มนูญ ศิริวรรณ ขอขอบคุณความคิดเห็นจากสมาชิกสภา และอธิบายโครงสร้างราคาพลังงาน ตลอดจนการนำเข้าส่งออกน้ำมัน และการถือหุ้นของ ปตท. โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการผูกขาดและการส่งเสริมการค้าเสรี
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ กระผม มนูญ ศิริวรรณ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียม และราคาพลังงาน ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทุกท่านที่ได้กรุณาขึ้นมาอภิปรายแล้วก็ให้ความคิดความเห็นต่าง ๆ ตลอดจนข้อเสนอแนะ ต่อคณะอนุกรรมาธิการทุกชุดเพื่อที่จะได้นำไปพิจารณาเพิ่มเติมกันต่อไป
สำหรับคำถามและความคิดเห็นที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ ตั้งข้อสังเกต กระผมขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ในเรื่องของโครงสร้างราคาพลังงานนั้น อย่างที่ท่านคุรุจิตได้ชี้แจงไปแล้ว กระผมใคร่ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้เรื่องโครงสร้างราคานั้น จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นของประเทศใดก็ตาม โครงสร้างราคาจะคล้ายคลึงกัน ก็คือประกอบไปด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น อันนี้หมายถึงราคาเชื้อเพลิง ก็คือราคาหน้าโรงกลั่น แล้วก็มีโครงสร้างภาษี แล้วก็มีราคาหน้าสถานีบริการ ราคาหน้าโรงกลั่นทุกประเทศจะไม่แตกต่างกันมาก ราคา จะพอ ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชียจะเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะว่าอ้างอิง ราคาที่ประเทศสิงคโปร์เหมือนกันหมด ทุกประเทศในแถบนี้โรงกลั่นทุกแห่งก็จะใช้อ้างอิง ราคาที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นราคาหน้าโรงกลั่นแทบจะไม่มีความแตกต่างเลย แต่พอ มาถึงระบบโครงสร้างภาษีแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน บางประเทศก็จะมีระบบภาษีเก็บเยอะ เก็บภาษีสูง บางประเทศก็เก็บภาษีต่ำเพราะฉะนั้นโครงสร้างภาษีก็จะเป็นอย่างที่ว่าก็คือ บางประเทศนั้นจะเก็บเพียงแค่ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บางประเทศจะเก็บถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บางประเทศเก็บถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตัวภาษีนี้ละครับที่จะทำให้ราคาน้ำมัน ในแต่ละประเทศขายปลีกไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นเวลาเราจะเปรียบเทียบราคาขายปลีก ของแต่ละประเทศ ต้องดูว่าโครงสร้างภาษีมันเท่ากันหรือเปล่า ถ้าโครงสร้างภาษีไม่เท่ากัน ราคาขายปลีกมันก็ไม่เท่ากันหรอกครับ เสร็จแล้วมันยังจะมีตัวแปรอีกตัวหนึ่งก็คือ เงินอุดหนุน รัฐบาลแต่ละประเทศก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานที่แตกต่างกัน ประเทศอินโดนีเซีย ก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน ประเทศมาเลเซียก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน ประเทศบรูไนก็มีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานแต่ประเทศไทยไม่มีครับ เพราะฉะนั้น นอกจากไม่มีแล้วเรายังมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีกเพื่อสร้างความแตกต่างในราคาน้ำมัน แต่ละประเภท เราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ แต่ว่า ในส่วนของน้ำมันดีเซลเราเก็บน้อย เพราะฉะนั้นราคาน้ำมันแต่ละประเภทมันก็มี ความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เวลาเราเอาน้ำมันเบนซินไปเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย ก็แน่นอน เราก็สูงกว่าเยอะ แต่ถ้าเราเอาน้ำมันดีเซลไปเปรียบเทียบกับประเทศบางประเทศ เช่น ไปเปรียบเทียบกับประเทศลาว ประเทศกัมพูชา เราก็แพงกว่า หรือถ้าเรา ไปเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเขาเก็บภาษีสูง แล้วเขาไม่มีนโยบายอุดหนุน ราคาน้ำมัน ทั้งน้ำมันเบนซิน ทั้งน้ำมันดีเซล เราก็แพงกว่าประเทศสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรา ต้องทำความเข้าใจครับ ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจเราก็จะพูดไปอย่างนี้ตลอดว่าน้ำมันบ้านเราแพง น้ำมันบ้านเราแพง อันนี้คือสิ่งที่อยากจะเรียนชี้แจง
ส่วนเรื่องของกองทุนน้ำมัน ท่านคุรุจิตชี้แจงไปแล้วผมจะไม่พูด
ส่วนเรื่องการส่งออกและนำเข้าน้ำมันก็เช่นกัน การส่งออก ส่วนใหญ่แล้ว เราส่งออกเป็นน้ำมันสำเร็จรูปเนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันเรามีกำลังการกลั่นเหลือ เพราะเรา มีกำลังการกลั่นสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน แต่เรามีความต้องการใช้เพียงแค่ ๘๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน เพราะฉะนั้นในเมื่อเรามีกำลังการกลั่นเหลือถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาร์เรล เราก็จำเป็นต้องส่งออก เพราะถ้าเราไม่ส่งออกเราก็ต้องลดกำลังการกลั่นลง ถ้าเราลดลง ต้นทุนก็สูง อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติครับ ในธุรกิจทั่วไปถ้าโรงงานเรามีกำลังการผลิตได้ถึง ๑๐๐ ชิ้น เราไปลดการผลิตลงเหลือ ๘๐ ชิ้น ต้นทุนต่อหน่วยมันก็สูง เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการจะ ผลิตเต็มกำลังการผลิต เราก็ต้องผลิตให้มันเต็ม ๑๐๐ เพื่อที่จะส่งออกไม่ใช่เพื่อที่จะส่งออก แต่ว่าผลิตขึ้นมาเพื่อให้ต้นทุนมันต่ำ แล้วในเมื่อมันเป็นส่วนเกินมันก็ต้องส่งออก ฉะนั้น เวลาส่งออกมันก็ต้องส่งออกไปแข่งกับประเทศอื่น เพราะฉะนั้นส่งออกไปนี้บางพื้นที่เขามี ความได้เปรียบกว่าเรา เราก็ต้องไปลดราคาแข่งกับเขา บางพื้นที่เรามีความได้เปรียบเราก็ ไม่ต้องลดราคา เพราะฉะนั้นเวลาเราส่งออกน้ำมันนี้เราไปแข่งกับสิงคโปร์ซึ่งเขาเป็นเจ้าตลาด เราส่งไปแข่ง ในพื้นที่ที่เขามีความได้เปรียบเราก็ต้องลดราคา แต่ถ้าเราส่งออกไปในพื้นที่ที่เรามี ความได้เปรียบ อย่างเช่น ลาว กัมพูชา เรามีความได้เปรียบเราก็ไม่ต้องลดราคา อันนี้ก็เป็น เรื่องปกติของการทำการค้า แล้วไม่ใช่เฉพาะน้ำมันครับ ธุรกิจทุกประเภทเป็นอย่างนี้หมดครับ ท่านไปดูปูนซีเมนต์เอย น้ำตาลเอย มันสำปะหลังเอย สินค้าบางชนิดก็ต้องส่งออกในราคา ถูกกว่าในประเทศทั้งนั้นล่ะครับ เราก็ดูข้าวเป็นหลักสิครับ ข้าวเรามีสต็อก (Stock) ข้าว เป็นล้าน ๆ ตัน แล้วเวลาเราส่งออกเราส่งถูกไหมละครับ คนไทยบริโภคข้าวแพงกว่าส่งออก ไหมละครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนน้ำมันดิบทำไมเราถึงต้องส่งออก น้ำมันดิบที่เรา ต้องส่งออกก็เป็นเพราะว่าน้ำมันดิบบางประเภทมันเป็นน้ำมันดิบที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม กับการกลั่นในประเทศ เหตุผลที่ไม่เหมาะสมเพราะอะไร เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่ใช้ น้ำมันดีเซลเยอะ เหตุผลที่เราใช้น้ำมันดีเซลเยอะเพราะอะไร เพราะรัฐบาลไปกดราคาน้ำมันดีเซล ให้ต่ำ พอเราไปกดราคาน้ำมันดีเซลต่ำเราก็ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ พอเราใช้น้ำมันดีเซลเยอะเรา ก็ต้องการน้ำมันดิบที่มันมีคุณสมบัติในการที่กลั่นแล้วได้น้ำมันดีเซลเยอะ ซึ่งน้ำมันดิบ บางประเภทที่เราค้นพบในอ่าวไทยมันเป็นน้ำมันดิบชนิดเบา มีคุณสมบัติสูง ราคาแพง แต่กลั่นแล้วมันได้เบนซินเยอะ มันได้เบนซินเยอะโรงกลั่นเขาก็ไม่อยากได้ ไม่อยากได้ เขาก็ อยากจะได้น้ำมันดิบที่มันเป็นคุณภาพปานกลางจากตะวันออกกลางมากลั่น เพราะฉะนั้น น้ำมันดิบชนิดดีซึ่งมีปริมาณไม่มากครับ มีปริมาณประมาณสัก ๑๐,๐๐๐ บาร์เรล หรือ ๒๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวันเท่านั้นเอง น้ำมันดิบชนิดนี้ก็เลยต้องส่งออก เพราะว่าส่งออก แล้วมันได้ราคาดีกว่ามันเป็นที่ต้องการของโรงกลั่นในต่างประเทศ ซึ่งเขาใช้น้ำมันเบนซินเยอะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันมีเหตุมีผลครับ มันไม่ใช่เป็นเหตุผลว่าอยู่ดี ๆ ก็ไปส่งออกเพื่อที่จะ ทำกำไรกัน หรือว่าไปส่งออกเพื่อที่จะซื้อกลับเข้ามาอย่างที่พูด ๆ กันในโซเซียล มีเดีย (Social media) มันไม่ใช่อย่างนั้นล่ะครับ แล้วผมอยากจะเรียนว่าที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ บางท่านบอกว่าการนำเข้า ส่งออกมันเป็นไปเพื่อกำไรของ ปตท. ก็เป็นเรื่องที่พูด ๆ แต่ความ จริงแล้วการส่งออก นำเข้าทั้งหมดไม่ใช่ ปตท.เป็นคนทำเจ้าเดียว โรงกลั่นทุกโรงก็ทำครับ แล้วก็โรงกลั่นที่ ปตท. ไม่ได้ถือหุ้นก็ทำ แล้วก็การส่งออกหรือนำเข้ามันก็มีทั้งน้ำมันดิบ มีทั้งน้ำมันสำเร็จรูป มันก็เป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้มีการว่าทำเพื่อกำไรของใคร แต่มันทำ เพื่อประโยชน์ในเชิงการค้า แล้วก็เป็นการทำแล้วก็ทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์จากการ ส่งออกและนำเข้า เราจะเห็นไหมครับว่าช่วงนี้พอราคาน้ำมันตกประเทศไทยก็เสียเปรียบ การค้าไปต่างประเทศรายได้ก็ลดลง อันนี้ก็เป็นเหตุผลมาจากการส่งออกน้ำมันที่มีรายได้ น้อยลง
ส่วนเรื่องของหุ้นหรือว่ากำไรของ ปตท. ผมก็ไม่อยากจะพูด เดี๋ยวจะมา กล่าวหาว่าผมเถียงแทน ปตท. แต่อยากจะเรียนให้ทราบว่ากระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท. ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วกองทุนวายุภักษ์ ๑ ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือหุ้น ปตท. อยู่อีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าภาครัฐถือหุ้น ปตท. อยู่ทั้งหมด ๖๖ เปอร์เซ็นต์ มีเอกชนถือหุ้นอยู่ใน ปตท. ทั้งหมด ๓๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วใน ๓๔ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยอยู่อีก ๑๖ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็คือสิ่งที่อยากจะเรียน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ได้รับทราบ
ส่วนเรื่องสุดท้ายก็เรื่องของราคาขายปลีกของน้ำมันบ้านเราว่าทำไมราคา มันเท่ากันหมด มันฮั้วกันหรือเปล่า อันนี้ผมก็อยากจะเรียนว่ามันก็เป็นเรื่องปกติ ของการทำธุรกิจการค้าที่มีผู้ค้ารายใหญ่เพียงเจ้าเดียว ในเมื่อมีผู้ค้ารายใหญ่เพียงเจ้าเดียว ที่เหลือมันส่วนแบ่งการตลาดน้อย เขาก็ไม่สามารถที่จะมาต่อรองกับผู้ค้ารายใหญ่ได้ ฉะนั้น ในเมื่อมีผู้ค้ารายใหญ่เจ้าเดียวตั้งราคาอย่างไรเขาก็ต้องตั้งตาม นี่คือเหตุผลที่เราบอกว่า จำเป็นจะต้องลดการผูกขาดแล้วก็ส่งเสริมการค้าเสรีให้มากขึ้น เราต้องการส่งเสริมให้มี ผู้ค้ามากขึ้น ท่านจำได้ไหมครับ สมัยก่อนนี้ที่เราเปิดค้าเสรีมีผู้ค้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็น ๑๐ เจ้า มีทั้งเจ็ท มีทั้งบีพี มีทั้งคิวเอท มีทั้งหลาย ๆ บริษัท มีการแข่งขันกันลดราคาน้ำมัน ลดกันจนต่ำกว่าต้นทุน ในที่สุดก็ต้องมีบางบริษัทเลิกกันไป นั่นละครับ นั่นคือการค้าเสรี แต่พอตอนหลังมีการแทรกแซงทำให้ค่าการตลาดลดต่ำลง ผู้ค้าเหล่านี้ก็ถอนตัวออกไป แล้วในที่สุดก็เหลือแต่ผู้ค้ารายใหญ่ แล้วก็ผู้ค้ารายย่อย เพราะฉะนั้นผู้ค้ารายย่อยก็ไม่มี อำนาจต่อรองที่จะไปต่อสู้กับผู้ค้ารายใหญ่ ฉะนั้นราคาก็กลายเป็นอย่างนี้ครับก็คือต้องตั้ง เท่า ๆ กันตามผู้ค้ารายใหญ่ ทั้งหมดนั้นก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในที่นี้ได้ทราบว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ขอบพระคุณครับ