สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๔ · ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ศุภกร บูรณดิลก หารือเรื่องการปฏิรูปพลังงาน และเสนอแนะให้เพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของการนำเข้าน้ำมัน โดยเสนอแผนการเตรียมพร้อมน้ำมันสำรองในประเทศและขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาการขนส่งน้ำมันทางฝั่งทะเลอันดามันเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบในประเทศ

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกครับ จากการศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการพอสมควร ผมเห็นด้วย กับกรอบแนวความคิดและข้อเสนอต่าง ๆ ทุกประการ แต่ผมมีอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากจะ เสนอแนะให้คณะกรรมาธิการลองพิจารณาหากเห็นควรอาจเพิ่มเติมในกรอบ หรือแนวความคิดในการปฏิรูปก็ได้ เรื่องดังกล่าวคือปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ ที่ผมใช้คำว่า ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ ผมไม่ได้หมายถึงปริมาณน้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติ ที่ยังอยู่ในหลุมหรือในแหล่งของมันที่ยังไม่ได้สำรวจและขุดนำขึ้นมาใช้ตามที่กำลัง เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ว่าประเทศเรามีปริมาณน้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติสำรองอยู่ได้อีกกี่ปี หรือที่ในรายงานของคณะกรรมาธิการหมายถึง แต่ผมหมายถึงปริมาณน้ำมันดิบพร้อมใช้จริง ๆ ในแต่ละวันว่าหากการนำเข้าน้ำมัน การขนส่งต้องหยุดชะงัก ประเทศเราจะมีน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้ต่อได้อีกกี่วัน ตัวเลขผมไม่ค่อยแน่ใจเพราะแหล่งข้อมูลไม่ค่อยตรงกันและค่อนข้างสับสน เอาเป็นว่าเป็นตัวเลขประมาณกลม ๆ ก็แล้วกัน ทุกวันนี้เราใช้น้ำมันในประเทศวันละ ประมาณร้อยล้านลิตร ในขณะที่เราผลิตน้ำมันดิบได้เองวันละประมาณ ๓๔ ล้านลิตร แต่เรา ส่งออกน้ำมันดิบที่ไม่เหมาะสมกับการกลั่นในประเทศวันละประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร คงเหลือส่วนที่ใช้เองได้ในประเทศวันละ ๒๗ ล้านลิตร ซึ่งถ้าหากคิดง่าย ๆ ตรง ๆ แล้ว เราจะต้องนำน้ำมันเข้าวันละ ๗๓ ล้านลิตร จึงจะพอใช้ แต่ของจริงแล้วมีปัจจัยอื่นมาผสมอีก โดยเฉพาะเกี่ยวกับในเรื่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ซึ่งกรรมาธิการได้เรียนให้ทราบแล้ว ทำให้เราต้องนำน้ำมันเข้าในปัจจุบันนี้วันละประมาณ ๑๔๐ ล้านลิตร หรือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าบาร์เรล และขอเรียนอีกครั้งว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงโดยประมาณ แล้วก็ กำลังมีการถกเถียงกันอีกว่าแท้ที่จริงแล้วเราควรนำน้ำมันเข้าวันละเท่าไรจึงจะเหมาะสม แต่ในที่นี้เอาเป็นเพียงว่าผมกำลังแสดงให้เห็นว่าเพื่อให้ประเทศเราอยู่ได้ วงจรเศรษฐกิจ เราดำเนินไปได้อย่างปกติ ประชาชนไม่เดือดร้อน เราจะต้องนำน้ำมันเข้าทุกวันอย่างน้อย วันละประมาณเกือบร้อยล้านลิตร ซึ่งหากวันไหนเรานำเข้าไม่ได้ เราจะทำอย่างไร เราควร จะต้องมีน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ไว้ใช้ต่ออีกกี่วัน หรือเราควรมีวิธีป้องกันความเสี่ยง ของสาเหตุที่จะทำให้การนำน้ำมันเข้า น้ำมันต้องหยุดชะงักได้อย่างไร เส้นทางการขนส่ง น้ำมันของไทยก็เช่นเดียวกับทุกประเทศในแถบนี้ ก็คือเริ่มจากตะวันออกกลางข้ามมหาสมุทรอินเดีย เข้าช่องแคบมะละกามาที่สิงคโปร์และใช้เรือขนาดเล็กหรือปานกลางขนส่งจากสิงคโปร์ เราใช้เส้นทางในอ่าวไทยมาที่โรงกลั่นหรือคลังเก็บในประเทศส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเมื่อผ่าน ช่องแคบมะละกาและเข้าอ่าวไทยตกมายังโรงกลั่น หรือโรงเก็บในประเทศ ซึ่งกล่าวโดยสรุป จุดล่อแหลมที่จะทำให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงักก็จะมีทั้งที่แหล่งผลิตคือที่ตะวันออกกลางเอง ที่สถานการณ์ก็ยังไม่ค่อยจะสงบทีเดียวนัก ที่ช่องแคบมะละกาที่เป็นจุดที่ทั่วโลกต่างวิตกกังวล กันมาก ทั้งในเรื่องอุบัติเหตุเรือชนกัน ขวางร่อง น้ำมันรั่วไหล โจรสลัด การก่อการร้าย หรือการขู่ว่าจะก่อการร้าย ทุกวันนี้มีเรือผ่านช่องแคบมะละกาวันละประมาณ ๙๐๐ ลำ หรือทุก ๆ ๑.๖ นาที ณ จุดหนึ่ง ๆ ในช่องแคบต้องมีเรือผ่าน ๑ ลำ และในจำนวนนี้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเรือน้ำมัน และที่สำคัญอีกก็คือในอ่าวไทยเราเองซึ่งมีลักษณะเป็นก้นถุงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และแหล่งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงกลั่นและคลังน้ำมันใหญ่ ๆ จะอยู่ที่ก้นอ่าวก้นถุงลึกที่สุด ปากอ่าวหรือปากถุงเป็นที่ตั้งของประเทศเพื่อนบ้านทั้งซ้ายและขวา กว้างสุดก็เพียงประมาณ ๓๐๐ ไมล์ทะเล ก็พร้อมที่จะถูกปิดอ่าวหรือปิดปากถุงได้โดยง่าย หากเกิดสงครามหรือมีเหตุ ขัดแย้งพิพาทกัน แต่ถ้ากำลังทางเรือของเราไม่สามารถเปิดอ่าวได้และควบคุมทะเล ให้เรากลับมาใช้เส้นทางขนส่งลำเลียงได้อย่างปกติแล้ว ภายในจำนวนวันที่เราสำรองน้ำมัน ทางยุทธศาสตร์ไว้ประเทศเราจะเป็นอัมพาต เศรษฐกิจหยุดชะงัก จนกระทั่งถึงขั้นพังพินาศ ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ซึ่งความจริงแล้วในสภาวะนี้ไทยเราก็เคยโดนมาเมื่อครั้ง สงครามโลก ครั้งที่ ๒ เมื่อถูกปิดอ่าวไทยโดยเรือดำน้ำและเครื่องบินวางทุ่นระเบิด จากสัมพันธมิตร เรือสินค้า เรือน้ำมันหยุดการขนส่ง ต้องใช้เรือกองทัพเรือเข้าช่วย

ที่เรียนมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือเกิดเหตุฉุกเฉินยามสงคราม แต่ละประเทศเขาจะมีปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ไว้ ของไทยเท่าที่ทราบตัวเลข ล่าสุดน่าจะไม่เกิน ๑ เดือน ซึ่งตัวเลขนี้ผมอยากให้คณะกรรมาธิการลองทบทวนว่าน่าจะทำ ให้ได้อย่างน้อยประมาณ ๔๕ วัน ถึง ๖๐ วัน หรือ ๒ เดือน จะเพิ่มขีดความสามารถการผลิต น้ำมันดิบในประเทศให้มากขึ้นได้ไหม หรืออีกประการถ้าทำได้อยากให้คณะกรรมาธิการ พิจารณาการขนส่งน้ำมันทางฝั่งทะเลอันดามันเป็นการสำรองไว้ด้วยในกรณีที่ช่องแคบมะละกา หรืออ่าวไทยใช้ไม่ได้ ปัจจุบันเราอยู่บนความเสี่ยง การขนส่งน้ำมันทางฝั่งอันดามันดังกล่าว เอาง่าย ๆ ก็คือว่าอาจจะเป็นทางท่อโดยต่อท่อจากฝั่งออกไปในทะเลที่น้ำลึก พอให้เรือใหญ่ เข้าเทียบเพื่อต่อท่อน้ำมันเข้าสู่โรงกลั่น หรือคลังพักน้ำมันบริเวณใกล้เคียง หรือเร่งรัดให้มี การสร้างท่าเรือใหญ่ที่มีขีดความสามารถในการขนส่งน้ำมันเพราะมีโรงกลั่นหรือคลังพัก บริเวณใกล้เคียงหรือขุดคลองเชื่อมกับฝั่งอ่าวไทย ผมขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ครับ