อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นยุทธศาสตร์การปฏิรูปพลังงานและการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน โดยเสนอแนวทางสร้างเสถียรภาพไฟฟ้าสำรองเพื่อรองรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และเสนอแผนการลงทุนร่วมระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในการขยายโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าข้ามแดน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตจากการลงทุนซ้ำซ้อนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องรถอี ๑๐๐ และเสนอให้ไทยพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อแข่งขันในอาเซียน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน มีประเด็นที่เป็นแนวทางสำคัญ ในทางยุทธศาสตร์ของประเทศ แล้วก็การปฏิรูปพลังงานกับการเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลง ของภูมิภาคนี้ที่เป็นรีจันนอล แลนด์สเคพส์ (Regional landscapes) ที่จะเปลี่ยนแปลง ในการเป็นประชาคมอาเซียน แล้วมาเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศไทย แล้วก็ประเทศ เพื่อนบ้าน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต้องตีโจทย์ให้แตกไม่อย่างนั้นมันจะเกิดข้อขัดข้องในเชิงของ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ในเรื่องของการพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนในเรื่องของ การส่งเสริมกับเรื่องของไฟฟ้าสำรองของประเทศ แล้วก็พูดถึงประเด็นว่าแล้วเราจะแก้ปัญหา อย่างไรที่จะแปรวิกฤติเป็นโอกาส หรือแปรจากปัญหาที่ไม่พูดว่าผิดพลาดได้อย่างไร แต่จะ ใช้โอกาสตรงนี้ทำให้เราสามารถยิงนัดเดียวได้นกหลายตัวได้อย่างไร ประเด็นอย่างที่ทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป ในประเทศเยอรมัน ในที่ไหนก็ตามหรือประเทศออสเตรเลีย เวลาที่ มีการส่งเสริมเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์มาก ๆ ก็เป็นพลังงานสำรองที่พึ่งพาได้ แต่ประเทศ กำลังพัฒนาอย่างเรามันจะต้องผ่านจุดของการส่งเสริมไปสู่การที่ยังพึ่งพาไม่ได้ก่อนจะพึ่งพาได้ ดังนั้นการมีไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพในการสนับสนุนหรือว่าสร้างเสถียรภาพแบ็คอัพ (Backup) อยู่นี่ยังจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดภาวะความล้มเหลวในด้านของไฟฟ้าของประเทศ เพราะมันจะ เกิดการลงทุนที่เรียกว่าเป็นดับเบิล อินเวสเมนท์ (Double investment) คือในส่วนของ โรงไฟฟ้าที่เราทำ ส่วนของโซลาร์ ฟาร์มก็ต้องทำ โซลาร์ รูฟก็ทำ ตรงนี้มาถึงจุดบริบท ประเทศไทยเป็นการเฉพาะก็คือว่าเราได้พยากรณ์เรื่องของการเติบโตจีดีพีของประเทศ ก็คลาดเคลื่อนมาก โดยเฉพาะในช่วงหลายปีหลังมานี้ทำให้มีการไปทำความตกลงสัญญา ซื้อขายไฟสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เกินไป เข้าใจว่าอีก ๕ ปี ๖ ปี ข้างหน้าประมาณ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ปัญหาตอนนี้ก็คือว่านี่คือโจทย์สำคัญมาก มันก็จะกลายเป็นต้นทุน ของค่าไฟต่อหน่วยของประชาชนแล้วจะทำอย่างไร บอกจะให้ชะลอการรับซื้อหรือการที่ โรงไฟฟ้าจะเปิดดำเนินการ ลงทุนไปแล้ว เขาก็จะเรียกค่าเสียหายชดเชย ปัญหาเหล่านี้ เป็นปัญหาที่อยู่ว่าเราจะคิดแบบไหน ในฐานะที่ประเทศจะต้องเดินไปข้างหน้าและได้โอกาส จากตรงนี้ แทนที่จะเป็นเพียงปัญหาและวิกฤติ เราก็ปรึกษากันในกรรมาธิการก็บอกว่า ถ้าเช่นนั้นลองเอาโจทย์นี้มาดูว่ามีปัญหาเหล่านี้ เป้าหมายตรงกันว่าเราจะต้องเดินหน้าประเทศ ด้วยพลังงานที่มีศักยภาพ แล้วก็ส่งเสริมพลังงานทดแทน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ รอบตัวเรานั้น ก็เลยตั้งโจทย์ว่าเป็นอย่างนี้ได้ไหมว่าเมื่อเราต้องการที่จะเป็นศูนย์กลาง ของสายส่งไฟฟ้าในอาเซียน อาเซียน กริด (ASEAN Grid) ที่คิดกันมาเป็น ๑๐ ปีแล้วนี่ มาผนวกกับประเด็นไฟฟ้าสำรองเรามีมากแล้วประเด็นที่ถ้าเราจะส่งเสริมโซลาร์ ฟาร์ม โซลาร์ รูฟแบบเสรี เราก็ต้องมีไฟฟ้าที่จะแบ็คอัพ มันก็ลงตัวตรงที่ว่าถ้าเช่นนั้นลองให้ อย่างชุดท่านวิบูลย์ก็ดูเรื่องปฏิรูปกิจการไฟฟ้า ก็ให้การไฟฟ้าของเราไปลงทุนร่วมได้ไหม กับทางประเทศพม่า ประเทศบังกลาเทศ ประเทศอินเดีย ๑,๔๐๐ กิโลวัตต์ วางเสาพาดสาย ไปถึงชายแดนอีสานของประเทศอินเดีย แล้วก็ผ่านประเทศบังกลาเทศ ผ่านประเทศพม่า ทั้งสายแรงสูง สายย่อย สายจำหน่าย โดยเชื่อมโยงกับเรา ไฟฟ้าของเราส่วนเกินเราส่งไปขายได้ ขณะเดียวกันประเทศอินเดียก็อยากจะซื้อ ประเทศบังกลาเทศก็อยากจะซื้อ ประเทศพม่า อยากจะซื้อ เราขาย ๒ บาทกว่าก็มีค่าผ่านสายให้เรา ก็ส่งไปขาย ขณะเดียวกันเราก็จะมี ส่วนที่สำคัญก็คือว่าการผลิตของเราจะมีปริมาณสำรองเพียงพอต่อการที่เราจะรองรับ การส่งเสริมเรื่องของโซลาร์ รูฟเสรีเรื่องของโซลาร์ ฟาร์มอีกเป็นหมื่นเมกะวัตต์ครับ จนกระทั่งเราถึงขนาดเติบโตพอที่จะเป็นพลังงานไฟฟ้าสำรองจากพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก นี่คือโอกาสที่เหมือนฟ้าประทานจริง ๆ แล้วจะแก้ปัญหาเรื่องของ การที่จะต้องไปเสียค่าชดเชยเกินมาหมื่นเมกะวัตต์ก็ไม่ต้อง นี่คือวิธีคิดแบบปฏิรูปเป็นวิธี ที่มองจากวิกฤติเป็นโอกาส มองจากปัญหาเป็นโอกาส แล้วที่เราได้คืออะไร ก็คือการจะเป็น ศูนย์กลางของการเป็นอาเซียน กริด อย่างไรครับ ความฝันมันจะเป็นจริง เพราะมันมี ทั้งดีมานด์ (Demand) ความต้องการไฟฟ้าอย่างมหาศาลใน ๘ รัฐของอินเดียตั้งแต่ มณีปุระ อัสสัม ไล่เข้าไปหรือว่าของบังกลาเทศ ๒๐๐ ล้านคน แต่ขาดไฟฟ้า พม่ากำลังเติบโต มา ๖๐-๗๐ ล้านคน แต่ละเมืองขาดไฟ แล้ววันหนึ่งเขาจะลดการส่งแก๊สมาขายเรา เพราะเขาต้องการผลิตไฟฟ้า แก๊สเราก็ต้องการมาเพื่อซัพพลาย (Supply) เข้าประเทศ ๑ ใน ๓ ที่เราต้องใช้ แต่ถ้าเรารีบทำตรงนี้ไปพม่าก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แก๊ส มาตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตมันก็ตอบโจทย์ได้มากมายครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยเรียนว่ากรณี ของประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็สามารถที่จะมาครอส คัทติง ในกรรมาธิการชุดต่าง ๆ แล้วก็ วางในเรื่องของตัวพิมพ์เขียวการขับเคลื่อนในเรื่องแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้แล้วเดินคู่ไปด้วยกัน
เรื่องที่ ๒ เรื่องคอนแทรคท์ ฟาร์มมิง อันนี้ก็เหมือนกัน ตอนผมอยู่กระทรวงพาณิชย์นี่ เป็นประเด็นใหญ่มาก เป็นประเด็นเหมือนเราไปเบี้ยวเพื่อนบ้าน คือจะเป็นเอกชนหรือใครก็ตาม ไปตกลงกับลาว กัมพูชา พม่า เมียนมาร์นี่ว่าผลิตมา รับซื้อมา แต่พอถึงกำหนดเราก็ไม่รับซื้อ เพราะว่ารัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมีนโยบายในเรื่องการอุดหนุนการเกษตรนี่แตกต่างกัน บางครั้งมันเรื่องการสวมสิทธิอย่างที่เราทราบกันดี แต่ว่าในกรณีที่เสนอโมเดล เฉพาะในกรอบ ของพลังงานเราก็เห็นว่า เรื่องของไบโอฟูเอล พลังงานชีวภาพ เราเป็นเบอร์ ๑ ของอาเซียนอยู่แล้ว มีเทคโนโลยี มีทุน มีผู้ประกอบการ มีฐานการตลาดพอที่จะเป็นศูนย์กลางได้ทำไมจะปิดกั้น ตัวเอง ดังนั้นเราช่วยเพื่อนบ้าน เศรษฐกิจเขาดีเขาก็ซื้อสินค้าไทยทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เพราะฉะนั้นทำเกษตรพันธะสัญญานี่แยกส่วนที่จะเป็นส่วนผลิตอาหารกับส่วน ที่จะเป็นพืชพลังงานมาผลิตเอทานอลหรือไบโอดีเซล ทางใต้นี่ตั้งแต่รัฐเคดาห์ เปรัค เปอร์ลิส กลันตัน เป็น ๔ รัฐที่อยู่ติดกับจังหวัดภาคใต้ของเราทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเป็นรัฐร่ำรวย รัฐเหล่านี้ เป็นรัฐที่เทียบกับระดับของรัฐกลาง ๆ ในมาเลเซียนี่เป็นรัฐที่อยู่ในระดับยากจน เพราะฉะนั้น การที่เราไปช่วยเขาตรงนี้ ปัญหาภาคใต้ก็ทุเลาเพราะว่าเมื่อเศรษฐกิจดี การพัฒนาดี ปัญหา ด้านความมั่นคงมันก็คลี่คลาย หยิกเล็บเจ็บเนื้อมาร่วมลงทุนกับเรา มีส่วนได้ส่วนเสียก็จะทำให้ ช่วยในด้านความมั่นคงอีกทางหนึ่งด้วยรัฐที่อยู่ทางตะวันตกของเราไม่ว่าจะเป็นมณฑลตะนินตะเย ของพม่า ไล่มาเป็นรัฐมอญเป็นรัฐกะเหรี่ยงขึ้นไปสุดตลอดแนวเทือกเขาตะนาวศรี แล้วก็ไปสู่ เทือกเขาถนนธงชัยล้วนแล้วแต่เป็นพืชการเกษตรที่มีพื้นที่มากมาย แล้วคนไปร่วมลงทุนนี่ ก็ผู้ประกอบการไทยสังคมผู้ประกอบการไทยก็จะเกิดขึ้นจะเป็นการปลูกพืชพลังงาน ไม่ว่า จะเป็นอ้อยไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง แล้วก็เอาเข้ามาสู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษพลังงานของเรา ผลิตและส่งออกได้เลยครับ
สุดท้ายก็คือตัวปลายน้ำที่จะใช้นี่ล่ะครับ เป็นข้อสุดท้ายที่ขออนุญาตใช้เวลาตอบ ก็คือว่า มีข้อเสนอท่านสมาชิกพูดถึงเรื่องรถอี ๑๐๐ (E 100) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อนาคต ประเทศไทยควรทำอย่างยิ่งครับ เมื่อเรามีฐานของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นศูนย์กลาง ของอาเซียนอยู่แล้ว อุตสาหกรรมรถยนต์ของเราต้องยอมรับว่าวันนี้เราถึงแม้ว่าจะเป็น ดีทรอยท์ ออฟ เอเซีย (Detroit of Asia) ก็ตาม แต่อนาคตมันเริ่มที่จะถูกแข่งขันได้จาก หลายประเทศในอาเซียนด้วยกัน มันก็ต้องหานิช มาร์เก็ต (Niche market) ใหม่ ๆ ตลาดรถ อี ๑๐๐ นี่ครับ ตอนผมเป็นประธานขับเคลื่อนโครงการเอทานอลเมื่อปี ๒๕๔๓ นี่ครับ ที่บราซิลนี่ใช้รถอี ๑๐๐ ถามบอกเทคโนโลยีมีอะไรไหม ไม่มีอะไรมาก แล้วมีทุกค่ายไหม มีหมดโตโยต้า โคโรลาก็ผลิตอี ๑๐๐ ขายที่บราซิล ค่ายยุโรป ค่ายอเมริกามีหมดแล้วครับ รถอี ๑๐๐ คืออะไร รถที่ใช้เอทานอล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วใช้ความบริสุทธิ์เท่าไร ๙๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง วันนี้ถ้าเราใช้ผลิตที่โคราช ผลิตที่บุรีรัมย์ ผลิตที่อุดรธานี ผลิตที่ลำปาง ผลิตที่ชลบุรี ปลูกอ้อย มีมันสำปะหลัง สร้างโรงงานเอทานอล ต้นทุนจะลดลงไปอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ครับ ลงทุนก็ต่ำลง เพราะอะไร ไม่ต้องมีระบบเมมเบรน (Membrane) ระบบที่จะมากลั่นจาก ๙๖ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๙๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันต้องลงทุนสูงมากแล้วต้องซื้อเทคโนโลยีทั้งสิ้นจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราผลิตได้ ๙๖ เปอร์เซ็นต์พอ รถเราก็เติมที่นั่นเลย เติมที่นั่น วิ่งที่นั่น แล้วคิดสิครับ ไม่ต้องกลั่น แล้วก็ขนเข้ามาที่โรงกลั่นหรือโรงผสมน้ำมันแล้วก็ย้อนกลับไป เราก็สามารถ ยืนบนขาของตัวเองได้ มีน้ำมันสีเขียวของเรา ผมถึงบอกเมืองไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด แล้วแถมประเทศข้างเคียงด้วย เราก็จะกลายเป็นผลิตน้ำมัน ผลิตรถยนต์อี ๑๐๐ สามารถ ที่จะเป็นศูนย์กลางของโลก ศูนย์กลางของอาเซียน นี่คือการมองวิสัยทัศน์ไปข้างหน้าว่า ศักยภาพที่มีอยู่เราไม่เคยพัฒนาได้เต็มศักยภาพ บางทีเราก็ไปได้แค่ครึ่งทาง อย่างเรื่อง ไบโอเบสด์ เอ็นเนอร์จี เรายังไปได้สุดถึงอุตสาหกรรมไบโอเบสด์ แล้วก็ไปได้สุดของการที่จะ แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เรื่องของซัพพลาย เชน (Supply chain) แวลู เชน (Value chain) ทั้งหมดมันตอบโจทย์ มันมาจากต้นตอที่สำคัญคือเกษตร แล้วเรานี่เก่งที่สุดครับ ประเทศไทย เราเป็นแชมป์โลกกี่อย่างครับ ในด้านเกษตรหรือท็อป ไฟว์ (Top 5) ของโลกเกือบทุกชนิด ของสินค้า ผลผลิตทางการเกษตร แต่ทำไมยังยากจนครับ นั่นคือคำตอบว่าทำไม ต้องมีบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยอยากจะให้เห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วจะเห็นว่า กรรมาธิการปฏิรูปพลังงานอาจจะมองดูว่าเป็นเรื่องไฟฟ้า เป็นเรื่องเชื้อเพลิง แต่แท้ที่จริง มันเป็นชีวิตของเราของประเทศเรา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ขออภัยพี่สืบพงศ์ พยายามหาคำอยู่ เผอิญยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าต้นน้ำคืออะไร แต่นั่นคือพื้นฐาน ของประเทศเราคือประเทศเกษตรกรรม แต่วันนี้เกษตรกรรมคืออนาคตของโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ทำอย่างไรให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนให้กับประเทศ ก็คือพิมพ์เขียว ที่กรรมาธิการปฏิรูปพลังงานได้นำเสนอครับ ขอบคุณท่านประธานครับ