อนุชา เศรษฐเสถียร หารือเรื่องการช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยแนะนำแนวทางการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการผลิตพาราเมดิค (Paramedic) เพื่อช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ที่ไกล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกทุกท่านครับ กระผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยที่ได้รับการตอบสนอง ที่ดีมาก ๆ เลย จะเรียนสั้น ๆ ว่าเฉพาะในเรื่องของการช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน จะเห็นว่าเราจะแบ่งคนไข้เป็น ๒ ระดับ คือระดับวิกฤติกับระดับฉุกเฉินที่ไม่วิกฤติ กรณี ที่ฉุกเฉินไม่วิกฤติจะมีมูลนิธิหรือว่าท้องถิ่นที่มีรถพยาบาลที่ไปช่วยเหลือ แต่ถ้าวิกฤติต้องเป็น รถพยาบาลระดับสูงซึ่งจะมีแพทย์หรือพยาบาล ปัจจุบันนี้ทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติกำลังผลิตพาราเมดิค (Paramedic) หลักสูตร ๔ ปีที่จะทำการแทนแพทย์ ในหัตถการบางอย่าง อันนี้ก็เหมือนกับต่างประเทศ คือการใส่ท่อช่วยหายใจ เจาะลม ออกจากปอด ให้น้ำเกลือได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ท้องถิ่นจะมีบทบาทสำคัญมาก ๆ เลย ปัจจุบันนี้ โชคดีที่ อบจ. อุบลราชธานี ได้มีการย้ายศูนย์ที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยความร่วมมือ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขที่จังหวัด คือท่าน สสจ. ทั้ง อบจ. ย้ายศูนย์สั่งการ ๑๖๖๙ ไปอยู่ที่ อบจ. ที่ อบจ. ก็เลยใช้เลขหมาย ๑๖๖๙ ในการรับสายฉุกเฉินได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เหตุด่วนเหตุร้าย การแพทย์ เพลิงไหม้ เมื่อโทร ๑๙๑ ไม่ติด สมมุติ เบอร์อื่นไม่ติด ก็จะโทร ๑๖๖๙ ก็จะติด แต่เมื่อในอนาคตถ้า ๑๑๒ สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้แล้วที่ส่วนกลาง ในระยะต่อไปในเฟส (Phase) ที่ ๒ เฟสที่ ๓ จะต้องผลักดันไปสู่แนวทางของการกระจาย อำนาจ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นคำถามที่ท่านถามว่าแล้วท้องที่ที่อยู่ห่างไกลจะทำอย่างไร ท้องที่ ที่อยู่ห่างไกลถึงแม้ไกลโรงพยาบาลแต่ต้องมีท้องถิ่นดูแลแน่นอนอยู่แล้วครับ ที่จังหวัด อุบลราชธานี อบจ. ได้มีการเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันกับเทศบาล อบต. ทุกแห่ง เขาเช่ารถ ๒๒๐ คัน รถพยาบาล กระจายทั่ว มีเครื่องไม้เครื่องมือ ปัจจุบันนี้มีระบบที่ดีมาก ๆ จังหวัดสงขลา อบจ. กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ท่านบอกว่าตอนนี้ท่านมีซีซีทีวีอยู่ที่ อบจ. สามารถดูเห็น เหตุการณ์ได้ด้วยในพื้นที่ในตัวเมือง ท่านบอกว่าปัจจุบันนี้ ๑๙๑ เองที่สงขลากำลังคุยกับ อบจ. จะมาใช้สถานที่เดียวกันในการจัดตั้งศูนย์ ในอนาคตไม่แน่ อบจ. ที่สงขลาก็จะรวมศูนย์ หลายอย่างอยู่ที่เดียวกัน อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะเรียนให้ทราบว่ามันมีความขับเคลื่อน มีความก้าวหน้าอยู่ บรรดามูลนิธิทั้งหลายก็มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการเข้าถึงที่รวดเร็วกับระบบที่ดีในอนาคตนี่จะทำให้เสริมกันได้ ถามว่าเบอร์มากมายเลย ซึ่งท่านบอกว่ามีเป็นร้อย มันไม่ใช่เบอร์ฉุกเฉิน สายด่วนกับสายฉุกเฉินต่างกัน ด่วน คือ เอ็กซ์เพรส (Express) ฉุกเฉินคืออีเมอร์เจนซี ถ้าทางด่วนเวลาเป็นสาระสำคัญต้องการไปถึง เร็ว แต่ทางฉุกเฉินต้องการช่วยเหลือคน ต้องให้ปลอดภัย เพราะฉะนั้นรถด่วนกับรถฉุกเฉิน ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าน้ำไม่ไหล ไฟฟ้าดับ เป็นสายด่วน แต่ถ้าเหตุด่วน เหตุร้าย เพลิงไหม้ หรือว่าเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นสายฉุกเฉิน ไอทียูมีลิสต์ (List) รายการของประเทศต่าง ๆ ๑๘๐ ประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกได้บอกแล้วว่า ๑๑๒ ๙๑๑ สายฉุกเฉินนั้น แต่ละประเทศใช้ในกรณีใดบ้าง ก็มีอยู่เพียงแค่ ๔ ภารกิจ ๑. ก็คือการแพทย์เมดิคอล ๒. ไฟร์ ๓. ก็คือโปลิส ๔. อาจจะมีแทรฟฟิค (Traffic) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประเทศไทยเรา ก็คงคิดว่าน่าจะดำเนินการสอดคล้องไปทางนั้น ไม่ใช่เป็น ๑๐๐ สาย สายฉุกเฉินมีแค่ไม่กี่สาย เท่านั้นที่จะมารวมกันได้ น่าจะมีความสำเร็จได้ง่าย ถามว่าเทคโนโลยีทั้งหลายในปัจจุบันนี้ เราทำไปถึงไหนแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรามีการรับฟังความคิดเห็นหลายหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องบริษัท ทีโอทีก็มา หลังจากที่ฟังแล้วท่านก็บอกว่ามันขึ้นอยู่กับนโยบาย เพราะ ปัจจุบันเครือข่ายต่าง ๆ ยังใช้เทคโนโลยีที่เราเคยทำมาเมื่อก่อน ยกตัวอย่างว่าถ้าท่านโทร ๑๖๖๙ สายจะต้องไปเข้าศูนย์ เข้าตู้ จากโลคอล (Local) ไปเซ็นเตอร์ แล้วก็ต้องไปวิ่งหา แปลงเป็นเลขโทรศัพท์ ๙ หลัก ไม่ใช่โทร ๑๖๖๙ ต้องไปแปลงเป็นเลข ๙ หลักอีกจำนวน หนึ่ง เช่นว่าศูนย์นี้ใช้ ๕ เลขหมาย ศูนย์นี้ใช้ ๑๐ เลขหมาย เป็นต้น ให้ไปแปลงอย่างนั้นถึงจะ รับแจ้งได้ ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีปัจจุบันไม่ต้องไปแปลงแล้วมันสามารถที่จะใช้เบอร์เดียวมา และถ้ามีศูนย์เดียวยิ่งดีใหญ่ พอมีการแจ้งเข้ามาในระบบสื่อสารแบบนี้ที่ดีนี่ ศูนย์สามารถจะ โยงเส้นสายจากศูนย์กลางไปยังศูนย์ต่าง ๆ เพราะจังหวัดหนึ่งจะมีแค่ ๓ ศูนย์เท่านั้นใช่ไหมครับ ศูนย์ ๑๙๑ ศูนย์ ๑๖๖๙ ศูนย์ ๑๙๙ เพราะฉะนั้นมันไม่ต้องไปวิ่งทางอื่น มันก็วิ่งทางสาย ซึ่ง สรอ. สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ท่านก็โพรไวด์ ให้อยู่แล้วในเรื่อง เหล่านี้ กรณีที่เราบอกว่าวันนี้เราพูดถึงเรื่องศูนย์รับแจ้งมันจะสัมพันธ์ไปถึงศูนย์การแจ้ง การรับแจ้ง แต่เมื่อแจ้งไปแล้วหน่วยจ่ายงานจะต้องพัฒนาไปด้วย เพราะว่ามันเป็นการ กระตุ้นจากศูนย์ หน่วยปฏิบัติการจะต้องพัฒนาชุดปฏิบัติการหรือทีมปฏิบัติการให้มีคุณภาพ มากขึ้นด้วย มันถูกกระตุ้นไป แล้วเรายังคิดว่ามันต้องมีกระบวนการในการสะท้อนกลับมา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เราได้มีการพยายามที่จะพัฒนา ไปด้วยกันกับเรื่องข้อมูลข่าวสาร เมื่อทีมปฏิบัติการไปถึงจุดเกิดเหตุเราจะทำอย่างไร ปัจจุบันนี้ สพฉ. เองก็มีคณะทำงานชุดอื่นที่เราได้มีการคุยกันเรื่องของข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลบุคคลอย่างที่ ท่านกำลังถามอยู่ ตอนนี้เราคุยกันเรื่องเอ็มโอยูกับกรมการปกครอง จริง ๆ เราเอ็มโอยู ไปแล้ว ๑ รอบ ตอนนี้เรากำลังเอ็มโอยูเรื่องของการทำฟิงเกอร์พรินต์ (Fingerprint) ถ้าหากว่า ชุดปฏิบัติการวิ่งไปถึงคนไข้ปรากฏว่าคนไข้นั้นหมดสติ เราจะสามารถใช้ฟิงเกอร์พรินต์ พรินต์แล้วก็จะรู้ที่ศูนย์เลยว่าคนไข้คนนี้คือใคร การเชื่อมระบบนี้สามารถค้นหาทั้งประเทศ ได้ภายใน ๒๐ วินาทีจากฟิงเกอร์พรินท์ อันนี้ที่กรมการปกครองได้เล่ามา รวมทั้งการเชื่อม ข้อมูลผู้ป่วยจาก สปสช. ซึ่งตอนนี้ก็กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ครับ ขอบคุณมากครับ