สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๔ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

อัญชลี ชวนิชย์ แนะนำการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารจัดการพลังงาน โดยมีหลักการเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานและระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อมีประสิทธิภาพและความโปร่งใส โดยเน้นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน และการกำหนด ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินการกิจการพลังงานของรัฐ

นางอัญชลี ชวนิชย์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางอัญชลี ชวนิชย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหาร จัดการและการกำกับกิจการพลังงานชาติ ดิฉันใคร่ขอเสนอรายงานในประเด็นเรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงาน กรอบแนวทางการปฏิรูป หลักก็คือการเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนในทุกมิติ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย การติดตาม ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินงานของรัฐ รวมถึงกิจการ พลังงาน รวมถึงการเป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต และจำหน่ายพลังงาน มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ ของหน่วยงานและระบบบริหารจัดการ และกำกับกิจการพลังงาน แยกเป็น ๓ ระดับ คือ การกำหนดนโยบาย การกำกับดูแลในเชิงพาณิชย์ คือเรื่องราคา และเชิงเทคนิค คือเรื่อง ออกใบอนุญาต การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย และการประกอบกิจการอย่างชัดเจน เพื่อมีประสิทธิภาพและความโปร่งใส การสร้างกลไกที่ส่งเสริมการแข่งขันเสรี ลดการผูกขาด รวมไปถึงการผูกขาดโดยธรรมชาติ คือเนเชอรอล โมโนโพลี (Natural monopoly) นอกจากนี้ยังมีการสร้างองค์ความรู้ด้านพลังงานให้กับภาคประชาชนและสังคมให้เข้าถึง เข้าใจข้อมูล และ/หรือเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะได้สร้างภูมิคุ้มกันตนเอง พร้อมรับมือกับปัญหาพลังงานต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ณ ปัจจุบันการกำหนด บทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ระบบบริหารจัดการ และการกำกับกิจการพลังงานของประเทศมี ๓ ระดับ คือ

ในระดับการกำหนดนโยบาย มีคณะกรรมการดูแลเชิงนโยบาย ดังนี้ คือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือที่รู้จัก กพช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ

ระดับ ๒ ก็คือคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ซึ่งมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานคณะกรรมการ กบง. มีอำนาจและหน้าที่ ในการเสนอแนะนโยบาย แผนการบริหารและพัฒนา และมาตรการด้านพลังงาน กำหนด ราคาและอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามกรอบและแนวทางที่ กพช. มอบหมาย เสนอแนะนโยบายและมาตรการทางด้านราคาพลังงาน เป็นต้น

๓. จะมีคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งปัจจุบัน มีเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ มีอำนาจและหน้าที่ในการ เสนอแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุน ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดต่อ กพช. พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนด ทั้งนี้ตามแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญที่ กพช. กำหนด เป็นต้น

ในประเด็นการกำกับดูแล มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ก็จะเป็นผู้กำกับดูแลราคาในเชิงพาณิชย์ ในการกำกับออกใบอนุญาต ควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัยในเชิงเทคนิค นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานของภาครัฐภายใต้กระทรวง พลังงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

๓. ในระดับการประกอบกิจการ มีผู้ประกอบการที่เป็นเอกชน รัฐวิสาหกิจ ภายใต้กระทรวงพลังงาน และรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่เป็นผู้ผลิต หรือมีการแปรรูป จัดส่ง และจำหน่ายปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ไฟฟ้า พลังงานทดแทน รวมถึง กิจการอนุรักษ์พลังงาน

ในรายละเอียดก็จะเป็นตามออร์แกไนเซชัน (Organization) ที่ได้นำเสนอ อาจจะเป็นตัวเล็ก ๆ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในโครงสร้างการกำหนดนโยบายพลังงานและการ กำกับดูแลกิจการพลังงานของประเทศ ณ ปัจจุบันจะไม่มีตัวแทนจากภาคประชาชน และผู้ประกอบการในระดับคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนั้นในการปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหาร จัดการและกำกับกิจการพลังงานในครั้งนี้ กรอบแนวทางการปฏิรูปหลักก็คือการเพิ่มการมี ตัวแทนและส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนในทุกมิติ ซึ่งรวมถึง การกำหนด ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินการกิจการพลังงานของรัฐ รวมถึง การเป็นผู้ใช้ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายพลังงานด้วย

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและท่านสมาชิก ในประเด็นต่อไป ดิฉัน ก็จะเสนอแนวทางปฏิรูปและวิธีการปฏิรูปดังนี้

มีการสร้างกลไกให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับการดำเนินงานของรัฐ และการดำเนินงานขององค์กรของรัฐ พร้อมทั้ง มีมาตรการมิให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในกิจการ พลังงาน โดยการกำหนดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงานและการ กำกับดูแล

ให้มีตัวแทนในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ คือ กพช. ในการ กำหนดนโยบายและในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน คือ กกพ. ในส่วนของการกำกับ ดูแล รวมทั้งจัดให้มีเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านพลังงานที่มีส่วนร่วมจากทุกภาค ส่วน ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงาน และจะเป็นตัวแทนเข้าไปอยู่ ในระดับคณะกรรมการต่าง ๆ

ในประเด็นต่อไปก็คือ ลดและกำกับกิจการที่มีการผูกขาด จะโดยธรรมชาติ หรือมีอำนาจเหนือตลาดโดยส่งเสริมให้มีการค้าเสรี มีการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม โดยการแก้ไขกฎหมาย ปฏิรูปและปรับโครงสร้างการกำกับกิจการพลังงาน ของ กกพ. เพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมกิจการพลังงานทุกประเภทที่มี ลักษณะการผูกขาดโดยธรรมชาติหรือมีอำนาจเหนือตลาดจากปัจจุบันที่กำกับดูแลเฉพาะ เรื่องท่อแก๊สธรรมชาติและไฟฟ้า

ประเด็นต่อไป จะมีระบบช่วยเหลือสังคมโดยสร้างกลไกและมาตรการ ช่วยเหลือด้านพลังงานแก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้สามารถมีพลังงานใช้อย่างพอเพียง เหมาะสม และอย่างยั่งยืน

มีการจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม มีมาตรการส่งเสริมภาคเอกชน เพื่อจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม เพื่อดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน

ในการบริหารกองทุนไฟฟ้าเสนอให้มีการปรับโครงสร้างการใช้เงินของ กองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าให้ชัดเจน รัดกุม ได้ประโยชน์ต่อภาคประชาชน โดยแท้จริง

ในประเด็นต่อไป ทุกภาคส่วนเข้าถึงศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงานและมี บทบาทกำกับความโปร่งใสในกิจการพลังงาน โดยสร้างศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงาน เรียกชื่อว่า ไทย เอ็นเนอร์จี อินฟอร์เมชัน ฮับ (Thai Energy Information Hub) ที่รองรับ ความต้องการเกี่ยวกับข้อมูลด้านพลังงานของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน และข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้โดย ทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน มีกระบวนการที่ชัดเจนในการได้มาซึ่งข้อมูลเพื่อนำไป วิเคราะห์ คาดการณ์ และเผยแพร่ได้อย่างอิสระ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึง รับรู้ และเข้าใจ บทบาทความสำคัญและประเด็นปัญหาพลังงานของชาติ สร้างกระบวนการตรวจสอบ และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงาน และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงาน เสนอให้ประเทศไทย สมัครเป็นสมาชิกของกระบวนการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลด้านความโปร่งใสในการ บริหารจัดการและกำกับกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสากล ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ เอ็กซ์แทรคทีฟ อินดัสทรี ทรานสพาเรนซี อินิชิเอทีฟ (Extractive Industries Transparency Initiative) ซึ่งในกระบวนการตรวจสอบนี้จะเป็นการร่วมกัน ทำงาน ระหว่างภาครัฐในฐานะ ผู้บริหารจัดการ และกำกับกิจการ เช่นการสำรวจและผลิต ปิโตรเลียม ภาคเอกชนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมไปถึง ภาคประชาสังคมซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรของประเทศ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่มาและที่ไป ของรายได้ที่ประเทศได้รับจากกิจการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมอย่างโปร่งใส ให้ภาคประชาสังคม เกิดความเข้าใจและมั่นใจในระบบการบริหารจัดการ และกำกับกิจการสำรวจและผลิต ปิโตรเลียมว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศโดยรวมอย่างแท้จริง

ในประเด็นต่อไปคือ เพื่อให้ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการมีบทบาท และส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน มีการสร้างกลไกที่มี ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลให้กิจการพลังงานส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งรวมถึงการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งเรียกว่าสะทราทิจิค เอ็นไวรันเมนทอล แอสเซสเมนท์ (Strategic Environmental Assessment) เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายต่อไป

มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐเพื่อรับผิดชอบในการกำกับดูแลกิจการถ่านหิน ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อกำกับกิจการการพัฒนา การขนส่ง และการใช้ประโยชน์ จากถ่านหินแบบครบวงจร

ประเด็นต่อไป ยังจะมีแนวทางปฏิรูปอื่น ๆ ที่ต้องดำเนินการร่วมกับ หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ซึ่งเป็นลักษณะครอสคัทติง ฟังก์ชัน (Crosscutting function) เช่น การเพิ่มทางเลือกของการให้อนุญาตสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีได้หลายระบบ ไม่จำกัดเฉพาะระบบการให้สัมปทาน เรื่องการบริหารจัดการหรือปรับปรุงกฎหมาย ปิโตรเลียมเพื่อให้มีการผลิตปิโตรเลียมได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องการโอน การบริหารกิจการ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติเป็นเอกเทศจากกิจการอื่น ๆ รวมทั้งให้ภาคเอกชน และชุมชนมีสิทธิใช้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเรียกว่า เธิร์ด ปาร์ตี แอคเซส (Third Party Access) เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เรื่องการโอนย้าย การไฟฟ้าภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงมาอยู่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน เรื่องการปรับปรุง พระราชบัญญัติกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและผลประโยชน์ ทับซ้อน

เรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่านค่ะ โดยสรุปในการปฏิรูป โครงสร้างระบบบริหารจัดการและกำกับกิจการพลังงานชาติในครั้งนี้ ก็จะได้เน้นอีกทีหนึ่ง เป็นการเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในทุกมิติ ทั้งในส่วนของการกำหนดนโยบาย แล้วก็ การกำกับ ในส่วนของการเป็นผู้ใช้ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันอย่างเสรี โปร่งใสและมีประสิทธิภาพและยังช่วยลดการผูกขาดด้วย อีกทั้งเวทีในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับพลังงาน โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน เช่นในรูปแบบ ของสมัชชาพลังงาน หรืออื่น ๆ ก็คงจะเป็นตัวแทนเพื่อจะเชื่อมโยงการบริหารทั้ง ๓ ระดับ ทั้งระดับของนโยบาย การกำกับดูแล และการประกอบกิจการอย่างมีประสิทธิภาพและมี ประสิทธิผล รวมถึงการที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยจะเห็นว่าเราก็ มีการจะแยกหน่วยงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แยกมาเป็น ๒ กรม ด้วยกัน คือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และกรมอนุรักษ์พลังงาน รายละเอียดก็จะเป็นตาม ออร์แกไนเซชันที่ได้แนบท้ายไว้

ในท้ายที่สุดก็คงอยากจะเรียนว่า สิ่งที่นำเสนอวันนี้ก็เป็นกรอบ เป็นแนวทาง ทางคณะเราก็คงพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นจากท่านสมาชิกทุกท่านเพื่อไป ประกอบการดำเนินการต่อไปค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ