มนูญ ศิริวรรณ นำเสนอกรอบหลักการปฏิรูประบบพลังงานโดยมุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำจากกลไกภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอดีต โดยเสนอให้ปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้การอุดหนุนมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยแทนการช่วยเหลือคนรวย มนูญ ศิริวรรณ หารือเรื่องโครงสร้างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งระบบโดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ เสนอให้กำหนดราคาน้ำมันดิบตามตลาดโลกแต่ใช้สูตรอ้างอิงเชื้อเพลิงในประเทศสำหรับก๊าซธรรมชาติ และวิจารณ์การใช้สูตรราคาอ้างอิงการนำเข้าที่อาจสร้างความไม่ไว้วางใจ โดยเสนอให้เปลี่ยนไปใช้ราคาส่งออกเพื่อลดการผูกขาดของ ปตท. และส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรี มนูญ ศิริวรรณ หารือเรื่องธุรกิจก๊าซแอลพีจีโดยเสนอให้ลดการแทรกแซงของภาครัฐและปลดล็อกจากการกำกับดูแล เนื่องจากปัญหาโครงสร้างราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปทุกท่าน กระผม นายมนูญ ศิริวรรณ ในฐานะประธานคณะอนุ กรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียมและราคาพลังงาน กระผมใคร่เรียนนำเสนอกรอบ หลักการปฏิรูประบบพลังงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียม และโครงสร้างราคาพลังงาน ก่อนอื่นกระผมใคร่ขอกราบเรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ว่าหลักการในการนำเสนอในวันนี้ยังมิได้เป็นหลักการที่เสร็จสมบูรณ์อย่างที่ท่านประธาน ได้เรียนไปแล้ว เป็นแต่เพียงข้อคิด แล้วก็หลักการเบื้องต้นเท่านั้น เปรียบเสมือนการนำเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญในวาระแรกให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ร่วมพิจารณาและนำเสนอ ข้อคิดเห็น แม้กระทั่งในคณะอนุกรรมาธิการเองก็ยังมีความคิดเห็นที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม เรายินดีอย่างยิ่งที่จะได้รับฟังข้อแนะนำของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านเพื่อให้ กรอบการพิจารณาของเรานั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ก่อนอื่นกระผมใคร่นำเสนอเป้าหมายหลักของการปฏิรูปโครงสร้างราคา เชื้อเพลิง ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้นำมาเป็นกรอบหลักการในการพิจารณา แล้วก็ศึกษา เป้าหมายหลักของการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการ
อันดับแรก ก็คือการพิจารณาการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม อย่างที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านอาจจะรับทราบแล้วว่า ในอดีตหรือแม้กระทั่ง ในปัจจุบันโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงของเรานั้นได้สร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำในหมู่ ผู้ใช้พลังงานมาโดยตลอด เพราะว่ามีผู้ใช้พลังงานบางกลุ่มต้องแบกรับภาระในเรื่องของราคา เชื้อเพลิงมากกว่าผู้ใช้พลังงานกลุ่มอื่น ๆ โดยผ่านกลไกของภาษีสรรพสามิตและกลไก ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทางคณะอนุกรรมาธิการจึงต้องการที่จะสร้างออกแบบระบบ กลไกราคา หรือโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ทุกกลุ่ม
แนวทางที่ ๒ เราต้องการที่จะลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงและต้องการให้ โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงนั้นสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อันนี้ก็เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการที่จะให้ การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงนั้นน้อยที่สุด และถ้ามีความจำเป็นจะต้องมีการอุดหนุนก็อยากจะ ให้การอุดหนุนนั้นไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้รับการอุดหนุนอย่างแท้จริง นั่นก็คือกลุ่มที่ มีรายได้น้อยและกลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพราะจากการศึกษาของสถาบันระหว่าง ประเทศ อย่างเช่น ไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องของการอุดหนุนราคาพลังงานใน ประเทศที่กำลังพัฒนาแล้ว ๒๑ ประเทศ ผลการศึกษาของไอเอ็มเอฟนั้นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ว่า การอุดหนุนราคาพลังงานนั้นแทนที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อย แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง หรือที่เรียกว่าคนรวยนั้นเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ไป ใน อัตราส่วนประมาณ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้มีรายได้น้อยนั้นซึ่งสมควรจะได้รับการอุดหนุน กลับได้รับผลประโยชน์เพียงแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเห็น ว่า ถ้าจะให้เกิดลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง การอุดหนุนนั้นควรจะไปสู่เป้าหมายก็คือเป็น การอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม
อันที่ ๔ เราคิดว่าระบบโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสมนั้นควรจะเป็น ระบบโครงสร้างที่ลดการแทรกแซงและการควบคุมจากภาครัฐ รัฐนั้นควรจะเป็นผู้กำกับดูแล เท่านั้น ไม่ควรที่จะเป็นผู้ที่เข้ามาแทรกแซงราคาหรือมาควบคุมการดูแลในเรื่องของ โครงสร้างราคา การกำกับดูแลนั้นรัฐสามารถที่จะกำกับดูแลได้ให้เกิดความเป็นธรรมกับ ผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม แล้วก็กำกับดูแลไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควร แล้วก็ให้เกิดความเป็นธรรม ในเรื่องของการกำหนดราคา
เรื่องของการขจัดการผูกขาด อันนี้เป็นสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นการผูกขาด นั้นเป็นสิ่งที่เราพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ลดการผูกขาด หรือแม้กระทั่งขจัดการผูกขาดให้ หมดไป ไม่ใช่เฉพาะในภาคเอกชนเท่านั้น แม้แต่ในภาครัฐก็ไม่ควรที่จะให้เกิดการผูกขาด เพราะการผูกขาดนั้นนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในที่สุดก็จะต้อง ผลักภาระนั้นไปสู่ภาคประชาชน ในทำนองเดียวกันในเมื่อเราลดการผูกขาดก็ต้องมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรีมาก ขึ้น ซึ่งการแข่งขันอย่างเสรีนั้นถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการแข่งขันกันและทำ ให้เกิดการบริการที่ดีกับประชาชน เช่นเดียวกันอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป พลังงานได้เรียนไปตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่า ในเรื่องของความโปร่งใส ในเรื่องของการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน แล้วก็ผู้มีส่วนได้เสีย หรือที่เรียกว่าสเทคโฮลเดอร์ (Stakeholders) นั้น เราก็จะพบว่าในอดีตหรือแม้กระทั่งในปัจจุบันการบริหารจัดการด้านพลังงานนั้นไม่ได้ให้ภาค ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมากเท่าที่ควร การบริหาร จัดการในภาคพลังงานนั้นปัจจุบันได้ดำเนินไปภายใต้การควบคุมดูแลของภาคการเมือง แล้ว ก็ภาครัฐบาล หรือแม้กระทั่งทางด้านราชการเกือบทั้งหมด เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เป็นส่วน หนึ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปมี ส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเสริมสร้างความโปร่งใส ธรรมาภิบาลในการกำหนด โครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ทั้งหมดนั้นก็คือแนวทาง แล้วก็เป้าหมายในการปฏิรูปโครงสร้าง ราคาเชื้อเพลิงที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าว
ส่วนในเรื่องของการดำเนินการโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงศึกษาว่าเราควรจะ ศึกษาในประเด็นใดบ้าง เราก็ได้ศึกษาโครงสร้างของราคาเชื้อเพลิง โครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงต้นน้ำ เรียกว่าอัพสตรีม (Upstream) ซึ่งประกอบไป ด้วยราคา ณ ปากหลุม แม้กระทั่งโครงสร้างนโยบายปิโตรเลียมว่าเราจะกำหนดนโยบาย ปิโตรเลียมอย่างไร แล้วก็โครงสร้างราคากลางน้ำ ซึ่งได้แก่โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น ตลอดจนเรื่องนโยบายโครงสร้างภาษี แล้วก็ทางด้านโครงสร้างราคาปลายน้ำ ซึ่งก็ได้ ประกอบไปด้วยโครงสร้างราคาขายปลีก ทั้งหมดนั้นเราจะเห็นว่าโครงสร้างราคาเชื้อเพลิง ของประเทศนั้นต้องสอดสัมพันธ์กันทั้ง ๔ ส่วน เพราะว่ามีส่วนในการที่จะส่งผลถึงราคา ปลายน้ำ ซึ่งเป็นราคาที่ประชาชนต้องรับภาระอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจะมีคำกล่าวอยู่ ตลอดเวลาว่า ประเทศไทยนั้นราคาพลังงานหรือราคาเชื้อเพลิงเป็นราคาที่สูงเมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเราไปดูราคาที่ปลายน้ำแต่เพียงอย่างเดียว โดยเราไม่ได้ ไปดูว่าราคาต้นน้ำ ราคากลางน้ำ แล้วก็โครงสร้างภาษีของประเทศไทยนั้นแตกต่างจาก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร เพราะฉะนั้นเวลาที่เราศึกษาในเรื่องโครงสร้างราคาจำเป็นที่ จะต้องดูให้ครบองค์ประกอบทั้ง ๔ อย่าง
ในเรื่องของการปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียมในเรื่องของต้นน้ำ ระบบบริหาร จัดการทรัพยากรปิโตรเลียมต้นน้ำนั้น ก็เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงแล้วก็เป็นประเด็นที่ จะต้องพิจารณากันหลายด้าน สิ่งหนึ่งซึ่งเรามีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันในคณะอนุ กรรมาธิการก็คือ ในเรื่องของระบบบริหารจัดการ ระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ในปัจจุบันนั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่า ปัจจุบันนี้โดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ปี ๒๕๑๔ นั้น ระบบบริหารจัดการก็ยังยึดอยู่ในระบบการให้สัมปทาน ซึ่งเป็นระบบที่อาจจะเหมาะสมใน อดีต แล้วก็เป็นระบบที่เราได้ใช้มาโดยตลอด แต่มาถึงปัจจุบันนี้แน่นอนเราก็เห็นว่า มีความ จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เพราะฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการก็มีความเห็นด้วยว่า เราจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทางเลือก ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี (PSC) หรือแม้กระทั่งระบบ จ้างผลิต ฉะนั้นการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ปี ๒๕๑๔ ซึ่งกำลังดำเนินการ อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลเองก็กำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ก็เป็น แนวทางที่ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นด้วยและสนับสนุน อันนี้ก็เป็นส่วนของระบบบริหาร จัดการ
ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของโครงสร้างราคา ณ ปากหลุม หรือในส่วนของ โครงสร้างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เราสามารถหาได้หรือขุดค้นพบได้ในประเทศ ส่วนนี้ก็มี ประเด็นซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าโครงสร้างราคาของปิโตรเลียมที่เราค้นพบได้ในประเทศ ควรจะตั้งราคาอย่างไรจึงจะเหมาะสม มีแนวความคิดอยู่ ๒ แนวความคิด แนวความคิดหนึ่ง ก็คือคิดว่า การพบปิโตรเลียมนั้นเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าแล้วก็ควรที่จะตั้งตามราคาตลาด แต่อีกแนวความคิดหนึ่งก็บอกว่า ในเมื่อเป็นทรัพยากรที่เราค้นพบในประเทศ แล้วก็เป็น ทรัพยากรของประชาชน เพราะฉะนั้นก็ควรจะตั้งในราคาที่ถูกเพื่อให้ประชาชนนั้นได้ ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในราคาถูก ทั้ง ๒ แนวความคิดนั้นไม่ได้มีแนวความคิดใดที่มัน ถูกหรือว่าผิด แต่ว่าเราก็ต้องคำนึงว่า มันจะเหมาะสมกับแต่ละประเทศซึ่งมันไม่เหมือนกัน ถ้าเราดูในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การที่แต่ละประเทศจะเลือกใช้แนวความคิดใดก็ขึ้นอยู่กับ ว่าทรัพยากรปิโตรเลียมที่ประเทศนั้นค้นพบนั้นมีมากหรือน้อยแค่ไหน และสำรองปิโตรเลียม ของเขานั้นมีมากหรือน้อยแค่ไหนเช่นเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วจากการศึกษาของคณะอนุ กรรมาธิการเราพบว่าไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ตาม การนำเอาทรัพยากรปิโตรเลียมขึ้นมาและ นำไปใช้ประโยชน์นั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ อะไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วทรัพยากรนั้นจะถูกนำไปขายในราคาตลาดทั้งสิ้น แต่ว่าเมื่อได้ขาย ในราคาตลาดแล้วจะนำเอารายได้ที่ได้จากทรัพยากรปิโตรเลียมนั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ของ ประชาชน หรือจะไปใช้เพื่อเป็นงบประมาณแผ่นดิน อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นนโยบาย ของรัฐบาลซึ่งจะนำไปสู่ในเรื่องของข้อที่ ๓ ก็คือนโยบายรายได้ปิโตรเลียม ส่วนเรื่องการ กำหนดราคานั้นเป็นเรื่องของสากล เนื่องจากว่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ค้นพบนั้นมันมีคุณค่า ในตัวของมันเอง แล้วมันมีราคาซึ่งกำหนดโดยทั่วโลก เพราะฉะนั้นปิโตรเลียมที่ค้นพบนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องขายในราคาตลาด ยกเว้นแต่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่มีราคาในตลาดก็จะเป็นการ กำหนดขึ้นเองในประเทศโดยอ้างอิงกับสูตรราคา อย่างเช่นในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ประเทศไทยนั้นเราค้นพบน้ำมันดิบในปริมาณที่น้อยมากไม่เพียงพอต่อการใช้ของประเทศ เราค้นพบน้ำมันดิบปริมาณเพียง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ของการใช้ในประเทศ อีก ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปกำหนดราคา ๑๖ เปอร์เซ็นต์เป็นราคา ของเราเอง อีก ๘๕ เปอร์เซ็นต์เป็นราคาตลาดก็จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นการที่เราใช้ราคา น้ำมันดิบเป็นราคาตลาดนั้น ก็น่าจะเป็นราคาที่ถูกต้องซึ่งสอดคล้องกับทุกประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศมาเลเซียก็ใช้ราคาน้ำมันดิบที่ค้นพบได้ ก็เป็นราคาตลาดเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งประเทศมาเลเซียนั้นสามารถจะผลิตน้ำมันดิบได้มากกว่าประเทศไทย แล้วก็ เพียงพอใช้ต่อในประเทศ มาเลเซียก็นำเอาน้ำมันดิบที่ผลิตได้นั้นไปขายในราคาตลาด แล้วก็ นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมาผลิตเพื่อใช้ในประเทศ เพราะฉะนั้นระบบราคาทั่วโลก การผลิตน้ำมันดิบนั้นก็ใช้ราคาตลาดทั้งสิ้น แต่ในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น ก๊าซธรรมชาติ ไม่มีราคาตลาด เพราะว่าแต่ละประเทศนั้นก็จะใช้อ้างอิงราคาแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น ในเมื่อไม่มีราคาตลาด ก๊าซธรรมชาติของไทยก็เลยใช้ราคาอ้างอิงกับเชื้อเพลิงในประเทศที่เรา ใช้ผลิตไฟฟ้า นั่นก็คือน้ำมันเตา อันนั้นก็เป็นสูตรราคาที่เราใช้โดยไม่ได้อ้างอิงราคาตลาด แต่อย่างใด อันนั้นก็คือสูตรราคาในการกำหนดราคาเชื้อเพลิงหรือราคาปิโตรเลียมที่เราผลิต ได้ในประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็มีความเห็นว่ายังเป็นการกำหนดราคา ที่เหมาะสม
ส่วนในเรื่องของรายได้ปิโตรเลียมนั้นเรามีความเห็นว่า อันนี้เป็นเรื่องนโยบาย สาธารณะ รัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามาสามารถที่จะกำหนดนโยบายรายได้ปิโตรเลียม ให้เหมาะสม แล้วก็เป็นไปตามความต้องการของประชาชนได้ ก็คือรายได้จากปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน หรือไม่ว่าจะเป็นระบบพีเอสซี หรือระบบใดก็แล้วแต่ รัฐบาล มีทางเลือกที่จะนำรายได้จากปิโตรเลียมนั้นไปเข้าเป็นงบประมาณแผ่นดินเพื่อไปใช้จ่าย ในนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ หรือรัฐบาล จะนำรายได้จากปิโตรเลียมนั้นมาใช้จ่ายในการอุดหนุนราคาพลังงานให้ถูกลงเพื่อประโยชน์ ของคนใช้พลังงาน อันนั้นเป็นสิทธิที่จะทำได้ เป็นสิทธิทางเลือกที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ ซึ่งอันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบบริหารจัดการปิโตรเลียม ปัจจุบันนี้รัฐบาลเลือกที่จะ นำรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าเป็นงบประมาณ แผ่นดิน อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นนโยบายของรัฐบาล แต่ถ้าเราเห็นว่านโยบายนี้ไม่เหมาะสม ก็รณรงค์ให้รัฐบาลนำเอาเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปเป็นงบประมาณในการอุดหนุนราคา พลังงานก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบบริหารจัดการ ปิโตรเลียมแต่อย่างใด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลหรือเป็นนโยบาย สาธารณะ
กรอบการปฏิรูปกรอบต่อไป ก็คือเรื่องของระบบราคาเชื้อเพลิงซึ่งทาง คณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นว่าระบบราคาเชื้อเพลิงนั้นจะต้องเป็นระบบราคาที่มี การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งระบบราคาที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมนั้น ก็จะทำให้ลดการกำกับดูแล แล้วก็ลดการผูกขาดและทำให้ส่งเสริมการค้าที่มีการแข่งขัน อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมที่เกิดขึ้น ตรงนี้เรามีความเห็นว่าก็ต้องเริ่มกันที่ราคากลางน้ำ นั่นก็คือเรื่องของราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นนั้นก็มีประเด็นที่ต้อง พิจารณาว่า ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นควรจะเป็นราคาที่อ้างอิงตลาดที่เป็นสากล ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน ในหมู่ประเทศแถบนี้ นั่นก็คือราคาที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศในแถบนี้ทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งประเทศมาเลเซียก็ใช้ราคาน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นราคาอ้างอิง ทั้งสิ้น แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณากันต่อไปก็คือว่า เราควรจะใช้ราคานำเข้าหรือราคาส่งออก เป็นราคาอ้างอิง อย่างที่พูดกันเสมอว่าประเทศไทยใช้อิมพอร์ต แพริตี (Import parity) ซึ่งเป็นราคาที่อาจจะไม่เหมาะสม ควรจะใช้เป็นเอ็กซ์พอร์ต แพริตี (Export parity) หรือราคาส่งออกมากกว่า ประเด็นนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นว่าการอ้างอิงราคา นำเข้านั้นอาจจะเป็นราคาที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะว่าการอ้างอิง ราคานำเข้าโดยมติคณะรัฐมนตรีเป็นการชี้นำโรงกลั่นน้ำมันในประเทศว่า อยากจะให้ตั้งราคา หน้าโรงกลั่นโดยอ้างอิงราคานำเข้า ก็จะเป็นการชี้นำโรงกลั่นน้ำมันในประเทศให้ทุกโรงนั้น ตั้งราคาโดยอ้างอิงราคานำเข้า ก็จะไปลดการแข่งขันของโรงกลั่นน้ำมันลง
อีกประการหนึ่ง สูตรราคาอ้างอิงการนำเข้าที่เป็นมติคณะรัฐมนตรีนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นสูตรราคาที่ไม่ได้มีการปรับตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้น ตัวพรีเมียม (Premium) หรือตัวสูตรราคานั้นบางตัวอาจจะไม่ทันสมัย อย่างเช่น ค่าขนส่ง ซึ่งปัจจุบันนี้การขนส่งน้ำมันทางเรือนั้นได้มีการเปลี่ยนเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็อาจจะทำ ให้ค่าขนส่งลดลงหรือแม้กระทั่งถ้าปรับปรุงคุณภาพ แต่เดิมประเทศสิงคโปร์ไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ อ้างอิงยูโรโฟว์ (Euro 4) ที่มีคุณภาพสูง แต่ปัจจุบันนี้ที่ประเทศสิงคโปร์มีผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูงถึงยูโรโฟว์แล้ว แต่เรายังไปอ้างอิงตัวปรับปรุงคุณภาพตัวเดิม อะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสูตรราคาที่ยังใช้ของเดิมอยู่ก็อาจจะไม่ทันสมัย อาจจะไม่ตอบสนองต่อ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ประเด็นที่ ๓ การที่ยังใช้สูตรราคาเดิมอยู่ก็อาจจะทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ จากภาคประชาชนว่า สูตรราคานั้นเป็นสูตรราคาที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่แท้จริงแล้วก็ เป็นต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าว ๓ ประการ คณะอนุกรรมาธิการ จึงมีความเห็นว่า ไม่สมควรที่จะมีการใช้สูตรราคาอ้างอิงการนำเข้าอีกต่อไป แล้วก็มติ คณะรัฐมนตรีนั้นไม่มีความจำเป็น เนื่องจากว่าเราต้องการให้โรงกลั่นทั้งหมดนั้นสามารถที่จะ ตั้งราคาโดยอ้างอิงราคาน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วให้แข่งขันกันเองโดยลดการแทรกแซง จากภาครัฐ การแข่งขันกันเองของโรงกลั่นนั้นเราเชื่อว่าจะทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นถูกลง เหตุผลที่เราเชื่อมั่นอย่างนั้นก็เพราะว่าขณะนี้กำลังการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันใน ประเทศไทยนั้นมีสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ความต้องการน้ำมันใน ประเทศนั้นมีเพียงแค่ ๘๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน ถ้าไม่มีการอ้างอิงสูตรราคาแล้ว โรงกลั่น น้ำมันควรจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเราเองก็เห็นว่าลำพังการยกเลิกสูตร ราคานั้นอาจจะไม่ทำให้มีการแข่งขันเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นจะต้องมีมาตรการอย่างอื่นควบคู่กันไป นั่นก็คือเราจะต้องลดการผูกขาดใน ธุรกิจโรงกลั่นลง ปัจจุบันนี้ ปตท. เองซึ่งเข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นต่าง ๆ ถึง ๕ ใน ๖ โรง ซึ่งอัน นี้ก็ไม่ได้เป็นเจตนาของ ปตท. ที่จะต้องการผูกขาด แต่ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่ ต้องการให้ ปตท. เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นเกือบทุกแห่ง ยกเว้นเอสโซ่ ทั้งนี้เพราะว่าเอสโซ่เอง ไม่ยอมให้ ปตท. เข้าไปถือหุ้น เนื่องจากว่าเอสโซ่เองมีกฎหมายในสหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้ คู่แข่งเข้ามาถือหุ้น ก็เลยต้องให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นแทน เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็น นโยบายของรัฐบาล ปตท. จึงได้เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่น ๕-๖ แห่ง แต่ว่าปัจจุบันนี้เราคิดว่า สถานการณ์ไม่สอดคล้องแล้ว จึงมีข้อเสนอให้ ปตท. ลดการถือหุ้นในโรงกลั่นต่าง ๆ ลง ซึ่งก็ ทางกระทรวงพลังงานก็ได้สั่งให้ ปตท. นั้นลดการถือหุ้นในโรงกลั่นลง ขณะนี้ทาง ปตท. ก็ได้ ขายหุ้นโรงกลั่นของบางจากออกไปทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายนที่ผ่านมา แล้วก็ มีนโยบายที่จะลดการถือหุ้นในโรงกลั่นอื่นอีกภายในสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้นการผูกขาดของ ปตท. ในธุรกิจโรงกลั่นก็จะน้อยลง ก็จะทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น นอกจากนั้นเพื่อที่จะ เพิ่มการแข่งขันเสรีในธุรกิจโรงกลั่น ทางคณะอนุกรรมาธิการจึงเสนอแนะให้มีการลด อุปสรรคในการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น การลดอุปสรรคตรงนี้ก็เช่นเรื่องของการสำรองน้ำมัน ซึ่งผู้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ อาจจะมีอุปสรรคในเรื่องของการสำรองน้ำมัน ซึ่งเสียเปรียบกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ ก็ ได้มีการเสนอแนะให้ลดอุปสรรคตรงนี้ลง ก็จะมีการแข่งขันกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ กำกับดูแลก็จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ของตัวเองให้เข้มแข็งมากขึ้น ในแง่นี้ทางด้านกระทรวง พลังงานโดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ก็จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการกำกับดูแลให้ เข้มงวดมากขึ้น ต้องตรวจสอบเรื่องของการกำหนดราคาหรือการตั้งราคาหน้าโรงกลั่นแต่ละ แห่งเป็นรายวัน แล้วก็ต้องกำกับดูแลว่าการตั้งราคาหน้าโรงกลั่นนั้นมีเหตุมีผลอย่างไร และ การกำหนดราคานั้นได้กำหนดขึ้นบนพื้นฐานของต้นทุนอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะทำให้ โรงกลั่นนั้นไม่สามารถที่จะตั้งราคาที่เอาเปรียบหรือไม่เป็นธรรมได้ และทาง สนพ. เองก็ต้อง กำกับดูแลว่าแต่ละโรงกลั่นนั้นได้มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็เป็น มาตรการที่เราคิดว่าจะทำให้การแข่งขันนั้นมีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
ส่วนทางด้านของธุรกิจก๊าซแอลพีจีก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่าควรที่จะ ปลดการกำกับดูแลของภาครัฐ ขออภัย มิใช่การกำกับดูแล แต่เป็นการแทรกแซงของภาครัฐลง ธุรกิจก๊าซแอลพีจีนั้นเป็นธุรกิจที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมเป็นระยะเวลายาวนาน โดยการควบคุม ราคาที่หน้าโรงแยกแก๊ส แล้วก็ควบคุมราคาขายปลีก ซึ่งทำให้ธุรกิจก๊าซแอลพีจีนั้นมีปัญหา มาโดยตลอด ธุรกิจก๊าซแอลพีจีในอดีตนั้นเราเคยผลิตได้เพียงพอ แล้วก็ส่งออกไปขาย ต่างประเทศ แต่เนื่องจากกลไกราคาที่ไม่สนองต่อต้นทุนที่แท้จริง แล้วก็ได้มีการขยายการใช้ เพิ่มมากขึ้นทั้งในภาคปิโตรเคมี ทั้งในภาคขนส่ง ก็เลยทำให้การใช้เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่ง เราไม่สามารถที่จะรองรับความต้องการได้ แล้วก็ต้องนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศ จากเริ่มต้นที่ ๕๐,๐๐๐ ตันต่อปี จนกระทั่งล่าสุดนั้นนำเข้าถึง ๑.๙ ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็น ปัญหามาก แล้วทางรัฐบาลก็ต้องมาเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน เข้ากองทุนน้ำมันเพื่อเอาไป อุดหนุนผู้ใช้ก๊าซแอลพีจี ขณะนี้การแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาแอลพีจีได้ดำเนินไปในระดับ หนึ่งแล้ว ก็คือได้ปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีให้สะท้อนต้นทุนการจัดหา เพราะฉะนั้นขณะนี้ราคาต้นทุนแอลพีจีนั้นได้ปรับเป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ แล้วก็ทุกภาค ส่วนแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาโดยสิ้นเชิง แต่แนวทางการแก้ปัญหานี้ก็เป็น การแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้เสนอแนะไว้ แล้วก็เป็นการแก้ไขปัญหา ในระดับหนึ่ง การแก้ไขปัญหานี้ได้ทำให้การนำเข้าก๊าซแอลพีจีนั้นลดลงจากเดือนละ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ลงมาเหลือเพียงแค่เดือนละ ๘๐,๐๐๐ ตันในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือว่า เป็นการแก้ไขปัญหาในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าโรงกลั่นน้ำมันได้พยายามผลิตแอลพีจีเพิ่ม มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ ประเด็นนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องของแอลพีจีนั้น จะต้องกระทำในเรื่องของการที่จะลดการนำเข้าให้มากที่สุด ซึ่งการที่จะลดการนำเข้าได้ประเด็นก็คือจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของการใช้แอลพีจี ในประเทศ และการปรับปรุงประสิทธิภาพของการใช้แอลพีจีในประเทศนั้น จะทำไม่ได้เลย ถ้าราคาแอลพีจีนั้นยังไม่สนองต้นทุนที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตามเราก็เข้าใจว่าการใช้แอลพีจี ในประเทศนั้นส่วนหนึ่งมาจากโรงงานปิโตรเคมีซึ่งขยายตัวอย่างมาก เพราะฉะนั้นในระยะยาว เราจึงเสนอว่าโรงงานปิโตรเคมีนั้นจะต้องปรับตัวด้วยการที่จะไปหาวัตถุดิบใหม่มาป้อน โรงงานปิโตรเคมี นั่นก็คืออาจจะต้องหันไปใช้แนปทา (Naphtha) เพิ่มมากขึ้น แทนที่จะ ใช้แอลพีจีอย่างเดียว เพราะว่าการใช้แอลพีจีนั้นก็จะมีปัญหาเนื่องจากว่าก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยนั้นมีปริมาณที่จะลดลงตลอดเวลา และในที่สุดปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งภาคประชาชน แล้วก็ภาคปิโตรเคมี เพราะฉะนั้น ปิโตรเคมีจำเป็นจะต้องปรับตัวในการที่จะไปใช้แนปทาหรือไปใช้แอลพีจีจากโรงกลั่นน้ำมัน เพิ่มมากขึ้น และสงวนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งจะนำมาผลิตเป็นแอลพีจีให้กับภาค ประชาชน แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของแอลพีจีที่ใช้ในภาคขนส่งนั้นซึ่งมีการขยายตัวสูงมาก รัฐบาลก็จะต้องลดการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งโดยการส่งเสริมให้ไปใช้เรื่องของพลังงาน ทดแทนมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันก็ต้องลดการใช้โดยการปรับโครงสร้างภาษีของแอลพีจี แล้วก็ผ่านการจดทะเบียนภาษีรถยนต์แอลพีจีด้วยเพื่อที่จะลดการใช้แอลพีจีในภาคขนส่งลง
ประเด็นต่อไปก็เป็นเรื่องของการกำหนดโครงสร้างภาษีอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว เรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างภาษีนั้นก็เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ทุกกลุ่มแล้ว ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ระบบโครงสร้างภาษีนั้นอย่างที่เราทราบกันว่า ในอดีตระบบโครงสร้างภาษีนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ทุกกลุ่ม เราจะเห็นว่า ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้นต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก ส่วนผู้ใช้น้ำมัน ดีเซลนั้นมีอยู่ระยะหนึ่งซึ่งรัฐบาลลดภาษีให้จนกระทั่งเกือบไม่ต้องเสียเลย แล้วก็ทางด้านของ ก๊าซแอลพีจีนั้นค่าภาษีสรรพสามิตก็ต่ำมาก แล้วก็ได้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งถือว่า เป็นภาษีอีกชนิดหนึ่ง ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นกองทุนน้ำมันก็ตาม แต่จริง ๆ ก็คือภาษีละครับ แล้วก็ผู้ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์นั้นก็ถูกเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ในอัตราที่สูงมาก เพราะฉะนั้นระบบภาษีแบบนี้มันก็เป็นระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรม เราจึง เห็นว่าควรที่จะมีการปรับปรุงอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นตามค่าความร้อน แล้วก็ตามประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลก็ได้มีการปรับอัตรา ภาษีให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้นแล้ว แต่เราก็ยังมีความเห็นว่าในส่วนรถยนต์ที่ใช้ก๊าซก็ควร จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แอลพีจีและเอ็น จีวี (NGV) ก็ควรจะต้องมีการปรับภาษีในส่วนของแอลพีจีและเอ็นจีวีด้วย คือในส่วนของภาษี สรรพสามิตแอลพีจีในภาคครัวเรือนนั้นควรจะต้องปรับลดลง เพราะว่าไม่ได้ใช้ในเรื่องของ ถนนหนทาง แต่ว่าในส่วนของภาษีแอลพีจีที่ใช้ในภาคขนส่งควรจะปรับสูงขึ้นเช่นเดียวกับ ภาษีเอ็นจีวี
ในด้านของการใช้ประโยชน์จากกองทุนน้ำมัน คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า กองทุนน้ำมันนั้นยังมีประโยชน์อยู่ ถึงแม้ว่าบางท่านอาจจะเห็นว่าควรจะยกเลิกกองทุน น้ำมันก็ตาม ทั้งนี้เพราะว่ากองทุนน้ำมันนั้นเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพราคาและ เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะใช้แก้ไขปัญหาเวลาที่น้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนมาก ๆ รัฐบาลจะได้มีเครื่องมือในการดูแลความเดือดร้อนของประชาชน เพราะฉะนั้นเราคิดว่าควร จะคงกองทุนน้ำมันเอาไว้ แต่จะต้องปฏิรูประบบกองทุนน้ำมัน โดยกองทุนน้ำมันขณะนี้จัดตั้ง ขึ้นตามพระราชกำหนดป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เท่านั้นและไม่ได้มีกฎเกณฑ์กติกาอะไรที่ชัดเจน ไม่ได้กำหนดวัตถุประสงค์ ไม่ได้กำหนด วิธีการในการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นกองทุนน้ำมันก็มีโอกาสที่จะถูก แทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองหรือโดยการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือไปอุดหนุนการใช้การ อุดหนุนราคาน้ำมันจนกระทั่งกองทุนน้ำมันเคยติดลบเป็นแสนล้านบาทมาแล้ว ฉะนั้นในกรณี นี้คณะอนุกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า ควรปฏิรูปกองทุนน้ำมันโดยยกฐานะขึ้นเป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติ กำหนดให้มีวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน กำหนดวิธีการใช้ กำหนดการ บริหารงานที่ชัดเจน มีกำหนดเงินเพดานขั้นสูง ขั้นต่ำเอาไว้ว่ากองทุนน้ำมันจะติดลบได้ไม่ เกินเท่าไร จะเก็บเงินได้ไม่เกินเท่าไร แล้วก็กำหนดวิธีการบริหารให้มีความชัดเจน แล้วก็มี ผู้บริหารที่มีภาคอื่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทั้งจากภาคผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคนักวิชาการ แล้วก็ ภาคประชาชน อันนี้ก็จะเป็นวิธีการที่เราจะป้องกันการแทรกแซงจากทางการเมืองเข้ามาเพื่อ ล้วงลูกจากกองทุนน้ำมัน
ส่วนข้อสุดท้ายก็เป็นเรื่องของการปฏิรูปต่าง ๆ ที่ดำเนินการร่วมกันกับ หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ หรือที่เรียกว่าครอสคัทติง (Crosscutting) ในที่นี้ก็เป็นการสร้าง กลไกให้ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมในการกำหนดนโยบาย ซึ่งอันนี้ก็จะมี รายละเอียดต่อไปในภาคของท่านอัญชลีซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๒ ก็จะมานำเสนอใน รายละเอียดต่อไป
ส่วนเรื่องของการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ผมก็ได้พูดไปแล้วว่าเราจะมี การปรับปรุงกฎหมายพระราชบัญญัติปิโตรเลียมและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น ในส่วนของผมคงจะมีเรื่องที่รายงานทางด้านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่เพียงเท่านี้ แต่เพื่อให้รายงานมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กระผมใคร่กราบเรียนขออนุญาตท่านประธาน ให้ท่านรสนา โตสิตระกูล ซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งได้เรียนชี้แจงในรายละเอียด เพิ่มเติมครับ