สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๔ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ดุสิต เครืองาม หารือเรื่องการปฏิรูปพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานทดแทน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงาน และเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานหรือกระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานเพื่อยกเว้นหรือแก้ไขข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทน

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่ เคารพ กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม สปช. หมายเลข ๗๙ ความจริง กระผมเองเป็น ๑ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงาน แต่ว่าขออนุญาตใช้เวทีฟลอร์ (Floor) ที่นี่ไม่เกิน ๖ นาที ในการอภิปรายนำเสนอข้อมูลบางประการเพิ่มเติมที่ทาง คณะกรรมาธิการยังไม่ได้กล่าวถึง แต่ว่ากระผมพิจารณาแล้วถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากที่ เราจะต้องมีการปฏิรูปเพิ่มเติมอีกด้วย นั่นก็คือการบริหารจัดการบูรณาการการแก้ไข กฎหมายหรือว่าระเบียบต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานทดแทน ในการที่เราจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนใด ๆ นั้นมีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องมากมายเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผังเมือง พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับตัวพลังงานเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในพระราชบัญญัติกำกับกิจการพลังงาน พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติหรืออื่น ๆ ก็ตามที กระผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างเป็นเรื่องที่ผมเคยอภิปรายในที่ประชุม สปช. นี้มาบ้างแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องฟังแล้วขำ หัวเราะไม่หยุด แล้วก็เศร้าไม่หยุดเหมือนกัน ยกตัวอย่างว่าใครที่จะก่อสร้างระบบผลิต ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใด ๆ จะต้องดูว่าเข้าข่ายที่จะต้องขอใบอนุญาตจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือไม่ พระราชบัญญัติของโรงงานอุตสาหกรรมได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เขียนไว้บอกว่า การผลิตไฟฟ้าใด ๆ ที่มีขนาดเกินกว่า ๕ แรงม้าหรือประมาณสัก ๓.๗ กิโลวัตต์ ถือว่า เป็นโรงไฟฟ้าและถือว่าเป็นโรงงานจำพวก ๓ ที่จะต้องขอใบอนุญาต ตอนนี้เกิดเหตุการณ์ ประหลาด ๆ เกิดขึ้นแล้ว เราอยากจะก่อสร้างหรือว่าติดตั้งระบบโซลาร์ เซลล์ให้กับโรงเรียน ให้กับวัด ให้กับสถานที่ราชการ แต่ว่าใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๓๕ ของโรงงานอุตสาหกรรม เขียนไว้ ชัดเจนว่า ห้ามมิให้มีโรงไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ในสถานที่ราชการ อยู่ใกล้โรงเรียน อยู่ใกล้วัด อยู่ในชุมชน อยู่ในบ้าน ห้ามเลย ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรคเป็นอย่างยิ่ง ในกรณี ของการติดตั้งโซลาร์ รูฟ คือเอาแผงโซลาร์ เซลล์ไปวางบนหลังคานั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบออกมาแล้ว และกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกกฎกระทรวงแล้วบอกว่า ถ้าอย่างนั้นอยู่บนหลังคา ถ้าขนาดไม่เกิน ๑,๐๐๐ กิโลวัตต์ ยกเว้นว่าไม่ต้องไปขอใบ รง. ๔ แต่ตอนนี้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาว่าคนที่จะติดตั้งโซลาร์เพื่อบริจาคให้กับโรงเรียน ให้กับวัด ให้กับสถานที่ราชการนี้ต้องมีใบอนุญาต รง. ๔ และกระผมเองก็ประสบกับตนเองมา ไม่ใช่ เป็นเรื่องเล่าสนุก ๆ กระผมได้ลองติดตั้งระบบโซลาร์ให้กับโรงเรียนบางแห่ง แล้วก็ไปที่ การไฟฟ้าเพื่อขออนุญาตเชื่อมต่อ การไฟฟ้าบอกว่าต้องมีใบอนุญาตจากเรกกูเลเตอร์ หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เราก็ไปที่เรกกูเลเตอร์ เรกกูเลเตอร์บอกว่า ต้องมี รง. ๔ ขณะเดียวกันเรกกูเลเตอร์บอกว่าออก รง. ๔ ให้ไม่ได้เพราะอยู่ในโรงเรียน เพราะว่าอยู่ในวัดอะไรแบบนี้ เป็นต้น มันเดดล็อก (Deadlock) ไปหมดเลย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ มหัศจรรย์มากสำหรับประเทศไทย ขณะเดียวกันหลาย ๆ ท่านก็อาจจะได้ยินมาบ้างแล้วว่า รัฐบาลปัจจุบัน ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมได้ประกาศออกมาบอกว่าจะให้ส่งเสริมให้มี การก่อสร้างโซลาร์ ฟาร์ม (Solar farm) ขนาด ๘๐๐ เมกะวัตต์ ๘๐๐ เลย ๘๐๐ เมกะวัตต์นี้ จะต้องใช้ที่ดินประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ให้กระจายอยู่ในแปลงที่ดินของหน่วยงานราชการ ให้กระจายอยู่ในแปลงที่ดินของเกษตรกร แล้วก็ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม ก็มีระเบียบออกมาเลยว่า ต้องเป็นที่ดินที่อยู่ในหน่วยงานราชการเท่านั้นหรือเป็นที่ดินที่สหกรณ์ของภาคการเกษตร เขาเป็นเจ้าของ ตอนนี้ก็กลับมาเป็นคำถามแล้วครับ บอกว่า พ.ร.บ. โรงงานอุตสาหกรรม บอกว่าห้ามมิให้สร้างโรงงาน โรงไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ใกล้สถานที่ราชการ ๑๐๐ เมตร แต่ว่าในมติ ครม. มติ กพช. บอกให้สร้างโซลาร์ ฟาร์ม ๘๐๐ เมกะวัตต์ อยู่ในที่ดินของ หน่วยงานราชการเลย ขัดกันไหมล่ะครับ ตรงนี้คือเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าขอฝากให้ทางกระทรวงพลังงาน หรือว่ากระทรวงอุตสาหกรรมคงจะต้องประสานงานกันว่าจะต้องมีการยกเว้นหรือไม่ อย่างไร และนี่คือแค่เป็นอุทาหรณ์ว่าเราจะปฏิรูปเพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน ก็ขอบพระคุณ เมื่อสักครู่ท่าน สปช. ชิงชัยได้สนับสนุนเรื่องโซลาร์อยู่แล้ว คิดว่าการบูรณาการ พระราชบัญญัติระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องยังเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ ขอบพระคุณครับ