รสนา โตสิตระกูล หารือประเด็นภาษีสรรพสามิตที่เก็บแบบไม่มีหลักการ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๔ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือประเด็นภาษีสรรพสามิตที่เก็บแบบไม่มีหลักการ เสนอให้ปรับเป็นระบบขั้นบันไดไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาหน้าโรงกลั่น โดยเน้นการเก็บภาษีตามความเหมาะสมกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนเป็นพิเศษ พร้อมทั้งชี้แจงถึงปัญหาเรื่องกองทุนน้ำมันที่เก็บเงินจากประชาชนโดยไม่มีกฎหมายรองรับซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม และเรียกร้องให้แก้ไขโดยออกกฎหมายใหม่ ลดจำนวนกองทุนลง รวมถึงเสนอให้ปรับโครงสร้างภาษีพลังงานและเพิ่มการแข่งขันในตลาดแอลพีจี เพื่อลดภาระของประชาชน

นางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมาธิการ

กราบขอบคุณค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือในส่วนที่ทางกรรมาธิการ ได้นำเสนอ โดยเฉพาะท่านมนูญ ศิริวรรณ คือโดยกรอบใหญ่นั้นคือพวกเราก็คงเห็นด้วยในหลายส่วน ที่ใกล้เคียงกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติหลายอย่างอาจจะแตกต่างกัน ซึ่งดิฉันก็จะขออนุญาต นำเรียนเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นในส่วนของกิจการในส่วนกลางน้ำ ที่จริงในกิจการ ต้นน้ำนั้นท่านก็ได้พูดถึงว่า กิจการต้นน้ำนั้นเป็นกิจการของทรัพยากร การจัดการเรื่อง ทรัพยากรปิโตรเลียมที่เป็นทรัพยากรในประเทศ ซึ่งในอดีตเรามีแต่ระบบสัมปทานเท่านั้น ซึ่งสัมปทานนั้นก็คือยกกรรมสิทธิ์ให้เอกชนบริหารไป ในขณะที่ประเทศก็ได้เพียงรายได้ จากเอกชนที่รับสัมปทานแล้วก็ส่งมอบมาให้ ท่านอาจจะพูดถึงว่าอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มูลค่าปิโตรเลียมทั้งประเทศมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีกระบวนการที่ออกกฎหมายที่จะมีการใช้ ระบบอื่น เช่น ระบบการแบ่งปันผลผลิต รวมไปถึงระบบการจ้างผลิตนั้นก็จะทำให้ ประเทศชาติได้ประโยชน์มากขึ้น แล้วที่จริงในประเด็นเรื่องของสัมปทานนั้นก็มีข้อน่าสังเกตว่ากิจการการให้สัมปทาน ปิโตรเลียมในอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้มีอยู่ ๒ แปลง ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในอีก ๗ ปี ข้างหน้า การให้สัมปทานนั้นก็ยังเจอปัญหา เพราะว่าในช่วงที่เป็นรอยต่อของการให้สัมปทานนั้น โดยเฉพาะแปลงสัมปทานที่ยังมีปิโตรเลียมเหลืออยู่ รัฐจะเข้าไปจัดการได้ยากมาก มันก็จะเกิดปัญหาว่า ในช่วง ๕ ปีก่อนหมดสัมปทาน ถ้ารัฐไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ มันก็อาจจะทำให้เราจำเป็นต้องอาศัยผู้รับสัมปทานรายเดิม เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ ก็เป็นประเด็นที่ควรแก่การคิดด้วยเหมือนกันว่าการคงระบบสัมปทานต่อไป ประเทศก็จะ ไม่ค่อยมีทางเลือก เพราะว่าจะเจอปัญหาว่าถ้าไม่ให้เจ้าเก่าเขาก็จะลดการพัฒนา การสำรวจ รัฐก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาอยู่

ในส่วนนี้ดิฉันคิดว่าเมื่อเราพูดว่าประเทศเรามีปิโตรเลียมน้อย ทำให้เราไม่มี ความมั่นคง ดิฉันคิดว่าในอดีตตอนที่ประเทศไทยยังไม่ได้พบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ เราต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเองบ้าง ซื้อสำเร็จรูปเข้ามาบ้าง แต่ลองเปรียบเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ในปี ๒๕๒๐ นั้นเบนซิน ๙๕ ในประเทศไทยราคาถูกกว่า มาเลเซีย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาเบนซินในขณะนั้นราคา ๕ บาทต่อลิตร ในขณะที่มาเลเซีย ๑๐ บาทต่อลิตร เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในปี ๒๕๒๐ มันจะกลับทางกับปัจจุบัน คือ คนมาเลเซียเมื่อมาเที่ยวประเทศไทยเขาจะเติมน้ำมันมาเพียงเล็กน้อย แล้วก็เอาแกลลอน ติดรถมาด้วย มาเที่ยวประเทศไทยเสร็จเติมน้ำมันเต็มถัง แล้วก็เอาแกลลอนใส่น้ำมันกลับไป สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในขณะที่สมัยนั้นเราก็ไม่ได้มีปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ของเราเอง เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ดิฉันคิดว่าก็เป็นประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการมากกว่า ซึ่งในอดีตนั้น ก่อนปี ๒๕๔๔ ก่อนการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ราคาน้ำมันของประเทศไทย เทียบกับมาเลเซีย เราก็ยังอยู่ในราคาที่ใกล้เคียงกับมาเลเซีย แต่หลังจากการแปรรูป การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยแล้วราคาพลังงานเราแพงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจุดนี้เป็นข้อที่ดิฉัน ตั้งข้อสังเกตว่า กิจการพลังงานนั้นควรจะเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ควรทำให้มีราคาต่ำที่สุด โดยประสิทธิภาพและการแข่งขัน ไม่ใช่จากการอุดหนุน เพราะว่าต้นทุนพลังงานนั้น เป็นต้นทุนทางตรงของกิจการด้านเรียล เซ็คเตอร์ (Real sector) ทุกชนิด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เราทำราคาต้นทุนให้ต่ำที่สุดอย่างมีประสิทธิภาพ มันจะทำให้กิจการอื่นสามารถจะแข่งขันได้ โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะเปิดเออีซี (AEC) ราคาพลังงาน ราคาสินค้าของเราที่มีต้นทุน พลังงานที่สูง เราแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าตรงนี้ก็เป็นประเด็นเรื่อง ของการบริหารจัดการ ซึ่งดิฉันเองกับคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียม และราคาพลังงานอาจจะยังเห็นแตกต่างกันบ้างในส่วนนี้ ดิฉันคิดว่ากิจการของราคาพลังงาน นั้นถ้ามุ่งไปหากำไรเสียตั้งแต่ต้นทาง ราคาต้นทางตรงนี้ก็จะทำให้สินค้าอื่น ๆ มันลดลงไม่ได้ เพราะราคาพลังงานนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ อย่างต้นทุนทางโลจิสติกส์ (Logistics) ของประเทศไทย มันอยู่ที่ประมาณ ๑๙-๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) ถ้าเราไปดูประเทศอื่น ต้นทุนโลจิสติกส์ ของเขาต่ำกว่าเรามาก อย่างสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซียอยู่ที่ประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ของเราสูงมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะสู้กับเขาไม่ได้เรื่องต้นทุนสินค้า

ทีนี้พอมาดูถึงในเรื่องของกระบวนการที่ทางคณะอนุกรรมาธิการก็เห็น สอดคล้องกันว่า ต้องลดการผูกขาดแล้วก็เพิ่มเรื่องการแข่งขันให้มากขึ้น แต่ในสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ในเวลานี้เราต้องยอมรับว่าสภาพการผูกขาดยังมีอยู่ อย่างเช่นโรงกลั่นน้ำมัน ที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านมนูญ ศิริวรรณ ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า มันมี การผูกขาดโรงกลั่นน้ำมันโดยบริษัท ปตท. คือจาก ๕ โรง ใน ๖ โรง ถึงแม้จะขายบางจากไป แต่ว่าการผูกขาดก็ยังมีอยู่ เพราะว่าโรงกลั่นอีก ๔ โรงที่บริษัท ปตท. ถือหุ้นใหญ่อยู่ยังเป็น บริษัทที่ผลิตน้ำมันเพื่อการใช้ในประเทศสูงที่สุด เพราะฉะนั้นราคาตรงนี้มันก็ยังไม่มีการ แข่งขันกันจริง สามารถที่จะเกิดการผูกขาดได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรายกเลิกอิมพอร์ต แพริตี แล้วให้มีการแข่งขันโดยเสรี ในสภาพความ เป็นจริงมันยังไม่ได้มีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นดิฉันเองก็เสนอว่าราคานั้นควรจะเป็นเอ็กซ์ พอร์ต แพริตี คือราคาที่เอกชนคือโรงกลั่นน้ำมันส่งออก แต่ว่าส่วนนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันใน อนุกรรมาธิการอยู่ว่า ถ้าให้คิดราคาส่งออกโรงกลั่นอาจจะมีปัญหา ดูอย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเองเขาจะมีข้อกำหนดว่าเมื่อโรงกลั่นเขาผลิตล้นเกิน แล้วส่งออก เขาจะใช้ราคา หน้าโรงกลั่นในราคาเอ็กซ์พอร์ต แพริตี แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่มีการนำเข้าน้ำมัน เขาจะใช้อิมพอร์ต แพริตี เพราะฉะนั้นราคาเขาก็จะวิ่งขึ้นลงระหว่างเอ็กซ์พอร์ตหรืออิมพอร์ต ทีนี้ถ้าเราดูจาก รายงานของกรมธุรกิจพลังงาน ของกระทรวงพลังงาน ในปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยส่งออกน้ำมัน สำเร็จรูปเฉลี่ยวันละ ๔๐ ล้านลิตร หรือประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน แล้วก็ในปี ๒๕๕๗ นั้น ประเทศไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป มูลค่าสูงถึง ๓๖๓,๒๕๘ ล้านบาทสูงเป็นอันดับ ๓ ของสินค้าส่งออก ซึ่งรองมาจากรถยนต์และเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นการที่เรา สามารถส่งออกน้ำมันได้ขนาดนี้ จริง ๆ เราควรใช้เอ็กซ์พอร์ต แพริตี เป็นราคาหน้าโรงกลั่นที่ ขายคนไทย แต่ถ้าหากว่าเราเกรงว่าโรงกลั่นจะมีปัญหา ดิฉันคิดว่าควรจะใช้แต่ไม่ว่าราคาอ้างอิง ของประเทศสิงคโปร์ เป็นราคาหน้าโรงกลั่นที่ขายให้กับคนไทยราคาหน้าโรงกลั่นต้องไม่สูงกว่าราคา อ้างอิงของประเทศสิงคโปร์แต่ให้วิ่งอยู่ระหว่างเอ็กซ์พอร์ต แพริตี กับไม่สูงแต่ไม่เกินกว่าราคา อ้างอิงของประเทศสิงคโปร์ ทำเช่นนี้ก็จะเป็นการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ดิฉันคิดว่า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ แล้วก็ตรวจสอบ ก็คือขอให้โรงกลั่นน้ำมันทุกโรง ทำรายงานราคา ณ โรงกลั่นที่ซื้อขายจริงภายในประเทศ แล้วก็ที่ส่งออกไปในแต่ละประเทศ เป็นรายวัน แล้วก็ให้หน่วยงานกำกับนั้นเผยแพร่รายงานนี้ในรูปของเว็บไซต์ (Web site) ที่ ประชาชนเข้าใจง่าย นอกจากนั้นแล้วควรจะมีราคาสำเร็จรูปของประเทศสิงคโปร์ในแต่ละวัน ประกาศบนเว็บไซต์ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีการตรวจสอบกันอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ นั้น ดิฉันก็เชื่อว่าการแข่งขันที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ อันนี้ก็เป็น ข้อเสนอเพิ่มเติมเข้ามา

ส่วนประเด็นเรื่องของการยกเลิกมติ ครม. ในการจัดสรรแอลพีจีที่ผลิต ในประเทศให้กับภาคใดภาคหนึ่งเป็นลำดับแรก คือในอดีตนั้นครัวเรือนจะได้รับการดูแล เป็นพิเศษ เพราะเนื่องจากว่าก๊าซธรรมชาติที่มาจากอ่าวไทยที่ผลิตเป็นก๊าซหุงต้ม เพื่อประชาชนนั้นก็ถือว่าเป็นปริมาณที่เป็นหลักอยู่แล้ว ถึงแม้เวลานี้ก็อยู่ในระหว่าง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เมื่อก่อนประชาชนก็ได้รับการจัดสรรเป็นพิเศษ แต่ต่อมารัฐบาล ในปี ๒๕๕๑ ก็มีการออกมติ ครม. ว่าให้ปิโตรเคมีมาใช้ร่วมด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็น ว่ามีการแบ่งก๊าซธรรมชาติที่ผ่านโรงแยกก๊าซเป็น ๒ ส่วน แบ่งกันคนละ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ให้ปิโตรเคมีใช้ กับให้ประชาชนใช้ ทีนี้เนื่องจากธุรกิจก๊าซธรรมชาตินั้น ที่จริงแล้วมันเป็น ธุรกิจที่ผูกขาดอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ยันปลายน้ำ กิจการอันนี้ในอดีตก่อนที่จะ มีการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย นโยบายของรัฐบาลก่อนหน้านั้น แล้วก็มติ ของสำนักงานนโยบายพลังงานแห่งชาติระบุว่า ให้แยกกิจการก๊าซออกจากกิจการจัดหา และจัดจำหน่าย แล้วให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยถือไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแสดงว่า ตอนก่อนจะมีการแปรรูปนั้นไม่ได้ต้องการจะแปรรูปทั้งองค์กร แต่ยังต้องการให้การ ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นยังคงอยู่ และบริหารกิจการ ก๊าซต่อไป แต่ปรากฏว่าการแปรรูปนั้นไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีการแปรรูปไปแล้ว กิจการก๊าซก็เลยตกไปเป็นของบริษัท ปตท. ในเวลานี้ เพราะฉะนั้นเมื่อทางอนุกรรมาธิการได้เสนอว่าให้ยกเลิกมติว่า ไม่ให้มีการจัดสรรแอลพีจี ในประเทศให้กับภาคใดภาคหนึ่ง มันก็แปลว่ายกเลิกในส่วนของครัวเรือน เพราะว่าในส่วน ของปิโตรเคมีเป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท. เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ในช่วงที่ผ่านมาที่มี การโต้แย้งกันในสังคม ก็เพราะว่าปิโตรเคมีได้ใช้ก๊าซซึ่งก็เป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ของบริษัท ปตท. ในราคาที่ถูกกว่าประชาชน แล้วเวลานี้เราเปลี่ยนนโยบายขึ้นมาให้มีราคาเท่ากัน ทุกภาคส่วน คือราคาของครัวเรือน ราคาของยานยนต์ ราคาของอุตสาหกรรมอื่น แล้วก็รวม ไปถึงปิโตรเคมี ดูเหมือนดี แต่สิ่งนี้จะดีถ้าหากว่ากิจการก๊าซนี้เป็นของประเทศ เราขายราคา เท่ากันหมดเงินมันเข้ากองกลาง แต่เวลานี้เนื่องจากว่ากิจการนี้ยังเป็นของเอกชนที่มีหุ้นอยู่ ๔๙ เปอร์เซ็นต์นั้น มันทำให้อย่างไรก็ตาม ภาคปิโตรเคมีก็ยังเป็นส่วนที่ได้ประโยชน์มากกว่า ประชาชน แล้วเวลานี้ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ราคาก๊าซประเทศเรามันขึ้น ราคาสวนต่างประเทศ กลายเป็นว่าก๊าซในประเทศราคาแพงกว่าก๊าซนำเข้า นโยบายเรื่องแอลพีจี ซึ่งอันนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่มีปัญหาอยู่ ดิฉันเห็นว่าภาคครัวเรือนซึ่งเขาใช้ก๊าซหุงต้ม เพื่อการดำรงชีพ ควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะที่ก๊าซธรรมชาตินั้นเป็นทรัพยากร ในประเทศ ดิฉันเองยังไม่เห็นด้วยกับการใช้ราคาเดียวถ้าตราบเท่าที่สภาพการยังเป็นอย่างนี้อยู่ คือบริษัทเอกชนอย่าง ปตท. ยังผูกขาดกิจการก๊าซอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถ้าหากเมื่อไรก็ตามที่ กิจการนี้รัฐเป็นเจ้าของ บริหารแบบมืออาชีพ ไม่ได้บริหารเพื่อที่จะมาชดเชยกัน และบริหาร แบบมืออาชีพเราขายราคาเท่ากันให้ทุกภาคส่วนได้ แล้วก็ที่จริงทีดีอาร์ไอเขาก็ไม่ได้เสนอ เพียงแค่ว่าให้ราคาเท่ากันทุกภาคส่วนเท่านั้น เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วส่วนที่เป็นเหมือนกับ มรดกของประเทศมันต้องกลับเข้ามาที่ประเทศในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งส่วนนี้เรายังไม่ได้ พิจารณาข้อเสนอของทีดีอาร์ไออย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ประเด็นต่อมาในส่วนของการกำหนดเรื่องภาษีสรรพสามิตให้อยู่ในระดับ เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ดิฉันคิดว่าภาษีสรรพสามิตในเวลานี้เราเก็บแบบไม่ค่อยมีหลักการ หรือระบบเท่าไร ขอเสนอว่าควรจะเก็บแบบขั้นบันได แล้วก็ไม่ควรเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ราคาหน้าโรงกลั่น อย่างเช่นน้ำมัน เวลานี้น้ำมันเบนซิน ๙๕ เก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ น้ำมันดีเซลเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่แอลพีจีเก็บ อยู่ที่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ปิโตรเคมีไม่ได้เก็บเลย ดิฉันคิดว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น ควรเก็บตามแนวทางว่า กิจการใดก็ตามที่ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม กิจการใดก็ตาม สินค้าชนิดใดก็ตามที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ได้รับการชดเชยเป็นกิจการที่รัฐให้การ อุดหนุนเป็นพิเศษเหล่านี้ควรจะมีการเก็บอย่างมีหลักการแบบนี้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ก็กลายเป็นปิโตรเคมีถูกอ้างว่า เอาไปทำวัตถุดิบก็เลยไม่ต้องเสียภาษี ดิฉันคิดว่าปิโตรเคมีนั้น ทำให้เกิดขยะพลาสติกจำนวนมาก แล้วในที่สุดรัฐก็ต้องเอาภาษีจากส่วนอื่นไปกำจัดพลาสติก เพราะฉะนั้นควรจะต้องเพิ่มการเก็บภาษีในส่วนนี้ให้มากขึ้น

ส่วนกรณีเรื่องของกองทุนน้ำมัน ดิฉันคิดว่ากองทุนน้ำมันอย่างที่ท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการได้พูดไปแล้วว่า เป็นกองทุนน้ำมันที่เก็บเหมือนเก็บภาษี การที่เราเก็บ เงินจากประชาชนแบบภาษี แต่ไม่มีกฎหมายรองรับมันเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วก็ ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเสนอเรื่องนี้มานานแล้วว่า มันเป็นการเก็บแบบภาษี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายก็ไม่ควรจะสามารถดำเนินการได้ แต่จนบัดนี้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองมาเกือบ ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ขยับเขยื้อนว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ แล้วก็กองทุนน้ำมันก็เอาไปใช้โดยที่ ไม่ได้มีการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นจะต้อง แก้ไขปัญหาไม่ควรที่จะให้เก็บในลักษณะนี้ต่อไป แล้วก็ยิ่งถ้าหากว่าราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนทั้งหมดอย่างที่รัฐบาลทำ พอมันยกขึ้นมา หมดแล้วก็กลายเป็นว่า กองทุนน้ำมันกลับกลายเป็นภาระให้กับประชาชนในปัจจุบัน โดยเรา อ้างความกลัวในอนาคต แต่ประชาชนได้รับภาระในปัจจุบัน ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่า ๑. เก็บ ภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสมอย่างมีหลักการเป็นขั้นบันได แล้วก็ออกกฎหมายกองทุนน้ำมัน แล้วก็ลดจำนวนกองทุนน้ำมันลง ดิฉันเชื่อว่าราคาน้ำมันก็จะใกล้เคียงกับสภาพที่ควรจะเป็น เมื่อราคาน้ำมันลดราคาลงมันก็จะทำให้คนไม่หนีตายไปใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์มากเกินไป แต่เวลานี้มีผู้ค้ามาตรา ๗ มาร้องเรียนกับดิฉันว่า กรมธุรกิจพลังงานได้เรียกประชุมกลุ่มผู้ค้า มาตรา ๗ แล้วบอกว่าพวกคุณไปหาอาชีพอื่นเถอะ ถ้าคุณทำอันนี้ต่อมันไม่มีทางที่จะรุ่งเรือง อะไรหรอก คุณไปขายเต้าฮวยดีกว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ค้ามาตรา ๗ เล่ามาให้ฟัง ซึ่งถ้าเป็นจริง ดิฉันคิดว่าการที่เราจะลดการผูกขาดและเพิ่มการแข่งขันนี่ หมายความว่ามันต้องมีผู้ค้า มาตรา ๗ หลากหลายมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าหน่วยงานของกระทรวงพลังงานพยายามไปทำ ให้ลดจำนวนของผู้แข่งเข้ามาในตลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มันขัดแย้งกัน เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าทาง สปช. ของเราก็ควรจะเชิญกระทรวงพลังงานมาชี้แจงในเรื่องนี้ แล้วก็เวลานี้การที่จะเก็บภาษี จากแอลพีจีเพิ่มขึ้นลิตรละ ๗ บาท ดิฉันคิดว่าก็คงจะทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระมาก เกินไป แล้วดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานนั้นมันยังผิดฝาผิดตัวอยู่ ค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ดีก็อย่างที่ท่านประธานได้พูดว่าร่างที่ได้นำเสนอต่อเพื่อนสมาชิก ยังเป็นร่างแรก เรายังต้องมีการขัดเกลามากกว่านี้ แล้วก็วันนี้ก็คงจะรับฟังสิ่งที่เพื่อนสมาชิก จะได้สะท้อนให้กับทางคณะกรรมาธิการเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงมากขึ้นในโอกาสต่อไป ดิฉัน ขอเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ