วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเสนอให้ปฏิรูปกองทุนและภาษีเพื่อสนับสนุนพลังงานทางเลือกและลดการนำเข้าพลังงาน นอกจากนี้ยังเห็นด้วยที่จะใช้ภาษีหรือเงินอุดหนุนเพื่อช่วยภาคเกษตรที่มีปัญหาเรื่องราคาพืชผลตกต่ำ และเสนอให้ประมูลการเก็บขยะในราคาถูกที่สุด เพื่อปราบปรามการทุจริตและผลิตไฟฟ้า
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์
ประเด็นแรก ผมสนับสนุนอย่างยิ่งเรื่องกองทุนว่าต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ ผมคิดว่าน่าจะใช้โอกาสการปฏิรูปครั้งนี้รีบออกพระราชบัญญัติตามข้อเสนอแนะในเรื่องแรก ว่าเราจะให้มีวัตถุประสงค์อะไร จะเอาไปใช้อะไร
เรื่องที่ ๒ ผมก็เห็นด้วยว่าจะใช้เรื่องภาษีหรือเงินอุดหนุนกองทุนก็ได้เพื่อทำ ให้ราคาน้ำมันที่เรานำเข้าให้มันสูง เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้น หรือสนับสนุนพลังงานทางเลือกให้มากขึ้น ถ้าเราสามารถทำสำเร็จได้เหมือนบราซิลว่า คนไทยพร้อมที่จะมาใช้น้ำมันทางเลือกของเราหรือแก๊สโซฮอล์ของเรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้อี ๘๕ ก็ยังไม่ค่อยมีคนใช้อยู่แล้ว ผมว่าอันนี้มันจะเป็นประโยชน์ ๒ ทาง ก็คือ ๑. ลดการนำเข้า แล้ว ๒. ช่วยภาคเกษตร เพราะเกษตรกรเรามีปัญหาเยอะเรื่องราคาพืชผลตกต่ำ ผมว่าอันนี้ก็ช่วยแก้ปัญหาได้ ๒ ทาง ทำให้เราพึ่งตัวเองได้มากขึ้น
เรื่องที่ ๓ ผมอาจจะเห็นแตกต่างกับการพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจของเรา ผมคิดว่ารัฐวิสาหกิจของเราควรจะดำเนินรอยตามซุปเปอร์ บอร์ดเสนอ เช่น รัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ควรมีโอนเนอร์ (Owner) คือสถาบันรัฐวิสาหกิจเข้ามาเป็นเจ้าของ เพื่อดูแลความโปร่งใสแล้วก็มาดูแลเรื่องประสิทธิภาพ แม้ว่าเราภาคภูมิใจว่า ปตท. เรากำไร เยอะ แต่ก็มีคนวิเคราะห์ท่านประธานว่า ปตท. เรากำไรต่อทรัพย์สินเราแย่กว่าปิโตรนาส (Petronas) เยอะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเรามีสถาบันเจ้าของมาช่วยวิเคราะห์ว่า ที่เอาไปลงทุนกันทั้งหลาย กำไรในตัววอลุม (Volume) มันอาจจะดูเยอะ แต่ต่อทรัพย์สิน มันอาจจะดูแย่ มันก็ต้องมีการพัฒนาให้เหมาะ ได้เห็นภาพเพื่อโปร่งใสและคุณภาพ เมื่อสถาบันเจ้าของมาเอาใจใส่เรื่องความโปร่งใส เรื่องคุณภาพผ่านไปที่กรรมการรัฐวิสาหกิจ ผมว่ามันก็จะลดปัญหาที่นักการเมืองจะเที่ยวมั่วซั่วเอาใครเข้ามาก็ได้มันก็จะลดลงไป เพราะว่ามันจะมีคุณสมบัติชัดเจนว่าต้องเป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องความโปร่งใส แล้วก็ เรื่องการบริหารจัดการที่ทำให้รัฐวิสาหกิจมีคุณภาพ และผมก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะเอา การไฟฟ้าไปอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ผมคิดว่ากระทรวงพลังงานควรจะทำหน้าที่เป็นเรกกูเลเตอร์ อย่างชัดเจน ส่วนรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับไฟฟ้าที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคผมก็ยังเห็นด้วยกับ ซูเปอร์ บอร์ด ว่าตอนนี้อาจจะต้องเอาไปรวมกันไว้ที่กระทรวงการคลังก่อน จนเราสามารถ พัฒนาสถาบันเจ้าของได้ดีเหมือนมาเลเซีย แล้วจากนั้นเราก็สมควรที่จะทยอยเอารัฐวิสาหกิจ ที่ดูแลพวกสาธารณูปโภคเข้าไปรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้สถาบันนี้ได้ทำงานวิจัยดูแล เรื่องการทำงานให้โปร่งใสแล้วก็มีคุณภาพ เช่นมีปัญหาว่าคุณจ้าง ฮอลล์ (Hall) ทำให้ เสียหาย ๒,๐๐๐ ล้านบาทจริงหรือเปล่า กรรมการนี้ก็สามารถชี้แจงได้ถึงความโปร่งใส ของรัฐวิสาหกิจว่าได้เข้าไปดูแลตรวจสอบอย่างไร มันก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ผมว่าระบบรัฐวิสาหกิจต้องแยกให้ชัดเจน เรกกูเลเตอร์ แล้วก็โอเปอเรเตอร์ (Operator) แล้วก็โอเปอเรเตอร์รัฐวิสาหกิจทั้งหลายผมคิดว่าเราควรจะทำเหมือนอารยประเทศ ไม่ว่า สิงคโปร์ จีนหรือมาเลเซีย เขาก็ไปรวมอยู่ที่สถาบันเจ้าของ แต่เราก็ต้องค่อย ๆ ทยอยทำ จากกลุ่มที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นำร่องไปก่อนเมื่อเห็นว่าสถาบันนี้ทำงานได้ดีในการคัดสรร กรรมการดูแลความโปร่งใส ดูแลเรื่องประสิทธิภาพได้ดี เราก็ต้องทยอยเอารัฐวิสาหกิจ เหล่านั้นเข้ามา
เรื่องสุดท้ายครับ ท่านประธาน ผมเห็นด้วยว่าขยะมันไม่ใช่ทรัพยากรแผ่นดิน ผมคิดว่าเราควรจะทำเหมือนอารยประเทศ คือให้เอกชนประมูลการเก็บขยะในราคาถูกที่สุด ใครประมูลเก็บขยะได้ถูกที่สุดหรือไม่มีค่าเก็บได้เลยเอาไปเลยครับ เพราะว่าทุกวันนี้ขยะ เป็นแหล่งหากินของท้องถิ่น ถ้าเท็จผมก็ขออภัย เพราะผมไปมาหลายท้องถิ่น ท่านประธานครับ ที่ผมรู้จักก็ใช้วิธีนี้ล่ะครับ ประมูลขจัดขยะแพงครับ แล้วก็จ่ายเป็นรายเดือน เพราะฉะนั้น ผมว่าถ้าเราทำให้ระบบมันโปร่งใสมันจะปราบปรามการทุจริตได้ด้วย ในต่างประเทศเขาเปิดเลย ให้ประมูลเก็บขยะ ใครประมูลได้ถูกสุดมาเอาไปเลยแล้วขยะก็เป็นของคุณ เขาก็สามารถที่จะ ประมูลในราคาถูกแล้วก็ไปผลิตไฟฟ้าได้ มันก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แล้วก็สอดคล้องกับ นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันด้วย ผมอยากจะฝากประเด็นนี้เอาไว้ในเรื่องสุดท้าย ก็คือ พลังงานทางเลือกด้วย ขอบคุณท่านประธานมากครับ