวอย่างเช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวพวกนี้ สามารถที่จะผลิตแก๊ส เพื่อจะใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไปได้ อันนี้ก็อยากจะให้ทางรัฐบาลชุดนี้หรือว่าชุดต่อ ๆ ไปได้ สนับสนุนส่งเสริมพี่น้องประชาชนในการที่จะผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

สิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะเสนอแนะอีกอย่างหนึ่งก็คือ การสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่นำร่องในการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง ผลิตกระแสไฟฟ้า เขื่อนนี่ ผมคิดว่าอย่างนี้ มันได้ประโยชน์หลายอย่าง เขื่อนแม่น้ำโขง ในขณะนี้ประเทศลาว เขากำลัง ก่อสร้างเขื่อนไซบุรี แม่น้ำโขง แต่คนไทยเราก็ไปต่อต้าน แต่ไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่ในการ ต่อต้าน เพราะฉะนั้นในอนาคตถ้าเกิดประเทศลาวสร้างเขื่อนไซบุรีเสร็จก็จะไปสร้าง เขื่อนปากเซอีก เขาก็มีโครงการที่จะสร้างเขื่อนเช่นเดียวกันของประเทศลาวนี่ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเป็นไปได้ประเทศไทยเราก็ควรจะมีการประสานหรือปรึกษาหารือกับประเทศลาว ว่าเราควรจะสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงร่วมกันดีไหม คือเขื่อนนี้มันได้ประโยชน์ ๖ ประการ

ประการที่ ๑ คือได้พลังงานไฟฟ้า

ประการที่ ๒ คือได้ถนนเชื่อม ๒ แผ่นดินโดยที่ไม่ต้องไปสร้างสะพาน

ประการที่ ๓ ได้แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

ประการที่ ๔ ได้ประมงน้ำจืดขนาดใหญ่

ประการที่ ๕ ได้แหล่งท่องเที่ยวของ ๒ ประเทศ

ประการที่ ๖ ประชาชนทั้ง ๒ ประเทศเกิดความรัก ความสามัคคีซึ่งกันและกัน อันนี้ผมคิดว่าอนาคตภายใน ๒๐ ปีข้างหน้า ตามความคิดของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ในครั้งนี้ ผมคิดว่าควรจะมีการต่อยอดของภาครัฐบาลต่อไปครับ กราบขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกหมายเลข ๑๕๗ ก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานที่ได้นำเสนอ กรอบและหลักการปฏิรูประบบพลังงานที่ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ ครบถ้วน ที่กระผม จะขออนุญาตใช้เวลาของท่านสมาชิกในการอภิปรายจะมี ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก ก็จะเป็นเรื่องที่ท่านกิติพงศ์ก็ได้พูดไว้แล้ว ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็คือเรื่องของพืชเกษตรที่ในภาคเหนือ ขณะนี้มีปัญหาอย่างมากในเรื่องของปัญหาหมอกควัน ที่กระผมได้เคยพูดในที่ประชุมแห่งนี้แล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้เห็นช่องทางว่าจริง ๆ เรื่องนี้ เรื่องของการปฏิรูประบบพลังงานน่าจะมีบทบาทได้ในการที่จะให้เกษตรกรที่มีการเพาะปลูก ข้าวโพด ซึ่งขณะนี้มีประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ด้วยกัน แล้วก็มีซังข้าวโพด มีต้นข้าวโพด ที่ต้องเผาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหามลพิษหมอกควันในจังหวัดภาคเหนือต่าง ๆ ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งเดือนมีนาคมด้วย ซึ่งถ้าเรื่องนี้ทางพลังงานมีวิธีการนำเสนอ แทนที่จะเป็นแค่การส่งเสริมพัฒนาอย่างเดียว แต่ให้มีการจัดให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แล้วก็นำสิ่งเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิงก็จะเป็น อานิสงส์อันใหญ่หลวงแก่ชาวจังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้มีความทุกข์มากในเรื่องนี้ แล้วก็ เป็นมาทุกปี แล้วก็เชื่อว่าในเดือนมีนาคมปี ๒๕๕๙ จะต้องเกิดอีก จึงขอเรียนในที่แห่งนี้ว่า ถ้าเรื่องนี้ได้มีการนำเสนอเป็นการเฉพาะเจาะจงให้ชัดเจนว่าจะจัดให้มีการสร้างโรงไฟฟ้า ขนาดเล็ก หรือเพื่อที่จะซื้อซังข้าวโพดต้นข้าวโพดมาใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงก็จะเป็นการช่วย เป็นอย่างมากเพราะความเสียหายนี้คิดเป็นตัวเงินที่คำนวณคร่าว ๆ ก็ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากรัฐจะต้องซับซิไดซ์ (Subsidize) บ้างบางส่วนก็น่าจะคุ้ม อันนี้ไม่รวมไปถึง ความเสียหายอันเนื่องมาจากเรื่องของสุขภาพและอนามัยของผู้คนจำนวนเป็นล้าน ๆ คน ในจังหวัดภาคเหนือ นั่นประการหนึ่งที่ขออนุญาตจะพูดในเรื่องนี้

ขณะเดียวกันอีกเรื่องหนึ่งที่น่าคิดก็คือเรื่องของการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งขณะนี้ก็เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าเกิดทางฝั่งพลังงานจะได้ นำเสนอด้วย แล้วก็ลองคิดคำนวณดูว่าจะต้องมีการชดเชยแค่ไหน เพราะถ้าเอาแค่กลไก ตลาดคงจะไม่คุ้มไม่มีใครยอมสร้าง แต่ถ้าจะต้องมีครอส ซับซิดี (Cross subsidy) กันก็น่าจะ เกิดได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่หนึ่งที่กระผมขออนุญาตเรียน

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่จริง ๆ แล้วผมอ่านดูในรายงานท่านมีปรากฏอยู่ใน เอกสาร แต่น่าเสียดายตอนที่ท่านนำเสนอโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่นำเสนอเรื่องของหมวดที่ ๓ ว่าด้วยไฟฟ้า ไม่ได้มีการพูดถึงในเรื่องนี้ในเอกสาร แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากก็คือ เรื่องของดีมานด์ เรสพอนซ์ โปรแกรม เพราะขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องไฟฟ้าสูงมาก มีการใช้อย่างเดือนที่ผ่านมา สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีตัวเลขว่าประเทศไทยมีการใช้เป็นสถิติสูง เป็นประวัติการณ์ และที่ผ่านมาหลายปีนี้เราไม่ได้มีการสร้างโรงไฟฟ้าอีกเลย ประเด็นนี้ก็คือ เราอาจจะเกิดปัญหาแบบฟิลิปปินส์ที่จะต้องมีการผลัดเปลี่ยนกันปิดไฟฟ้าในบางพื้นที่ ถ้าหากเหตุการณ์นั้นมาถึงก็จะเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง แต่ระบบ ดีมาน เรสพอนซ์ (Demand response) เป็นระบบที่เขาใช้ในการบริหารจัดการ ไม่ใช่ระบบบังคับ เป็นระบบโวลันทารี (Voluntary) เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ถึงแม้ว่าจะมีปรากฏอยู่ในหมวดที่ ๔ ของท่านอลงกรณ์ แต่ผมเสียดายที่ในหมวดที่ว่าด้วยกิจการไฟฟ้ากลับไม่ได้พูดถึง ก็อยากจะ ขออนุญาตให้ท่านได้ดูแลเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญครับ เวลาที่เหลือผมขออนุญาตยกอีกประเด็นหนึ่งเป็นเรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องของกิจการน้ำมัน และปิโตรเคมีมีความเกี่ยวเนื่องกัน และประเทศไทยของเราก็มีการพัฒนาในเรื่อง อุตสาหกรรมนี้มาเป็นอย่างมาก แต่ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็มีการสร้างพื้นที่ ทางใต้สุดให้เป็นแหล่งที่จะผลิตแหล่งที่จะเป็นศูนย์พลังงานและปิโตรเคมี เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฝากเป็นประเด็นหนึ่งว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะต้องถูกกระทบอย่างไรถ้าเกิดมีการพัฒนาในประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้เกิดขึ้น ก็คงต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องมาช่วยกันคิด เพราะว่าเท่าที่อ่านจากเอกสาร ที่ท่านนำเสนอ ยังดูประหนึ่งเหมือนกับว่าเราจะนำพลังงานส่งออกนอกประเทศ ขออนุญาต เรียนแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสงขลา ขออนุญาตที่จะร่วมมีความเห็นกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานในวันนี้ ต้องขออนุญาตว่าอันดับแรกต้องขอชมเชยขอชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการที่ได้จัดทำรายงาน แล้วก็แบ่งภาคส่วนต่าง ๆ ออกมาได้เป็นอย่างดีมาก แล้วก็ได้ให้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์มาก ต่อการที่จะมองเห็นภาพของการพัฒนาพลังงานแล้วก็การปฏิรูปพลังงานในอนาคต ผมขออนุญาตจะไปที่กรอบหลักและผลผลิตของการปฏิรูปพลังงานของไทย ซึ่งอยู่ในหน้า ๗ ของแผ่นชาร์ท (Chart) ก็จะเห็นว่ามันมีส่วนสำคัญอยู่ส่วนหนึ่ง ก็คือได้แสดงให้เห็นว่า เราสามารถจะผลิตพลังงานจากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนชีวภาพได้ เต็มศักยภาพ ซึ่งในส่วนนี้ผมเรียนว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง จริงอยู่เรื่องพลังงานนั้น มันมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย เรื่องปิโตร เรื่องอื่น ๆ เรื่องพลังงานจากฟอสซิล แต่ว่าเรื่องที่ สำคัญก็คือถ้าหากว่าเราจะใช้ประโยชน์จากการที่เราอยู่ในพื้นที่ในภูมิศาสตร์ในสภาพที่เรามี ความพร้อมด้านของแหล่งพลังงานที่มาจากชีวภาพนี่ ผมคิดว่าเราควรจะต้องให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้และการปฏิรูปก็น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งในกรอบที่ ๔ ที่ได้เขียนไว้ก็ถือว่าที่ได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องการปฏิรูปพลังงานเอาไว้นั้น ผมขออนุญาตที่จะไปในกรอบย่อยที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่สำคัญที่อยากจะขอมีความเห็นแล้วก็พูดถึงสักเล็กน้อย โดยเฉพาะ ในข้อ ๒.๖ ข้อ ๒.๗ และข้อ ๒.๘ อยู่ในหน้า ๔ ซึ่งบังเอิญว่าผมได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับ เรื่องของการดำเนินการด้านพลังงานที่เกี่ยวกับไบโอเบสด์ (Bio-based) เพราะว่าในทางด้าน การศึกษาและในทางด้านการปฏิบัติงานก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับการผลิตทางเกษตร แล้วก็การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรไปสู่การเป็นไบโอเบสด์ เอ็นเนอร์จี (Bio-based energy) ก็เลยอยากจะมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า ในส่วนของพลังงานที่เกี่ยวข้องกับ พลังงานชีวภาพนั้นทำอย่างไรเราจะให้มีการพัฒนาศักยภาพของพลังงานจากไบโอเบสด์นี้ ได้เต็มศักยภาพจริง ๆ การที่พลังงานด้านไบโอเบสด์มันมีส่วนสำคัญอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนด้วย ของเกษตรกร ของพี่น้องเกษตรกรเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยที่สุดพืชหลัก ๓ พืชที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของพลังงาน ก็คือปาล์มน้ำมัน ซึ่งโดยเฉพาะผมมาจากทางใต้ ปาล์มน้ำมันถือว่า เป็นพืชหลักและพืชสำคัญตอนนี้ แล้วรัฐบาลเองก็ต้องการจะให้ปาล์มน้ำมันมาทดแทน ยางพาราด้วย พืชที่ ๒ ก็คืออ้อย ก็เป็นพืชสำคัญทางด้านการเกษตรและพืชที่ ๓ ก็คือ มันสำปะหลัง อาจจะมีพืชอื่นอยู่ด้วยที่เกี่ยวข้องกับไบโอเบส เอ็นเนอร์จี หรือพลังงานชีวภาพ แต่อย่างน้อยที่สุด ๓ พืชนี้เป็นพืชหลักที่มีการปฏิบัติอยู่แล้ว แล้วก็คงจะปฏิบัติต่อไป แต่ปัญหาสำคัญก็คือว่าเราไม่ได้มีการกำหนดแผนและกำหนดวิธีการ กำหนดการดำเนินงาน ที่จะทำให้เกษตรกรสามารถจะมีความมั่นใจได้ว่า เรื่องของการผลิตพืชที่เกี่ยวข้องกับ พืชพลังงานสามารถที่จะทำให้เขาอยู่ได้ในฐานะทางเศรษฐกิจและอยู่ได้ในฐานะที่เขาจะต้อง ดำรงชีวิตอยู่ด้วย อยู่กับการที่เขาจะต้องมีคุณภาพของชีวิตที่ดีด้วย เกษตรกรที่เกี่ยวข้อง กับปาล์มน้ำมันนั้นอาจจะอยู่ในฐานะที่ค่อนข้างดีกว่าเกษตรกรอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาของปาล์มน้ำมันก็จะตกต่ำอยู่เรื่อย ๆ หากว่ามีข้อยืนยันได้ในการที่จะต้องกำหนดว่า มีปริมาณการใช้ปาล์มน้ำมันมากน้อยแค่ไหนในการที่จะมาผลิตเป็นพลังงาน ก็จะทำให้ การผลิตพืชไม่ว่ามันสำปะหลังหรืออ้อยก็เช่นเดียวกัน จะทำให้คาดการณ์ได้และเกษตรกรเอง ก็จะมีความเชื่อมั่นขึ้น แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้มีการกำหนดที่ชัดเจน ราคาพืชเกษตรเหล่านี้ จึงผันผวนและถ้าหากว่าเอาเรื่องของพลังงานมาเป็นตัวหลักสำคัญก็จะทำให้การผลิตพืชเกษตร ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดำรงอยู่อย่างมีคุณภาพด้วย มีความมั่นคงในเศรษฐกิจ ก็เลยอยากจะขอให้มีการจัดทำแผนพลังงานพัฒนาเชื้อเพลิงที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๒.๖ ว่า มีการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพใน ๒๐ ปี อยากให้เป็นเรื่องที่จริงจัง แล้วก็มีความชัดเจน มาทำให้เกษตรกรหรือพี่น้องประชาชนคนไทยที่อยู่ในภาคเกษตร และมีส่วนสำคัญ ในการผลิตพืชเกษตร ๓ พืชนี้ซึ่งเป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับพลังงานได้มีความมั่นใจ แล้วก็สามารถ ที่จะกำหนดแผนการต่าง ๆ ในการผลิตพืชของเขาได้ อาจจะเป็นทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว คือ ๒๐ ปีที่ได้กำหนดไว้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วพี่น้องเกษตรกรซึ่งขณะนี้ก็มีอยู่ ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ แล้วก็เชื่อมั่นได้ว่า ครึ่งหนึ่งของเกษตรกรในบ้านเรา ตอนนี้ของ ๔๐ เปอร์เซ็นต์จะอยู่กับพืชหลัก ๓ พืชนี้ ในภาคใต้ก็จะเพิ่มมากขึ้นในเรื่องปาล์มน้ำมัน ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ไม่ต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากให้มีความชัดเจนในเรื่องของ การกำหนดแผนการผลิตและการใช้ประโยชน์จากพลังงานทางชีวภาพนี้

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ครับ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพอย่างสูง ท่านกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๑๕ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผม อยากจะพูดในวันนี้เกี่ยวกับเรื่องพลังงานนั้น หลายท่านได้พูดไปเกือบหมดคือพูดในเชิง สร้างสรรค์ แต่สิ่งที่ผมพูดผมพูดที่ปลายเหตุ ณ ปัจจุบัน ท่านต้องยอมรับความจริงว่า ณ ปัจจุบันนี้พลังงานเป็นตัวกำหนดราคา ไม่ว่าจะอาหารการกินหรือทุกชนิด น้ำมันแพง ราคาก็แพงไปด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ยินข่าวกันมามากโขมาหลายปีว่าคนไทยขายน้ำมัน ให้ประเทศเพื่อนบ้าน แต่คนไทยใช้น้ำมันแพง แต่เพื่อนบ้านใช้น้ำมันถูก อันนี้ข่าวเคยได้ยินกัน ท่านกรรมาธิการก็เคยได้ยินกันทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเคลือบแคลงสงสัยทั้งสิ้นเคลือบแคลงว่า การมีส่วนได้เสียในบริษัท ปตท. หรืออะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ใครบ้างครับผมอยากจะนำเรียน ด้วยความเคารพว่าท้องถิ่นที่ผมเป็นนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยนั้น การจัดเก็บภาษีกับปั๊มน้ำมันของ ปตท. เอง หรือของรัฐเองนั้นน้อยมาก ซึ่งเราเองนั้น พยายามที่จะสร้างความเป็นอิสระ ความมีความมั่นคงของท้องถิ่นในเรื่องของการเงิน แต่ ณ ปัจจุบันนั้นไม่ว่าจะเป็นเซเว่น อีเลฟเว่น หรือว่าร้านค้าปลีกย่อย ภาษีส่วนใหญ่บอกว่า อยู่ที่ส่วนกลาง ผมอยากจะถามกลับไปท่านกรรมาธิการครับ ในท้องถิ่นเองมี พ.ร.บ. ฉบับหนึ่ง ซึ่งห้ามผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นมีส่วนได้เสียโดยทางตรงหรือทางอ้อม แล้วกำหนดโทษอย่างหนัก แต่บอร์ด (Board) บริหาร ปตท. เองหรือกระทรวงพลังงานเอง ท่านเคยได้ยินข่าวไหมครับ ว่าเขาเหล่านั้นถือหุ้นใหญ่ ถือหุ้นเยอะ ถือหุ้นจำนวนมาก เมื่อประเทศชาติเกิดภาวะวิกฤติอย่างนี้ ออกไปแท็กซี่ แม่ค้าขายส้มตำอะไรต่าง ๆ บอกขายของไม่ดี เศรษฐกิจแย่ แต่กระทรวงพลังงานหรือผมไม่ได้กล่าวหา หรือบอร์ดบริหาร หรือพนักงาน แจกโบนัสกัน เงินเดือนสูงลิ่ว กลับไปคิดสิครับ ถามว่า ปตท. หรือกระทรวงพลังงานเป็นของรัฐบาล หรือไม่ แล้วท้องถิ่นผม ณ ปัจจุบัน ท่านประธานครับ จะกำหนดราคากลางอะไรขึ้นอยู่กับ ราคาน้ำมัน จริง ๆ ราคากลางผมมาจากกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นเล่มครับ ก่อนที่จะทำ แบบจัดซื้อจัดจ้างมาเป็นเล่ม แล้วเขาก็ปรับทุก ๕ ปี ๑๐ ปีให้เข้ากับสภาวะปัจจุบัน แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สั่งการลงมาว่าให้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน บังเอิญหลายเทศบาลหลายท้องถิ่นได้รับงบประมาณไป เพื่อจัดซื้อจัดจ้าง สร้างอาคารโรงเรียน หรือสร้างถนนหนทาง ปรากฏว่าไม่สามารถจ้างได้ ต้องรอปรับตามราคาน้ำมัน แล้วราคาน้ำมันครับขึ้นลงทุกวัน ปรับไม่ทันท่านประธานครับ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่สามารถให้ อปท. จัดซื้อจัดจ้างได้ทันท่วงทีแล้วอยากกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดผมอยากจะพูดสะท้อนไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เอา พ.ร.บ. ของถิ่นละครับไปบรรจุในกฎหมายลูกได้ไหมว่าผู้ที่เป็นบอร์ดบริหาร ปตท. ซูเปอร์ บอร์ด (Super board) อะไรต่าง ๆ ที่มีส่วนได้เสียหรือข้าราชการระดับสูงระดับล่าง ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินทุกคน ห้ามมีส่วนได้เสียโดยทางตรงหรือทางอ้อม ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ มันถึงมีความโปร่งใส แต่สุดท้ายครับ ราคาน้ำมันประชาชนไม่เคยรู้เลยว่าจะขึ้น จะลงตามราคาตลาดโลก ท่านสื่อ ให้ประชาชนตาดำ ๆ พวกชาวบ้านได้รู้ทุกเดือนได้ไหม วิธีสื่อเยอะแยะครับ แล้วเงินกองทุน น้ำมัน เงินที่ท่านเก็บภาษีจากพวกเราไปใช้อะไรบ้าง ท่านทำสิครับ เมื่อเข้าสู่ภาวะปฏิรูปแล้ว ทำเลยครับว่า ประชาชนต้องการอยากรู้ทำไมมันแพง เก็บภาษีเข้ากองทุนน้ำมัน เก็บภาษีไป อย่างนั้นอย่างนี้ ภาษีรัฐบาลเอาไปใช้เท่าไร แล้วหายไปไหน ประกาศสิครับ กระทรวงพลังงาน บอร์ดพลังงานปีนี้ไม่มีโบนัส เพราะคืนกำไรให้ประชาชน ลองทำดูสิครับ ผมว่าไม่ใช่เรื่อง เสียหาย เป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ เห็นใจเถอะครับ เมื่อภาวะบ้านเมืองเศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้ ท่านอยากจะปฏิรูป ผมดูในเล่มนี้ ผมดูพอสมควร ผมคิดว่าท่านเขียนนี่สวยหรู แต่การปฏิบัติ ของท่านมันจะเป็นไปอย่างที่ท่านเขียนไว้หรือไม่ แล้วที่ผมเคยพูด ท่านประธานครับ สปช. วิ่งกันเป็นอนุกรรมาธิการ เข้าไปร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเยอะครับ วิ่งกัน บางคน มีผลประโยชน์ส่วนตนผมจะบอกให้ ถามว่ากรรมาธิการยกร่างทุกคณะ ผมไม่ได้กล่าวหา พลังงานอย่างเดียว ถามว่าแต่ละคนไปเป็นกรรมาธิการแต่ละคณะมีหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ ท่านต้องปฏิรูปตัวเองก่อน ถ้าท่านมีท่านลาออกครับ อย่าไปปฏิรูปตรงนี้เลย มีหน้าที่ เสนอแนะให้คำปรึกษาว่าสิ่งที่ท่านทำมาทั้งหมดตลอดชีวิตรับราชการ หรือตลอดชีวิตที่เป็น บอร์ดบริหารนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ ท่านต้องยอมรับอย่างหนึ่งเราคือมนุษย์ มนุษย์ต้องมี พวกพ้อง ต้องมีการเอียงข้าง ไม่เคยตรง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ ถ้าท่านเชื่อมั่นอย่างนี้ ท่านต้องออก ออกเพื่อความเป็นธรรมในสังคม เรากำลังปฏิรูปประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เรากำลังปฏิรูปประเทศเพื่อให้เดินหน้าด้วยความโปร่งใส ให้มั่นคง ยั่งยืน ท่านประธานครับ ผมอยากฝากท่านประธานไปถึงทุกกรรมาธิการว่าทำเถอะครับ เขามองดูเราอยู่ เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ล่ะครับที่จะสะท้อนให้สังคมเห็นว่ากรรมาธิการทุกคณะมีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และยุติธรรม ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ครับ

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ผม รองศาสตราจารย์สุชาติครับ ผมดีใจที่กรรมาธิการได้พูดถึง ๔ เรื่อง เรื่องของปฏิรูปโครงสร้างราคา ปฏิรูปการบริหารกิจการพลังงาน ปฏิรูปกิจการไฟฟ้า แล้วก็ ปฏิรูประบบพลังงานทดแทน ถ้าหากว่าทำได้ทั้ง ๓-๔ ประเภทนี้ ก็จะเป็นผลบุญให้กับ ประชาชน ผมไม่เข้าไปในรายละเอียดว่าท่านจะปฏิรูปอย่างไร แล้วผมก็อยากจะเรียนท่านประธานว่า ยินดีที่จะสนับสนุน แต่ว่าผมมีความเห็น ผมเพิ่มเติม เรื่องของพลังงาน ผมอยากให้มองเรื่อง พลังงานในเชิงยุทธศาสตร์ ถ้าหากว่าเราจะมองลักษณะของพลังงานที่มีอยู่ในประเทศนี่ มองเป็นลักษณะเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศว่าควรจะต้องทำอย่างไร จึงจะให้โครงสร้างของราคา ถึงประชาชนได้อย่างเป็นธรรม แล้วก็อยากจะให้มองพื้นที่ที่มีแหล่งพลังงานในลักษณะของ แอเรีย เบสด์ (Area based) แล้วก็ให้ประชาชนรับทราบด้วยว่าในพื้นที่ของเขามีแหล่งพลังงาน การให้ประชาชนรู้ นั่นคือให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนมีส่วนร่วม การคัดค้านในแง่ของการสำรวจ เอาแค่การสำรวจก่อนนี่ก็จะน้อยลง นั่นคือผู้ศึกษา ผมขอเน้นไปที่เรื่องผู้ศึกษากับผู้เป็นเจ้าของโครงการก่อนนี่ ต้องเข้าไปชี้แจงกับประชาชนก่อน ให้เข้าใจว่าบริเวณพื้นที่นี้มีแหล่งพลังงาน ผมอาจจะนอกเรื่องนิดหนึ่ง ที่อำเภอกำแพงแสน เป็นแหล่งพื้นที่ที่เรียกว่า แอล ๑๕ (L 15)อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แอล ๑๕ นั่นคืออาจจะพื้นที่รอบ ๑๕ แล้วก็มีบ่อเอ บ่อบี แต่ประชาชนไม่ทราบหรอกครับ เรื่องของ แอล ๑๕ คืออะไร นั่นคือการสำรวจพลังงาน เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ปฏิรูปเรื่องนั้นด้วย

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คือการปฏิรูปเรื่องของพลังงานทดแทน ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้มีพลังงานทดแทนหลายเรื่องที่ประชาชนเขารับรู้ แล้วก็รับทราบ พลังงานทดแทน เช่น แกลบ อันนี้เป็นไบโอแมส เรื่องของไม้ชิ้นสับเป็นไบโอแมส หรือแม้กระทั่งต้นเชื้อเพลิง ข้าวโพด หรือไม่ก็ชานอ้อยพวกนี้เป็นไบโอแมสหมดเลย แต่ว่า ในเมืองปัจจุบันนี้มีขยะเยอะแยะ ขยะนี้ถือว่าเป็นแหล่งเชื้อเพลิงอีกประเภทหนึ่งซึ่งถือว่า เป็นพลังงานทดแทนเช่นเดียวกัน จากการศึกษาของผมเองท่านประธานครับ ได้ทำการศึกษาว่า แหล่งโรงงานไฟฟ้าขนาดเล็กที่เหมาะสมสำหรับขยะไม่ควรเกิน ๑๐ เมกะวัตต์และในประเทศไทย สามารถจำแนกคลัสเตอร์ (Cluster) ได้ประมาณ ๖๐-๗๐ คลัสเตอร์ขยะ และ ๖๐-๗๐ คลัสเตอร์ขยะนี้ ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการจัดการสร้างโรงไฟฟ้าขยะอย่างเดียว รัฐบาลอย่าไปถือว่า รัฐบาล ไม่ควร หรือว่าภาครัฐไม่ควรไปบอกว่าขยะเป็นของรัฐบาล ถ้าหากว่ารัฐบาลหรือภาครัฐ ไปบอกว่าขยะเป็นของรัฐบาลจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาทันทีครับ รัฐบาลภาครัฐก็จะมี ความรู้สึกว่าขยะเป็นของเขา เป็นของภาครัฐ ใครจะทำโรงงานที่ไหน ๆ ในคลัสเตอร์ ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่ามีประมาณ ๗๐ คลัสเตอร์นี้ต้องมาประมูลกับภาครัฐ การประมูลทำให้ เกิดใต้โต๊ะ อย่างเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นต้น จังหวัดนครศรีธรรมราชมีขยะ เยอะแยะกองอยู่ในเมือง ตรงนั้นเขาเรียกว่าบ้านลาดหรือฐานลาดอะไรผมจำชื่อไม่ได้ชัด ตรงนั้นมีขยะประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านตัน กองอยู่เป็นที่อัปลักษณ์ต้องให้มี การประมูล ท่านประธานครับ ประมูลทำไม ส่งเสริมให้เอกชนเขามาลงทุนสร้างโรงงานกำจัดขยะดีไหม ให้เขาศึกษาอีไอเอ หรือเอสอีเอ (SEA) ให้เหมาะสม ใช้ระบบเทคโนโลยีที่เหมาะสม ที่ดีที่สุด ขณะนี้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดมีแล้วไม่ใช่ไม่มีครับ ถ้าหากว่าภาครัฐยังคิดเช่นนี้ไม่มีทางที่จะปฏิรูป ระบบพลังงานทดแทนโดยใช้ขยะหรือว่าไบโอแมสได้ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนไปทาง ท่านคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาไปบอกเขาเถอะ ผมขอใช้เวลาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับ ท่านประธาน ช่วยไปบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาเถอะครับ สามารถที่จะให้เอกชนลงทุน ให้เขาจัดหาแหล่งพื้นที่ผลิตขยะเอง ตั้งโรงไฟฟ้าเอง เขาจะเป็นผู้บอกกับประชาชนเองว่า โรงงานที่ควรจะตั้งนั้นอยู่ตรงไหน ขณะนี้ทางด้านผังเมืองก็ให้เอกสิทธิ์หรือหมายความว่า ให้ตั้งโรงงานขยะเป็นกรณียกเว้น สามารถตั้งได้บางพื้นที่ให้ศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ดี เสียก่อนและใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ท่านประธานครับเรื่องของโรงงานขยะ ขยะสามารถ แปลงเป็นเงินได้ แปลงเป็นทองได้ เอาเงินไปซื้อทองสิครับสามารถแปลงได้ เพราะฉะนั้น อย่าให้ภาครัฐ กรุณาภาครัฐอย่านึกถึงว่าขยะเป็นของรัฐใครจะทำ ใครจะกำจัดขยะต้องมา ประมูลกับภาครัฐเป็นการคิดที่ผิด ขอความกรุณา

เรื่องที่ ๓ ที่ผมจะพูดถึงครับท่านประธาน คือเรื่องของคณะกรรมการกำกับ กิจการพลังงาน แต่ก่อนเมื่อประมาณสักเดือน ๒ เดือน ๓ เดือนมานี้

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

อาจารย์สุชาติ สรุปเถอะครับ

รองศาสราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ : แป๊บเดียวครับ สรุปแล้วครับ

เพราะอาจารย์ ใช้เวลาเกินทุกคราวเลย

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์

ผมไม่เคยเกินเลยครับ อาจารย์ครับ นิดเดียวครับเรื่องของแหล่งที่ตั้ง เรื่องของกริด ไลน์ (Grid line) ผมจะใช้เวลาตรงนี้นิดเดียว เรื่องของกริด ไลน์ เรื่องของกระแสไฟฟ้า ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าผมสรุปแค่นี้ก่อนแล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ครับ

นายวินัย ดะห์ลัน

ขอบคุณมากครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๘๕ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ส่วนเรื่องของพลังงานน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ขออนุญาตมีเรื่องที่จำเป็นที่จะต้อง คอมเมนท์ (Comment) อยู่ ๒-๓ ประการ

ประการแรกนั้น ทางคณะกรรมาธิการพูดถึงเรื่องของกรอบการปฏิรูป ระบบ ราคาเชื้อเพลิงที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความรู้สึกว่าบางครั้งเวลาเราคุยกัน ในเรื่องของการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมนั้น เรามักจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการหารยาว คือทุกส่วนนั้นเท่ากันหมด อันนี้หมายความว่าเป็นความเป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตามในเรื่อง ของการแข่งขันนั้นเราคงจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจว่าแต่ละส่วนในตลาดการแข่งขันนั้น มีความสามารถไม่เท่ากัน ก็อยากจะฝากให้ทางคณะกรรมาธิการไปช่วยกรุณาดูแลในเรื่อง ของความเป็นธรรมของผู้ที่เข้าไปอยู่ในส่วนของการแข่งขัน ผมยกตัวอย่างเช่นเวลาเราคุยกัน ในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ทุกกลุ่ม การอุดหนุนมุ่งไปสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตรงนี้ก็ดีใจที่มีเรื่องของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เรื่องของการขจัดการผูกขาด เรื่องของ การส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรี แล้วก็มีเรื่องของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าในวันนี้นั้นกรอบคิดของพวกเรา ความสามารถในการแข่งขันนั้น แต่ละกลุ่มไม่เท่ากันครับ ผมยกตัวอย่างเช่นเรื่องของเอสเอ็มอี (SME) ก็อยากจะฝากในเรื่อง ของการชดเชยราคาก็ดี ในเรื่องของการสร้างอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีก็ดีนั้นก็จะ ทำให้เขาสามารถที่จะแข่งขันได้สะดวกขึ้น เราจะเห็นว่าในกรณีการแข่งขันในตลาดนั้น เรื่องของราคาน้ำมันกลายไปเป็นปัจจัยหลัก กรณีของผู้ประกอบการรายใหญ่ สัดส่วน ของราคาน้ำมันที่เขาจ่ายไปนั้นค่อนข้างต่ำ ในขณะที่พวกเอสเอ็มอีนั้นเรื่องของราคาพลังงาน กลายไปเป็นสัดส่วนที่สูง ความเป็นธรรมในส่วนตรงด้านนี้ อยากให้ฝากพวกเราไปช่วยกันคิดด้วย ในต่างประเทศนั้นบางที่มีเรื่องของการสร้างแต้มต่อให้กับทางผู้ประกอบการรายย่อย ในบางประเทศ ผมยกตัวอย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา บางครั้งร้านค้าเล็ก ๆ พวกเอสเอ็มอี ทั้งหลาย เขาจะมีการติดตั้งเรื่องของระบบไฟแอลอีดีให้กับทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีฟรี เพื่อที่จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของพวกเอสเอ็มอีนั้นแข่งกับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ได้ ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกลุ่มที่เป็นแฟรนไชส์ (Franchise) ซึ่งมีขนาดสาขาใหญ่ เราคุยกันในเรื่องของการดูแลร้านโชห่วย เรื่องของการใช้กลไกทางด้านพลังงานก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการดูแลความเป็นธรรมให้กับทางร้านโชห่วย แล้วก็พวกกิจการที่เป็นเอสเอ็มอี เพราะฉะนั้นในเรื่องของการดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ก็อยากจะฝากเรื่องของการสร้าง แต้มต่อในพื้นที่ การชดเชยราคา การกำหนดเรื่องของภาษีให้กับทางผู้ประกอบการรายย่อย เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่แล้วก็อยากจะให้ดูแลเรื่องของโครงสร้างภาษี ดูเรื่องของ การลดราคาในบางส่วน เรื่องของผู้ใช้รถยนต์ที่มีขนาดแรงม้าต่ำ ๆ หรือว่ากระบอกสูบน้อย ๆ อะไรทำนองนี้เพื่อที่จะทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นสามารถที่จะแข่งขันกับผู้มีธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ก็อยากจะฝากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๑

อีกเรื่องหนึ่ง ผมก็อยากจะฝากเรื่องของพลังงานทดแทน ดีใจที่มีการพูดถึง เรื่องของอ้อย น้ำตาล เรื่องของมันสำปะหลัง เรื่องของน้ำตาลทั้งหลาย ก็อยากจะฝากบอกไว้ ว่าเทรนด์ (Trend) ในอนาคตนั้นมีเรื่องของการลด การใช้น้ำตาลเนื่องจากเป็นปัญหา ในเรื่องของโรคบางโรค ผมก็อยากจะฝากไว้ว่าการสร้างพลังงานทดแทนจากเรื่องของ เกษตรกรรมอ้อยและเรื่องของมันสำปะหลังจะเป็นทางออกที่ดี ในเรื่องของการแก้ปัญหา ในเรื่องนี้ก็อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการว่า ถ้าสมมุติมีงานวิจัยในเรื่องพวกนี้ขึ้นไปแล้ว ก็จะเป็นทางออกให้กับทางเกษตรกรในกลุ่มนี้ได้ ก็ขอขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ท่านสุดท้ายครับ อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ครับ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

ประเด็นแรก ผมสนับสนุนอย่างยิ่งเรื่องกองทุนว่าต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ ผมคิดว่าน่าจะใช้โอกาสการปฏิรูปครั้งนี้รีบออกพระราชบัญญัติตามข้อเสนอแนะในเรื่องแรก ว่าเราจะให้มีวัตถุประสงค์อะไร จะเอาไปใช้อะไร

เรื่องที่ ๒ ผมก็เห็นด้วยว่าจะใช้เรื่องภาษีหรือเงินอุดหนุนกองทุนก็ได้เพื่อทำ ให้ราคาน้ำมันที่เรานำเข้าให้มันสูง เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้น หรือสนับสนุนพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น ถ้าเราสามารถทำสำเร็จได้เหมือนบราซิลว่า คนไทยพร้อมที่จะมาใช้น้ำมันทางเลือกของเราหรือแก๊สโซฮอล์ของเรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้อี ๘๕ ก็ยังไม่ค่อยมีคนใช้อยู่แล้ว ผมว่าอันนี้มันจะเป็นประโยชน์ ๒ ทาง ก็คือ ๑. ลดการนำเข้า แล้ว ๒. ช่วยภาคเกษตร เพราะเกษตรกรเรามีปัญหาเยอะเรื่องราคาพืชผลตกต่ำ ผมว่าอันนี้ก็ช่วยแก้ปัญหาได้ ๒ ทาง ทำให้เราพึ่งตัวเองได้มากขึ้น

เรื่องที่ ๓ ผมอาจจะเห็นแตกต่างกับการพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจของเรา ผมคิดว่ารัฐวิสาหกิจของเราควรจะดำเนินรอยตามซุปเปอร์ บอร์ดเสนอ เช่น รัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ควรมีโอนเนอร์ (Owner) คือสถาบันรัฐวิสาหกิจเข้ามาเป็นเจ้าของ เพื่อดูแลความโปร่งใสแล้วก็มาดูแลเรื่องประสิทธิภาพ แม้ว่าเราภาคภูมิใจว่า ปตท. เรากำไร เยอะ แต่ก็มีคนวิเคราะห์ท่านประธานว่า ปตท. เรากำไรต่อทรัพย์สินเราแย่กว่าปิโตรนาส (Petronas) เยอะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเรามีสถาบันเจ้าของมาช่วยวิเคราะห์ว่า ที่เอาไปลงทุนกันทั้งหลาย กำไรในตัววอลุม (Volume) มันอาจจะดูเยอะ แต่ต่อทรัพย์สิน มันอาจจะดูแย่ มันก็ต้องมีการพัฒนาให้เหมาะ ได้เห็นภาพเพื่อโปร่งใสและคุณภาพ เมื่อสถาบันเจ้าของมาเอาใจใส่เรื่องความโปร่งใส เรื่องคุณภาพผ่านไปที่กรรมการรัฐวิสาหกิจ ผมว่ามันก็จะลดปัญหาที่นักการเมืองจะเที่ยวมั่วซั่วเอาใครเข้ามาก็ได้มันก็จะลดลงไป เพราะว่ามันจะมีคุณสมบัติชัดเจนว่าต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องความโปร่งใส แล้วก็ เรื่องการบริหารจัดการที่ทำให้รัฐวิสาหกิจมีคุณภาพ และผมก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะเอา การไฟฟ้าไปอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ผมคิดว่ากระทรวงพลังงานควรจะทำหน้าที่เป็นเรกกูเลเตอร์ อย่างชัดเจน ส่วนรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับไฟฟ้าที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคผมก็ยังเห็นด้วยกับ ซูเปอร์ บอร์ด ว่าตอนนี้อาจจะต้องเอาไปรวมกันไว้ที่กระทรวงการคลังก่อน จนเราสามารถ พัฒนาสถาบันเจ้าของได้ดีเหมือนมาเลเซีย แล้วจากนั้นเราก็สมควรที่จะทยอยเอารัฐวิสาหกิจ ที่ดูแลพวกสาธารณูปโภคเข้าไปรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้สถาบันนี้ได้ทำงานวิจัยดูแล เรื่องการทำงานให้โปร่งใสแล้วก็มีคุณภาพ เช่นมีปัญหาว่าคุณจ้าง ฮอลล์ (Hall) ทำให้ เสียหาย ๒,๐๐๐ ล้านบาทจริงหรือเปล่า กรรมการนี้ก็สามารถชี้แจงได้ถึงความโปร่งใส ของรัฐวิสาหกิจว่าได้เข้าไปดูแลตรวจสอบอย่างไร มันก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ผมว่าระบบรัฐวิสาหกิจต้องแยกให้ชัดเจน เรกกูเลเตอร์ แล้วก็โอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วก็โอเปอเรเตอร์รัฐวิสาหกิจทั้งหลายผมคิดว่าเราควรจะทำเหมือนอารยประเทศ ไม่ว่า สิงคโปร์ จีนหรือมาเลเซีย เขาก็ไปรวมอยู่ที่สถาบันเจ้าของ แต่เราก็ต้องค่อย ๆ ทยอยทำ จากกลุ่มที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นำร่องไปก่อนเมื่อเห็นว่าสถาบันนี้ทำงานได้ดีในการคัดสรร กรรมการดูแลความโปร่งใส ดูแลเรื่องประสิทธิภาพได้ดี เราก็ต้องทยอยเอารัฐวิสาหกิจ เหล่านั้นเข้ามา

เรื่องสุดท้ายครับ ท่านประธาน ผมเห็นด้วยว่าขยะมันไม่ใช่ทรัพยากรแผ่นดิน ผมคิดว่าเราควรจะทำเหมือนอารยประเทศ คือให้เอกชนประมูลการเก็บขยะในราคาถูกที่สุด ใครประมูลเก็บขยะได้ถูกที่สุดหรือไม่มีค่าเก็บได้เลยเอาไปเลยครับ เพราะว่าทุกวันนี้ขยะ เป็นแหล่งหากินของท้องถิ่น ถ้าเท็จผมก็ขออภัย เพราะผมไปมาหลายท้องถิ่น ท่านประธานครับ ที่ผมรู้จักก็ใช้วิธีนี้ล่ะครับ ประมูลขจัดขยะแพงครับ แล้วก็จ่ายเป็นรายเดือน เพราะฉะนั้น ผมว่าถ้าเราทำให้ระบบมันโปร่งใสมันจะปราบปรามการทุจริตได้ด้วย ในต่างประเทศเขาเปิดเลย ให้ประมูลเก็บขยะ ใครประมูลได้ถูกสุดมาเอาไปเลยแล้วขยะก็เป็นของคุณ เขาก็สามารถที่จะ ประมูลในราคาถูกแล้วก็ไปผลิตไฟฟ้าได้ มันก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แล้วก็สอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันด้วย ผมอยากจะฝากประเด็นนี้เอาไว้ในเรื่องสุดท้าย ก็คือ พลังงานทางเลือกด้วย ขอบคุณท่านประธานมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกที่ไม่ทันอาจจะช่วยกรุณาเขียนแล้วส่งให้กรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง แล้วสมาชิก ที่ยื่นแสดงความจำนงขออภิปรายก็หมดแล้ว ตอนนี้ก็ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบ ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกถ้าจะมี

นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพและเพื่อนสมาชิก สปช. ทุกท่าน เนื่องจากมีประเด็นที่จะต้องชี้แจง แล้วก็ให้ความกระจ่างในหลาย ๆ ประเด็นด้วยกัน ผมอยากจะขอเรียนอนุญาต จากท่านประธานขอให้ดอกเตอร์คุรุจิตและประธานอนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการ ทั้ง ๔ คณะเป็นผู้ตอบชี้แจงแทนเพื่อความกระจ่างชัด ขออนุญาตท่านประธานครับ เชิญดอกเตอร์คุรุจิตครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน คนที่หนึ่ง ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกทุกท่านรวม ๑๗ ท่าน ที่ได้ให้ความกรุณาให้ข้อแนะนำและข้อสังเกตที่มีคุณค่า และเป็นประโยชน์อย่างสูงต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งเราก็ขอน้อมรับที่จะไปถกแถลงกันต่อ เพื่อให้กรอบการปฏิรูปพลังงานบลูพรินท์ ฟอร์ เชนจ์ ในเรื่องที่สำคัญได้เกิดผล ก่อนที่จะได้ ขอให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเสริมในประเด็นที่ท่านยังสงสัยอยู่ ผมก็ขอพูดในภาพรวมสัก ๒-๓ ประเด็น

ในเรื่องแรก ก็คืออยากจะเน้นเรื่องสิ่งที่คณะกรรมาธิการโดยเฉพาะ คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๒ เรื่องการกำกับกิจการและโครงสร้างพลังงาน เห็นความสำคัญ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ก็คือเรื่องของการทำศูนย์ข้อมูลด้านพลังงานให้มี ความโปร่งใสแล้วรอบด้าน ที่เราเรียกว่าไทยแลนด์ เอ็นเนอร์จี อินฟอร์เมชัน ฮับ เพราะข้อมูล ที่โปร่งใส รอบด้านและทุกคนเข้าถึงได้ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในข้อมูลและลด ความหวาดระแวง ผมอยากเรียนท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายเรื่องราคาน้ำมัน ต้องเรียนว่าราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงทุกวัน บางวันวันเดียวกันเปลี่ยนแปลงทั้งขึ้นและลง ตอนเช้าขึ้น ตอนเย็นลง ตอนเช้าลง ตอนเย็นขึ้น เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนตลอดเวลา แล้วเรา ก็พยายามนำเสนอในเว็บไซต์หรือในสื่อต่าง ๆ คนที่อยากจะเข้าถึงก็สามารถอ่านได้ แต่ก็ต้อง ยอมรับว่าประชาชนทั่วไปก็อาจจะยังไม่ทราบ เพราะฉะนั้นการทำศูนย์ข้อมูลก็เป็นเรื่อง สำคัญ

เรื่องราคาพลังงานของประเทศไทยโดยเฉพาะน้ำมัน ที่ท่านบอกว่าภาคใต้ ทำไมมีราคาถูก ถูกมากอะไรอย่างนี้ ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นเรื่องของการลักลอบน้ำมัน หลักการ โดยทั่วไปน้ำมันเวลาส่งออกมันก็ต้องถอดภาษีออก แล้วประเทศที่นำเข้าเขาก็ไปบวกภาษี ของเขา น้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์ที่เป็นราคาอ้างอิงทั้งหลายเป็นราคาฟรี ออน บอร์ด (Free on board) ฟรี ออน บอร์ดก็คือถอดภาษีออกแล้ว คนสิงคโปร์ไม่ได้ใช้น้ำมันราคาแพลท ออย แกรม (Platt Oil gram) เขาก็บวกภาษีเช่นเดียวกันสำหรับประเทศมาเลเซียตอนนี้ เป็นประเทศเกือบจะประเทศเดียวรายใหญ่ในอาเซียนที่มีการส่งออกน้ำมันออก ก็มีประเทศบรูไน อีกอันหนึ่ง เขาก็ซื้อขายราคาน้ำมันของบริษัทที่ผลิตในประเทศในราคาตลาดเช่นเดียวกัน แต่ราคาขายปลีกที่ปั๊มน้ำมันของเขารัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เขาก็ตั้งงบประมาณ มาอุดหนุน ปีหนึ่งก็หลายแสนล้านบาทน่าจะไม่ต่ำกว่า ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เขาอุดหนุนกลายเป็นอุดหนุนเพื่อนบ้านไปด้วย อันนี้ก็ต้องเรียนให้ทราบ

เรื่องของพลังงานทดแทนที่ท่านดอกเตร์พิสิฐพูดเรื่องคอนแทรคท์ ฟาร์มมิง (Contract farming) อะไรก็ตาม แล้วก็เรื่องซังข้าวโพดทำไฟฟ้าก็ขอน้อมรับมา แต่อยากจะ เรียนว่า คอนแทรคท์ ฟาร์มมิง ในความหมายของพลังงานที่เราทำนี้ เราก็คิดว่าจะหาปาล์มน้ำมัน มาทำไบโอดีเซลให้เพียงพอโดยไม่กระทบห่วงโซ่อาหารก็จะทำคอนแทรคท์ ฟาร์มมิง แต่เรา ก็ได้รับการเตือนว่าอย่าไปทำคอนแทรค ฟาร์มมิง แล้วส่งเสริมให้เกิดการบุกรุกป่าแต่ประเด็น ที่ท่านดอกเตอร์พิสิฐอภิปรายนี้เข้าใจว่า เป็นเรื่องของว่าจะมาสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ใช้ซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงเพื่อลดการเผาป่า ปัญหาหมอกควัน อันนี้ก็ต้องเรียน เพราะว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลก็ต้องการเชื้อเพลิงสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ไม่ใช่ต้องการเชื้อเพลิงเฉพาะช่วงที่ ตัดข้าวโพดแล้ว มันก็ต้องมีเชื้อเพลิงสม่ำเสมอ แล้วมันก็จะไม่ได้แก้ปัญหารุกป่าด้วย เพราะว่าการที่ข้าวโพดราคาดีก็ทำให้คนปลูกข้าวโพดแล้วก็อาจจะบุกรุกป่า เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลถ้าจะให้ดีควรจะทำที่รับเชื้อเพลิงวัตถุดิบได้หลากหลายที่เป็น มัลติฟีดสต็อก (Multi-feedstock) แล้วก็สามารถป้อนได้ทั้งปีมากกว่า แต่อันนี้ก็ขอรับไป ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้พูดถึงการส่งเสริมขยะเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า คณะกรรมาธิการของเราเห็นความสำคัญเช่นเดียวกัน แล้วผมก็คิดว่ารัฐบาลนี้ ก็ให้ความสำคัญเท่าที่เราติดตามข่าว ความจริงปัญหาขยะไม่ใช่ปัญหาของพลังงาน พลังงาน เป็นส่วนเสริมที่จะช่วยให้ขยะได้กำจัดไปได้เร็วขึ้น แล้วก็เกิดรายได้ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ผ่านมา ๑ ปีนี้ ผมคิดว่าเรื่องขยะเขาให้ความสำคัญมาก

๑. ก็คือมีการออกอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง ในอัตราที่จูงใจมากกว่าเชื้อเพลิงชีวมวลประเภทอื่น ๆ

๒. การส่งเสริมการลงทุนภายใต้บีโอไอ (BOI) ก็เข้าใจว่าให้เป็นเกรดเอ ๑ เลย ใครจะทำขยะ แต่ปัญหาขยะอย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบมีเจ้าของขยะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ ที่รัฐบาลเขาทำนี้ก็คือให้หน่วยทหารที่เป็นเจ้าของอยู่แล้วไปทดลองนำร่องและเทคโนโลยี กำจัดขยะที่ทำพลังงานมันก็มีแบบทั้งฝังกลบเพื่อทำแก๊สชีวภาพกับเผาไปเลย ขยะต้องเรียนว่า หลาย ๆ ที่ที่ไปทำไม่ว่าที่จังหวัดภูเก็ต หรือจังหวัดระยอง หรือประสบปัญหานี้เป็นเพราะ ไม่มีการแยกขยะ แล้ววิจัยว่าค่าความร้อนจากขยะเป็นอะไร ไม่ใช่อะไรก็เผาได้หมด เพราะจะทำให้เครื่องไม่มีประสิทธิภาพแล้วก็เสียได้ในที่สุด เพราะฉะนั้นขยะมันจำเป็น ต้องมีการคัดแยก แล้วก็ทรีท (Treat) ก่อนที่จะทำเป็นโรงไฟฟ้า ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า คณะอนุกรรมาธิการของท่านอลงกรณ์ก็ทำอยู่แล้ว แล้วก็ข้อเสนอแนะก็จะได้รับไป

เรื่องกองทุนน้ำมันที่ท่านสมาชิกหลายท่านถามนี้ เราก็ได้มีมติไปแล้วว่า กองทุนน้ำมันยังมีความจำเป็นและควรใช้รักษาเฉพาะเสถียรภาพราคาพลังงานในช่วงสั้น ๆ แล้วก็ส่งเสริมพลังงานทดแทน แต่ไม่ใช่ไปอุดหนุนข้ามกลุ่มแล้วไปกู้เงินเขามา สมัยหนึ่ง กองทุนน้ำมันเคยขาดทุนถึง ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมากองทุนน้ำมัน ติดลบอยู่เกือบหมื่นล้านบาท ทุกวันนี้ก็นิ่งอยู่ที่ประมาณเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ได้ ใช้รักษาเสถียรภาพช่วงราคาน้ำมันขึ้นมาในช่วงอาทิตย์กว่าที่มานี้ แล้วก็ไม่มีการอุดหนุน ข้ามกลุ่มอีกแล้ว ผมคิดว่าประเด็นหลัก ๆ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้ง แล้วก็ จะได้นำไปถกแถลงกันในคณะกรรมาธิการครับ ก็อยากจะขออนุญาตให้ท่านอนุกรรมาธิการ ที่มีอะไรจะเสริม ทั้งในเรื่องของราคาพลังงาน เรื่องปรับโครงสร้าง เรื่องไฟฟ้า และเรื่อง พลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน ขอบพระคุณครับ

นายมนูญ ศิริวรรณ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ กระผม มนูญ ศิริวรรณ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียม และราคาพลังงาน ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทุกท่านที่ได้กรุณาขึ้นมาอภิปรายแล้วก็ให้ความคิดความเห็นต่าง ๆ ตลอดจนข้อเสนอแนะ ต่อคณะอนุกรรมาธิการทุกชุดเพื่อที่จะได้นำไปพิจารณาเพิ่มเติมกันต่อไป

สำหรับคำถามและความคิดเห็นที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ ตั้งข้อสังเกต กระผมขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ในเรื่องของโครงสร้างราคาพลังงานนั้น อย่างที่ท่านคุรุจิตได้ชี้แจงไปแล้ว กระผมใคร่ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้เรื่องโครงสร้างราคานั้น จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นของประเทศใดก็ตาม โครงสร้างราคาจะคล้ายคลึงกัน ก็คือประกอบไปด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น อันนี้หมายถึงราคาเชื้อเพลิง ก็คือราคาหน้าโรงกลั่น แล้วก็มีโครงสร้างภาษี แล้วก็มีราคาหน้าสถานีบริการ ราคาหน้าโรงกลั่นทุกประเทศจะไม่แตกต่างกันมาก ราคา จะพอ ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชียจะเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะว่าอ้างอิง ราคาที่ประเทศสิงคโปร์เหมือนกันหมด ทุกประเทศในแถบนี้โรงกลั่นทุกแห่งก็จะใช้อ้างอิง ราคาที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นราคาหน้าโรงกลั่นแทบจะไม่มีความแตกต่างเลย แต่พอ มาถึงระบบโครงสร้างภาษีแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน บางประเทศก็จะมีระบบภาษีเก็บเยอะ เก็บภาษีสูง บางประเทศก็เก็บภาษีต่ำเพราะฉะนั้นโครงสร้างภาษีก็จะเป็นอย่างที่ว่าก็คือ บางประเทศนั้นจะเก็บเพียงแค่ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บางประเทศจะเก็บถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บางประเทศเก็บถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตัวภาษีนี้ละครับที่จะทำให้ราคาน้ำมัน ในแต่ละประเทศขายปลีกไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเวลาเราจะเปรียบเทียบราคาขายปลีก ของแต่ละประเทศ ต้องดูว่าโครงสร้างภาษีมันเท่ากันหรือเปล่า ถ้าโครงสร้างภาษีไม่เท่ากัน ราคาขายปลีกมันก็ไม่เท่ากันหรอกครับ เสร็จแล้วมันยังจะมีตัวแปรอีกตัวหนึ่งก็คือ เงินอุดหนุน รัฐบาลแต่ละประเทศก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานที่แตกต่างกัน ประเทศอินโดนีเซีย ก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน ประเทศมาเลเซียก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน ประเทศบรูไนก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานแต่ประเทศไทยไม่มีครับ เพราะฉะนั้น นอกจากไม่มีแล้วเรายังมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีกเพื่อสร้างความแตกต่างในราคาน้ำมัน แต่ละประเภท เราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ แต่ว่า ในส่วนของน้ำมันดีเซลเราเก็บน้อย เพราะฉะนั้นราคาน้ำมันแต่ละประเภทมันก็มี ความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เวลาเราเอาน้ำมันเบนซินไปเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย ก็แน่นอน เราก็สูงกว่าเยอะ แต่ถ้าเราเอาน้ำมันดีเซลไปเปรียบเทียบกับประเทศบางประเทศ เช่น ไปเปรียบเทียบกับประเทศลาว ประเทศกัมพูชา เราก็แพงกว่า หรือถ้าเรา ไปเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเขาเก็บภาษีสูง แล้วเขาไม่มีนโยบายอุดหนุน ราคาน้ำมัน ทั้งน้ำมันเบนซิน ทั้งน้ำมันดีเซล เราก็แพงกว่าประเทศสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรา ต้องทำความเข้าใจครับ ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจเราก็จะพูดไปอย่างนี้ตลอดว่าน้ำมันบ้านเราแพง น้ำมันบ้านเราแพง อันนี้คือสิ่งที่อยากจะเรียนชี้แจง

ส่วนเรื่องของกองทุนน้ำมัน ท่านคุรุจิตชี้แจงไปแล้วผมจะไม่พูด

ส่วนเรื่องการส่งออกและนำเข้าน้ำมันก็เช่นกัน การส่งออก ส่วนใหญ่แล้ว เราส่งออกเป็นน้ำมันสำเร็จรูปเนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันเรามีกำลังการกลั่นเหลือ เพราะเรา มีกำลังการกลั่นสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน แต่เรามีความต้องการใช้เพียงแค่ ๘๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน เพราะฉะนั้นในเมื่อเรามีกำลังการกลั่นเหลือถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาร์เรล เราก็จำเป็นต้องส่งออก เพราะถ้าเราไม่ส่งออกเราก็ต้องลดกำลังการกลั่นลง ถ้าเราลดลง ต้นทุนก็สูง อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติครับ ในธุรกิจทั่วไปถ้าโรงงานเรามีกำลังการผลิตได้ถึง ๑๐๐ ชิ้น เราไปลดการผลิตลงเหลือ ๘๐ ชิ้น ต้นทุนต่อหน่วยมันก็สูง เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการจะ ผลิตเต็มกำลังการผลิต เราก็ต้องผลิตให้มันเต็ม ๑๐๐ เพื่อที่จะส่งออกไม่ใช่เพื่อที่จะส่งออก แต่ว่าผลิตขึ้นมาเพื่อให้ต้นทุนมันต่ำ แล้วในเมื่อมันเป็นส่วนเกินมันก็ต้องส่งออก ฉะนั้น เวลาส่งออกมันก็ต้องส่งออกไปแข่งกับประเทศอื่น เพราะฉะนั้นส่งออกไปนี้บางพื้นที่เขามี ความได้เปรียบกว่าเรา เราก็ต้องไปลดราคาแข่งกับเขา บางพื้นที่เรามีความได้เปรียบเราก็ ไม่ต้องลดราคา เพราะฉะนั้นเวลาเราส่งออกน้ำมันนี้เราไปแข่งกับสิงคโปร์ซึ่งเขาเป็นเจ้าตลาด เราส่งไปแข่ง ในพื้นที่ที่เขามีความได้เปรียบเราก็ต้องลดราคา แต่ถ้าเราส่งออกไปในพื้นที่ที่เรามี ความได้เปรียบ อย่างเช่น ลาว กัมพูชา เรามีความได้เปรียบเราก็ไม่ต้องลดราคา อันนี้ก็เป็น เรื่องปกติของการทำการค้า แล้วไม่ใช่เฉพาะน้ำมันครับ ธุรกิจทุกประเภทเป็นอย่างนี้หมดครับ ท่านไปดูปูนซีเมนต์เอย น้ำตาลเอย มันสำปะหลังเอย สินค้าบางชนิดก็ต้องส่งออกในราคา ถูกกว่าในประเทศทั้งนั้นล่ะครับ เราก็ดูข้าวเป็นหลักสิครับ ข้าวเรามีสต็อก (Stock) ข้าว เป็นล้าน ๆ ตัน แล้วเวลาเราส่งออกเราส่งถูกไหมละครับ คนไทยบริโภคข้าวแพงกว่าส่งออก ไหมละครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนน้ำมันดิบทำไมเราถึงต้องส่งออก น้ำมันดิบที่เรา ต้องส่งออกก็เป็นเพราะว่าน้ำมันดิบบางประเภทมันเป็นน้ำมันดิบที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม กับการกลั่นในประเทศ เหตุผลที่ไม่เหมาะสมเพราะอะไร เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่ใช้ น้ำมันดีเซลเยอะ เหตุผลที่เราใช้น้ำมันดีเซลเยอะเพราะอะไร เพราะรัฐบาลไปกดราคาน้ำมันดีเซล ให้ต่ำ พอเราไปกดราคาน้ำมันดีเซลต่ำเราก็ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ พอเราใช้น้ำมันดีเซลเยอะเรา ก็ต้องการน้ำมันดิบที่มันมีคุณสมบัติในการที่กลั่นแล้วได้น้ำมันดีเซลเยอะ ซึ่งน้ำมันดิบ บางประเภทที่เราค้นพบในอ่าวไทยมันเป็นน้ำมันดิบชนิดเบา มีคุณสมบัติสูง ราคาแพง แต่กลั่นแล้วมันได้เบนซินเยอะ มันได้เบนซินเยอะโรงกลั่นเขาก็ไม่อยากได้ ไม่อยากได้ เขาก็ อยากจะได้น้ำมันดิบที่มันเป็นคุณภาพปานกลางจากตะวันออกกลางมากลั่น เพราะฉะนั้น น้ำมันดิบชนิดดีซึ่งมีปริมาณไม่มากครับ มีปริมาณประมาณสัก ๑๐,๐๐๐ บาร์เรล หรือ ๒๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวันเท่านั้นเอง น้ำมันดิบชนิดนี้ก็เลยต้องส่งออก เพราะว่าส่งออก แล้วมันได้ราคาดีกว่ามันเป็นที่ต้องการของโรงกลั่นในต่างประเทศ ซึ่งเขาใช้น้ำมันเบนซินเยอะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันมีเหตุมีผลครับ มันไม่ใช่เป็นเหตุผลว่าอยู่ดี ๆ ก็ไปส่งออกเพื่อที่จะ ทำกำไรกัน หรือว่าไปส่งออกเพื่อที่จะซื้อกลับเข้ามาอย่างที่พูด ๆ กันในโซเซียล มีเดีย (Social media) มันไม่ใช่อย่างนั้นล่ะครับ แล้วผมอยากจะเรียนว่าที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ บางท่านบอกว่าการนำเข้า ส่งออกมันเป็นไปเพื่อกำไรของ ปตท. ก็เป็นเรื่องที่พูด ๆ แต่ความ จริงแล้วการส่งออก นำเข้าทั้งหมดไม่ใช่ ปตท.เป็นคนทำเจ้าเดียว โรงกลั่นทุกโรงก็ทำครับ แล้วก็โรงกลั่นที่ ปตท. ไม่ได้ถือหุ้นก็ทำ แล้วก็การส่งออกหรือนำเข้ามันก็มีทั้งน้ำมันดิบ มีทั้งน้ำมันสำเร็จรูป มันก็เป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้มีการว่าทำเพื่อกำไรของใคร แต่มันทำ เพื่อประโยชน์ในเชิงการค้า แล้วก็เป็นการทำแล้วก็ทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์จากการ ส่งออกและนำเข้า เราจะเห็นไหมครับว่าช่วงนี้พอราคาน้ำมันตกประเทศไทยก็เสียเปรียบ การค้าไปต่างประเทศรายได้ก็ลดลง อันนี้ก็เป็นเหตุผลมาจากการส่งออกน้ำมันที่มีรายได้ น้อยลง

ส่วนเรื่องของหุ้นหรือว่ากำไรของ ปตท. ผมก็ไม่อยากจะพูด เดี๋ยวจะมา กล่าวหาว่าผมเถียงแทน ปตท. แต่อยากจะเรียนให้ทราบว่ากระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท. ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วกองทุนวายุภักษ์ ๑ ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือหุ้น ปตท. อยู่อีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าภาครัฐถือหุ้น ปตท. อยู่ทั้งหมด ๖๖ เปอร์เซ็นต์ มีเอกชนถือหุ้นอยู่ใน ปตท. ทั้งหมด ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วใน ๓๔ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยอยู่อีก ๑๖ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะเรียน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ได้รับทราบ

ส่วนเรื่องสุดท้ายก็เรื่องของราคาขายปลีกของน้ำมันบ้านเราว่าทำไมราคา มันเท่ากันหมด มันฮั้วกันหรือเปล่า อันนี้ผมก็อยากจะเรียนว่ามันก็เป็นเรื่องปกติ ของการทำธุรกิจการค้าที่มีผู้ค้ารายใหญ่เพียงเจ้าเดียว ในเมื่อมีผู้ค้ารายใหญ่เพียงเจ้าเดียว ที่เหลือมันส่วนแบ่งการตลาดน้อย เขาก็ไม่สามารถที่จะมาต่อรองกับผู้ค้ารายใหญ่ได้ ฉะนั้น ในเมื่อมีผู้ค้ารายใหญ่เจ้าเดียวตั้งราคาอย่างไรเขาก็ต้องตั้งตาม นี่คือเหตุผลที่เราบอกว่า จำเป็นจะต้องลดการผูกขาดแล้วก็ส่งเสริมการค้าเสรีให้มากขึ้น เราต้องการส่งเสริมให้มี ผู้ค้ามากขึ้น ท่านจำได้ไหมครับ สมัยก่อนนี้ที่เราเปิดค้าเสรีมีผู้ค้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็น ๑๐ เจ้า มีทั้งเจ็ท มีทั้งบีพี มีทั้งคิวเอท มีทั้งหลาย ๆ บริษัท มีการแข่งขันกันลดราคาน้ำมัน ลดกันจนต่ำกว่าต้นทุน ในที่สุดก็ต้องมีบางบริษัทเลิกกันไป นั่นละครับ นั่นคือการค้าเสรี แต่พอตอนหลังมีการแทรกแซงทำให้ค่าการตลาดลดต่ำลง ผู้ค้าเหล่านี้ก็ถอนตัวออกไป แล้วในที่สุดก็เหลือแต่ผู้ค้ารายใหญ่ แล้วก็ผู้ค้ารายย่อย เพราะฉะนั้นผู้ค้ารายย่อยก็ไม่มี อำนาจต่อรองที่จะไปต่อสู้กับผู้ค้ารายใหญ่ ฉะนั้นราคาก็กลายเป็นอย่างนี้ครับก็คือต้องตั้ง เท่า ๆ กันตามผู้ค้ารายใหญ่ ทั้งหมดนั้นก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในที่นี้ได้ทราบว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน มีประเด็นที่เป็นแนวทางสำคัญ ในทางยุทธศาสตร์ของประเทศ แล้วก็การปฏิรูปพลังงานกับการเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลง ของภูมิภาคนี้ที่เป็นรีจันนอล แลนด์สเคพส์ (Regional landscapes) ที่จะเปลี่ยนแปลง ในการเป็นประชาคมอาเซียน แล้วมาเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศไทย แล้วก็ประเทศ เพื่อนบ้าน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต้องตีโจทย์ให้แตกไม่อย่างนั้นมันจะเกิดข้อขัดข้องในเชิงของ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ในเรื่องของการพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนในเรื่องของ การส่งเสริมกับเรื่องของไฟฟ้าสำรองของประเทศ แล้วก็พูดถึงประเด็นว่าแล้วเราจะแก้ปัญหา อย่างไรที่จะแปรวิกฤติเป็นโอกาส หรือแปรจากปัญหาที่ไม่พูดว่าผิดพลาดได้อย่างไร แต่จะ ใช้โอกาสตรงนี้ทำให้เราสามารถยิงนัดเดียวได้นกหลายตัวได้อย่างไร ประเด็นอย่างที่ทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป ในประเทศเยอรมัน ในที่ไหนก็ตามหรือประเทศออสเตรเลีย เวลาที่ มีการส่งเสริมเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์มาก ๆ ก็เป็นพลังงานสำรองที่พึ่งพาได้ แต่ประเทศ กำลังพัฒนาอย่างเรามันจะต้องผ่านจุดของการส่งเสริมไปสู่การที่ยังพึ่งพาไม่ได้ก่อนจะพึ่งพาได้ ดังนั้นการมีไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพในการสนับสนุนหรือว่าสร้างเสถียรภาพแบ็คอัพ (Backup) อยู่นี่ยังจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดภาวะความล้มเหลวในด้านของไฟฟ้าของประเทศ เพราะมันจะ เกิดการลงทุนที่เรียกว่าเป็นดับเบิล อินเวสเมนท์ (Double investment) คือในส่วนของ โรงไฟฟ้าที่เราทำ ส่วนของโซลาร์ ฟาร์มก็ต้องทำ โซลาร์ รูฟก็ทำ ตรงนี้มาถึงจุดบริบท ประเทศไทยเป็นการเฉพาะก็คือว่าเราได้พยากรณ์เรื่องของการเติบโตจีดีพีของประเทศ ก็คลาดเคลื่อนมาก โดยเฉพาะในช่วงหลายปีหลังมานี้ทำให้มีการไปทำความตกลงสัญญา ซื้อขายไฟสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เกินไป เข้าใจว่าอีก ๕ ปี ๖ ปี ข้างหน้าประมาณ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ปัญหาตอนนี้ก็คือว่านี่คือโจทย์สำคัญมาก มันก็จะกลายเป็นต้นทุน ของค่าไฟต่อหน่วยของประชาชนแล้วจะทำอย่างไร บอกจะให้ชะลอการรับซื้อหรือการที่ โรงไฟฟ้าจะเปิดดำเนินการ ลงทุนไปแล้ว เขาก็จะเรียกค่าเสียหายชดเชย ปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่อยู่ว่าเราจะคิดแบบไหน ในฐานะที่ประเทศจะต้องเดินไปข้างหน้าและได้โอกาส จากตรงนี้ แทนที่จะเป็นเพียงปัญหาและวิกฤติ เราก็ปรึกษากันในกรรมาธิการก็บอกว่า ถ้าเช่นนั้นลองเอาโจทย์นี้มาดูว่ามีปัญหาเหล่านี้ เป้าหมายตรงกันว่าเราจะต้องเดินหน้าประเทศ ด้วยพลังงานที่มีศักยภาพ แล้วก็ส่งเสริมพลังงานทดแทน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ รอบตัวเรานั้น ก็เลยตั้งโจทย์ว่าเป็นอย่างนี้ได้ไหมว่าเมื่อเราต้องการที่จะเป็นศูนย์กลาง ของสายส่งไฟฟ้าในอาเซียน อาเซียน กริด (ASEAN Grid) ที่คิดกันมาเป็น ๑๐ ปีแล้วนี่ มาผนวกกับประเด็นไฟฟ้าสำรองเรามีมากแล้วประเด็นที่ถ้าเราจะส่งเสริมโซลาร์ ฟาร์ม โซลาร์ รูฟแบบเสรี เราก็ต้องมีไฟฟ้าที่จะแบ็คอัพ มันก็ลงตัวตรงที่ว่าถ้าเช่นนั้นลองให้ อย่างชุดท่านวิบูลย์ก็ดูเรื่องปฏิรูปกิจการไฟฟ้า ก็ให้การไฟฟ้าของเราไปลงทุนร่วมได้ไหม กับทางประเทศพม่า ประเทศบังกลาเทศ ประเทศอินเดีย ๑,๔๐๐ กิโลวัตต์ วางเสาพาดสาย ไปถึงชายแดนอีสานของประเทศอินเดีย แล้วก็ผ่านประเทศบังกลาเทศ ผ่านประเทศพม่า ทั้งสายแรงสูง สายย่อย สายจำหน่าย โดยเชื่อมโยงกับเรา ไฟฟ้าของเราส่วนเกินเราส่งไปขายได้ ขณะเดียวกันประเทศอินเดียก็อยากจะซื้อ ประเทศบังกลาเทศก็อยากจะซื้อ ประเทศพม่า อยากจะซื้อ เราขาย ๒ บาทกว่าก็มีค่าผ่านสายให้เรา ก็ส่งไปขาย ขณะเดียวกันเราก็จะมี ส่วนที่สำคัญก็คือว่าการผลิตของเราจะมีปริมาณสำรองเพียงพอต่อการที่เราจะรองรับ การส่งเสริมเรื่องของโซลาร์ รูฟเสรีเรื่องของโซลาร์ ฟาร์มอีกเป็นหมื่นเมกะวัตต์ครับ จนกระทั่งเราถึงขนาดเติบโตพอที่จะเป็นพลังงานไฟฟ้าสำรองจากพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก นี่คือโอกาสที่เหมือนฟ้าประทานจริง ๆ แล้วจะแก้ปัญหาเรื่องของ การที่จะต้องไปเสียค่าชดเชยเกินมาหมื่นเมกะวัตต์ก็ไม่ต้อง นี่คือวิธีคิดแบบปฏิรูปเป็นวิธี ที่มองจากวิกฤติเป็นโอกาส มองจากปัญหาเป็นโอกาส แล้วที่เราได้คืออะไร ก็คือการจะเป็น ศูนย์กลางของการเป็นอาเซียน กริด อย่างไรครับ ความฝันมันจะเป็นจริง เพราะมันมี ทั้งดีมานด์ (Demand) ความต้องการไฟฟ้าอย่างมหาศาลใน ๘ รัฐของอินเดียตั้งแต่ มณีปุระ อัสสัม ไล่เข้าไปหรือว่าของบังกลาเทศ ๒๐๐ ล้านคน แต่ขาดไฟฟ้า พม่ากำลังเติบโต มา ๖๐-๗๐ ล้านคน แต่ละเมืองขาดไฟ แล้ววันหนึ่งเขาจะลดการส่งแก๊สมาขายเรา เพราะเขาต้องการผลิตไฟฟ้า แก๊สเราก็ต้องการมาเพื่อซัพพลาย (Supply) เข้าประเทศ ๑ ใน ๓ ที่เราต้องใช้ แต่ถ้าเรารีบทำตรงนี้ไปพม่าก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แก๊ส มาตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตมันก็ตอบโจทย์ได้มากมายครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยเรียนว่ากรณี ของประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็สามารถที่จะมาครอส คัทติง ในกรรมาธิการชุดต่าง ๆ แล้วก็ วางในเรื่องของตัวพิมพ์เขียวการขับเคลื่อนในเรื่องแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้แล้วเดินคู่ไปด้วยกัน

เรื่องที่ ๒ เรื่องคอนแทรคท์ ฟาร์มมิง อันนี้ก็เหมือนกัน ตอนผมอยู่กระทรวงพาณิชย์นี่ เป็นประเด็นใหญ่มาก เป็นประเด็นเหมือนเราไปเบี้ยวเพื่อนบ้าน คือจะเป็นเอกชนหรือใครก็ตาม ไปตกลงกับลาว กัมพูชา พม่า เมียนมาร์นี่ว่าผลิตมา รับซื้อมา แต่พอถึงกำหนดเราก็ไม่รับซื้อ เพราะว่ารัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมีนโยบายในเรื่องการอุดหนุนการเกษตรนี่แตกต่างกัน บางครั้งมันเรื่องการสวมสิทธิอย่างที่เราทราบกันดี แต่ว่าในกรณีที่เสนอโมเดล เฉพาะในกรอบ ของพลังงานเราก็เห็นว่า เรื่องของไบโอฟูเอล พลังงานชีวภาพ เราเป็นเบอร์ ๑ ของอาเซียนอยู่แล้ว มีเทคโนโลยี มีทุน มีผู้ประกอบการ มีฐานการตลาดพอที่จะเป็นศูนย์กลางได้ทำไมจะปิดกั้น ตัวเอง ดังนั้นเราช่วยเพื่อนบ้าน เศรษฐกิจเขาดีเขาก็ซื้อสินค้าไทยทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เพราะฉะนั้นทำเกษตรพันธะสัญญานี่แยกส่วนที่จะเป็นส่วนผลิตอาหารกับส่วน ที่จะเป็นพืชพลังงานมาผลิตเอทานอลหรือไบโอดีเซล ทางใต้นี่ตั้งแต่รัฐเคดาห์ เปรัค เปอร์ลิส กลันตัน เป็น ๔ รัฐที่อยู่ติดกับจังหวัดภาคใต้ของเราทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเป็นรัฐร่ำรวย รัฐเหล่านี้ เป็นรัฐที่เทียบกับระดับของรัฐกลาง ๆ ในมาเลเซียนี่เป็นรัฐที่อยู่ในระดับยากจน เพราะฉะนั้น การที่เราไปช่วยเขาตรงนี้ ปัญหาภาคใต้ก็ทุเลาเพราะว่าเมื่อเศรษฐกิจดี การพัฒนาดี ปัญหา ด้านความมั่นคงมันก็คลี่คลาย หยิกเล็บเจ็บเนื้อมาร่วมลงทุนกับเรา มีส่วนได้ส่วนเสียก็จะทำให้ ช่วยในด้านความมั่นคงอีกทางหนึ่งด้วยรัฐที่อยู่ทางตะวันตกของเราไม่ว่าจะเป็นมณฑลตะนินตะเย ของพม่า ไล่มาเป็นรัฐมอญเป็นรัฐกะเหรี่ยงขึ้นไปสุดตลอดแนวเทือกเขาตะนาวศรี แล้วก็ไปสู่ เทือกเขาถนนธงชัยล้วนแล้วแต่เป็นพืชการเกษตรที่มีพื้นที่มากมาย แล้วคนไปร่วมลงทุนนี่ ก็ผู้ประกอบการไทยสังคมผู้ประกอบการไทยก็จะเกิดขึ้นจะเป็นการปลูกพืชพลังงาน ไม่ว่า จะเป็นอ้อยไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง แล้วก็เอาเข้ามาสู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษพลังงานของเรา ผลิตและส่งออกได้เลยครับ

สุดท้ายก็คือตัวปลายน้ำที่จะใช้นี่ล่ะครับ เป็นข้อสุดท้ายที่ขออนุญาตใช้เวลาตอบ ก็คือว่า มีข้อเสนอท่านสมาชิกพูดถึงเรื่องรถอี ๑๐๐ (E 100) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อนาคต ประเทศไทยควรทำอย่างยิ่งครับ เมื่อเรามีฐานของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นศูนย์กลาง ของอาเซียนอยู่แล้ว อุตสาหกรรมรถยนต์ของเราต้องยอมรับว่าวันนี้เราถึงแม้ว่าจะเป็น ดีทรอยท์ ออฟ เอเซีย (Detroit of Asia) ก็ตาม แต่อนาคตมันเริ่มที่จะถูกแข่งขันได้จาก หลายประเทศในอาเซียนด้วยกัน มันก็ต้องหานิช มาร์เก็ต (Niche market) ใหม่ ๆ ตลาดรถ อี ๑๐๐ นี่ครับ ตอนผมเป็นประธานขับเคลื่อนโครงการเอทานอลเมื่อปี ๒๕๔๓ นี่ครับ ที่บราซิลนี่ใช้รถอี ๑๐๐ ถามบอกเทคโนโลยีมีอะไรไหม ไม่มีอะไรมาก แล้วมีทุกค่ายไหม มีหมดโตโยต้า โคโรลาก็ผลิตอี ๑๐๐ ขายที่บราซิล ค่ายยุโรป ค่ายอเมริกามีหมดแล้วครับ รถอี ๑๐๐ คืออะไร รถที่ใช้เอทานอล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วใช้ความบริสุทธิ์เท่าไร ๙๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง วันนี้ถ้าเราใช้ผลิตที่โคราช ผลิตที่บุรีรัมย์ ผลิตที่อุดรธานี ผลิตที่ลำปาง ผลิตที่ชลบุรี ปลูกอ้อย มีมันสำปะหลัง สร้างโรงงานเอทานอล ต้นทุนจะลดลงไปอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ครับ ลงทุนก็ต่ำลง เพราะอะไร ไม่ต้องมีระบบเมมเบรน (Membrane) ระบบที่จะมากลั่นจาก ๙๖ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๙๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันต้องลงทุนสูงมากแล้วต้องซื้อเทคโนโลยีทั้งสิ้นจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราผลิตได้ ๙๖ เปอร์เซ็นต์พอ รถเราก็เติมที่นั่นเลย เติมที่นั่น วิ่งที่นั่น แล้วคิดสิครับ ไม่ต้องกลั่น แล้วก็ขนเข้ามาที่โรงกลั่นหรือโรงผสมน้ำมันแล้วก็ย้อนกลับไป เราก็สามารถ ยืนบนขาของตัวเองได้ มีน้ำมันสีเขียวของเรา ผมถึงบอกเมืองไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด แล้วแถมประเทศข้างเคียงด้วย เราก็จะกลายเป็นผลิตน้ำมัน ผลิตรถยนต์อี ๑๐๐ สามารถ ที่จะเป็นศูนย์กลางของโลก ศูนย์กลางของอาเซียน นี่คือการมองวิสัยทัศน์ไปข้างหน้าว่า ศักยภาพที่มีอยู่เราไม่เคยพัฒนาได้เต็มศักยภาพ บางทีเราก็ไปได้แค่ครึ่งทาง อย่างเรื่อง ไบโอเบสด์ เอ็นเนอร์จี เรายังไปได้สุดถึงอุตสาหกรรมไบโอเบสด์ แล้วก็ไปได้สุดของการที่จะ แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เรื่องของซัพพลาย เชน (Supply chain) แวลู เชน (Value chain) ทั้งหมดมันตอบโจทย์ มันมาจากต้นตอที่สำคัญคือเกษตร แล้วเรานี่เก่งที่สุดครับ ประเทศไทย เราเป็นแชมป์โลกกี่อย่างครับ ในด้านเกษตรหรือท็อป ไฟว์ (Top 5) ของโลกเกือบทุกชนิด ของสินค้า ผลผลิตทางการเกษตร แต่ทำไมยังยากจนครับ นั่นคือคำตอบว่าทำไม ต้องมีบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยอยากจะให้เห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วจะเห็นว่า กรรมาธิการปฏิรูปพลังงานอาจจะมองดูว่าเป็นเรื่องไฟฟ้า เป็นเรื่องเชื้อเพลิง แต่แท้ที่จริง มันเป็นชีวิตของเราของประเทศเรา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ขออภัยพี่สืบพงศ์ พยายามหาคำอยู่ เผอิญยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าต้นน้ำคืออะไร แต่นั่นคือพื้นฐาน ของประเทศเราคือประเทศเกษตรกรรม แต่วันนี้เกษตรกรรมคืออนาคตของโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ทำอย่างไรให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนให้กับประเทศ ก็คือพิมพ์เขียว ที่กรรมาธิการปฏิรูปพลังงานได้นำเสนอครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวิบูลย์ คูหิรัญ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ จริง ๆ แล้วมีเพียงข้อ ๒ ข้อ คือที่ผมได้รายงานไปว่าเรื่องพลังน้ำ ขณะนี้คงจะทำได้ยากเพราะว่ามีการต่อต้านมาก พอดีท่านอาจารย์เขมทัตได้กล่าวถึงว่า จะมีพวกที่ทำฝายน้ำล้น จะเป็นพวกโลว์ เฮด จำนวนมาก เพราะฉะนั้นผมจะขอรับไปดู อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นตัวเล็ก ๆ มาก อาจจะไปรวมอยู่ในพวกพลังงานทดแทนด้วย อย่างไรก็ตามก็ขอขอบคุณมาก

สำหรับที่ท่านรัฐมนตรีพิสิฐได้กล่าวถึงเรื่องดีมานด์ เรสพอนส์ โปรแกรม นี่จริง ๆ แล้วที่ท่านว่าว่ามันมีอยู่ในเอกสารแล้ว ความจริงผมก็ได้กล่าวแล้วเหมือนกัน แต่ว่า ก็ไปกล่าวรวมอยู่ในเรื่องอนุรักษ์พลังงาน เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณมาก ที่ท่านได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ ประธานกรรมาธิการ

ก็ต้องขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก สปช. ทุกท่าน ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ก็ยินดีน้อมรับข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกแล้วเราจะนำไปรวบรวมประมวลทำเป็นไฟนอล ดราฟท์ (Final draft) สำหรับเสนอทาง สปช. ต่อไป ในโอกาสนี้ก็ขอขอบพระคุณทุกท่าน ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมรับทราบแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน วาระปฏิรูปที่ ๑๐ เรื่องระบบพลังงานเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้ทราบความเห็นพร้อม ข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราด้วย ซึ่งคณะกรรมาธิการคงจะนำไป เป็นแนวทางการดำเนินการต่อไป ขอบคุณท่านกรรมาธิการมากเลย

วาระ ๓.๒ รายงานการปฏิรูประบบการแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว ๑๑๒ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข พิจารณาเสร็จแล้ว

(แทรกร่าง)

ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการและคณะทำงานเข้าร่วมชี้แจง ต่อที่ประชุม เพื่อให้การรายงานการพิจารณาของกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข เป็นไปด้วยความถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมได้พิจารณาแล้ว อนุญาตให้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ วรรคท้าย เชิญท่านผู้มีนามต่อไปนี้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมมีคุณอนุชา เศรษฐเสถียร คุณไพโรจน์ บุญศิริคำชัย คุณสืบศักดิ์ สืบภักดี และ พลโท บุญเติม แสงดิษฐ เรียนเชิญทุกท่านครับ ท่านกรรมาธิการ ถ้าท่านพร้อมแล้ว ขออนุญาตให้ท่านประธาน กรรมาธิการได้ชี้แจง การชี้แจงเรื่องนี้เนื่องจากเป็นวาระควิกวิน (Quick Win) ไม่ใช่วาระ ปฏิรูปปกติ เพราะฉะนั้นเอกสารได้แจกท่านสมาชิกได้อ่านล่วงหน้าแล้ว การชี้แจงคงจะสั้น แล้วสมาชิกได้อภิปราย เรียนเชิญครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุญยรัตนพันธุ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบ สาธารณสุข ขอเรียนเสนอท่านประธานว่าจากการศึกษาและพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูประบบสาธารณสุข เห็นว่าการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชนและสังคม ยังไม่มีการบูรณาการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ระหว่างหน่วยงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมีเลขหมายฉุกเฉินหลายเลขหมาย ทำให้ประชาชนในขณะที่เกิดภาวะฉุกเฉินบางครั้งไม่สามารถจดจำได้ นำไปสู่การปฏิบัติ การช่วยเหลือที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะแต่ละนาทีที่ล่าช้าอาจจะเป็น สาเหตุให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนในเหตุฉุกเฉิน คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามมติการประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๑๙ ประจำวันอังคารที่ ๒๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ จึงขอเสนอรายงานการปฏิรูปการแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว ๑๑๒ ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและเสนอรายงานฉบับดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ในการนี้ดิฉันใคร่ขอเรียนเชิญ พลเอก นายแพทย์ชูศิลป์ คุณาไทย ซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปนโยบาย สาธารณะ ทางด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นคณะทำงานในเรื่องนี้ ได้โปรดนำเสนอรายงานต่อไป ขอบคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เรียนเชิญครับ

พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย รองประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข กระผมขอรายงานการศึกษา เรื่องการปฏิรูประบบการแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว ๑๑๒ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ สิทธิพื้นฐานของมนุษย์ที่จะได้รับการช่วยเหลือ เมื่อตนเองและครอบครัวอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย หรืออยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤติ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเป็นบริการที่รัฐต้องจัดให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ทันต่อเวลา และมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ที่วิกฤติครับ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ เหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในชีวิตประจำวัน ได้นำความสูญเสียต่อทรัพย์สิน บาดเจ็บ พิการหรือเสียชีวิตมีมูลค่าของความเสียหายจำนวนมาก จากการรายงานขององค์การอนามัยโลกบอกว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีความเสี่ยง ต่อการเกิดเหตุฉุกเฉินมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ ข้อมูลของกระทรวงคมนาคม ได้รายงานถึงความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุทางจราจรมีมูลค่าในมิติทางเศรษฐกิจ โดยเฉลี่ยแต่ละปีมีมูลค่าถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เหตุการณ์ไฟไหม้ในแต่ละปี ประเมินความสูญเสียเฉลี่ยประมาณปีละ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เหตุฉุกเฉินทางอาชญากรรม และความปลอดภัยมีสถิติการรับแจ้งและจับกุมในกลุ่มคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ ทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ มีจำนวนถึง ๔,๑๔๘ ราย สำหรับเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์นั้น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้รายงานว่ามีผู้ที่ควรได้รับการช่วยฉุกเฉินมีจำนวนประมาณ ปีละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครั้ง ปัจจุบันการแพทย์ฉุกเฉินช่วยได้เพียง ๑,๓๐๐,๐๐๐ ครั้งเท่านั้น ถ้าระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินทำได้ดีกว่านี้จะช่วยได้มากกว่านี้ รายงานของสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินอีกเช่นกันครับ ปัจจุบันมีผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องเสียชีวิตนอกโรงพยาบาล มีจำนวนประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนต่อปี ถ้าระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินของกู้ชีพ กู้ภัย และของ การแพทย์ฉุกเฉินมีประสิทธิภาพทันต่อเวลาจะช่วยชีวิตได้ถึงร้อยละ ๕๐ เช่นเดียวกับ ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีการช่วยฉุกเฉินที่ดีที่สุดได้ช่วยชีวิตได้ร้อยละ ๕๐ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ชีวิตของประชาชนคนไทยจำนวนประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ที่เสียชีวิตอยู่ภายนอกโรงพยาบาลมาเป็นการช่วยชีวิตได้ถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนต่อปี เป็นค่ามหาศาลที่ไม่สามารถจะนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งใด ๆ ได้ครับ การลดการสูญเสีย จากเหตุฉุกเฉินนั้นจะต้องเริ่มจากการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉินที่รวดเร็วนำไปสู่ การช่วยเหลือในที่เกิดเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อเวลา ตามมาด้วยการส่ง โรงพยาบาลที่เหมาะสมและได้รับการช่วยเหลือต่อในโรงพยาบาลจนพ้นภาวะวิกฤติ อย่างไรก็ตามก็ต้องถือว่าการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉินเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดเริ่มแรกให้มีการปฏิบัติการช่วยเหลือในขั้นต่อไปที่มีประสิทธิภาพและทันต่อ เวลา เพราะทุกนาทีที่ล่าช้านำไปสู่การสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สิน ข้อเท็จจริงสำหรับ ประเทศไทยในปัจจุบันระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากสาเหตุต่าง ๆ มาจากทางโทรศัพท์ที่มี หมายเลขของหน่วยงานที่ออกปฏิบัติการช่วยฉุกเฉินมีจำนวนมากกว่า ๓๐ หมายเลข เช่น เหตุฉุกเฉินทางด้านอาชญากรรมและความปลอดภัยใช้หมายเลข ๑๙๑ ขึ้นอยู่กับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์จากการเจ็บป่วยฉุกเฉินและการบาดเจ็บ ใช้หมายเลข ๑๖๖๙ ขึ้นอยู่กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เหตุเพลิงไหม้ใช้หมายเลข ๑๙๙ ขึ้นอยู่กับหน่วยดับเพลิง กู้ภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหตุฉุกเฉินสาธารณภัยและภัยพิบัติ ใช้หมายเลขนิรภัย ๑๗๘๔ ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปัญหาของหลายเบอร์ หลายหน่วยงานเมื่ออยู่ในภาวะฉุกเฉินทำให้เกิดการสับสน จำเบอร์ไม่ได้ หรือกดเบอร์ผิด ติดต่อไม่ได้ เสียเวลาหรือล่าช้า ตัวอย่างของเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เหล่านี้ครับ เราจะขอความช่วยเหลือได้จากใคร ใครบ้าง มีหน้าที่ให้การช่วยเหลือ ติดต่อขอความช่วยเหลือเบอร์อะไรครับ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก มีอุบัติเหตุจราจร เกิดไฟไหม้ ทะเลาะวิวาท ต้นไม้ล้มพาดสายไฟ งูเลื้อยเข้าบ้าน ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ งูเลื้อยเข้าบ้านท่านจะขอความช่วยเหลือจากใครครับ เบอร์อะไรครับ ถ้าท่านจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ รอให้งูกัดท่านเสียก่อนแล้วก็ขอความช่วยเหลือจากแพทย์ฉุกเฉิน สรุปแล้วระบบการแจ้งเหตุฉุกเฉินของประเทศไทยในปัจจุบันมีข้อบกพร่องอยู่หลายประการ ด้วยกันครับ

ประการแรกก็คือขาดการเข้าถึงของประชาชน มีสาเหตุหลายอย่างคือสาเหตุ จากหลายเบอร์หลายหน่วยงาน ทำให้เกิดความสับสน จำเบอร์ไม่ได้ ติดต่อไม่ได้ สาเหตุ จากประชาชนที่อยู่ในบางพื้นที่ของประเทศเช่น ในป่า บนภูเขา บนเกาะ ไม่สามารถติดต่อ แจ้งเหตุฉุกเฉินได้ สาเหตุจากการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินมีหลายหน่วยอยู่หลายพื้นที่ ทำให้มี การติดต่อเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉินผิดพื้นที่ ผิดหน่วยได้ สาเหตุจากปัญหาของอุปกรณ์เครื่องมือ ที่ใช้ในการสื่อสารบกพร่อง เช่น เครื่องแจ้งเหตุไม่ทันสมัย ระบบรับแจ้งเหตุบกพร่อง ระบบจ่ายงานบกพร่องเกิดขึ้นเป็นประจำ สาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือข้อบกพร่องประการแรก ทำให้ขาดการเข้าถึงการแจ้งเหตุและรับแจ้งเหตุฉุกเฉินของประชาชน

ข้อบกพร่องประการที่ ๒ ก็คือการขาดประสิทธิภาพในการสนับสนุน หน่วยปฏิบัติการช่วยฉุกเฉิน เช่น ไม่สามารถบอกตำแหน่งหรือพิกัดของผู้แจ้งเหตุ ไม่สามารถ แจ้งข้อมูลหมายเลขของผู้โทรแจ้ง ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล เพื่อสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการช่วยฉุกเฉิน นอกจากนี้การที่บอกข้อมูลหมายเลขของผู้แจ้งยัง เป็นมาตรการที่จะใช้ป้องกันไม่ให้มีการโทรแจ้งที่มีเจตนาโทรเพื่อเป็นการรบกวนได้อีกด้วย

ข้อบกพร่องประการที่ ๓ คือไม่มีระบบการประสานงานการช่วยเหลือ ของหน่วยปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ อาจจะมีผู้บาดเจ็บด้วยจำเป็น จะต้องได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยปฏิบัติการหลายด้าน เช่น การไฟฟ้าเข้ามาตัดไฟ ตำรวจ เข้ามาจัดการจราจรและควบคุมสถานการณ์ให้หน่วยดับเพลิงเข้ามาทำการดับเพลิง ให้หน่วยปฏิบัติ แพทย์ฉุกเฉินสามารถเข้าช่วยประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บได้

ข้อบกพร่องประการที่ ๔ คือ ระบบเดิมไม่มีมาตรฐานสากล เช่น ไม่สามารถ มีระบบที่เชื่อมโยงกับระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินระหว่างประเทศ ทำให้คนไทยไปต่างประเทศ แจ้งเหตุฉุกเฉินทำได้ยาก นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างภาษา ไม่สามารถแจ้งเหตุฉุกเฉิน ในประเทศไทยได้ หรือทำได้ยากเช่นกัน ภาพนี้ก็เป็นตัวอย่างของการสูญเสียซึ่งนำมา ซึ่งการเสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศ แล้วก็มีผลกระทบต่อกิจการท่องเที่ยวของประเทศได้

ข้อบกพร่องประการที่ ๕ ก็คือไม่มีระบบติดตามการปฏิบัติงานการช่วยเหลือ ฉุกเฉิน ไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ไม่มีระบบการบันทึกข้อมูลเพื่อพัฒนางาน และการประชาสัมพันธ์ ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ถึงเวลาแล้วครับที่จะต้อง ปฏิรูประบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินโดยการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ๑๑๒ ให้เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินและประสานงาน การช่วยเหลือฉุกเฉินของหน่วยปฏิบัติการทุกด้านให้สามารถแก้ปัญหาข้อบกพร่องของระบบ การรับแจ้งเหตุฉุกเฉินที่มีอยู่เดิมได้ทุกอย่าง ดังต่อไปนี้ครับ เพิ่มการเข้าถึงของประชาชนได้ ทุกกลุ่มทุกวัย ทุกประเภทความพิการ บริการทั่วถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือโดยการระบุตำแหน่งและข้อมูลของผู้แจ้งเหตุฉุกเฉิน ประสานงานการช่วยฉุกเฉินจากหน่วยปฏิบัติการได้ครบทุกด้าน มีความเป็นมาตรฐานสากล รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างภาษาให้แจ้งเหตุฉุกเฉินได้สะดวกและรวดเร็ว มีระบบ การติดตามการปฏิบัติงานการช่วยเหลือและการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อหาเหตุผล มาสนับสนุนในการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ๑๑๒ จึงได้ศึกษาตามประเด็น การศึกษาดังต่อไปนี้ครับ

ข้อที่๑ ศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ๑๑๒ ขึ้นโดยเร็ว

ข้อที่ ๒ ศึกษาการยอมรับให้มีหมายเลข ๑๑๒ สำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน เบอร์เดียวจากหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทุกด้าน

และข้อที่ ๓ ศึกษาว่าหน่วยงานใดที่มีความเหมาะสมที่สุด พร้อมที่สุดที่จะ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานในระยะแรกเริ่ม

ข้อที่ ๔ ศึกษาแผนงานการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินในระยะเริ่มแรก โดยเร็ว

ข้อที่ ๕ ศึกษาผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับหลังจากการมีศูนย์รับแจ้ง เหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว

ในประเด็นการศึกษาข้อ ๑ ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ขึ้นโดยเร็ว ก็เพื่อให้มีการเริ่มต้นเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการช่วยเหลือฉุกเฉินในขั้นต่อไปที่จะตามมาครับ

สำหรับวิธีการศึกษานั้นมีวิธีการศึกษา ๓ วิธี วิธีแรกได้ศึกษาจากเอกสาร ทางวิชาการ ศึกษาเอกสารของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งศึกษาโดยการเชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเครือข่ายประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็น แล้วก็ศึกษาจากการไปดูงาน การปฏิบัติงานของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยงานอื่น ๆ ครับ ท่านประธานสภาครับ ในช่วงเวลาต่อไปนี้ผมจะขออนุญาตให้ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๓ ท่าน คือ ดอกเตอร์ นายแพทย์ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ดอกเตอร์สืบศักดิ์ สืบภักดี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโทรคมนาคมของ กสทช. และนายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้ชี้แจงตามลำดับและผมจะขอสรุปผลการพิจารณาตามประเด็น การศึกษาที่ได้ตั้งไว้ต่อภายหลัง

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เรียนเชิญครับ

ดอกเตอร์ นายแพทย์ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ผู้ชี้แจง 🔗

เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิก กระผม ดอกเตอร์ นายแพทย์ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติครับ ขออนุญาตกล่าวต่อจาก ท่านอาจารย์ชูศิลป์ในประเด็นที่เกี่ยวกับประโยชน์ที่จะได้รับต่าง ๆ ซึ่งเราจะได้รับประโยชน์นั้น โดยได้มาจากการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๑๒ ครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าปัจจุบันนี้ เรามีศูนย์รับแจ้งเหตุ ๑๙๑ อยู่ทั่วประเทศ จังหวัดละ ๑ แห่ง เพื่อรับเรื่องเหตุด่วน เหตุร้าย เรามีศูนย์รับแจ้งเหตุการแพทย์ฉุกเฉิน ๑๖๖๙ จังหวัดละ ๑ แห่งทุกจังหวัด แล้วก็เรามี ๑๙๙ แต่ ๑๙๙ นั้นจำกัดตัวที่ใช้ได้จริง ๆ อยู่ที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์เดียว แต่ต่างจังหวัดนั้น เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระจายหน่วยดับเพลิงอยู่หลายเทศบาล หลาย อบจ. หรือว่า อบต. ใหญ่ ๆ ทำให้ ๑๙๙ มีที่ใช้จำกัด ถ้าเมื่อเราตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๑๒ ขึ้นมา ศูนย์อื่นจะต้องไม่กระทบยังคงทำงานได้เหมือนเดิมเพื่อไม่ให้มีปัญหาในเรื่องของการที่ ประชาชนเคยชินกับเลขหมายต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วก็หน่วยปฏิบัติการทั้งหลายที่มีการทำอยู่ ในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตามต้องไม่ให้มีการเสียจังหวะในการแจ้งเหตุไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะว่า การช่วยเหลือฉุกเฉินนั้นจะต้องทำอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการตั้งศูนย์ ๑๑๒ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เราจะเห็นว่าศูนย์รับแจ้งเหตุ ฉุกเฉินนั้นที่ตั้งขึ้นจะต้องไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงโอเปอเรเตอร์ เท่านั้น แต่จะต้องเป็นหน่วยงาน กลางที่ทำหน้าที่บริหารจัดการแล้วก็รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการ ทั้งหลายให้สามารถช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันท่วงที เราจะแบ่งเรื่องของตั้งแต่เรื่องการแจ้งเหตุ เรื่องการรับแจ้ง เรื่องการสนับสนุน รวมถึงการจัดโครงสร้างเป็น ๔ เรื่อง

สำหรับการแจ้งเหตุนั้นนี่ ปัจจุบันนี้ถ้าท่านสมาชิกมีมือถืออยู่ ท่านจะเห็นว่า เวลาที่ท่านเปิดเข้าไปมันจะมีปุ่มอีเมอร์เจนซี (Emergency) อยู่ทางข้างล่าง โดยยัง ไม่จำเป็นต้องผ่านเข้าไปในพาสโคด (Passcode) ของใคร ท่านก็สามารถใช้โทรศัพท์เพื่อกด เพียงปุ่มเดียว มันก็แปลว่า ๑๑๒ แล้ว มันก็เป็นการแจ้งเหตุได้แล้วครับ โทรศัพท์บ้าน ก็สามารถแจ้งเหตุได้โดยกำหนดให้ปุ่มใดปุ่มหนึ่ง เวลาที่ท่านเปิดเครื่องเออีดี (AED) เพื่อกระตุกหัวใจ ถ้าเปิดเครื่องปุ๊บก็จะแสดงการส่งสัญญาณไปที่ศูนย์รับแจ้งเหตุได้ โดยอัตโนมัติ ท่านกดแจ้งเหตุที่ปุ่มแจ้งเพลิงไหม้ที่สถานที่ใดก็จะส่งสัญญาณไปที่ศูนย์ ๑๑๒ ท่านอาจจะมีปุ่มนิรภัยอยู่ที่บ้านหรือออฟฟิศที่ต้องการความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันนี้อาจจะมี บางคนที่จะเชื่อมโยงไปที่ตำรวจ แต่ขณะเดียวกันท่านสามารถกดและเป็นการแจ้ง ๑๑๒ ไปที่ศูนย์ ๑๑๒ ได้ด้วย อาสาสมัครหรือว่าผู้ที่อบรมเป็นนักวิทยุสมัครเล่นมักจะใช้วิทยุสื่อสาร เป็นประจำ ปัจจุบันนี้เราใช้โทรศัพท์ในการแจ้งเหตุ ถ้าหากว่าเราสามารถพัฒนาเรื่องของ สื่อสารทางวิทยุเข้าเปลี่ยนจากแอนะล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล (Digital) ก็จะสามารถรับแจ้ง เหตุผ่านทางระบบวิทยุสื่อสารเป็นระบบดิจิทัลที่ศูนย์ ๑๑๒ ได้เช่นเดียวกัน แม้กระทั่งว่า การส่งแฟกซ์ (Fax) การส่งเอ็มเอ็มเอส (MMS) เอสเอ็มเอส (SMS) หรือแอพพลิเคชัน (Application) ทั้งหลายนี่ ผมก็ได้รับการประสาน ยกตัวอย่าง สมาคมจักรยานเขาบอกว่า ถ้ามาประสานกับ ๑๖๖๙ นี่ ถ้าหากว่าจักรยานเอียงเพียง ๖๐ องศา แปลว่ามันกำลังจะล้ม แล้วให้สามารถแจ้งเหตุไปได้เลยที่ศูนย์ ๑๖๖๙ ซึ่งถ้าหากว่าเรามีศูนย์ ๑๑๒ เกิดขึ้นก็จะ สามารถรองรับแอพพลิเคชันต่าง ๆ ที่สามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ บางคนอาจจะไม่มีเวลา ที่จะแจ้งเหตุนาน อาจจะกดเพียงครั้งเดียวสามารถแจ้งเหตุได้ สามารถหนีภัยได้ ซึ่งระบบ เดิมจะต้องเข้าไปในส่วนของการกดหลายครั้ง หลายขั้นตอนในบางกรณีที่ต่างประเทศเขา ก็มีทำแล้ว อย่างเช่นยกตัวอย่างว่า เราอาจจะใช้บริการของบริษัทค่ายใดค่ายหนึ่ง เช่น เอไอเอส (AIS) เป็นต้น แต่ถ้าหากเราไปในพื้นที่ที่เอไอเอสไม่มีสัญญาณ แต่ไปจับสัญญาณอย่างอื่นได้ เช่น ดีแทค (Dtac) ท่านก็สามารถที่จะกด ๑๑๒ แจ้งเหตุได้ แต่ท่านโทรเบอร์อื่นไม่ได้ ถ้าท่านไม่มีซิมการ์ด (Sim card) ในเครื่อง ท่านก็แจ้งเหตุได้ ท่านถูกระงับใช้บริการ ท่านก็ แจ้งเหตุ ๑๑๒ ได้ เพียงแต่มีโทรศัพท์เปล่าเท่านั้นกับจับสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ท่านก็ สามารถแจ้ง ๑๑๒ ได้แล้วครับ ปัจจุบันนี้เนื่องจากเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามาก เครื่องมือ ในการแจ้งเหตุฉุกเฉินมีการพัฒนาไปเยอะ เส้นทางของสัญญาณจากเครื่องผ่านส่วนต่าง ๆ สถานีต่าง ๆ ไปจนถึงศูนย์รับแจ้งเหตุสามารถพัฒนาระบบต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน ทำให้เรา สามารถที่จะพัฒนาการแจ้งเหตุได้ดีแม้ว่าเราจะไปต่างประเทศเราสามารถกด ๑๑๒ ถ้าประเทศนั้นใช้เลขฉุกเฉิน ๑๑๒ เช่นกัน เช่นภาคพื้นยุโรป อย่างนี้เป็นต้น คนต่างประเทศ มาประเทศไทยยังไม่ต้องลงทะเบียน ถ้าเขาใช้ ๑๑๒ เขากด ๑๑๒ สามารถแจ้งเหตุฉุกเฉิน ผ่านระบบของเราได้ถ้าเราไปต่างประเทศเรากด ๑๑๒ ยังไม่ต้องลงทะเบียนอะไร เราก็ แจ้งเหตุได้ แต่เรากดเบอร์อื่นไม่ได้ ไม่ติด ดังนั้นถ้าถามว่าทำไมจึงต้องเป็น ๑๑๒ ก็เพราะว่าทั่วโลกใช้ ๙๑๑ เป็นเลขฉุกเฉินเพียง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ใช้ ๑๑๒ เป็นเลขฉุกเฉินถึง ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ในประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ได้พูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการว่าอยากจะใช้ ๑๑๒ ด้วยกัน สำหรับในกรณีที่แจ้งด้วย แอพพลิเคชันต่าง ๆ ไม่เพียงแต่เราส่งสัญญาณเสียงไปเท่านั้น แต่ว่ายังสามารถจะส่งข้อมูล หรือที่เราเรียกว่าดาตา (Data) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ไปเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ (Server) ใดเซิร์ฟเวอร์หนึ่ง แล้วก็เข้าสู่ระบบความปลอดภัยไปจนถึงศูนย์ ๑๑๒ ได้ ซึ่งอันนี้ จะสามารถส่งภาพ ส่งวิดีโอ (Video) ส่งเสียง ส่งข้อมูลต่าง ๆ จากจุดเกิดเหตุไปให้ศูนย์ ได้มองเห็นเลยว่าจุดเกิดเหตุมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นได้โดยผ่านแอพพลิเคชั่นทั้งหลาย ด้วยระบบที่ทันสมัยเหล่านี้ก็จะทำให้พื้นที่ห่างไกลทั้งหลายสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉิน ได้อย่างทั่วถึง กลุ่มเปราะบางหรือคนพิการทั้งหลายก็จะได้ประโยชน์จากอันนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลย กลุ่มเปราะบางที่พิการทางการได้ยินเป็นกลุ่มที่แจ้งเหตุฉุกเฉินได้ยาก ที่สุด เพราะว่าพูดไม่ได้ไม่ได้ยิน ซึ่งปัจจุบันนี้ต้องใช้ภาษามือ ในปัจจุบันนี้ถ้าท่านได้ติดตาม ก็จะได้ทราบว่าเนคเทค (NECTEC) ร่วมกับสภาคนพิการแห่งประเทศไทย ซึ่งอาจารย์วิริยะ ซึ่งเป็น สปช.อยู่ที่นี่ด้วยท่านได้จับมือกับเนคเทค ของบประมาณจาก กสทช. กองทุนยูโซ (USO) เพื่อพัฒนาให้เกิดศูนย์ล่าม เขาเรียกว่าทีทีอาร์เอส (TTRS) เป็นล่ามภาษามือ คนหูหนวกเขาโทรด้วยเทคโนโลยีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโมบาย (Mobile) เอสเอ็มเอส เอ็มเอ็มเอส หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ ปัจจุบันมีตู้ทีทีอาร์เอสด้วย ที่คนพิการจะรู้ว่าตู้นั้นอยู่ที่ไหน เพื่อจะไปสื่อภาษามือให้กับศูนย์ล่าม ต้องการสั่งพิซซา (Pizza) ก็ใช้ภาษามือได้ เพราะว่า ดาตาสามารถไปถึงได้ เห็นภาพ เห็นวิดีโอ ปัจจุบันนี้ที่ศูนย์ทีทีอาร์เอสได้ร่วมมือกับ สพฉ. โดย ๑๖๖๙ ซึ่งเชื่อมต่อให้คนพิการทางการได้ยินสามารถที่จะแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านระบบ ๑๖๖๙ ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังพัฒนาเรื่องนี้อยู่ ถ้ามีศูนย์ ๑๑๒ เกิดขึ้นเราก็จะต้องมีระบบล่าม ทีทีอาร์เอสอยู่ในศูนย์ด้วย รวมถึงล่ามภาษาต่างประเทศ กรณีที่เป็นวิทยุสื่อสารก็จะต้องมี การพัฒนาให้เข้าสู่ระบบที่เป็นดิจิทัล เปลี่ยนจากแอนะล็อก ก็จะมีกล่องที่สามารถ รับสัญญาณเป็นวิทยุสื่อสารได้ สำหรับที่ศูนย์เราจะต้องทำเป็นศูนย์เดียว เป็นเซ็นทราไลซ์ (Centralize) แล้วก็มีพนักงานใส่หูฟังสามารถรับจากสื่อสารได้ทั้งหลายระบบด้วยกัน ไม่ต้อง ใช้วิทยุ ไม่ต้องใช้โทรศัพท์แบบนี้ ศูนย์เดียวสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้เหนือกว่า ประหยัด งบประมาณได้มากว่า ลงทุนน้อยกว่า การที่มีศูนย์เดียวสามารถพัฒนาคุณภาพบริการ ของพนักงานได้ง่ายกว่าแล้วก็แก้ปัญหาการโทรติดผิดพื้นที่ด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้มีหลายศูนย์ ทำให้มีปัญหาการโทรติดผิดพื้นที่บ่อย ๆ ถ้ามีศูนย์เดียวก็จะหมดปัญหานั้น นอกจากนี้สำหรับ การเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือให้ได้อย่างเต็มที่โดยที่เทคโนโลยีเราก็ไปถึงกันแล้ว ต่างประเทศก็ทำมาแล้วคือการระบุพิกัดพื้นที่จุดเกิดเหตุ เวลาโทรแล้วจะสามารถรู้พิกัด จุดโทรได้เลย เวลาโทรแล้วสามารถระบุเลขหมายคนที่ใช้เบอร์นั้นด้วย ซึ่งในระบบก็จะต้อง ผ่านสัญญาณเพื่อจะไปเข้าฐานข้อมูลทั้ง ๒ เรื่องนี้ก่อน ก่อนที่จะไปถึงศูนย์ ๑๑๒ แม้กระทั่ง แอพพลิเคชันในปัจจุบัน ถ้าท่านใช้แอพพลิเคชัน แอพ (App) โน้น แอพนี้บ่อย ๆ ท่านจะเห็นว่า สามารถจะระบุโลเคชัน (Location) ได้โดยผ่านแอพพลิเคชัน ซึ่งปัจจุบันนี้เราอาจจะใช้ดาวเทียมดวง ๑ ดวง ๒ แต่ปัจจุบันนี้เขาทำเป็นโกลบอล เน็ตเวิร์ค แซทเทิลไลท์ ซิสเต็ม (Global Network Satellite System) เป็นจีเอ็นเอสเอส (GNSS) สามารถระบุโลเคชันได้แน่นอนมากขึ้นโดยผ่านการใช้แอพพลิเคชัน ที่ต่างประเทศในการ ประชุมระหว่างประเทศ มีข้อแนะนำแล้วก็ย้ำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้โทรศัพท์ที่จะต้องสามารถ ระบุโลเคชันได้ ระบุพิกัดได้ ระบุเลขหมายผู้โทรได้ อันนี้ก็อยู่ในการประชุมระหว่างประเทศ ที่หลายท่านอาจจะได้ไปร่วมประชุมมา ต่างประเทศแนะนำให้ศูนย์รับแจ้งเหตุเบอร์เดียวนี้ สามารถที่จะรองรับการระบุตำแหน่งพิกัดได้ ต่างประเทศซึ่งมีสมาคมเลขหมายฉุกเฉิน แห่งสหภาพยุโรปเป็นตัวกลางในการเชื่อมเรียกย่อ ๆ ว่ายูโรเปียน อีเมอร์เจนซีนัมเบอร์ แอสโซซิเอชัน (European Emergency Number Association) หรือว่าอีนา (EENA) ได้แนะนำสมาชิกให้ความสำคัญกับการระบุพิกัดกับผู้โทรเมื่อแจ้งเหตุฉุกเฉินโดยรัฐก็จะต้องมี การออกข้อบังคับด้วยเพื่อให้สามารถที่จะระบุพิกัด ระบุผู้โทรได้ เมื่อมีการระบุพิกัดกับผู้โทรได้นี่ การระบุพิกัดจะทำให้เราสามารถที่จะทำให้การแจ้งเหตุฉุกเฉิน สามารถปรากฏได้พร้อมกัน ทั้งที่ศูนย์รับแจ้งเหตุ ๑๑๒ กับที่ศูนย์จ่ายงานเดิม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ เป็นการแพทย์ฉุกเฉิน หรือว่าเป็นดับเพลิง ศูนย์เหล่านั้นจะขึ้นข้อมูลได้พร้อมกันจากการที่ระบุตำแหน่งของผู้โทร เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาว่าถ้าโทรเข้ามาที่ ๑๑๒ แล้วนี่ จะต้องรอให้ ๑๑๒ แจ้งต่อไปที่ศูนย์อื่น ๆ อีก ซึ่งก็จะเสียจังหวะไป แต่ถ้าหากว่าข้อมูลเกิดขึ้นพร้อมกัน ที่ศูนย์ ๑๑๒ สอบถามข้อมูลผู้ที่แจ้งเข้ามา อีก ๓ ศูนย์นั้นจะได้ยินด้วยพร้อมกัน ขณะที่ศูนย์ ๑๑๒ กำลัง บันทึกข้อมูลเข้าระบบ อีกศูนย์ทั้งสามนั้นก็จะเห็นข้อมูลที่ขึ้นด้วย ในระหว่างนั้นก็จะสามารถ จ่ายงานให้ทีมปฏิบัติการออกได้เลยไม่ว่าจะเป็นตำรวจ เป็นดับเพลิง หรือว่าการแพทย์ฉุกเฉิน อันนี้ก็จะทำให้เกิดความรวดเร็ว สามารถที่จะกำหนดเป็นไทม์ เฟรม (Time frame) ได้ว่า ภายในเวลาเท่าไร ๆ สามารถจะรับแจ้งได้แล้วก็จ่ายงานได้ ยกตัวอย่างว่าในกรณีที่แจ้งเหตุ ฉุกเฉินเข้ามาแล้วมีข้อมูลที่ขึ้นพร้อมกัน เช่นสมุย เป็นต้น เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมา เวลามีคน แจ้งเหตุฉุกเฉินเข้ามา ๑๑๒ ปุ๊บ ข้อมูลจะปรากฏที่ศูนย์ ๑๑๒ ด้วย ที่ศูนย์ดับเพลิงที่สมุยด้วย เทศบาลสมุยแจ้งเหตุที่ ๑๖๖๙ ที่อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย ข้อมูลเกิดขึ้นที่ศูนย์ ๑๙๑ ที่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีด้วยพร้อมกันครับ ก็จะทำให้ทีมทั้งหลาย ทั้ง ๓ สามารถ ไปยังจุดเกิดเหตุได้ทันเวลาเป็นการบูรณาการ เราสามารถกำหนดว่าเราจะรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ได้สำเร็จได้ภายใน ๑๐ วินาที เราจะสามารถกำหนดว่าจากการรับแจ้งเหตุแล้วไปถึง การจ่ายงานได้ภายใน ๖๐ วินาที เนื่องจากเป็นเรื่องการช่วยฉุกเฉิน ดังนั้นเรื่องของเวลาเป็น สาระสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่เป็นไทม์ พีเรียด (Time period) แต่ละพีเรียด (Period) ตั้งแต่เรื่องเครื่องสัญญาณไปถึงตรงเสาโทรคมนาคม จนกระทั่งไปถึงตู้สวิตช์ เซ็นเตอร์ (Switch center) สวิตซ์สัญญาณ จนกระทั่งเซิร์ฟเวอร์ไปถึงส่วนของเซ็นเตอร์ (Center) ที่รับแจ้งจนกระทั่งไปถึงหน่วยจ่ายงานแต่ละช่วงเวลาจะต้องกำหนดให้เป็นเวลาที่สั้นที่สุด หรือไม่มีช่วงเวลาเลย คือเกิดพร้อมกันได้ อันนี้ก็จะต้องอยู่ในแผนที่เราจะต้องดำเนินการ

นอกจากนี้แล้วการเป็นศูนย์เดียวเรียนให้ท่านได้ทราบว่าดีกว่าที่จะมีหลาย ศูนย์ แต่เราก็ต้องมีศูนย์สำรองไว้ด้วยหรือดีอาร์ ไซท์ (DR site) ต้องมีระบบสำรองเผื่อว่า ระบบกลางมันล่ม ระบบสำรองก็จะสามารถทำงานได้ทันที ศูนย์นี้ไม่เพียงแค่รับแจ้งเท่านั้น ไม่ใช่มีหน้าที่แค่เป็นโอเปอเรเตอร์ ดังที่เรียนให้ท่านสมาชิกทราบแต่ยังมีหน้าที่ที่จะสนับสนุน การจ่ายงานของศูนย์จ่ายงานทั้งหลาย เพราะว่าข้อมูลทั้งหลายจะโฟลว์ (Flow) มาสู่ที่ศูนย์ ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนชุดปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ออกปฏิบัติการได้ด้วยครับ ซึ่งการเชื่อมต่อ ระหว่างศูนย์ไปถึงยังศูนย์จ่ายงานต่าง ๆ เราสามารถที่จะผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือว่า ผ่านทางเขาเรียกว่าทางสายก็ได้ หรือที่เรียกว่ากัฟเวิร์นเมนท์ อินฟอร์เมชัน เน็ตเวิร์ค (Government information network) ที่สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ก็โพรไวด์ (Provide) ให้กับหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งสามารถที่จะดำเนินการไปได้ เพื่อให้สามารถที่จะสื่อสัญญาณไปได้จากศูนย์ไปยังศูนย์จ่ายงาน ทั้งหลายทั่วประเทศ ข้อมูลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่จุดเกิดเหตุ ข้อมูลเรื่องของแผนที่ ข้อมูลจีพีเอส (GPS) ทั้งหลาย ข้อมูลผู้ป่วย เช่นเราอยากทราบว่าคนไข้แพ้ยาอะไร มีโรคประจำตัวอะไร เป็นคนไข้โรงพยาบาลไหน ก็จะสามารถเชื่อมต่อเข้ามาที่ศูนย์ รับแจ้งเหตุ ๑๑๒ ได้ แล้วก็ปรากฏที่ศูนย์จ่ายงานได้โดยการสนับสนุนจากศูนย์ ๑๑๒ ด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการที่จะจ่ายงานได้อย่างมีข้อมูลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างมี ข้อมูล ขณะเดียวกันข้อมูลทั้งหลายก็จะไปสนับสนุนทีมที่ออกปฏิบัติการด้วย โดยที่ศูนย์เอง ก็จะเชื่อมต่อกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ศูนย์ยังทำหน้าที่ในการติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติการหรือว่าการจ่ายงานด้วย เมื่อมีการจ่ายงานไปแล้ว เมื่อมีการออก ปฏิบัติการไปแล้ว ข้อมูลทั้งหลายก็จะย้อนกลับมาที่ศูนย์ ๑๑๒ เพื่อจะรวบรวมอยู่ ในฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์นำไปสู่การบริหารจัดการหรือตัดสินใจของ ผู้บริหาร นำไปสู่การเชื่อมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่สามารถเอาไปปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องกันไปได้ หรือว่านำไปทำเรื่องของการศึกษาวิจัยพัฒนาต่อไป หรือนำไปสู่การสื่อสารสู่สาธารณะ เช่น วันดีคืนดีเราดูทีวี (TV) อยู่มีการแจ้งบอกว่ามีเหตุอย่างนี้เกิดขึ้นในทีวี เป็นสิ่งที่เราอยากจะให้ มันมีขึ้นในประเทศเรา ซึ่งศูนย์นี้น่าจะเป็นตัวกลางในการจัดการสิ่งเหล่านี้ได้

ถัดไปเป็นเรื่องของการพูดถึงโครงสร้างสถาปัตยกรรม การออกแบบ คงจะต้องมีองค์ประกอบที่จะต้องออกแบบทั้งเรื่องของบุคลากร เรื่องของซอฟต์แวร์ (Software) ขั้นตอนการปฏิบัติ ซอฟต์แวร์ของระบบเทคโนโลยีที่รองรับโพรโตคอล (Protocol) ของระบบ อาคาร สถานที่ อุปกรณ์ รวมทั้งแผนการพัฒนาบุคลากร

อันที่ ๑ คือเรื่องของพีเพิล แวร์ (People ware) เราคำนวณไว้แล้วว่า ผู้รับแจ้งเหตุโดยคำนวณจากผู้รับแจ้งเหตุในปัจจุบันที่มีอยู่ คำนวณจากปริมาณการรับแจ้ง ทั่วประเทศ เราพบว่าผู้รับแจ้งใน ๑๑๒ นั้นจะต้องมีจำนวน ๑๔๐ ที่นั่งในแต่ละเวร ซึ่งเมื่อมี ใครที่เขาแจ้ง ๑๑๒ เข้ามาแล้วผู้รับแจ้งจะเป็นคอนแทคท์ พอยท์ (Contact point) อันแรกเลย จะต้องดูแลทั้งคุณภาพ ทั้งบริการ ซึ่งเมื่อมีข้อมูลปรากฏขึ้นที่นี่แล้วข้อมูลจะปรากฏพร้อมกัน ที่จุดจ่ายงานทั้งหลายด้วย ศูนย์จ่ายงานทั้งหลายด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีในส่วนของ เจ้าหน้าที่สนับสนุนการจ่ายงานอีกจำนวนหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติการ อีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ที่คอยติดตามประเมินผลอีกจำนวนหนึ่ง สำหรับพนักงาน ที่รับแจ้งนั้นจะมีการเชื่อมต่อกับล่ามภาษาต่างประเทศ ล่ามภาษามือที่อยู่ในศูนย์ด้วย จะมีบางส่วนที่เป็นที่ปรึกษาในกรณีที่เป็นเรื่องยาก ๆ จะมีที่ปรึกษาภายใน รวมทั้งที่ปรึกษา ภายนอกที่เชื่อมต่อกับหน่วยงานภายนอกด้วย จนไปถึงเรื่องการจ่ายสตางค์ไฟแนนเชียล (Financial) อะไรนี่ไปด้วยเลย ในกรณีที่มีการแจ้งเข้ามา แล้วเป็นกรณีเป็นเหตุไม่ฉุกเฉิน เช่น ขอคำแนะนำหรือว่าจะร้องเรียน หรือว่าเป็นสายก่อกวนทั้งหลาย ผู้รับแจ้งจะสวิตซ์ (Switch) สาย ไม่ค้างสายไว้เกินกว่า ๕ นาที จะต้องสวิตซ์สายนั้นไปยังโต๊ะที่มีเจ้าหน้าที่คอย รับเหตุไม่ฉุกเฉินต่อไป เขาเรียกว่า นอน อีเมอร์เจนซี (Non-emergency) เจ้าหน้าที่เหล่านั้น จะทำหน้าที่ในการที่จะประสานพูดคุย ให้คำแนะนำ หรือว่าจัดการกับคนที่โทรมาในเรื่อง ของการก่อกวนหรือว่าสายหลอก อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของบุคลากรในระบบ

ถัดไปก็เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ที่เราจะต้องนำมาใช้ในการปฏิบัติการ ไม่ว่า จะเป็นระบบของการประสานติดต่อกับผู้ที่แจ้งเข้ามา เรียกว่าคอนแทคท์ เซ็นเตอร์ ซิสเต็ม (Contact center system)

อีกอันหนึ่งก็เป็นระบบซอฟต์แวร์ ที่แยกระหว่างกรณีที่ฉุกเฉินกับไม่ฉุกเฉิน อีกอันหนึ่งก็เป็นกรณีที่เป็นฉุกเฉิน เรายังต้องมีการแยกแยะว่ามันเป็นความรุนแรงระดับไหน ถ้าเป็นทางการแพทย์ก็จะบอกว่าสีแดง สีเหลือง สีเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องมี ซอฟต์แวร์สำหรับการรายงานติดตามผลด้วยในกรณีที่มีการแจ้งเหตุเป็นสายหลอก สายก่อกวนเข้ามา ในปัจจุบันนี้มีมากมายเลย ถ้าไปถาม ๑๙๑ เขาบอกว่า ๑๐,๐๐๐ ราย มีถึง ๘,๐๐๐ กว่ารายเป็นสายหลอก มีเพียง ๑,๐๐๐ กว่ารายเท่านั้นที่เป็นสายจริง แล้วใน บรรดา ๑,๐๐๐ กว่ารายนั้นมีที่จะต้องออกปฏิบัติการจริง ๆ ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ส่วนใหญ่ที่แจ้งเหตุฉุกเฉินที่ต่างประเทศ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเหตุกู้ชีพการแพทย์ ดับเพลิง กับตำรวจจะมีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในระบบที่สร้างขึ้นมาจากภายนอกมาเชื่อมถึงตรงศูนย์แล้ว เมื่อสัญญาณผ่านการระบุพื้นที่กับระบุผู้โทรแล้วก่อนจะมาเข้าที่ศูนย์จะต้องมาเข้ากล่องที่เขา เรียกว่าไอพีเอบีเอ็กซ์ (IPABX) ซึ่งเป็นกล่องที่แปลงสัญญาณให้เป็นระบบดิจิทัล แล้วก็ สัญญาณหลาย ๆ อย่างถูกแปลงมาด้วยกัน ในนั้นก็จะมีโพรโตคอล หลายแบบ รวมทั้งเรื่อง ของความปลอดภัยของข้อมูลด้วย ระบบที่สื่อสารภายในองค์กรเองจะเป็นระบบสื่อสาร ระหว่างจุดต่อจุด ซึ่งอันนี้จะเป็นความสะดวกระหว่างว่าพนักงานคนหนึ่งที่จะต้องสื่อสาร กับพนักงานอีกคนหนึ่งที่อยู่ต่างแผนกกันเพื่อให้เกิดความรวดเร็วเขาเรียกว่าเมส โทโปโลยี (Mesh topology) จะทำให้เป็นระบบที่สนับสนุนการปฏิบัติการร่วมกันภายในระบบภายใน ได้ถัดจากระบบภายในเวลาไปเชื่อมต่อกับศูนย์จ่ายงานภายนอกก็เรียนให้ท่านทราบแล้วว่า มันสามารถจะดำเนินการได้ทั้งในเรื่องของอินเทอร์เน็ต กับเรื่องของทางเคเบิล (Cable) หรือว่าจิน (GIN) ตามที่เรียนให้ทราบ ที่ต่างประเทศปัจจุบันนี้เขาไม่ได้ประชาสัมพันธ์เลข ฉุกเฉิน เพราะว่าเลขฉุกเฉินเขารู้กันดีแล้ว ยกตัวอย่างที่ประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษ เดิมทีเขามีเลข ๙๙๙ เป็นเลขแจ้งฉุกเฉิน ๓ อย่าง ทั้งตำรวจ ดับเพลิง กู้ภัยแล้วก็การแพทย์ เมื่อสหภาพยุโรปตกลงกันว่าให้ใช้ ๑๑๒ ด้วยกันทั้งยุโรป ประเทศอังกฤษก็เลยเพิ่ม ๑๑๒ เข้ามาอีกเบอร์หนึ่ง โดยที่ ๙๙๙ ยังอยู่ ประชาชนเคยชินกับการใช้เลขฉุกเฉิน บางครั้งก็ใช้ ในกรณีที่ไม่ฉุกเฉินด้วย เช่น ยกตัวอย่างการโทรมาเพื่อขอคำแนะนำหรือว่าการที่จะต้องการ พาผู้ป่วยไปฉีดยา ไปหาหมออย่างนี้เป็นต้น เขาก็เลยพยายามประชาสัมพันธ์เลข ไม่ฉุกเฉินแล้วก็บอกว่าถ้าไม่ฉุกเฉินอย่าโทร ๙๙๙ หรือ ๑๑๒ ขอให้โทรหมายเลข ๑๑๑ ก็คือ กำหนด ๑๑๑ มาเป็นเลขหมายไม่ฉุกเฉิน ของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเรามีระบบอันนี้ เกิดขึ้น ถ้าเหตุฉุกเฉินเราโทร ๑๑๒ จะต้องเป็นคนรับ เราไม่ใช้ไอวีอาร์ (IVR) รับ อย่างนี้ กด ๑ กด ๒ ไม่ใช่ ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินต้องใช้คนรับ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ฉุกเฉินเราอาจจะเพิ่ม อีกเลขหนึ่งคือเลข ๑๑๒ และประชาสัมพันธ์ไปด้วยว่าถ้าไม่ฉุกเฉินให้โทรเบอร์นี้ เพื่อไม่ให้คน ที่ได้รับเหตุฉุกเฉินต้องเสียโอกาสจากสายก่อกวนหรือว่าสายหลอกที่จะต้องเสียรถ ไปช่วยเหลือคนที่ไม่มีจริง ในขณะที่คนฉุกเฉินจริงไม่ได้รับความช่วยเหลือเพราะไม่มีรถเหลือ อย่างนี้เป็นต้นอันนี้ก็เลยจำเป็นต้องมีระบบของการดำเนินการรับแจ้งเกี่ยวกับกรณีที่ ไม่ฉุกเฉินด้วย แต่การทิ้งสาย วางสายไปเฉย ๆ มันก็อาจจะผิดพลาดได้ต้องมีระบบรองรับ ครับ

ถัดไปก็เป็นเรื่องของผังองค์กร ผังองค์กรอาจจะมีในส่วนของ อันนี้เป็นการ ออกแบบเพื่อให้เป็นตุ๊กตาอาจจะแตกต่างจากนี้ได้ ส่วนบริหารจัดการด้านพัฒนาเป็นส่วน นโยบาย ส่วนรับแจ้งเหตุประสานความช่วยเหลือเป็นปฏิบัติการ กับอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วน สนับสนุน

สำหรับอาคารสถานที่ อันนี้เป็นผังสถานที่คำนวณแล้วใช้พื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ตารางเมตร จะมีทั้งในส่วนบริหารจัดการด้วย ห้องประชุม แผนกต่าง ๆ ที่จะต้องมา ให้คำปรึกษา รวมทั้งส่วนที่เป็นสันทนาการหรือว่าพัฒนาบุคลากร

สำหรับแผนพัฒนาบุคลากร ต้องพัฒนาทั้งคนที่อยู่ด่านแรกที่จะต้องเฟซ (Face) กับคนที่โทรเข้ามา พัฒนาเซคคัน เทียร์ (Second tier) คือส่วนสนับสนุน ส่วนโอเปอเรชัน (Operation) ส่วนเทคโนโลยี ส่วนบริหารจัดการ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ พอยท์ ออฟ คอนแทคท์ (Point of contact) มีความสำคัญมาก ต้องมีคุณภาพในการบริการ ต้องมีการจัดอาคารสถานที่ให้มีบรรยากาศที่เหมาะสมกับการทำงาน เปิดโอกาสให้ ผู้เปราะบาง ผู้พิการได้มีส่วนร่วมในศูนย์ด้วย ดังนั้นปัจจัยแห่งความสำเร็จของศูนย์นี้จะต้อง ประกอบด้วยเนื้อหาสาระ ประกอบด้วยจุดสัมผัสหรือว่าคอนแทคท์ พอยท์นั้นประกอบด้วย การสื่อสาร รวมถึงการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในอนาคตเมื่อระบบ การกระจายอำนาจเราประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้า ต่อไปท้องถิ่นจะได้มีส่วนร่วม จริง ๆ แล้วต้องเป็นผู้บริหารจัดการในเรื่องของงานอีเอ็มเอส (EMS) งานฉุกเฉินต่าง ๆ งาน กู้ภัยดับเพลิงซึ่งมีอยู่แล้ว บูรณาการเป็นระบบเดียวกัน ซึ่งในอนาคตคาดว่าเมื่อกระจาย อำนาจประสบความสำเร็จเราจะเห็นหลาย ๆ อย่างมีการพัฒนาขึ้นตามมา ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน ไปสู่สิ่งที่ยั่งยืน โดยในที่นี้เป็นการออกแบบในช่วงระยะเริ่มแรก ใน ๓ ปีแรกเราอาจจะใช้ การเช่าก่อน จนกว่าเราจะมั่นใจว่าระบบที่ออกแบบมานั้นพัฒนาดีแล้วถัดจาก ๓ ปีไป จึงน่าจะมีเป็นระบบที่ถาวรได้ ขอบพระคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญท่านต่อไปค่ะ

นายสืบศักดิ์ สืบภักดี ผู้ชี้แจง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายสืบศักดิ์ สืบภักดี อาจารย์นักวิชาการด้านกิจการโทรคมนาคม อนุกรรมการพัฒนากิจการวิทยุสมัครเล่น และความถี่ภาคประชาชน สำนักงาน กสทช. ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ประจำ คณะกรรมการตรวจสอบประเมินผลคณะกรรมการ กสทช. ในฐานะคณะทำงาน และคณะทำงานด้านเทคนิคเรื่องการศึกษา ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินเลขหมายเดียว ในที่นี้ เรากำลังพูดกันถึงเลขหมาย ๑๑๒ จากที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับฟังท่านผู้ชี้แจง ก่อนหน้านี้คงจะเริ่มเห็นภาพ และคงจะเริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งที่คณะกรรมาธิการ และคณะทำงานกำลังพยายามจะนำเสนอ จริง ๆ แล้วหลายท่านคงจะรู้จักเรื่องของการแจ้ง เหตุฉุกเฉินโดยใช้เลขหมายเดียวของต่างประเทศเป็นอย่างดีแล้ว เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องใหม่ ในต่างประเทศนั้นมีระบบแจ้งเหตุในลักษณะที่เรากล่าวถึงมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒๐ หรือ ๓๐ ปี แต่ว่าสำหรับประเทศเรานั้นยังไม่มีระบบนี้เกิดขึ้น จริงอยู่ว่าในปัจจุบันนี้ เราอาจจะมีศูนย์รับแจ้งเหตุของหลายหน่วยงาน หลายเลขหมาย หลายศูนย์ที่ให้บริการ กับประชาชนแต่จริง ๆ แล้วเราจะเห็นว่าไม่มีการบูรณาการหรือการนำข้อมูลภาครัฐ ข้อมูล ประชาชน ข้อมูลผู้ป่วยหรือมีการประสานงานกัน ให้เกิดการช่วยเหลือประชาชนโดยรวดเร็ว อย่างแท้จริงโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีนั้น มีส่วนสำคัญ ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการ และท่านรองประธานกรรมาธิการได้เกริ่นนำไป สักครู่จะเห็นว่าพันธกิจพื้นฐานของกฎหมายทุกฉบับของทุกประเทศ รวมถึงแม้แต่ รัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย ถึงแม้ว่าฉบับที่เท่าไรก็แล้วแต่ มาตราแรก ๆ พวกเรา จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วก็จะเป็นเรื่องของการที่จะต้องให้บริการ แล้วก็สิทธิของประชาชน ในเรื่องของการจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เหตุต้องการการช่วยชีวิตโดยไม่มีสิ่งปิดกั้น ไม่มีความล่าช้าและไม่ต้องเลือกปัจจัยอื่น ๆ ใด ๆ ทุกอย่าง ซึ่งในกรณีนี้ เลขหมายฉุกเฉิน ๑๑๒ หรือการรวบเลขหมายให้บริการเอาไว้ เลขหมายเดียวนั้นเป็นแนวทางที่ต่างประเทศ แล้วก็สากลดำเนินการอยู่ ผมจะขอนำเรียน ในประเด็นที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย

ประเด็นแรก จะเป็นเรื่องประเด็นของกฎหมาย จะเห็นว่า ณ จนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าฟังการชี้แจงจากท่านผู้ชี้แจงก่อนหน้าท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ดอกเตอร์ไพโรจน์ ก็คงจะรับทราบว่าหลายท่านอาจจะคิดว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นในแง่ของเทคโนโลยี หรือในแง่ของการปฏิบัติ เนื่องจากว่า สพฉ. นั้นเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติอยู่แล้ว อาจจะมี การปรับเปลี่ยนไม่มาก แต่ในเรื่องข้อกฎหมายจะต้องมีการปรับเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด ผมขอนำเรียนว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องเราสามารถใช้พระราชบัญญัติหรือกฎหมาย หรือระเบียบหรือประกาศของหลายหน่วยงานที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบันนั้น ในการที่ดำเนินงานให้เกิดศูนย์รับแจ้งเหตุนี้ได้โดยทันที อาทิเช่น ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติ การแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่ง สพฉ. โดยกระทรวงสาธารณสุขนั้นได้ดำเนินการอยู่แล้ว แล้วก็ ออกปฏิบัติตลอดจนมีผลงานที่สามารถพิสูจน์ได้และเป็นข้อประจักษ์ว่าได้ช่วยเหลือ ประชาชนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือบนท้องถนนมากน้อยแค่ไหน พระราชบัญญัติ ในเรื่องของการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งปัจจุบันนั้นก็มีการประกาศใช้อยู่แล้ว แล้วก็ กำกับดูแลโดย กสทช. ซึ่งจะดูแลแล้วก็กำกับผู้ให้บริการกิจการโทรคมนาคมทุกชนิด ทุกประเภทที่เราก็ทราบกันดีอยู่ ส่วนนี้สามารถที่จะบังคับใช้หรือว่าสามารถออกระเบียบ ออกประกาศเพิ่มเติมให้เอกชนทุกรายหรือแม้แต่ผู้ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคมนั้น สามารถให้ความช่วยเหลือแล้วก็ให้ความร่วมมือในการตั้งศูนย์ปฏิบัติการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน เลขหมายเดียวได้ นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งผมจะขอกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลสิทธิส่วนบุคคล พระราชบัญญัติ การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์หรือพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ซึ่งทั้งหมด จะเกี่ยวพันทั้งหมดดังที่ท่านผู้ชี้แจงก่อนหน้าได้บอกว่าโดยความเป็นจริงศูนย์ปัจจุบันนี้ มีการปฏิบัติงานอยู่หลายส่วนด้วยกัน แต่ก็ติดข้อจำกัดหลายอย่าง ยกตัวอย่างอาทิเช่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโทรมาก่อกวนหรือว่าการแจ้งเท็จหรือการขัดขวางการทำงาน เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่จะสามารถป้องปรามหรือสามารถใช้เทคโนโลยีในการที่จะแทรค (Track) กลับไปยังผู้ที่แจ้งเหตุเหล่านั้นเพื่อทำให้เกิดการกำราบหรือการจับกุมนั้นก็สามารถใช้ พระราชบัญญัติตัวอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในส่วนของหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น สปสช. หรือว่าสำนักงานกลางทะเบียนราษฎร์หรือแม้แต่ กสทช. และเอกชนผู้ให้บริการเอง โดยความเป็นจริง ณ ปัจจุบันแต่ละหน่วยงานมีการบูรณาการหรือการเก็บข้อมูลไม่ว่า จะเป็นข้อมูลของการเคยออกให้บริการรักษาพยาบาลข้อมูลเรื่องการให้บริการอื่น ๆ หรือข้อมูลพื้นฐานในเรื่องของการจดทะเบียนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าศูนย์รับแจ้งเหตุ หลาย ๆ ศูนย์ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการหรือว่านำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ให้เกิด การบริการประชาชนได้อย่างแท้จริง อันนี้คือวัตถุประสงค์ที่เราจะต้องปฏิรูป

ส่วนต่อมาในเรื่องเลขหมาย วันนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าทำไม จึงต้องเป็น ๑๑๒ หรือว่าหลายท่านอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าทำไมจึงต้องเป็น ๑๑๒ เป็นเลขหมายอื่นไม่ได้หรือ หรือเลขหมายนี้ใครคิด ผมจะขอนำเรียนว่าจริง ๆ เลขหมาย ๑๑๒ ไม่ได้เกิดจากการคิดของคณะทำงาน ไม่ได้เกิดจากการคิดของใครคนใดคนหนึ่งหรือว่า ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จริง ๆ เลขหมาย ๑๑๒ นี้ มีการพูดคุยกันแล้วก็มีการกำหนดกัน โดยสมาชิกของสหพันธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือต่อไปนี้ผมจะขอเรียกว่าไอทียู (ITU) แล้วไม่ใช่เพิ่งคุยในรอบ ๕ ปี ๑๐ ปีที่ผ่านมา โดยความเป็นจริงไอทียูและประเทศ สมาชิกนั้นได้มีการพูดคุยและเริ่มมองเห็นปัญหาของการกำหนดเลขหมายฉุกเฉินสำหรับ การแจ้งเหตุในกรณีที่กิจการโทรคมนาคมเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการแจ้งเหตุ หลายประเทศได้เริ่มมีการคุยกันตั้งแต่ปี ๑๙๗๒ กว่า ๔๐ ปี หลังจากนั้นก็มีการประชุมเพื่อที่จะกำหนดมากขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้าย ในปี ๒๐๐๘ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศนั้นได้ออกประกาศหรือในลักษณะที่เป็น เรคคอมเมนเดชัน (Recommendation) หรือว่าเป็นข้อแนะนำสำหรับประเทศสมาชิก พึงจะนำไปปฏิบัติว่าถ้าจะมีการกำหนดเลขหมายฉุกเฉินใด ๆ เพื่อรับแจ้งเหตุฉุกเฉินไอทียู ได้แนะนำหรือว่าเรคคอมเมนเดชันอยู่ ๒ เลขหมาย ให้เป็นสากลเพื่อให้ทุกประเทศได้นำไป ปฏิบัติ เนื่องจากว่าโลกในปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวเองก็เดินทางไปเรื่อย กิจการโทรคมนาคม ก็เติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ละประเทศคงจะไม่สามารถที่จะกำหนดเลขหมายเฉพาะของตัวเอง และต้องเปลี่ยนทุกครั้งเวลาเราเดินทางทุกประเทศได้

สาระสำคัญในข้อที่ ๕ นั้นที่ผมวงไว้ ไอทียูได้เรคคอมเมนเดชันเป็นประการแรกว่า ถ้าประเทศใดยังไม่ได้มีการกำหนดเลขหมายฉุกเฉิน ไอทียูเสนอแนะเลขหมายอยู่ ๒ เลขหมาย สำหรับเลขหมายฉุกเฉิน คือ ๑๑๒ และ ๙๑๑ เหตุผลที่ต้องเสนอ ๒ หมายเลข เนื่องจากว่า โดยความเป็นจริงแล้วในการจัดระบบเลขหมายโทรคมนาคมนั้นหรือที่เราเรียกกันว่าการทำ นัมเบอริง แพลนนิง (Numbering planning) จะขึ้นอยู่กับปัจจัยและข้อจำกัดของ บางประเทศด้วย บางประเทศสามารถกำหนดเลขหมาย ๙๑๑ ได้ แต่บางประเทศอาจจะ ไม่สามารถกำหนดเลขหมาย ๙๑๑ ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิคที่ได้มีการออกเลขหมาย ให้บริการพื้นฐานไปแล้ว ถ้าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนก็จะต้องกระทบกับประชาชนมากมาย ที่สำคัญในส่วนของโลกใบนี้ก็มี ๒ ค่ายหรือว่า ๒ ขั้วใหญ่ ๆ ก็คืออย่างที่เราทราบว่า ทางอเมริกาเหนือจะใช้ ๙๑๑ และทางยุโรปจะใช้ ๑๑๒ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุล แล้วก็เพื่อให้เกิดการง่ายต่อการปรับเปลี่ยนจึงกำหนดเลขหมายไว้ทั้ง ๒ เลขหมาย แล้วแต่ ประเทศใดจะสามารถนำไปใช้ได้ อันนี้เป็นประการแรก

ประการต่อมาในข้อที่ ๖ ไอทียู แนะนำว่าประเทศอื่นหรือประเทศใด ๆ ก็แล้วแต่ที่ได้มีการประกาศเลขหมายฉุกเฉินไปก่อนหน้านี้แล้วที่แตกต่างจากไนน์วันวัน หรือ ๙๑๑ หรือว่า ๑๑๒ ขอให้กำหนดเลขหมายฉุกเฉินสากลตามที่ไอทียูแนะนำ เพื่อให้เป็น มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก และให้ประชาชนบนโลกนี้ทุกคนได้ประโยชน์จากการเดินทางไป เดินทางมา แล้วต้องการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ให้เป็นอัลเทอร์เนทีฟ (Alternative) หรือว่า เป็นทางเลือกที่ ๒ แล้วต้องปฏิบัติงานได้ใน ๒ เลขหมายเหมือนเดิมครับ คือ ๑๑๒ และ ๙๑๑ ใช้คำว่า ออล (All) เราสามารถเลือกเลขหมายใดเลขหมายหนึ่งได้ ผมขอนำเรียน ตรงนี้ว่าสำหรับประเทศไทยนั้นคงต้องตัดเลขหมาย ๙๑๑ ออกไป เนื่องจากว่าเราเป็น ประเทศกลุ่มหนึ่งซึ่งมีการจัดสรรเลขหมาย หรือว่าทำนัมเบอริง (Numbering) ในส่วนที่มี เลขหมายนำ ๙๑๑ ออกไปแล้ว สำหรับแลนด์ไลน์ (Landline) หรือว่าโทรศัพท์บ้าน ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นการจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ใช้ ๙๑๑ จะกระทบกับประชาชน เป็นวงกว้าง เพราะฉะนั้นเลขหมายที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็น ๑๑๒

อันดับต่อมาไอทียูไม่ได้ทำงานแค่ประเทศเดียว แล้วก็ไม่ได้ทำงานแค่กลุ่มเดียว จริง ๆ ไอทียูเป็นองค์กรระดับโลก ในระหว่างที่เรายังไม่ได้ทำอะไรไอทียูได้คุยถึงระดับผู้ผลิตแล้ว จึงเป็นที่มาของอย่างที่ท่านผู้นำเสนอก่อนหน้านี้ได้บอกว่า โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ โทรคมนาคมในปัจจุบันจริง ๆ รองรับเลขหมาย ๑๑๒ มานานมากแล้ว ท่านไม่ต้องมีซิมการ์ด ท่านไม่ต้องจับสัญญาณโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการของค่ายท่านได้ ท่านไปต่างประเทศ ท่านไม่ต้องเปิดโรมมิง (Roaming) ในทางกลับกันชาวต่างประเทศที่มาบ้านเราเขาไม่ต้อง เปิดโรมมิงก็ได้ครับ เพราะเขาอาจจะไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่าย แต่ขอแค่มีโทรศัพท์ที่พร้อม จะแจ้งเหตุได้ เลขหมายที่กดได้นั้นไม่ใช่ ๑๙๑ ไม่ใช่ ๑๙๙ ไม่ใช่ ๑๙๒ ไม่ใช่ ๑๙๓ หรือแม้แต่ไม่ใช่ ๑๖๖๙ ครับท่านสมาชิก เลขหมายที่กดได้คือเลขหมาย ๑๑๒ ถ้าท่านไม่เชื่อ วันนี้ท่านกลับบ้านไปท่านถอดแบตเตอรี่ (Battery) ออก เอาซิมการ์ดออก แล้วก็ใส่แบตเตอรี่ กลับเข้าไปเปิดเข้ามาในสภาพที่ไม่มีซิมการ์ด ท่านกด ๑๑๒ ได้ จริงอยู่ปัจจุบันนี้อาจจะบอก ว่ากด ๑๒๒ แล้วก็มีการโอนไปที่หน่วยงานบางหน่วยงานในประเทศไทยเพื่อให้การช่วยเหลือ แต่นั่นจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมจะยังไม่พูด เนื่องจากว่าจริง ๆ แล้วการให้บริการต้อง สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย นั่นคือประเด็นที่เรากำลังนำเสนอกัน จากข้อมูลดังกล่าว ถามว่าทั่วโลกมีการนำเลขหมายฉุกเฉินตามข้อแนะนำของไอทียู ไปใช้มากน้อยเพียงใด ชาร์ทต่อมาแสดงให้เห็นว่า ณ ปัจจุบันนั้นมีประเทศทั่วโลก ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ประเทศที่ได้นำเลขหมาย ๑๑๒ ไปกำหนดให้ใช้เป็นเลขหมายฉุกเฉิน หมายเลขเดียว หรือในลักษณะของการตั้งศูนย์ประสานงาน หรือว่าศูนย์รับแจ้งเหตุ รวบรวม ข่าวสารให้ความช่วยเหลือกับประชาชน ก่อนจะส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ข้อมูลทางด้านเทคโนโลยีในการช่วยเหลือชีวิตของประชาชนของประเทศนั้น ๆ มากที่สุดถึง ๖๗ เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นเลขหมาย ๙๑๑ อยู่ที่ประมาณ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ และนอกจากนั้นก็เป็นเลขหมายอื่น ๆ ซึ่งอย่างที่เราทราบกันอยู่ว่ามีอยู่ทั่วไปหลายเลขหมาย ๑๑๗ ๙๙๙ ๘๘๘ ๑๙๑ ๙๙๙ สุดแท้แต่ แต่ทุกประเทศไม่ได้ต้องคิดหรือว่าต้องติดปัญหา เหมือนประเทศเรา

โดยความเป็นจริงในตารางต่อไปซึ่งเป็นข้อมูลจากไอทียูอีกเช่นเดียวกัน ปัจจุบันมีอยู่ ๙๐๐ กว่าเรคคอร์ด (Record) ๙๐๐ กว่าเรคคอร์ดนี้แสดงถึงจำนวนประเทศ ที่เป็นสมาชิกในลักษณะที่เป็นสเตท เมมเบอร์ (State member) ประเทศไทยก็เป็นสเตท เมมเบอร์ จริง ๆ การเป็นสเตท เมมเบอร์ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนถือสิทธิในการเป็น สมาชิกแต่ประเทศไทยเป็นสมาชิก และประเทศไทยพึงควรจะต้องปฏิบัติตาม เราก็พบว่า ณ ปัจจุบันในส่วนของฐานข้อมูลเลขหมายฉุกเฉินมีหลายประเทศด้วยกันที่ได้อิมพลีเมนท์ (Implement) หรือว่านำเลขหมาย ๑๑๒ ไปใช้แล้ว การนำไปใช้นั้นมีหลักการง่าย ๆ ครับ เรานำไปใช้ใน ๓ กิจการหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วก็กระทบกับชีวิตของคนในวงกว้าง

อันดับแรกก็คือเมดิคอล (Medical) ก็คือการแพทย์ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าเราต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินใด ๆ สักอย่างหนึ่งคงไม่พ้นเรื่องการแพทย์ ต่างประเทศ หรือว่าสากลก็เช่นเดียวกัน

อันที่ ๒ ที่มีการนำไปใช้ก็คือเรื่องของโพลิส (Police) ก็คือตำรวจ อาชญากรรม เหตุด่วน เหตุร้ายอย่างที่เราทราบกันดีอยู่ ถ้ามีคนพกปืนมาเข้ามาในห้องนี้ ถ้ามีคนพกมีดเข้ามาแน่นอนครับคงไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ คงต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจ นี่ก็คือประเด็นที่ ๒ ที่ทุกประเทศมองเห็นตรงกัน

อันที่ ๓ ที่ต้องให้การช่วยเหลือประชาชนแบบเร่งด่วนก็คือเรื่องไฟร์ (Fire) หรือว่าเรื่องของไฟไหม้ อัคคีภัย ซึ่งด้วยความเป็นจริงแล้วถ้าเราฟอลโลว์ (Follow) หลักการ แบบเดียวกันกับที่ต่างประเทศได้ดำเนินการในหลาย ๆ ประเทศดังเอกสารที่แนบไปหรือว่า ที่นำเสนออยู่ เราจะเห็นว่าหลายประเทศทั่วโลกเกินครึ่งของสมาชิกไอทียู ซึ่งจริง ๆ ก็เกินครึ่งของทั้งโลกนี้แล้ว มีการนำเลขหมาย ๑๑๒ ไปจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุให้บริการ กับประชาชนเรียบร้อยแล้ว บางประเทศที่มีความพร้อมก็ทำตามข้อ ๕ ที่ผมได้นำเสนอไป ก็คือกำหนดเป็นเลขหมายเดียว ๑๑๒ ไปเลย บางประเทศที่ไม่มีความพร้อมหรือว่ามีเลขหมายอื่นที่ให้บริการอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่า จะเป็น ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๘๘ ๙๙๙ ๘๘๘ หรืออีกมากมายตามตารางที่นำเสนอ ก็จะต้องมี การประกาศเพื่อให้เลขหมาย ๑๑๒ เป็นเลขหมายฉุกเฉินสากล แบบที่ชาวต่างประเทศ หรือว่าแม้แต่เราเดินทางไปต่างประเทศสามารถกดได้โดยที่ไม่ต้องไปจำว่าแต่ละประเทศนั้น มีความแตกต่างของหมายเลขกันมากน้อยเพียงใด การกด ๑๑๒ ต้องสามารถทำได้ทุกพื้นที่ บนโลกนี้ บนอุปกรณ์ใด ๆ ก็ได้ บนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือใดก็ได้ แม้จะเสียสตางค์ หรือไม่ต้องเสียสตางค์ อันนี้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ไอทียูพยายามจะสร้าง ย้อนกลับมาดู ในส่วนของประเทศไทยครับ ตารางที่กำลังนำเสนออยู่นี้เป็นข้อมูลจากไอทียู ดึงมาจาก ฐานข้อมูลของไอทียูซึ่งพับลิก (Public) หรือว่าออนไลน์ (Online) หรือให้สมาชิกไอทียู ทั้งโลกนี้ได้เห็นตรงกัน ผมคาดสีเหลืองไว้ตรงที่เป็นข้อมูลของประเทศไทย เราจะพบว่า ในส่วนของประเทศไทยละมีการนำเสนอหรือว่ามีการประกาศใช้เลขหมายนี้หรือยัง ตามที่ ไอทียู เรคคอมเมนเดชันตั้งแต่ปี ๒๐๐๘ ปัจจุบันปี ๒๐๑๕ ทั้ง ๆ ที่หลายประเทศได้มี การประกาศไปแล้วไม่ต้องพูดถึงว่าประเทศนั้น ๆ เจริญกว่าเราหรือไม่เจริญกว่าเรา รวยกว่าเรา หรือไม่รวยกว่าเราแต่ทุกประเทศตระหนักหรือไม่ต่างหากโดยมีการประกาศไปแล้ว แต่ประเทศไทยนั้นในตารางนี้ซึ่งเป็นฐานข้อมูลระบุไว้ว่าเราแจ้งเลขหมายฉุกเฉินให้กับไอทียู ทราบว่าประเทศไทยมีเลขหมายฉุกเฉินดังต่อไปนี้ เลขหมาย ๑๑๙๗ เลขหมาย ๑๓๐๐ เลขหมาย ๑๑๓๔ เลขหมาย ๑๖๖๙ เลขหมาย ๑๙๑ เลขหมาย ๑๙๒ และเลขหมาย ๑๙๙ ถ้าท่านใดได้มีเวลาในการพิจารณาเอกสารหรือเข้าฐานข้อมูลของไอทียูเอง ท่านจะพบเลยครับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประกาศเลขหมายฉุกเฉินบนฐานข้อมูลไอทียูเยอะที่สุดในตาราง ของไอทียู ๙๔๐ กว่าเรคคอร์ด แต่ในจำนวนเลขหมายที่ประกาศนั้นเราไม่ได้ทำตาม เรคคอมเมนเดชันของไอทียูที่กำหนดว่าให้เลือกอยู่ ๒ เลขหมาย ๑๑๒ และ ๙๑๑ อันนี้ ผมฝากท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในที่นี่ ถ้าท่าน มีวัตถุประสงค์เรื่องการปฏิรูประบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน ผมฝากพิจารณาประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่หนักแน่นที่เราควรจะต้องทำให้ถูกต้อง หรือว่าทำให้ตรงตามกติกาสากล หรือสิ่งที่ประเทศ เพื่อนบ้านในโลกนี้กำลังดำเนินการอยู่ ถ้าเราไม่ทำวันนี้เราจะทำในวันข้างหน้าลำบาก อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง

เพิ่มเติมในส่วนของประเทศไทยละ จริง ๆ แล้วประเทศไทยก็ไม่ถึงกับว่า ไม่ได้สนใจเลขหมายนี้เลย แต่เนื่องจากว่าเราอาจจะติดข้อบังคับหรือข้อกำหนดหลายอย่าง แล้วก็ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย แต่อย่างไรก็ดีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ ก็ได้ศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ ยุคของกรมไปรษณีย์ แล้วก็ กทช. จนมาถึงยุคของ กสทช. ก็ได้ตกผลึกแล้วก็ออกประกาศ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในแผนจัดการเลขหมายโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งมีใจความโดยความเป็นจริงเป็นเรื่อง ของการจัดสรรเลขหมายของทั้งประเทศ ทั้งเลขหมาย ๗ ตัว ๙ ตัว ๑๐ ตัว มือถือ ซึ่งรวมถึง เลขหมายสั้นด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนอื่น ๆ ผมจะไม่พูดถึง ความน่ายินดีก็คือในประกาศตัวนี้ เมื่อ ๑ ปีที่แล้ว ครบ ๑ ปีไปหมาด ๆ มีการได้กำหนดเลขหมายฉุกเฉินที่เป็นเลขหมายสั้น พิเศษอยู่ ๓ หลัก โดยกำหนดว่าต้องเป็นเลขหมายสำหรับการช่วยเหลือประชาชน และในจำนวนนั้นก็มีการกำหนดเรื่องของเลขหมาย ๑๑๒ ไว้แล้ว ในส่วนของเลขหมายอื่น ๆ ผมจะไม่พูดถึงแต่ในส่วนของเลขหมายสั้นประกาศของสำนักงาน กสทช. อันนี้ได้มี การกำหนดไว้แล้วว่าเลขหมาย ๓ หลักเป็นเลขหมายหรือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความสำคัญมากใช้แล้วหมดไป เพราะฉะนั้นจะไม่แอสไซน์ (Assign) ให้กับหน่วยงาน ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือว่าเรื่องที่ไม่จำเป็น เพราะฉะนั้นเลขหมาย ๓ ตัวนี้ปัจจุบันโดนแอสไซน์อยู่ที่ เลขหมาย ๑๙ เอ็กซ์ (X) คำว่า เอ็กซ์ เป็นได้ตั้งแต่ ๑ ถึงเลขหมาย ๙ แล้วก็แอสไซน์ให้กับ หน่วยงานที่ให้บริการประชาชนในลักษณะที่เป็นเหตุด่วน เหตุร้าย หรือเหตุจำเป็นเร่งด่วน ดังต่อไปนี้ เลขหมาย ๑๙๑ ได้แอสไซน์ให้กับการแจ้งเหตุด่วน เหตุร้าย ผมใช้คำว่า การแจ้ง เหตุด่วนและเหตุร้าย เลขหมาย ๑๙๒ เป็นเรื่องของภัยพิบัติธรรมชาติ เลขหมาย ๑๙๓ ยังไม่ได้กำหนด เลขหมาย ๑๙๔ เป็นเหตุฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย เลขหมาย ๑๙๕ ยังไม่ได้ กำหนดเลขหมาย ๑๙๖ ยังไม่ได้กำหนด เลขหมาย ๑๙๗ ยังไม่ได้กำหนด เลขหมาย ๑๙๘ เป็นเหตุฉุกเฉินภัยพิบัติ และเลขหมาย ๑๙๙ อย่างที่เราทราบกันดีเป็นเรื่องของการแจ้งเหตุ เพลิงไหม้ และได้มีการกำหนดเลขหมาย ๑๑๒ โดยกำหนดไว้ลอย ๆ ว่าเป็นบริการโทรศัพท์ ฉุกเฉินตามข้อแนะนำของไอทียู อันนี้ออกเมื่อปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ หลังจากที่ไอทียูแนะนำมา ตั้งแต่ปี ๒๐๐๘ หลักการต่อมาก็คือเมื่อมีการประกาศใช้แล้วต้องทำให้เกิดผล ณ ปัจจุบันเรา อยู่ในขั้นตอนนั้น ปัจจุบันเลขหมาย๑๑๒ จริงอยู่สามารถกดได้จากโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ใช่ด้วยอำนาจของข้อกฎหมายในประเทศเรา เนื่องจากว่าผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ผลิตระดับโลก เขาผลิตรองรับมาตามข้อแนะนำของไอทียูก่อนหน้านี้แล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงกด ๑๑๒ ได้ โดยอัตโนมัติ แต่วันนี้ถ้าท่านกลับไปที่บ้านท่านไปกด ๑๑๒ ด้วยโทรศัพท์บ้านหรือว่าแลนด์ไลน์ ท่านยังกดไม่ได้ เนื่องจากว่าจริง ๆ มีการกำหนดเลขหมาย ๑๑๒เอ็กซ์ ก็คือโดยความเป็นจริง เราเอาหมวด ๑๑๒ ไปใช้กับเลขหมาย ๔ หลักไปก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานก็กำลัง ดำเนินการรีฟอร์มมิง (Reforming) เอาเลขหมายกลับมาเพื่อให้ ๑๑๒ สามารถใช้งานได้ด้วย แต่นั่นเป็นในเรื่องของการจัดการของผู้กำกับดูแลก็คือ กสทช. แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการ แล้วก็พวกผมได้มานำเสนอในที่นี้ต่อท่านประธานและท่านสมาชิกจะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ ครับ ว่าเมื่อมีการเตรียมการในเรื่องข้อกฎหมายแล้ว ข้อกฎหมายของ พ.ร.บ. แพทย์ฉุกเฉิน ก็พร้อม ข้อกำหนดกฎหมายอื่น ๆ ระเบียบอื่น ๆ ก็พอที่จะปฏิบัติการได้ แล้วความจำเป็น ดังที่ท่านผู้ชี้แจงก่อนหน้าผมได้ชี้แจงแล้วว่ามีเหตุจำเป็นใด ๆ มากมายที่เราควรจะต้อง พัฒนาระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินโดยนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาให้ต่อการช่วยเหลือประชาชน ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยผ่านเลขหมาย ๑๑๒ เสียที

ผมมีข้อมูลต่อไปอีกนิดหนึ่งครับ ข้อมูลต่อไปจะเป็นข้อมูลของผู้ใช้บริการ ในส่วนของเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ณ ปัจจุบัน ลองดูคร่าว ๆ เป็นข้อมูลจะพบว่า ณ ปัจจุบันนี้เรามีประชากรทั้งประเทศจริง ๆ อาจจะอยู่ประมาณ ๗๐ ล้านคน แต่เลขหมาย มือถือปัจจุบันที่ออกไปแล้ว ข้อมูลจาก กสทช. ปัจจุบันเรามีเลขหมายกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ เลขหมาย เพราะฉะนั้นจริง ๆ มากกว่าจำนวนประชากรของประเทศไปแล้ว

สไลด์ต่อไปจะแสดงในส่วนของเลขหมายที่เป็นฟิกซ์ ไลน์ (Fix line) หรือว่า โทรศัพท์มีสายหรือว่าโทรศัพท์ตามบ้านซึ่งครั้งหนึ่งโทรศัพท์ฟิกซ์ ไลน์มากกว่าโทรศัพท์มือถือ แต่ปัจจุบันตามไม่ทันแล้วครับ เลขหมายโทรศัพท์ตามบ้านปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๕,๘๐๐,๐๐๐ เลขหมาย โดยแบ่งเป็นเลขหมายในส่วนของภูมิภาค ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย แล้วก็ในส่วนของกรุงเทพฯ ปริมณฑลอีกประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย ถ้ารวมกัน ทั้งหมดก็ ๑๐๐ กว่าล้าน ชาร์ทด้านขวามันเป็นทฤษฎีเรื่องของกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเมื่อก่อนเคยมีการวัดในเรื่องของความเจริญของประเทศว่าจะต้องมีเลขหมายโทรคม ไม่น้อยกว่า ๑๐ หมายเลข ต่อประชากร ๑๐๐ คน ปัจจุบันถ้ารวมจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สัญญาณมือถือ แล้วก็เลขหมายพื้นที่ที่เป็นแลนด์ไลน์ จริง ๆ เราเกินแล้วครับ เราเกินไปแล้ว แต่ถามบอกว่าการที่เราจะวัดความเจริญก้าวหน้าทางด้านโทรคมนาคมอาจจะไม่ได้วัด ในเรื่องของจำนวนเสมอไป ผมกำลังจะชี้ประเด็นให้เห็นว่า จริงอยู่ปัจจุบันเราอาจจะมี เลขหมายที่เราคุ้นเคยกันดี คนไทยคุ้นเคยกันดีว่าจะต้องแจ้งเลขหมายใด เลขหมายเหล่านั้น อาจจะคิด หรือว่าหน่วยงานเหล่านั้น หรือว่าระบบเหล่านั้นอาจจะคิดมาตั้งแต่ยุคของการมี เลขหมายโทรคมไม่กี่ล้านเลขหมาย รองรับกับคนที่โทรเข้าไปไม่กี่หมื่นคอลล์ (Call) หรือว่า ไม่กี่แสนคอลล์ต่อวัน แต่ปัจจุบันเมื่อเรามีเลขหมายโทรคมเพิ่มขึ้นมีการเคลื่อนไหว ของนักท่องเที่ยว แล้วก็มีการใช้บริการมากขึ้นในระดับ ๑๐๐ ล้านเลขหมาย แล้วจะเติบโต ขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องย้อนถามเหมือนกันว่า แล้วในเรื่องของการแจ้งเหตุฉุกเฉินล่ะ มีใครมองเห็นหรือเปล่าว่าได้มีการพัฒนาเพื่อการรองรับตัวนี้หรือไม่ สิ่งที่ผมกำลังจะพูดมา รวมถึงท่านที่นำเสนอไปก่อนหน้าจะเห็นว่า เราไม่ได้นำเสนอให้ยุบหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แล้วมาใช้บริการ ๑๑๒ อย่างเดียว เราอาจจะโชคดีที่เราเป็นประเทศที่เริ่มท้าย ๆ ก็ได้ครับ ที่เราไม่ได้ทำเลขหมาย ๑๑๒ ตามที่ไอทียู แนะนำมากกว่า ๔๐ ปี แต่ข้อดีของเราในวันนี้ ก็มีตรงที่เราไม่ต้องคิดระบบใหม่ก็ได้ เราสามารถดูจากประเทศมากมายในโลกนี้ที่เขามีการใช้ ระบบ ๑๑๒ อยู่แล้ว หลายประเทศเหมือนเราครับ คือก่อนที่จะมีการประกาศใช้ เลขหมาย ๑๑๒ นั้น เขามีศูนย์ของหลายหน่วยงานอาจจะคล้าย ๆ กับเรา ตำรวจ แพทย์ ดับเพลิงหรืออาจจะมากมายกว่านี้ก็แล้วแต่ แต่ทำไมเขาจึงสามารถกำหนดเลขหมาย ๑๑๒ ให้กับประชาชน แล้วก็ให้บริการกับประชาชนได้ด้วย ศูนย์รับแจ้งเหตุหลาย ๆ อันนั้นอาจจะ ใช้เทคโนโลยีสักเมื่อ ๑๐ ปีก่อน หรือ ๑๕ ปีก่อน ก็รองรับได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีของโลก ก้าวไกลไปกว่านั้น หลาย ๆ ศูนย์ที่ใช้แล้วในสากลหรือว่าดำเนินการอยู่ในต่างประเทศ สามารถนำเอาข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลการช่วยเหลือประชาชนหรือว่าข้อมูลอย่างเทคโนโลยี ที่เราเห็นกันอยู่ จริง ๆ ไม่ต้องไปมองถึงภาพยนตร์ครับ ไม่ใช่เรื่องในภาพยนตร์ ของจริงเขาก็ ทำได้แบบนั้น แต่ทำไมในประเทศเราจึงยังทำไม่ได้ถ้าท่านต้องการปฏิรูป ผมอยากจะฝาก เรื่องนี้ ก่อนจะถึงเทศกาลสงกรานต์เราอาจจะคุ้นเคยกับการที่จะต้องจดจำเลขหมายฉุกเฉิน หรือว่าเลขหมายสั้นในประเทศเราเยอะเหลือเกิน เมื่อก่อนอาจจะไม่กี่เลขหมาย ปัจจุบัน เวลาพรินต์ (Print) ออกมาก่อนจะถึงสงกรานต์คงจำได้อาจจะมีมากกว่า ๑๐ เลขหมาย คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับการที่จะต้องจดจำก็ได้แต่โดยความเป็นจริงเราต้องย้อนถาม เหมือนกันว่า แล้วจริง ๆ เราจะต้องจดจำเลขหมายเหล่านั้นถึง ๑๐ เลขหมายหรือไม่ หรือเรา ควรจะจำแค่เลขหมายเดียวแล้วให้บริการเราได้ ช่วยเหลือประชาชนได้ในเหตุฉุกเฉินทุกอย่าง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมนำเสนอตามที่ได้รับมอบหมายว่าทำไมจึงต้อง เป็นเลขหมาย ๑๑๒ ทั่วโลกมีการใช้เลขหมาย ๑๑๒ มากน้อยเพียงใด ใครเป็นคนกำหนด เรื่องเลขหมาย ๑๑๒ แล้วกฎหมายในประเทศไทยถ้าจะดำเนินการเลขหมาย ๑๑๒ นั้น หน่วยงานต่าง ๆ กสทช. หรือว่าหน่วยงานอื่น ๆ มีการพร้อมที่จะรองรับมากน้อยแค่ไหน หรือยัง จริง ๆ ประเด็นอื่น ๆ ในส่วนที่ผมรับผิดชอบดูแลจะมีถึงเรื่องเทคนิคด้วย แต่คิดว่า ในวันนี้คงยังไม่ใช่เวลาของการที่จะนำมาเสนอให้กับท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติในที่นี้ประเด็นของผมก็คงจะหมดแต่เพียงเท่านี้ในเรื่องของการนำเสนอประเด็น ว่าทำไมถึงจะต้องเป็นเลขหมาย ๑๑๒ ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

นายอนุชา เศรษฐเสถียร ผู้ชี้แจง 🔗

เรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาติ เรียกย่อ ๆ ว่า สพฉ. จะขอเสนอประเด็นว่าทำไมต้องเป็น สพฉ.ที่จะรับมาทำ แล้วก็ทาง สพฉ. ได้เตรียมการแค่ไหน

เบื้องต้นสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นองค์กรภายใต้ พ.ร.บ. เฉพาะ หรือ พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ อยู่ภายใต้การกำกับของกรรมการ การแพทย์ฉุกเฉิน ประเด็นว่าทำไมพิจารณาให้ สพฉ. เหมาะสมในการเป็นหน่วยหลัก ในการดำเนินการเบื้องต้น เหตุผลเพราะว่า

๑. การแพทย์ฉุกเฉินเป็น ๑ ใน ๓ ของภาวะอีเมอร์เจนซีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ดับเพลิงหรือเรื่องความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉินเป็น ๑ อันใน ๓ นั้น อย่างที่อาจารย์ชูศิลป์ ได้ถามว่าถ้างูเลื้อยเข้าบ้านจะโทรเบอร์อะไรหรือรอให้กัดก่อนแล้วค่อยโทร ๑๖๖๙ บรรดากู้ชีพ ที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เขาบอกว่าทำไมไม่ให้เหลือเบอร์เดียวจะได้ไม่ต้องสับสน

๒. ทั่วโลกพบว่าเมื่อมีการใช้ซิงเกิล ฮอตไลน์ (Single hotline) นี่ หลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เบื้องต้นเขาพยายามจะตั้ง ศูนย์ดับเพลิงขึ้น ต่อมาพบว่าในศูนย์ดับเพลิง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ครับที่ออกเหตุทุกครั้ง กลายเป็นเรื่องของการกู้ชีพทางการแพทย์ไป

๓. เรามี พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินที่ระบุอำนาจหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ หน้าที่ของบอร์ดเองหรือของสถาบันเองที่จะต้องดำเนินการให้เกิดการสื่อสารที่เอื้อประโยชน์ ให้กับการแพทย์ฉุกเฉิน

๔. มีการทำแผนพัฒนา ๑๑๒ เพราะมีการศึกษาเปรียบเทียบกับทางยุโรป มา ๒ ปี

๕. ปัจจุบันระบบสื่อสารนั้นทางสถาบันได้เชื่อมโยงการสื่อสารในทาง การแพทย์ฉุกเฉินให้กับทุกจังหวัดและทุกหน่วยกู้ชีพที่มีการปฏิบัติการประมาณ ๑.๓ ล้านครั้ง ศูนย์สื่อสารของทุกจังหวัดและหน่วยกู้ชีพนั้นสามารถประสานกับเราทางอินเทอร์เน็ต ภาพที่เห็นตอนนี้คือตัวอย่างของการสื่อสาร แม้แต่อยู่บนเครื่องบินที่นำส่งผู้ป่วย จากแม่ฮ่องสอนถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่โรงพยาบาลสวนดอกเอง ตลอดเส้นทาง การสื่อสารสามารถประสานทั้งหน่วยสื่อสารและหน่วยปฏิบัติงาน รวมทั้งศูนย์ปฏิบัติการได้ เหตุการณ์แม้กระทั่งตึกถล่ม เราสามารถติดตามห้วงเวลาในการทำงานด้านกู้ภัย และกู้ชีพได้โดยตลอดเพราะว่าหน่วยกู้ชีพเป็นหน่วยกู้ภัยไปในตัวเอง

ส่วนเรื่องของการเตรียมความพร้อมของตัวสถาบัน สถาบันได้มีการทำแผนรองรับ เพื่อจะเป็นผู้เริ่มต้นในการทำให้ ๑๑๒ นั้นเดินหน้าได้ใน ๔ ด้าน ด้านการจัดระบบ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ แล้วก็การประเมิน

ด้านการจัดระบบ เมื่อเดือนมีนาคมทางกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้อนุมัติให้สถาบันดำเนินการหาทางพัฒนาหมายเลขเดียวให้เป็นเบอร์อีเมอร์เจนซีทั้งหมด นั่นแปลว่าทางสถาบันต้องเดินหน้าทำเรื่องนี้

๒. ตัวสถาบันเองได้ตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบการแจ้งเหตุฉุกเฉิน รวมหมายเลขเดียวโดยการดึงเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจ ท้องถิ่น โทรคมนาคมและภาคประชาชนเข้ามาคุยกัน ติดต่อกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๗ ส่งผลให้เกิดกิจกรรมต่อไปนี้ การประสานให้ กสทช. อนุมัติ ๑๑๒ เพื่อใช้กรณีฉุกเฉิน ฟรีแม้ไม่มีซิมการ์ด เตรียมระบบรับแจ้งพร้อมระบุผู้แจ้งและตำแหน่งที่สามารถส่งต่อไป สู่ศูนย์ปฏิบัติการทั้งหมด ทำให้คณะทำงานร่วมกันทำแผนทั้งเรื่องบุคลากรและงบประมาณ ไว้รองรับ และเตรียมระบบรองรับการแจ้งเหตุจากกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุและชาวต่างชาติ เตรียมระบบรองรับกรณีโทรเหตุไม่ด่วนด้วย

คราวนี้ลงมาดูในรายละเอียดว่าด้านบุคลากร ด้านบุคลกรคณะทำงาน ได้เตรียมออกแบบโครงสร้างของศูนย์ ๑๑๒ ถ้าเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยหน่วยงาน หรือส่วนสนับสนุนของหน่วยงานก็ตาม จะมีลักษณะ ๓ อย่าง อย่างแรกเป็นหลักก็คือ ศูนย์พัฒนาและบริหาร ซึ่งจะมีบอร์ดกำกับดูแล ผู้อำนวยการศูนย์ และผู้อำนวยการศูนย์ ก็จะมีหน่วยที่แบ็คอัพ ข้อมูลช่วยเหลือทั้งการพัฒนาด้านคุณภาพ ด้านบุคลากรด้านข้อมูล และสารสนเทศ แล้วแบ่งงานให้กับอีก ๒ สำนักใหญ่คือสำนักปฏิบัติการกับสำนักสนับสนุน

ถัดไปก็คือสำนักประสานงานและช่วยเหลือหรือสำนักปฏิบัติการนั้นก็จะ คุมงานสำคัญคืองานด้านปฏิบัติการที่สามารถจะรับแจ้งเหตุที่ประมาณว่ามีผู้รับแจ้งพร้อม ประมาณ ๑๔๐ ที่นั่ง รวมทั้งด้านที่จะเป็นการประสานซึ่งสามารถจะช่วยประสานทั้งกรณี ฉุกเฉินและไม่ฉุกเฉินให้กับหน่วยงานด้านการสั่งการต่อไป

ส่วนที่ ๓ คือส่วนที่จะใช้สนับสนุนภายในและภายนอกในสำนักสนับสนุน ก็จะมีส่วนที่สนับสนุนทั้งดับเพลิง กู้ภัย และตำรวจ พร้อม ๆ ไปกับการสนับสนุนภายใน ซึ่งเน้นการสนับสนุนลงไปสู่ผู้ที่ต้องใช้ภาษาเฉพาะหรือกลุ่มเปราะบาง ส่วนการสนับสนุน ภายนอกจะทำให้ส่งข้อมูลให้กับศูนย์จ่ายงาน หน่วยปฏิบัติการหรือผู้ปฏิบัติการแม้แต่ อยู่บนเฮลิคอปเตอร์อย่างที่แจ้งไว้ ในด้านบุคลากรนั้นสามารถจะแบ่งการทำงานออกเป็น ๓ ระยะ

ระยะแรก คือการทำให้เบอร์ทุก ๆ เบอร์ยังคงใช้เหมือนเดิม แต่เน้นให้ศูนย์ ๑๑๒ ที่เกิดใหม่สามารถเชื่อมโยงกับทุกศูนย์ได้

อันที่ ๒ ก็คือระยะต่อมาจะพยายามชวนให้แต่ละจังหวัดรวมศูนย์จ่ายงาน ไม่ว่าดับเพลิง กู้ชีพ กู้ภัย ตำรวจมาเป็นศูนย์เดียวกัน

ระยะสุดท้ายก็จะเป็นการทำให้ ๑๑๒ เป็นเลขเดียวที่รับแจ้งแล้วส่งต่อไปให้ แต่ละจังหวัดได้จ่ายงานต่อไป

ด้านงบประมาณ ได้แบ่งงบประมาณออกเป็น ๓ ระยะ

ระยะแรกหรือปีแรกตั้งไว้ที่ ๑๗๑.๕ ล้านบาท โดยลงทุนประมาณ ๔๗.๘ ล้านบาท และดำเนินงานอีก ๘๓ ล้านบาท

ปีที่ ๒ จะคงเฉพาะงบดำเนินงาน คือ ๘๓ ล้านกว่าบาท

ปีที่ ๓ ก็จะคงเฉพาะงบดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา เพราะเพื่อเป็น การซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์

ทั้งหมดเป็นตัวแบบที่จะใช้ไม่ว่าจะเป็นการคอนแทคท์ เอาท์ (Contact out) หรือว่าเป็นการดำเนินการโดยการผสมของหลายหน่วยงานก็ตาม

ด้านการประเมินตั้งวิสัยทัศน์ว่าประชาชนในผืนแผ่นดินไทยสามารถเข้าถึง ระบบการแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ๑๑๒ ได้ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย โดยเป้าหมาย ที่ต้องการคือความปลอดภัยของประชาชนให้ช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ตัวชี้วัดสำคัญ ๆ ๘ ตัว ตัวหลักก็คือทำให้มีศูนย์และระบบเดียว โดยที่ สามารถใช้ได้ทั้ง ๗๗ จังหวัด สามารถทำให้การรับแจ้งภายใน ๑๐ วินาที แล้วส่งต่อไป ให้หน่วยจ่ายงานภายใน ๖๐ วินาที ประชาชนในประเทศจะสามารถได้รับการช่วยเหลือ ได้อย่างมีคุณภาพ เข้าถึง เท่าเทียมกันในทุก ๗๗ จังหวัด

สิ่งที่ต้องการสนับสนุนถ้าจะให้บรรลุตามเป้าหมายและตัวชี้วัด ได้แก่

๑. เห็นชอบอนุมัติให้สถาบันดำเนินงานในระยะแรกเพื่อให้เกิดระบบแจ้งเหตุ ๑๑๒

๒. สนับสนุนงบประมาณตามแผน

๓. ความร่วมมือร่วมใจของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมาย ให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ยามฉุกเฉินเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม มีวิดีโอสั้น ๆ เปรียบเทียบขอให้ท่านประธานอนุญาตให้ฉายวิดีโอ ๒ ตอน ตอน ๑ คือกรณีที่เป็นปัจจุบัน ตอน ๒ ถ้ามี ๑๑๒ ขออนุญาตครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

กดไม่ทันครับ ไม่รู้จะกดเบอร์ไหนดี

(เจ้าหน้าที่ทำการเปิดพรีเซนเทชัน)

นั่นคือการโทรเข้าได้สายเดียว ลองดู กรณีที่ ๒ เมื่อใช้ ๑๑๒ แล้วสามารถกระจายการแจ้งเหตุได้หมด อีเมอร์เจนซีครั้งเดียว ติดศูนย์ทุกศูนย์ขึ้นข้อมูลของน้องผู้หญิงนั้นด้วย กู้ชีพ ตำรวจ พร้อมทราบด้วยกันหมด ทราบพิกัดที่อยู่ด้วย มาถึงจุดเกิดเหตุพร้อมกัน สามารถกระจายงานให้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้

พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย จะขอสรุปผลการพิจารณาตามประเด็นการศึกษาที่ได้ตั้งไว้ ๕ ประเด็นด้วยกัน

ในประเด็นแรก ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ๑๑๒ สรุปผลการพิจารณาแล้วเห็นว่าประเทศไทยต้องมีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๑๒ และประเทศไทย มีความพร้อมทุกอย่างที่จะจัดตั้งโดยเร็วได้สำเร็จอย่างแน่นอนครับ

เหตุผลที่สนับสนุน ก็คือเรามีกฎหมายหรือมีข้อบังคับต่าง ๆ รองรับตามที่ ดอกเตอร์สืบศักดิ์ สืบภักดี ได้ชี้แจงไว้

เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือปัจจุบันเรามีความพร้อมของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ การสื่อสารทุกอย่างที่จะนำมาใช้ในงานศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินให้เป็นศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ที่สมบูรณ์แบบโดยเร็ว สามารถแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ของระบบเดิมได้ทุกอย่างตามที่ ดอกเตอร์ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย ได้ชี้แจงไว้ครับ

จากเหตุผลทั้ง ๒ ประการ จึงขอสรุปอีกครั้งว่าประเทศไทยต้องมีศูนย์รับแจ้ง เหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ๑๑๒ แล้วก็จัดตั้งขึ้นโดยเร็วสำเร็จแน่นอนครับ

สำหรับประเด็นการศึกษาในข้อที่ ๒ คือศึกษาการยอมรับว่าให้มีหมายเลข ฉุกเฉิน ๑๑๒ เพียงหมายเลขเดียวจากทุกหน่วยงานที่มีการปฏิบัติการช่วยฉุกเฉิน สรุปผล การพิจารณาพบว่าทุกหน่วยงานเห็นด้วยครับ เห็นด้วยในการที่จะใช้หมายเลข ๑๑๒ เป็นเบอร์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว แต่มีความเห็นเพิ่มเติมขอให้ยังคงใช้หมายเลขเดิมไว้ก่อน ในการดำเนินการระยะแรกจนกว่าประชาชนจะเคยชินกับหมายเลขใหม่ ๑๑๒

สำหรับประเด็นการศึกษาในข้อที่ ๓ คือพิจารณาหาหน่วยงานที่เหมาะสม ที่สุด หน่วยงานที่พร้อมที่สุดที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการในระยะเริ่มแรกนั้น สรุปผลการพิจารณาแล้วเห็นว่าสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินเป็นหน่วยงานที่เหมาะสมที่สุด พร้อมที่สุดจากเหตุผลดังนี้ครับ

ข้อที่ ๑ การแพทย์ฉุกเฉินเป็นการปฏิบัติการฉุกเฉินที่มากที่สุด คือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของการช่วยฉุกเฉิน เป็นงานด้านการแพทย์ สำหรับหน่วยงานอื่นนี้มีงาน ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เหตุผลประการที่ ๒ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินมีพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน รองรับงานนี้อยู่แล้ว

เหตุผลประการที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ได้มีแผนสำหรับการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวอยู่ในแผนพัฒนาอยู่แล้ว แล้วยังได้ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศที่ใช้ระบบเบอร์เดียว ๑๑๒ ของประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งในหน่วยงานอื่น ๆ ไม่มีการเตรียมแผนงานอันนี้ไว้เลย

เหตุผลประการที่ ๔ ก็คือปัจจุบันระบบงานของแพทย์ฉุกเฉินมีเครื่องมือ และระบบเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับหน่วยงานปฏิบัติการช่วยฉุกเฉินด้านการแพทย์ ซึ่งมีอยู่ ครบทั้ง ๗๗ จังหวัด ถ้าได้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว ก็จะทำให้การดำเนินการนี้ได้สะดวกเพียงเชื่อมระบบต่อเข้ากับงานของตำรวจและงาน ของหน่วยดับเพลิงเท่านั้น

จากเหตุผลทั้ง ๔ ประการ จึงขอสรุปอีกครั้งว่าสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นหน่วยงานที่เหมาะสมที่สุด พร้อมที่สุด พร้อมที่สุดที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินโดยเร็วครับ

สำหรับการศึกษาในประเด็นข้อที่ ๔ ศึกษาแผนงานการจัดตั้งศูนย์รับแจ้ง เหตุฉุกเฉินเบอร์เดียวในระยะเริ่มแรกตามที่ท่านนายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้ชี้แจงไว้ ได้สรุปผลการพิจารณาแล้ว แผนงานด้านระบบงาน มีความเหมาะสมตอบสนองงานทุกอย่างตามวัตถุประสงค์ได้ แผนงานทางด้านบุคลากร มีความเหมาะสมตามโครงสร้างของการปฏิบัติงานและแผนงาน รวมทั้งได้มีแผนการอบรม บุคลากร ด้านงบประมาณก็มีความเหมาะสม ทั้งงบลงทุนและงบดำเนินงาน ด้านการ ประเมินผลตามตัวชี้วัดสามารถที่จะประเมินประสิทธิภาพของงานได้ตามวัตถุประสงค์ทุกอย่าง สำหรับการพิจารณาศึกษาตามประเด็นที่ ๕ ที่เราจะศึกษาผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ หลังจากการมีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๑๒ สรุปได้ดังนี้ครับ

ข้อ ๑ ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ผู้พิการทุกประเภท รวมทั้งนักท่องเที่ยว ต่างชาติ ต่างภาษา สามารถเข้าถึงการแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเป็นการ บริการฟรีตลอด ๒๔ ชั่วโมง

ข้อ ๒ ประชาชนที่อยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทยเข้าถึงการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ได้อย่างทั่วถึง

ข้อ ๓ ประชาชนจะได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินในทุกด้านได้ทันต่อเวลา อย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและเท่าเทียม ทำให้ลดการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน จากเหตุฉุกเฉิน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชน ตามสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ที่จะได้รับการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน คณะกรรมาธิการปฏิรูป ระบบสาธารณสุขจึงขอเสนอรายงานการศึกษาปฏิรูปการแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว ๑๑๒ ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาดังนี้ครับ สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบ ในหลักการปฏิรูประบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินด้วยการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์หมายเลขเดียว ๑๑๒ และให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการในระยะแรก และหากเห็นชอบกรุณาดำเนินการต่อ ในการเสนอเรื่องนี้ให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาครับ

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ทุกนาทีที่ล่าช้านำไปสู่ความสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน ประเทศไทยจะต้อง มีศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียวและพร้อมแล้วที่จะมี ท่านทั้งหลายช่วยกันเป็นผู้ให้ สัญญาณแห่งการได้เริ่มต้น ถ้าได้เริ่มต้นตอนนี้จะทันใช้งานในช่วงเวลาเดือนเมษายนปีหน้า ขอความกรุณาจากทุกท่านช่วยกันสนับสนุนให้ได้เริ่มต้น เพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน ร่วมกันมอบของขวัญปีใหม่ สงกรานต์ปีหน้าได้ทันเวลาครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านสมาชิกคะ เป็นอันว่าสมาชิกได้รับทราบเหตุผลความสำคัญและความจำเป็นในการ ปฏิรูประบบแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียวคือ ๑๑๒ แล้ว ต่อไปดิฉันจะขอให้ท่านสมาชิก ให้ความเห็น ซึ่งขณะนี้ใน ๕ ท่านแรก คือท่านเตือนใจ สินธุวณิก ท่านชูชาติ อินสว่าง ท่านทิวา การกระสัง ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุชาติ นวกวงษ์ แล้วก็ท่านอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ดิฉันขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ

นางเตือนใจ สินธุวณิก 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธาน คือท่านแพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ และท่าน นายแพทย์ชูศิลป์ด้วย พร้อมทั้งคณะกรรมาธิการทุกท่าน ดิฉันอยากจะขอถือโอกาสนี้ แสดงความคารวะด้วยใจจริงค่ะที่ท่านได้กรุณาศึกษาในเรื่องนี้ เท่าที่ฟังการอภิปรายมานั้น ดิฉันพอจะสรุปได้ถึงข้อดีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้จะสามารถสร้างสิ่งดี ๆ ขึ้นให้กับ ประเทศชาติของเราได้ประมาณ ๖ ประการด้วยกันค่ะ

ประการแรก ก็คือเรื่องของการจดจำง่าย หมายเลข ๑๑๒ นั้นท่านได้อภิปราย ให้เราทราบแล้วว่าเป็นหมายเลขที่เป็นอินเตอร์เนชันแนล (International) จริง ๆ เป็นไอทียู เขามีหมายเลขนี้ ในยุโรปก็ใช้ ดังนั้นดิฉันคิดว่าหมายเลขนี้นั้นการจะรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้พี่น้องประชาชนรับทราบว่าเรามีหมายเลข ๑๑๒ ในการที่จะแจ้งเหตุภัยร้ายทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องไม่ยากเลย

ประโยชน์ต่อไปที่ดิฉันคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน แล้วเห็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายค่ะ ท่านได้อภิปรายมาดิฉันได้เห็นข้อดี ที่ว่าไม่ว่าเราจะมีโทรศัพท์ในค่ายไหนก็ตาม หรือแม้แต่ไม่มีซิมการ์ด หรือชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาในบ้านเรานั้น ถ้าเขามีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเขาสามารถกดหมายเลข ๑๑๒ ได้ทันทีเลย โดยทุกท่านไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอันนี้ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชนแล้วก็ต่างชาติที่จะเข้ามาในบ้านเรา อันนี้ก็ทำให้ ประเทศไทยเราได้ยกระดับขึ้นไป เรียกว่าสู่มาตรฐานสากล เป็นอินเตอร์เนชันแนล ซึ่ง ประเทศหรือประชาชน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวบ้านเรานั้นก็จะเห็นว่าประเทศไทยนั้นเรา ไม่ได้เตรียมต้อนรับอาเซียน (ASEAN) ปลายปีนี้เท่านั้น แต่เราต้อนรับชาวโลกทั้งโลก เพราะว่าเราจะเป็นฮับ (Hub) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประการที่ ๓ ที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนในที่นี้แล้วก็ขอชื่นชมท่าน ก็คือหมายเลข ๑๑๒ ที่ท่านได้เตรียมการไว้นั้น นอกจากจะมีความพร้อมของบุคลากร ด้านกฎหมายอะไรต่าง ๆ อย่างที่ท่านได้ชี้แจงมาแล้ว ก็คือทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ได้มีการศึกษามาก่อนล่วงหน้านี้แล้ว แล้วก็รู้ด้วยว่ากฎหมายจะสามารถดำเนินการได้ในทันที ที่น่าดีใจก็คือเรื่องของการสามารถระบุตำแหน่งพิกัดในการโทรแจ้งได้ แล้วนอกจากนั้น ดิฉันฟังท่านอภิปรายมาสามารถส่งทั้งภาพและเสียงได้ด้วย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เป็นคนแก่ คนชรา เด็ก หรือผู้พิการต่าง ๆ ทุพพลภาพ หรือแม้แต่ คนที่ต้องการการแพทย์ที่รักษาอย่างฉุกเฉินในทันควัน ดิฉันคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทีเดียว เรากำลังร่วมใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยนั้นให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนชาวไทย อย่างแท้จริงค่ะ

ประการถัดไปที่ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นการดีอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องของการที่มี การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นของหน่วยศูนย์การแพทย์ฉุกเฉิน หรือดับเพลิง กู้ภัย หรือแม้แต่ตำรวจ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลย ในการแจ้งนั้น ก็ทราบจากการรายงานของท่านว่าสามารถที่จะแจ้งตรงกับพื้นที่รับผิดชอบในจุดที่เกิดเหตุ ได้อีกด้วย ซึ่งอันนี้อย่างที่ภาพยนตร์ที่เราได้ชมเป็นตัวอย่างเลยว่าสามารถช่วยได้ ทันเหตุการณ์ ทันเวลา แล้วก็สามารถทำให้สิ่งที่ชั่วร้ายนั้นไม่เกิดขึ้นกับชีวิตของ พี่น้องประชาชนโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี ดังตัวอย่างที่ท่านเสนอไปแล้ว

อีกประการหนึ่ง ที่ดิฉันเห็นว่าดีมาก ๆ ก็คือเรื่องของการที่ระบบนี้จะแจ้งด้วย หมายเลขเดียว แล้วก็ทำให้ไทยเรานั้นเข้าระบบอินเตอร์เนชันแนลอย่างที่ได้พูดไปแล้ว ที่ดีที่สุดและดิฉันคิดว่าเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนก็คือพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ทั้ง ๗๗ จังหวัดตามรายงานของท่านสามารถใช้หมายเลข ๑๑๒ นี้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่เสีย ค่าใช้จ่าย อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นการตรงกับคอนเซ็พท์ (Concept) หรือความคิดของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ของเราที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกชีวิตของคนไทย ดังนั้น ดิฉัน คิดว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจะไม่สนับสนุนข้อเสนอซึ่งเป็นควิกวิน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขเกี่ยวกับเรื่องของการที่เราจะใช้หมายเลข ฉุกเฉิน ๑๑๒ เพียงหมายเลขเดียว อยากให้เราสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ด้วยค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง ค่ะ

นายชูชาติ อินสว่าง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปช. ๐๖๗ สุพรรณบุรีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การแจ้งเหตุฉุกเฉินเรียกว่า ควิกวิน แต่จริง ๆ เรื่องของวันนี้ผมไม่น่าเชื่อครับ ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านประธานว่าประเทศไทย ยังไม่เกิดขึ้น แล้วก็จะเกิดขึ้นภายในเดือนเมษายนปีหน้า ผมอยากให้ควิก ควิก ควิก อยากให้ เกิดขึ้นวันนี้ พรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป เพราะว่าความล่าช้าเป็นบ่อเกิดแห่งอันตราย แล้วก็ขอให้ควิก พวกเราหน่อยว่าวาระนี้เป็นวาระควิกวิน มีลงมติอย่าหนีไปไหน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมชื่อ ชูชาติ อินสว่าง ผมเป็นผู้ก่อตั้งคนหนึ่งศูนย์กู้ภัยเสมอกันสุพรรณบุรีเมื่อปี ๒๕๒๖ ปัญหาต่าง ๆ มีมากมาย อยากจะกราบเรียนท่านคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นข้อสังเกตไว้ แต่โดยข้อมูลทั้งสิ้นที่ท่านคณะกรรมาธิการให้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ดีแล้วทั้งสิ้น เรื่องสำคัญที่สุด ก็คือเรื่องการมีจิตสำนึกที่ดีในการทำในเรื่องของการอุบัติภัย อุบัติเหตุ เรื่องของการกู้ชีพ เรื่องของการกู้ภัย ผมจำได้ว่าผมท่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ ว่าต้องไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัวลำบาก ช่วยคนทุกข์ยาก ลำบากก็ยอม ท่องอยู่ในหัวใจแล้วต้องไปสาบานตนต่อหน้าองค์สมเด็จ พระนเรศวรทุกปี ตายเก็บ เจ็บส่ง ที่ข้างรถเขียนไว้เลย ตายเก็บ เจ็บส่ง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัว ลำบาก ช่วยคนทุกข์ยาก ลำบากก็ยอม ทำมาแล้ว ๒๐ กว่าปี ท่านที่เคารพ วันนี้ได้เห็นท่าน ทำเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำร้อนลวก งูขึ้นบ้านผัวเมียตีกัน เมาสุรา เมายาบ้า แม้แต่กระทั่งเรื่องของอุบัติเหตุซึ่งเกิดขึ้นบ่อย ๆ ครั้ง แต่สิ่งสำคัญที่น่าเป็นห่วงเป็นใยที่สุด ผมรวบรวมได้ก็คือการแจ้งเท็จ ทำอย่างไรเราจะป้องกันเรื่องตัวนี้ได้ การแจ้งเท็จนี่เป็นสิ่ง สำคัญ เพราะฉะนั้นตรวจสอบอย่างไรถึงจะตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่เข้ามาไม่ใช่เรื่องจริง ผมเป็น คณะกรรมการ กต.ตร. จังหวัดสุพรรณบุรี ผมได้รับรายงานทุกเดือนเลยครับว่าเดือนนี้ มีคนแจ้งความมาทั้งหมด ๘,๐๐๐ กว่าครั้ง ทั้งจังหวัดนี่ รวมทั้งอำเภอด้วย มีการแจ้งเท็จ เสีย ๖,๐๐๐ กว่าครั้ง นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำอย่างไรเราจะป้องกันได้

เรื่องที่ ๒ คือความไม่พร้อมในเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือที่จะทำ ผมเชื่อแน่ว่า ๑๑๒ พร้อม เครื่องมือพร้อม กู้ชีพพร้อม แต่เครือข่ายที่เราจะเอามาร่วมด้วยมันไม่พร้อมครับ ไม่พร้อม เครื่องมือตัดถ่าง เครื่องมือช่วยชีวิตคน สิ่งต่าง ๆ พวกนี้

ที่สำคัญอันที่ ๓ ก็คือเรื่องคน จิตใจพร้อมไหมครับที่จะช่วย พร้อมที่จะ เสียสละไหมในเรื่องของเครือข่ายที่จะช่วย ๑๑๒ ที่ผมพูดให้ฟังนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ๑๑๒ ทำเองไม่ได้ทั้งหมด ต้องอาศัยเครือข่ายไปช่วย เครือข่ายต้องคน คนมีความรู้ ให้การศึกษา พร้อมไหม จับชีพจรอย่างไร ช่วยอย่างไร บางทีคอไม่หักยกทีเดียวคอหัก บางทีไม่ตายหรอกครับ กู้ภัยยกเสียตายเลย นี่คือสิ่งสำคัญครับ ท่าทาง กริยาเครือข่าย แม้แต่กระทั่งกู้ชีพเองก็ต้อง บอกว่าต้องเป็นคนจิตใจที่เสียสละ บางทียังไม่ทันตายเลยเห็นกู้ภัยมาผมยาว แต่งตัว ไม่เรียบร้อย ท่าทางดุดันน่ากลัว ไม่ตาย ตายดีกว่า บางทียังต้องแกล้งตายเลย นี่คือสิ่งสำคัญ เรื่องการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ต้องคัดคนหน่อยครับ คนที่จะมาอยู่ในกู้ชีพ คนที่จะมาอยู่ ในกู้ภัยต้องคัดคน สภาพแวดล้อมอีก อุบัติเหตุ เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาวิ่งไป หวอ ๆ ๒ คัน ๓ คัน วิ่งไปเลยครับจะเอาให้เร็วที่สุด แล้วคนอื่นเขาก็จะมาเร็วที่สุด ต่างคนต่างรีบ ไอ้นี่รีบเอา คนเจ็บไปส่ง ไอ้โน้นรีบจะไปรับเมีย ไอ้นี่รีบจะไปรับลูก เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก นี่คือ สภาพของสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ พวกนี้เดี๋ยวผมบอกให้ฟังตอนท้ายว่าเราจะสรุป อย่างไร เครือข่ายนี่สำคัญ ใครจะเป็นผู้สนับสนุนเรา ขณะนี้ ณ เวลานี้ไม่มีใครดีกว่าองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่น อบจ. อบต. เทศบาล พวกนี้เป็นกำลังหลักสำคัญที่จะช่วยเราทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงหน่วยงาน ๑๑๒ จะประสานงานกับองค์กรอิสระพวกนี้ได้ เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าท่านประสานไปทาง อบจ. ทาง อบต. เขาบอกไม่ใช่เรื่องของเรา สตง. ไม่ให้ผ่านอีกแล้ว เขาบอกไม่ใช่เรื่องของ อบต.ของ อบจ. ไม่ให้ผ่านอีกแล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเครือข่าย ตำรวจเดี๋ยวนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย พอเกิดอุบัติเหตุรถชนกันตายปุ๊บ ตำรวจเรียกกู้ภัยเลยครับ เพราะตำรวจยืนจดอย่างเดียวเลยครับ พลิกศพอย่างโน้นอย่างนี้ ปั๊มลายมือ กู้ภัยกู้ชีพทั้งนั้น นี่ขออนุญาต ความตัดสินใจที่จะไปโรงพยาบาลไหน นี่คือสิ่งสำคัญ ตัวนี้สำคัญที่สุดเลย เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลกู้ชีพมีค่าใช้จ่ายให้ต่อราย ต่อหัว ต่อคน ว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไร โรงพยาบาลเอกชน เขาบอกว่าถ้าคุณมีให้เจ้าละ ๑๐๐ บาท ผมให้เจ้าละ ๑,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น ๕ กิโลเมตร ถึงโรงพยาบาลไม่ไปแล้ว ไป ๑๐ กิโลเมตร ไปถึงอีกทีหนึ่งเพราะได้ ๑,๐๐๐ บาท อันนี้เราจะ ขจัดตัวนี้อย่างไร เราจะกำหนดวิธีการอย่างไร

สุดท้ายขออนุญาตนิดหนึ่ง ข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ ณ วันนี้ถ้าเราเกิด ๑๑๒ ขึ้นมาแล้ว เราไม่เผยแพร่ กระจายอินฟอร์เมชัน (Information) ข่าวเหล่านี้ไปให้ว่าถ้ามัน เกิดมีหวอมาแล้ว รถพยาบาลมาแล้ว รถตำรวจมาแล้ว รถกู้ชีพมาแล้ว รถจะหลบกันอย่างไร นี่ต้องให้ข่าวสาร ต้องทำเรื่องอย่างหนังเหมือนสักครู่นี้ต้องเอาไปฉาย

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านชูชาติสรุปเลยค่ะ

นายชูชาติ อินสว่าง

ต้องเอาไปฉายในเมือง อย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญ ผมขอ อนุญาตฝากด้วยความเคารพ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านเขียนเป็นเอกสารแล้วกันค่ะ

นายชูชาติ อินสว่าง

ครับ ขอบพระคุณอย่างสูงท่านประธาน สวัสดีครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ต่อไปขอเชิญท่านทิวา การกระสัง ค่ะ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ทิวา การกระสัง สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ มีประเด็นสั้น ๆ แล้วก็ขอให้ท่านกรรมาธิการไม่ต้องตอบก็ได้ครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการเรื่องการเตรียมความพร้อม

ประเด็นที่ ๑ อันนั้นท่านชูชาติพูดไปเยอะแล้ว ในสภาพปัจจุบันเรื่องการกู้ชีพ เราก็ทราบอยู่แล้วว่าโรงพยาบาลไม่มีปัญญาที่จะไปรับคนเจ็บได้ทุกแห่งโดยเฉพาะในชนบท ถ้าเกิดมีการแจ้งเหตุในเวลากลางคืนท่านทราบไหมว่าคนอยู่ตรงไหน เอารถจากโรงพยาบาล ไปไม่ถูกแน่นอน จึงมีกู้ชีพตำบล ท้องถิ่นเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการที่จะส่งรับแจ้งเหตุ ไปสู่สถานที่ เช่นโรงพยาบาลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียก ๑ ตำบล ๑ กู้ชีพ มีอยู่ทุกแห่ง ทั่วประเทศ บุคลากรตรงนี้ต้องเตรียมความพร้อม ๑๑๒ ผมเห็นด้วย ผมเคยเจอปัญหา ท่านบอกว่าสามารถที่จะแจ้งเหตุได้ทั้งทางโทรศัพท์ ทั้งทางอินเทอร์เน็ต ปัญหาที่เกิดขึ้น ในระบบสื่อสารของไทยก็คือเมื่อมีการใช้เยอะ ๆ มันเข้าไม่ได้ ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร มันมีตัวอย่างในเว็บหนึ่ง ชื่อเว็บไทยแลนด์สู้ ๆ เว็บตัวนี้ หรือเว็บบักกาบู (Web Bugaboo) ที่เขาถ่ายทอดฟุตบอล พูดแล้วก็จะยกตัวอย่าง เมื่อทีมฟุตบอลทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดไปเตะ ยังต่างประเทศ ไม่มีการถ่ายทอดทีวี คนก็จะเข้าไปดูในเว็บตัวนี้ ปรากฏว่ามันเข้าไม่ได้ เพราะคนดูทั้งประเทศเป็นล้านคน เข้าไม่ได้ นี่คือระบบเบอร์เดียว ระบบช่องทางเดิน ช่องทางเดียวครับ พอมันเข้าไม่ได้ หรือเข้าไปได้ก็จะกระตุก มันก็จะล้ม มันจะตัดของมันเอง เพราะมันแย่งกันเข้า เหมือนรถติด นี่มีระบบแก้ไขอย่างไร

๒. การใช้แจ้งทางโทรศัพท์ โทรศัพท์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไปอยู่ในพื้นที่เยอะ ๆ เราเคยทดลองในพื้นที่ ในขณะที่มีคนเข้าไปดูฟุตบอล ๒๕,๐๐๐ กว่าคน หรือ ๓๒,๐๐๐ คน โทรศัพท์ใช้ไม่ได้เลย ไลน์ (Line) ก็ใช้ไม่ได้ อินเทอร์เน็ตก็ใช้ไม่ได้ ระบบนี้มันเกิดปัญหา อันนี้ท่านไม่ต้องตอบ ท่านไปหาวิธีการแก้ไขเอง

ระบบที่ ๒ อันนี้ผมกลัวว่าปัญหานี้พอมันจะเกิด เมื่อมี ๑๑๒ หมายเลขเดียว มีการแจ้งกันทั่วประเทศ แล้วท่านบอกใช้ระบบส่งต่อ ระบบเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้มันจะก่อให้เกิด ปัญหาหรือเปล่า ระบบที่ ๑ ก็คือการส่งรถไปรับกับข้างล่างส่งมา มันมีทั้งระบบส่งต่อ แล้วก็ ระบบส่งเข้า เช่นมีคนเจ็บ ถ้ามีกู้ชีพในตำบล กู้ชีพในตำบลจะส่งไปโรงพยาบาลเขาต้องแจ้ง ไปก่อนว่ามีคนเจ็บ ถ้าต้องแจ้งมา ๑๑๒ แล้ว ๑๑๒ แจ้งไปโรงพยาบาลเพื่อเตรียมรับคนเจ็บ ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย คนเจ็บเป็นพันเป็นหมื่นคน แผ่นดินไหวขึ้นมา โทษครับถ้าเกิดคิด ไม่อยากจะคิดนะ คนเจ็บเป็น ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน แล้วแจ้งมาพร้อม ๆ กัน ตัวนี้ช่องทางนี้ มันจะเข้าได้หรือเปล่า อันนี้ท่านต้องเตรียมไว้ว่าต้องใช้กี่ช่องทางเพราะมีเลขเดียว แต่ทุกวันนี้ ใช้ระบบหลายช่องทางใช่ไหมครับ อย่างเช่นอุบลราชธานีช่องทางสาธารณภัยช่องทางหนึ่ง ตำรวจช่องทางหนึ่ง พอกดหมายเลขไป มันจะรู้ว่าอันนี้คือไฟไหม้ อันนี้คือคนยิงกัน อันนี้ คือรถคว่ำ แต่ใช้ ๑๑๒ อย่างเดียว พอแจ้งเข้าไปปุ๊บไม่บอก เราจะไม่รู้เลย ต้องบอกมาก่อน ว่าอันนี้คือไฟไหม้จะได้เตรียมรถดับเพลิงไป อันนี้ท่านต้องศึกษาและแก้ปัญหา

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความพร้อม ท่านบอกสามารถจะใช้ ๑๑๒ ได้ ในเดือนเมษายนปีหน้า แต่คนที่จะรับ ๑๑๒ พร้อมหรือไม่ เพราะมันใช้กับคนทั้งประเทศ ไม่ได้ใช้เฉพาะในศูนย์ใหญ่ที่มีคนใช้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมความพร้อมของคน ทั้งประเทศว่าระบบการแจ้งเหตุ ๑๑๒ ต้องทำอย่างไร เปลี่ยนเบอร์ข้างรถทั้งหมดของ ป่อเต็กตึ๊งของอะไรทั้งหมดเป็น ๑๑๒ ทั้งหมดเลย ถ้ามองแล้วมันง่าย แต่ระบบการปฏิบัติ มันอาจจะยากในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ขนาดผมเคยขับรถในกรุงเทพฯ กับลูกชาย ใช้จีพีเอส (GPS) หรือใช้ระบบที่ทันสมัยจับดูว่าสถานที่ตรงนี้อยู่ตรงนี้ สถานที่อยู่ตรงนี้ เรายังไปไม่ค่อยจะถูกเลย ถ้าระบบตัวนั้นต้องใช้ดาวเทียมแบบพอแจ้งกลับมาปุ๊บจะต้อง เห็นหน้าคนแจ้ง รู้เลยว่าสถานที่อยู่ตรงนี้ บริเวณตรงนี้ ศูนย์ก็เห็นแล้วส่งต่อให้คนรับว่า สถานที่อยู่ตรงนี้ แต่ระหว่างทางเราเห็นหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องเตรียมความพร้อม ผมว่ามันช้า ช้าแล้วมีประสิทธิภาพดีกว่าทำเร็วแล้วไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหลักสำคัญที่สุดคือ ท่านต้องเตรียมความพร้อมเพราะว่ากู้ชีพทั้งประเทศมีหลายแสนคน ทั้งหนึ่งตำบลอย่างน้อย มีอยู่ประมาณ ๑๐-๑๕ คน ผมตั้งข้อสังเกตไว้แค่นั้น ท่านไม่ต้องตอบแล้วไปศึกษา แล้วแก้ปัญหาเอง ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุชาติ นวกวงษ์ ค่ะ

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สุชาติ นวกวงษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๑๘ ท่านประธานครับ เห็นด้วยแล้วก็สนับสนุนให้มี หมายเลขเดียว แต่ผมก็ยังจำหมายเลข ๑๖๖๙ ได้ ผมยังจำ ๑๙๑ ได้ ผมยังจำ ๑๕๘๔ ได้ แต่ว่าหมายเลขต่าง ๆ เหล่านั้นโทรไปแล้วไม่มีคนรับสาย ถ้าหากว่ามีเลขใหม่ ๑๑๒ ขึ้นมา ท่านประธานครับ มีฝั่งผู้ใช้ ฝั่งผู้ใช้สมมุติว่าเป็นผมก็แล้วกัน ผมเกิดเหตุฉุกเฉินผมก็กด หมายเลข ๑๑๒ จะไปที่ตรงไหนก็ไม่รู้ ศูนย์อยู่ตรงไหนก็ไม่ทราบ ทุกเครือข่ายรับทราบหมด ตามข้อมูลที่ได้รับทราบเมื่อกี้นี้ครับ แล้วก็มีอีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งผู้ให้บริการก็คือภาครัฐนั่นล่ะ ซึ่งจะต้องมีเจ้าหน้าที่รับแจ้งบริการต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีระบบกล้องซีซีทีวี (CCTV) อยู่ทั่วไป แล้วก็เรื่องของเครือข่ายมีไหม กรณีที่เป็นเครือข่ายเราจะทำอย่างไรให้เครือข่ายมีความพร้อม ในการที่จะรับข้อมูล อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านประธานครับ ผมลองยกตัวอย่าง เมื่อปีที่แล้วผมไปเขาค้อ ทุกคนคงได้ยินอำเภอเขาค้อ ตรงนั้นมีอุทยานแห่งชาติมีอะไรต่าง ๆ ผมประสบอุบัติเหตุ ไม่ใช่ประสบอุบัติเหตุครับ มีขโมยขึ้นมาในห้องมันจะมาขโมยสินค้าผม ที่อยู่ข้างใน สินค้าคือพวกทรัพย์สมบัติที่มี ผมเห็นว่าเป็นขโมย ผมยังไม่หลับเลย ผมก็ถามว่า ขึ้นมาทำไม เขาก็ตกใจกระโดดหล่นลงไป ผมโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจไม่มีผู้รับ ผมโทรศัพท์ ไปที่ ๑๑๙๓ ไม่มีผู้รับ ผมโทรศัพท์ไปที่ ๑๑๙๑ โทรไม่ติด แล้วถ้าหากว่าผมมี ๑๑๒ โทรได้ หรือเปล่าไม่ทราบ หรือจะมีผู้รับหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ท่านลองดู หน้า ๑๔ ย่อหน้าที่ ๒ บอกว่าระหว่างที่รอที่มีผู้แจ้งเหตุมานี่จะมีการแจ้งไปที่ตรงหน่วยต่าง ๆ เตรียมความพร้อม หากมีความจำเป็นต้องศึกษาผู้เชี่ยวชาญโน่นนี่นั่น ตรงนี้อยากจะเรียนถามว่าจะมีหน่วย กี่หน่วยในการรับผจญเหตุตรงนี้ จังหวัดกาญจนบุรีมี ๙ อำเภอ ๙ อำเภอถ้าหากว่าอำเภอหนึ่ง มีอยู่ ๑๐ ตำบล ก็คูณด้วย ๙ ๙๐ ตำบล จังหวัดกาญจนบุรีกว้างขวางมากเลย ทำอย่างไร จึงจะสามารถส่งหน่วยผจญเหตุหรือส่งหน่วยฉุกเฉินหรือส่งหน่วยต่าง ๆ เข้าไปถึงพื้นที่ได้ หรือว่าเข้าไปถึงแล้วคนที่ผจญเหตุนั้นตายไปแล้ว เพราะว่าการเข้าไปยังหน่วยที่ต่าง ๆ ที่ผมเรียนเมื่อครู่ไม่ใช่เข้าไปง่าย ๆ จังหวัดกาญจนบุรีมีทั้งป่า มีทั้งถนนที่เป็นลูกรัง มีทั้งพื้นที่ กว้างขวาง จังหวัดขอนแก่นเช่นเดียวกัน มี ๒๔ อำเภอ คูณด้วย ๑๐ เข้าไปก็คือ ๒๔๐ ตำบล เช่นเดียวกันครับ ทำอย่างไรจึงจะสามารถให้บริการกับประชาชนเหล่านั้นได้ครับ

ท่านประธานมีคำถามอีกข้อหนึ่งครับ ถ้าหากว่าเราทำได้ตรงที่ว่านี้ แล้วเราใช้ เงินที่ไหนท่านประธานครับ เงินอยู่ที่ไหนครับ เงินตั้งหลายร้อยล้านบาท เราจะเอาเงินที่ไหน รัฐบาลจะให้เงินเราแล้วเงินตรงนั้นอยู่ที่ไหน ผมก็ถามแค่นี้ท่านประธานครับ ไม่ใช้เวลาเกินครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ค่ะ

นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน อรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ดิฉันคิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่น่าจะเห็นดีเห็นงามว่าการที่เรามีระบบเตือนภัย เป็นหมายเลขเดียว ๑๑๒ คงจะช่วยให้ไม่ต้องไปนั่งจำ เพราะอย่างตัวดิฉันเองต้องจดเอาไว้ว่า ถ้าดับเพลิงแจ้งอะไร เหตุด่วนเหตุร้ายแจ้งอะไร หรืออะไรฉุกเฉินแจ้งอะไร คือเราต้องจำ แยกกันไป แต่ถ้าเป็นระบบนี้ดิฉันเชื่อว่าการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายน่าจะทำได้ง่ายรวดเร็วขึ้น และโดยที่ท่านชี้แจงว่าในระบบของประเทศไทยเวลาแจ้ง ๑๑๒ หมายเลขอื่น ๆ ก็จะได้ รับทราบด้วย อันนี้ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นระบบตัวอย่างที่ประเทศอื่นน่าจะทำอย่างเรา หมายถึงว่าแทนที่จะต้องให้ระบบไปคอยแจ้งให้ใครมา ทุกคนรู้พร้อมกันหมด อย่างเช่น คลิปที่เราดูพอแจ้งตำรวจก็มา โรงพยาบาลอาจจะมา หรือถ้าเป็นกรณีที่อย่างอื่นก็อาจจะ วินิจฉัยได้เลยว่าต้องส่งแผนกไหนมาด้วย ไฟไหม้ต้องตามมาด้วยหรือไม่ ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็น ระบบที่ดีที่มีหลาย ๆ สังกัด หลาย ๆ งานรับรู้ไปพร้อม ๆ กันมันช่วยลดเวลาในการสั่งการด้วย แต่อย่างไรก็ตามดิฉันจะเห็นชอบดิฉันตั้งประเด็นไว้ ๒-๓ ประเด็นดังนี้

ระบบ ๑๑๒ ในเรื่องแพทย์ฉุกเฉินถ้าเป็นไปได้เราควรจะสามารถลิงค์ (Link) ข้อมูลผู้ป่วยในกรณีที่เป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติที่มาประสบเหตุฉุกเฉินในประเทศไทย ถ้าเรา สามารถลิงค์ข้อมูลได้ถึงประวัติทางการแพทย์ของคนไข้คนนั้นว่าเป็นโรคอะไร แพ้ยาอะไร ประวัติการรักษาพยาบาลเป็นอย่างไรดิฉันเชื่อว่าไม่สุดวิสัยที่เราจะทำ ถึงแม้จะใช้เวลา นิดหน่อย แต่ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยอาจจะอยู่ในฐานะที่อยากจะเป็นเมดิคอล ฮับ (Medical hub) ในเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่าคนอื่นเพราะว่าเราทำได้หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องว่า เขารักษาโรคอะไรอยู่เป็นประจำที่ไหน แพทย์ประจำตัวคือใคร มองไปให้ไกล ๆ ขนาดนั้นเลย อย่างไรก็ตามระบบนี้คนไข้ที่เป็นคนไทยก็เช่นเดียวกัน ดิฉันอยากจะให้มีระบบที่ระบุได้ว่า เขาอยู่ในระบบประกันสุขภาพแบบไหน โรงพยาบาลที่เขาสังกัดอยู่คือโรงพยาบาลใด เพราะ ดิฉันเห็นว่าเรามีปัญหาเรื่องร้องเรียนค่ารักษาพยาบาลบางครั้งฉุกเฉินมันแพงเกินเหตุ ถ้าอย่างนั้นระบบนี้ช่วยเลยไหมว่าคนไข้คนนี้ หมายเลขบัตรประชาชนคนนี้ประกันสุขภาพ อยู่ที่ระบบไหน ๓๐ บาท หรือว่าเป็นระบบข้าราชการ หรือเป็นระบบที่ไม่สังกัด เท่าไรก็ได้ พร้อมที่จะจ่ายอย่างนี้ ดิฉันเชื่อว่าการรักษาพยาบาลก็จะตรงประเด็น ไม่มีการมาร้องเรียนว่า ให้ควบคุมค่ารักษาพยาบาลด้วยมันแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน คือมองให้ทะลุไปเลย

อีกประเด็นหนึ่ง ส่วนเรื่องระบบ ๑๑๒ ถึงแม้ว่าจะดีอย่างไรดิฉันยังสงสัยว่า ความช่วยเหลือจะมาได้เร็วจริงหรือไม่ เพราะดิฉันนึกถึงตัวเอง ถ้าเราฉุกเฉินแล้วเราติดอยู่ บนทางด่วนชั่วโมงหนึ่งกว่าจะขยับลงมาได้ ๑๑๒ คงช่วยไม่ได้แน่ ๆ เลยค่ะ หัวใจหยุดเต้น อยู่บนทางด่วนที่มีรถติด ท่านอาจจะต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลงไป คงต้องคิดถึงระบบนั้น ที่มีเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินลงไปช่วยในบางพื้นที่หรือในบางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในกรุงเทพฯ หรือว่าในบางจังหวัดขณะนี้

ส่วนเรื่องงบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินงานแรก ๆ ก็จำนวนไม่น้อย ดิฉันตั้งคำถามว่านอกจากจะใช้งบประมาณแผ่นดินท่านใช้จาก สสส. ได้ไหม ดิฉันคิดว่า นี่จะเป็นเรื่องการใช้งบประมาณที่ดูสมเหตุสมผลเพื่อสุขภาพของคนไทยเป็นส่วนใหญ่ และน่าจะเป็นเรื่องดีที่ทุกคนอยากจะมีส่วนได้ใช้ตรงนั้นด้วย เสนอว่าให้ใช้งบจาก สสส.

แล้วก็จากคลิปที่เมื่อสักครู่ท่านกรุณาทำมาเป็นตัวอย่างให้ดู ดิฉันดูแล้ว ไม่ค่อยสบายใจนึกถึงลูกสาว นึกถึงญาติพี่น้องเราที่เป็นผู้หญิง หรือเด็กเล็ก ๆ ที่อาจจะ เกิดขึ้น บางครั้งต่อให้รวดเร็วขนาดไหนดิฉันเชื่อว่าท่านไปช่วยไม่ทันแน่ ๑ ชั่วโมงผ่านไป ๑ ปีผ่านไป อาจจะท้องไม่มีพ่ออะไรอย่างนี้ ดิฉันคิดว่าทางที่ดีอีกทางหนึ่งเราแก้กฎหมายกัน ดีไหมคะ ดิฉันเรียนท่านประธานว่าให้ผู้รู้ทางด้านกฎหมายแก้ปัญหาในเรื่องพวกนี้ว่าคนร้าย ที่ทำมิดีมิร้ายในเรื่องพวกนี้เราน่าจะแก้บทบัญญัติในกฎหมายว่าผู้เสียหายหรือผู้ที่อยู่ใน เหตุการณ์สามารถกระทำ อย่างเช่นถ้ามีปืนก็อาจจะฆ่าเขาตายได้โดยที่ไม่ถือว่าเป็นการ กระทำเกินกว่าเหตุแล้วก็ไม่ใช่เชิงลักษณะป้องกันตัวเกินไป แต่ว่าระงับเหตุก่อนที่มันจะเกิดนี้ แก้ปัญหาได้หลายเรื่อง แก้นิสัยไม่ดีไปได้ตลอดกาลด้วย ขอบพระคุณมากค่ะ ขอเสนอ เพื่อโปรดพิจารณาค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ อีก ๕ ท่านต่อไป ท่านพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ท่านพันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ แล้วก็ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ขอเชิญท่านพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ค่ะ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ๒๔๘ ผมเห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่ว่าก็จะมีข้อสังเกตเพิ่มเติม เรื่องงบประมาณ ผมคิดว่าคงไม่ลำบากยุ่งยากเพราะว่าท่านได้เขียนไว้ใน (๑๐) เอาไว้แล้ว ในเรื่องสรุปผลการศึกษาว่าท่านจะใช้งบของทุนวิจัยพัฒนากิจการกระจายเสียงตามนี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมว่าตรงนี้เขามีเงินเยอะอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะเพิ่มเติมตรงนี้ก็คือเท่าที่ตรวจสอบ ดูว่ามีศูนย์เร่งด่วนอย่างนี้ที่ไหนบ้างเท่าที่มองเห็นอย่างเร่งด่วนนี้คงจะเป็นหลายร้อย ก็มีอย่างกระปุกดอทคอมเขาก็รวมไว้ไม่ต่ำกว่า ๑๐๗ หมายเลขอยู่แล้ว ตอนนี้ท่านจะมารวม ทั้งหมดนี้ผมก็ยังคิดว่ามันจะไม่แน่ใจว่าท่านจะรวบรวมได้อย่างดีหรือไม่ ผมกลัวว่าโทรศัพท์ ไปแล้วก็จะไปติดแล้วก็บอกว่าให้กดหมายเลขโน้น หมายเลขนี้ ต่อไปนี้จะทำให้ยุ่งยากต่อไปด้วย แต่ผมเชื่อมั่นในเทคนิควิธีการที่จะทำคงจะทำได้

อีกประการหนึ่งผมฝากเอาไว้ ซิมที่ไม่มีผู้ใช้ ที่เขาใช้กันอยู่นี้ ที่เขาใช้กดระเบิด ในภาคใต้ด้วยนี้ ท่านจะทำอย่างไรกับซิมพวกนี้ อันนี้สำคัญมากเลย เพราะว่าแต่ก่อนซิมเรา ใช้บัตรประจำตัวสำหรับที่จะซื้อซิม แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นฝากดูตรงนี้ด้วย

อีกอันหนึ่งก็คือว่าในระบบที่ท่านใช้นี้ท่านจะใช้อยู่ประมาณสัก ๔ ระบบใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นของเอไอเอส (AIS) ทรู (True) หรือว่าทีโอที (TOT) แล้วก็แคท (CAT) รวมไปถึง ดีแทค (DTAC) นี้ ผมว่าตอนนี้ระบบของเขาก็ยุ่งยากพอสมควรแล้วเวลาเราคอล เซ็นเตอร์ (Call center) เขานี้ เพราะว่าผมเคยใช้บริการนี้โทรไปบางทีต้องรอนานมากเลยนะ ถ้าเผื่อ ท่านไม่ใช่ที่เขามีเลขานุการส่วนตัวนี้คงยากมากเลยกว่าที่ท่านจะโทรได้ คนร้ายคงจะหนี ไปไกลแล้ว ตรงนี้ก็ฝากช่วยดูด้วยว่าถ้าเผื่อท่านยังใช้เพิ่งต่อระบบนี้มันจะยุ่งยาก อย่างท่านทิวา ได้พูดไว้แล้วว่าบางทีระบบ เช่นสมมุติว่าเกิดเหตุการณ์ที่จัดงานอยู่ที่เมืองทอง ซึ่งคนไปอยู่ เยอะมากเลย บางครั้งคนไปอยู่หลายหมื่นคนแล้วใช้โทรศัพท์พร้อมกันเหมือนสึนามิ (Tsunami) นี้ โทรศัพท์จะหยุดใช้งานใช้ไม่ได้เลย จะต้องเตรียมแผนอย่างไรต่อไปนั้น ผมแนะนำว่าอันนี้ต้องใช้เขาเรียกว่าเป็นโมบาย ฟอร์ซ (Mobile force) ที่จะใช้ตรงนี้ สามารถที่จะทำงานตรงนี้ได้

อีกประการหนึ่ง ก็คือผมว่าท่านต้องมีหมายเลขอะไรที่เฉพาะสักนิดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คนพิการ คนสูงอายุหรือว่าผู้หญิง แล้วก็คนที่มีปัญหาทางภาษา ท่านน่าจะมี พอเขากดปุ๊บนี้ท่านรู้เลยว่าเขาเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มพวกนี้ดีไหม อย่างนี้สามารถที่จะดีไฟน์ (Define) ตรงนี้ได้เลย ท่านจะช่วยเหลือเขาได้ทัน

อีกประการหนึ่ง ก็คือในส่วนที่ท่านยังไม่ได้แยกว่าถ้าเผื่อกด ๑๑๒ เพราะว่า มันมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เท่าที่ผมดูแล้วนี้มันเป็นร้อยเลยที่จะเกิดเรื่องต่าง ๆ ให้ไปช่วยจับสัตว์ อะไรต่าง ๆ ก็มี เหตุการณ์ภัยพิบัติก็มี เหตุการณ์ที่โจรขึ้นบ้านอะไรก็มี อะไรเยอะแยะ มากมาย ท่านจะทำอย่างไรต่อเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไปนี้ ซึ่งไม่อย่างนั้นแล้วเดี๋ยวก็กดทีเดียว ปรากฏว่าทั้งตำรวจ ทั้งโรงพยาบาล ทั้งอะไรแห่กันเต็มไปหมดในงานเดียวกัน มันก็ยุ่งยาก พอสมควรเหมือนกัน

แล้วก็อีกประการหนึ่ง ประการสุดท้ายก็คือผมคิดว่าท่านต้องทำ ต้องคิดเยอะ ๆ ในเรื่องการทำ ในการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น ผมยกตัวอย่าง วันนี้กล้องเราเต็มไปหมดเลย มีทั้งกล้องปลอม กล้องจริงอะไรเยอะแยะมากมายไปหมด ได้ใช้ประโยชน์ต่อกล้องพวกนี้ไหม เพราะมันเป็นการป้องกันได้ด้วย พฤติกรรมของคนที่ส่อไปจะเกิดปัญหาที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่า ปัญหาเรื่องอะไรนี้ น่าจะใช้กล้องพวกนี้ในการที่จะแจ้งเตือนข่าวด้วยให้กับที่นั่น ให้กับบ้าน ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างเช่นคนที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณที่เกิดไฟไหม้นี้เขาไม่รู้ว่า ไฟไหม้หรอก แต่เราเห็นว่าไฟไหม้เกิดขึ้นบริเวณนั้น ทำอย่างไรจะแจ้งให้กลุ่มคนนั้น ในบริเวณนั้นได้รับทราบตรงนี้ ผมว่าน่าจะทำในเรื่องการป้องกันให้มาก ๆ ด้วย ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านพันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ค่ะ

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดมุกดาหาร จากตัวชี้วัดของระบบการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๑๒ ๗ ประการนี้ ผมคิดว่าถ้าทำได้ก็ถือว่าประเสริฐสุดครับ มีศูนย์รับแจ้งเหตุหมายเลขเดียว จำนวน ๑ ศูนย์ ประชาชนแจ้งเหตุได้ทุกจังหวัดทั้ง ๗๗ จังหวัด สามารถรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ได้ภายในเวลา ๑๐ วินาที สามารถระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุได้แม่นยำไม่เกิน ๒๐๐ เมตร สามารถเชื่อมข้อมูลกับศูนย์จ่ายงานการแพทย์ฉุกเฉิน ดับเพลิง กู้ภัย และตำรวจได้อย่าง เป็นปัจจุบันที่ตรงกับพื้นที่เกิดเหตุ ศูนย์จ่ายงานสามารถจ่ายงานได้ภายใน ๑ นาทีนับตั้งแต่ รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน และสุดท้ายคือประชาชนได้รับการช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทุกจังหวัด ทั้ง ๗๗ จังหวัด อันนี้จากการตรวจดูแล้ว ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้หน่วยงาน ๗ หน่วยงานก็คือ ๑. สำนักงาน กสทช. ๒. กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข อันนี้รวมโรงพยาบาลเอกชน ด้วยหรือไม่ ๕. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๖. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ๗. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ อันนี้จากการที่จะตั้งศูนย์ผมก็ได้ดู เหมือนกันว่าศูนย์แต่ละศูนย์ของหน่วยงาน ๗ หน่วยงานที่ว่านี้ แต่ละหน่วยงานจัดตั้งศูนย์ ของใครของมัน เพื่อจะได้ดูหรือว่าเพื่อรอรับการแจ้งเหตุนี้ อันดับแรกก็คือ

๑. ต้องมีโทรศัพท์ประจำศูนย์ของแต่ละหน่วยงาน ทั้ง ๗ หน่วยงาน

๒. สำนักงานศูนย์แต่ละหน่วยงาน จะต้องมีสำนักงานศูนย์ ๗ หน่วยงานก็คือ ๗ สำนักงาน

๓. เจ้าหน้าที่เวรรับแจ้งเหตุ อย่างน้อยคิดว่าศูนย์ละ ๒ คน ก็คือคนหนึ่งเวลา มีธุระส่วนตัวเข้าห้องน้ำอย่างนี้จะต้องมีคนหนึ่งเฝ้าโทรศัพท์ เพราะฉะนั้นคนหนึ่งจะต้องพูด ภาษาอังกฤษได้ด้วย ถ้าหากชาวต่างชาติแจ้งเหตุเข้ามา ถ้าพูดแต่ภาษาไทยได้ ภาษาอีสาน ภาษาเหนือ ภาษาใต้ได้นี้ แต่ถ้าชาวต่างชาติแจ้งเข้ามาจะทำอย่างไร

๔. รถยนต์ประจำศูนย์ของแต่ละหน่วยงานพร้อมคนขับ อันนี้หมายความว่า แต่ละศูนย์จะต้องเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้อย่างน้อยศูนย์ละ ๓ คน ตำรวจอย่างน้อย ๕ คน โรงพยาบาลอย่างน้อย ๓ คน ๔ คน ทั้งคนขับรถและหน่วยอื่นๆ ด้วย ต้องมีรถประจำศูนย์ และคนขับพร้อมที่จะเคลื่อนที่ได้ พร้อมน้ำมันเชื้อเพลิง

๕. ค่าตอบแทนบุคลากรของแต่ละศูนย์ อันนี้ไม่เท่ากัน อย่าง ๗ หน่วยงาน ค่าตอบแทน คือค่าโอที (OT) ค่าล่วงเวลาอย่างนี้ อย่างตำรวจไม่มีค่าล่วงเวลา หน่วยงานอื่น อาจจะมีค่าล่วงเวลา เพราะฉะนั้นมันจะเท่าเทียมกันได้หรือไม่ และงบประมาณที่รัฐบาล จะจัดให้แต่ละศูนย์ ๗ ศูนย์ ๗ หน่วยงาน จะต้องจัดงบประมาณให้ จัดคน วัสดุอุปกรณ์ และการบริหารจัดการเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น อันนี้งบประมาณจะต้องลงไปทุกหน่วยงาน ทั้ง ๗ หน่วยงานด้วย

แล้วความคิดอันสุดท้ายที่ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้สถาบันการแพทย์ ฉุกเฉินแห่งชาติของบประมาณทางรัฐบาลให้ติดชิพ (Chip) ที่คน หลังจากทำคลอดเสร็จ ติดชิพเลย เหมือนเราจับปลาวาฬได้หรือจะปล่อยเต่า อันนี้ทหารเรือเขาทำแล้วครับ ปล่อย เต่าแต่ละตัวลงไปในทะเลนี้ เขาติดชิพไว้เลยว่าเต่าแต่ละตัวนี้อยู่ที่ไหน รู้หมดเลยครับ และอีก ๑๕ ปีข้างหน้าเต่าตัวนั้นกลับขึ้นมาก็รู้ว่าติดชิพไปตั้งแต่เมื่อไร อันนี้ก็อาจจะ เป็นอันตรายแก่บุคคลก็ได้ว่าไปอยู่ที่ไหนเขารู้หมดเลยครับ ถ้าเป็นไปได้ผมว่าของบประมาณ ในส่วนนี้ติดชิพตัวบุคคลก็จะเป็นการดี อันนี้ขอให้นำโลกด้วยครับ เลข ๑๑๒ นี่ใช้เป็นเลข สากลทั่วโลก ถ้าเป็นไปได้ถ้ามีการประชุมสัมมนากันระดับโลกผมก็อยากจะเสนอว่าติดชิพ ที่ตัวบุคคลทุกคนในโลกที่เกิดมามันก็จะเป็นประโยชน์ว่าเกิดเหตุที่ไหนรู้เลยว่าคนนี้ข่มขืนเมื่อครู่นี้ ผมดูแล้วผมก็เวทนา ถ้าในอดีต ๑๐ ชั่วโมงผมว่าเน่าแน่ครับ ไปไม่ทันหรอก เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็เอาตามที่ผมเสนอแนะด้วย กราบขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ค่ะ

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในส่วนนี้ก็คิดว่า ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่คิดว่าบริบทของสังคมในขณะนี้ในฐานะที่เคยเป็นหัวหน้าหน่วยบรรเทา สาธารณภัยของมูลนิธิแล้วก็ทำงานด้วยจิตอาสากันมา ช่วยคนเจ็บเก็บคนตายเหมือนกับ ท่านชูชาตินี่ แล้วพวกเราส่วนมากเป็นจิตอาสาก็ทำงานกัน เครื่องถ่างนี้ก็ซื้อกันเองทั้งนั้น รถที่ไปวิ่งนั้นก็ได้รับจากการบริจาค ทุกคนทำงานด้วยใจ แล้วก็ทุกปีจะมีการมาสาบาน ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะไม่ไปขโมยของเขา อันนี้ก็เป็นการที่เสริมในส่วนนี้ขึ้นมา ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ก็เพราะว่าขณะนี้ภาคเอกชนโดยเฉพาะในมูลนิธิที่ทำงานด้วยจิตอาสานี่จำนวนมาก ผมเข้าใจ ว่ามีเป็นร้อย ๆ หน่วยทั่วประเทศที่ทำงานเสริมในส่วนของราชการ ขณะที่เรากำลังจะมีเบอร์เดียว อันนี้ก็คงไม่ขัดข้อง แต่ด้วยความไม่พร้อมในเรื่องต่าง ๆ ในขณะนี้อยากจะให้ทางกรรมาธิการ ลองไปคิดดูว่าระบบดิจิทัลซึ่งจะรองรับในส่วนของการออนไลน์ทุกพื้นที่ขั้นต้นที่เราเรียกว่า ฮาร์ด อินฟราสตรัคเจอร์ (Hard infrastructure) นั้นยังไม่สำเร็จเลยครับ เพราะตอนนี้ ขณะนี้มันแฟรกเมนท์ (Fragment) อยู่ หมายความว่าในเขตหนึ่งมีตั้ง ๓ เสา ๔ เสา ทั้ง ๆ ที่ ควรจะกระจายไป มันจะมีจุดบอดอีกเยอะครับ เพราะฉะนั้นการที่มีจุดบอดตรงนี้ก็เนื่องจาก ระบบของเราไม่ได้เป็นกองทุนแล้วก็เป็นเรื่องของบริษัทที่เขาหากินในเรื่องของผลกำไร เพราะฉะนั้นจุดใดก็ตามที่มันไม่มีคนใช้เยอะนั้นก็จะเป็นจุดบอด เมื่อจุดบอดความพร้อมไม่มี นี่ถามว่า ๑๑๒ จะเรียกได้ทุกที่หรือ อันนี้ก็คือปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าลองดูจากสภาพปกติที่มี อยู่นี่ถ้าท่านจะบูรณาการเอาหน่วยงานหรือว่าเป็นที่รองรับในการที่จะแจ้งเหตุในเบื้องต้น แล้วก็จ่ายตรงนี้ออกไป จะทางโทรศัพท์ที่ติดต่อได้หรือในทางวิทยุ ซึ่งขณะนี้ถ้าเป็นหน่วย บรรเทาของภาคเอกชนนั้นมีศูนย์วิทยุทุกที่ และศูนย์วิทยุของเขานี้ก็ยิงได้ไกล เพราะเขาใช้ ระบบยากิ (YAGI) ซึ่งยิงตรง ไม่ใช่เป็นระบบทั่ว ๆ ไป ซึ่งกระจายออกไปรอบข้าง มันจะ ยิงตรงไปจุดต่าง ๆ แล้วหมุนได้ เพราะฉะนั้นศูนย์วิทยุต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าสมมุติว่ามีส่วนกลาง ซึ่งตรงนี้เรายังขาดอยู่ อย่างที่ท่านได้เสนอขึ้นมานี่ถ้าจะยกตัวอย่างก็คือในกรณีที่เกิดน้ำท่วม ปรากฏว่าศูนย์กลางของทางราชการไม่เกิด เมื่อไม่เกิดมูลนิธิต่าง ๆ หน่วยเอกชนต่าง ๆ ก็ขนของไปบริจาคกันเยอะแยะ ต่างคนต่างไป ปรากฏว่าไปถึงน้ำท่วมเข้าไม่ได้ก็กองกันอยู่ ตรงหน้าบ้านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บ้างก็เน่าเสียหายเยอะแยะ เพราะฉะนั้นการบูรณาการ ในส่วนการที่จะมีศูนย์กลางในส่วนนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างที่ท่านคิดไว้ เพียงแต่ว่าในระบบ จังหวัด ในระบบท้องถิ่นนั้นไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้อาจจะเป็น จุดเริ่มต้นของเบอร์ ๑๑๒ ซึ่งขณะนี้แม้จะใช้ได้ไม่สมบูรณ์แบบแล้วก็ติดขัดในหลาย ๆ เรื่อง อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาอภิปราย อย่างเช่นในกรณีใช้โทรศัพท์ ถ้าเข้ามาเยอะ ๆ คนหนึ่งนั่งอธิบายความว่างูจะเข้าแล้วนะ จะกัดแล้วนะ มันก็กินเวลาไปเยอะแล้ว คนอื่น โทรมาก็โดนแจม (Jam) มันก็เข้าไม่ได้ มันจะมีหลบระบบการสื่อสารอันอื่นอีกไหม หรือในกรณีที่ความถี่ต่าง ๆ โดยโทรศัพท์มือถือนี่ยังไม่ทั่วถึง ตรงนี้จะแก้เหตุอย่างนี้อย่างไร แต่ถ้าเราเป็นสมัยก่อนเราคิดเบอร์ไม่ออก ของใครนี่ก็คิดถึง ๑๓ ตอนนี้ก็เป็น ๑๑๓๓ อะไรนี่ แต่ ๑๑๓๓ วันหยุดแกก็ไม่รับสายด้วย เนื่องจากว่าให้โปรดรอสักครู่อยู่อย่างนั้นล่ะครับ เพราะเทปอันนี้จะได้ยินตลอด กรุณารอสักครู่ ๆ รอไปรอมาจนงูมันจะเขมือบหมดแล้วก็ยัง ไม่ถึงที่เกิดเหตุเลย เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องการสื่อสารเป็นเรื่องใหญ่ แต่เป็นความคิดที่ดีครับ เพราะว่าตอนที่เราไปฟังความคิดเห็นจากท่านเจ้าอาวาสท่านหนึ่งบอกว่าถ้าข้อมูลต่าง ๆ ถูกบรรจุไว้หมดแล้วเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งขณะนี้มันไม่มี ยังบรรจุข้อมูลไม่หมด พระที่จะบวช สมมุติว่าไปสึกมาจากทางไหนก็แล้วแต่โดนปาราชิกมาในเรื่องอื่น ท่านเช็กได้ท่านก็ไม่บวชให้ แต่ทุกวันนี้เช็กไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) ที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะในเรื่องแรกในเรื่องของออนไลน์ทุกพื้นที่ได้สำเร็จ อันนี้เดินได้ครับ แล้วก็เรื่อง ต่อมาคือช่องทางกลางที่เราเรียกว่าซอฟต์ อินฟราสตรัคเจอร์ (Soft infrastructure) ตรงนี้ ถ้ามีช่องทางกลาง มีแพลทฟอร์ม (Platform) มีอะไรที่เราจะสามารถหาข้อมูลบรรจุลงไปได้ ตรงนี้วิเศษสุดเลยครับ แต่ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ท่านกรรมาธิการได้ฟัง ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องของการที่มีเบอร์ตรงนี้ เบอร์กลาง ๑ เบอร์ แต่ขณะเดียวกันต้องการให้รู้ว่าถ้าสิ่งต่าง ๆ มันยังไม่พร้อม เราจะ ลำเลียงจัดการตรงนี้อย่างไร ไม่เช่นนั้นเงิน ๑๐๐ กว่าล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท แต่ละปี ๘๐ กว่าล้านบาท แล้วก็เพิ่มอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ มันเงินภาษีพวกผมครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะ ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วถ้าระบบมันล่มไปหรือเลิกไปแล้ว อย่างกรณีของเริ่มต้น เราเริ่ม จากแอนะล็อกเป็นดิจิทัล แล้วกำลังจะเป็นควอนตัม (Quantum) แต่เรากำลังจะมีกระทรวง ดิจิทัล ไปเอาระบบมาตั้งเป็นกระทรวง ผมก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นครับ อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะว่ากัน ไป แต่ถ้ามันเป็นควอนตัมเมื่อไรระบบมันเปลี่ยนอีก เพราะฉะนั้นการสื่อสารตรงนี้ก็จะ เปลี่ยน เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่ากรุณาทำตามปัจจุบัน บูรณาการอย่างไรให้เกิดเซ็นเตอร์ (Center) ตามความคิดของท่านและให้เกิดประโยชน์สูงสุด และถ้ามันจะมีเบอร์เดียวแล้วให้ มันมีการแจม ทุกอย่างพร้อมแล้วก็ทำไปได้เลยครับ มันจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ของเรา เพราะฉะนั้นก็ฝากตรงนี้ไว้ ถ้าเราทำแต่ในตอนนี้เท่าที่เราจะสามารถบูรณาการได้ และเกิดประโยชน์สูงสุด ใช้เงินงบประมาณนี่มันจะคุ้มค่าครับ กราบขอบพระคุณครับ

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมสนับสนุน เบอร์เดิมมันก็ยังมีอยู่ เบอร์เดิมของใครของมันก็ยังอยู่ เบอร์เดิมของผมก็ยังอยู่ อย่างเช่นมูลนิธิผมบริการฉุกเฉินให้กับคนหูหนวก เพราะว่าเขาผ่านระบบอื่นไม่ได้ ต้องผ่าน ระบบผมเท่านั้น ทีทีอาร์เอสของผม ๑๔๑๒ หูหนวกก็เข้ามาระบบนี้ เพราะเขาต้องผ่านล่าม ภาษามือ แต่เมื่อมี ๑๑๒ ไม่ใช่ว่า ๑๔๑๒ ผมหายไปครับ มันเพียงแต่ทำให้คนที่จำ ๑๔๑๒ ของผมไม่ได้ แต่จำ ๑๑๒ ได้ ถ้าเป็นระบบดิจิทัลก็ใช้ไอแพด (iPad) เข้าไป ๑๑๒ ปั๊บมันจะมี เมนูขึ้นมาให้เห็นเลยครับท่านประธานว่าจะจิ้มไปไหน ถ้าเขาบอกว่าทีทีอาร์เอสก็จิ้มปึ๊บ มันก็มาทีทีอาร์เอสมาที่ผมเหมือนเดิมครับท่านประธาน เราอย่าไปเข้าใจผิดว่าพอมี ๑๑๒ เลขอื่นโละทิ้งหมด ไม่ครับ ของใครก็ของมัน เขาก็ยังรักษาสถานภาพเขาอยู่ อยากโทรเชื่อม กับเขาโดยตรงก็ได้ แต่ ๑๑๒ มันจะช่วยให้คนจำอะไรไม่ได้ จำได้ ๑๑๒ อย่างเดียวก็มาได้ แล้ว มันก็สะดวก เพราะว่าในระบบดิจิทัลมันสะดวกมาก พอกดเข้าไป ๑๑๒ เราพัฒนา ระบบเซิร์ฟเวอร์ดี ๆ ท่านประธานครับ เมนูมันก็ขึ้นมาเลย คุณอยากจะไปไหน แพทย์ฉุกเฉิน คุณก็กดไป มันก็ไปเลย แพทย์ฉุกเฉินไม่ยอมรับสาย คุณจะไป ๑๙๑ คุณก็กด ๑๙๑ มันก็ เรียกให้ในเมนูนั้น มันจะมีปัญหาก็แอนะล็อกเท่านั้นล่ะครับ ถ้าเราใช้โทรศัพท์พื้นฐาน อันนี้ล่ะครับเรื่องใหญ่ว่าเราจะเชื่อมอย่างไร จากเข้าไป ๑๑๒ แล้วก็จาก ๑๑๒ จะไปเชื่อม เครือข่ายอื่นจะเอาอย่างไร หรือจากแอนะล็อก ญาติพี่น้องโทรแทนคนหูหนวกเข้ามา แล้วจะมาใช้บริการล่ามผม มันจะไปอย่างไร อันนี้ล่ะครับที่มันจะต้องพัฒนาอีกพอสมควร แต่จริง ๆ เรื่องพวกนี้ต่างประเทศเขามีอยู่แล้วครับท่านประธาน ก็เพียงไปก็อปปี (Copy) เขามา แล้วก็อำนวยความสะดวกให้ประชาชนชาวไทยจะไปเดือดร้อนอะไรนักหนาใช่ไหมครับ มันเป็นระบบเสริม ต่อไปคนก็จะได้จำง่าย แล้ว ๑๑๒ ท่านประธานครับแบตเตอรี่หมด สมาร์ทโฟน (Smart phone) มันก็โทรได้ครับ อันนี้คือข้อดี เพราะว่าเขาฝังไว้ในระบบ สมาร์ทโฟนเลย หมายความว่าเงินหมดไม่ต้องเติมเงิน มันโทรได้เลยถ้าเป็น ๑๑๒ เพราะว่า เขาทำระบบไว้แล้ว ขนาดแบตเตอรี่หมดก็ยังโทรได้เลย เพราะเขาทำระบบเอาไว้ให้เรียบร้อย ทำไมเราจะไม่เอาระบบที่เขาทำไว้เรียบร้อยเอามาใช้ประโยชน์ล่ะครับ มันก็ต้องเอามาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ผมเชียร์เต็มที่เพราะว่าเราศึกษามามากหลายปี เรียกร้องกันมามากแล้ว มันควรถึงเวลาแล้วครับ ทีนี้ในส่วนของคนพิการ ท่านประธานครับ มันไม่ใช่แค่ กสทช. สนับสนุนเท่านั้น ระบบ ฐานข้อมูลต้องสนับสนุนเราด้วย ไม่ว่าท้องถิ่นหรือกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการครับ เพราะว่าเวลาเราจะช่วยคนหูหนวกกับแพทย์ฉุกเฉินมันต้องไปพล็อท (Plot) ว่า คนหูหนวกบ้านเขาอยู่ตรงไหน เพราะเวลาเราส่งประวัติไปให้ทางแพทย์ฉุกเฉิน เขาสามารถ ใช้จีพีเอสไปได้ซึ่งเขามีอยู่แล้ว ระบบเขามีอยู่แล้ว แต่ผมมีปัญหาครับ จะไปขอข้อมูล หน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็บอกว่าอันนี้ข้อมูลส่วนบุคคลให้ไม่ได้ ให้ผมไปลุยใหม่ ผมว่า บ้านเมืองไทยทำไมมันตลกแบบนี้ครับ ก็ข้อมูลมีอยู่แล้วก็ผ่านมาให้เรา แล้วก็มาทำข้อมูล กับเราเลยหรือว่าคุณเป็นองค์กรเอกชน คุณเอาข้อมูลเราไปนี่ห้ามเปิดเผยเพราะว่ามันเป็น ข้อมูลส่วนบุคคล เราก็ไม่เปิดเผยท่านประธาน เพราะว่าเราก็เพียงแต่เอามาใช้ประโยชน์กับ คนพิการเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมจึงต้องขอเสนอเข้าไปอีกข้อหนึ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการท้องถิ่นต้องสนับสนุนข้อมูล แล้วก็งบประมาณ ในส่วนที่สนับสนุนได้ อย่างเช่นกรมส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเขามีกองทุน เขาสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ได้ ไม่จำเป็นต้อง กสทช. อย่างเดียว ก็ให้ใส่เข้าไปด้วยครับ เพื่อจะ ได้พัฒนาระบบที่เข้าไปช่วยเหลือคนพิการให้มันเป็นไปได้ดี เพราะว่าระบบที่เกี่ยวข้อง กับคนพิการเป็นภาคเอกชนทำทั้งนั้น แล้วจะปล่อยให้เราวิ่งหาเงินโดยที่หลวงไม่สนับสนุนเลย ผมว่ามันใจไม้ไส้ระกำเกินไปหน่อยครับ รวมทั้งข้อมูลด้วย ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ขอเชิญค่ะ

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี

เรียนท่านประธานสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๓ ดิฉันเห็นด้วยที่กรรมาธิการปฏิรูประบบ สาธารณสุขจะเพิ่มเกี่ยวกับหมายเลข เพราะดิฉันเคยรับราชการเป็นพยาบาลแล้วก็เป็น อนามัยอยู่ชายแดนใต้ใน ๓ จังหวัด ตอนนี้มีเหตุการณ์ไม่สงบแล้วก็จำเป็นมาก เป็นประโยชน์ กับประชาชน ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้เป็นควิกวิน ฝากถึงกรรมาธิการ การจะกำหนด หมายเลขใด ๆ เพื่อเกิดประโยชน์ของประชาชนอย่างสูงสุด ประเด็นสำคัญคือทำอย่างไร จึงจะทำให้การปฏิบัติเป็นตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นภารกิจที่สามารถ ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน ไม่ใช่ทำกันเพียงสักพักแล้วก็ผ่านไป ในฐานะที่เรามาปฏิรูป นี่เป็นการปฏิรูปที่ทุกคนจำเป็นเพราะทุกคนต้องเจ็บป่วย ดังนั้นการเจ็บป่วยเราจะต้องอาศัย เลขตัวนี้ แล้วก็อยากจะให้ท่านเห็นความสำคัญเลขตัวนี้ ดิฉันมีความเห็นว่าการจะไปแจ้งเหตุ ของประชาชนเมื่อเจ็บป่วยไปอย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ก็มี ความจำเป็นและจะต้องมีความพร้อม มีความรู้ ความสามารถ โดยเฉพาะอาสาสมัครอยู่ใน จิตใจตลอดเวลา หน่วยงานต้องมีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนและหากเกิดความผิดพลาด กับประชาชน มีสิทธิที่ร้องเรียนและการชดเชยจากรัฐบาลอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการบริหารคน บริหารจัดการงบประมาณน่าจะเป็นประเด็นสำคัญ ดังนั้นหมายเลขนี้เป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ เป็นหมายเลขด่วน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เข้าใจ ถึงชีวิตจริง ๆ จะต้องเผยแพร่ทุก ๆ บ้าน ทุก ๆ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อส่งถึง อนามัย ถึงโรงพยาบาลรวดเร็ว สายด่วนจากการดูแลของสังคม เป็นการเยียวยา ในฐานะ ที่อยู่ในชายแดนภาคใต้ บางครั้งคนจน ๆ ไม่มีรถ แต่สายด่วนตอนนี้มีจาก อบต. ก็คือมีมูลนิธิ มี อบต. สมาคมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องมีพัฒนาศักยภาพมากกว่านี้ ผู้ขับรถ ผู้ช่วยเหลือจะต้องเห็นความสำคัญ จะได้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริง ๆ จะได้ช่วยเหลือ ผู้บาดเจ็บได้ทันที เป็นสายด่วนที่อยู่ในจิตใจของแต่ละคน เป็นสายด่วนช่วยเหลือสังคม เป็นสายด่วนที่เผยแพร่ถึงกันและกัน ถ้าเป็นไปได้สามารถที่จะรู้ว่านี่คือความจำเป็นในการ ปฏิรูป เป็นการลดระหว่างแพทย์ พยาบาลแล้วก็ญาติผู้ป่วย ผู้ใช้บริการ ให้ประชาชน ลดความขัดแย้ง เกิดประโยชน์ แล้วก็ได้เป็นการช่วยเหลืออีกทีหนึ่ง เรียกว่าเป็นสายด่วน เพื่อช่วยเหลือสังคม แล้วดิฉันเห็นว่านี่คือสิ่งที่จะช่วยถึงรากหญ้า ดิฉันเห็นด้วยที่จะมีตรงนี้ แล้วก็มีแล้วจะต้องให้รู้ผู้ที่รับผิดชอบด้วยจิตใจที่อยากจะ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อจะเอาเงิน ค่าตอบแทน เป็นการช่วยเหลือด้วยความรักและอาทรแล้วก็เห็นใจ แล้วก็เข้าใจถึงอัตลักษณ์ แล้วก็มีจิตอาสา เหมือนกับพระบาทสมเด็จพระองค์ท่านรัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสว่าจะต้องเข้าใจ เข้าถึงจิตใจ แล้วก็ไม่นานเราก็จะเป็นประเทศอาเซียนแล้ว จำเป็นมาก ขอขอบคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้คณะผู้นำชุมชนจังหวัดยะลาและจังหวัดปัตตานี กำลังเข้าฟังการอภิปรายของเรา สภาปฏิรูปแห่งชาติขอต้อนรับค่ะ

ต่อไป ๓ ท่านสุดท้าย ท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน แล้วก็ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ต่อไป ขอเชิญท่านคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ค่ะ

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมหาสารคาม หมายเลข ๐๑๒ วันนี้ต้องขอชื่นชมที่คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขได้นำเรื่อง ของการปฏิรูประบบการแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว ๑๑๒ เข้ามาสู่การพิจารณาของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยส่วนตัวผมเองแล้วก็เป็นอดีตคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ทำงานร่วมกับท่านคุณหมออนุชากับคุณหมอไพโรจน์ด้วยกันมา ซึ่งเราเห็นถึงความสำคัญ การพัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเรามีการพัฒนาอย่างมากถ้าเทียบกับ ๑๐ ปีที่แล้ว แล้วก็ทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินสามารถจะแก้ไขปัญหาความฉุกเฉิน ทางการแพทย์ให้กับประชาชนได้อย่างดียิ่ง ซึ่งอันนี้ก็ต้องขอชื่นชมที่ว่าองค์กรการแพทย์ ฉุกเฉินของประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ใช้งบประมาณที่เรียกว่าน้อยนิดเทียบกับ สิ่งที่ได้มามากมาย แล้วเราก็มีองค์กรเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกู้ชีพ กู้ภัยต่าง ๆ ที่จะมา ร่วมกันด้วยการทำงานของการเสียสละ แล้วก็เป็นอาสาสมัคร

ทีนี้คำถามก็คือว่าทำไมต้องเป็นหมายเลขเดียว ๑๑๒ ซึ่งแต่ก่อนว่าระบบ ฉุกเฉินของเรามีหมายเลข ๑๙๑ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ๑๖๖๙ ของสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉิน ๑๙๙ ของกู้ภัย ดับเพลิง ของเทศบาล อบต. ซึ่งเบอร์ทั้ง ๓ เบอร์ และ เบอร์อื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นเบอร์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นมาแล้วคนก็รับรู้มานานแล้ว ซึ่งการแพทย์ฉุกเฉิน ๑๖๖๙ กว่าจะรับรู้ พัฒนามาเยอะ ป้ายติดทั่วบ้านทั่วเมือง กว่าจะรับรู้ว่า ๑๖๖๙ กว่าจะติด ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าติดแล้ว ซึ่งถ้าจะเป็นหมายเลขเดียวซึ่งเป็นมาตรฐานโลก ๑๑๒ ผมคิดว่าไม่เป็นเรื่องที่ยากเลย ที่จะจดจำง่าย จริง ๆ ๑๑๒ จดจำง่ายกว่า ๑๖๖๙ เยอะเลย ขนาด ๑๖๖๙ ที่ ๔ ตัวยาก ๆ นี่ เรายังจำมาแล้ว ซึ่งความที่เป็น ๑๑๒ เรื่องของการที่จะทำให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกู้ ชีพ กู้ภัย เรื่องของการแจ้งเหตุด่วนทางตำรวจอะไรต่าง ๆ มาสู่หมายเลขเดียวนี้ ก็เชื่อมั่นว่า จะทำให้การบริหารจัดการในการที่จะแจ้งเรื่องของการฉุกเฉินในทุกระบบด้วยความ เป็นเอกภาพ ซึ่งฟังจากคุณหมออนุชาบอกว่า ๘๖ เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลกนี้ใช้ ๑๑๒ ก็ถือว่า ถ้าเราใช้ ๑๑๒ ก็เป็นอินเตอร์เนชันแนลที่ทั่วโลกนี้เขาเป็นภาษาเดียวกัน แล้วคนไทย ก็เกิดความคุ้นเคยไปเมืองนอกเรามีเหตุฉุกเฉินเราก็กดเบอร์นี้ได้ คนเมืองนอกมีความคุ้นเคย ก็มากดเบอร์นี้ในเมืองไทยได้ นี่คือภาษาสากลที่ถือว่าเป็นจุดดีของที่จะใช้ ๑๑๒ แล้วก็ ในการเทคนิค ทาง กสทช. ก็บอกว่าใช้ได้ทุกระบบไม่มีซิมก็ใช้ได้ โดนระงับก็ใช้ได้ ไม่เสีย ค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือค้างค่าใช้จ่ายก็ยังใช้ได้ แต่ขอให้มีแบตเตอรี่ ต้องมีแบตเตอรี่ ถ้าไม่มี แบตเตอรี่ก็คงกดไม่ออก ทีนี้ก็ใช้เบอร์เดียวไม่ต้องจำหลายเบอร์ อันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีของ ๑๑๒ ทีนี้ทำไมต้องเป็นการแพทย์ฉุกเฉิน ผมเชื่อมั่นว่าสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้มีการ พัฒนามาตลอด แล้วก็มีระบบการบริหารคอล เซ็นเตอร์ได้อย่างดี ผมขอชื่นชมว่าผมทำงาน ที่นี่แล้วก็เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินผมไปถามประชาชน ประชาชนเขาชื่นชอบแล้วก็ไม่เคยมี ปัญหาเรื่องของการติดขัดเรื่องว่าโทรไม่ติด โทรไม่รับสาย ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าการพัฒนาของ องค์กรน่าจะรับผิดชอบกับการควบคุมระบบเบอร์เดียวได้ ซึ่งองค์กรการแพทย์ฉุกเฉินถือว่า เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลในการบริหารจัดการดีเด่น ได้รับใช้ชาติมากมาย ตอนนี้มีแอพพลิเคชัน ผมยังลืมบอกว่าตอนนี้การแพทย์ฉุกเฉินมีระบบแอพพลิเคชัน อีเอ็มเอส ๑๖๖๙ กดตรงไหนรู้ เลยว่าพิกัดอยู่ตรงไหน แจ้งเหตุได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้พัฒนามาแล้ว แต่ถ้าเป็น ๑๑๒ พัฒนามันจะครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งความรวดเร็วต่าง ๆ ก็คิดว่าทางการแพทย์ฉุกเฉินนี้จะทำ ได้ดี แล้วขออนุญาตครับว่าการใช้เงิน ๑๗๑ ล้านบาท งบลงทุน ๔๗.๘ ล้านบาท งบดำเนินการ ๘๓ ล้านบาทในปีแรก ผมเชื่อมั่นว่าจะเกิดความคุ้มค่า แล้วผมขอตั้งประเด็น ให้คิดต่อครับ ฝากกรรมาธิการคิดต่อคือการประสานงานกับหน่วยงานอื่นก็อยากให้ไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นทางตำรวจ ทางกู้ชีพ ทางเทศบาล แล้วก็เรื่องของการแก้ปัญหาทางเทคนิค เรื่อง ที่บอกว่าไม่มีคนรับสาย สายซ้อน หรือสายมาเยอะ ๆ แล้วมันเฟล (Fail) อะไรต่าง ๆ ผมคิดว่า กสทช. น่าจะแก้ปัญหาได้ แล้วก็เรื่องการพัฒนาในอน7าคตที่บอกว่ารองรับระบบไม่ฉุกเฉิน เช่นการคอมเพลน (Complain) ๑๓๓๐ ของ สปสช. ประปา ไฟฟ้าที่มีปัญหาต่าง ๆ ถ้าในอนาคตถ้าสามารถจะรับเป็นเรื่องศูนย์คอล เซ็นเตอร์ ซิงเกิล นัมเบอร์ (Single umber) ได้นี้ก็ถือว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศชาติ เพราะว่าเราคงเบื่อว่าองค์กรแต่ละองค์กร ลงทุนคอล เซ็นเตอร์ยากมากครับ เพราะว่าต้องจ้างคนมานั่ง ๒๔ ชั่วโมง บางทีก็ไม่มีคนรับ บางทีก็โดนคอมเพลน ถ้าท่านสามารถบริหารจัดการได้ดีแล้วก็เป็นซิงเกิล นัมเบอร์ ที่ทำ ทุกเรื่องได้ ผมเชื่อมั่นว่าจะเป็นระบบที่เซิร์ฟ (Serve) คนไทยในการแก้ปัญหาทั้งฉุกเฉิน และไม่ฉุกเฉิน ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ค่ะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ๐๗๔ ทางด้านการศึกษา ท่านประธานครับ ขึ้นอภิปรายวันนี้ด้วยความสุข ด้วยความสบายใจ ผมอยากกราบเรียนว่าบางเรื่องแค่คิดก็เป็นกุศลแล้ว ยิ่งถ้าจะทำให้ มันเกิดขึ้นก็จะเป็นสิ่งวิเศษและถ้าทำให้มันเกิดขึ้นแล้วทำได้ดีก็จะเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ผมอยาก กราบเรียนว่าทั้งหลายทั้งปวงที่กรรมาธิการชุดนี้ได้กำหนดขึ้นมานั้น ถ้าภาษาง่าย ๆ ก็คือ คิดได้อย่างไรกับเรื่องง่าย ๆ แต่มีคุณค่ากับประชาชนเหลือเกิน ผิดกับบางเรื่องที่เวลาคิด ขึ้นมา แล้วกลับตั้งคำถามว่าใช้สมองส่วนไหนคิด ไม่เชื่อลองไปดูรัฐธรรมนูญที่ยังไม่แก้ไข บางมาตราสิครับ แต่ก็ด้วยความที่ชื่นชม ด้วยความที่ชอบ ด้วยความที่เชื่อถือในสิ่งที่คิดมา ก็อยากที่เสริมเติมแต่งบางประเด็นง่าย ๆ ธรรมดา สิ่งแรกก็คือตัวเลข ๑๑๒ ต้องระวังให้ดี เดี๋ยวกลายเป็น ๑๑๑๒ นั่นพิซซ่า คอมพะนี (Pizza Company) ดูให้ดี ๑๑๑๒ พิซซ่า คอมพะนี ๑๑๒ คือตัวเลขที่เรากำหนดกันขึ้นมา เพราะฉะนั้นคิดให้ดี

อย่างที่ ๒ ผมเข้าใจว่าสิ่งที่นำเสนอทั้งหมดกรณีฉุกเฉินนั้นโรงพยาบาล หรือส่วนงานไหนก็ตาม ถ้ามีคนที่เขาเดือดร้อนเข้าไปหาแล้วต้องรับ ตรงนี้ถ้าเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนก็จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าตรงนี้ละเป็นสิ่งที่รับใช้สังคมได้จริง เมื่อต้องรับ แล้วราคาต้องสมเหตุสมผลและรับได้ด้วยสำหรับกรณีฉุกเฉิน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเมื่อเรารับเขามาแล้วมาตรฐานต้องมี ต้องมีคุณภาพที่ทำให้ เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาพยาบาล หรือถ้าเป็นสถานีตำรวจก็ต้องมีมาตรฐาน ที่ต้อนรับคนเดือดร้อนเหล่านี้ เขาได้รับความเดือดร้อนมาแล้วต้องดูแลให้ดีเอาใจใส่ เป็นพิเศษ เพื่อทำให้เขาเห็นว่าที่เขามานั้นเขาพึ่งได้ ไม่ใช่เขาหนีเสือแล้วก็มาพบจระเข้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเพียงแต่พูดว่าต้องมีมาตรฐาน ต้องรับ แล้วจะเอาตรงไหน เข้ามาช่วยเสริมเติมแต่งให้เขา ผมมองว่าตัวเลขร้อยกว่าล้านบาทที่นำเสนอนั้นไม่น่าจะพอ ทำไมล่ะครับกับการที่ช่วยเหลือความเดือดร้อนของผู้คน ทำไมต้องจำกัดด้วยตัวเลขขนาดนี้ ทำไมไม่หาวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ว่ามีงบประมาณที่เสริมเติมแต่ง และสนับสนุน ที่เพียงพอให้เกิดขึ้นให้ได้ ผมอยากให้กองทุนสงเคราะห์เหตุฉุกเฉินถ้ามันมีขึ้นมา มันควรจะ เป็นโจทย์ที่ตอบได้สำหรับคนที่ช่วยเหลือเขาและคนที่เดือดร้อน

ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมมองว่าระบบภาษีส่วนบุคคลที่จำเป็น จะต้องมีเพื่อที่จะเป็นหลักประกันได้ว่าเขาสามารถที่จะไปในส่วนไหนก็ได้ ถ้าไปโรงพยาบาล ก็มีเงินประกันที่เพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ผมเชื่อว่ากระบวนการที่เราสามารถทำ ให้คนเสียภาษีแล้วตอบโจทย์ได้ว่าเขามีหลักประกันในชีวิต โดยเฉพาะกรณีที่เขามีความจำ เป็นฉุกเฉิน ผมเข้าใจว่าเขาเห็นภาพได้ชัดว่าภาษีที่เขาเสียนั้นไม่ได้สูญเปล่า แต่มันย้อนกลับ มาที่เขาได้จริง ผมย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่งว่าแนวคิดทั้งหลายที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้นำเสนอนั้น วิเศษ แหลมคม มีทิศทาง แล้วก็สามารถปฏิบัติได้ ก็ขอให้กำลังใจ คิดดีแล้ว ทำให้ได้ก็ยิ่งดี แล้วถ้าสามารถทำให้ได้อย่างดีก็เป็นบุญเป็นคุณกับพี่น้องประชาชน ขอสนับสนุนและให้กำลังใจครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน กรรมาธิการสาธารณสุขและกรรมาธิการทุกท่านครับ เท่าที่ผมดูผมรู้สึกว่าจะเป็นหมอทุกท่าน ที่นั่งเป็นกรรมาธิการ ถ้าไม่ผิดพี่ประภาศรียิ้ม พี่ประภาศรีก็หมอเหมือนกันใช่ไหม เมื่อคุณหมอ มานั่งตรงนี้ก็รู้สึกอบอุ่น ปกติคนไข้เวลาเข้าใกล้หมออบอุ่นอยู่แล้ว ยิ่งรู้ว่าคุณหมอคิดในการที่ จะนำหมายเลข ๑๑๒ มาเพื่อช่วยให้เร็วขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาลเร็วขึ้นก็ยิ่งอบอุ่น ผมนั้นประสบการณ์ในเรื่องโรงพยาบาลค่อนข้างมาก เพราะว่าช่วงหลังต้องดูแลพ่อแม่ ด้วยตัวเอง ก็มีอยู่หลายครั้งที่ผมต้องโทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอมาที่บ้าน เพราะที่ โรงพยาบาลบ้านผมกับโรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเขามีโครงการ ๒๐,๐๐๐ เตียงที่ว่า เพราะโทรไปหมอจะไปที่บ้านแล้วไปจริง ๆ ครับ และไปเร็วด้วย อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่มี ที่โรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราช แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมต้องพาคุณพ่อไปไกลถึง จังหวัดสงขลาอันนั้นลำบากมากครับ เพราะไม่สามารถจะใช้เบอร์โทรอะไรเพื่อให้รถมารับได้ ก็เลยต้องให้น้องชายขับรถไป แต่พอรถไปถึงแค่ควนลังตรงนั้นล่ะครับคุณแม่ก็บอกว่า แม่ไม่ไหวแล้ว ใจหายเหมือนกันครับ แต่ ๒ ปีมาแล้วใจหายเหมือนกัน ไม่มีเบอร์ฉุกเฉินที่จะ โทรเพื่อที่จะให้เขามาช่วย พอไปถึงหมอตัดสินใจตรวจนิดหน่อยบอกว่าต้องเจาะ ผมก็ต้อง เซ็นให้เจาะทันทีครับ เราก็ช่วยชีวิตแม่ไว้ได้ไปทัน นั่นถ้ามีเบอร์ฉุกเฉิน ๑๑๒ ก็น่าจะดีกว่านี้ นี่คือเรื่องหนึ่งที่ประสบด้วยตัวเองมาเป็นระยะเวลายาวนานเหมือนกัน สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ทำมาถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐสุดเหมือนกับที่ดอกเตอร์ณรงค์ท่านพูด สิ่งนี้ถ้าหากว่า ทำได้ดีมีประสิทธิภาพและเป็นได้จริง รวดเร็วทั่วประเทศ เป็นรวมศูนย์เลขเดียวคือ ๑๑๒ โทรปั๊บภายในไม่กี่นาทีรถไปถึงบ้านช่วยผู้ป่วยได้ นั่นคือสิ่งที่คนไทยจะชื่นใจมากครับ และมี ความสุขนั่นคือการคืนความสุขให้พี่น้องประชาชน ผมเองเห็นรถของบริษัทของมูลนิธิต่าง ๆ เวลาเกิดอุบัติเหตุเขาจะทันทีครับ ปรื๊ดแข่งกันมาเลยครับ ขับแข่งกันมา แล้วก็ต่างคนต่าง ก็รีบเร่งทำงาน ผมคิดว่าทางราชการเราถ้าสมมุติว่าทำได้อย่างนี้ก็คงจะดี นี่คือสิ่งที่เห็น ผมก็อยากจะฝากตรงนี้ว่าประสิทธิภาพและคุณภาพในการดำเนินงานหมายเลข ๑๑๒ ถ้าได้ อย่างนี้ล่ะครับ นั่นคือสิ่งที่ประชาชนรอคอยครับ เพราะฉะนั้นผมต้องขอขอบคุณประธาน กรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน คุณหมอทั้ง ๘-๙ ท่านที่ได้ให้ของขวัญกับพี่น้อง ประชาชนชาวไทย ผมก็เป็นห่วงอยู่อย่างเดียวครับว่าเรื่องของความเร็ว การบริการที่ฉับไว ตรงนี้ ไม่ใช่พอโทรไปแล้วเงียบปรื๊ดเงียบ แล้วบอกว่าให้ต่อไปเลขนั้นต่อไปเลขนี้ ขอให้เป็น เลขเดียวจริง ๆ ที่ว่าวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ซึ่งพยายามใช้กัน อย่างมหาวิทยาลัยกับรัฐ เขาบอกว่าวัน สต็อป เซอร์วิส ขณะนี้ซึ่งก็พอใช้ได้อยู่ ก็อยากจะ ฝากตรงนี้ล่ะครับคุณหมอว่าอย่างไรก็ให้ฉับไว ๑๑๒

เรื่องของโรงพยาบาลที่เรามีอยู่ขณะนี้การบริการต่าง ๆ นั้นก็ต้องระบาย นิดหนึ่งว่าโรงพยาบาลยังบริการค่อนข้างเหนื่อยใจคุณหมอ ค่อนข้างเหนื่อยใจไปรอกันนาน ผมเองบางทีครึ่งวันยังไม่ได้ตรวจก็มี ผมเรียนคุณหมอฟ้องคุณหมอตรงนี้ว่าเราจะทำอย่างไร ให้โรงพยาบาลของเราฉับไวกว่านี้ ฝากไปที่กระทรวงสาธารณสุขผ่านท่านประธานครับ ตรงนี้ผมอยากจะฝากไปที่กระทรวงสาธารณสุขว่าช่วยดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนให้เร็ว กว่านี้ ฉับไวกว่านี้ เพราะว่าคุณหมอของเราโดยปกติท่านก็มีจรรยาบรรณของท่านอยู่แล้วว่า จะต้องดูแลคนไข้ คนป่วยทันทีทันใด นี่คือสิ่งหนึ่งก็อยากจะฝากเอาไว้ว่าสิ่งที่เราได้ให้กับ พี่น้องประชาชนทางสาธารณสุข ถ้าเราให้ได้ดังที่เราได้คิดเราได้เขียนเอาไว้ตรงนี้ก็ถือว่า เป็นความประเสริฐยิ่งและต้องขอขอบคุณคุณหมออีกครั้งหนึ่งที่ได้ให้ของขวัญแก่พี่น้อง ประชาชน ต่อไปนี้ก็คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีปัญหา ผ่าน ผมนั่งกินกาแฟผมบอกกับเพื่อน ๆ แล้ว ถึงคุณหมอไม่พูดรายละเอียดผมก็ให้ตั้งแต่ต้นแล้วครับ เพราะฉะนั้นประเดี๋ยวมติก็คง ไม่ต้องห่วงล่ะครับคุณหมอ ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจำนวน ๑๓ ท่านที่ได้แจ้งความประสงค์ที่จะ อภิปรายให้ความเห็นในประเด็นนี้ได้อภิปรายครบแล้วค่ะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการได้กรุณาสรุปแล้วก็ตอบชี้แจงข้อคำถามในบางเรื่องค่ะ ขอเชิญค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ในนามของกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้เสนอแนะ ให้ข้อสังเกตแล้วก็สนับสนุนเรื่องของ การมีแจ้งหมายเลขเดียวคือ ๑๑๒ เรื่องของเหตุฉุกเฉิน ซึ่งในกรณีนี้มีข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำมากมาย เราจะน้อมรับไปปฏิบัติ แล้วก็ทำให้มันกระจ่างชัดขึ้นมา อาจจะมีบางข้อ ซึ่งสมาชิกหลายท่านให้ความสนใจแล้วก็เป็นข้อกังวล ดิฉันคิดว่ามีความสำคัญก็คือในเรื่อง ของวิธีการในการปฏิบัติ ถ้าหากว่ามีการเรียกร้องเข้ามาหลายสายในเวลาเดียวกันจะมี ความขัดข้องไหมในการที่จะให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว หรือว่าในท้องถิ่นทุรกันดาร จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้รวดเร็วตามที่ต้องการหรือไม่ ก็ขอให้ท่านคณะทำงานได้ตอบ เฉพาะในเรื่องนี้เท่านั้น เพราะว่าเป็นเรื่องที่ถามกันมาก ขออนุญาตท่านประธานค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญค่ะ

นายอนุชา เศรษฐเสถียร ผู้ชี้แจง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่านครับ กระผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยที่ได้รับการตอบสนอง ที่ดีมาก ๆ เลย จะเรียนสั้น ๆ ว่าเฉพาะในเรื่องของการช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน จะเห็นว่าเราจะแบ่งคนไข้เป็น ๒ ระดับ คือระดับวิกฤติกับระดับฉุกเฉินที่ไม่วิกฤติ กรณี ที่ฉุกเฉินไม่วิกฤติจะมีมูลนิธิหรือว่าท้องถิ่นที่มีรถพยาบาลที่ไปช่วยเหลือ แต่ถ้าวิกฤติต้องเป็น รถพยาบาลระดับสูงซึ่งจะมีแพทย์หรือพยาบาล ปัจจุบันนี้ทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติกำลังผลิตพาราเมดิค (Paramedic) หลักสูตร ๔ ปีที่จะทำการแทนแพทย์ ในหัตถการบางอย่าง อันนี้ก็เหมือนกับต่างประเทศ คือการใส่ท่อช่วยหายใจ เจาะลม ออกจากปอด ให้น้ำเกลือได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ท้องถิ่นจะมีบทบาทสำคัญมาก ๆ เลย ปัจจุบันนี้ โชคดีที่ อบจ. อุบลราชธานี ได้มีการย้ายศูนย์ที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยความร่วมมือ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขที่จังหวัด คือท่าน สสจ. ทั้ง อบจ. ย้ายศูนย์สั่งการ ๑๖๖๙ ไปอยู่ที่ อบจ. ที่ อบจ. ก็เลยใช้เลขหมาย ๑๖๖๙ ในการรับสายฉุกเฉินได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เหตุด่วนเหตุร้าย การแพทย์ เพลิงไหม้ เมื่อโทร ๑๙๑ ไม่ติด สมมุติ เบอร์อื่นไม่ติด ก็จะโทร ๑๖๖๙ ก็จะติด แต่เมื่อในอนาคตถ้า ๑๑๒ สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้แล้วที่ส่วนกลาง ในระยะต่อไปในเฟส (Phase) ที่ ๒ เฟสที่ ๓ จะต้องผลักดันไปสู่แนวทางของการกระจาย อำนาจ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นคำถามที่ท่านถามว่าแล้วท้องที่ที่อยู่ห่างไกลจะทำอย่างไร ท้องที่ ที่อยู่ห่างไกลถึงแม้ไกลโรงพยาบาลแต่ต้องมีท้องถิ่นดูแลแน่นอนอยู่แล้วครับ ที่จังหวัด อุบลราชธานี อบจ. ได้มีการเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันกับเทศบาล อบต. ทุกแห่ง เขาเช่ารถ ๒๒๐ คัน รถพยาบาล กระจายทั่ว มีเครื่องไม้เครื่องมือ ปัจจุบันนี้มีระบบที่ดีมาก ๆ จังหวัดสงขลา อบจ. กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ท่านบอกว่าตอนนี้ท่านมีซีซีทีวีอยู่ที่ อบจ. สามารถดูเห็น เหตุการณ์ได้ด้วยในพื้นที่ในตัวเมือง ท่านบอกว่าปัจจุบันนี้ ๑๙๑ เองที่สงขลากำลังคุยกับ อบจ. จะมาใช้สถานที่เดียวกันในการจัดตั้งศูนย์ ในอนาคตไม่แน่ อบจ. ที่สงขลาก็จะรวมศูนย์ หลายอย่างอยู่ที่เดียวกัน อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะเรียนให้ทราบว่ามันมีความขับเคลื่อน มีความก้าวหน้าอยู่ บรรดามูลนิธิทั้งหลายก็มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการเข้าถึงที่รวดเร็วกับระบบที่ดีในอนาคตนี่จะทำให้เสริมกันได้ ถามว่าเบอร์มากมายเลย ซึ่งท่านบอกว่ามีเป็นร้อย มันไม่ใช่เบอร์ฉุกเฉิน สายด่วนกับสายฉุกเฉินต่างกัน ด่วน คือ เอ็กซ์เพรส (Express) ฉุกเฉินคืออีเมอร์เจนซี ถ้าทางด่วนเวลาเป็นสาระสำคัญต้องการไปถึง เร็ว แต่ทางฉุกเฉินต้องการช่วยเหลือคน ต้องให้ปลอดภัย เพราะฉะนั้นรถด่วนกับรถฉุกเฉิน ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าน้ำไม่ไหล ไฟฟ้าดับ เป็นสายด่วน แต่ถ้าเหตุด่วน เหตุร้าย เพลิงไหม้ หรือว่าเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นสายฉุกเฉิน ไอทียูมีลิสต์ (List) รายการของประเทศต่าง ๆ ๑๘๐ ประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกได้บอกแล้วว่า ๑๑๒ ๙๑๑ สายฉุกเฉินนั้น แต่ละประเทศใช้ในกรณีใดบ้าง ก็มีอยู่เพียงแค่ ๔ ภารกิจ ๑. ก็คือการแพทย์เมดิคอล ๒. ไฟร์ ๓. ก็คือโปลิส ๔. อาจจะมีแทรฟฟิค (Traffic) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประเทศไทยเรา ก็คงคิดว่าน่าจะดำเนินการสอดคล้องไปทางนั้น ไม่ใช่เป็น ๑๐๐ สาย สายฉุกเฉินมีแค่ไม่กี่สาย เท่านั้นที่จะมารวมกันได้ น่าจะมีความสำเร็จได้ง่าย ถามว่าเทคโนโลยีทั้งหลายในปัจจุบันนี้ เราทำไปถึงไหนแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรามีการรับฟังความคิดเห็นหลายหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องบริษัท ทีโอทีก็มา หลังจากที่ฟังแล้วท่านก็บอกว่ามันขึ้นอยู่กับนโยบาย เพราะ ปัจจุบันเครือข่ายต่าง ๆ ยังใช้เทคโนโลยีที่เราเคยทำมาเมื่อก่อน ยกตัวอย่างว่าถ้าท่านโทร ๑๖๖๙ สายจะต้องไปเข้าศูนย์ เข้าตู้ จากโลคอล (Local) ไปเซ็นเตอร์ แล้วก็ต้องไปวิ่งหา แปลงเป็นเลขโทรศัพท์ ๙ หลัก ไม่ใช่โทร ๑๖๖๙ ต้องไปแปลงเป็นเลข ๙ หลักอีกจำนวน หนึ่ง เช่นว่าศูนย์นี้ใช้ ๕ เลขหมาย ศูนย์นี้ใช้ ๑๐ เลขหมาย เป็นต้น ให้ไปแปลงอย่างนั้นถึงจะ รับแจ้งได้ ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีปัจจุบันไม่ต้องไปแปลงแล้วมันสามารถที่จะใช้เบอร์เดียวมา และถ้ามีศูนย์เดียวยิ่งดีใหญ่ พอมีการแจ้งเข้ามาในระบบสื่อสารแบบนี้ที่ดีนี่ ศูนย์สามารถจะ โยงเส้นสายจากศูนย์กลางไปยังศูนย์ต่าง ๆ เพราะจังหวัดหนึ่งจะมีแค่ ๓ ศูนย์เท่านั้นใช่ไหมครับ ศูนย์ ๑๙๑ ศูนย์ ๑๖๖๙ ศูนย์ ๑๙๙ เพราะฉะนั้นมันไม่ต้องไปวิ่งทางอื่น มันก็วิ่งทางสาย ซึ่ง สรอ. สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ท่านก็โพรไวด์ ให้อยู่แล้วในเรื่อง เหล่านี้ กรณีที่เราบอกว่าวันนี้เราพูดถึงเรื่องศูนย์รับแจ้งมันจะสัมพันธ์ไปถึงศูนย์การแจ้ง การรับแจ้ง แต่เมื่อแจ้งไปแล้วหน่วยจ่ายงานจะต้องพัฒนาไปด้วย เพราะว่ามันเป็นการ กระตุ้นจากศูนย์ หน่วยปฏิบัติการจะต้องพัฒนาชุดปฏิบัติการหรือทีมปฏิบัติการให้มีคุณภาพ มากขึ้นด้วย มันถูกกระตุ้นไป แล้วเรายังคิดว่ามันต้องมีกระบวนการในการสะท้อนกลับมา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เราได้มีการพยายามที่จะพัฒนา ไปด้วยกันกับเรื่องข้อมูลข่าวสาร เมื่อทีมปฏิบัติการไปถึงจุดเกิดเหตุเราจะทำอย่างไร ปัจจุบันนี้ สพฉ. เองก็มีคณะทำงานชุดอื่นที่เราได้มีการคุยกันเรื่องของข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลบุคคลอย่างที่ ท่านกำลังถามอยู่ ตอนนี้เราคุยกันเรื่องเอ็มโอยูกับกรมการปกครอง จริง ๆ เราเอ็มโอยู ไปแล้ว ๑ รอบ ตอนนี้เรากำลังเอ็มโอยูเรื่องของการทำฟิงเกอร์พรินต์ (Fingerprint) ถ้าหากว่า ชุดปฏิบัติการวิ่งไปถึงคนไข้ปรากฏว่าคนไข้นั้นหมดสติ เราจะสามารถใช้ฟิงเกอร์พรินต์ พรินต์แล้วก็จะรู้ที่ศูนย์เลยว่าคนไข้คนนี้คือใคร การเชื่อมระบบนี้สามารถค้นหาทั้งประเทศ ได้ภายใน ๒๐ วินาทีจากฟิงเกอร์พรินท์ อันนี้ที่กรมการปกครองได้เล่ามา รวมทั้งการเชื่อม ข้อมูลผู้ป่วยจาก สปสช. ซึ่งตอนนี้ก็กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

มีชี้แจงอีกไหมคะ ไม่มีแล้ว เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานการปฏิรูประบบ การแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว คือ ๑๑๒ แล้ว ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่า ท่านจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ แต่ก่อนจะขอมติดิฉันขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อน ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมค่ะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ท่านสมาชิกพร้อม ท่านกรุณาเสียบบัตรแล้วก็กดที่ช่องแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ทุกท่านแสดงตนแล้ว ขอส่งผลค่ะ จำนวนผู้เข้าประชุม ๒๐๓ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมค่ะ

นายเกริกไกร จีระแพทย์

ท่านประธานครับ ผมกดแสดงตนไม่ได้อยู่ ข้างหลังครับ

พลเอก วัฒนา สรรพานิช

หมายเลข ๑๗๙ ยังไม่ขึ้นครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

หมายเลข ๑๗๙ ขอเพิ่มค่ะ มีอีกไหมคะ

นายเกริกไกร จีระแพทย์

ผม หมายเลข ๑๔ ครับ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล

ผม หมายเลข ๐๙ ครับ

นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา

ท่านประธานครับ หมายเลข ๑๕๙ ครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เป็น ๒๐๕ ท่าน ไม่มีแล้ว

(แทรกองค์)

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ ซึ่งหากว่าท่านเห็นชอบสภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้ส่งรายงาน พร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้คณะรัฐมนตรี ดำเนินการต่อไป ดังนั้นดิฉันจึงขอมติค่ะ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ถ้าเผื่อว่าท่านผู้ใดเห็นด้วยท่านกรุณากด เห็นด้วย หากท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยท่านกรุณากด ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญค่ะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกลงที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ทุกท่านลงมติแล้ว ดิฉันจะปิดลงมติ ขอเชิญส่งผลค่ะ จำนวนผู้เข้าประชุม ๒๐๘ ท่าน ท่านเห็นด้วย ๒๐๓ ท่าน ท่านไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนไม่มีค่ะ

(แทรกมติ)

ดังนั้นเป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานการปฏิรูประบบ การแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลขเดียว คือ ๑๑๒ ซึ่งจะได้รายงานพร้อมกับข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไปค่ะ ดิฉันขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ทุกท่านค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

พรุ่งนี้มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๕ ตามระเบียบวาระที่แจ้ง แล้ว แล้วก็ตอนเช้ามีอภิปรายคนละ ๒ นาที เหมือนเดิมค่ะ วันนี้หมดระเบียบวาระการ ประชุมแล้ว ดิฉันขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๔๑ นาฬิกา