รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๘
วันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่ผมขอหารือนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือพิจารณาแผนการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จํานวน ๑๑ คณะ ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๘ วันจันทร์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ๑. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ในระหว่างนี้ผมก็ขอเรียนเพิ่มเติมนะครับว่าในการเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่วันนี้เราได้เชิญผู้บริหาร ของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมด้วย รวมทั้งสื่อมวลชนที่ทํางานร่วมกับเรา ก็เรียนเพื่อทราบด้วย
ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการนําเสนอแผนการปฏิรูปเพื่อจะได้ เป็นแนวทางในการพิจารณา โดยใช้เวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมงนะครับ ขอบพระคุณ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ใคร่ขอเรียน ให้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคณะนี้มีกรอบความรับผิดชอบหลายด้าน กล่าวคือ เรื่องการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา ระบบค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งแต่ละด้านมีวาระ การปฏิรูปที่สําคัญและมีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูป ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นจํานวน ๔ คณะ เพื่อรับผิดชอบ การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านต่าง ๆ กล่าวคือ คณะแรก คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างการกีฬา คณะที่ ๒ คือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารจัดการการกีฬา คณะที่ ๓ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม เรื่องการศาสนา และเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ไว้ด้วยกันทั้งหมด และคณะสุดท้าย ก็คือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการปฏิรูปเร็ว คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแนวทางการปฏิรูป จากกรอบความคิดเห็นร่วมปฏิรูปประเทศไทยด้านอื่น ๆ ซึ่งจัดทําโดยคณะทํางาน เตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ซึ่งจัดตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ได้มุ่งเน้นการปฏิรูปในเรื่องของการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมจริยธรรมไว้ รวมทั้งผลสืบเนื่องจากการที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศหลายครั้ง จนได้ข้อสรุปนําเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ และได้นําส่งให้กับผู้นํารัฐบาลต่อไป โดยมีเรื่อง ที่สําคัญ ๒ ประการหลัก กล่าวคือ
ประการแรก เรื่องการกีฬาที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างการกีฬา และการบริหารจัดการการกีฬา
ประการที่ ๒ คือเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ที่พึงประสงค์ ให้ประชาชนใช้เป็นแนวทางปฏิบัติไปสู่การดํารงชีพอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
คณะกรรมาธิการมีมติทําแผนการปฏิรูปที่ครอบคลุมตามหน้าที่ในความรับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวทางที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติมาแล้ว โดยมีความคาดหวังว่าเมื่อได้ดําเนินการปฏิรูปตามแผนแล้วประชาชนจะมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีความสุข รวมทั้งการสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ สืบทอดพัฒนา ศิลปวัฒนธรรมเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน และการจัดการศึกษาของสงฆ์ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยการกีฬาจะช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี และศิลปวัฒนธรรมจะช่วยให้ประชาชนมีแนวทางปฏิบัติในการดํารงชีวิตอยู่ในสังคม อย่างมีความสุข ซึ่งแผนการปฏิรูปรวม ๖ ด้าน จํานวน ๓๑ เรื่อง ประกอบด้วย
ด้านที่ ๑ ด้านโครงสร้างการกีฬา มีแผนการปฏิรูปจํานวน ๕ เรื่อง กําหนด เรื่องสําคัญเร่งด่วนก็คือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งรายละเอียดของเรื่องนี้ จะนําเสนอโดยท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านโครงสร้างการกีฬา
ด้านที่ ๒ ด้านบริหารจัดการการกีฬา มีแผนการปฏิรูปจํานวน ๔ เรื่อง กําหนดเรื่องสําคัญเร่งด่วนก็คือการพิจารณาแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ซึ่งรายละเอียดของเรื่องนี้จะนําเสนอโดยท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬา
ด้านที่ ๓ ด้านวัฒนธรรม มีแผนการปฏิรูปจํานวน ๔ เรื่อง กําหนดมีเรื่อง สําคัญเร่งด่วนก็คือการบรรจุหลักสูตรการเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นในระดับ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
ด้านที่ ๔ ด้านศิลปะ มีแผนการปฏิรูปจํานวน ๕ เรื่อง กําหนดมีเรื่องสําคัญ เร่งด่วนก็คือการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน
ด้านที่ ๕ ด้านศาสนา มีแผนการปฏิรูปจํานวน ๔ เรื่อง กําหนดมีเรื่องสําคัญ เร่งด่วนไว้ก็คือการจัดการศึกษาของสงฆ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ ซึ่งรายละเอียดของทั้ง ๓ เรื่องนี้จะนําเสนอโดยท่านหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม
และด้านที่ ๖ ด้านการปฏิรูปเร็ว หรือควิกวิน (Quick win) มีแผนการปฏิรูป จํานวน ๙ เรื่อง กําหนดเรื่องสําคัญเร่งด่วนก็คือโครงการกีฬาเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ซึ่งรายละเอียดของเรื่องนี้จะนําเสนอโดยท่าน พลอากาศเอก ทวิเดนศ อังศุสิงห์ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปฏิรูปเร็ว โดยแผนการปฏิรูป ทั้ง ๖ ด้าน ๓๑ เรื่อง ได้มีการกําหนดเป็นประเด็นสมควรปฏิรูปในเรื่องของปัญหา วิธีการปฏิรูป แนวทางการแก้ไขปัญหา กําหนดเวลาการปฏิรูป แหล่งที่มาของงบประมาณและหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะได้นําเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณา รับทราบต่อไป ในลําดับต่อไปกระผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานสภา เพื่อขอให้ประธาน อนุกรรมาธิการทั้ง ๔ คณะได้เรียนเสนอรายละเอียดของแผนการปฏิรูปในแต่ละด้าน ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามลําดับ ซึ่งในลําดับแรกจะขอเรียนเชิญ ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ได้นําเรียนต่อไปครับ
เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะ สปช. ที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างกีฬา ดังที่ ท่านประธานยุทธศักดิ์ได้นําเสนอไปแล้วว่าในกรอบของการปฏิรูปกีฬานั้นมีอยู่ ๒ ด้าน ใหญ่ ๆ ก็คือด้านโครงสร้าง แล้วก็ด้านการบริหารจัดการกีฬา ผมเองจะขอนําเสนอในเรื่องของด้านโครงสร้างการกีฬานะครับ ซึ่งจะมีทั้งหมด ๕ เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะต้องขับเคลื่อนไปในรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ สปท. ชุดนี้
เรื่องแรกเลย คือเรื่องของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ ซึ่ง ณ วันนี้ การกีฬาของเราคนที่อยู่ในวงการกีฬาของเราน่าจะเป็นเรื่องใหม่ที่สุดแล้วก็เร่งด่วนที่สุด ซึ่งจะนําเสนอต่อไป แนวคิด กรอบแนวคิดทั้งหลายที่ทางผู้ใหญ่แล้วก็ทางผู้ที่ต้องการ เห็นวงการกีฬาเราพัฒนาก้าวไปอีกระดับหนึ่งทัดเทียมกับในอาเซียน (ASEAN) ทัดเทียม กับเอเชีย แล้วก็ทัดเทียมกับระดับโลก เรายังไม่มีมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติของเรา เป็นที่ยอมรับนะครับ
เรื่องที่ ๒ คือการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ อันนี้จะเป็น ลักษณะของการกํากับนโยบาย ดูแล กําหนดทิศทางของการกีฬาของชาติทั้งระบบนะครับ เพราะว่าการกีฬาของเรานั้นมีหน่วยงาน มีกระทรวง ทบวง กรมที่ทํางานดูแลทางด้านนี้ ที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เชิญมาหารือแล้วก็ประชุมร่วมกันทั้งหมด ๑๔ กระทรวง กับอีกประมาณ ๑๐ กว่าหน่วยงาน ซึ่งกํากับดูแลในเรื่องของการกีฬา เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติแล้วจะทําให้การกําหนดทิศทาง การกําหนดนโยบายของประเทศนั้นชัดเจนขึ้นแล้วก็ไปในทิศทางเดียวกันครับ
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย คงเป็นที่ยอมรับนะครับว่าคนทั้งประเทศ ๖๗ ล้านคนคงจะใช้สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ในการที่จะศึกษา ค้นคว้า แล้วก็ดูแลสุขภาพพลานามัยของร่างกาย รวมถึงนักกีฬาที่ไปสู่ ความเป็นเลิศกับอาชีพที่ต้องอาศัยสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทยนั้น เป็นศูนย์รวมในการขับเคลื่อน ในการพัฒนาวงการกีฬาต่อไปในอนาคตเช่นเดียวกัน
เรื่องที่ ๔ คือการปฏิรูปกฎหมายด้านการกีฬา มีทั้งหมด ๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... เรื่องที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติ คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... เรื่องที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันนี้คือโครงสร้างที่จะต้องกํากับแล้วก็ดูแล ในการปฏิรูปครั้งนี้นะครับ
เรื่องที่ ๕ ก็คือการจัดตั้งกระทรวงการกีฬา อันนี้เป็นเรื่องของอนาคต แต่ว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องนําขึ้นมานําเสนอในการขับเคลื่อนการปฏิรูปครั้งนี้ เพราะว่านี่คือ ๕ ข้อหลัก ๆ ๕ เรื่องหลัก ๆ ที่ประชาชน ที่ทางคณะ สปช. ที่มีท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ได้ทําการสํารวจสอบถามทั้ง ๔ ภาค แล้วก็กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีก ๕ ครั้ง ทั้งหมด ๙ ครั้ง ตอบโจทย์ออกมาค่อนข้างจะเหมือนกันในด้านของโครงสร้างการปฏิรูป เรื่องของกีฬาทั้งหมด ๕ เรื่องนะครับ เรามีกรอบเวลาในการทํางานทั้งหมด ๑๘ เดือน เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการเองได้พิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งแรกเลยเรื่องแรกที่เร่งด่วน ที่สุดที่จะตอบโจทย์คณะ คสช. และคณะรัฐบาล โดยเฉพาะท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ เพราะว่าท่านมีนโยบายชัดเจนที่อยากจะเห็นวงการกีฬา ของประเทศนั้นก้าวหน้าแล้วก็เดินไปได้อย่างสง่างาม แล้วก็มีการมอบนโยบายมาที่กระทรวง มอบนโยบายมาที่ สปช. ช่วงแรกนะครับ อยากเห็นครับ ท่านอยากเห็นมหาวิทยาลัยกีฬา เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้ ฉะนั้นในการนําเสนอในวันนี้ผมจะขออนุญาตนําเสนอเรื่องเดียว ซึ่งเป็นไฮไลท์ (Highlight) ของคณะโครงสร้างก็คือมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ จากกรอบแนวคิด จากนโยบาย คณะอนุกรรมาธิการได้ประชุมกันทั้งหมด ๕ ครั้ง ได้นําร่างพระราชบัญญัติ ของทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่จัดทําไว้ ร่างพระราชบัญญัติของ สปช. ที่จัดทําไว้ คณะอนุกรรมาธิการของเราได้นํามาศึกษาแล้วก็กําหนดกรอบแนวคิดออกมาว่า มหาวิทยาลัยกีฬานั้นถ้าตั้งขึ้นมาแล้วสิ่งแรกเลยต้องแตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไป ไม่อย่างนั้นมันตอบโจทย์ไม่ได้ ๒. คือต้องแตกต่างจากโครงการช้างเผือกที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วก็มหาวิทยาลัยเอกชน อีกหลาย ๆ แห่ง ณ วันนี้มีโครงการช้างเผือกอยู่หมดครับ รับนักกีฬาเข้ามาเรียนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่มีอยู่นิดเดียวคือต้องสอบเอง ในขณะที่เขาเข้ามาเรียนนั้นจะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น คือเรื่องของเวลาเรียน เด็กหลายคน นักกีฬาหลายคนระดับชาติพอเข้าสู่ในระบบโครงการ ช้างเผือก ทุกท่านทุกคนจะได้ยินว่ามันเป็นช้างพังมากกว่าช้างเผือก เพราะฉะนั้นนี่คือแนวคิด อันหนึ่งที่ทําอย่างไรเราจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติขึ้นมาให้ตอบโจทย์คนทั้งประเทศได้ เพราะฉะนั้นกรอบแนวคิดจึงมีวิธีแล้วก็แนวทางในการที่จะยุบรวมสถาบันการพลศึกษาทั่วประเทศ มีทั้งหมด ๑๗ แห่ง ซึ่งสมัยก่อนนั้นท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ท่านได้จัดทําไว้ จัดตั้งไว้ เพื่ออะไรครับ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วประชาชนชาวไทยกระทรวงศึกษาธิการต้องการมากที่สุด คือครูพลศึกษาครับ เพื่อที่จะไปเรียนรู้เรื่องของอะไรครับวิชาพลานามัย วิชานันทนาการ แล้วก็วิชาสุขศึกษา เพื่อที่จะไปสอนเพื่อจะไปให้ความรู้ในโรงเรียน ในสถานศึกษา เพื่อให้ทุกคน มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง แต่โจทย์เหล่านั้นผ่านมา ๒๐-๓๐ กว่าปี สถาบันการพลศึกษา หรือวิทยาลัยพลศึกษาเดิมได้ถูกเปลี่ยนเป็นสถาบันการพลศึกษา จากสถาบันการพลศึกษา ณ วันนี้เรากําลังจะปรับแล้วก็ยุบรวมเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ ผมขออนุญาตนํา กรอบแนวคิดกรอบที่ ๑ มหาวิทยาลัยทางภาคเหนือ เราจะมีสถาบันการพลศึกษาภาคเหนือ อยู่ทั้งหมด ๔ แห่ง มีจังหวัดเชียงใหม่ มีจังหวัดลําปาง มีจังหวัดสุโขทัย แล้วก็มีจังหวัดเพชรบูรณ์ ๔ แห่งนั้นยังมีโรงเรียนกีฬาที่อยู่ในสังกัด ยังมีโรงเรียนกีฬาของเทศบาล ยังมีโรงเรียนกีฬา ของ อบจ. อบต. อีกนะครับ และยังมีโรงเรียนการศึกษานอกระบบอีก เรายังมี กศน. เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านั้น นักเรียนเหล่านั้น เยาวชนเหล่านั้น จะได้มีทิศทางที่ชัดเจนว่าถ้าเขา สนใจกีฬาเขาสนใจเรื่องนี้เขาไม่ต้องมาเรียนในกรุงเทพฯ ครับ เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยโครงการ ช้างเผือกทั้งหลายอย่างที่ผมได้เอ่ยนามไปแล้ว เขาจะได้มีทางเลือกที่เสมอภาคกัน แล้วทุกอย่าง จะได้ไม่กระจุกที่กรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นแนวคิดอาจจะเป็นสถาบันใดสถาบันหนึ่ง ที่พร้อมที่สุด ซึ่งเราจะทํางานศึกษาต่อไปในอนาคตว่าระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําปาง จังหวัดสุโขทัย แล้วก็จังหวัดเพชรบูรณ์ แห่งไหนพร้อมที่สุด ที่เหลือจะเป็นวิทยาเขตนะครับ ภาคที่ ๒ ก็คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเรามีทั้งหมด ๔ แห่งเช่นเดียวกัน มีตั้งแต่ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุดรธานี แล้วก็จังหวัดมหาสารคาม และยังมีโรงเรียนกีฬา ตามที่ท่านเห็นอีก ๓ โรงเรียน ก็คือจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็จังหวัดขอนแก่น เช่นเดียวกันเราก็จะบูรณาการกับโรงเรียนกีฬาของเทศบาล โรงเรียนกีฬาของ อบต. อบจ. โรงเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาที่เราสามารถบูรณาการที่จะรับนักกีฬา ที่ก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติได้เช่นเดียวกัน เราก็จะคัดเลือก ๑ แห่งเช่นเดียวกัน ที่เหลือก็จะเป็นวิทยาเขตไปนะครับ ภาคกลางมีทั้งหมด ๕ แห่ง ตั้งแต่จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดอ่างทอง แล้วก็กรุงเทพฯ แต่ว่ากรุงเทพฯ นั้น จัดตั้งอยู่ที่คลอง ๑๓ จังหวัดปทุมธานี เพราะฉะนั้นนี่คือภาคกลางเราจะเลือก ๑ ภาค เช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งมีโรงเรียนกีฬาอยู่ในสังกัด ๔ โรงเรียน แล้วเราจะเชื่อมต่อกับโรงเรียน อย่างที่กราบเรียนไปแล้วทุกภาค ภาคใต้ภาคสุดท้ายมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติภาคใต้ มีตั้งแต่จังหวัดชุมพร จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง แล้วก็จังหวัดยะลา มีโรงเรียนกีฬาในสังกัด ๓ โรงเรียน โรงเรียนอื่นเช่นเดียวกัน จะเป็นลักษณะแนวเดียวกัน นี่คือกรอบแนวคิดในการที่เราจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติทั้ง ๔ ภาค หลายท่านถามว่า ทําไมไม่ตั้งในกรุงเทพมหานครอย่างที่สมาชิก สปท. หลายท่านเคยพูดถึงตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ไม่อยากให้ทุกอย่างมากระจุกอยู่ในกรุงเทพมหานคร เด็ก ประชาชน เยาวชน จะได้มีกรอบแนวคิด จะได้มีเคเอ็ม (KM) จะได้มีทุกสิ่งทุกอย่างทางด้านการกีฬา ให้เขาได้มีโอกาสเสมอภาคกัน เด็กหลายคนเขามีความฝันว่าวันหนึ่งเขาจะเข้ามหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ เขาอยากจะ เป็นนักกีฬาทีมชาติ เขาอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เขาอยากจะเป็นอะไร อีกหลาย ๆ อย่างในเรื่องของการกีฬา และสิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์ของเขาได้เกือบหมด ส่วนคณะต่าง ๆ อาจารย์คณาจารย์เดิมจะปรับเปลี่ยนอย่างไร รายละเอียดจะค่อย ๆ นําเสนอต่อที่ประชุมต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นนี่คือกรอบแนวคิดในการที่จะทํางาน ด้านมหาวิทยาลัยกีฬา ๑. ก็คือวิเคราะห์แล้วก็ระดมสมอง กําหนดทิศทางในการประเมิน ทางเลือก ๒. ก็คือจัดทําโครงการจัดตั้ง ๓. เผยแพร่ความเข้าใจ ประสานงานกับหน่วยงาน ๔. สิ่งที่จะต้องทําเลยคือฟีซิบิลิตีสตัดดี (Feasibility study) ก็คือศึกษาความเหมาะสม แล้วก็ความเป็นไปได้ในการที่จะยุบรวมทั้ง ๔ ภาคให้เหลือภาคละ ๑ มหาวิทยาลัย ๕. พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องนําส่งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเสนอผ่านทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ๖. จัดทําแผนแม่บท ยุทธศาสตร์ และแนวทาง ในการปฏิบัติการแล้วก็สุดท้าย รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องจากท้องถิ่น เพื่อประเมินผลเบื้องต้น อันนี้ที่เราจะทําอย่างนั้นเพราะอะไรครับ เพราะว่าแต่ละภาคมีความถนัด ไม่เหมือนกันเพราะว่าอย่างภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นอาจจะถนัดกีฬา ๔-๕ อย่าง ภาคเหนืออาจจะถนัดกีฬา ๔-๕ อย่าง ภาคใต้ ภาคกลาง แล้วก็ปริมณฑลจะถนัดอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราจะดีไซน์ (Design) ไว้ให้เหมาะสมกับภูมิภาคนั้น ๆ มากที่สุดเพื่อตอบโจทย์ ของประชาชนในภาคนั้น ๆ ด้วย ๘. กําหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจองค์กร และแปลงยุทธศาสตร์ สู่การปฏิบัติ กําหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจนว่าถ้าเราจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติขึ้นมา แล้วจําเป็นไหมในอนาคต เราอาจจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่ากีฬาในคณะกรรมการโอลิมปิก ๒๘ ชนิดกีฬานั้นอะไรบ้างที่ควรจะกําหนดว่าน่าจะได้เหรียญทองโอลิมปิกในอนาคต เราไม่ได้มอง แค่วันสองวันนี้ เรามอง ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยกีฬานี้จะต้องผลิตนักกีฬา ผลิตอาชีพที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการกีฬาทั้งระบบ ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งก็คือเรื่องของเหรียญทอง อันนี้เราต้องตอบโจทย์ให้ได้เช่นเดียวกัน โอลิมปิกควรจะได้กี่เหรียญกีฬาประเภทอะไรบ้าง เอเชียนเกมส์ (Asian Games) ซีเกมส์ (SEA Games) ในระดับอาเซียน (ASEAN) ในระดับชาติ และตัวชี้วัดที่สําคัญอีกอันหนึ่งคือว่าคนแต่ละภาค ประชาชน เยาวชนแต่ละภาคมีตัวชี้วัด ที่ชัดเจนว่าสุขภาพพลานามัยและหันมาสนใจการออกกําลังกาย การเล่นกีฬามากขึ้น ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ตอบโจทย์เฉพาะความเป็นเลิศ แล้วก็อาชีพอย่างเดียว เราต้องตอบโจทย์ประชาชนทั้งประเทศ ๖๗ ล้านคนด้วยว่า ณ วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนตั้งแต่อนุบาลจนถึงผู้สูงอายุเราต้องการเรื่องของสุขภาพพลานามัย อันนี้คือโจทย์ที่ใหญ่ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเช่นเดียวกัน อันที่ ๙ จัดทําแผนควบคุม ติดตาม และประเมินผลตัวชี้วัด สุดท้ายครับ ขับเคลื่อน ลงมือปฏิบัติ ควบคุมและประเมินผลแผนกลยุทธ์ที่ได้ทําไว้ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะนําเสนอที่ประชุมว่า เรากําลังขับเคลื่อนนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด เร่งด่วนที่สุด คือมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ ส่วนคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งชาติ พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับ และการจัดตั้งกระทรวงการกีฬานั้นเราจะขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันครับ แต่สิ่งที่เราจะนํามาขับเคลื่อนเร่งด่วนที่สุดคือเรื่องของมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านต่อไป
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านบริหารจัดการการกีฬา ขอเรียนให้ที่ประชุมได้กรุณาทราบถึงแนวทางการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬาที่บรรจุไว้ในแผนการปฏิรูป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ตามที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้กรุณาชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้ว การบริหารการจัดการด้านการกีฬาประกอบด้วยโครงการ ซึ่งบรรจุไว้ในแผนปฏิรูปที่ ๑๙ เรื่องการกีฬา ที่จัดทําโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติจํานวน ๘๕ โครงการ ที่มีระดับความสําคัญเร่งด่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีโครงการที่ใช้งบประมาณ และโครงการที่ไม่ใช้งบประมาณ หรือส่วนราชการผู้รับผิดชอบสามารถบริหารจัดการเองได้ โดยจัดเป็นกลุ่มงานที่เป็นเรื่องสําคัญรวม ๔ เรื่องด้วยกัน กล่าวคือ
เรื่องที่ ๑ การพิจารณาแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเป็นการติดตาม ผลการตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙) ซึ่งกําลังจะครบวาระของแผนในวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ รวมทั้ง การพิจารณาการจัดทําร่างแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ให้เกิดความสมบูรณ์และสอดคล้องกับโครงการต่าง ๆ ของแผนปฏิรูปที่ ๑๙ เรื่องการกีฬา ที่จัดทําโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ
เรื่องที่ ๒ การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬา โดยจะเป็นการประสานงาน กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและองค์การปกครองท้องถิ่นในการจัดหาและจัดการโครงสร้าง พื้นฐานด้านการกีฬา ทั้งสถานที่ อุปกรณ์การกีฬา บุคลากร และองค์ความรู้ ตลอดจน การจัดทําแผนปฏิบัติราชการประจําส่วนราชการนั้น ๆ และแผนงบประมาณรายจ่ายประจําปี เพื่อรองรับการดําเนินการให้สอดรับกับแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖
เรื่องที่ ๓ การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา โดยจะดําเนินการสังเคราะห์ ความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อกําหนดให้กลุ่มงานตามเรื่องที่ขอรับการสนับสนุน ส่งเสริม และการสร้างโอกาส ให้แก่ผู้ประกอบการภาคธุรกิจและเอกชน พร้อมกับประสานงาน กับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือด้านการประกอบการทางการกีฬา ตามความต้องการ ตลอดจนการบรรจุแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬาลงในแผนการพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖
เรื่องที่ ๔ การจัดตั้งสถาบันพัฒนาการกีฬาคนพิการ ในลักษณะ ของการประสานงานกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมกีฬา ในการส่งเสริมการพัฒนาสมรรถภาพของคนพิการและนักกีฬาคนพิการ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้เพื่อกําหนดแนวทางการจัดตั้งสถาบันพัฒนาการกีฬาคนพิการ ต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ภารกิจที่สําคัญ ๔ เรื่องดังที่กระผมกล่าวมานี้ หากจะสําเร็จลุล่วงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีกลไกสําคัญที่จะพิจารณาจัดสรร และกําหนดภารกิจทั้งหมด เพื่อส่งมอบให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งโดยตรง และหน่วยงานสนับสนุนรับไปดําเนินการด้วยความยินยอมพร้อมใจ โดยตระหนัก ถึงผลประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับ กล่าวคือในส่วนของประชาชน ผู้รับบริการจะได้รับประโยชน์เรื่องของสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างเสมอภาค สําหรับผลประโยชน์ที่บุคลากรทางการกีฬา เช่น นักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน และผู้เกี่ยวข้อง ต่าง ๆ ที่พึงจะได้รับ จะเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องของความเป็นเลิศทางการกีฬา และผลประโยชน์ที่ธุรกิจกีฬาและอุตสาหกรรมการกีฬาจะได้รับ คือการสนับสนุน และส่งเสริมในเรื่องสิทธิประโยชน์และมาตรการส่งเสริมทางธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ ผู้ประกอบการสามารถพัฒนากิจการให้เจริญเติบโตเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงกล่าวได้ว่าสิ่งที่จะเป็นกลไกสําคัญขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ก็คือการพิจารณาและจัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ให้บังเกิดความสมบูรณ์ สอดรับกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน มีผู้รับผิดชอบ แผนที่ชัดเจน และสามารถกําหนดกิจกรรมรองรับเจตนารมณ์แผนได้ตลอดอายุของแผนคือ ๕ ปีข้างหน้า ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะบูรณาการเรื่องสําคัญทุกเรื่องที่กระผมได้กราบเรียนมาแล้ว ให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะมีการประเมินผลโดยกําหนดตัวชี้วัดที่สามารถ จับต้องได้ และมีวงรอบในการตรวจสอบและประเมินผลที่ชัดเจน ทั้งนี้ ในการดําเนินการ ทุกเรื่องได้มีการจัดคณะทํางานตามความรับผิดชอบ และได้มีการเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูป ตามแผนปฏิรูปไปแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการพิจารณาและจัดทําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ คณะอนุกรรมาธิการได้ประสานโดยตรงกับหัวหน้าส่วนราชการผู้รับผิดชอบ และมีการจัดทีมงานจากคณะอนุกรรมาธิการเข้าร่วมทํางานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลและประสานงานในรายละเอียดของการจัดแผนทุกขั้นตอน โดยนําโครงการต่าง ๆ ตามแผนปฏิรูปที่ ๑๙ เรื่องการกีฬาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทํา ไปบรรจุลงในแผนพัฒนา การกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ซึ่งเป็นไปตามความเห็นร่วมของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานต่าง ๆ รวม ๑๔ หน่วยงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ รับทราบความเห็นร่วมนี้แล้ว โดยกําหนดให้จัดทําแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ ให้แล้วเสร็จและนําเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และประกาศใช้ให้ได้ ภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ นี้ ซึ่งจะทําให้แผนดังกล่าวสามารถเริ่มต้นดําเนินการได้ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ หรือในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป โดยการดําเนินการ ทั้งหมดใช้งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการ จะทําหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน และรายงานผลให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทราบ ตามระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป กระผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการปฏิรูปเพื่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬา จะสามารถบูรณาการโครงการที่ส่งผลต่อ การปฏิรูปการกีฬาของประเทศให้สําเร็จลุล่วงตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่มีต่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ กระผมมีเรื่องกราบเรียนที่ประชุมและท่านประธาน ทราบเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ต่อไปขอเรียนเชิญหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ สมาชิก สปท. ที่ทรงเกียรติด้วย ผม หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๐๒๔ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านวัฒนธรรม ในการนําเสนอรายงานของผมในวันนี้จะครอบคลุมถึง ๓ ด้านของวัฒนธรรม คือ ทางด้านศิลปะ ด้านวัฒนธรรม และด้านการศาสนา ผมเองจะขออนุญาตนําเสนอด้านศิลปะก่อน แล้วเมื่อผมกล่าวทางด้านศิลปะเสร็จสิ้นแล้ว จะขอเชิญให้คุณบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้นําเสนอต่อในเรื่องของวัฒนธรรม และการศาสนานะครับ สิ่งแรกที่อยากจะเรียนรายงานท่านประธานและท่านผู้ทรงเกียรติ ทั้งหลายก็คือว่าในการรายงานวันนี้จะมีการใช้คําว่า วัฒนธรรม ซึ่งจากประสบการณ์ และการศึกษาของผมเองประชาชนชาวไทยยังมีความสับสนถึงความหมายของวัฒนธรรม อยู่พอสมควร ซึ่งขออนุญาตพูดสั้น ๆ เพื่อให้ทราบว่าผมกําลังพูดถึงอะไรเมื่อพูดคําว่า วัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นศัพท์บัญญัติใหม่ในระยะเวลาช่วงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยเรา ท่านผู้ที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมามีเจตนาที่จะใช้สื่อแทนคําภาษาอังกฤษที่พูดว่าคัลเจอร์ (Culture) ทีนี้ปัญหาอยู่ที่เมื่อท่านบัญญัติคําว่า วัฒนธรรม ขึ้นจากสันสกฤตแล้ว ท่านก็ได้เขียนคํานิยาม เอาไว้ด้วย ซึ่งโดยบังเอิญคํานิยามในภาษาไทยของท่านไม่ตรงหรือแม้กระทั่งเทียบเคียง กับคํานิยามของคัลเจอร์ (Culture) ที่เขาใช้กันในประเทศอังกฤษ ก็เลยเกิดปัญหาขึ้นว่า พวกเรานักวิชาการที่ชอบใช้ ๒ ภาษาควบกันไปควบกันมา บางทีก็มีปัญหาในเรื่องของการสื่อว่า เรากําลังพูดถึงอะไรกันแน่ ด้วยเหตุนี้ในราชการไทยโดยเฉพาะที่คณะกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติก็ได้พยายามที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วท่านสัมฤทธิผลด้วยวิธีการสร้าง กลุ่มอาชีพขึ้นมาใหม่ ผมเองเรียนรายงานตัวท่านทั้งหลายว่าผมเป็นนักบริหารงานวัฒนธรรม ก็เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติอีกอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นด้วยความจําเป็นอย่างที่กําลังกล่าวให้ท่านทราบ แล้วการทํางานของผมในฐานะนี้ก็ได้สั่งสอนให้ผมมีความรู้ มีประสบการณ์ แล้วก็ได้ใช้เวลา แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังพยายามที่จะสอนต่อเนื่องไปยังชาวไทยรุ่นต่อ ๆ ไปให้ได้รับทราบ แล้วก็ได้รับเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ที่ผมได้สะสมเอาไว้ในการทํางานนะครับ
สําหรับประเด็นที่คณะอนุกรรมาธิการคณะนี้จะนําเสนอ ผมจะขอเรียนนํา ทางด้านศิลปะ ศิลปะไทยอยู่ในสถานะที่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าเรากําลังถูกครอบงําถาโถม มาด้วยศิลปะต่างชาติมากยิ่งขึ้น เข้มข้นยิ่งขึ้นโดยตลอดนะครับ ถึงขนาดที่บางคน ใช้คําพูดว่าศิลปะไทยถูกดูดกลืนไปกับการแสดงศิลปะแบบสากลเสียแล้ว นี่เป็นประสบการณ์ ของพวกเรา ทุกวันถ้าเราได้เฝ้าดู เฝ้าระวังทางสื่อสารมวลชน จะเห็นว่าในหน้าจอวิทยุ ก็ตาม โทรทัศน์ก็ตาม ไม่ค่อยจะมีการนําเสนอสิ่งที่เรามักเรียกด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็น ศิลปะไทยเดิม ขณะนี้มีแต่การละเล่นที่เป็นของสากลเป็นที่นิยมกัน แต่การศึกษาของผม ในหน้าที่และในฐานะนักวิชาการวัฒนธรรมจะกราบเรียนค้านหลักการนี้ให้ท่านฟังว่า ศิลปะไทยโดยส่วนใหญ่แล้วอยู่ดี เพราะว่าคนไทยตระหนักถึงความจําเป็นที่จะต้องอนุรักษ์ ศิลปะดั้งเดิมของตนเอง แล้วก็จะมีหลายหน่วยงาน หลายองค์กร แม้กระทั่งหลายปัจเจกบุคคล ที่ทํางานเพื่อการอนุรักษ์ศิลปะของไทยเดิมเอาไว้ให้ได้นะครับ ผมอยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านสังเกตว่าขณะนี้ ดนตรีไทยได้อยู่ในฐานะย่ําแย่ ท่านคงจะได้สังเกตมาแล้วรอบตัว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่น่าสลดใจ เป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะห้ามคนไทยเล่นดนตรีไทย มีประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ให้ประจักษ์ แต่แทนที่ดนตรีไทยจะตายจากไป เหือดหายไป ปรากฏว่ากําลังได้รับการฟื้นฟูเป็นอย่างดียิ่ง จน ณ วันนี้ผมเรียนต่อหน้าท่านทั้งหลายจะพูดเลยว่าดนตรีไทยอยู่ดีแล้วครับ จากพระบารมี ของเจ้านายบางพระองค์และจากความพยายามของมหาวิทยาลัย โรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ขณะนี้เราภาคภูมิใจได้ว่าคนไทยสามารถรักษาศิลปกรรมของตนเองในเรื่องดนตรีไทยนี้ไว้ได้ ปัญหาของดนตรีไทยครับ เกิดขึ้นจากการที่ในวิชาการปัจจุบันยูเนสโก (UNESCO) ได้เน้น การอนุรักษ์มรดกของชาติให้แยกออกเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งเขาเรียกในภาษาอังกฤษว่า แทนจิเบิลเฮริเทจ (Tangible heritage) ซึ่งแปลเป็นไทยว่ามรดกที่เป็นรูปธรรม ก็คือสิ่งต่าง ๆ ที่มีรูปพจน์ต่าง ๆ สามารถจับต้องได้ ลูบคลําได้อย่างนี้ นี่ก็คือศิลปะรูปธรรม และที่เหลือนั้น เขาเรียกว่าอินแทนจิเบิลเฮริเทจ (Intangible heritage) ก็คือมรดกที่ตกทอดมาที่ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปลักษณ์ ทุกอย่างในหมวดนี้จะอยู่กับความทรงจําของมนุษย์ในที่นี้ก็คือชาวไทยนั่นเอง ดนตรีไทยเป็นตัวอย่างที่ดีมากของมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม นักดนตรีไทยเรา ไม่เขียนโน้ตนะครับ ทุกอย่างจดจําไว้ในสมองแล้วก็ต้องพยายามจํากันเป็นกลุ่ม ฝึกซ้อมกัน เป็นกลุ่ม เพื่อให้ดนตรีนั้นไม่ว่าจะเป็นเพลงใดหรือเรื่องอะไรยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งเมื่อมันยังอยู่ ก็แปลว่านักดนตรีไทยทําสําเร็จครับ สามารถที่ยังรักษามรดกของชาติไว้ได้ ท่านทั้งหลาย ผมขออนุญาตเทียบเคียงนะครับว่าพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกันใช่ไหม เราได้เคยเรียนกัน มาว่าคําสอนของพระพุทธเจ้าแต่ดั้งเดิมทีเดียวไม่ได้เขียนเป็นเอกสารไว้หรอก ท่านสอนแล้ว พระสาวกก็ใช้วิธีท่องจํากันมาก็คือความรู้ที่เป็นนามธรรมนั่นเอง จนกระทั่งได้มีคนริเริ่มที่จะ บันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี จากนั้นเราจึงได้มีเอกสารพระไตรปิฎกเกิดขึ้นซึ่งทําให้ พุทธศาสนาอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้แล้วก็เจริญรุ่งเรืองด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะนํามาเสนอ แต่เป็นคําปรารภในขั้นต้นนะครับ ผมขอเรียนว่าทางด้านดนตรีไทยเอาให้จบเรื่องเสียก่อน บางเพลงปรากฏปัจจุบันเป็นเพลงยอดนิยม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างว่าเพลงเขมรไทรโยคเอย เพลงแขกมอญบางขุนพรหมเอย งานไหนงานนั้นตั้งวงดนตรีต้องเล่น ๒ เพลงนี้เพราะว่า เป็นเพลงยอดนิยม ดังนั้นศิลปะของเรานี้อยู่ได้จากความนิยมของผู้ฟังหรือผู้เสพด้วยนะครับ แล้วก็ปัจจัยที่ ๓ ที่สําคัญมากในการอนุรักษ์มรดกไทยนี้คือผู้สนับสนุนครับ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุน จากผู้ที่มีอิทธิพลอํานาจต่าง ๆ ศิลปะเหล่านี้ก็คงจะไม่อยู่กับเราไปแล้วนะครับ
ต่อไปครับ เรื่องที่ผมอยากจะนําเรียนเสนอท่านมีอยู่ ๕ เรื่องดังต่อไปนี้นะครับ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปคณะนี้มีความปรารถนาประการที่ ๑ ซึ่งจะรื้อฟื้นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ประการหนึ่งให้เข้มแข็งอยู่ต่อไปจนมีประสิทธิผล ต่อไปคือการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน สิ่งนี้ได้ก่อตั้งกันมา เป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว แล้วเราถือว่าเป็นเครื่องมือของนักบริหารงานวัฒนธรรม ที่สําคัญ คือเราอยากสื่อสารกับคนไทย ณ จุดใดเราพยายามที่จะเผยแพร่ผ่านองค์กร ซึ่งมีการก่อตั้งขึ้นมาแล้วที่เรียกว่าสภาวัฒนธรรม ซึ่งมีสถานะอยู่ในระดับจังหวัด อําเภอ และตําบล บรรดาสมาชิกของสภาวัฒนธรรมเหล่านี้คือชาวบ้านแท้ ๆ ที่อยู่ในพื้นที่แท้ ๆ การสื่อสารทางกลับเราอยากรู้อะไรไม่มีประโยชน์ไปถามลอย ๆ จากครูบาอาจารย์ หรือว่าคนที่อยู่นอกพื้นที่ พูดอย่างนี้ก็แล้วกันจะได้ไม่ล่อแหลมต่อการที่จะลบหลู่ ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เวลาเราอยากรู้อะไรเราจะถามตรงโยงไปจนถึงสภาวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะรู้ว่าศัพท์ภาษาไทยภาษากลางคํานี้ที่ตําบลนั้น เขาพูดว่าอะไร เราไปถามที่ตําบลครับ ไม่ใช่ไปถามที่อื่น เราไปถามจากผู้ที่เป็นเจ้าของ วัฒนธรรมโดยตรงเลย และด้วยวิธีนี้ซึ่งเคยทําเป็นแบบฝึกหัดกันมาแล้วก็อํานวยให้งานวิจัย ทางภาษาไทยได้มีรายละเอียดถึงขั้นระดับทุกตําบลบอกมาเลยครับ การศึกษาแบบนี้ ยังไม่ได้เผยแพร่เท่าที่ควร ผมก็กําลังนําเสนอว่าให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้เกิดขึ้น และมีการเผยแพร่ผลงานออกมา ซึ่งจะทําให้เลิกกันเสียทีที่พูดว่าวัฒนธรรมไทยนั้นขึ้นอยู่กับ เขตวัฒนธรรม จริง ๆ เขตวัฒนธรรมไม่ได้เป็นไปตรงตามวิชาที่สอนกันอยู่ในโรงเรียนเท่าไร มันมีรายละเอียดที่ต้องรับทราบเป็นอย่างอื่นอยู่บ้างนะครับ
ประการที่ ๒ ทางด้านการปฏิรูปทางศิลปะ ผมอยากเสนอให้มีการยกย่องคนดี คนเก่งที่มีความรู้ ผลงานทางด้านศิลปะดี ๆ ในชาติบ้านเมืองของเรา ท่านลองคิดดูสิ ในประวัติศาสตร์ของชาวไทยทั้งประวัติศาสตร์เลยมองไปที่ไหน หันไปที่ไหนมีผลงานศิลปะ ที่ดี ที่งาม ที่สวย มีสง่าราศรี ซึ่งทําให้ชาวต่างประเทศหันมามองกันแล้วก็เป็นทรัพยากร ของชาติที่จะเสริมทางด้านการท่องเที่ยวก็ตาม อะไรก็ตาม เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ตรงนี้ ก็คือเราไม่รู้เลยว่าคนที่สร้างของดีของงามที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงเหล่านี้เป็นใครบ้าง เพราะว่าเราไม่มีนิสัยที่จะจดหรือจําผู้ที่ได้มีผลงานต่าง ๆ เหล่านี้ทิ้งฝากเอาไว้ อันหนึ่งที่เรา จะพยายามแก้ในเรื่องนี้ก็คือการงานที่นักบริหารงานวัฒนธรรมเรียกว่างานยกย่องเอตทัคคะ ซึ่งขณะนี้ท่านจะเห็นตัวอย่างอยู่แล้วบ้างกระมังว่าเราได้มีการยกย่องศิลปินแห่งชาติ และเรา ได้ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระสมัญญา “วิศิษฏศิลปิน” แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นี่คืองานที่ผมกําลัง เอ่ยถึงว่าเป็นการยกย่องเอตทัคคะทางศิลปวัฒนธรรม งานล่าสุดที่ท่านจะยังไม่ได้รับทราบ เพราะว่าผมเองเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วก็ได้เริ่มงานมาในปีนี้นี่เองคือเรายกย่องบูรพศิลปินครับ บูรพศิลปิน แปลง่าย ๆ ว่าศิลปินที่ตายแล้ว เราพยายามที่จะค้นคว้าหาชื่อของบรรดาศิลปิน ที่ล่วงลับไปแล้วที่ได้ทิ้งผลงานงาม ๆ ไว้ในชาติบ้านเมืองของเรา นี่เป็นตัวอย่างที่กําลัง ทํากันอยู่แล้ว แล้วเราจะนําพาหลักการต่าง ๆ เหล่านี้ก้าวหน้าไปให้มีผลพวงดีขึ้นต่อไปนะครับ
ข้อที่ ๓ ที่ผมนําเสนอในรายงานนี้ก็คือ เราบ่นกันมากี่ปีแล้วท่านลองนึก ย้อนกลับไป เราบ่นกันว่าเด็กไทยไม่อ่านหนังสือ นี่เป็นความขาดแคลนอย่างหนึ่งของชีวิตไทย พวกผมที่จะต้องบริหารจัดการให้เด็กมีนิสัยอ่านหนังสือดี ๆ ให้ได้ มานั่งถามย้อนกลับไปบอกว่า แล้วผู้ใหญ่จัดให้มีหนังสือให้เด็กอ่านหรือเปล่า อย่าบ่นอย่างเดียวว่าเด็กไม่อ่านหนังสือนะครับ ถ้าไม่มีหนังสือวางไว้ให้เขาอ่านเขาจะไปหาหนังสือได้ที่ไหนเพื่อจะมาอ่าน ปัญหานี้ ได้มีคนจํานวนไม่น้อย นักวิชาการจํานวนไม่น้อยได้พยายามที่จะปรับตัวให้แก้ปัญหานี้ได้ ในงานวิจัยของผมมีลิสต์ (List) หนังสืออยู่หลายลิสต์ (List) มีเป็นจํานวน ๕๐ ก็มี ๑๐๐ หนังสือ ที่เด็กควรอ่านก็มี ที่ต้องเรียนด้วยความประทับใจคือแม้กระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็เคยได้พระราชทานหนังสือเด็กควรอ่าน ๑๐ เล่มเอาไว้ นี่ก็อยู่ในเอกสาร ที่เราเก็บสะสมเอาไว้แล้วนะครับ ต่อไปนี้ปัญหาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปนี้คือคิดให้ตกว่า จะเอาหนังสือเหล่านี้ไปวางไว้ที่ไหน อย่างไรให้เด็กเข้าถึงเพื่อเขาจะได้อ่าน แล้วหลังจากนั้น เราก็กระตุ้นให้เขาอ่านโดยครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีอยู่แล้วนะครับ
ประการที่ ๔ ที่ผมมีหน้าที่นําเสนอในศิลปะก็คือการส่งเสริมให้มีการพัฒนา ด้านสถาปัตยกรรมไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นมรดกของชาติ นี่ก็คือ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเราค่อนข้างจะเป็นห่วง แล้วก็มองเห็นแนวทาง ทิศทางการพัฒนาประเทศ ไปในทางที่อาจจะพูดตรง ๆ เลยว่าผิด เมื่อเราพูดว่าสถาปัตยกรรมไทยแล้วเราไม่ได้พูด เพียงแต่รูปลักษณ์ที่มีหงอนสวยงามแต่อย่างเดียว แต่เราพูดถึงลักษณะสถาปัตยกรรม ที่อํานวยให้ชีวิตความเป็นอยู่โดยอยู่อาศัยในสถาปัตยกรรมนั้นอยู่สบาย เหมาะสมกับ สิ่งแวดล้อมของไทยซึ่งเป็นชาติที่ชื้นและร้อนนะครับ หลังคาทรงไทยคนไทยในอดีต ได้ออกแบบขึ้นมาให้มันสะเด็ดน้ํา ท่านเชื่อไหม ฝนตกลงมาตกกระทบหลังคาไทยแล้ว ความลาดสูงและเอียงงอนของหลังคาไทยมันช่วยส่งให้น้ําฝนนั้นไหลสาดไกลออกไป จากฝาผนังซึ่งไม่สาดเข้ามาเปียกในตัวบ้านอย่างนี้นะครับ ปัจจุบันนี้ท่านชะโงกดูออกไปจาก หน้าต่างไหนก็ตามก็จะเห็นตึกที่ไม่มีกันสาด ไม่มีมาตรการใด ๆ ที่จะจัดการกับ สภาพแวดล้อมของไทย แถมแทบทุกตึกที่สร้างกันในทุกวันนี้ต้องปรับอากาศ ท่านครับ ปรับอากาศมันแปลว่าอะไร ทําให้ข้างในเย็น แต่ว่าความร้อนที่ดูดออกไปพ่นไปสู่ภายนอก ให้เป็นทุกข์แก่คนที่อยู่ภายนอกต่อไปนะครับ เรื่องอย่างนี้เราสนใจที่จะมาศึกษาเพื่อ การปฏิรูปหาคําตอบที่ดีกว่านี้ต่อไป
สุดท้ายครับ ทางด้านการพัฒนาศิลปะ มีอีกประเด็นหนึ่งครับที่จะต้อง เรียนพูด ก็คือว่าการศึกษาฝึกหัดทางศิลปะไทยขณะนี้กําลังมีปัญหาอยู่หน่อยหนึ่งก็คือ โครงสร้างของสถาบันที่จะทําการเรียนการสอนยังเป็นอุปสรรค โรงเรียนทางด้านศิลปะ ไทยเดิมแท้ ๆ มีอยู่ตั้ง ๑๕ แหล่งในประเทศ แต่ว่าโครงสร้างของเขายังไปไม่ถึง การบริหาร ของเขายังไปไม่ถึง มีบางส่วนที่คล้าย ๆ กับที่ได้รับฟังทางด้านการกีฬามาแล้ว เวลานี้ เขาสอนกันไปได้ถึงแค่อนุปริญญา ยังไปไม่ถึงปริญญา แล้วคนที่จบในระดับนี้ไม่มีสิทธิ ที่จะเป็นครูให้มีเกียรติภูมินะครับ ดังนั้นผมก็ขอเรียนว่าที่เรียนมาทั้งหมดนี้ก็คือในสัดส่วนที่เป็นของศิลปะ ผมขอยุติการรายงาน ในส่วนของผมเท่านี้ แล้วก็จะขอเรียนเชิญให้คุณบวรเวทได้กรุณาชี้แจงต่อไปทางด้านวัฒนธรรม กับศาสนาครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับท่านหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผมขอความกรุณาว่าขณะนี้เวลาเหลือน้อย ขอความกรุณาให้ท่านกรรมาธิการใช้เวลา ให้อยู่ในกรอบของเวลาที่เราตกลงไว้ด้วยนะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม บวรเวท รุ่งรุจี สปท. ลําดับที่ ๘๒ ขออนุญาตนําเสนอในประเด็นที่คิดว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องและจะใช้เวลาให้พอควรครับ เรื่องของวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่กับคนไทยทุกคน เป็นพลวัตที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่เราจะรักษาวัฒนธรรมไว้ให้ได้นั้นจะต้องเรียนรู้ถึงเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ความเป็นของแท้และดั้งเดิม เราต้องยอมรับในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาที่จะต้องเกิดขึ้น ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการสืบทอดสิ่งที่เป็นมรดกทางด้านวัฒนธรรม ของชาตินั้นให้คงอยู่สืบไป นั่นเป็นประเด็นที่เราคิดว่าทําอย่างไรที่จะทําให้คนไทยทุกคน เล็งเห็นถึงความสําคัญของมรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาติ เพราะฉะนั้นการบรรจุหลักสูตร การเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมไปถึงประวัติศาสตร์ทางด้านศาสนา หรือแม้แต่ คุณธรรมจริยธรรมเข้าไปในการเรียนรู้ของนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการคิดว่าเราควรจะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเรา ไม่สามารถอธิบายทําความเข้าใจให้กับนักเรียนซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ทางด้านวัฒนธรรมแล้วว่าอะไรคือความเป็นของแท้และดั้งเดิม อะไรคือสิ่งที่เขาควรจะต้อง เรียนรู้จะทําให้เขาได้ซาบซึ้งและเห็นคุณค่าเห็นความสําคัญของทางด้านวัฒนธรรมของชาติ เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็พยายามจะรวมเอาทั้งการเรียนรู้ทางด้านศาสนา เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย
ประเด็นที่ ๒ ที่เราจะทําการขับเคลื่อนคือการจัดพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม ของชาติเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า เรื่องของมรดกทางด้านวัฒนธรรมนั้นไม่ได้มีเฉพาะแค่ วัดวาอารามหรือโบราณสถานเท่านั้น จะมีโบราณสถานที่เป็นประเภทคูเมือง กําแพงเมือง สระน้ําโบราณ หรือแม้แต่ถนนโบราณ ซึ่งบางท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าเรากลับไปดู ในอดีตเรามีถนนพระร่วงซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างจังหวัดกําแพงเพชร จังหวัดสุโขทัย และอําเภอศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นเมืองเอกในสมัยนั้น และปัจจุบันทั้ง ๓ แห่งนั้นก็เป็นมรดกโลก แต่ในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกันถนนเส้นนั้นก็ถูกยึดครองไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของคน ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นแนวทางของเราก็คือพยายามที่จะทวงคืนและจัดเรื่องของมรดก ทางด้านวัฒนธรรมประเภทนี้ให้คนไทยได้รับรู้ถึงความสําคัญ และอีกประเภทหนึ่งของสิ่งที่ เราอยากจะให้เขาได้เห็นถึงคุณค่าซึ่งทางเราสามารถอนุรักษ์และพัฒนากลับมาได้ สามารถ เอามาใช้ประโยชน์ในเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในปัจจุบันได้เช่นเดียวกันครับ
ประเด็นที่ ๓ เราพยายามที่จะขับเคลื่อนการส่งเสริมศาสนสถานและนํา หลักธรรมทางศาสนาเพื่อสร้างสันติสุขในสังคมไทย เราพูดกันมานานแล้วว่าหลักธรรม ทางด้านศาสนานั้นเป็นสิ่งที่จะทําให้คนไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ด้วยสันติ แต่หลักธรรมข้อไหนบ้าง นั่นคือสิ่งที่เราพยายามที่จะเน้นและเอามาเฉพาะในส่วนที่ เป็นหัวใจ และในส่วนที่ผู้นําของแต่ละศาสนาได้มีการวิเคราะห์วินิจฉัยแล้วว่าถ้าผู้นับถือ ศาสนาใดสามารถดําเนินการตามหลักธรรมในแต่ละข้อ ๆ นั้นได้ก็จะทําให้การอยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข มีความปรองดองสําหรับผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะ ทําให้สังคมนั้นเกิดความสันติสุข
ในประเด็นสุดท้ายที่เราจะพยายามขับเคลื่อน ก็คือการส่งเสริม การพัฒนา และรับรองมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม เรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรสามารถดําเนินการได้ แต่อะไรคือส่วนที่เป็นมาตรฐานของคุณธรรม และจริยธรรม นั่นคือสิ่งที่เราพยายามที่จะขับเคลื่อนและทําให้เป็นรูปธรรมว่ามาตรฐานอะไร ของหน่วยงานภาครัฐควรจะมีมาตรฐานอะไร ของหน่วยงานภาคเอกชนควรจะมีมาตรฐาน อะไร นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะให้เกิดขึ้นในส่วนของการทํามาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม ส่วนทางด้านศาสนานั้นเราจะมีการจัดการศึกษาสงฆ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ของชาติ ในปัจจุบันนี้การศึกษาของสงฆ์ยังไม่มีการกําหนดเป็นมาตรฐาน เพราะฉะนั้น เราพยายามที่จะผลักดันให้มีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาของพระสงฆ์ขึ้นมา เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางในการที่จะทําให้พระธรรมคําสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแม้แต่การที่บุคคลภายนอกจะส่งลูกหลานเข้ามาเรียนรู้นั้นได้รู้ถึงแนวทางในการที่เขา จะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ
อันที่ ๒ ที่เราจะดําเนินงานการขับเคลื่อนก็คือ การขับเคลื่อนพุทธมณฑล ให้เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาโลก ได้มีความตกลงกันในการประชุมเมื่อปี ๒๕๔๘ ครั้งหนึ่งแล้วว่าให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาโลก มีการวางศิลาฤกษ์ ในปี ๒๕๕๕ เมื่อครบพระพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีที่พุทธมณฑลแล้ว มีการวางศิลาฤกษ์แล้ว แต่การดําเนินการให้เป็นไปตามแผนนั้นยังไม่ได้ดําเนินการ เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการ จึงเห็นว่าการขับเคลื่อนให้พุทธมณฑลนั้นเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาโลกเป็นสิ่งที่เราควร จะต้องดําเนินการ
ประเด็นที่ ๓ คือการพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ปัจจุบันนี้ทางวัดก็ได้มีการทําบัญชีอะไรที่เป็นของส่วนตัว ของพระ อะไรที่เป็นของกลางก็มีอยู่แต่ยังไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะฉะนั้นในการขับเคลื่อน อันนี้เราพยายามที่จะทํามาตรฐานของการจัดทําบัญชีทรัพย์สินของวัดให้เป็นแบบในมาตรฐาน เดียวกัน
และสุดท้าย คือการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของชาติในการบรรจุวิชาการ ทางด้านพุทธศาสนาเอาไว้ในหลักสูตร อันนี้อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วเราคงจะทําควบคู่กันไป กับการที่จะผลักดันให้มีการเรียนการสอนทางด้านพุทธศาสนาเข้าไปในเรื่องเกี่ยวกับ งานทางด้านวัฒนธรรม เพื่อให้คนไทยนั้นได้เห็นถึงคุณค่าความสําคัญของมรดก ทางด้านวัฒนธรรมของชาติครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ พลอากาศเอก ทวิเดนศ อังศุสิงห์ ท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการ ทหารอากาศ ขอบคุณครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก ทวิเดนศ อังศุสิงห์ สมาชิกสภาลําดับที่ ๖๒ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปฏิรูปเร็ว ขอเรียนให้ท่านสมาชิกได้กรุณาทราบถึงแผนการปฏิรูปในส่วนที่ รับผิดชอบ ดังนี้
ในอดีตที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้จัด โครงการการใช้กีฬาเพื่อสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดกีฬาบางชนิดลงไป ในพื้นที่ เช่น ฟุตบอล มวย ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก สิ่งที่สําคัญคือพี่น้องประชาชนต่างมีความยินดีที่ตนเองได้รับการเอาใจใส่ดูแลเรื่องของ การกีฬา จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าการกีฬาคือกุญแจสําคัญที่นําพาซึ่งสันติในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งมีท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นประธานได้มีหน้าที่ดําเนินการต่อ จึงนําเอาแก่นแท้ของปัญหาที่แท้จริงสภาวะแวดล้อม ที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทรัพยากรที่มีอยู่มาวิเคราะห์หาหนทางปฏิบัติหรือแผนการปฏิรูปในส่วนที่รับผิดชอบ ซึ่งจะต้องปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนและยั่งยืน อันจะนําพา ให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่แตกต่างอย่างถ่องแท้ ทัศนคติที่ดี ความเอื้ออาทร ความเคารพ และความเชื่อถือไว้วางใจ ความเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดความรัก ความสามัคคี และความผาสุกในชาติตลอดไป จึงสรุปได้ว่าการดําเนินการตามแผนปฏิรูปจะเริ่มดําเนินการ ให้มีความต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน และขยายผลให้ครอบคลุมทั่วไปในอนาคต ทั่วประเทศ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ มาเรียงลําดับความสําคัญในการจะดําเนินการ ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติได้ผลตรงกับเป้าหมายและเกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว จึงได้จัดให้มี ๒ โครงการ คือ ๑. โครงการกีฬาเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๒. โครงการพัฒนา สัมพันธ์ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งโครงการกีฬาเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดน ภาคใต้มีอยู่ ๗ โครงการ คือ
๑. การสนับสนุนการแข่งขันกีฬาฟุตบอลสันติสุขคัพ การสร้างองค์ความรู้ และเสริมทักษะในกีฬาวอลเลย์บอล ชกมวย และฟุตบอล ให้แก่เยาวชน การสนับสนุน การแข่งขันกีฬาท้องถิ่น การสร้างองค์ความรู้และพัฒนาทักษะทางกีฬาของเด็กและคนพิการ การสร้างโอกาสทางการกีฬาให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บและพิการ หรือเรียกว่าโครงการ สานฝันฮีโร่ (Hero) โครงการแรกคือโครงการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาฟุตบอลสันติสุขคัพ แผนการปฏิรูป ทางคณะได้ให้การสนับสนุนการแข่งขันและประชาสัมพันธ์ วิธีการปฏิรูป ประสานงานกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนอุปกรณ์ การอบรมผู้ตัดสิน ระยะเวลาระหว่างเมษายนถึงสิงหาคม ๒๕๕๙ นอกจากนั้นยังประสานกับสถานีวิทยุที่เกี่ยวข้อง ในการประชาสัมพันธ์ระหว่างมีนาคมถึงสิงหาคม ๒๕๕๙ แหล่งที่มาของงบประมาณ ใช้งบประมาณของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า หน่วยงานที่รับผิดชอบ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า และคณะกรรมาธิการ
๒. การสร้างองค์ความรู้และเสริมทักษะกีฬาวอลเลย์บอลให้แก่เยาวชน แผนการปฏิรูป จัดกิจกรรมการอบรม ทักษะการเล่นกีฬาวอลเลย์บอลสัญจรในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ และช่วยประชาสัมพันธ์ วิธีการ และกําหนดเวลา จัดหน่วยฝึกอบรม และนํานักกีฬาที่มีชื่อเสียง ให้ความรู้การฝึกที่ถูกต้อง รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์ ใช้เวลา ประมาณ ๑ เดือน และจากนั้นจะประสานงานกับสถานีวิทยุที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์ เวลาใช้ตามความเหมาะสม งบประมาณใช้ของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า และกรมกิจการ พลเรือนทหารบก หน่วยงานที่รับผิดชอบตามแผ่นฉาย
๓. การสร้างความรู้และเสริมทักษะการชกมวยให้แก่เยาวชน ซึ่งอันนี้มีเยาวชน ในภาคใต้สนใจมากนะครับ ในแผนการปฏิรูปคือจัดอบรมทักษะการชกมวยให้แก่เยาวชน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และร่วมประชาสัมพันธ์ วิธีการปฏิบัติก็คือนํา สิบเอก สมบัติ บัญชาเมฆ บัวขาว ให้ความรู้ในการฝึกที่ถูกต้อง ซึ่งในคราวที่แล้วเราทําในจังหวัดยะลากับจังหวัดปัตตานี ปีนี้จะทําในจังหวัดนราธิวาสนะครับ เวลา ใช้เวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ งบประมาณใช้ของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า และกรมกิจการพลเรือนทหารบก หน่วยงานที่รับผิดชอบ ตามแผ่นฉาย
๔. การสร้างองค์ความรู้และเสริมทักษะกีฬาฟุตบอลให้เยาวชน แผนการปฏิรูป จัดกิจกรรมฝึกอบรมทักษะการเล่นฟุตบอลให้เยาวชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร่วม ประชาสัมพันธ์ วิธีการปฏิบัติ ระยะเวลา นําผู้ฝึกสอนฟุตบอลจากต่างประเทศมาให้ความรู้ และฝึกอบรม ใช้เวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ งบประมาณ ใช้งบประมาณของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า และกรมกิจการพลเรือนทหารบก หน่วยงานที่รับผิดชอบตามจอภาพครับ
๕. การสนับสนุนการแข่งขันกีฬาท้องถิ่น แผนการปฏิรูป ให้การสนับสนุน การแข่งขันกีฬาปันจักสีลัตและเรือพายกอและ รวมทั้งร่วมประชาสัมพันธ์ วิธีการปฏิบัติ และกําหนดเวลา ประสานงานกับสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนการแข่งขัน สําหรับ ปันจักสีลัต ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๙ เรือพาย ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๙ สําหรับการประชาสัมพันธ์ ปันจักสีลัตจะทําการประชาสัมพันธ์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๙ เรือพายระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๙ งบประมาณ ใช้งบประมาณของสถาบันการศึกษา สมาคม กีฬาปันจักสีลัต และสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย หน่วยงานที่รับผิดชอบตามจอภาพ
๖. การสร้างองค์ความรู้และพัฒนาทักษะการกีฬาของเด็ก เยาวชน และคนพิการ แผนการปฏิรูปจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะกีฬาประเภทต่าง ๆ แก่เด็ก เยาวชน และคนพิการ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดทําธนาคารอุปกรณ์กีฬาและร่วมประชาสัมพันธ์วิธีการ และกําหนดเวลา ประสานงานกับสมาคมกีฬาต่าง ๆ ในการสนับสนุนอุปกรณ์การพัฒนา ทักษะของเด็กและเยาวชน เช่น กีฬาตะกร้อและแบดมินตัน ตลอดจนกีฬาของคนพิการ ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน ประสานงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการวางแผน จัดทําธนาคารอุปกรณ์กีฬา เวลาระหว่างเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๙ ที่เหลือเป็นการประสานงานกับสถานีวิทยุที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์ งบประมาณ ใช้ของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า และของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงาน รับผิดชอบตามจอภาพ
๗. การสร้างโอกาสทางการกีฬาให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและพิการ โดยการนําเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บและพิการจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพัฒนาต่อยอด ทางการกีฬา เรียกว่าโครงการสานฝันฮีโร่ (Hero) นอกจากนั้นยังร่วมประชาสัมพันธ์ ในการจัดกิจกรรม วิธีการ และกําหนดเวลา ประสานกับกระทรวงกลาโหม คณะกรรมการพาราลิมปิก แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนต่อยอดทางการกีฬา ใช้เวลา ประมาณ ๑ ปี นอกจากนั้นยังประสานกับสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์ งบประมาณ ใช้ของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า และ ศอ.บต. หน่วยงานที่รับผิดชอบตามจอภาพ
อันที่ ๒ คือโครงการพัฒนาสัมพันธ์ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี ๒ โครงการ คือ การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ของพี่น้องประชาชน
การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน จะจัดกิจกรรมนําเด็ก และเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองในพื้นที่อื่น ทั่วประเทศ วิธีการ ประสานงานกับกองทัพอากาศในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ จํานวน ๘ รุ่น รุ่นละ ๙๐ คน ใช้เวลาประมาณ ๔ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๙ งบประมาณ ใช้งบประมาณของกองทัพอากาศ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบตามจอภาพ
สุดท้าย การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ของประชาชน จัดกิจกรรมนําประชาชน เช่น ผู้นําศาสนาหรือผู้นําท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในพื้นที่ทางภาคเหนือ วิธีการ ประสานงานกับกองทัพอากาศในการจัดกิจกรรม แลกเปลี่ยนดังกล่าวของไทยพุทธและไทยมุสลิมในพื้นที่ภาคเหนือจํานวน ๒ รุ่น รุ่นละ ๖๐ คน ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๙ แหล่งที่มาของ งบประมาณ ใช้งบประมาณของกองทัพอากาศ หน่วยงานที่รับผิดชอบตามจอภาพ กระผมขอจบการแถลงแผนการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องเพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ได้นําเสนอแผนปฏิรูปจบแล้วนะครับ ในขณะเดียวกันก็อยากจะเรียนที่ประชุมให้ทราบว่าคณะบุคคลที่ได้ขออนุญาตเข้าฟัง การประชุมในขณะนี้ก็คือคณะนักศึกษาและอาจารย์แผนกวิชาช่างยนต์จากวิทยาลัยเทคนิค เพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี จํานวน ๑๕ คน ยินดีต้อนรับครับ
ต่อไปเป็นเรื่องของการอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาที ตามลําดับดังต่อไปนี้ คือท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านที่ ๒ คือรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านที่ ๓ คือศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ท่านที่ ๔ คือท่านศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ขอเรียนเชิญครับท่านถวิลวดี
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ขอตั้งข้อสังเกต สําหรับการปฏิรูปการขับเคลื่อนประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ให้ความสําคัญกับการปฏิรูป ในด้านต่าง ๆ แล้วก็มีการจัดทําแนวทางการปฏิรูปที่หลากหลายแล้วก็มีความเป็นรูปธรรม เพียงแต่ว่าดิฉันอยากจะเพิ่มเติมในบางประเด็นเพื่อที่จะนําไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นผลได้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่สําคัญคือเรื่องของศิลปวัฒนธรรม แต่ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชมในเรื่อง ของการปฏิรูปกีฬาที่เขียนไว้นะคะ แล้วก็จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะทําให้การกีฬา เป็นเครื่องกล่อมเกลาทางจิตใจ สร้างน้ําใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ มากกว่าการที่จะต้องไปเรียน ที่มหาวิทยาลัยการกีฬาเท่านั้น แต่ว่าเรียนที่ไหนก็ได้เพราะว่าก็มีหลักสูตรทางนี้อยู่ จะทําอย่างไรให้เป็นอย่างนั้นนอกเหนือจากสิ่งที่ท่านได้เสนอไปแล้วนะคะ ส่วนเรื่อง ของการปฏิรูปในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ดิฉันมีประเด็นบางประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยน ก็คือดิฉันได้เคยทําการศึกษา วิจัย สํารวจความคิดเห็นประชาชนว่าอะไรคือคุณสมบัติ ของพลเมืองไทยที่พึงประสงค์ แล้วสิ่งที่ประชาชนไทยให้คะแนนสูงที่สุดเป็นคุณสมบัติ ที่พึงประสงค์คือการทํางานที่สุจริต รองลงมาคือความภูมิใจในการเป็นไทย อันนี้คือสิ่งที่ แสดงว่าประชาชนคนไทยก็มีความภาคภูมิใจ แล้วอะไรที่เขาภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งมันเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ไทย แต่ดิฉันยังคิดว่าเรายังหาไม่ออกว่าอะไรคืออัตลักษณ์ไทย และเมื่อถามว่าท่านภูมิใจในความเป็นไทยมากน้อยแค่ไหน ๙๗.๗ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยบอกว่า ภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งตรงนี้ทําอย่างไรที่เราจะให้เด็กรุ่นใหม่ได้มีความรู้สึกว่าภูมิใจ ในความเป็นไทย แล้วสิ่งที่บอกว่าความเป็นไทยที่เขาภูมิใจนั้นคืออะไร นอกจากนี้ในเรื่อง ของความพยายามที่จะค้นหาคนดี ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญนะคะ แล้วก็ดิฉันอยากจะ แจ้งให้ทราบว่าเรื่องของทุนวัฒนธรรมเรามีมากมาย แต่ว่าบางทีเราไม่ได้ไปค้นหาหรือบางที เราไม่ได้ส่งเสริม เพราะว่าการสื่อสารวัฒนธรรมของเราอาจจะยังไม่ครอบคลุม แล้วรูปแบบ การสื่อสารวัฒนธรรมนั้นก็ไม่เหมือนรูปแบบการสื่อสารโดยทั่วไป คนไทยใช้วิธีการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารมากที่สุดคือผ่านโทรทัศน์ คือ ๘๗.๗ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยดูทีวี (TV) ทุกวัน เพราะฉะนั้นเราน่าจะใช้ทีวี (TV) เป็นช่องทางของการสื่อสารแทนที่จะใช้เป็นช่องทางของ การสร้างค่านิยมที่แปลกประหลาดอย่างที่เราดูในละครต่าง ๆ นะคะ แล้วนอกจากนี้ดิฉัน ได้ทําการศึกษาในเรื่องของคุณภาพสังคม ซึ่งมีตัวชี้วัดคุณภาพสังคมที่สําคัญคือการสร้างพลัง ทางสังคม แล้วเขามองว่าการสร้างพลังทางสังคมที่สําคัญคือการมีพื้นที่ให้ประชาชน ได้แสดงออกทางด้านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตของพวกเขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราก็ดูได้จากการที่ ประชาชนนั้นมีความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตในศิลปวัฒนธรรมของตนเองมากน้อยแค่ไหน แล้วใช้เวลาว่างมากน้อยแค่ไหนในการไปชื่นชมสิ่งดี ๆ เหล่านั้น ปรากฏว่าใน ๒-๓ ปี ที่ผ่านมาซึ่งดิฉันทําการศึกษาวิจัยโครงการนี้ ประชาชนไทยร้อยละ ๕๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยไปดูพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่มรดกทางวัฒนธรรมเลยในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ประชาชน ชาวไทย ๓ ใน ๕ หรือ ๗๔.๕ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคยไปดูนิทรรศการการแสดงศิลปะอะไรเลย และประชาชนไทยร้อยละ ๘๑.๗ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคยไปฟังดนตรีคลาสสิก (Classic) หรือคอรัส (Chorus) อะไรทั้งหลายทั้งปวงนะคะ แล้วก็ประชาชนอีก ๗๑.๔ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตการแสดงดนตรีที่ทันสมัย แล้ว ๖๒.๕ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคย ไปชมภาพยนตร์ แต่ว่ามีเพียง ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าไม่เคยดูทีวี (TV) เพราะฉะนั้น เราคงจะต้องมานั่งทบทวนกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย แล้วนอกจากนี้การที่จะสร้างพลัง ของประชาชนเพื่อที่จะให้เกิดกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม แล้วให้เกิดการรู้รักสามัคคี แล้วก็มีความเป็นหนึ่งอันเดียวกัน แล้วก็เข้าใจในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคําว่าวัฒนธรรมเข้าใจยากว่าเป็นเรื่องของรูปแบบ วิถีชีวิต เป็นรูปแบบของการดําเนินชีวิต บางครั้งก็อาจจะมองไม่ออกว่าคืออะไร ไม่ใช่เป็นวัตถุ อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ซึ่งตรงนี้ทุกคนจะภาคภูมิใจได้อย่างไร แล้วนอกจากนี้เรามีการเตรียมการ ที่เข้าสู่เออีซี (AEC) เพราะฉะนั้นเรามีอัตลักษณ์ของเรา เรามีวัฒนธรรมของเรา หรือว่าเราจะ เอาวัฒนธรรมอื่นมาบอกว่าเป็นวัฒนธรรมของเรา ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ประเด็นต่อไปก็คือดิฉันอยากจะพูดถึงเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนในเรื่องของการอนุรักษ์ เรื่องของการดูแลศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเรื่องของ การจัดการวัฒนธรรม ถ้าจะเป็นไปได้ดิฉันอยากจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยความเคารพ ลองไปพิจารณาที่ สปช. ชุดที่แล้วได้ทําไว้ในเรื่องของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในเรื่องของ การจัดการวัฒนธรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย แล้วก็เป็นการกระจายอํานาจ ในการจัดการวัฒนธรรมด้วย ซึ่งตรงนี้ดิฉันถือว่าถึงเวลาแล้วที่จะให้ท้องถิ่นของเขา ชุมชน ต่าง ๆ นั้นได้ร่วมดูแลวัฒนธรรมแล้วก็อนุรักษ์ศิลปะของพวกเขาค่ะ ขอบพระคุณ
ขอบคุณท่านอาจารย์ถวิลวดีนะครับ เชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านกรรมาธิการแล้วก็ ท่านสมาชิก ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ การกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ในฐานะที่ท่านได้ช่วยกรุณา อุปถัมภ์เรื่องงานของศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งในการดําเนินงาน ของคณะสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งที่แล้วนั้นนะครับ ในงานส่วนนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปในหลายส่วน แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ยังไม่ได้เห็นในส่วนที่ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทําไว้ แล้วก็คิดว่า น่าจะเป็นส่วนที่ทําไว้ได้ดีนะครับ
ประเด็นที่ ๑ อยากจะเรียนฝากไว้เผื่อว่าท่านจะกรุณาพิจารณาก็คือเรื่องของ สมัชชาศิลปวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นสมัชชาพลเมือง เป็นเรื่องการกระจายอํานาจของราชการนั้น ลงไปยังส่วนของพลเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท้องถิ่น หรือว่าในส่วนของชมรม สมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศิลปวัฒนธรรม
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากทางท่านกรรมาธิการไว้ในส่วนของศิลปวัฒนธรรมนั้น ก็คือเรื่องของความเป็นพหุวัฒนธรรมของสังคมไทย ไม่อยากจะเห็นว่าเวลาเราคุยกันในเรื่อง ของศิลปวัฒนธรรมไทย เวลาเราคุยกันแล้วความเป็นไทยหมายถึงความเป็นไทยภาคกลางนั้น จริง ๆ แล้วประเทศไทยประกอบไปด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่าง หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของวัฒนธรรมทางภาคเหนือ จริง ๆ แล้วนั้นวัฒนธรรมหลายส่วนของเมียนมา หรือว่า ของประเทศที่อยู่ทางตะวันตกก็ดีนั้น มีหลายส่วนที่เริ่มต้นขึ้นในพื้นที่สุวรรณภูมิของเรา เพราะฉะนั้นเรื่องของวัฒนธรรมล้านนา แล้วก็ในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นไม่อยากให้ ทางพวกเรานั้นลืมไป เรื่องของทางภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภูไทหรือเรื่องของส่วย มีเรื่องของวัฒนธรรมที่โดดเด่น ก็อยากจะให้ท่านได้นําเข้ามาด้วย เรื่องของวัฒนธรรมมลายู วัฒนธรรมปัตตานีที่อยู่ทางภาคใต้ กลุ่มชนเหล่านั้นสร้างอารยธรรม วัฒนธรรมขึ้นมา อย่างโดดเด่น ก็อยากจะให้ได้นําเอามารวมในเรื่องของความเป็นวัฒนธรรมไทยด้วย เพื่อที่พวกเราจะได้มีความภาคภูมิใจร่วมกัน
อีกเรื่องหนึ่งท่านพูดถึงเรื่องของการพัฒนาการในส่วนของพื้นที่ ๕ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ประเทศไทยนั้นถ้าเราดูในส่วนของ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีความโดดเด่น ในส่วนนั้นคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนในพื้นที่เป็นมุสลิมที่มีเชื้อสายมลายู มีวัฒนธรรม มีอารยธรรม มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ก็อยากจะให้พวกเรานั้นพยายามดึงเอาจุดเด่นต่าง ๆ ของเขานั้น ขึ้นมาใช้เป็นประโยชน์ของความเป็นพหุวัฒนธรรมของสังคมไทยเรื่องของการศึกษา ส่วนหนึ่งที่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของพัฒนาการของสังคมไทยในอนาคตเลยก็คือ คนกลุ่มนี้กลุ่มเดียวจะเป็นกลุ่มชนที่มีการเติบโตของประชากรเป็นบวกเมื่อเทียบกับการเติบโต ของประชากรในส่วนภาคอื่นที่มีลักษณะของการลดลง แล้วก็ทําให้การเติบโตของประชากรไทย ในภาพรวมนั้นลดลง อันนั้นถ้าสมมุติเราพิจารณาว่าคนเหล่านี้ในที่สุดแล้วจะกลายมาเป็น ทรัพยากรที่มีความสําคัญ ทรัพยากรบุคคลที่มีความสําคัญต่อการพัฒนาของประเทศชาติ ในอนาคตก็อยากจะให้เราช่วยกันพยายามที่จะสนับสนุนการพัฒนาบุคคลเหล่านี้ แน่นอนครับ พร้อมกันก็คือเรื่องของการพัฒนายกระดับศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนาของคนกลุ่มนี้ ท่านพูด ถึงเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรมที่เป็นไปในลักษณะของอินแทนจิเบิล (Intangible) สัมผัสไม่ได้ ผมอยากจะพูดถึงส่วนหนึ่งที่สัมผัสได้ จับต้องได้ สามารถที่จะผลักดันขับเคลื่อนให้กลายไปเป็น รายได้สําคัญของประเทศชาติ นั่นก็คือเรื่องของวัฒนธรรมอิสลามส่วนหนึ่งที่เราเรียกกันว่า ฮาลาล ฮาลาลนั้นเป็นทั้งผลิตภัณฑ์ ทั้งบริการ ที่ในที่สุดแล้วสามารถที่จะสร้างคุณค่าให้กับ เศรษฐกิจของประเทศได้ ก็อยากจะให้ท่านนําเอาส่วนนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศด้วย ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์วินัยนะครับ ในฐานะที่ผลักดันเรื่องฮาลาลแล้วปัจจุบัน ท่านก็เป็นผู้อํานวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ ก็จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการต่อไป เชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ ครับ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมเองเรียนว่า ได้อ่านในแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม แล้วก็ชื่นชมครับ ผมลืมแนะนําตัวเองไปครับ ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๙๑ ครับ ความชื่นชมนั้นผมมองที่ว่าเนื้อหาครอบคลุมประเด็นสําคัญ ๆ ค่อนข้างเยอะมากเลยนะครับ แล้วก็ผมสะท้อนให้เห็นหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาที่สังคมไทยเป็นห่วงเป็นใย วันนี้เราจะพบว่า ปัญหาสังคมในประเทศไทยเกิดขึ้นทั่วไป แล้วปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเกิดจาก ความอ่อนแอในเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรม เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เลือกศาสนา ไม่เลือกสถานที่ ผมมีข้อมูลข้อมูลหนึ่งที่อยากจะเรียนให้ที่ประชุมทราบนะครับ ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลที่ผมได้เห็นในรายงานวิจัยฉบับหนึ่งเมื่อสักเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว แล้วเห็นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมาแล้ว เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างกังวล แต่ว่าถ้าจะไปเอาข้อมูลนี้มาดู คงต้องใช้อํานาจระดับรัฐบาลมาเพราะตอนนั้นเป็นงานวิจัยก็จะว่าได้ ประเทศไทย เวลาทําบัตรประชาชนเราจะต้องแจ้ง แต่ว่ามันจะไม่ถูกบันทึกลงหน้าบัตรประชาชนว่า เรานับถือศาสนาอะไร เชื่อไหมครับว่าประชาชนชาวไทยที่แจ้งว่าตนนับถือศาสนาอะไรนั้น เมื่อครั้งล่าสุดประมาณเกือบ ๑๐ ปีมาแล้วนี่แจ้งว่านับถือศาสนาอะไรแค่ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ อีก ๕๓ เปอร์เซ็นต์ไม่แจ้งว่าศาสนาอะไร ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แย่ลงจากตัวเลขก่อนหน้านั้น ซึ่งตอนนั้นตัวเลขที่แจ้งศาสนานั้นมีมากกว่า ในจํานวนที่แจ้งศาสนามานั้นเท่าที่ผมพอจําได้ จะมีศาสนาพุทธอยู่ประมาณสัก ๔๓ เปอร์เซ็นต์ อิสลามอยู่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ความกังวลของผมก็คือว่าคนที่ไม่แจ้งศาสนานั้นเขาไม่เห็นความสําคัญของศาสนา หรือเพราะอะไร หรือว่าเขาไม่มีศาสนา อันนั้นประเด็นสําคัญมากครับ ผมได้ถามกับเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบเรื่องข้อมูล เขาก็บอกว่าเขาไม่กล้ารีพอร์ต (Report) ออกมาเพราะกลัว ถูกผู้หลักผู้ใหญ่เล่นงาน วันนี้ถ้าเราสามารถดูแลเรื่องนี้ให้ดีได้ ให้สังคมไทยอยู่ในหลักศาสนาได้ เราจะพบว่าสังคมไทยเราไม่ต้องกังวลอะไรเลย ผมจะชื่นใจมาก ยินดีมาก ถ้าพบว่าสังคมไทย ถ้าเป็นไทยพุทธก็อยู่ภายใต้หลักศีล ๕ คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธยึดมั่นในหลักศีล ๕ ถ้าเป็นมุสลิมก็ยึดมั่นในหลักปฏิบัติและหลักศรัทธาของอิสลาม ถ้าของคริสต์ก็นับถือยึดมั่นในหลักการของคริสต์นะครับ ในอดีตที่ผ่านมาผมเองเคยเรียนศาสนา ตอนประถมศึกษานะครับ ผมเรียนศาสนากับครูซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เพิ่งสึกออกมา ผมยัง จําชื่ออาจารย์ท่านได้ว่าท่านชื่ออาจารย์สมบูรณ์ การเรียนอันนั้นผมได้เรียนศาสนาพุทธ เยอะมาก แล้วก็ได้รู้ประวัติความเป็นมาของพระพุทธองค์นะครับ ได้รู้หลักศาสนา ผมเรียน แม้กระทั่งบทสวดนะครับตอนนั้น พอจบชั้นประถมศึกษามาเรียนมัธยมศึกษาคุณพ่อ ก็ส่งเข้าโรงเรียนคริสต์ ผมก็ไปนั่งท่องบทสวดของคริสต์ด้วยเพราะว่าตอนเข้าแถวตอนเช้า ผมได้พบว่าบทสวดของศาสนาคริสต์นี่ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์คล้ายกับคําคําหนึ่งของศาสนาอิสลาม ก็คือในนามของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเมตตากรุณาปราณีเสมอ ซึ่งของศาสนาคริสต์ก็เริ่มต้น ตอนเช้าคล้าย ๆ กันนะครับ ผมมองว่าตรงนั้นทําให้ผมอยู่ได้ในสังคมพหุวัฒนธรรม เพราะผมเข้าใจศาสนาพุทธ เข้าใจศาสนาคริสต์ มีเพื่อนเป็นซิกข์ เป็นฮินดูนะครับ ผมเอง บางครั้งผมก็อ่านคัมภีร์ของศาสนาอื่นอยู่ตลอดเวลานะครับ ในฐานะของมุสลิมผมจะอ่าน ทั้งคัมภีร์ของบาไฮ คัมภีร์ของฮินดู พระไตรปิฎกผมก็อ่าน แล้วผมคิดว่านั่นเป็นกําไรชีวิต ได้เรียนรู้ศาสนาของเพื่อนร่วมชาตินะครับ การที่เราจะนําวิชาศาสนาเข้าไปในหลักสูตร ผมคิดว่าเป็นก้าวย่างที่ดีมากนะครับ แต่ว่าผมขอเสนอว่าก้าวย่างน่าจะมี ๒ สเต็ป (Step) สเต็ป (Step) แรกคือการสอนวิชาศาสนาให้เยาวชนไทยได้รู้ว่าแต่ละศาสนาที่มีอยู่ ในประเทศไทยนั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง สอนอะไรบ้าง ให้เขารู้ว่าความดีของศาสนาคืออะไร ให้เขาเข้าใจเพื่อนร่วมชาติของเขานะครับ อีกส่วนหนึ่งสอนในการปฏิบัติ อันนี้อาจจะต้อง เป็นการไปตามพื้นที่ พื้นที่ไหนมีศาสนาไหนมากก็ให้เป็นไปตามบริบทนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากครับ
อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอตรงนี้นะครับ อาจจะเกินเวลาไปนิดก็คือ ครั้งหนึ่งผมเองมีวิชาหนึ่งที่ให้เยาวชนของผมก็คือลูกศิษย์ของผมทําการศึกษา เขาศึกษามา เขาเล่าให้ฟังถึงวังของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถ้าจําไม่ผิดนะครับ ที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีการฟื้นฟูขึ้นมา ตรงนั้นครั้งหนึ่งถูกกลายเป็นพื้นที่ตลาดไปแล้ว เป็นบ้านคนไปแล้ว ฟื้นฟูออกมาให้เยาวชนได้รู้ว่าตรงนี้คือพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งผู้ที่มีบุญคุณต่อประเทศชาติได้เคย อาศัยอยู่ตรงนี้นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าจริง ๆ แล้วประวัติศาสตร์การสร้างชาติไทยนั้น มีคนหลายกลุ่มหลายเหล่า ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเป็นไปได้ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรมนําเสนอ แนวคิดที่ว่าทําอย่างไรที่เราจะทําการศึกษาถึงบทบาทของคนไทยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ศาสนาต่าง ๆ ที่ร่วมสร้างชาติขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนมีความภูมิใจ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมพบว่าน่าชื่นใจมากแล้วเรา ไม่ค่อยรู้กันคือท่านท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทรที่จังหวัดภูเก็ตหรือเมืองถลาง ตอนที่พม่า บุกเมืองถลางนั้น เราทราบกันว่ามีการต่อสู้จนพม่าต้องถอยออกไป ผมได้ทราบจาก ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแล้วก็ได้ไต่ถามบุตรหลานของท่านพบว่าทั้ง ๒ ท่านนั้นเป็นคนไทย เชื้อสายมลายูครับ คุณแม่ของท่านเป็นคนมลายูอพยพมาจากตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย มาตั้งรกรากที่จังหวัดภูเก็ตแล้วท่านรักประเทศไทยครับ เมื่อพม่าบุกขึ้นมาท่านรวมพล คนมลายูสู้พม่าร่วมกับคนไทย แล้วร่วมกับคนไทยเชื้อสายจีนปกป้องรักษาประเทศชาติ ของเราไว้ได้นะครับ ผมมองว่าคนเหล่านี้มีอีกเยอะมากประวัติศาสตร์มีอีกเยอะมากครับ อยากจะขอฝากคณะกรรมาธิการครับทําอย่างไรที่เราจะดึงบทบาทของคนเหล่านี้ ในประวัติศาสตร์ออกมาให้เยาวชนได้เรียนรู้ และเป็นที่ภาคภูมิใจว่าบรรพบุรุษของเขา ได้มีส่วนร่วมสร้างชาติไทยขึ้นมาครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญคุณศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครับ
กราบเรียนท่านประธาน สมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ผมเองขอแสดงความคิดเห็นนะครับ ในเรื่องของการปฏิรูปกีฬา ต้องชื่นชมว่าในคณะกรรมาธิการในการที่มีการเสนอหลายหัวข้อ เพราะผมถือว่ากีฬานั้นเป็นเรื่องของสังคม สังคมจะเดินไปอย่างมั่นคงมีความสุข ผมคิดว่า เรื่องกีฬาสําคัญครับ เพราะกีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ ดังนั้นวันนี้เรื่องของการปลูกฝัง เรื่องวินัยเป็นเรื่องสําคัญ ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่นในการทํางาน ตัวผมเองนะครับ ผมบอกครับว่าผมมาถึงวันนี้ได้ต้องบอกเลยครับว่ากีฬามีส่วนสําคัญมาก ผมเคยเป็นโค้ช (Coach) ตะกร้อทีมชาติไทย อยู่ในวงการกีฬาก็ได้เห็นว่าถ้าเราได้มีการพัฒนา ด้านการกีฬาอย่างเป็นระบบ มีการปฏิรูปนั้นจะทําให้ประเทศประสบความสําเร็จ ก่อนอื่นครับ ในเรื่องของกีฬาสู่ความเป็นเลิศ นี่คือเรื่องสําคัญครับ การที่เยาวชนจะเป็นนักกีฬานั้น ทุกคนเป็นได้หมดครับ แต่การสู่ความเป็นเลิศนั้นเราควรต้องมีสถาบัน สถาบันก็คือเรื่อง ของมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเรามีวิทยาลัยพลศึกษา ถ้าเรามีมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ ผมเรียนว่า มหาวิทยาลัยอาจจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่เรื่องกีฬานั้นเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหลานไทย ที่อยู่ในชนบท บางครั้งเขาไม่มีโอกาสที่จะไปเรียนในสถาบัน ในวิชาต่าง ๆ แต่นั่นคือกีฬา ที่สามารถจะทําให้เขามีชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว เป็นอนาคต ให้กับตัวเองได้นะครับ ผมเรียนครับว่าสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นเรื่องสําคัญมาก กีฬานี่ครับถึงจะมีความรู้มีความสามารถอย่างไร แต่วิทยาศาสตร์การกีฬานั้นพัฒนา ขีดความสามารถของนักกีฬา ซึ่งในกีฬาระดับโลกครับ นักกีฬาระดับโลกนั้นเขามีการเทรน (Train) เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬามาโดยตลอด อย่างนั้นผมเห็นว่าสมควรที่จะสนับสนุน อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ผมเองเห็นว่าเรื่องของการสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬา เราต้องยอมรับว่า กีฬาวันนี้เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ สร้างการจ้างงานและธุรกิจให้กับในชาติ ผมคงไม่อยากไปเอ่ยในเรื่องของว่าบริษัทกีฬาอะไร ผมยกตัวอย่าง วันนี้ประเทศไทย มีความสามารถมากในการผลิตอุปกรณ์กีฬาในระดับโลก แต่เราไปใช้ชื่อของบริษัท ที่เป็นบริษัทต่างชาติ เรียนว่าถ้าเราดูกีฬาที่ทุกคนชื่นชมคือกีฬาฟุตบอล วันนี้ฟุตบอลไทย จะไปบอลโลก ผมเองนั้นได้มีโอกาสคุยกับทางผู้ผลิตว่าเอาเพียงแค่เสื้อทีมชาติไทย ในการที่ขายนี่ครับ เชื่อไหมครับ ผมว่าวันนี้เป็นจํานวนนับล้านตัว ไม่ใช่เพียงแค่เราเชียร์ทีมชาติไทย แต่นั่นคือมาด้วยความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ มาในเรื่องของการปลูกฝังเด็ก ลูกหลานทุกคนวันนี้ใส่เสื้อทีมชาติไทย นั่นคือความรักชาติของตัวเอง ถึงอยากจะเรียนครับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นก็คือความสุข ในสังคมวันนี้เราเองอาจจะเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ความสุขที่เกิดขึ้นได้ผมเรียนครับว่ากีฬามีส่วนสําคัญมาก เราอาจจะเห็นความสําเร็จ ในเรื่องของกีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอล หรือมวยไทย ที่เป็นศิลปะของชาติไปร้อยเรียงกันได้ ใครจะคิดว่ามวยไทยวันนี้ไปสู่ระดับสากลที่มีการถ่ายทอดไปทั่ว นี่คือศิลปวัฒนธรรมที่โยง กับกีฬาอย่างกลมกลืน ในส่วนที่ผมเองเป็นเรื่องของสังคมที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ถึงอยากจะสนับสนุนในเรื่องของการผลักดันในเรื่องของการปฏิรูปกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ที่เราจําเป็นจะต้องหันมาให้ความสําคัญ อาจจะมองดูว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ผมถือว่านี่คือ เรื่องของการปลูกฝังอุดมการณ์ ปลูกฝังวินัย ปลูกฝังความรักชาติ ความภาคภูมิใจของคนในชาติ และสุดท้าย ผมเรียนครับว่าในรัฐวิสาหกิจนั้น จากนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมาคือการผลักดัน ๑ กีฬา ๑ รัฐวิสาหกิจ ถึงเรียนอย่างไรครับ นี่คือความสําเร็จของกีฬานั้นเราต้องอาศัยหน่วยงาน ของรัฐที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุน และผมคิดว่าวันนี้ถ้ารัฐวิสาหกิจจะเดินหน้าต่อเนื่องก็คือ การให้ทุนการศึกษากับเด็กที่รัฐวิสาหกิจให้ทุนอยู่แล้วควรที่จะส่งเสริมในเรื่องของทุนการศึกษา และถ้ามีโอกาสควรจะให้นักกีฬาที่ประสบความสําเร็จนั้นได้มีโอกาสมาทํางานในรัฐวิสาหกิจ หรือในหน่วยงานของรัฐตลอดไปนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ มีข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นอยู่ ๓ ประเด็น ที่จะเสนอให้กับคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ๑. เรื่องของวัฒนธรรม ที่จริง เรื่องวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเราดูสามารถที่จะชี้นําหรือต้องปรับเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ของประเทศสังคมนิยม ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน หรือประเทศเวียดนาม หรือประเทศทางด้านประชาธิปไตยแบบประเทศเกาหลี เขาใช้วัฒนธรรมในการเสริมสร้าง คนในชาติได้อย่างมาก ของเราในขณะนี้ ณ วันนี้เราอยู่ในยุคที่คนในชาติมีความแตกแยกกัน อย่างมาก เรากําลังต้องการความสามัคคีขึ้นมา ต้องการผนึกกําลังรวมของคนในชาติ ผมคิดว่า ในส่วนตัวเองเสียดายเวลาใน ๑ ปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ใช้การขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม เป็นการหลอมรวมของคนในชาติขึ้นมา ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ถ้าเราคิดรูปแบบ วิธีการดี ๆ เราจะเสนอรัฐบาลในเรื่องตรงนี้ได้อย่างมาก เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกได้พูด ให้ทราบแล้วว่าเมื่อของเราดูทีวี (TV) กันมาก ถ้าเพื่อน ๆ สมาชิกสังเกตดูเมื่อใดก็ตาม ที่มีละครทีวี (TV) ที่พูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของชาติหรือการต่อสู้ของคนในชาติ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามแต่มักจะได้รับความนิยมอย่างมาก เราขาดตรงนี้ เราปล่อยให้มีการดําเนินการเป็นไปเอง ผมคิดว่าที่จริงทางกระทรวงวัฒนธรรมก็ดี หรือ สปท. เราควรจะเสนอการขับเคลื่อนตรงนี้ ซึ่งเป็นรูปแบบของการขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมที่จะส่งผล ต่อจิตสํานึกของคนในชาติอย่างมาก เรามีเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์อย่างมากที่สามารถ ที่จะใช้รูปแบบของวัฒนธรรมในการเผยแพร่ต่าง ๆ ได้ในศิลปะ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเรา ขับเคลื่อนตรงนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ
อันที่ ๒ เรื่องของศาสนา ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนออย่างมากแล้ว เรื่องศาสนา แต่ผมมีเรื่องหนึ่งที่สําคัญ คือที่จริงศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เกี่ยวข้อง กับชีวิตประจําวันอย่างมาก ถ้าเราได้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงและสามารถใช้พุทธศาสนา ในชีวิตประจําวันได้ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ ผมคิดว่าเราควรจะมีการให้ความรู้เพื่อให้ท่าน สามารถที่จะไปนําเสนอหรือสอนเกี่ยวกับการใช้ศาสนาพุทธในชีวิตประจําวัน ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าทําได้ชัดเจนเราจะสามารถส่งเสริมรากฐานของพุทธศาสนาได้อย่างดี อันนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญอย่างมาก
เรื่องที่ ๓ เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่เสนอ ในเรื่องของกีฬา เพราะคน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สนใจเรื่องกีฬาจริง ๆ แต่ผมมีข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่เราเอากีฬาไปแข่งขันต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้เด็กหรือเยาวชนที่มีพื้นฐานการกีฬา อย่างดีแล้วมาแข่งขัน แต่เด็กจํานวนหนึ่งหลุดนะครับ ผมได้เรียนในคณะกรรมาธิการชุดนี้ไป ที่ผ่านมาว่าจริง ๆ เด็ก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหาอย่างมากคือเด็กนอกระบบ ซึ่งจากที่ผมได้ลงไปทํางานอยู่ขณะนี้ก็ลงไปทุกเดือน เด็ก เยาวชน นอกระบบที่ไม่ได้รับการศึกษา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเป็นเด็กเสี่ยง หรือเสพยาเสพติดใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเป็นแสนคน เด็กเหล่านี้อาจจะ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนประชากรทั้งหมดของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ พอเราจัดการแข่งขันกีฬาทั้งหมดแล้วเด็กพวกนี้จะหลุดหมดเลย เพราะอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถจะเข้าไปสู้กับเด็กตรงนี้ได้ เราปล่อย พวกนี้หลุดไป ผมได้เคยร่วมกับ กอ.รมน. ตอนอยู่ ป.ป.ส. ได้จัดเยาวชนเฉพาะเด็กกลุ่มนี้ แล้วมีการจัดเป็นทีมขึ้นมามีเด็ก เยาวชน กลุ่มนี้เข้ามาร่วมประมาณ ๓,๐๐๐ คนนะครับ เราแข่งเป็นลีก (League) เข้ามาได้เลย มาตรฐานของเด็กเหล่านี้เล่นฟุตบอลหรือฟุตซอล เขาเล่นได้ แต่ให้เทียบกับอาชีพที่เราเคยสนับสนุนมาพวกนี้จะหลุดหมด ผมเลยอยากเสนอว่า เมื่อเรามีโครงการเกี่ยวกับการแข่งขันกีฬากับเด็กซึ่งผมคิดว่าเด็กเก่งแล้วน่าจะมีส่วนหนึ่ง ในการจัดกีฬาสําหรับเด็กเหล่านี้ ซึ่งเป็นเด็กที่ผมใช้คําว่าเด็กนอกระบบ ซึ่งเด็กเหล่านี้ เยาวชน เหล่านี้ทุกวันนี้มีปัญหาอย่างมากใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วถ้าเรามีกีฬาต่าง ๆ เหล่านี้ ขับเคลื่อนกันไปผมว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเสริมสร้าง ในการแก้ไขปัญหาให้กับ เยาวชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระผมขออนุญาตกราบเรียนกิจกรรมตรงนี้นะครับ ในรายละเอียดจริง ๆ ผมจะเสนอความคิดเห็นให้กับกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะได้ยก หรือเสนอแนะในเรื่องของการปฏิรูปในคณะตรงนี้ ก็ต้องขอขอบคุณว่าคณะชุดนี้ได้มีการศึกษา อย่างรอบด้านจริง ๆ แต่ขอเพิ่มเติมบางจุดขึ้นมา ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ ที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีฝ่ายสังคม จิตวิทยาครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ ท่าน สปท. ที่เคารพ ผมต้องขอขอบคุณและชื่นชมท่านกรรมาธิการที่ได้นําเสนอสิ่งที่มีคุณค่า ในอนาคตจะเป็นการแก้ปัญหาการขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และรวมทั้งการขัดแย้ง ที่มาจากนอกประเทศโดยใช้การกีฬาเป็นสื่อที่สําคัญ การกีฬานั้นผมชื่นชมในเรื่องที่ว่า เขียนว่าการกีฬาเพื่อสันติสุขและพัฒนาความสัมพันธ์ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านได้นําร่องปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมในการกีฬาไปไว้ที่นั่น จากข้อสมมุติฐานที่ทาง ท่านรัฐมนตรีท่านหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการได้กรุณาคิดเรื่องนี้ไว้ควบคู่กันไปกับทางการกีฬา ก็คือการพัฒนาหลักสูตรสานฝันการกีฬา เป็นหลักสูตรในเชิงอนุปริญญานําไปปฏิบัติใช้แล้ว ๑ ปี ๒ เทอมการศึกษา เทอมนี้อยู่เทอมที่ ๒ นักศึกษาที่คัดขึ้นมานั้น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละ ๘๐ คน ครั้งที่ ๔ เพิ่งจะเริ่มหลักสูตรขึ้นไปอีกอันหนึ่งที่อําเภอรือเสาะอีก ๘๐ ท่าน ทั้งหมดอยู่ประจํา ได้ทุนทุกคน ประเมินผลเป็นระยะ ปรากฏว่าในช่วงแรกที่มาเรียนมีปัญหา ปรับตัวทั้งหมดส่วนมากเป็นนักเรียนมุสลิม พอมาประเมินหลังเทอมที่ ๑ เข้าเทอมที่ ๒ ปรากฏว่าความมั่นใจเกิดขึ้น ส่วนนักศึกษาที่มีปัญหาในบางจังหวัด ๘๐ คนนั้นได้ให้โอกาส บางคนเป็นกรณีศึกษาเขาไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้นั้นผู้ปกครองได้มาขออนุญาต และทางเราก็ขอให้ออกไปปรากฏว่าเต็มใจยอมรับกติกา ผมคิดว่าการกีฬานั้นจะเป็นสื่อ ในการแก้ปัญหาทางจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างหนึ่งแล้วเป็นการแก้ปัญหาในระดับชาติ ที่มาจากนอกประเทศด้วยเพราะกีฬานั้นเป็นสื่อสากล กีฬาที่นํามาใช้ปฏิบัติการเท่าที่ ผมมีประสบการณ์ไปสนับสนุนการกีฬาครั้งนี้ก็คือกีฬา ๕ อย่าง ฟุตบอล บาสเก็ตบอล วอลเลย์บอล มวยไทย และปันจักสีลัต ก็คงจะแนวทางเดียวกับท่านที่บริหารการกีฬานําร่องเอาไว้ ผมถึงมีความยินดีแล้วก็ขออนุญาตนําเสนอฝากเป็นข้อพิจารณาของท่านกรรมาธิการด้วย ในการปฏิรูปเร็วว่าจะบูรณาการกิจการกีฬาที่หลายฝ่ายต่างก็เร่งทําให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภายใต้การปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านณัฏฐ์นะครับ ต่อไปท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ จเรทหารทั่วไป เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ สปท. หมายเลข ๑๑๓ ครับ ต้องขออนุญาตเรียนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ได้อ่านเอกสารที่ท่านนําเสนอ ให้วันนี้แล้วนะครับ ท่านได้แบ่งเป็นเรื่องต่าง ๆ จํานวนถึง ๓๑ เรื่อง ซึ่งขอชื่นชมว่าทําให้ อ่านได้ง่ายและสะดวกขึ้นจริง ๆ นะครับ ทีนี้เมื่อได้อ่านเรื่องทั้งหมดแล้วก็ขออนุญาตที่จะ แสดงข้อคิดเห็นเพื่อประกอบการทํางานของคณะกรรมาธิการครั้งต่อไป ทั้งหมดในเรื่องกีฬานั้น ไม่ติดใจอะไรและรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทําได้ละเอียดครบถ้วนแล้วก็ครอบคลุมไปถึงทุก ๆ เรื่อง ผมมีความห่วงใยในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้พูดถึงไปแล้วนะครับ เรื่องที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากมองว่าศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นตัวที่แสดงถึงความเป็นชาติ แสดงถึงตัวตนของเรา แล้วขณะเดียวกันขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่าศิลปวัฒนธรรมนั้นสามารถ จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศเราด้วยในสภาวะที่วิกฤติขณะนี้นะครับ ผมให้ความสนใจ ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ก็จะปรากฏว่าเรื่องที่ท่านได้ทําและแบ่งเป็นเรื่อง ๆ นั้นมีประมาณ ๕ เรื่องที่ผมอ่านคร่าว ๆ นะครับ เช่นเรื่องที่ ๑๐ เรื่องการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรม เพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ในเรื่องที่ ๑๐ นี้หัวข้อเรื่องเป็นหัวข้อที่ดี ท่านจะต้องทําแน่นอนครับ แต่เมื่ออ่านในรายละเอียดแล้วผมขอตั้งข้อสังเกตว่าในแนวทางแก้ไขของท่านนั้นท่านจะ ไปให้ความสําคัญกับเรื่องงบประมาณ ก็หมายความว่าท่านจะพูดถึงว่างบประมาณของท่าน จะต้องสอดคล้องกับเรื่องโครงการ ยุทธศาสตร์ วัฒนธรรม ท่านไปเน้นถึงเรื่องงบประมาณ เพียงอย่างเดียว ก็ขออนุญาตเรียนคร่าว ๆ เดี๋ยวผมจะสรุปอีกทีว่าเจตนาของผมที่จะ ให้ข้อสังเกตนั้นมีอะไรบ้างนะครับ
เรื่องที่ ๑๒ เรื่องของการพัฒนาศิลปะ นาฏศิลป์ ดนตรี อะไรเป็นต้น สู่ความเป็นมาตรฐาน ท่านก็จะพูดถึงเรื่องจิตสํานึก เพิ่มเรื่องอัตรากําลัง อัตราการยกระดับ ของวิทยาลัยช่างศิลป์หรือนาฏศิลป์เข้าสู่เป็นระดับปริญญา
เรื่องที่ ๑๓ ท่านบอกว่ายกย่องคนดี คนเก่ง ท่านก็จะพูดถึงเรื่องการคัดเลือก คนดี คนเก่งในทุกระดับตั้งแต่เด็ก ๆ ไปถึงผู้ใหญ่ โดยสาระของการแก้ไขก็คือว่าไปฟัง ความคิดของประชาชน
เรื่องที่ ๑๕ จัดพื้นที่ทางมรดก วัฒนธรรม เพิ่มคุณค่า ท่านก็พูดถึงเรื่อง การจัดทําแผนบูรณาการ
เรื่องที่ ๑๖ ท่านก็จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการบรรจุหลักสูตรต่าง ๆ ที่สําคัญ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไว้ในหลักสูตรการศึกษา ผมอยากจะเรียนท่านว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านทําไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่ผมอยากจะเรียนท่านว่าวิธีคิด เหล่านี้ที่เราทําเป็นวิธีคิดที่เหมือนกับปกติที่เราทําคือเหมือนข้าราชการทําทั่ว ๆ ไป ผมเอง ก็เป็นข้าราชการผมก็คิดทํานองนี้ แต่ด้วยผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาแห่งนี้มาพอสมควร ผมจะรู้สึกว่าการคิดเหล่านี้เป็นการคิดเพียงในกรอบ ผมอยากจะฝากท่านว่าผมอยากให้ ท่านคิดถึงเรื่องที่เป็นเรื่องนอกกรอบบ้าง ยกตัวอย่างเช่นผมมองว่าการทํางานในทุก ๆ เรื่อง ต้องมีความสมดุลกัน ในเรื่องนี้เรื่องศิลปวัฒนธรรมก็เช่นกันนะครับ ผมอยากให้ท่าน มีความสมดุลระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ หรือภาคราชการ กับภาคธุรกิจซึ่งเป็นนายทุน ในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ขณะนี้โดยเนื้อหาของท่านผมมองว่าท่านมุ่งเน้น ไปในภาครัฐหรือภาคราชการเป็นหลักเลย ท่านจะทอดทิ้งภาคที่สําคัญไปอีกภาคหนึ่ง คือภาคประชาชน ในนี้ที่ท่านเขียนมาทั้งหมดประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงท่านไปรับฟัง ข้อคิดเห็นของประชาชนเท่านั้นเอง แล้วท่านก็เอาข้อมูลเหล่านั้นมาปฏิบัติ แต่ขณะเดียวกัน ท่านยังขาดเรื่องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม วันนี้ประเทศเราสิ่งเหล่านี้สิ่งที่ผมจะกล่าวถึง ก็คือเรื่องภาคประชาชนเป็นสิ่งที่เราทอดทิ้งไม่ได้เลย ทุกอย่างจะทําอะไรให้มีความสําเร็จ หรือไม่สําเร็จนั้นต้องอยู่ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ หลาย ๆ อัน หลาย ๆ ท่านที่เขียน ท่านจะเขียนถึงผลที่ได้รับก็คือให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม แต่ท่านไม่ใช่ขบวนการแก้ไข ท่านไม่ได้เอาประชาชนมาเป็นขบวนการแก้ไขทั้งสิ้นเลย ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่ปรากฏ ผมเคยไปเที่ยวที่เวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ จะพบว่าศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่นั้น คนที่ดูแลไม่ใช่ข้าราชการนะครับ คนที่ดูแลและปกป้องให้ศิลปวัฒนธรรมนั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ ร่องรอยทางวัฒนธรรม เป็นถนนหนทาง หรือแม้แต่กระทั่งแนวกําแพงเมือง ต่าง ๆ นั้นคนที่ดูแลก็คือประชาชนในท้องที่นั่นเอง สิ่งที่พูดทั้งหมดก็อยากจะให้ท่านลอง กลับไปทบทวนศึกษาของ สปช. หรือคณะกรรมาธิการปฏิรูปศิลปะ วัฒนธรรมของ สปช. เขาได้ทํากันไว้นะครับ เขาจะให้ความสําคัญในเรื่องของภาคประชาชนค่อนข้างมาก พูดไปถึง เรื่องให้มีสมัชชา พูดให้มีเรื่องของการเปิดพื้นที่ ผมอาจจะมองว่าการสมัชชาอาจจะผลักดัน ได้ยาก เพราะ ๑. ก็คือต้องใช้งบประมาณ ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ แต่เขาให้ความสําคัญ กับภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ปฏิบัติ มิใช่เพียงมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น แต่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติด้วยนะครับ พูดถึงการเปิดพื้นที่ ก็คือให้ศิลปินหรือว่าประชาชนได้มี โอกาสแสดงออกทางวัฒนธรรม เพราะว่าศิลปินพื้นบ้านทุกวันนี้จะแสดงอะไรทางวัฒนธรรมนั้น เขาไม่มีทุนหรอกครับที่จะไปเช่าสถานที่เพื่อแสดงเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นการเปิดพื้นที่ ก็คือให้ราชการเปิดพื้นที่ให้เขามาแสดงเดือนละ ๑ ครั้ง สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ทํานองนี้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมมองว่าตัวอนุวัฒนธรรมหรืออนุศิลปะอะไรของท่านนี่ยังขาดเรื่องนี้นะครับ ไม่ใช่ว่าท่านผิด เพราะสิ่งที่ท่านทํามานี้ไม่ได้ผิดอะไรสักอย่างเดียวเลย แต่ท่านขาด ผมมองว่า ท่านขาด ก็อยากจะฝากท่านว่าอยากให้ท่านให้น้ําหนักกับภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มากกว่านี้ครับ มีส่วนร่วมในการปฏิบัติ หรือว่าเป็นผู้มีส่วนหนึ่งในการปฏิบัติ ไม่ใช่มีส่วนแค่ ออกความคิดเห็น ขออนุญาตรบกวนเวลาท่านกรรมาธิการแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เผอิญพูดถึงพื้นที่มีตัวอย่าง ซึ่งเดี๋ยวพอชี้แจงเสร็จ ผมจะฝากทางกรรมาธิการไปพิจารณานะครับ เชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม อนุสิษฐ คุณากร สมาชิกหมายเลข ๑๘๓ ครับ ผมขออนุญาต ให้ข้อสังเกตเฉพาะในประเด็นในเรื่องของการปฏิรูปเร็ว ตั้งแต่ในเรื่องที่ ๒๓ เป็นต้นไป ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการมานั้นก็เป็นประเด็นที่มีความสําคัญต่อพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก กับสิ่งที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นผมคิดว่าการรับรู้ และการรับทราบปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างชัดเจนและถ่องแท้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ต่อการปฏิรูปที่เราคาดหวังว่าจะให้เกิดความสําเร็จได้อย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความอ่อนไหว ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็มีการบริหารจัดการเชิงบูรณาการอยู่มากพอสมควร ต้องเรียนว่าเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไว้ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณนี้เอง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาล ได้ดําเนินการไปแล้วนั้นค่อนข้างมีความรอบคอบพอสมควร มีกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของการศึกษา ในเรื่องด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา คุณธรรมจริยธรรมนั้นถูกผนวกไว้ ในกิจกรรมหลัก อย่างน้อยมีกิจกรรม ๗ ด้านในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อย ในเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจ ในสถานการณ์ในเรื่องของการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีเรื่องของกระบวนการพัฒนา มีเรื่องของการเจรจาเพื่อให้เกิดสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเรื่องของการพัฒนาประสิทธิภาพ ฉะนั้นผมมีข้อสังเกตว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอนั้นอยากจะชี้ให้เห็น ถึงปัญหาหลักครับว่าในเชิงของวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะได้ยินเสมอครับว่า ปัญหาความขัดแย้งนั้นมีสาเหตุที่มาจากแก่นแท้ในเรื่องของความกดทับในอัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาต้องเรียนว่าทางกรรมาธิการ ก็พยายามที่จะใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ ในเรื่องของการกีฬาเป็นสําคัญ แต่ที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือการยอมรับในอัตลักษณ์และในวัฒนธรรม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เอง เป็นเรื่องที่เราจะต้องสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และจะต้อง นํามาสู่การปฏิรูป ซึ่งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ผมคิดว่ามีหน้าที่ที่สําคัญ ที่จะผลักดันให้การแก้ไขปัญหาในเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นได้รับการยอมรับ แล้วทําให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความภาคภูมิใจว่าเขาเป็นส่วนหนึ่ง ของประเทศไทยที่มีความแตกต่าง มีความหลากหลายในเชิงวัฒนธรรมและได้รับการยอมรับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ในขณะเดียวกันปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันให้มีการขับเคลื่อนในเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ทําอย่างไรที่จะทําให้วัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นได้ถูกกําหนดและได้ถูกผลักดันไว้ ให้เป็นแกนหลักของประชาคมอาเซียน ซึ่งอันนี้หมายความว่าการยกระดับของวัฒนธรรมอิสลามหรือวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องถูกยกระดับขึ้นมาในระยะต่อไป อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่า การปฏิรูปเร็วอาจจะมีส่วนหนึ่งที่ดึงเอาเชิงของวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นขึ้นมา ให้ความสําคัญ แล้วก็มีกรอบและมีทิศทางที่จะทําให้รัฐบาลได้นําเรื่องเหล่านี้ไปปักหมุด ในเชิงของการพัฒนาในเรื่องของวัฒนธรรม ในเรื่องของการปฏิรูปวัฒนธรรมในจังหวัด ชายแดนภาคใต้อย่างชัดเจน ขออนุญาตให้ข้อสังเกตแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ไม่มีสมาชิกได้แสดงความประสงค์จะอภิปรายซักถามเพิ่มเติมนะครับ ก็ขอเชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงข้อซักถาม ของสมาชิกหรือจะมอบหมายกรรมาธิการท่านหนึ่งท่านใดชี้แจง เชิญครับ เชิญท่านหม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งแรกที่ผมอยากจะพูดก็คือขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านอย่างสูงที่ได้ให้ ข้อชี้แนะ ให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็หยิบจับเอาบางประเด็นซึ่งเราอาจจะยังไม่ได้พูดถึง ในการประชุมวันนี้
เรื่องแรกที่ผมอยากจะลุกขึ้นมาชี้แจงซึ่งไม่ใช่แก้ตัว แต่เป็นการชี้แจง เพื่อความสบายใจของพวกเราทุกคน ก็คือว่าสําหรับท่านสมาชิก สปช. ซึ่งชี้แนะให้เราเอาใจใส่ กับงานที่ผ่านมาของ สปช. ผมขอเรียนเลยว่าเราไม่ได้ปฏิเสธผลงานของ สปช. เลยครับ เราได้นําผลงานของท่านเข้ามาศึกษาเปรียบเทียบกับงานที่คณะ สปท. ได้คิดกันขึ้น พูดถึงกัน และวิเคราะห์กันอยู่ ก็จะมีผลซึ่งรายงานง่าย ๆ ก็คือคล้ายกัน สิ่งที่พวกผมสนใจแล้วก็ ประสงค์จะจัดทําเพื่อให้เกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ คล้ายกับที่ท่านเสนอขึ้นมาอยู่แล้ว เห็นเป็นเอกสารอยู่แล้ว จริง ๆ ก็คนกลุ่มเดียวกันนั่นละทั้งท่านสมาชิกของ สปช. กับ สปท. แล้วเราก็มีประสบการณ์ในการทํางานและตลอดจนรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ใกล้เคียงกันอยู่แล้วนะครับ ก็ขอขอบพระคุณและเราจะนําข้อเสนอแนะตรงนี้ของท่านทําให้เป็นมรรคผลต่อไป
เรื่องต่อไปที่ผมคิดว่าอยากจะขอเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งเพราะว่าในครั้งแรก ที่ผมได้พูดชี้แจงอาจจะตกประเด็นสําคัญไปประเด็นหนึ่ง คือพวกเราผู้เป็นผู้บริหารงาน วัฒนธรรมเราถือว่าวัฒนธรรม ใส่เครื่องหมายคําพูดก็ได้ “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างยิ่ง จริง ๆ แล้วปัจเจกบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตนเองว่าท่านจะมีชีวิต อยู่ในวัฒนธรรมอะไร แบบไหน เป็นเอกสิทธิ์ที่ยกประเด็นเข้าไปเลยสู่แนวคิดของสิทธิมนุษยชน ถือได้เลยเป็นเอกสิทธิ์ไม่มีใครมีสิทธิที่จะมาบอกให้ท่านมีวัฒนธรรมการดํารงชีวิตแบบไหน ท่านตัดสินใจเองเลือกเองแล้วก็ดําเนินชีวิตของท่านไปตามความปรารถนาของท่าน ทีนี้เรื่อง ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ๑ คนที่มีเอกสิทธิ์ประจําตัวและเลือกเอาเองพอท่านขยายวงสังคมของท่าน ออกไปให้วัฒนธรรมต้องเปลี่ยน ยกตัวอย่างนะครับ ขออภัยใช้เวลานิดหนึ่ง ท่านมีครอบครัวขึ้นมา มีลูกมีเต้าขึ้นมาท่านต้องปรับวัฒนธรรมส่วนตัวของตัวเองให้เป็นวัฒนธรรมซึ่งครอบครัว ทั้งครอบครัวจะต้องดํารงชีวิตอยู่ภายใต้ ด้วยเหตุนี้เราถือว่าครอบครัวเป็นหน่วยวัฒนธรรม ที่เล็กที่สุดที่จะต้องเอาใจใส่ และผู้ที่ทํางานด้านวัฒนธรรมก็ต้องเข้าใจในหลักการนี้ แล้วขยายต่อไปสิ จากครอบครัวไปเป็นเครือญาติ มาถึงเครือญาติ ลูก ๆ ของเรา จะมีวัฒนธรรมอย่างไรกับคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ต้องสอนเขา ศัพท์แสง ภาษา ที่ใช้กับคุณปู่คุณย่า ไม่ใช่ไม่เหมือนกับภาษาที่จะใช้พูดคุยหรือเล่นหัวกับเพื่อน ๆ อีกต่อไป วัฒนธรรมต้องเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับสถานะของชุมชนที่เราอยู่ด้วย ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นอําเภอ จังหวัด ภาคของประเทศ จนถึงวัฒนธรรมของประเทศ เดี๋ยวกลับมาถึง วัฒนธรรมไทยอีกทีหนึ่ง แค่นี้ยังไม่จบครับ จากประเทศไทยแล้วยังมีอนุภูมิภาค ภูมิภาค ไปจนถึงทวีป แต่ละทวีปมีวัฒนธรรมไม่เหมือนกันครับ แต่ท่านต้องรู้ว่าทําอย่างไรจึงจะ มีความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่อยู่ด้วยกันอย่างเรียบร้อยได้ แค่นี้ยังไม่จบ ขออภัย เอาเรื่องสําคัญยิ่งเข้ามาอีกเรื่องหนึ่ง คือวัฒนธรรมในเมื่อเป็นเรื่องของวิถี การดํารงชีวิตประจําวันของภาคส่วนทุกส่วนแล้ว มีมิติที่เข้ามากํากับอยู่อีกมิติคือกาลเวลา ซึ่งเดินหน้า รุดหน้าต่อไปอย่างที่เราไปควบคุมไม่ได้ สิ่งเดียวที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะบังคับได้ คือกาลเวลาที่เดินรุดหน้าไปตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้วัฒนธรรมเราถือว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต เหมือนกับมนุษย์ที่เป็นเจ้าของของวัฒนธรรม และมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทุกวินาทีที่กาลเวลาผ่านไปวัฒนธรรมทุกภาคส่วนจะเปลี่ยนแปลง ประเด็นสําคัญคือ จะเปลี่ยนไปอย่างไร จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นซึ่งนําพาความเจริญมาถึงผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม หรือจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง ซึ่งจะนําพาหายนะธรรมมาสู่ผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้น นี่เป็นหลักการทางวัฒนธรรมศึกษาที่สําคัญเหลือเกินแล้ว พวกเราต้องพยายามเน้นย้ํา ขณะนี้เราไม่ได้เน้นย้ําอยู่แต่เฉพาะในแวดวงของนักบริหารวัฒนธรรมที่ผมเอ่ยถึงนี้แต่อย่างเดียว เรากําลังพยายามนําพาทั้งหมดที่ผมพูดไปสู่ความเข้าใจของประชาชนทั่วไปด้วย มีโอกาสที่ไหน เราจะไปสอน ไปพูด ไปให้ความกระจ่างของเขา ทีนี้ขออนุญาตพูดกลับมาที่วัฒนธรรมไทย ท่านครับ แก่นสาระของวัฒนธรรมไทยก็คือเราเป็นคนที่เกิดขึ้นด้วยการรวมตัวของชนชาติพันธุ์ หลายชาติพันธุ์มาก คนไทยไม่ได้เริ่มต้นและเรียกตัวเองว่าไทยอย่างที่เราเป็นไปนี้ทันทีหรอก ในสมัยโบราณตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาเราคือชาติพันธุ์หนึ่งซึ่งมาอาศัยปักหลัก อาศัยในดินแดนสุวรรณภูมิแล้วเราพบว่าอยู่ดีเหลือเกิน มีทรัพยากรให้เราอยู่ดีกินดีมากมาย เราก็อยู่ปักหลักอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็ทําการมีปฏิสัมพันธ์สืบกับชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มาอยู่ในดินแดน ใกล้เคียงกัน การศึกษาภาษาเป็นการศึกษาที่ระบุให้ชัดว่าเราพูดกันรู้เรื่องทั้งดินแดนเลย พูดกันรู้เรื่อง ถึงว่าคําบางคําจะใช้ไม่เหมือนกันแต่ว่าเราสื่อกันเข้าใจด้วยภาษาชาติพันธุ์ต่าง ๆ แล้วที่สําคัญที่เป็นนิสัยคนไทยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็คือเรายอมรับวัฒนธรรมต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ปฏิรูปให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเราด้วย นี่เลยเข้าประเด็นของศาสนาได้เลย เห็นไหมครับ ศาสนาที่คนไทยเคารพนับถือไม่ได้เกิดขึ้น ในแดนสุวรรณภูมิของเราสักศาสนาเดียว แต่เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นต่างแดนแล้วเผยแพร่เข้ามา ด้วยเวลาที่ต่างกัน แล้วด้วยวิธีการที่ต่างกัน แต่พวกเราคนไทยนี่ละพบกับอะไรที่เราเชื่อถือศรัทธา ยอมรับนับถือได้เรารับไว้ จึงได้เกิดมี หลากหลายศาสนามากที่เป็นศาสนาหลักในประเทศไทย แต่เอาเข้าแล้วคนไทยไม่เคยทิ้ง ความเชื่อถือเดิม ๆ ที่เรามีมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์อีก เช่น ความเชื่อเรื่องสังสารวัฏ เราก็ยังเชื่ออยู่ ภูตผีปีศาจเราก็ยังเชื่ออยู่ โชคลางเอยอะไรเอย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือเป็น ความเชื่อถือที่เป็นสําคัญในสังคมไทยทั้งนั้น และทุกวันนี้ก็ยังเชื่ออยู่นะครับ สิ่งที่ผมวิตก แล้วก็อยากจะนําเสนอว่าเราจะต้องพยายามพิจารณาซัมฮาว (Somehow) เอาวิธีอะไร ก็ยังไม่ลงตัวเสียทีเดียว เอามาช่วยในการพิจารณาของเราก็คืออย่างเช่นในพระพุทธศาสนา ขออนุญาตยกตัวอย่างสิ่งที่ผมได้ศึกษามา ไม่ใช่จะหมายความว่าสําคัญกว่าอื่น ในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงสร้างจักรวาลวิทยาให้ไว้ประกอบคําสอนของท่าน สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่เรา เรียกว่า ไตรภูมิ ในขณะนี้นะครับ มีบรรจุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในพระไตรปิฎก
ท่านกรรมาธิการครับ ช่วยกรุณากระชับนิดหนึ่ง เพราะได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว
ขออภัยนะครับ ผมจะพูด ในเรื่องนี้ก็คือว่าเรื่องไตรภูมิที่เราคนไทยมีอยู่และจงภาคภูมิใจคือแก่นของวัฒนธรรมไทยเลยครับ อันนี้ไม่พูดถึงวัฒนธรรมอื่นนะครับ พูดถึงไทยเลย ท่านพูดถึงวัฒนธรรมไทยแท้นี่คือแก่นสาระ ที่มาจากไตรภูมิศึกษาครับ ท่านไปดูไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม วัดอรุณราชวราราม ก็คือจักรวาลวิทยา อันเกิดขึ้นจากไตรภูมิศึกษาอย่างนี้เป็นต้น ความภาคภูมิใจของเราจะมีเช่นนี้ ท่านครับ ที่ผมลุกขึ้นมาพูดยาวไปหน่อยขออภัยก็คือว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในประเด็นศึกษา ของพวกเราทั้งนั้นนะครับ และเราก็จะนําพามาพิจารณาว่าอะไรที่มันถูกทิ้งขว้างไป แล้วรื้อขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อการผลักดันการพัฒนาประเทศของเราในอนาคต ขออนุญาตเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ มีกรรมาธิการจะชี้แจงหรือท่านประธานจะสรุปครับ ขออีก ๒ ท่านนะครับ ช่วยกรุณาชี้แจงตอบเฉพาะประเด็นซักถามนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ ชาญวิทย์ ผลชีวิน ครับ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ ครับ ขออนุญาตประเด็นสั้น ๆ สิ่งแรกเลยคือนักเรียนจําเป็นไหม เยาวชนจําเป็นไหมที่จะเข้ามหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ อันนี้กราบเรียนเลยครับ ไม่จําเป็นครับ แต่มหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติทั้ง ๔ ภาคนั้น เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งให้เด็ก เยาวชน ประชาชน ผู้สูงอายุ แม้กระทั่งคนพิการได้มีทางเลือก ที่จะเข้าเรียนที่ชอบอีกแนวทางหนึ่งเท่านั้นเองนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตตอบสั้น ๆ นะครับ
๒. ก็คือสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งชาติที่ทางผู้อภิปรายได้สนับสนุนว่า ให้จัดตั้งเพื่อนักกีฬา เพื่อความเป็นเลิศกับอาชีพนะครับ กราบเรียนว่าสถาบันแห่งนี้ จะตอบโจทย์ไม่ใช่เฉพาะความเป็นเลิศกับอาชีพเท่านั้นนะครับ จะตอบโจทย์สําหรับประชาชน ทั้ง ๖๗ ล้านคนด้วยครับ ที่จะมาดูแลรักษาสุขภาพพลานามัยให้ประชาชน เยาวชน ผู้สูงอายุ แล้วก็ผู้พิการได้เห็นความสําคัญของการใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาในชีวิตประจําวัน
สุดท้ายครับ อุตสาหกรรมการกีฬา ณ วันนี้ท่านทราบไหมครับ หลายประเทศ เข้ามาฝึกซ้อมกีฬาทั้งฟุตบอล ทั้งกอล์ฟ เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม ๓ เดือนท่านสมาชิกที่เล่นกอล์ฟจะทราบดีนะครับ นักกอล์ฟเกาหลีเหมาเกือบหมดครับ เกือบทุกสนาม นี่คือส่วนหนึ่ง
ส่วนที่ ๒ การดีไซน์ (Design) เรามีนักดีไซน์ (Design) อันดับต้น ๆ ของเอเชีย ต้น ๆ ของอาเซียน (ASEAN) แล้วก็ต้น ๆ ของประเทศ ชุดแข่งขันเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ธรรมดาแล้วครับ ทีมชาติไทยอย่างที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้อภิปรายได้บอกไว้แล้ว แมตช์ (Match) หนึ่ง ๘๐,๐๐๐ ตัวขายไม่พอครับ ผลิตไม่ทันครับ จังหวัดบางจังหวัดที่เป็นฟุตบอลในระดับแนวหน้าของประเทศไทย ท่านทราบไหมครับ ปีหนึ่งเขาขายได้ ๔๐๐,๐๐๐ ตัวครับ รองลงไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัว รองลงไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัว เพราะฉะนั้นมหกรรม หรืออุตสาหกรรมตรงนี้ เจริญก้าวหน้าไปมากมายเลยครับ เครื่องผลิต อุปกรณ์ทางการกีฬา เครื่องยิงลูกขนไก่ เครื่องยิงลูกเทนนิสที่เรานําเข้ามาเครื่องหนึ่ง เป็นล้าน ๆ บาท คนไทยผลิตได้ครับ ต้นทุนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้นเอง อันนี้กราบเรียนเบื้องต้นครับ เพราะฉะนั้นในอนาคตการปฏิรูปการกีฬา ผมบอกได้เลยครับ ว่าจําเป็นมาก ๆ แล้วก็โดยเฉพาะคณะหนึ่งที่มหาวิทยาลัยการกีฬาจะต้องเปิด คือเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมทางการกีฬาครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ยังมีอีกท่านใช่ไหมครับ ก่อนท่านประธานเผอิญมีท่านสมาชิก ขอใช้สิทธิที่จะซักถาม ขอสั้น ๆ นะครับ ท่านสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ครับ อดีต ส.ส. เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๕๖ ครับ กระผมมี ๒ ประเด็น ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอจัดตั้ง มหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติเป็นลําดับแรก ๆ และเร่งด่วน เพื่อทําให้ประชาชนหรือนักศึกษา ได้เข้าถึงการกีฬาอันเป็นสําคัญของชาติ และเยาวชนในอนาคตต่อไปนะครับ เพราะว่า ถ้ามีมหาวิทยาลัยแล้วนักเรียน นักศึกษาก็จะเข้าโรงเรียนกีฬาโดยตรง ไม่ต้องไปพึ่ง เป็นช้างเผือกกีฬาโรงเรียนต่าง ๆ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นท่านอาจารย์ชาญวิทย์ กรรมาธิการ เสนอว่าจะจัดตั้ง มหาวิทยาลัยการกีฬาทั้งหมด แล้วก็โดยเฉพาะให้โรงเรียนกีฬาแต่ละจังหวัดเป็นเครือข่าย หรือยกฐานะเป็นของมหาวิทยาลัยเป็นวิทยฐานะ เครือข่ายของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยเฉพาะภาคเหนือ ผมอยู่จังหวัดนครสวรรค์นะครับ ท่านได้เอ่ยว่ามีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําปาง จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ผมเห็นว่าท่านตกหล่นไปหรือเปล่า ไม่ทราบ ผมอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ก็มีโรงเรียนกีฬานะครับ จึงขอเสนอ ให้ท่านช่วยคิดและช่วยนํากีฬาที่จังหวัดนครสวรรค์เข้าอยู่ในเครือข่ายของมหาวิทยาลัย ที่ท่านจะตั้งขึ้นใหม่ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านประธาน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ตอบข้อชี้แจง แล้วก็สรุปครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผมใคร่ขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ได้กรุณาให้ข้อสังเกตนะครับ อย่างท่านสมชัยเมื่อสักครู่นี้ จังหวัดนครสวรรค์อยู่ในภาคเหนือนะครับ เมื่อสักครู่นี้เอ่ยถึงทุกจังหวัดแต่ไม่ได้เอ่ยถึง จังหวัดนครสวรรค์ ก็ยังอยู่ในการพิจารณาทางภาคเหนือด้วย ว่าจะใช้จังหวัดใดเป็นฐานที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยนะครับ ก็จะพิจารณาจากสถาบันการพลศึกษา ซึ่งขณะนี้ก็พยายามติดต่อ มาหลายคณะนะครับ เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ครับ หลายสถาบันจะเสนอตัวเองเข้ามาเป็นฐานของมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ ต่อไป ก็ขอบคุณครับที่ได้รับข้อสังเกต ข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ตามที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายแล้วก็นําเสนอมาทั้งหมดนะครับ กระผม และคณะกรรมาธิการจะได้นําข้อเสนอ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทุกประเด็นที่ทุกท่านในวันนี้ได้ให้ไว้ไปพิจารณาประกอบการดําเนินงานตามแผนปฏิรูป ทั้งการกีฬาและวัฒนธรรมของคณะกรรมาธิการ แล้วก็จะได้ดําเนินการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูป ให้เป็นไปตามกําหนดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชนต่อไป ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ก็ฝากสัก ๒ ประเด็นนะครับ ๑. ก็คือเรื่องการปฏิรูป การนําเสนอศิลปะ วัฒนธรรมโดยผ่านสื่อสารมวลชน อันนี้อาจจะต้องประสานกับ คณะกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เพราะว่าปัจจุบันนี้ เนื้อหาในเรื่องของละเม็งละครหรือว่าข่าวสารหนักไปในลักษณะที่เป็นเรื่องค่อนข้างไร้สาระ สังคมก็เกิดสติ หรือเกิดปัญญา เกิดภูมิคุ้มกันไม่ได้เลย ทําอย่างไรจะให้มีละครที่สร้าง แรงบันดาลใจ ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ สร้างวินัย สร้างคุณธรรม สร้างความเป็นไทย อันนี้ก็ต้องฝาก เพราะว่าของท่านจะเป็นตัวเนื้อหา เป็นตัวสารัตถะ ๒. ก็คือในเรื่องของ อุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่เราเรียกว่าคัลเจอรัลอินดัสทรี (Cultural industry) หรือว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือว่าครีเอทีฟอีโคโนมี (Creative economy) ก็ตรงกับท่านนะครับ ต่อยอดไป แล้วตรงนี้ต้องเป็นเรื่องของการวางยุทธศาสตร์แผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ก็ได้มีการขับเคลื่อนมาพอสมควรแล้ว ตรงนี้จะช่วยทําให้ประเทศไทยก้าวพ้น จากการเป็นประเทศที่ติดกับประเทศรายได้ปานกลางเข้าสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้วางไว้ว่าเราจะกลายเป็น ประเทศพัฒนาแล้ว เพราะต้องการตัวที่เป็นเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ให้บินสู่เพดานบินสูงขึ้น ไหน ๆ ก็มีท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ท่านเป็นกรรมาธิการ อยู่ด้วยเราก็ต้องการเพดานบินที่สูงขึ้น ก็เป็นอีกเครื่องมือ สุดท้ายก็คือการเกิดประชาคม สังคม และวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN) หรือว่าเอเอสซีซี (ASCC) ส่วนนี้จะเปลี่ยน บริบทของภูมิภาคนี้ในลักษณะที่เป็นพหุสังคม พหุวัฒนธรรม แล้วหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม คืออีกไม่กี่วันข้างหน้าเราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนดังกล่าว ดังนั้นการเตรียมรองรับ เช่นตัวอย่างเรื่องของวัฒนธรรมใน ๓ จังหวัดภาคใต้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ในอาเซียน (ASEAN) ที่อยู่อย่างผสมผสานและสันติตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีดําริ ก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวอย่าง แล้วก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก ก็ขอฝากไว้ด้วย เป็นอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณาแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรมแล้วนะครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการปฏิรูปฉบับนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้ดําเนินการตามแผนการปฏิรูปต่อไปนะครับ ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ท่านประธาน และผู้ชี้แจง รวมทั้งกรรมาธิการทุกท่านครับ
ต่อไปเป็นการนําเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
สําหรับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้น จะมีผู้นําเสนอเท่าที่ได้มีการประสานแจ้งไว้ทั้งสิ้น ๕ ท่าน นําโดยท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานกรรมาธิการ ซึ่งท่านเป็นอดีต สปช. ด้วย แล้วก็เป็นประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ๒. คือท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ๓. ท่านปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา ผู้อํานวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และเป็นกรรมการอิสระ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) ถัดมาคือ ท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ ซึ่งเป็นอดีต สปช. แล้วก็เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม สุดท้ายท่านที่ ๕ ก็คือศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ซึ่งเป็นอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แล้วก็เป็นอดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ขอเชิญท่านประธานเมื่อพร้อมแล้วนําเสนอแผนปฏิรูปครับ
กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาขอกราบขอบพระคุณท่านที่ได้กรุณาอยู่ฟังกันค่อนข้างหนาแน่น กระผม วิวัฒน์ ศัลยกําธร ทําหน้าที่ประธานกรรมาธิการครับ เรื่องของการศึกษานี้เป็นเรื่องที่คน คาดหวังกันมาก หลายท่านมาบอกเลยว่าการปฏิรูปของท่านของคณะกรรมาธิการอื่น ๆ อีก ๑๑ ด้านจะไม่สําเร็จเลยถ้าเราปฏิรูปการพัฒนาคนให้บรรลุเป้าหมายตามที่ท่านอยากได้ เราทําไม่สําเร็จของท่านก็จะไม่สําเร็จไปด้วย อันนี้ก็ถือว่าเป็นแรงกดดันเป็นอย่างมาก เราก็จําเป็นจะต้อง ผมขออนุญาตใช้ภาษาทหารเนื่องจากว่ายุคนี้เป็นยุคที่ทหารปกครองบ้านเมือง และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเราก็มีทหาร ๑๑ ท่าน เราจะยืนอยู่ตรงไหน อย่างไรบนโลกซึ่งขณะนี้คําว่า โกลบาไลเซชัน (Globalization) แปลง่าย ๆ สําหรับภาษาคนทั่วไปเข้าใจว่าโลกมันเล็กนิดเดียว มันแคบนิดเดียว ใครขยับอะไร ที่ไหนมันกระเทือนถึงกันหมดครับ เราพยายามจะเปิดเสรีกับสมาชิกสมาคมอาเซียน (ASEAN) เรา ๑๐ ประเทศ แต่ว่าก็มีประเทศยักษ์ใหญ่อีกหลาย ๆ ประเทศก็จะเข้ามาขอร่วมเปิดเสรีด้วย แปลว่าอะไรครับ แปลว่าเขาจะเข้ามาทําอะไรในประเทศไทยถ้าเราตกลงกันว่าจะให้เสรี ประเทศยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เขาก็ขอร่วมเสรีด้วย ผมยกตัวอย่าง ประเทศที่มีคนมากที่สุด เป็นพันล้านคน ๒ ประเทศ ถ้าเราจะดูจํานวนคนของเมืองไทยเรา เราเป็นประเทศเล็กนิดเดียว เรามีคน ๖๐ กว่าล้านคน ถ้ารวมทุกชาติที่เข้ามาร่วมทํางาน เข้ามาศึกษา หรือเข้ามาใช้ชีวิต ในบ้านเราก็ประมาณสัก ๗๐ ล้านคน ถ้ามองจากพื้นที่ ๑๐ ประเทศของโลกมีพื้นที่กว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร บ้านเรามีครึ่งล้านเท่านั้นเองแล้วก็เป็นประเทศเล็ก มองจากเงินทุนเราก็เป็นประเทศเล็กนิดเดียว ประเทศสหรัฐอเมริกา ๑๖ ล้านล้านนะครับ ๑๖ ล้านล้านผลผลิตมวลรวมของเขา ของเราผลผลิตมวลรวม ๓๐๐,๐๐๐ เศษ ๆ เท่านั้นเอง ไม่ถึงล้าน ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) แผ่นถัดไปครับ อันนี้ละครับ ถ้ามองด้วยทุนถ้าเราจะเดินตามประเทศที่มีทุนหนักหรือเรียกว่าทําแบบคนรวย เราจะปฏิรูปประเทศและพัฒนาประเทศเดินไปแบบประเทศร่ํารวยซึ่งมีทุนมากไม่ง่ายนะครับ ฉะนั้นเราจะพัฒนาคนให้ไปเดินแบบประเทศที่เรียกว่าทุนนิยมเสรีไม่ง่าย หรือเราจะเดินแบบ ประเทศที่เขามีคนมาก เขาให้ความสําคัญกับสังคม ให้ความสําคัญกับคนเช่นประเทศจีน หรือประเทศสมาชิกในเครือที่เรียกว่าสังคมนิยมก็ไม่ง่าย ถามว่าแล้วเราจะพัฒนาประเทศเรา จะปฏิรูปเพื่อจะเดินไปทางไหน ผมคิดว่าปี ๒๕๒๕ เป็นปีที่พระเจ้าแผ่นดินของเรา ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่สมบูรณ์ที่สุด กษัตริย์ในประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง ประเทศอังกฤษเป็นคนพูดเราไม่ได้พูดเอง ท่านก็ประกาศว่าเราเป็นไม่ได้ทั้ง ๒ แบบ เราไม่เป็น ท่านตรัสเป็นภาษาอังกฤษสรุปความว่าประเทศของเรามั่งคั่งและเป็นยุทธศาสตร์ ตรัสเมื่อปี ๒๕๒๕ ประเทศของเรามั่งคั่งและเป็นจุดยุทธศาสตร์ เวลาที่ไหนเดือดร้อน ใครก็อยากได้ประเทศเรา ตามประวัติศาสตร์เราก็ถูกล่าเมืองขึ้นเราเสียดินแดนไปถึง ๑๔ ครั้ง เหลือแผ่นดินเพียง ๓๒๑ ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้ทะเลก็กลืนไปอีกจํานวนมากเหลือไม่ถึงแล้ว เรามีทะเลอยู่ประมาณ ๒๐๐ ล้านไร่โดยประมาณ รวมทะเล รวมบก ก็ประมาณ ๕๐๐ ล้านไร่ เรามีวัฒนธรรม มีอารยธรรมของเราเอง เรามีสิ่งที่พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่ ยอดยิ่งยวดมากกว่า ๑๐๘ เรื่อง เช่นข้าว ซึ่งวันนี้เราพยายามจะพัฒนาประเทศ เป็นอุตสาหกรรมใหม่ เป็นนิกส์ (NICs) เป็นเสือ พระองค์ท่านก็บอกว่าเป็นเสือนั้นไม่สําคัญ สําคัญที่เราอยู่อย่างพอกินพอใช้ เราอยู่แบบพอดีกับตัวเรา อันนี้คือทิศทางโดยประมาณ คําถามในเวลาอันสั้น ๆ นี้ว่าแล้วจะพัฒนาคนไทยไปทางไหน เราจะปฏิรูปอะไรบ้าง สปช. ได้ทําการบ้านไว้ให้เราดีมาก เราจะใช้ข้อมูลที่ สปช. ได้ทํางานไว้อย่างหนักและเอามาสานต่อ ขับเคลื่อนให้เกิดให้จงได้ด้วยพยายามจะร่วมมือกับแม่น้ําอีก ๔ สาย เราได้รับความกรุณา จากท่านรัฐมนตรีได้ประชุมร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว และท่านรัฐมนตรีก็เร่งรัด ตั้งใจมาก ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ทั้งผู้บริหารระดับสูงจะตั้งคณะกรรมการ จะตั้งคณะทํางาน ทํางานร่วมกันในรายละเอียด ท่านรัฐมนตรีก็ประกาศไปแล้วว่าจะให้รางวัลเป็นของขวัญปีใหม่ คนไทย ๑๐ เรื่อง หลายเรื่องก็เป็นงานที่ประสานงานร่วมกับ สปช. และ สปท. เราก็ได้หารือร่วมกัน เราจะทํางานร่วมกัน ในส่วนของ สปท. เราด้านการศึกษาเราแบ่งงานออกเป็น ๓ ด้าน มีด้าน เรื่องระบบภาพรวมทั้งหมด เรื่องระบบบริหาร ๑ เรื่อง มีเรื่องระบบการเรียนรู้ มีรายละเอียด อีกมากมายซึ่ง สปช. ก็ได้ทําการบ้านไว้ให้เราแล้วทั้ง ๒ อัน รวมทั้งระบบการจะกํากับ จะควบคุม จะประเมิน จะพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพอย่างไร นี่ก็เป็น ๓ ระบบหลัก ๆ เดี๋ยวจะขออนุญาต ให้ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๓ ท่านได้กราบเรียนให้ท่านประธานและที่ประชุมทราบ นอกจากนั้นในคราว สปช. มีเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เราก็ได้รับ ความกรุณาจากท่านประธานสภาได้กรุณาอนุมัติให้เราตั้งเพิ่มอีก ๑ คณะ รวมเป็น ๔ คณะ ที่จะดูแลด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนางานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรม จะมี ๔ ด้านหลัก ๆ ด้วยกันครับ เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ถ้าดูจากสไลด์ (Slide) ขอดูภาพโครงสร้างประชากรแผ่นหนึ่ง แล้วก็ต่อด้วยแผ่นถัดไปครับ ถ้าเราดูจากโครงสร้างประชากรของเรานะครับ อดีตเรามีเด็ก จํานวนมาก วัยกลางคนก็จํานวนน้อยลง และผู้สูงวัยก็มีน้อยมาก แต่วันนี้และอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปีข้างหน้าสังคมไทยจะมีเด็กน้อยลง มีคนวัยทํางานน้อยลง แต่ที่สําคัญที่สุดเรามีคนสูงวัย หลังเกษียณมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นภาระ การพัฒนามนุษย์จําเป็นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ เนื่องจาก คนที่เราจะต้องทําการพัฒนานั้นเปลี่ยนโครงสร้างไปอย่างสิ้นเชิงครับ มีงานวิจัยมากมาย บอกว่ากว่าจะคลอดก็สายแล้ว แม่ที่ตั้งท้องโดยไม่พร้อมมหาศาลครับ ปีหนึ่งตัวเลข ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขนั่งอยู่ด้วย ตัวเลขครึ่งล้านโดยประมาณ มีคนอยู่ในครรภ์มารดา และหลังคลอดกว่าจะถึงอนุบาลก็สายแล้ว ๒ ส่วนนี้ยังไม่มีใครดูแลเรื่องให้การศึกษาโดยตรง มีบ้างแต่ยังไม่เป็นระบบ เข้าไปสู่ระบบ ๙,๔๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ เข้าไปในมหาวิทยาลัย อีกประมาณ ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน รวมประมาณ ๑๒ ล้านคน ระหว่างทํางานบวกกับหลังทํางาน รวมแล้วที่อยู่นอกระบบอีกประมาณ ๕๒.๑ ล้านคนโดยประมาณ คน ๕๒ ล้านคนโดยประมาณ ยังไม่มีระบบที่จะดูแลเรื่องพัฒนาโดยเฉพาะผู้สูงวัยกับเด็กก่อนวัยเรียน ต่างที่ ต่างพื้นที่ ต่างความรับผิดชอบไม่เหมือนกัน การปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้จะต้องวางระบบดูแลตั้งแต่ ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาในภาพรวมเบื้องต้นแต่เพียงเท่านี้ มีโครงสร้างที่จะดูแล ซึ่งแน่นอนครับ ในระบบเดิมมีทั้งราชการ มีทั้งภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น รับผิดชอบอยู่ ดูแลได้ประมาณไม่เกิน ๑๒ ล้านคนโดยประมาณ คําถามก็คือถ้าจะเพิ่ม งบภาครัฐ เพิ่มกําลังคนภาครัฐทําได้ไหมในภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ เป็นไปไม่ได้ครับ จําเป็นต้องมีโครงสร้างองค์กรในลักษณะที่เป็นรูปผสม หรือไฮบริดออกาไนเซชัน (Hybrid organization) ซึ่งได้มีการทําเวิร์กชอป (Workshop) มีการทําการศึกษาไว้พอสมควร สปช. ก็ได้ผ่านกฎหมายไป ๑ ฉบับว่าด้วยเอสอี (SE) หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) จําเป็นต้องมีโครงสร้างองค์กรในลักษณะลูกผสมเกิดขึ้นนะครับ ผมขออนุญาต ใช้เวลาเบื้องต้นเท่านี้ก่อนเพื่อให้ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบการศึกษา โดยภาพรวมทั้งหมด ท่านอาจารย์ พลเอก พอพล ซึ่งท่านมีภารกิจในกระทรวงของท่าน ในช่วงบ่าย ขออนุญาตให้ท่านได้รายงานให้ที่ประชุมทราบครับ กราบขออนุญาตท่านประธานครับ
เชิญท่าน พลเอก พอพล มณีรินทร์ รองปลัดกระทรวงกลาโหมครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทุกท่าน กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศระบบการจัดการศึกษา สําหรับในวันนี้ ผมขอเสนอแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเฉพาะด้านการจัดการศึกษา ซึ่งในคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการจัดการศึกษานั้นมีท่านสมาชิก แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผมขออนุญาตเอ่ยนาม ณ ที่นี้ ท่านแรกคือท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ ท่าน พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ ท่านสมเดช นิลพันธุ์ ท่าน พลอากาศเอก เผด็จ วงษ์ปิ่นแก้ว ท่านโรจนะ กฤษเจริญ ท่าน พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ท่านณฐพร โตประยูร ท่านชาญเวช บุญประเดิม ท่านเชิดศักดิ์ ศรีสง่าชัย ท่านนภมณฑล สิบหมื่นเปี่ยม ท่านศิระวิทย์ คลี่สุวรรณ ท่านอํานาจ วิชยานุวัติ ท่าน นาวาอากาศเอก นภัทร แก้วนาค และท่านพิมพ์พิศา สุบรรณพงษ์ รวม ๑๕ ท่าน และที่ปรึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ ประกอบด้วยท่านวิวัฒน์ ศัลยกําธร ท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ ท่านประยูร เชี่ยววัฒนา ท่านนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ท่านธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ท่าน พลเอก วรวิทย์ พรรณสมัย ท่านสิริกร มณีรินทร์ ท่านเขมทัต สุคนธสิงห์ ท่านรองศาสตราจารย์ชนิตา รักษ์พลเมือง ท่านชาลี เอียดสกุล ท่านทอง วิริยะจารุ ตามที่ สปช. ได้ศึกษาไว้ว่าการปฏิรูปการศึกษา ประกอบด้วย ๓ วาระหลัก ก็คือ การปฏิรูปการจัดการศึกษา การปฏิรูประบบการคลัง การปฏิรูประบบการเรียนรู้ สําหรับปัญหาและเหตุผลของการปฏิรูปทุกท่านคงทราบอยู่แล้ว โดยวัดจากคุณภาพการศึกษาโดยรวม ซึ่งจริง ๆ เรามีคนเก่งสู้เขาได้แต่มีจํานวนน้อย เรากําลังพัฒนาให้คนส่วนใหญ่มีความรู้ มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สําหรับการปฏิรูประบบการจัด การศึกษา ซึ่ง สปช. ได้จําแนกออกเป็น ๕ ประเด็นที่จะต้องปฏิรูป ประกอบด้วยเรื่องแรก คือ การปฏิรูปโครงสร้างและระบบการศึกษา อันสีน้ําเงินตามจอภาพนะครับ การปฏิรูป การเตรียมการและการรับผู้เข้าเรียน การปฏิรูปการบริหารบุคลากรทางการศึกษา การปฏิรูป ระบบธรรมาภิบาล และการปฏิรูปการประกันคุณภาพการศึกษา ในขั้นต้นอนุกรรมาธิการ ได้กําหนดให้ศึกษาในประเด็นเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการศึกษา ซึ่งแบ่งเป็น ๒ เรื่องหลัก ก็คือ การปฏิรูปโครงสร้าง การปฏิรูประบบการศึกษา สําหรับการปฏิรูปโครงสร้างนั้น กรรมาธิการได้มอบให้คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้ของท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร ได้ศึกษาในรายละเอียดต่อไป กระผมขอเรียนให้ทราบเฉพาะการปฏิรูประบบการศึกษา ซึ่งได้แบ่งเป็นช่วงชั้นการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย ช่วงชั้นแรก คือการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาพื้นฐาน ช่วงที่ ๒ ก็คือการศึกษาช่วงระดับอาชีวศึกษา ช่วงที่ ๓ คือการศึกษา ระดับอุดมศึกษา ซึ่งรวมหมายถึงบัณฑิตวิทยาลัยด้วย บัณฑิตศึกษาด้วย และการศึกษา ตลอดชีวิตตามที่ท่านประธานวิวัฒน์ได้กล่าวถึงไว้โดยทั้งหมดให้เกิดภาพรวมของผู้เข้าเรียนก็คือ คุณภาพของผู้เรียนเป็นสําคัญ กระผมขอนําไปสู่ประเด็นที่คณะอนุกรรมาธิการได้กําหนด ให้เป็นประเด็นที่ศึกษาต่อไป ก็คือการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ มีเรื่องอยู่ ๓ เรื่อง หรือมี ๓ ประเด็นหลักที่จะต้องดําเนินการปฏิรูปก็คือเรื่องการปรับปรุง กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. หรือพระราชกฤษฎีกามีอยู่ ๕-๖ ฉบับ กฎกระทรวง คําสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นทุกช่วงชั้นการศึกษาจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่กระทรวงทําได้เอง และจะต้องผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การกระจายอํานาจ และความเป็นนิติบุคคลของสถานศึกษาก็เช่นกันเป็นสิ่งที่จะต้องดําเนินการ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการจัดกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีสถานศึกษาขนาดเล็กอยู่ประมาณมากกว่า ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งจะต้องจัดเป็นกลุ่มการศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นของการดําเนินการ ให้โรงเรียนมีคุณภาพ สิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือการพัฒนาครูทั้งระบบ ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ ซึ่งเราจําแนกออกเป็น ๔ เรื่องหลักด้วยกัน เรื่องแรกคือการผลิตครู การสรรหาเพื่อการบรรจุ การพัฒนาครูหลังจากที่เข้ามาแล้ว และการประเมินวิทยฐานะ ซึ่งเป็นปัญหาหลักในการเอามาเทียบเพื่อความเจริญก้าวหน้า สิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะการพัฒนาครู ทั้งระบบเราถือว่าเป็นหัวใจสําคัญของการทําให้เกิดห้องเรียนที่มีคุณภาพ เมื่อห้องเรียน ที่มีคุณภาพก็จะนําไปสู่โรงเรียนที่มีคุณภาพ การอ่านออกเขียนได้ หรือการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ก็เริ่มตั้งแต่คุณภาพของครู การคืนครูให้กับโรงเรียน หรือการคืนครู ให้กับศิษย์เป็นเรื่องเร่งด่วนประการหนึ่ง ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการจะต้องศึกษาแล้วก็กําหนด แนวทาง ซึ่งเจ้าภาพในการที่จะรับผิดชอบไปก็คือการศึกษาขั้นพื้นฐานนะครับ สําหรับ การศึกษาในช่วงชั้นหรือระดับอาชีวศึกษาทางคณะอนุกรรมาธิการได้กําหนดไว้เป็น ๒ เรื่องหลัก ซึ่งล้อมาจาก สปช. ที่กําหนดไว้
ในเรื่องแรก ก็คือการปฏิรูปอาชีวศึกษาเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และผู้ใช้ประโยชน์ สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญครับ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือทุกคนแม้ภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ใช้ประโยชน์กําลังเรียกร้อง แต่เพราะเหตุใดจึงขาดแคลน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง
อีกประการหนึ่ง ก็คือการปฏิรูปการจัดการศึกษาระบบการคลัง ระบบการเรียนรู้ รายละเอียดตรงนี้ซึ่งเรามีท่านที่ปรึกษาคือท่านอาจารย์ประยูรจะเป็นผู้ตอบในรายละเอียด ถ้าเกิดมีท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาซักถาม ซึ่งเราได้กําหนดไว้ว่า เด็กช่างสร้างชาติ ก็คือหมายความว่าเป็นผู้มีวิชาชีพเราจึงเรียกว่าเด็กช่างสร้างชาตินะครับ
สําหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นเราคิดว่ามีอยู่ ๔ ประเด็นหลัก ๆ ซึ่ง สปช. ได้กําหนดไว้ก็คือ การบริหารอย่างมีธรรมาภิบาลจะต้องปฏิรูป การปฏิรูปให้แหล่ง หรือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้สร้างปัญญาให้กับสังคม เรื่องต่อไป คือการปรับคุณภาพหลักสูตรที่เหมาะสม
เรื่องสุดท้าย คือพัฒนาผ่านกระบวนการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีความสําคัญที่มีอีกคณะอนุกรรมาธิการหนึ่งศึกษาเรื่องนี้ การศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น เราหมายถึงการศึกษาในระดับปริญญาตรีท่านประธานครับ รวมหมายถึงบัณฑิตศึกษาด้วย คือรวมทั้ง ป. โท และ ป. เอก เป็นสิ่งสําคัญ ซึ่งเราคิดว่าเป้าหมายหลักก็คือสร้างผู้มีปัญญา ให้กับสังคม ผู้ที่จะมีปัญญาได้ก็ต้องมีความรู้ มีจริยธรรม มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นผู้ที่มี ปัญญาจึงคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุและมีผล เพราะฉะนั้นในการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้น เรามีท่านอาจารย์จุไรรัตน์ และท่านอาจารย์สมเดชจะเป็นผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้ง ท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ด้วยนะครับ
อันดับต่อไปคือการศึกษาตลอดชีวิต ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ แต่เรายังขาด หน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง จะเป็นภาระของครอบครัว หรือจะเป็นภาระของสังคม หรือจะเป็น ภาระของบุคคล ซึ่งเรื่องนี้หมายถึงหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งในการจัดการศึกษานั้น เราคิดว่าเราต้องการจัดการศึกษาทั้งหมดตั้งแต่แรกเกิดหรือตั้งแต่ในวัยตั้งครรภ์จนกระทั่งถึง เชิงตะกอนที่กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นการศึกษาตลอดชีวิตคณะอนุกรรมาธิการยังไม่ได้ ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการท่านมีรายละเอียดเรื่องนี้อยู่ เป็นจํานวนมาก กล่าวโดยรวมการปฏิรูปจัดการศึกษา ผมขออนุญาตเน้นนิดหนึ่งนะครับว่า ทุกอย่างแผนการศึกษานั้นจะต้องอยู่ในกรอบของแผนปฏิรูป วิธีการปฏิรูป กรอบเวลา แหล่งที่มาของงบประมาณ หน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นการศึกษาในระบบการจัดการ เรามีช่วงชั้นการศึกษา ไม่ว่าจะปรับโครงสร้างไปอย่างไร การศึกษาช่วงปฐมวัยและขั้นพื้นฐาน ก็มี สพฐ. หรือการศึกษาขั้นพื้นฐานดูแลอยู่ การศึกษาระดับอาชีวศึกษาก็มีสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาและอาชีวศึกษาดูแลอยู่ การศึกษาระดับอุดมศึกษาก็มี สกอ. หรือสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาดูแลอยู่ เพราะฉะนั้นจะมีเจ้าภาพหลัก โดยในภาพรวมก็คือกระทรวงศึกษาธิการดูแลในภาพรวม สําหรับผมขออนุญาตเน้นลงไป ในระบบการจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยพัฒนาครูทั้งระบบ ท่านจะเห็นได้ว่า การผลิตครูนั้นเรามีเรื่องที่จะต้องดําเนินการอยู่ในเอกสารที่ท่านเห็นแล้วอยู่ประมาณถึง ๙ เรื่อง ตั้งแต่ปรับเปลี่ยนระบบผลิตครู การจัดทําโครงการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคุรุทายาท ครูพันธุ์ใหม่ ครูเพชรในตม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว เพิ่มโอกาสคนดีคนเก่งในท้องถิ่น เรื่องการสรรหา หรือข้าราชการบรรจุก็เช่นกันครับ เราแบ่งสายงานของกระทรวงการศึกษาออกเป็น ๕ สาย เช่น สายการสอน สายงานนิเทศการศึกษา สายบริหารสถานศึกษา สายบริหารการศึกษา ก็พวกมาแล้วจะเป็นผู้อํานวยการเขตต่าง ๆ เหล่านี้ สายงานบุคลากรทางการศึกษาก็ดูงานทั่ว ๆ ไป เพื่อให้ได้ครูและบุคลากรตรงความต้องการ ของสถานศึกษาและเพียงพอสมควร การพัฒนาครูเช่นกันครับ ในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาครูมาก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการอบรมเรียกครูออกจากโรงเรียนไป เนื่องจากว่าการอบรมเมื่อมี นโยบายใหม่หรือมีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาก็ต้องเอาครูไปอบรม เพราะฉะนั้นเป็นส่วนหนึ่ง ของการที่ดึงครูออกจากโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้วยกระทรวง ทบวงต่าง ๆ เรื่องงานธุรการ เรื่องงานอื่น ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้นการคืนครูให้ศิษย์หรือการคืนคุณครูให้โรงเรียนนั้นสิ่งแรก ที่จะทําได้ขั้นต้นก็คือลดงานธุรการ ซึ่งการพัฒนาครู การเรียกครูมาอบรมนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนกัน โรงเรียนที่มีครูมาก ครูเกินจํานวนไม่เป็นไรครับ แต่โรงเรียนที่มีครูขาดอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กมีมากกว่า ๑๕,๐๐๐ โรงเรียนในจํานวน ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน นี่ผมพูดเฉพาะขั้นพื้นฐานนะครับ เช่นกันอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปคือการประเมิน เลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งปัจจุบันนี้มักพูดว่าไม่โยงยึดกับความสําเร็จของผู้เรียนหรือตัวนักเรียน เป็นหลัก เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีการตั้งเกณฑ์เกินขีดที่เขาจะทําได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทุกคนต้องการความเจริญก้าวหน้าก็จะต้องไปหาที่ที่ทํามา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็น ที่ถูกกล่าวหาซึ่งมีทั้งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพราะฉะนั้นระบบการประเมินผลและการเลื่อน วิทยฐานะจะต้องดําเนินการ ทั้งหมดนี้จะทําให้เมื่อพัฒนาครูแล้วเราคิดว่าครูจะเป็น ๑ ปัจจัย ที่ทําให้ห้องเรียนมีคุณภาพ โรงเรียนมีคุณภาพ ผลก็คือนักเรียนมีคุณภาพครับ เราจึงให้ ความสําคัญเร่งด่วน โดยสรุปแล้วขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ในการปฏิรูปการศึกษาทั้งมวล ท่านจะเห็นว่ากรอบบนคือ ๓ เรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้คิดไว้คือการจัดการศึกษา การคลัง และการเรียนรู้ แล้วก็มีแถวที่ ๒ คือแยกลงมา ผมเน้นเฉพาะการจัดการศึกษา ก็มี ๕ กิ่ง ในแต่ละ ๕ กิ่งนั้นก็มีรายละเอียดปลีกย่อยจนกระทั่งลงมาถึงด้านล่าง แต่อย่างไรก็ตามนี่คือ แผนงาน กรอบงานที่คณะอนุกรรมาธิการการจัดการศึกษาได้คิดแล้วก็จะต้องลงรายละเอียด เพิ่มเติมอีกโดยมีการเชื่อมโยงกับคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้ คณะอนุกรรมาธิการ ประเมินคุณภาพ และแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์นวัตกรรม อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ของการปฏิรูป คณะอนุกรรมาธิการขอรับข้อเสนอจากท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน สําหรับรายละเอียดที่ผมไม่ได้กล่าวถึงนั้นอยู่ในเอกสารที่ได้แจกจ่ายให้ท่านแล้ว รวมทั้ง เอกสารของ สปช. ที่ได้สรุปให้ท่านนะครับ กระผมขอจบการนําเสนอแผนการปฏิรูป ระบบการจัดการศึกษาเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไปครับ ท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร อดีตรองปลัด กระทรวงกลาโหมครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ด้านการปฏิรูประบบการเรียนรู้ เมื่อสักครู่นี้ทั้งท่านประธานและท่านประธานอนุกรรมาธิการ เรื่องการจัดการศึกษาก็ได้พูดในภาพรวม พาท่านไปที่ภูมิภาคที่โรงงานของเราตั้งอยู่ พาไปชมตั้งแต่รั้ว ถนนทางเข้า ตึกรามต่าง ๆ สํานักงานธุรการ สํานักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ สนามหญ้า สนามเทนนิส ห้องพัก สวัสดิการอะไรต่าง ๆ ก็มากมายไปหมด คราวนี้เราจะไปดู ที่เครื่องจักรที่สําคัญที่สุด ผลผลิตทั้งหมดของโรงงานนี้ออกจากเครื่องจักรตัวนี้ ดีไม่ดีอยู่ที่ เครื่องจักรตัวนี้ คือระบบการเรียนรู้ ส่วนอื่นเป็นส่วนที่เสริมให้ระบบการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการทํางานของคณะเราเนื่องจากเป็นคณะที่ได้รับมอบหมาย เป็นคณะทางวิชาการ คณะกรรมาธิการทุกท่านเป็นอาจารย์ ๒๑ ท่าน มีทหาร ๑๑ ท่าน เป็นอาจารย์ทั้งสิ้น หลักการทํางานที่ท่านประธานเน้นย้ําและประธานกรรมาธิการของเรา เน้นย้ําก็คือ ประการแรก ทุกอย่างต้องมีหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ถ้าใช้ภาษาฝรั่ง ต้องมีเรเฟอเรนซ์ (Reference)
ประการที่ ๒ ต้องทําแบบนักปฏิรูป คือ ดิ เอนด์ จัสติฟาย เดอะ มีนส์ (The end justify the means) เราไม่สนวิธีการ เราสนผลสัมฤทธิ์ เพราะฉะนั้นจะมีวิธี นอกแบบในแบบหลากหลายนะครับ เพราะฉะนั้นหลักคิดของเราก็คือว่าต้องการแนวคิด ที่มีความเชื่อถือยอมรับได้เป็นหลักพื้นฐาน เพราะฉะนั้นหลักคิดของผมก็จะอาศัยหลักคิด ของอัครมหาปราชญ์ทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๒ พระองค์ พระองค์แรก ก็คือ พระพุทธเจ้า พระองค์ที่ ๒ ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลักที่ ๓ ก็เป็นแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัย และข้อคิดเห็นจากคณะผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน หลักที่ ๔ ก็เป็น ประสบการณ์ของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา และอีก ๑๗๙ ท่านของ สพฐ. วันนี้จึงมา นําเรียนเพื่อขอรับคําแนะนําจากทุกท่านเพื่อนําไปปรับปรุงพัฒนาให้เครื่องจักรของผม เดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพและได้ผลออกมาตรงตามเบ้าที่ต้องการทุกประการนะครับ
ระบบการเรียนรู้ เราต้องการอะไรจากระบบนี้ ก็แน่นอนต้องการคนที่ดี อย่างที่ สปช. ได้ทําไว้ ทุกอย่างเราอ้างอิงจาก สปช. หมด คงไม่ต้องกล่าวว่า สปช. ทําไว้ อย่างไรทุกท่านได้รับทราบอยู่แล้ว จะพูดด้วยศัพท์ที่ง่าย ๆ ก็คือว่า สปช. เราต้องการคนไทย ที่เป็นพลเมืองดี มีความรู้ความสามารถนําพาประเทศชาติไปสู่อนาคตได้นั่นเอง ทีนี้ในการปฏิบัติ เราก็จะแบ่งเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้นแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มเป้าหมาย อาศัยหลักอะไร หลักศาสนา พระไตรปิฎกนั่นเอง ตะกร้าแรก คือพระวินัย ตะกร้าที่ ๒ พระสูตร ตะกร้าที่ ๓ พระอภิธรรม เราจะไปสู่พระอภิธรรมไม่ได้เลยถ้าเราไม่ผ่านพระวินัย เพราะฉะนั้นตะกร้าแรกก็คือคนไทย ต้องมีวินัย ผลผลิตจากโรงงานนี้ต้องคนไทยมีวินัยเด่น ความหมายของวินัยก็กว้างขวาง นิดหนึ่งไม่ใช่หมายความว่ายืนตัวตรงแล้วก็ทําความเคารพเมื่อผู้บังคับบัญชาผ่านนะครับ อันนั้นมันเป็นวินัยของทหาร ข้อ ๑ ก็คือเป็นพลเมืองที่ดี รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ ข้อ ๒ คนไทยเป็นงาน ก็คือมีความรู้ มีความคิด มีทักษะที่ทันสมัยสอดคล้อง กับสภาพภูมิสังคม สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพได้ คือเรียนจนแล้ว ทํางานได้ไม่ใช่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ข้อ ๓ สําคัญเพิ่มขึ้นก็คือคนไทยต้องชาญวิชา เป็นผู้ใฝ่รู้ พัฒนาตน มีจินตนาการ และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ สร้างสรรค์นวัตกรรม ที่สามารถจะยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกได้ เราก็ต้องการผลสําเร็จ ออกมาใน ๓ ด้าน จะเห็นว่า ๓ ด้านนี้ต้องทํากันยืดยาวมากนะครับ กว่าที่จะได้ทั้ง ๓ ด้าน น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวที่คงจะไม่สามารถทําได้สิ้นสุดภายในเวลาอันสั้น แล้วอะไรที่เรา คิดว่าสําคัญที่สุด จําเป็นที่สุด เร่งด่วนที่สุด ก็แน่นอนต้องเป็นข้อ ๑ เป็นความเห็นตรงกัน หมดทุก ๆ ท่าน ทุกภาคส่วน แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดเสมอว่าคนไทยปัญหาใหญ่คือ ขาดวินัย ทุกกลุ่มก็เหมือนจะพูดตรงกันว่าถ้าคนไทยไม่มีวินัย การเมืองก็ไม่ดี สังคมก็ไม่ดี กีฬาก็ไม่เก่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยพิจารณาว่าสิ่งที่จะปฏิรูปเร่งด่วนที่สุดในเรื่องของระบบ การเรียนรู้ก็คือต้องให้คนไทยวินัยเด่น เมื่อสักครู่โชคดีที่ผมต่อจากคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ทําให้นึกถึงภาพโมนาลิซา ผมมีโอกาสได้ไปพบโมนาลิซาตัวจริงแล้วยังติดตาตรึงใจมาถึงวันนี้ ถ้านึกถึงภาพโมนาลิซาไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาผมว่าสิ่งที่จําได้จากโมนาลิซาคือแววตา แล้วก็รอยยิ้ม เราจําไม่ได้ว่าโมนาลิซาใส่เสื้อผ้าสีอะไร วางแขนในรูปลักษณะไหน แต่เรา จํารอยยิ้มและแววตาได้ มันคือสื่อที่แสดงออกถึงจิตใจที่อ่อนโยน มีเมตตา เอื้อเฟื้อ อบอุ่น อะไรทํานองนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าด้านจิตใจน่าจะเป็นด้านแรกที่สําคัญที่สุดก็คือตรงกัน กับด้านวินัย เป็นความเร่งด่วนความต้องการของนายกรัฐมนตรี ในการสอบถามความคิดเห็น ของภาคอุตสาหกรรมก็พบว่าคุณลักษณะที่ต้องการ ข้อ ๑ คือวินัย ความซื่อสัตย์ ความอดทน เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประเด็นสําคัญเร่งด่วนที่ต้องการ และคิดว่า คนไทยทั้งชาติต้องการสิ่งนี้ละครับ กําลังรออยู่ให้คณะของเราได้นําเสนอ การปฏิรูปคนไทย ให้วินัยเด่น ต้องการให้คนไทยเป็นพลเมืองที่ดี เน้นย้ําอีกทีหนึ่ง มีสํานึกและความรับผิดชอบ ที่จะปฏิบัติ ขอแผ่นใสไปเรื่อย ๆ นะครับ รูปผมหล่ออยู่แล้วไม่ต้องออกมาก็ได้นะครับ ก็ออกแผ่นใสไปเรื่อย ๆ การพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่ดี มีสํานึกและความรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามกฎ กติกา ของสังคมอย่างเคร่งครัด กฎ กติกา คือพูดรวมทั้งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ วัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ ที่พูดถึงเมื่อกลุ่มที่แล้วเช่นเดียวนะครับ เป็นกติกาของสังคม ทั้งต่อหน้าและลับหลังที่เราต้องการอย่างนี้นะครับ ต่อไปก็เป็นเรื่องของสมุทัย พูดถึงทุกข์ ไม่พูดแล้ว เพราะ สปช. พูดไว้เยอะ สมุทัยก็ตรงกับ สปช. เสียเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เหตุแห่งทุกข์ ก็มีเหตุภายนอกกับเหตุภายใน เหตุที่มาจากปัจจัยภายนอกก็คือเรื่องครอบครัว เรื่องสังคม เรื่องไม่ให้ความสําคัญ ไม่มีต้นแบบ เหตุภายในก็คือตัวเองได้รับการปลูกฝังที่ไม่ดี ไม่มีระบบในการปลูกฝังอบรม ทั้งระดับโรงเรียน ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ก็เป็นเหตุ ๒ ประการ อันนี้ก็ตรงกัน มีหลักฐานทางการวิจัย ทางการศึกษาของนักวิชาการมากมาย ไม่ต้องยกตัวอย่าง ให้เสียเวลา แต่ว่าได้ทําไว้ตามมติของที่ประชุม เราต้องมีเรเฟอเรนซ์ (Reference) เพราะฉะนั้น วิธีการดับทุกข์ นิโรธก็คือต้องสร้างครอบครัวให้เห็นความสําคัญ หน้าต่อไปนะครับ เป็นต้นแบบเรื่องวินัย สังคมต้องยึดมั่นในกฎ ระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมรับการละเมิด ผู้นําหรือชุมชนต้องเป็นต้นแบบในทุกระดับ การเรียนรู้ในสถานศึกษาก็ต้องปลูกฝัง อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมของคนไทย แนวความคิด ในการขับเคลื่อน เราจะทําอย่างไรให้เกิดนิโรธอันนั้น ให้เกิดภาพที่ต้องการนั้น ก็มีผลงานวิจัย อีกหลายอย่างเหมือนกัน รวมทั้งสอดคล้องกับสํานักงานพัฒนาวัฒนธรรมแห่งชาติ สอดคล้อง กับหลักการสร้างวินัยของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ประยุทธ์ ปยุตโต อันนี้ก็เอ่ยนามท่าน เพราะว่าท่านเป็นปรมาจารย์ทางด้านการพัฒนามนุษย์เช่นเดียวกัน การสร้างวินัย ประการแรก ทําให้เกิดพฤติกรรมเคยชิน อันที่ ๒ ใช้วัฒนธรรมในสังคม อันที่ ๓ ก็ใช้การอบรม ปลูกฝังทางด้านจิตใจ พฤติกรรม และสติปัญญา อันที่ ๔ สร้างอุดมการณ์เพื่อให้เกิดเป็นแรงหนุน และสุดท้ายใช้กฎเกณฑ์บังคับ จะเห็นได้ว่าเรื่องของการสร้างวินัยนั้นกฎหมายช่วยแต่น้อย เป็นตัวช่วยตัวสุดท้าย ไม่ใช่คําตอบหลัก เรื่องของเราไม่ให้สร้างพระราชบัญญัติทีเดียวนะครับ เพราะว่าออกกฎหมายก็ไม่มีประโยชน์ กฎหมายมีอยู่แล้วด้วยซ้ํา ใส่หมวกกันน็อก ขับรถคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่โทรไม่ขับอะไรอย่างนี้นะครับ กฎหมายมีหมดแล้วแต่ไม่เกิดผล เพราะฉะนั้นกฎหมายมีส่วนแต่เป็นข้อสุดท้าย เพราะฉะนั้นแนวคิดในการขับเคลื่อนคือ เราก็สร้างวิถีชีวิต สร้างสังคม และสภาวะแวดล้อมที่เชื่อในวินัย สร้างระบบการอบรมปลูกฝัง อย่างต่อเนื่องและบูรณาการกันเป็นเอกภาพ สร้างต้นแบบไปทุกระดับ แล้วก็มีการพัฒนา จนกระทั่งเป็นวัฒนธรรมของชาติ สุดท้ายอะไรที่ต้องปฏิบัติด้วยกฎหมายก็ปรับแก้กฎหมาย เพื่อความยั่งยืนนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็อาศัยหลักการสงครามนิดหนึ่ง เพราะว่าคณะเราที่บอกแล้ว ๒๑ ท่าน มีทหาร ๑๑ ท่าน แล้วก็หน่วยงานที่เราจะต้องประสานโดยใกล้ชิด มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ เป็นทหาร เลขานุการเป็นทหาร คณะทํางานเป็นทหาร เลยใช้ศัพท์ทหารจะดูสื่อสารกันง่ายดี แต่ในศัพท์นี้ที่เป็นหลักนิยมการปฏิบัติการก็อาจจะเข้าใจตรงกันขึ้นนะครับ แต่ว่าขออภัย ที่ไม่ได้แก้เอาไว้นะครับ เป็นหลักนิยมการรบ อากาศ พื้นดิน ใต้ดิน เราจะทําควบคู่กัน ทางอากาศเรารณรงค์ด้วยสื่อทั้งก่อนและต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคม สร้างครอบครัวให้เกิดสํานึก ตระหนักอย่างที่ว่า ทางภาคพื้นดินคือเข้าปลูกฝังด้วยกระบวนการเรียนรู้ เรามีใต้ดินอีก คือปรับระบบการบริหาร อันนี้ต้องใต้ดินถ้าเปิดเผยก็อาจจะมีการต่อต้าน ปรับระบบ การบริหารก็คือทั้งปรับโครงสร้างกระทรวงและปรับแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นการดําเนินงานของเราจะครอบคลุมทั้งภาคอากาศ พื้นดิน และใต้ดิน ด้วยวิธีการต่าง ๆ ในหน้าต่อไปนะครับ แบ่งเป็น ๓ เฟส (3 Phase) ๓ ขั้นตอน ขั้นที่ ๑ การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลนะครับ การสร้างสภาวะแวดล้อมก็คือสร้างครอบครัว สร้างสังคม สร้างโครงสร้างของกระทรวงให้เกื้อกูลต่อการปฏิรูปวินัยของคนในชาติ ประการแรกวิธีแรกก็คือพบปะกลุ่มเป้าหมายที่พบปะคือแม่น้ํา ๔ สาย กระทรวงศึกษาธิการ และกลุ่มต้นแบบที่เขามีความสําเร็จด้านวินัย เช่น โรงเรียนทหาร ตํารวจ โรงเรียน ของท่านมหาจําลองหรือสัตยาไสอะไรทํานองนั้นนะครับ อันนี้เพื่อสร้างความเข้าใจร่วม เข้าถึงเหตุแห่งปัญหา และพัฒนาทางแก้ เป็นลักษณะของการระเบิดจากข้างในแบบที่ ในหลวงท่านทรงพระราชทานเป็นหลักทรงงานไว้
ข้อที่ ๒ การรณรงค์ กลุ่มเป้าหมายที่รณรงค์คือครอบครัวและสังคม เราก็ เอาที่เมืองใหญ่ก่อนน่าจะสะดวกกว่า วิธีการรณรงค์หลายรูปแบบ ทั้งการพบปะประชาสัมพันธ์ และสื่อทุก ๆ อย่างที่ว่าเราใช้สงครามทางอากาศคือใช้สื่ออิเล็กทรอแมกเนติกเวฟ (Electromagnetic wave) ที่ประมูลกันไปแล้ว เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางสังคม ภาษาฝรั่ง ที่เรายืมมาคือคําว่าโซเชียลแวลู (Social value) ให้เกิดการตระหนักรู้ เห็นความจําเป็น เห็นคุณโทษ เกิดต้นแบบ แล้วก็ต่อเนื่อง ถ้าเป็นสังคมที่ช่วยกํากับดูแลเพื่อสร้างความยั่งยืน ด้านวินัย ในเรื่องของโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการเราก็ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการปรับโครงสร้าง ให้เกิดองค์กรที่สามารถกํากับดูแล เป็นบูรณาการ และเป็นเอกภาพ เฟส (Phase) ที่ ๒ บางอย่างไม่ได้ทําต่อเนื่อง บางอย่างทําทาบทับกัน คือการปลูกฝังตามระบบ ก็แน่นอน ต้องพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้โดยเริ่มจากทดลองกับโรงเรียน ต้นแบบ พัฒนาครูในโรงเรียนต้นแบบเพื่อให้ครูสามารถจะทําการถ่ายทอดหรือสร้างวินัยได้ แล้วก็ดําเนินการกับโรงเรียนต้นแบบ เสร็จแล้วก็ขยายผล เฟส (Phase) ที่ ๓ การสร้าง ความยั่งยืน ก็คือนําผลที่ได้นั้นเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการนําไปพัฒนาต่อและปรับแก้กฎหมาย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในหน้านี้ก็เป็นลูกศรชี้ให้เห็นถึงแนวทาง การปฏิบัติ ซึ่งบางอย่างก็ทาบทับกันส่วนใหญ่ ทาบทับกันเป็นส่วนใหญ่ ๓ เฟส (3 Phase) ที่ว่าก็จะเป็นลูกศรขั้นบน ขั้นกลาง ข้างล่าง
หน้าต่อไปจะเป็นจุดที่อยากให้เห็นว่าสิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้นที่จะถือว่า สําเร็จหรือไม่สําเร็จใน ๓ เดือน คือว่าเราต้องสร้างความตระหนักให้สังคมให้ได้ว่า มีความตระหนักเรื่องวินัยมีความสําคัญ แล้วก็มีต้นแบบของโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะกํากับดูแล บูรณาการเรื่องวินัยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ใน ๖ เดือน สังคมน่าจะมีส่วนร่วม ในการกํากับดูแล สังคมสามารถจะสร้างต้นแบบของคนที่มีวินัยสังคม จะเกิดโครงสร้างใหม่ ของกระทรวงศึกษาธิการ และเกิดการพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาครู ส่วนหน่วยงาน รับผิดชอบหน้าต่อไปก็เป็นทุกภาคส่วน เราเน้นภาคส่วนภายนอกราชการด้วยซ้ํา ในพวกของสื่อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม อันนี้เป็นเรื่องของ การปฏิรูปที่คิดว่าเร่งด่วน เราต้องการให้เกิดตระหนักรู้ภายใน ๓ เดือน และเกิดองคาพยพ บางอย่างใน ๖ เดือน ที่จะกํากับดูแล ในส่วนของการปฏิรูปตามระยะเวลาก็คือ เป็นการปฏิรูปในกระบวนที่ ๒ ซึ่งจะทําให้คนเป็นงานและชาญวิชา อันนี้ก็กล่าวโดยสรุปว่า เหตุแห่งปัญหาเราก็ดูจากที่มีการศึกษาวิจัยไว้แล้ว ก็จะเป็นเรื่องของหลักสูตร เรื่องกระบวนการเรียนรู้ เรื่องการวัดผล เรื่องครูอาจารย์ การจัดการศึกษาและระบบ งบประมาณ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาก็ดําเนินการแก้ปัญหาในแต่ละส่วนเหล่านั้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมและปรับแก้กฎหมายเมื่อสิ้นสุด ได้ผลแล้วว่าชัดเจนอย่างไร อยากจะเน้นย้ําตรงนี้นิดเดียว เราพยายามเสนอแนะแนวทางที่คิดว่าจะเป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการศึกษากันต่อไปกับคณะทํางานและผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นวิธีปฏิรูปในเรื่องของหลักสูตร ก็ต้องให้มีความเป็นไทยด้วยนะครับ ถึงแม้จะมีความรู้ตามมาตรฐานสากลก็ตาม จะต้อง มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับพหุสังคม วัฒนธรรม ศาสนา ประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในเรื่องของวิธีการเรียนรู้หน้าต่อไป แน่นอนเราต้องการให้เกิดการใฝ่รู้ รู้คิด รู้ถาม รู้ทํา รู้อยู่ร่วม ห้องเรียนหลาย ๆ ห้องเรียน วิธีเรียนก็หลาย ๆ รูปแบบ อินเตอร์เฟซ แอคทีฟ เลิร์นนิง (Interface active learning) อันนี้เป็นศัพท์ที่นักการศึกษาท่านให้มา ก็เลยต้องใช้ทับศัพท์ ผมก็ยังแปลไม่ได้นะครับ อินเตอร์เฟซ แอคทีฟ เลิร์นนิง (Interface active learning) ลําดับการเรียนก็ใช้หลักในหลวง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา การจัดตาราง การเรียนก็ใช้หลักทหาร ฝ่ายเสนาธิการตามปกติ และฝ่ายเสนาธิการในการรบ นั่นคือภาคที่ ๒ คือเป็นโพรเจกต์เบส (Project based) หรือว่าพรอเบลม เบส เลิร์นนิง (Problem based learning) การสอนแบบสหวิทยาการ ซึ่งสเตม (STEM) ของกระทรวงศึกษาธิการใช้อยู่ แต่ผมเพิ่มเป็นสเตม (STEMS) เอส (S) สุดท้ายคือโซซิโอโลจี (Sociology) ภาคภูมิสังคม เครื่องมือในการเรียนก็บรรทัดสุดท้าย ทั้งตัวเอง ทั้งสื่อต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นแนวความคิด ในการพัฒนาในเฟส (Phase) ต่อไป สําหรับเรื่องเป็นงานและชาญวิชาซึ่งเป็นระยะยาว แล้วก็จะมีส่วนอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งการพัฒนาครู การพัฒนาระบบ การวัดผลต่าง ๆ เพื่อเสริมให้ระบบการเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก็เพื่อไม่เป็นการใช้เวลานานและคิดว่า ทุกท่านก็เข้าใจอยู่แล้ว ต้องการให้ท่านได้แนะนําต่อไปนะครับ วันนี้ก็ขอนําเสนอในเรื่องของ ปฏิรูประบบการเรียนรู้โดยเน้นการปฏิรูประบบการเรียนรู้เร่งด่วนโดยการสร้างวินัยของคนในชาติ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านกรรมาธิการคะ เวลาของท่านเหลืออีกประมาณ ๑๘ นาที ดิฉันไม่ทราบว่า ท่านจะสามารถบริหารเวลาได้หรือเปล่า ช่วยกระชับสรุปด้วยนะคะ เพราะท่านมี เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ไปอีก ๔๐ กว่าหน้า เชิญท่านต่อไปค่ะ
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน ปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สมาชิกลําดับที่ ๙๘ ขอนําเสนอกรอบแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพ การศึกษา โดยมุ่งเน้นที่การปฏิรูประบบประเมินและประกันคุณภาพการศึกษา โดยมีข้อมูล ที่ได้จากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่จัดทําโดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่อวันที่ ๑๖-๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ มาประกอบ ดังนี้
การปฏิรูประบบประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นวิธีที่สามารถทําได้เร็ว และข้อมูลจากธนาคารโลกในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์พบว่าการปฏิรูประบบประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นวิธีการปฏิบัติที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแนวความคิดหรือวิธีการอื่นที่ใช้ในการปฏิรูป การศึกษาเพื่อทําให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงสามารถนําไปใช้เป็นพื้นฐานในการกําหนด นโยบายด้านการศึกษา ภายหลังจากที่ตัวแทนของคณะอนุกรรมาธิการด้านการประเมิน คุณภาพการศึกษาได้เข้าพบเพื่อหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้รับผิดชอบโดยตรงเรื่องการปฏิรูประบบการประเมินคุณภาพการศึกษาในครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ คณะอนุกรรมาธิการจึงได้มีการปรับแผนเพื่อนําเสนอต่อสภา ในรูปแบบของเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) สไลด์ (slide) ในวันนี้ ซึ่งอาจมีรายละเอียด บางส่วนที่ต่างจากเอกสารที่ได้นําส่งสภาไปก่อนหน้านี้แล้ว ในส่วนของประเด็นขับเคลื่อน เร่งด่วนที่ทางคณะอนุกรรมาธิการนําเสนอ ก็คือการปฏิรูประบบการประเมินและประกัน คุณภาพสถานศึกษาทุกระดับและแหล่งเรียนรู้ ตัวอย่างของปัญหาจากข้อมูลที่ได้จาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศหรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) พบว่าการประเมินโรงเรียน โดย สมศ. ทําให้การประเมินโรงเรียนที่ควรจะเป็นการประเมินภายในไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และยังเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาและเงินทุนมาก โดยเฉพาะการจ้างผู้ที่ไปตรวจสอบคุณภาพ โรงเรียนเพียงอย่างเดียวในแต่ละรอบตลอด ๕ ปีนั้นใช้งบประมาณสูงถึง ๑,๘๐๐ ล้านบาท ทําให้เสียเวลาไปมากและไม่ได้ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา เนื่องจากคุณภาพ ของผู้เรียนยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ด้วยเหตุแห่งปัญหาสืบเนื่องมาจากตัวชี้วัด ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่ยืดหยุ่น ภาระงานเอกสารมากเกินความจําเป็น คุณภาพของผู้ประเมินที่ไม่ได้มาตรฐาน วิธีการดําเนินการในการประเมินที่ใช้ตรวจ ตามเอกสารเป็นหลัก รวมถึงระบบการลงข้อมูลรายงานประกอบการประเมินที่ยังพัฒนา ไม่เหมาะสม ภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นหลังจากการปฏิรูประบบประเมินแล้ว ก็คือระบบ การประเมินคุณภาพสถานศึกษาใช้การประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษาเป็นหน่วยหลัก ในการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพ ระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายนอก ของส่วนกลางเป็นเพียงหน่วยเสริม โดยปรับบทบาทมาเป็นหน่วยสนับสนุนด้านความรู้ ให้แก่สถานศึกษา มีการกําหนดกติกาขั้นต่ําเท่าที่จําเป็นเพื่อกํากับคุณภาพของการประเมิน คุณภาพภายในของโรงเรียน โดยสอดคล้องกันกับเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินภายนอก มีตัวชี้วัดคุณภาพ สถานศึกษาสอดคล้องกับความเป็นจริง แนวความคิดในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดสิ่งที่จะปรากฏเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาประกอบกับมติของคณะกรรมการนโยบาย และพัฒนาการศึกษาหรือซูเปอร์บอร์ด (Super board) การศึกษาที่ให้มีการปฏิรูประบบ การประเมินและประกันคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกก่อนจะมีการประเมิน ในรอบต่อไป ก็คือภายในระยะเวลา ๑ เดือน ควรมีกําหนดแนวทางปรับปรุงระบบ การประเมินคุณภาพสถานศึกษา ในระยะ ๓ เดือน มีการกําหนดตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมิน คุณภาพสถานศึกษา ในระยะเวลา ๖ เดือน มีการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องระยะ ๑๒ เดือน มีการนําระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษาที่ปรับปรุงแล้วไปใช้ปฏิบัติและในระยะ ๑๘ เดือน ให้มีการติดตามประเมินผลและปรับแผนให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป ส่วนในประเด็นการปฏิรูประบบประเมินและการประกันคุณภาพของผู้เรียนและผู้สอน ตัวอย่างของปัญหาโดยข้อมูลอ้างอิงจากทีดีอาร์ไอ (TDRI) ในขณะที่รายได้ต่อเดือนของครู ที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี และสอนในโรงเรียนรัฐก็เพิ่มสูงขึ้นจากประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อปีในปี ๒๕๔๔ ขึ้นเป็น ๒๔,๐๐๐-๒๕,๐๐๐ บาทต่อปีในปี ๒๕๕๓ และครูเองก็มีรายได้ ไม่น้อยกว่าอาชีพอื่นอีกต่อไป แต่ในทางตรงกันข้าม ผลคะแนนการทดสอบมาตรฐาน ของนักเรียนไทยทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติกลับมีแนวโน้มลดต่ําลง ซึ่งเหตุ แห่งปัญหาก็มาจากตัวอย่างการเลื่อนขั้นเงินเดือนและวิทยฐานะของครู การประเมินครู ภาระงานธุรการของครู ภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นภายหลังการปฏิรูป ระบบการประเมิน ผู้เรียนและผู้สอน ตัวอย่างเช่น การเลื่อนขั้นเงินเดือนและวิทยฐานะของครูให้ขึ้นอยู่กับ การพัฒนา ผลการทดสอบมาตรฐานของนักเรียนโดยคํานึงถึงระดับตั้งต้นของคะแนน ในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อให้ครูรับผิดชอบต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้มากขึ้น การประเมินครูควรใช้วิธีสังเกตการณ์ร่วมกับการพิจารณาเอกสาร การปรับลดงานธุรการ ของครูลงเพื่อให้ครูเน้นหน้าที่ในการสอนเป็นสําคัญ ซึ่งแนวความคิดในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดสิ่งที่จะปรากฏเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาประกอบกับมติของการประชุม คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งให้ชะลอการประเมินเพื่อปรับปรุง เกณฑ์และวิธีการที่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ก็คือ ในระยะ ๑ เดือน ควรมีแนวทางปรับปรุงระบบการประเมินคุณภาพผู้เรียนและผู้สอน ในระยะ ๓ เดือน กําหนดตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินคุณภาพผู้เรียนและผู้สอนในระยะต่อไป เป็นการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและนําระบบการประเมินคุณภาพผู้เรียนและผู้สอน ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้ปฏิบัติ ส่วนในระยะ ๑๘ เดือน เป็นการติดตามประเมินผลและปรับแผน ตามบริบทที่เปลี่ยนไป ขอบพระคุณค่ะ
กระชับเวลาได้ดีมาก ขอบคุณมากนะคะ เชิญท่านต่อไปค่ะ เข้าใจว่า เป็นท่านสุดท้ายใช่ไหมคะ ขอบพระคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ และท่านผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสมาชิกสภา สปท. ทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ขอนําเสนอเป็นคนสุดท้าย ในประเด็น ของการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม เรื่องนี้เป็นข้อมูลที่นํามาจากการศึกษาของ สปช. และประกอบกับการปรึกษาหารือในกลุ่ม ของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม โดยเหตุผลนี้เรามีคณะกรรมาธิการที่ร่วมพิจารณาอยู่ ๔ ท่านด้วยกัน รวมทั้งตัวกระผมเอง คือนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประยูร เชี่ยววัฒนา เรามีประเด็น การพิจารณาเพื่อคาดหวังในอนาคตตามวิสัยทัศน์ของชาติ ซึ่งได้วางไว้ว่าอีก ๒๐ ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไรทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จากนั้นในสไลด์ (Slide) ที่ผมนําเสนอ ก็จะเป็นเรื่องความคาดหวัง รวมทั้งพันธกิจ ซึ่งสไลด์ (Slide) ที่สําคัญก็คงอยู่ในแผ่นที่ ๒ กับแผ่นที่ ๑๑ และแผ่นที่ ๑๒ อย่างไรก็ตามในระหว่างทางผมจะพยายามอธิบาย อย่างรวดเร็วว่าอะไรเป็นอะไรด้วยนะครับ ผลที่คาดหวังก็คือว่า
ข้อที่ ๑ มีนวัตกรรมรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศไทย เป็นประเทศกลุ่มโลกที่ ๑ ในปี ๒๕๗๕
ข้อที่ ๒ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีสามารถกําหนดนโยบายเพื่อพัฒนา ประเทศบนฐานนวัตกรรม ในการแก้ปัญหาของประชาชน ชุมชน และภาคธุรกิจแบบองค์ รวมได้ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล
ข้อที่ ๓ มีระบบการวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่เป็นสากล มีเอกภาพ ในการสร้างนวัตกรรมความหลากหลายทางชีวภาพของเรานั้นมีมาก สิ่งเหล่านี้จะมา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีผลงานระดับนานาชาติและมีสิทธิบัตร
ข้อที่ ๔ มีระบบการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และในระดับปริญญาโท ปริญญาเอกแบบสากล เพื่อรองรับการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาขึ้นมาจนถึง ระดับมหาวิทยาลัย ผ่านระบบการผลิตในระดับบัณฑิตศึกษา
ข้อ ๕ มีระบบความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมระหว่างกระทรวง องค์กร วิจัยระดับต่าง ๆ ของรัฐที่เป็นองค์กรอิสระ แต่ว่ามีความร่วมมือกับระบบอุดมศึกษาขั้นสูง ทั้งในและต่างประเทศ
ข้อ ๖ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้งบประมาณแผ่นดิน ถ้าหากว่าไปอย่างรวดเร็วก็แผ่นที่ ๑๑ แผ่นที่ ๑๑ เป็นเรื่องของพันธกิจของคณะกรรมาธิการ ในชุดคณะอนุกรรมาธิการที่ผมมารับผิดชอบร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งจะแต่งตั้งอนุกรรมาธิการ ขึ้นมาเพิ่มอีกให้ครบ ๑๕ คน เราคาดหวังว่าระบบการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรมจะทําให้เรามีพันธกิจในเรื่องการใช้งบประมาณและการสั่งการ จากนายกรัฐมนตรีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ๒. สร้างบุคลากรมารองรับการศึกษาอย่างเป็นระบบ และครบทุกช่วงชั้นการศึกษา อันนี้ก็เป็นการสร้างบุคลากรทั้งการวิจัย และเป็นบุคลากร ด้านเป็นครู ๓. การสร้างนวัตกรรมเพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจขับเคลื่อนประเทศเป็นความคาดหวัง ในช่วง ๒๐ ปีที่จะเดินไปข้างหน้า รูปแบบนี้ก็เป็นการพัฒนาบุคลากรบัณฑิตศึกษา ซึ่งต้อง อาศัยสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นสูงทั้งประเทศ รวมทั้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและองค์กรอิสระ ถ้าดูสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑๒ การขับเคลื่อน เพื่อปฏิรูป อันนี้จะมีผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายก็คือเราคาดหวังว่าในช่วง ๑ ปี หรือปีกว่า ๆ น่าจะมีการออกพระราชบัญญัติกํากับให้มีอํานาจ ให้คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งการให้การทํางานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีความร่วมมือ กันในการสร้างบุคลากรและการสร้างนวัตกรรมไปพร้อม ๆ กัน ข้อ ๒ สามารถที่จะใช้คําสั่ง หรือ คสช. เพื่อปรับหลักสูตรในการผลิตครู อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์เพื่อรองรับการเรียน การสอนในระบบทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ชั้นระดับประถมศึกษาขึ้นมาจนถึงมหาวิทยาลัย ข้อ ๓ กําหนดประเด็น เพื่อสร้างนวัตกรรมที่รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากร ของประเทศ อันนี้ก็ทราบดีว่าไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) และปัจจัยด้านอื่น ๆ ทางด้านความมั่นคงหรือพลังงานก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในเรื่องข้อ ๓ นี้ ๔. การกํากับสั่งการ ให้มีความร่วมมือระหว่างสถาบัน มหาวิทยาลัย องค์กรวิจัยของกระทรวงและองค์กรอิสระ อันนี้เป็นความคาดหวังว่าผลงานที่จะออกมาในช่วงปีกว่า ๆ น่าจะเป็นลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตามยังมีเวลาอยู่ ผมอยากจะเรียนว่าปัญหาของประเทศไทยในเรื่องของนวัตกรรม ซึ่งสร้างขึ้นมาจากผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัด อยู่ในการศึกษาของ สปช. ประเด็นก็เช่นการที่ไม่มีความร่วมมือกันระหว่างกรม กองต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ เราจะทราบดีว่าประเด็นปัญหานั้นถูกรับทราบมาผ่านกระทรวง ทบวง กรม แต่พอการวิจัยต่าง ๆ มักจะถูกมีการพูดกันในเชิงเหน็บแนมว่าเป็นการวิจัยเพื่อขึ้นหิ้ง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีไม่ได้รองรับการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยมีการเทิร์นคีย์ (Turnkey) มาตลอด ๑๐๐ กว่าปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นเชิงลึกก็มีบางจุด บางส่วน ถ้าหากว่าดูสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๖ พวกเราก็จะทราบดีว่า ทุกท่านผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือเรียนขั้นสูงกันมาในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก หรือได้ปริญญาเอกขั้นสูง ในนวัตกรรมด้านนี้จะเห็นว่าเป็นผลพวงจากการศึกษา สถาบันคาร์เนกีของสหรัฐอเมริกาก็จะแนะนําว่าการพัฒนาประเทศบนฐานนวัตกรรมนั้น ต้องอาศัยระดับปริญญาเอกหรือขั้นสูงขึ้นไปนะครับ เป็นแอดวานซิง โนว์เลดจ์ ทู เดอะ นิว ฟรอนเทียร์ ออฟ ไซเอินซ์ (Advancing knowledge to the new frontier of science) เป็นต้น ต้องขออภัยที่พูดภาษาอังกฤษนะครับ ปริญญากิตติมศักดิ์เล่มใหญ่ ปริญญาเอก ด้านอะคาเดมิกส์ (Academics) หรือโพรเฟส (Profess) ปัญญาทางวิชาชีพ เป็นเรื่องที่ เป็นการสร้างผลงานวิจัยผ่านดุษฎีนิพนธ์และผ่านวิทยานิพนธ์ขึ้นมาทั้งนั้น สิ่งนี้เป็นระดับ ที่เป็นการสร้างผลงาน แต่ว่ามีระบบที่รองรับชัดเจนของระบบการศึกษา จากนั้นถ้าหากว่า ผมจะขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งก็คือว่าในกระบวนการคิดของทางด้านวิทยาศาสตร์ เราจะเข้าใจว่าในสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๗ เป็นเรื่องของการเข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ ตามที่นาซา (NASA) ได้วางระบบเอาไว้ เราจะพบว่าเราไปสํารวจต่างโลก ต่างดาว หรือพบดาวเคราะห์เป็นล้าน ๆ ดวงในปัจจุบัน ส่งวอยเอเจอร์ (Voyager) ออกไป ๑ ถึง ๒ ส่งไปแล้ว ๒ ดวง เป็น ๑๐ กับ ๒๐ ปี ส่งข้อความบันทึกสั่งการไป ๑๒ ชั่วโมงกว่าจะถึงกันนะครับ ไปกลับก็วันหนึ่งพอดี เราพบว่านี่คือระดับของไซเอินซ์ (Science) ระดับเทอร์รา (Terra) แล้วก็เมกา (Mega) เป็นดวงดาวต่าง ๆ แล้วก็แมคโคร (Macro) ซึ่งเป็นโลกเรา ฉะนั้นรายงานรายละเอียด ในหน้านี้จะเป็นการบอกว่าระดับของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมันเป็นเรื่องที่ต้องทํา ความเข้าใจกันให้ชัดเจน แล้วก็สุดท้ายคือเรารู้จักอะตอม (Atom) รู้จักพาร์ทิเคิล (Particle) มารู้จักฮิกส์โบซอน (Higgs boson) รู้จักเซิร์น (Cern) อันนี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ขั้นลึกมาก ที่จบสิ้นตามความคิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ถามว่าพลังงานในสเปซ แอนด์ ไทม์ (Space and time) เวลาและช่วงต่าง ๆ มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เฟมโตเทคโนโลยี (Femto technology) แต่เราก็ยังไม่เข้าใจกัน สังคม การเรียนรู้ต้องเข้าใจว่าเราพูดนาโน (Nano) กันทุกวันนี้มันเป็นเรื่องระดับไหน มันเป็นเรื่องแค่ระดับของการที่โครโมโซม (Chromosome) หรือยีน (Gene) ที่ถูกกํากับโดยสารประกอบ ๔ ชนิด หรือ ๕ ชนิด เท่านั้นเองที่มากํากับลักษณะพันธุกรรม ด้วยเหตุนี้จึงทําให้เกิดการสับสนโดยการเข้าใจว่า จีเอ็มโอ (GMOs) มันคืออะไรกันแน่ ทําให้คนไม่เข้าใจ แต่ถ้าหากเรียนรู้ถึงไซโคไซเอินซ์ (Psycho science) ก็จะรู้ว่าจีเอ็มโอ (GMOs) เป็นแค่การเรียงตัวของธาตุมาเป็นโมเลกุล แล้วจากโมเลกุลก็มากํากับให้เกิดผิวสี ให้เกิดหน้าตา บุคลิก ท่าทาง เราจะกินอะไรเข้าไป เราก็ไม่สามารถที่จะทําให้เราเป็นสิ่งนั้นได้ ความคิดอย่างสตาร์วอร์ส (Star wars) จนเห็นรูปแบบต่าง ๆ ของคนแปลก ๆ นั้นมันไม่ได้เกิดในสิ่งมีชีวิตอย่างพวกที่มียีน (Gene) ตามกฎของเมนเดลนะครับ อย่างไรก็ตามในบริบทของการทํางานของประเทศไทยที่ผ่านมา เรามีมหาวิทยาลัย สไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๙ ก็จะเป็นการสื่อสาร ๘-๙ สื่อสารในภาพรวมว่า ความร่วมมือตรงนี้มันไม่เกิดในประเทศไทย แต่ถ้าหากว่าเราสามารถกํากับตรงนี้ได้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงาน กรม กอง ทบวง รับผิดชอบปัญหาของประเทศแล้วก็นํามา ศึกษาร่วมกันเป็นพรอเบลมเบส (Problem based) ก็จะทําให้ความร่วมมือตรงนี้เกิดขึ้น เป็นระบบในระดับบัณฑิตศึกษาที่สามารถผลิตปริญญาเอกหรือดอกเตอร์ทางด้านวิชาชีพ วิชาการก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ในเวลาประมาณ ๒๐ ปีข้างหน้าถ้าระบบการสร้างนวัตกรรม แบบนี้ผ่านทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เราก็จะได้เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มโลกที่ ๑ ซึ่งมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามตัวอย่างที่ยกขึ้นมาหรือพูดกันเยอะก็คือว่าอเมริกา หรือทางยุโรป หรือทางเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่สร้างเศรษฐกิจบนฐาน นวัตกรรมทั้งสิ้น นวัตกรรมเหล่านี้ก็มาจากทรัพยากรที่อาจจะนําเข้า แต่ประเทศไทย เราไม่สามารถที่จะนําเข้านวัตกรรมมากกว่านี้ได้ การเทิร์นคีย์ (Turnkey) น่าจะต้องหยุด แต่ต้องผ่านกระบวนการการศึกษาค้นคว้า วิจัย และสร้างนวัตกรรมบนฐานวิทยาศาสตร์ และไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ส่วนคําอธิบายศัพท์นั้นเป็นของง่าย ๆ ที่ผมนํามาใช้ แต่ขอโทษที่เป็นภาษาอังกฤษจากต้นฉบับของเขานะครับ สรุปก็คือว่าการสร้างประเทศไทย ผ่านการขับเคลื่อนการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศ บนฐานเศรษฐกิจภาษาอังกฤษที่ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ พูดอยู่เสมอก็คือว่าเราเป็น อินโนเวชัน ไดร์เวน อีโคโนมี (Innovation driven economy) ก็เป็นทิศทางที่น่าจะ ทําให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวเองให้หลุดพ้นจากประเทศกลุ่มที่มีรายได้ขนาดกลาง หรือ มิดเดิลอินคัม แทรป (Middle-income trap) ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการฝ่ายการศึกษาทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็น กระผมขอจบการนําเสนอเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณทุกท่านครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านทําเวลาได้ดีมากเลยนะคะ ท่านประธานกรรมาธิการ จะขอสรุป ขอสัก ๓ นาทีนะคะท่านคะ เชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับ งานปฏิรูป การศึกษาและพัฒนามนุษย์ โลกกําลังเดินตามพระเจ้าแผ่นดินเรา ยูเอ็น (UN) นํารางวัลมา ถวายพระองค์ท่าน ผมคิดว่าทิศทางที่ทั้งคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๔ คณะได้ย้ํา สปช. ก็ได้ย้ํา ท่าน คสช. ก็ย้ําชัดในทิศทางที่ คสช. ประกาศ รัฐบาลก็ชัด กระทรวงศึกษาธิการก็ชัด ผมเชื่อว่าในโลกที่กําลังโกลาหลในหลายมิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ความขัดแย้งทั่วโลก สภาวะแวดล้อมที่เสื่อม ทิศทางที่เหมาะที่สุดสําหรับตัวเรา กรรมาธิการทั้ง ๒๑ ท่าน แม้จะเป็นทหารแต่ว่าเป็นทหารนักการศึกษา ถ้าท่านฟังก็จะเห็นว่าเป็นทหารนักการศึกษา เราเชื่อว่าลําพัง ๒๑ สมองของเราและคณะอื่น ๆ ที่มาช่วยเราอยู่ในขณะนี้ไม่เพียงพอสําหรับการปฏิรูปครั้งใหญ่จําเป็นต้องได้รับความกรุณา จากเพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่าน และสภาได้เปิดรับความคิดเห็นเป็นศูนย์รับฟังความคิดเห็นอยู่ ถ้าได้รับความร่วมมือจากคนทั้ง ๗๐ ล้านคน การปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาคนทั้ง ๗๐ ล้านคน จึงจะเป็นจริงได้ครับ เราจะตั้งใจรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อที่จะนํามาปรับ ยกร่างแผนที่เราทั้ง ๔ คณะได้ยกร่างกันมาได้กราบเรียนให้ท่านประธานและทุกท่านทราบ ขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้าครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการก็ได้นําเสนอแผนปฏิรูปเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้เป็นช่วงที่ท่านสมาชิกขออภิปรายค่ะ ท่านสมาชิกท่านแรก ที่ขออภิปรายคือท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ แสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการศึกษาได้ชี้แจง ต่อที่ประชุม ซึ่งก็ครอบคลุมในหลาย ๆ เรื่องทั้งที่ได้ชี้แจงแล้ว ทั้งบางส่วนที่เตรียมการไว้ และคณะนี้ก็มีทหารมาก ๑๑ ท่าน จาก ๒๑ ท่าน ผมก็เลยอยากให้กําลังใจน้อง ๆ ทหาร พี่ ๆ ทหารที่อยู่ในคณะนี้ ประเด็นที่ผมจะขอเรียนด้วยเวลาอันจํากัดคงจะขอพูดเรื่องของ การศึกษาในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในปัจจุบันนี้ เรากําลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเคลื่อนไหวของแรงงานระหว่างประเทศ ถ้าเราไม่เท่าทันเขาก็จะถูกเขามาแย่งงานไปหมด เพราะฉะนั้นการพัฒนาแรงงานที่จะรองรับ การเข้าสู่เออีซี (AEC) จึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ และปัญหาเรื่องการสร้างนักเรียนอาชีวะ ของเราให้เขาไปทํางานได้อย่างถูกที่ถูกทาง อย่างเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในที่ทํางาน ในโรงงานต่าง ๆ นั้นก็เป็นปัญหาใหญ่ ผมได้เคยไปสัมมนาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ในที่ประชุมสัมมนากับเครือข่ายอาชีวศึกษาทั้งจากกระทรวงและจากภาคอุตสาหกรรม ก็มีความเห็นตรงกันในหลาย ๆ เรื่องว่าปัญหาอาชีวศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการ ความร่วมมือ อย่างที่ท่านประธานท่านบอกว่าถ้า ๗๐ ล้านคน ร่วมมือทุกอย่างไปโลด อันนี้ก็ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งการปรับปรุงหลักสูตร ทั้งเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรมเอง ผมเคยไปดูงานเรื่องอาชีวศึกษาในต่างประเทศก็ไปเห็นนักศึกษา อยู่ตามโรงงานต่าง ๆ ซึ่งโรงงานในต่างประเทศเขาก็มีแนวคิดแบบที่เราคิดอยู่นี้ละครับ เขาก็รับคนเข้าไปทํางานยิ่งประเทศเยอรมนีอย่างนี้ เพราะนักศึกษาก็จะเรียนอยู่ที่วิทยาลัย ประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็เรียนบายดูอิง (By doing) ก็คือไปทํางานอยู่ที่โรงงานเลย หลังจากที่รับการอบรม เพราะฉะนั้นเมื่อจบก็ยังมีงานทําอีกก็จะได้กลับไปทํางาน อย่างน้อยก็มีทางเลือกจากโรงงานที่เราไปทํางานอยู่ เพราะฉะนั้นความร่วมมือของ ภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นเรื่องที่สําคัญ วันนี้เราจะมาสอนนักเรียนอาชีวะแบบสอนหนังสือ ในโรงเรียนธรรมดาคงไม่ได้ เราคงต้องสอนให้เขาสามารถที่จะไปทํางานในโรงงาน หรือในที่ทํางานได้ทันทีเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทุกท่านตระหนักดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทางคณะได้เตรียมไว้ผมก็เพียงแต่เสริมเผื่อจะนําไปเป็นแนวคิด หรือไปเป็น ควิกวิน (Quick win) ปัจจุบันนี้ในเรื่องของคอมพีเทนซี เบส เคอร์ริคูลัม (Competency based curriculum) ก็คือหลักสูตรที่จัดทําขึ้นบนพื้นฐานของสมรรถนะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่า มีความสําคัญยิ่ง เราได้จัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา ทํากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ ทํามาตรฐานอาชีพควบคู่กับที่ทางกระทรวงแรงงานก็มีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็สร้าง มาตรฐานอาชีพขึ้น วันนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้ส่งมอบวิชาชีพต่าง ๆ สมรรถนะต่าง ๆ ที่ได้พัฒนาแล้วให้กับ กระทรวงศึกษาธิการ ให้กับสํานักงานอาชีวศึกษาไปแล้ว ๒๒ อาชีพ เพื่อให้ไปพัฒนา เป็นหลักสูตรในการสอนนักเรียน ซึ่งเมื่อจบออกมาแล้วก็จะได้สามารถที่จะไปทํางานได้เลย มีความเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นก็จึงฝากเรียนว่าอันนี้น่าจะเป็นควิกวิน (Quick win) อันหนึ่งได้ ที่จะไปส่งเสริมหรือสานต่อให้ทางสถาบันหรือสํานักงานอาชีวศึกษาดําเนินการในการพัฒนา หลักสูตรให้เป็นหลักสูตรที่อาศัยพื้นฐานของสมรรถนะ เมื่อจบแล้วก็ได้รับทั้งใบประกอบ ของคุณวุฒิวิชาชีพ หรือมาตรฐานอาชีพ แล้วก็ประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยนั้น ๆ แล้วก็ สามารถเข้าทํางานได้เลย ความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม แน่นอนครับ เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญที่จะต้องทําให้เปิดกว้างได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญคือแรงจูงใจ ซึ่งผลสรุป จากการสัมมนาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนปีที่แล้วก็จะต้องมีแรงจูงใจในทุกภาคส่วน ทําอย่างไรให้นักเรียนและผู้ปกครองอยากจะให้ลูกไปเรียนที่อาชีวศึกษาเรียนแล้วมีความสุข ทําอย่างไรที่เราจะส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงจูงใจ เช่นมีแทกซ์เบเนฟิต (Tax benefit) มีการให้ภาษีเขา ลดภาษีบ้างอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นแรงจูงใจเป็นเรื่อง ที่จะต้องช่วยกันคิดที่จะทําให้การพัฒนาหลักสูตรที่อาศัยพื้นฐานของสมรรถนะแล้วก็ การเข้าไปทํางานจริงในโรงงานประสบความสําเร็จครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านเลิศรัตน์มากค่ะ ต่อไปนะคะ ดิฉันขอเรียนเชิญ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ท่านที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ เชิญค่ะ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สปท. ๑๐๙ ครับ อยากจะมีข้อเสนอให้กับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการศึกษา เป็นเรื่องเล็ก ๆ นะครับ แต่ว่า มีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงของรัฐ ก็คือเรื่องการจัดการศึกษาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากค่านิยมคนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวมุสลิม ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีค่านิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนหลักสูตรศาสนาอิสลาม ในโรงเรียนปอเนาะ การเข้าเรียนก็ลักษณะของการอยู่กินนอนที่โรงเรียน ศึกษาหลักศาสนา โดยไม่นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนระบบของรัฐก็ทําให้เกิดปัญหา ปัญหาอย่างไรครับ ปัญหาเมื่อเรียนจบหลักสูตรทางศาสนาในทุกระดับแล้วไม่สามารถเทียบระบบการศึกษา ในระบบปิด ทําให้เยาวชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สามารถนําวุฒิการศึกษา ทางศาสนามาเทียบเพื่อประกอบสัมมาอาชีพหรือรับราชการได้ อันนี้เป็นปัญหาข้อที่ ๑ นะครับ ปัญหาข้อที่ ๒ จากที่ได้มีประสบการณ์ในการไปทํางานใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระผมในความรู้สึกนะครับ อาจเป็นความรู้สึกส่วนตัวก็ได้ว่าทางภาครัฐของเราไม่ได้มีระบบ การควบคุมระบบหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนเหล่านั้น ก็ทําให้อาจจะเป็นช่องว่าง ให้ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีบิดเบือนหลักศาสนาไปศึกษาอบรมเยาวชนใน ๓ จังหวัด ทําให้คําสอน ทางศาสนาถูกบิดเบือนไป ประเด็นปัญหาข้อที่ ๓ เงินอุดหนุนการศึกษาในโรงเรียนเหล่านั้น มีบางแห่งหรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ว่านําเงินอุดหนุนเหล่านั้นไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเป็นปัญหาเหล่านี้กระผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะต้องลงไปดู ไปกํากับดูแล ทําอย่างไรเราจะพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนสอนศาสนาเหล่านั้นให้เกิดประสิทธิภาพ สามารถสร้างบุคลากรของชาติ เยาวชนของชาติให้มีการศึกษาที่ดี เข้าใจในระบบการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสามารถนําความรู้ ที่ได้รับการศึกษาไปประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างก็คือเรื่องการศึกษาที่ไม่สามารถเทียบและทํางานได้ก็คือเด็กและเยาวชนเหล่านั้น ต้องไปประกอบอาชีพในประเทศเพื่อนบ้านนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณค่ะ ลําดับต่อไปนะคะ ดิฉันขอเรียนเชิญท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ผมอยากจะขอมุมมองการปฏิรูปการศึกษาจากบริบทของประเทศไทย ว่าเป็นบริบทที่อยู่ในสภาวะถูกอยู่ในกับดักที่ภาษาอังกฤษใช้คําว่า มิดเดิลอินคัม แทรป (Middle-income trap) มัน ๒ เรื่องด้วยกันที่อยู่ในกับดัก คือในแง่ของเศรษฐกิจเราแข่งขัน กับโลกชักจะไม่ค่อยได้แล้วก็ถดถอย ในขณะเดียวเราก็อยู่ในกับดักแห่งการเมือง ของอํานาจนิยมกับการอยากที่จะมีสังคมประชาธิปไตยที่มีการเคารพกฎหมาย เพราะฉะนั้น ภายใต้บริบทของกับดักอันนี้ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองนั้น เราจะต้องเพียรพยายามในการ ที่จะให้หลุดพ้นออกไปได้ แล้วก็เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งว่าเราจะฝึกคน ฝึกเด็ก แล้วก็ฝึกพนักงานต่าง ๆ ของเรานั้นให้มีทักษะทั้งในแง่การทํามาหากิน แล้วก็การที่จะ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างนี้ได้เราก็ต้องเตรียมคน แล้วก็ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจนั้นผมก็อยากจะขอนําเป้าหมายของดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แล้วก็อยากจะนําพาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจ เช่น โรบอติกส์ (Robotics) หุ่นยนต์ ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) คงไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทยนะครับ เรื่องของการบิน เอวิเอชัน (Aviation) เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital technology) แล้วก็เรื่องการแพทย์ การสาธารณสุข แล้วก็การมีชีวิตสุขสําราญ ที่เรียกว่าเวลล์เนส (Wellness) นี่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลนี้ ของ คสช. ของ ครม. เพราะฉะนั้น เราจะปฏิรูปเราก็ต้องเตรียมคนที่จะให้ประเทศไทยสามารถที่จะดําเนินการตามเป้าหมาย เศรษฐกิจอันนี้ แล้วก็ทิ้งอุตสาหกรรมเก่า ๆ ที่เขาเรียกว่าเป็นซันเซ็ตอินดรัสตรี (Sunset industry) อันนั้นก็โยนไปให้ประเทศเพื่อนบ้านเวียดนามได้ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องพัฒนาเด็ก ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม แล้วก็รู้เรื่องประชาธิปไตยนอกเหนือจากมีทักษะ มีองค์ความรู้ ทางด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ๒ อย่างต้องควบคู่กันไป แล้วผมก็ค่อนข้าง จะเป็นห่วงคําว่าวินัยครับ ผมไม่อยากจะผลิตเด็กออกมาเป็นปลาซาร์ดีนอยู่ในกระป๋องแล้ว ต้องฟังแต่คําสั่งอย่างเดียว ผมอยากจะให้เด็กไทยคิดเป็น แล้วก็คิดที่จะรับผิดชอบตนเองเป็น อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ ก็ต้องบอกว่าวินัยกับการรู้ผิด รู้ชั่ว รู้ว่าจะต้องรับผิดชอบต่อตัวเองอย่างไร แล้วก็ในเรื่องของการเปิดกว้างต่อการเรียน ผมก็ดูเอกสารมาหมดว่าไม่มีเรื่องทัศนศึกษาเลย แต่ถ้าเผื่อไปเมืองจีน ไปประเทศญี่ปุ่น ไปเมืองนอก ก็จะเห็นว่าวันเสาร์วันอาทิตย์นั้น พิพิธภัณฑ์ โรงงานก็จะเต็มไปด้วยเด็ก เพราะว่าเขาจะพาเด็กมาให้ดู ได้เห็น มีทักษะ แล้วก็ได้รู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การศึกษานอกโรงเรียนเป็นสําคัญ รัฐบาลชุดนี้ ก็ได้บอกว่าเรียนให้น้อยลงแล้วให้มีความรู้นอกโรงเรียนมากขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าความรู้นอกโรงเรียน มากขึ้นนั้นใครรับผิดชอบ จะปล่อยให้ครูก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการที่จะดําเนินการอย่างนี้ ผมคิดว่าน่าจะมีการพัฒนา ๓-๔ เรื่องไปพร้อม ๆ กัน
อันที่ ๑ คือจะต้องมีเป้าหมายในการที่จะยกระดับโรงเรียนทุกโรงเรียน ในประเทศไทยให้มีความทัดเทียมกันในเรื่องของคุณภาพของครู ของห้องน้ํา ของห้องแล็บ (Lab) สนามกีฬาต้องให้มีเพียงพอ ผมอ่านเอกสารในนี้ไม่มีครับ ขอเน้นว่าจะต้องให้ทุกโรงเรียน มีความทัดเทียมกัน แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ ไม่ต้องข้ามฟาก ทุกคนอยากจะไป โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ไปโรงเรียนสวนกุหลาบ ไม่ใช่ ต้องมีโรงเรียนสวนกุหลาบสี่มุมเมืองให้ได้ให้ทั่วถึง แล้วจะต้องมีโรงเรียนสวนกุหลาบ ทั่วประเทศให้ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง
อันที่ ๒ แน่นอนเราก็พูดกันในเอกสารนี้ว่าจะพัฒนาครู แต่ผมอยากจะทราบ เป้าหมายว่าจะผลิตครูให้ดีอีกกี่หมื่นคน แล้วก็รองรับเศรษฐกิจที่คุณสมคิดต้องการ หรือว่า ที่เราต้องการคือปฏิรูปจริยธรรมและองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย ในเอกสารก็ไม่ได้บอกว่า ครูจะต้องรู้วิชาประชาธิปไตยด้วย อันนี้ผมขอเน้นว่าจะต้องใส่เข้าไป เพราะว่าทาง คณะกรรมการปฏิรูปทางการเมือง ฝ่ายอนุกรรมการวัฒนธรรมทางการเมืองจะเน้นว่า ครูต้องรู้เรื่องประชาธิปไตย ต้องฝึกอบรมครูมาด้วยนะครับ แล้วก็การมีหลักสูตรนั้น ต้องเป็นหลักสูตรไม่ให้จํา ต้องเป็นหลักสูตรที่ให้คิดให้เป็น อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็กล้าที่จะ แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ว่ารับแต่คําสั่งอย่างเดียวแล้วก็กลัวอํานาจนิยม นอกเหนือจากนั้นแล้ว ทุกมหาวิทยาลัยจะต้องใช้งบประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการค้นคว้าวิจัย เพราะว่ามหาวิทยาลัยของไทยเรานี้ไม่ได้อยู่ในระดับอะไรของโลกเลยแม้กระทั่งเอเชีย อาจจะมีมหาวิทยาลัยมหิดลแห่งเดียวเท่านั้นเอง เพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสอน ไม่ใช่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการค้นคว้าวิจัย แล้วเราจะทําตามที่ดอกเตอร์สมคิด กับท่าน พลเอก ประยุทธ์ต้องการได้อย่างไรถ้าเผื่อไม่มีการค้นคว้าวิจัย แล้วในการนี้ ก็อยากจะให้มีการประสานงานระหว่างสภาวิจัยกับกองทุนส่งเสริมการวิจัย ต้องบูรณาการ แล้วก็กําหนดเงินให้แน่นอนว่าจะไปทางไหน อยากจะเสนอให้ทุกรัฐบาลวางงบประมาณไว้ อย่างน้อย ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อการค้นคว้าและวิจัย หรือที่เรียกว่าอาร์แอนด์ดี (R&D) อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง ในขณะเดียวกันก็จะต้องมาดูเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัย ของเอกชน ของรัฐต่าง ๆ ผมไม่ค่อยจะพอใจถ้าเผื่อมีมหาวิทยาลัยหลวงนี้ไปตั้งสาขาในต่างประเทศ แล้วก็ไปแย่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกับมหาวิทยาลัยราชมงคลทํามาหากิน ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเอกชนเขาก็เปิดขึ้นมาเพื่อจะรองรับความต้องการทางการศึกษา แล้วก็ต้อง มาแข่งกับมหาวิทยาลัยรัฐ ขอความกรุณาช่วยดูประเด็นนี้ด้วย แล้วก็มหาวิทยาลัยราชภัฏ กับมหาวิทยาลัยราชมงคลต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น แล้วถ้าเผื่อจะวิจัยถ้าไปอยู่ภาคใต้ก็ควรจะวิจัยเรื่องยางพารา เพื่อจะได้โยงกับสิ่งที่มีอยู่ในละแวก หรือว่าในภูมิภาค เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการการประสานงานเป็นเรื่องที่สําคัญ ทั้งฝ่ายรัฐบาลร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีว่าจะร่วมมือกันอย่างไร บรรดามหาวิทยาลัย ทั้งประเทศทั้งของหลวงและของเอกชนด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญเพื่อเราจะได้ขับเคลื่อน การพัฒนาระดับองค์ความรู้ของเยาวชนของเราแล้วก็ให้มีการวิจัยอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ
ส่วนประเด็นสุดท้าย เพราะผมเลยเวลามาแล้ว คราวที่แล้วในการรับฟัง ผู้แทนจากคณะกรรมาธิการของสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งที่แล้ว ผมก็ถามว่าแล้วที่คุณนั่งคิดกันมานี้ เคยไปหาแม่ชีที่โรงเรียนมาแตร์เดอีหรือเปล่า ทําไมถึงไม่ไปพบกับผู้บริหารโรงเรียนดี ๆ ของไทยที่ประสบความสําเร็จ ผมก็อยากจะฝากเป็นการบ้านด้วยครับ ไปหาแม่ชีที่ โรงเรียนมาแตร์เดอี โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ไปที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ไปที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ทําไมถึงจะไปไม่ได้ ก็ไปฟังจากคนที่เขาได้บริหารและประสบความสําเร็จมา เราจะได้ไม่ต้องมากไปด้วยทฤษฎี อันนี้ก็ไปพบกับคนที่มีประสบการณ์ และอาจจะ ให้คําแนะนําที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณท่านกษิต ภิรมย์ ท่านสุดท้าย ท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก เป็นอดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เชิญค่ะ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธาน และคณะกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สปท. หมายเลข ๑๒๔ ผมเป็นตํารวจแล้วก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการซึ่งส่วนมากเป็นทหาร ก็อยู่กับแข็ง ๆ แต่ได้มาทําเรื่องอ่อน ๆ อ่อนที่เป็นหัวใจของชาติ หัวใจในการพัฒนาประเทศชาติ และสังคมอย่างยิ่ง ครั้งหนึ่งผมเคยรับราชการเป็นผู้บัญชาการการศึกษา และครั้งหนึ่ง เคยเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยตํารวจ ๕ ปีนะครับ หัวใจทางด้านการศึกษานอกจาก ตัวผมเองแล้ว ครอบครัวผมเองแล้ว คุณพ่อผมเป็นครูประชาบาล ภรรยาผมก็เป็นครูส่วนหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมคาดหวังและขอบคุณคณะกรรมาธิการอย่างมากที่ผมได้อ่านเอกสารนี้นะครับ ทีนี้ผมขอบคุณที่เราบอกว่าเราจะยืนตรงไหน เราจะเตรียมคนอย่างไร ผมเรียนตรง ๆ เลยว่า ผมขอพูดสั้น ๆ นั่งในห้องนี้ผมคิดว่าไตรสตรองเกอร์ (Tri stronger) คือต้องทํา ๓ กลุ่ม ๓ คนนี้ให้เข้มแข็งขึ้น เพราะตอนนี้เราอ่อนแอครับ หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายมา อ่อนแอคนที่ ๑ คือผู้บริหาร ผู้บริหารตั้งแต่กระทรวง ผู้บริหารระดับ ถ้าเป็นเขตก็เขต การศึกษาลงไปถึงผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัยหรือระดับสถานการศึกษาแล้วกัน ลงไปถึง โรงเรียน จะเป็นโรงเรียนอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะที่เราเรียกว่า ผอ. หรือผู้ช่วย ผอ. อะไรพวกนี้นะครับ ส่วนที่ ๒ คือตัวครู ครูนี่สําคัญจริง ๆ เลยครับ ๓. คือนักเรียน แต่ทั้ง ๑ ๒ ๓ เอาต์พุต (Output) จะต้องออกที่นักเรียน ๑. ดี ผู้บริหารดี ครูดี อานิสงส์ก็เกิดขึ้น กับเด็กชัด ๆ เลย แต่ทําอย่างไรจะเกิด ๑. ผู้บริหารต้องนั่งอยู่บนหัวใจของคน คือไม่ใช่มองแต่ ข้างบน เอาใจแต่ข้างบน ผู้บริหารต้องเก่ง มีความเก่ง มีความดี และสําคัญที่สุดตรงนี้ต้องเน้นเลย มีความกล้า มิใช่แต่รับนโยบายรับครับผม ๆ ครับท่านแล้วมาส่งให้ครูทําบอกว่าเรียบร้อย ถามไปก็เรียบร้อยครูเขาอกตรม เอกสารเยอะแยะ ยังไม่พูดถึงการประเมินผล ประเมินผลงาน วิชาการ บางคนไม่เคยเรียนวิจัยแม้แต่นิดน้อย ผู้บริหารทุกระดับต้องนั่งอยู่ในหัวใจคน หัวใจคนพวกนี้ก็คือรวมไปถึงทุกคน นักการหรืออะไรต่าง ๆ แม้แต่ไกลไปอีกหน่อย ก็คือผู้ปกครอง เพราะบ้านก็มีส่วนที่จะส่งเสริม ที่จะทําให้ดี เพราะทําไมคนที่มีฐานะ จะได้เปรียบนะครับ เราพูดจริง ๆ ต้องมองภาพรวมว่าเด็กที่ห่างไกลในอีสานหรืออะไรต่าง ๆ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศยังเป็นโรงเรียนที่ ผมเพิ่งกลับมาจากจังหวัดเชียงรายหลายแห่งไม่ถึง ๒๐๐ ก็ขาดแคลนนะครับ เราอย่าเอาตัวเลขนี้เป็นตัวกําหนด เพราะฉะนั้นสั้น ๆ ว่าผู้บริหาร อย่ามองแต่ข้างบน มองแต่ข้างล่าง เมื่อสักครู่นี้ท่านได้ถามว่าไปดูที่โรงเรียนดี ๆ ยกตัวอย่าง เช่นประเทศญี่ปุ่น ผอ. หรือผู้บริหารเขาแต่งชุดเป็นภารโรง เด็ก ๆ ก็จะมาไหว้ตลอดเวลา เขาไม่ใช่นั่งสั่งการชี้นิ้วนะครับ ถามโน่น ถามนี่ ตัวเองไม่เคยมีจิตวิญญาณความเป็นครูเลย ไม่เคยผ่านมาด้วย แต่วิ่งเต้นเก่ง แล้วก็ไปเอาใจฝ่ายไหนก็ไม่รู้มาเป็นผู้บริหาร โดยเฉพาะ ผู้ช่วยหรือรองจะขึ้นเป็นหัวหน้าท็อป (Top) ระดับ วิ่งเต้นจริง ๆ พวกนี้ ผมพูดตรง ๆ เลย ผมกล้ารับผิดชอบ คือไม่ใช่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูเลย แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะทํา มองแต่ประโยชน์ตัวเอง ลูกหลานเราถึงเป็นอย่างนี้ ชาติเราถึงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นลองไปดูครู ที่โรงเรียนดี ๆ เขาเป็นครูจริง ๆ น่าไหว้ ไหว้ด้วยหัวใจ ผมนี่ไหว้ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์แล้ว ก็ที่อยากจะกราบไหว้ จนกระทั่งแม้แต่ท่านสิ้นชีวิตแล้วเราก็ยังกราบไหว้กันอยู่ ต้องได้ผู้บริหาร แบบนี้ ๒. ครู หนี้สินเยอะแยะไม่เป็นไร แต่ใจต้องรัก คราวนี้เราอาจจะต้องเปิดสอบครูทีหนึ่ง คนก็มาบรรจุกันเยอะแยะ คนมาสอบกันเยอะแยะ แต่ต้องได้ครูดี ๆ ครูที่มีคุณภาพชีวิต ที่ดีด้วย ครูดีต้องพื้นฐานจากคุณภาพชีวิตที่ดีก่อน หนี้สินเยอแยะ เงินออมไม่มี ขวัญกําลังใจไม่มี อย่างนี้ทุกวินาทีคิดแต่ดอกเบี้ย คิดแต่อะไร หัวใจไม่มีอยู่กับเด็กแล้วครับ หัวใจไปอยู่นอกห้อง อยู่ไหน เตลิดไปแล้ว เพราะฉะนั้นครูต้องมีเวลาที่ดี ไม่ใช่เอกสารเยอะแยะ สอนในห้องเรียน เยอะแยะไปแล้ว กลับไปบ้านต้องแบกไปอีกเยอะแยะ ไม่ต้องหลับต้องนอนไปทําผลงานอะไร ต่าง ๆ ลําบาก แล้วต้องมีฝึกอบรมบ้าง ชีวิตครูไม่ค่อยได้เปิดโลกทัศน์หรอกครับ ต้องให้เขา ฝึกอบรมเทรนนิง (Training) เยอะ ๆ จะฝึกเด็กดีครูต้องดีก่อน ครูต้องเก่ง ต้องดี ต้องมีหัวใจ ที่มีความสุขก่อนนะครับ
แล้วอันที่ ๓ นักเรียน นักเรียนที่เราบอกเอาต์พุต (Output) ที่ดีก็จะต้อง มีความเป็นเลิศทางวิชาการทิ้งไม่ได้แน่ แต่ต้องมีคุณธรรมด้วยเด็กนี่ เราพูดอยู่เสมอ ที่จริยธรรม ผมจําได้ว่าเดิมจริยธรรมเราเข้มนะครับ เข้มมาแต่เดิม ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี เราเพิ่ม ให้เด็กเข้มมาแต่เดิม แต่ทําไมว่าโลกเราจะไปถึงขนาดไหนแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้ก็ต้อง มีความเข้มในเชิงคุณธรรมด้วย สรุปแล้วทั้งไตรสตรองเกอร์ (Tri stronger) ท่านกรรมาธิการ ทําอะไรมาเยอะแยะ ทางอะคาเดมิก (Academic) ดีสวยหรู ผมดูท่านค้นคว้าเยอะมาก แต่ท่านลองมาทําเบสเบสิก (Base basic) ซึ่งสังคมเราเป็นสังคมแบ่ง อุดมด้วยปัญญา และอุดมด้วยความรู้ มีทักษะ เมืองเราทั่วโลกยอมรับเรื่องการใช้มือ วิจิตรและมีความประณีต เพียงแต่เขามีโอกาสหรือไม่ โอกาสในชีวิต เด็กเหล่านี้นะครับ ผมถามอยู่เสมอเลย ผมเป็นตํารวจออกไปตรวจช่วงหลัง ๆ ถามว่าเด็กเหล่านี้ในอาชีวะต่าง ๆ มายืนปุ๊บปั๊บ ๆ มาขายบางแห่งปั๊บเดี๋ยวไปเป็นพริตตี้ (Pretty) แล้ว พริตตี้ (Pretty) แล้วไปไหน ผมถาม อย่างนี้ สิ่งเหล่านี้ก็คือว่าผมบอกไปแล้ว เพราะฉะนั้นสรุปสั้น ๆ เราต้องหันมาดู ๓ หลักนี้ให้ดี คือผู้บริหารทุกระดับต้องอยู่บนหัวใจคน หัวใจคนก็คือหลักธรรมดานี่ครับ และครูก็ต้อง มีคุณภาพชีวิตที่ดีประเมินเชิงประจักษ์ ผอ. ต้องประเมินครูได้ ครูคนไหนมีแวว คนไหนดี ไม่ดี เพื่อนดีก็สอนให้เขารู้ คนไหนกินแรง คนไหนเอาแต่ถ่ายรูปแวบ ๆ ไม่ได้สอนจริงหรอก เป็นซี เป็นอะไรสูงขึ้นไปแล้ว กลุ่มประเมินกันเองก็ได้ไม่ต้องไปเขียนผลงานวิชาการ ผมไปดู หลายประเทศแล้ว ผมอยู่ด้านการศึกษาผมเซอร์เวย์ (Survey) ไปดูการศึกษาทั่ว ๆ เอเชีย ผมว่าเขาไม่ได้ทําประเมินแบบนี้นะครับ ที่สหรัฐอเมริกาผมว่าไม่ได้ประเมินครูแบบนี้ เขาใช้เชิงประจักษ์นะครับ คือดูว่าจริง ๆ ควรจะได้หรือไม่ได้ เพราะครูบางคนเขากําลังน้อย เขาไม่ได้เรียนสูง และนักเรียนก็อย่าลืมหัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ สุ จิ ปุ ลิ ก็คือ ฟัง นักเรียนต้องได้ฟังดี ๆ คิด นักเรียนต้องคิดเป็น เด็กไทยต้องคิดเป็น สุ จิ ปุ ลิ หัวใจ นักปราชญ์ แค่นี้ครับ กราบขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปมีผู้ขออภิปรายเพิ่มนะคะ คุณหมอณรงค์ ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สปท. หมายเลข ๔๘ ครับ ก็จะขออภิปรายประเด็นเล็ก ๆ ประเด็นเดียวนะครับ คือประเด็นเรื่องของการปฏิรูประบบการเรียนรู้แล้วก็เรื่องของการสร้างคนไทยให้มีวินัยเด่น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องสําคัญ ประเด็นที่ผมอยากเรียนกับทาง สปท. ในวันนี้ก็คือ ผมคิดว่าเรื่องข้อเท็จจริงที่ท่านประธานกรรมาธิการกรุณาพูดถึงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เด็กวัยใสหรือว่าเรื่องของอุบัติเหตุ ซึ่งผมคิดว่าทั้งหมดน่าจะมีพื้นฐานจากเรื่องของวินัย หรือว่าเรื่องวิถีชีวิต เรื่องของทักษะชีวิตต่าง ๆ แล้วก็การวิเคราะห์ ซึ่งผมก็เห็นด้วย อย่างยิ่งนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของสาเหตุ เรื่องของครอบครัวที่ยังไม่ได้ ให้ความสําคัญเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องของการที่จะปลูกฝังก่อนวัยเรียนซึ่งไม่มีผู้รับผิดชอบ ประเด็นเรื่องของเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งเรามีเด็กเกิดประมาณปีละ ๗๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ เด็กก่อนวัยเรียนถึง ๕ ปี ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน สภาพข้อเท็จจริงขณะนี้ คือมีพัฒนาการล่าช้าถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้เกิดจากการเลี้ยงดู เกิดจากการที่จะดูแลกัน ในช่วงนั้นซึ่งก็เห็นตรงกันนะครับว่าผู้รับผิดชอบตรงนี้ยังไม่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยังอยู่ ในครอบครัวหรืออาจจะอยู่ในศูนย์เด็กเล็กก็ตาม ดังนั้นเมื่อบวกกับการที่พัฒนาการล่าช้า ซึ่งเป็นที่มาเรื่องของการที่จะมีวินัยในตัวเองในอนาคต ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องสําคัญ ที่จะต้องให้จุดเน้นตรงนี้ ทีนี้พอไปดูในเรื่องของแนวทางแก้ไข ซึ่งอันนี้ผมคงจะมีมุมมอง อย่างนี้ครับว่าคงจะประเด็นเฉพาะรณรงค์อย่างเดียวตามสื่อคงไม่ได้ผลหรอกครับ ผมคิดว่า พวกเราทุกคนก็มีความรู้นะครับว่าการออกกําลังกายดี แต่คนที่ออกกําลังกายคงมีไม่มาก เพราะฉะนั้นรณรงค์ให้ความรู้อย่างเดียวน่าจะไม่พอ เพียงแต่ว่าจะทําอย่างไร ให้สภาพแวดล้อมหรือว่าอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อการที่จะทําให้เด็กมีวินัย ซึ่งอันนี้คงตั้งต้น ที่ครอบครัวแล้วก็เรื่องศูนย์เด็กเล็กรวมทั้งในโรงเรียนอนุบาล เพราะฉะนั้นในส่วนของ การพัฒนาเฉพาะหลักสูตรการศึกษากระบวนการเรียนรู้อย่างเดียวในโรงเรียนคงไม่พอ อยากจะให้ขยายต่อมาถึงเด็กก่อนวัยเรียนซึ่งจะอยู่กับพ่อแม่แล้วก็รวมทั้งยังอยู่ ในศูนย์เด็กเล็กด้วย อันนี้น่าจะเป็นประเด็นที่อยากให้ทางกรรมาธิการได้ลองลงลึกต่อตรงนี้
ส่วนประเด็นในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรเอง ผมก็คิดว่าในเรื่องนี้ ทางการแพทย์คงมีหลาย ๆ สถาบันที่กําลังทําเรื่องนี้ รวมทั้งภาคองค์กรเอกชนหรือว่าอื่น ๆ ที่พยายามที่จะปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้มากกว่าปรับปรุงหลักสูตร ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้นํา องค์ความรู้จากส่วนที่เกี่ยวข้องเช่นสถาบันพัฒนาเด็กของมหาวิทยาลัยมหิดลต่าง ๆ เข้ามา ก็น่าจะทําให้การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมรวมทั้งก่อนวัยเรียนน่าจะ มีประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นขออนุญาตที่จะมีข้อเสนอในประเด็นเดียวนะครับ คือเรื่อง ของการสร้างกลไกให้มีวินัยเด่น ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณคุณหมอณรงค์มากค่ะ ถ้าไม่มีสมาชิกอภิปรายดิฉันจะเรียนเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการกรุณาตอบข้อชี้แจงของสมาชิกนะคะ ถ้าอะไรที่ท่านสมาชิก ฝากไปก็รับฝากไปในการทําแผนปฏิรูปต่อไปด้วย ขอเรียนเชิญท่านประธานภายในเวลา ๑๐ นาทีนะคะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน จะใช้ไม่ถึง ๑๐ นาที เกรงใจท่านกรรมาธิการยังไม่ได้รับประทานข้าวหลายท่าน ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่ายกร่างแผนที่เราเร่งทํากันมาในเวลาอันจํากัดนี้คงยังไม่สมบูรณ์ เราคงจะต้องรับฟังความคิดเห็น ในขณะบางเรื่องเราประสานกับทางกระทรวงและประสานกับ ภาคส่วนอื่น ๆ เช่นภาคผู้ปกครอง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขในวัยก่อนเกิด ในช่วงก่อนเกิด กับช่วงวัยเด็ก คงต้องได้ประสานกับท่าน กับคณะกรรมาธิการทางด้านอื่น ๆ สําหรับวันนี้ ผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่ทั้ง ๖ ท่านได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ บางประเด็นเราคิดกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนลงมาไว้ แต่ว่าหลายประเด็นทีเดียวที่เราไม่ได้คิดถึงก็ขอกราบขอบพระคุณทุกท่าน แล้วก็ขอกราบเรียนว่าถ้าท่านใดมีข้อเสนอแนะอื่น ๆ หลังจากนี้ก็ได้กรุณาส่งมาได้ทุกรูปแบบ ระหว่างการเตรียมการแผนให้ชัดเจน ระหว่างการศึกษาในช่วง ๑-๒ เดือนแรกเราก็คิดว่า ข้อเสนอแนะของทุกท่านที่จะส่งมาเพิ่มเติมยังเป็นประโยชน์อยู่ครับ ขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านกรรมาธิการ ขอบพระคุณมากนะคะ บัดนี้เราก็ได้พิจารณา แผนปฏิรูปทางด้านการศึกษามาเรียบร้อยแล้วนะคะ ถ้าหากว่าไม่มีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นเราก็ถือว่าสภาแห่งนี้เห็นชอบแผนปฏิรูปทางด้านการศึกษานะคะ แล้วคณะกรรมาธิการจะได้นําแผนนี้ไปดําเนินการต่อไปค่ะ ขอขอบพระคุณกรรมาธิการ ทุกท่านที่กรุณา บางท่านยังไม่ได้รับประทานอาหารเลย ขอขอบพระคุณและขอประทานโทษด้วย ที่ล่วงเลยเวลามานะคะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเชิญคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจได้มีหนังสือถึงประธานสภา ขอเปลี่ยนเอกสาร เอกสารที่ท่านได้รับแจกไปเดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะแจกใหม่ทั้งหมดนะคะ แต่ว่าที่เปลี่ยนนี้ของเดิมไม่ได้แก้ไขอะไรเพียงแต่มีเพิ่มประเด็นแผนปฏิรูปทางด้านการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจกระแสใหม่ขึ้นมา ยังคงของเดิมอยู่แต่เพิ่มประเด็นขึ้นมา แต่ขอให้ท่าน ใช้ชุดใหม่ที่สมบูรณ์ทั้งชุดดีกว่าและเจ้าหน้าที่จะได้แจกให้นะคะ ประธานอนุญาตให้แจกได้แล้ว เชิญคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจกรุณาเข้าประจําที่นะคะ เชิญค่ะ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจจะมีผู้นําเสนอ ๖ ท่าน เฉลี่ยแล้วท่านประธานคงจะต้องบริหารเวลาว่าท่านละประมาณ ๑๐ นาที ก็จะอยู่ภายในเวลา ๖๐ นาที คือ ๑ ชั่วโมงที่คณะกรรมาธิการจะมีเวลาในการนําเสนอให้ท่านสมาชิกได้ทราบค่ะ ถ้าท่านพร้อมแล้วก็ขอกราบเรียนเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเลยค่ะ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เส้นทางแห่งการปฏิรูปที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ร่วมกัน ในครั้งนี้เป็นผลมาจากประชาธิปไตยทางการเมืองที่ล้มลุก มีการเลือกตั้ง หยุดยั้งการเลือกตั้ง เลือกตั้งใหม่ หยุดยั้งการเลือกตั้งใหม่ ดูเหมือนจะเป็นวงจร อยู่เช่นนี้ อาจจะมีองค์ประกอบหลายประการที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์เช่นว่านี้ แต่สิ่งสําคัญ สิ่งหนึ่งที่ทําให้ประชาธิปไตยทางการเมืองไม่ได้ราบรื่น ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ปรารถนา เพราะว่าเราขาดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ตราบใดที่ยังไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาประชาธิปไตยทางการเมืองก็จะเป็นอยู่เช่นนี้ การปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ เป็นหนทางที่สําคัญในการนําไปสู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ สังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ํา อยู่มาก ยังมีความเสมอภาคในโอกาสทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอยู่มาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือยังไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้เองจึงจําเป็นที่จะต้องปฏิรูป เพื่อนําไปสู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจ เพราะตราบใดที่ยังมีความเหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจ ตราบนั้นความเสมอภาคทางโอกาส ในด้านอื่น ไม่ว่าทางด้านสังคม เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องการสาธารณสุข ที่ไม่อาจจะ เสมอภาคได้ รวมกระทั่งเรื่องการเมือง การเลือกตั้ง ที่ถ้าหากว่าปราศจากประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจผู้เลือกตั้งส่วนหนึ่งก็ยังตัดสินใจเลือกตั้งโดยอามิสสินจ้าง เพราะว่า ยังมีความเหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจที่จําเป็นอยู่ ประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๓๗ ๒๐ ปีที่แล้ว มีคนยากจนอยู่ประมาณ ๒๐ ล้านคน ๒๐ ปีให้หลังคนยากจนลดลงเหลือ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ความแตกต่างระหว่างผู้มีรายได้สูงกับผู้มีรายได้น้อยยังห่างกัน ๑๒ เท่าเหมือนเดิม ๒๐ ปี ที่ผ่านไป จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํานี้เพื่อให้มีประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจ แต่การมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจหรือการมีความเสมอภาคทางโอกาส ที่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจนั้นจะต้องกระทําควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ มิเช่นนั้นแล้วเรากําลังจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคมที่จนเท่า ๆ กัน เราต้องสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันเป็นสังคมที่เติบโต ทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะต้องก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เติบโตไปในทิศทางนั้น เมื่อก่อนกล่าวถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เราบอกว่าเราจะก้าวไป เป็นเสือตัวที่ ๕ ต่อจากฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ในระดับสากลเมื่อมองประเทศไทย มองว่าเราจะเป็นเสือตัวที่ ๕ แต่เราไม่ได้เป็น ในวันนี้ ระดับสากลถ้ามองเข้ามาในประเทศไทยก็จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอีกกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะ เป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ มีเสือ ๔ ตัวอย่างที่ว่าและเราจะเป็นเสือตัวที่ ๕ จัดให้เรา อยู่ในอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่ากลุ่มทิป (TIP) คือกลุ่มไทยแลนด์ อินโดนีเชีย และฟิลิปปินส์ แสดงว่า ในระดับสากลแล้วแทนที่เราจะก้าวไปข้างหน้าเรากลับให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังเดินตามเข้ามาทัน ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปความหวังของการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่จะยืนอยู่บนเวทีโลก อย่างมีศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจก็จะเป็นไปไม่ได้ จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปทางด้าน เศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเร็วที่สุด ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นประชากร ต่อคนต้องมีรายได้ต่อคนต่อปีประมาณ ๑๒,๗๐๐ เหรียญสหรัฐ แต่ขณะนี้เรามีรายได้ต่อคน ต่อเหรียญสหรัฐต่อปีประมาณ ๕,๔๐๐ เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ถ้าเราพัฒนาเศรษฐกิจแบบ ไปเรื่อย ๆ เช่นนี้โดยไม่เร่งปฏิรูป อีกประมาณ ๑๗-๒๐ ปี เราจึงจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เราจึงจําเป็นจะต้องเร่งปฏิรูปเพื่อให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เร็วกว่านั้นเพื่อจะได้กลายเป็น เสือตัวที่ ๕ อย่างแท้จริง แต่การพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นตามมาด้วยการพัฒนา ทางด้านอุตสาหกรรม พัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ตามไปด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างเร่งรีบ ซึ่งก็จะทําให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมตามมา การพัฒนาที่ทําให้เกิดสังคมเมือง อย่างมากมาย ก่อให้เกิดปัญหามูลขยะเต็มบ้านเต็มเมือง ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ํา ไม่ว่าจะมาจากชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดการตัดไม้ทําลายป่าซึ่งเป็นต้นเหตุ ของการที่น้ําไหลหลากมาโดยไม่มีต้นไม้ตามธรรมชาติขวางกั้น นี่ยังไม่ได้พูดถึงการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทําให้โลกร้อนขึ้น น้ําทะเลสูงขึ้น อากาศแปรปรวน ทําลายระบบ นิเวศริมฝั่งทะเล ทําลายระบบเกษตรกรรม ทําลายระบบประมง เพราะฉะนั้นในการพัฒนาที่ จะนําไปสู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ นําไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องพัฒนาโดยเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม โดยทําให้สิ่งแวดล้อมที่ดีนั้นยังคงอยู่ ทําให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ยังคงอยู่ ไม่ใช่พัฒนาโดยการทําให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่หมดสิ้นไปไม่เหลืออะไรไว้ให้กับ คนรุ่นหลัง การพัฒนาเช่นนี้จึงเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการ ของคนรุ่นปัจจุบัน ในขณะเดียวกันไม่เป็นอุปสรรคในการที่คนรุ่นต่อ ๆ ไปจะได้มีความสามารถในการตอบสนอง ความต้องการของคนรุ่นของตนเอง โดยทรัพยากรยังคงอยู่รักษาไว้สําหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป แนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืนดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนี้เป็นแนวคิดที่นํามาสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ คือจะต้องพัฒนาทั้งในเรื่อง เศรษฐกิจที่จะต้องเติบโต พัฒนาทั้งในเรื่องเศรษฐกิจที่จะต้องเสมอภาค พัฒนาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สําคัญการพัฒนาทั้ง ๓ อย่างนี้ต้องสมดุลกัน และอยู่บนรากฐาน ของความมั่นคงทางการคลังและการเงิน ทางด้านการคลังจะต้องมีระบบภาษีที่ดีที่มีรายได้ ที่ยั่งยืน ต้องมีระบบการบริหารงบประมาณรายรับรายจ่ายที่ตรงเป้าหมายไปสู่การพัฒนา เพื่อการเติบโต เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการใช้จ่าย ที่โปร่งใส มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการควบคุมให้การใช้จ่ายนั้นมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ในเรื่องของความมั่นคงทางการเงินนั้นสถาบันการเงินพาณิชย์จะต้องมีกองทุนต่อสินทรัพย์ เสี่ยงที่เพียงพอ จะต้องมีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่มากจนเป็นอันตรายต่อระบบสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นจะต้องทําหน้าที่ในฐานะเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา มิใช่สถาบันการเงินเชิงพาณิชย์ที่แข่งกับสถาบันการเงินพาณิชย์ที่มีอยู่แล้ว และจะต้องเร่ง สร้างความเข้าใจความรู้พื้นฐานทางด้านการเงินให้กับประชาชนโดยทั่วไป เพื่อจะได้ สร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวสําหรับตนเองทั้งในช่วงทํางานและในช่วงสูงวัย ที่เกษียณอายุไปแล้ว แนวทางของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจจึงเป็นทั้งเพื่อการเติบโต เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บนรากฐานของความมั่นคงทางการคลัง และการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้โชคดีที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่สําคัญกรุณารับมาเป็นประธานในแต่ละด้านเพื่อที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจดังที่ได้กล่าวแล้ว ท่านแรก คือท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านได้กรุณามาดูแลภารกิจ ทางด้านความมั่นคงทางการคลังและการเงิน ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ท่านได้กรุณาเข้ามาดูแล ในเรื่องของอุตสาหกรรมและบริการ ท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้กรุณาเข้ามาดูแลในเรื่องของ เกษตรกรรม และท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้กรุณาเข้ามาดูแลในเรื่องของเศรษฐกิจ กระแสใหม่ ทั้งนี้และทั้งนั้นมีคณะกรรมาธิการทั้งหมดในชุดนี้ได้ร่วมกันระดมความคิด เพื่อที่จะเสนอแผนปฏิรูป รวมทั้งเรื่องที่จะปฏิรูป วิธีการปฏิรูป งบประมาณที่จะปฏิรูป ระยะเวลาที่จะปฏิรูป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูป ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวนี้ เป็นการดําเนินการที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๙/๒ ประกอบมาตรา ๒๗ ซึ่งบัญญัติให้สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อสภาปฏิรูป แห่งชาติ โดยคํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและสัมฤทธิผลของการปฏิรูปประเทศในระยะเวลา ที่เหลืออยู่ และเป็นไปตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗๓ (๖) ณ บัดนี้ ผมอยากขออนุญาต ท่านประธานเพื่อที่จะอนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ดูแลภารกิจแต่ละด้าน ได้นําเสนอการปฏิรูปเพื่อขับเคลื่อนประเทศด้านเศรษฐกิจต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
- ๕๔/๑
ขอบพระคุณค่ะท่าน เชิญค่ะ ท่านแรกเป็นท่านสมชัยใช่ไหมคะ หรือท่านมนูคะ เชิญท่านสมชัยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพรักครับ เพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ เรื่องของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน การคลังนะครับ ผมจะครอบคลุมถึงเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านการคลัง ทางด้านการเงิน ด้านตลาดทุน ด้านระหว่างประเทศ และด้านการลดความเหลื่อมล้ํานะครับ ในเรื่องของ การปฏิรูปการคลังนี้ก็จะมีเรื่องของระบบภาษีอากร เรื่องระบบงบประมาณ เรื่องการปฏิรูป รัฐวิสาหกิจ แล้วก็จะมีเรื่องระบบการประกันสุขภาพและระบบการออมเพื่อการชราภาพ ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีอากรนั้นเราก็เสนอ ๕ เรื่องนะครับ
เรื่องแรก คือเรื่องการแบ่ง คือทําความชัดเจนให้กับระบบภาษีอากร ของประเทศไทย เราแบ่งภาษีออกเป็น ๒ ระดับ ภาษีระดับชาติ กับภาษีระดับท้องถิ่น ที่แบ่งอันนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเห็นจะยอมรับการปกครองแบบกระจายอํานาจมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ และได้แบ่งอํานาจรัฐที่พึงมีอยู่ทั้งหมดในประเทศไทยออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คืออํานาจรัฐระดับชาติ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ใช้อํานาจนี้ อีกส่วนหนึ่งเป็นอํานาจรัฐระดับท้องถิ่น ซึ่งให้ อปท. ได้แก่ อบจ. เทศบาล อบต. รวมถึง กทม. และเมืองพัทยาด้วยเป็นผู้ใช้อํานาจ อํานาจรัฐระดับชาติจะเป็นอํานาจที่จัดการปัญหาที่เป็นกิจการของชาติ เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องระดับประเทศ และเรื่องนานาชาติ ส่วนอํานาจรัฐระดับท้องถิ่นก็จะรับผิดชอบเรื่องที่ เกี่ยวกับท้องถิ่น เป็นภารกิจของท้องถิ่น เรื่องสุขภาพอนามัย เรื่องถนนเชื่อมระหว่างตําบล หมู่บ้าน และเรื่องการขุดบ่อน้ําในหมู่บ้าน เหล่านี้เป็นต้น ทีนี้เมื่อมีการแบ่งการปกครอง ออกเป็น ๒ ระดับ ก็จําเป็นต้องมีการจัดระบบการคลังให้สอดคล้องกับภาวะการบริหาร จัดการบ้านเมืองที่เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์อํานาจมาเป็นระบบกระจายอํานาจแล้ว อันนี้เราก็ได้ทําไปในหลายส่วนโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า เงินอุดหนุน นะครับ คือเราเก็บภาษี ทั้งหมด ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเข้ามาสู่คลังหลวงใหญ่ของแผ่นดิน เข้ากระทรวงการคลัง แล้วเราก็ทําการจัดสรรเงินงบประมาณออกไปให้กับท้องถิ่นตามความจําเป็นและตาม ความเหมาะสม นั่นก็เป็นวิธีการหนึ่ง แต่ว่าวิธีการที่นานาชาติทําถ้าเผื่อให้ท้องถิ่น มีความเป็นอัตโนมัติในการที่จะจัดการการคลังของตนเองได้ แล้วถ้าที่ไหนจัดไม่ได้ส่วนกลาง ก็ไปช่วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็จําเป็นจะต้องมีการให้มีความเป็นอิสระทางการคลังทั้งระดับ ท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย ก็จําเป็นที่จะต้องมีภาษีท้องถิ่นขึ้นมา ความจริงเฉพาะภาษีท้องถิ่นเราก็ใช้กันในเวลาอภิปรายพูดกัน แล้วก็มีตัวภาษีที่เป็นจริงด้วย แต่ว่าในทางกฎหมายเราไม่มีคําว่า ภาษีท้องถิ่น นะครับ ผมก็เลยมาจัดระบบว่าเราควรจะทํา ความชัดเจนว่าในเรื่องระบบภาษีอากรของประเทศไทยควรแยกออกเป็น ๒ ระดับ เป็นภาษีระดับชาติส่วนหนึ่ง เป็นภาษีระดับท้องถิ่นอีกส่วนหนึ่ง ภาษีระดับท้องถิ่นก็เก็บ เพื่อนําเงินเข้าไปให้ อปท. ต่าง ๆ ใช้จ่ายตามความจําเป็นของแต่ละท้องถิ่นนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อ ให้มีหลักประกันว่า อปท. จะมีเงินใช้เพื่อทํานุบํารุงท้องถิ่นตามความจําเป็นของแต่ละ อปท. และ อปท. ไหนที่ไม่สามารถจะพึ่งพาตนเองได้ เพราะแม้จะมีอํานาจจัดเก็บภาษีก็ตาม หรือแม้จะขยันเก็บอย่างไรก็ตาม แต่เก็บไม่ได้เพราะว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่มี กรณีอย่างนั้น ก็ใช้เงินอุดหนุนไปช่วยได้ เพราะฉะนั้นความจําเป็นที่จะต้องทําให้ระบบการคลังทางด้านภาษีอากร เรามีความชัดเจนสอดคล้องกับระบบที่เรายอมรับแล้วคือระบบการกระจายอํานาจ อันนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งนะครับ
- ๕๕/๑
เรื่องที่ ๒ ที่เกี่ยวกับภาษีอากร ก็คือเรื่องที่จะทําให้ระบบภาษีเรามีฐานครบ หมายความว่าได้เก็บภาษีครบ ความจริงเราก็เก็บค่อนข้างครบ แต่มันมีฐานหนึ่งซึ่งมันไม่ค่อย ฟังก์ชัน (Function) เหตุเพราะว่าเราไม่ได้แก้ไขมานาน ตัวนี้คือภาษีฐานทรัพย์สิน เดิมไม่มี ภาษีมรดกเลย ขณะนี้มีแล้ว แล้วก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เป็นกฎหมายแล้ว แต่ว่าภาษีที่ทําหน้าที่แทนภาษีทรัพย์สิน เราก็เคยมีภาษีบํารุงท้องที่ และภาษีโรงเรือน และที่ดิน ทั้ง ๒ ตัวนี้มีปัญหามาก เหตุเพราะว่าภาษีบํารุงท้องที่เรายังใช้ราคาปานกลางซึ่งเป็นราคา เมื่อปี ๒๕๒๓ ขณะนี้เราอยู่ในปี ๒๕๕๘ เป็นเวลา ๓๕ ปีมาแล้ว ๓๕ ปีที่ผ่านมานี้ที่ดิน มันขึ้นราคามากมายมหาศาลเหลือเกินเป็น ๑๐๐ เท่า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่ปรับแก้ไข ตัวนี้ก็จะทําให้ภาษีที่เราเก็บได้นี้ไม่เป็นเนื้อเป็นน้ําและไม่สามารถแสดงบทบาทอันพึงแสดง ของตัวภาษีทรัพย์สินได้ ปกติภาษีทรัพย์สินจะทําหน้าที่สําคัญอยู่ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่น อย่างที่ ๒ ก็คือทําหน้าที่ลดหรือป้องกันการกักตุนที่ดิน เพื่อการเก็งกําไร เพราะฉะนั้นการซื้อที่ดินเพื่อมากักไว้เฉย ๆ แล้วไม่ทําอะไรเพื่อรอให้ราคาขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทําได้และทํากันเยอะในประเทศไทย เพราะฉะนั้นก็ทําให้ปัจจัยการผลิต ที่สําคัญตัวหนึ่งคือที่ดินไม่ได้รับการกํากับดูแลให้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเพื่อให้ระบบภาษีเรามีความครบถ้วนและเก็บครบฐาน แล้วก็ เป็นสิ่งซึ่งจะเป็นไปตามหลักสากลเพื่อให้ทําหน้าที่ในการช่วยกํากับเศรษฐกิจของเราก็จึงควร จะได้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินขึ้นมา ภาษีทรัพย์สินนี้ขณะนี้รัฐบาลก็กําลังทําอยู่นะครับ เขาใช้คําว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเช้านี้ผมก็ได้ยินข่าวว่ากระทรวงการคลังกําลัง จะเอาเรื่องนี้เข้ามาเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เป็นข่าวมาเมื่อหลายเดือนก่อนนั้น แล้วก็มีคนคอมเมนต์ (Comment) มากก็เลยไปปรับปรุงใหม่เพื่อแก้ไขตามคอมเมนต์ (Comment) ของประชาชน เชื่อว่าเมื่อปรับปรุงใหม่มาแล้วก็น่าจะออกสู่การเดินหน้าต่อไปได้
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องเกี่ยวกับภาษี ก็คือเป็นเรื่องของการที่ปรับช่วงเงินได้ ของโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้ของประเทศไทย ซึ่งช่วงเงินได้เรานี่เราปรับไปเมื่อปี ๒๕๓๕ และกําหนดให้เงินได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นเงินได้ที่สูงสุดที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด คือใครมีรายได้สุทธิถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือว่ารวยมากในประเทศไทย สมัยนั้นเป็นอย่างนั้น จริง ๆ เพราะมีคนถึงระดับนี้ไม่มาก แต่ว่าปี ๒๕๓๕ ถึงตอนนี้ปี ๒๕๕๘ ก็ประมาณ ๒๓ ปี มาแล้ว ๒๓ ปีมานี้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เราผ่านช่วงโกรท (Growth) ที่ไฮ โกรท เรต (High growth rate) มา ผ่านช่วงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สําคัญ ส่วนแรกจีดีพี (GDP) เพิ่มขึ้นอีกเยอะ เพอร์ แคพิทา จีดีพี (Per capita GDP) ก็สูงขึ้นเยอะ โครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ โครงสร้างเงินเดือนของภาคเอกชน ก็เปลี่ยนไปเยอะ รายได้ของผู้ประกอบการอิสระก็เปลี่ยนไปเยอะ เพราะฉะนั้นคนที่มีรายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่คนที่มีรายได้สูงสุดอีกต่อไปแล้ว จริง ๆ แล้วตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามดัชนีราคา ดัชนีราคาในช่วง ๒๓ ปี ที่ผ่านมาก็จะทําให้ ตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีค่าที่แท้จริง อํานาจซื้อลดลงไปเยอะ ถ้าจะคํานึงถึงว่า ค่าที่แท้จริงของตัวเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเมื่อปี ๒๕๓๕ ก็ต้องไปใช้ดัชนีราคาคูณเข้ามา และตัวเลขนั้นก็จะขยายไปเยอะ นอกจากนั้นเรื่องการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จริงอันเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลทั้งหลายได้พยายามทํามานี้ ก็ทําให้โครงสร้าง ทางเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ฉะนั้นตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมเชื่อว่า มันพ้นสมัยไปและจําเป็นจะต้องแก้ไข ถ้าไม่แก้ก็จะไม่สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริง ของประเทศไทย
ในประเด็นอีกอันหนึ่งของเรื่องภาษีอากร ก็คือคิดว่าภาษีบางตัวที่เป็นภาษี เก่าแก่โบราณคืออากรแสตมป์ ความจริงคิดจะเลิกกันมาตั้งแต่ผมยังอยู่ในราชการแล้ว แต่ว่าก็ยังเสียดายรายได้ที่เกิดจากอากรแสตมป์อยู่ก็เลยยังไม่เลิก
- ๕๖/๑ แต่มาเป็นตัวที่ก่อให้เกิดความเขาเรียกนิวแซนซ์ (Nuisance) ก่อเกิดความจุกจิก อ้ายโน่น ก็ต้องติดแสตมป์ อ้ายนี่ก็ต้องติดแสตมป์ ถ้าเอากันจริง ๆ เช็ค เวลาเขียนเช็คก็ต้องติดแสตมป์ ทีนี้เขาบอกว่าเขาเก็บเป็นเงินเช็คใบหนึ่งเท่าไรก็คิดรวมอยู่ในราคาเช็คแล้วอะไรต่าง ๆ แต่ว่าอากรแสตมป์มันเป็นสัญญาณ มันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกของการที่ระบบภาษี อันเก่าแก่โบราณอยู่ยังไม่ได้แก้ไขนะครับ แล้วความจริงหลายอย่างที่ใช้อากรแสตมป์ สามารถเก็บโดยวิธีอื่นได้แล้วทําให้ธุรกิจมีความทันสมัยมากขึ้น อันนี้ผมคิดว่าความจําเป็น ที่ต้องเลิกจะมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเราใช้ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital economy) ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital economy) ก็คือว่าเราทําทุกอย่างออนไลน์ (Online) หมด ทําทุกอย่างใช้อิเล็กทรอนิกส์หมด และตัวเอกสาร สัญญาต่าง ๆ มันจะไม่ค่อยมีความสําคัญแล้ว จะไปรีไควร์ (Require) ว่าต้องติดแสตมป์ในสัญญาที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มันก็คงจะค่อนข้าง ประหลาดมากนะครับ
รายการที่ ๕ ของเรื่องการปฏิรูประบบภาษี คือว่าต้องปฏิรูประบบการบริหาร จัดเก็บภาษีทําให้คนที่พึงอยู่ในครอบคลุมของเครือข่ายระบบภาษีเงินได้มีจํานวนมากขึ้น ขณะนี้ ประชากรไทยมี ๖๗ ล้านคน คนที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีก็ประมาณสัก ๑๓ ล้านคน แต่คนที่ได้ยื่นแล้วต้องเสีย ส่วนมากยื่นแล้วขอคืนก็ถือว่าเจ๊ากันไปอะไรต่าง ๆ มีประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเอง คน ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเสียภาษีทางตรงเพื่อแบกรับภาระของ การมีสวัสดิการที่เป็นสุขในประเทศไทยของคนไทยทุกคน เพราะฉะนั้นก็แปลว่า คนที่รับภาระอยู่ก็รับภาระหนักหน่วง แต่ไม่ได้แปลว่าคนอื่นที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ เขาไม่ได้เสียภาษี เขาเสียภาษีเหมือนกันแต่มันเป็นภาษีทางอ้อม แต่เราจะเห็นว่าเป็น ภาษีทางตรงมีการครอบคลุมกว้างขวางขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพความเป็นจริงที่ว่าประเทศไทย เวลานี้มีคนที่มีรายได้ระดับปานกลางมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ
สําหรับทางด้านการเงินก็จะมีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งคือเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ ความจริงสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นสหกรณ์ แล้วก็มีพฤติกรรมเหมือนสหกรณ์ทั้งหลาย แต่ว่า เนื่องจากดําเนินการเกี่ยวกับการออมทรัพย์ก็เลยมาเข้าเกี่ยวกับการเงิน ก็มีการส่งเสริม ให้มีการออมทรัพย์ที่สหกรณ์ แล้วก็ปล่อยให้กู้โดยสหกรณ์ปล่อยให้กู้ ตรงนี้บทบาทที่รับเงินฝาก แล้วปล่อยกู้เลยกลายเป็นมีสภาพเหมือนกับสถาบันการเงิน ทีนี้ถ้าหากว่าทําโดยมีวินัย โดยผู้บริหารที่รู้เรื่องการบริหารจัดการทางการเงินก็ไม่เป็นไร แต่ว่าขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ ขยายตัวเยอะ แล้วก็ขยายขอบเขตการดําเนินการไป แม้แต่สมาชิกสมทบ หรือคนที่ ไม่เป็นสมาชิกก็มีการกู้ได้ แล้วก็มีการปล่อยกู้ระหว่างสหกรณ์ด้วยกันเอง ก็เลยทําให้ความเสี่ยง ของการดําเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์ก็มีมากขึ้น เราก็เห็นว่าอันนี้ความจริงเขายังเป็น สหกรณ์อยู่เลยอยากจะรักษาสปิริต (Spirit) ของสหกรณ์อยู่ แต่ว่ามีความจําเป็น ต้องช่วยเขากํากับดูแลในเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินในเชิงที่เราเรียกว่าวินัยการเงิน เป็นพรูเดนเชียลซูเปอร์วิชัน (Prudential supervision) ซึ่งขณะนี้ไม่มี หน่วยงานที่กํากับดูแล ก็จะมีอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์กรมหนึ่ง กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อีกกรมหนึ่ง ทั้ง ๒ กรมนี้ก็ทําหน้าที่ตามชื่อ ตามภารกิจได้ชัดเจน ถูกต้อง และเป็นที่ประสบความสําเร็จเป็นเรื่องดี แต่ไม่ครบถ้วน เหตุเพราะว่าไม่มีคนดูแล ในเรื่องของการบริหารจัดการทางการเงิน เราก็เลยเสนอว่าตรงนี้เพื่อให้ครบถ้วนขึ้นมา จําเป็นต้องมีหน่วยงาน จะอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง หรืออยู่เป็น หน่วยงานอิสระก็ได้ที่ทําหน้าที่ซูเปอร์ไวซ์ (Supervise) คือแนะนําและกํากับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์ในเชิงการบริหารจัดการทางการเงิน
อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องเกี่ยวกับการกํากับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สถาบันการเงินเฉพาะกิจคือพวกแบงก์ออมสิน แบงก์เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แบงก์ ธอส. พวกนี้ตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์เฉพาะ มีภารกิจเฉพาะ แล้วก็อยู่ในกํากับดูแล ของกระทรวงการคลัง
- ๕๗/๑ แต่ว่าตอนหลังเราได้ขยายขอบเขตภารกิจให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกไปเพื่อให้เขา สามารถเป็นอิสระได้ แข่งขันได้กับธุรกิจอื่น ก็เลยเกิดเป็นความเสี่ยงว่ามีการระดมเงิน และมีการปล่อยกู้แย่งธนาคารพาณิชย์ แต่ว่าการกํากับดูแลของผู้บริหารในเชิงไฟแนนเชียล พรูเดนซ์ โพเทนซี (Financial prudence potency) ไม่มี วินัยการเงินไม่มี ที่กระทรวงการคลัง ก็พยายามทําอยู่ โดย สศค. ได้ทําอยู่บ้าง แต่เนื่องจากว่าการบริหารจัดการ การกํากับดูแล สถาบันการเงินเป็นงานเทคนิคเฉพาะซึ่งแบงก์ชาติมีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่ เมื่อสมัย ที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วก็ทําเรื่องนี้ร่วมกับกระทรวงการคลังแล้วก็เสนอไปเขาก็เห็นด้วย แล้วก็ได้ดําเนินการไปแล้ว ขณะนี้เข้าใจว่ากระทรวงการคลังมอบอํานาจในการซูเปอร์ไวซ์ (Supervise) ในการกํากับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ก็เป็นการมอบอํานาจซึ่งไม่ได้เป็นกฎหมาย โดยกฎหมายแล้วก็ยังเหมือนเดิม อํานาจหน้าที่ ในการกํากับดูแลยังอยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งถ้าจะทําอย่างนั้นต่อไปกระทรวงการคลัง ก็ต้องไปตั้งหน่วยงานซึ่งทําหน้าที่กํากับดูแลเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งเราคิดว่าไม่จําเป็น และกระทรวงการคลังก็เห็นด้วยว่าไม่จําเป็น เพราะฉะนั้นจึงต้องดําเนินการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้อํานาจในการกํากับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้แบงก์ชาติทําให้กระทรวงการคลัง เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเวลาที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล
สําหรับในเรื่องตลาดทุนก็จะมีเรื่องเดียวคือเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ในเชิงการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าเวลานี้โลกการเงินมีความสําคัญมาก และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก แล้วก็ครัวเรือนของไทยกําลังตกเป็นเหยื่อของผู้มีความรู้ ทางการเงินก็เลยตกเป็นหนี้สินมากมาย จึงจําเป็นว่า ณ วันนี้คําว่าการอ่านออกเขียนได้ ลิเทอเรซี (Literacy) ไม่ได้หมายถึงเฉพาะว่าการอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้เท่านั้น ผมว่าต้องหมายถึง ๓ สิ่งแล้ว คือ ๑. อ่านออกเขียนได้ อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ ๒. ก็คือต้องมีความรู้ทางการเงิน ๓. ก็คือต้องมีความรู้ทางไอที (IT) เพราะโลกดิจิทัล (Digital) กําลังเข้ามา ในแง่ของเศรษฐกิจระหว่างประเทศเราก็เสนอ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือ ให้มียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไป โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้รับการตอบสนอง รัฐบาลก็ตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วผมคิดว่าเราก็ควรจะร่วมดําเนินการพัฒนาในเรื่องนี้ต่อไป
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการพยายามที่ตั้งจัดการบริหารเขตชายแดน เวลานี้ชายแดนมีอยู่ทุกภาค แล้วเขาเปิดเออีซี (AEC) ก็เรียกว่าสินค้าและบริการจะเคลื่อนย้ายจาก ประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ก็ลดภาษีให้เหลือ ๐ แต่ว่าคัสตอมส์ ฟอร์มาลิตี (Customs formality) พิธีการทางศุลกากร พิธีการการตรวจคนเข้าเมือง พิธีการต่าง ๆ ที่ชายแดนยังมีอยู่ แล้วมีอยู่ ๒ ประเทศ คือที่ชายแดนไทยที่ท่าขี้เหล็กที่แม่สาย เวลาจะออกไปประเทศเมียนมาต้องผ่านแดนไทยไปส่งกระดาษแล้วเดินข้ามสะพานไป แล้วทําพิธีการเข้าประเทศเมียนมา ก็เป็นการ ๒ ขั้นตอน เสียเวลาไปเท่าตัว เสียกระดาษ เพิ่มขึ้นจํานวน ๒ เท่าเหมือนกัน แต่ถ้าเราบริหารจัดการที่ชายแดนให้ผู้ที่มีอํานาจสั่งการ ผู้ที่มีอํานาจออกกฎ ระเบียบเป็นของทั้ง ๒ ประเทศ แต่ผู้โอเปอเรต (Operate) จริง ๆ ผู้ปฏิบัติการจริง ๆ ให้เป็นหน่วยงานเดียว เป็นบริษัทเอกชนก็ได้ซึ่งมารับจ้างทํา ก็ทําตาม กติกาของประเทศเมียนมาและกติกาของประเทศไทย คนที่จะผ่านจากประเทศไทย เข้าประเทศเมียนมาก็ทํากระดาษครั้งเดียว ชื่อก็เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนเมื่อตอนเดินข้ามไป หลักฐานอะไรต่าง ๆ ก็ยังเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้จะลดขั้นตอน แต่เรื่องนี้ต้องเจรจา กับคู่กรณีกับต่างประเทศเป็นทวิภาคี เรื่องนี้ดอกเตอร์สุทัศน์เขาอยู่อาเซียน (ASEAN) แล้วเขาก็ทําเรื่องนี้มาก่อน แล้วก็เห็นว่าถ้าทําจะเป็นประโยชน์
- ๕๘/๑
มีอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ําซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมาก ซึ่งจะพูดถึงระบบการเงินฐานราก ระบบเกษตรพันธสัญญา การประกันพืชผล แล้วก็ เรื่องอื่น ๆ อีก ซึ่งอาจารย์กอบศักดิ์เป็นผู้ที่ทําเรื่องนี้แล้วก็มีข้อมูลเป็นอย่างดีและเขาพูด ได้ดีด้วย ฟังง่าย ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าขอให้อาจารย์กอบศักดิ์ได้พูดเรื่องนี้ต่อครับ
ก็คงจะขอให้ท่านกรรมาธิการช่วยกระชับเวลาหน่อยนะคะ ท่านเหลืออีก ประมาณ ๒๕ นาทีของคณะอนุกรรมาธิการทุกชุดค่ะ ขอให้ช่วยสรุปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมขอใช้เวลาประมาณ ๓-๔ นาทีพูดถึงเรื่องของแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสําคัญมากเพราะเป็นเรื่อง เกี่ยวกับปากท้องของประชาชนทุกคน แล้วก็เป็นประเด็นที่ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ได้ก็จะถือว่าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่สําเร็จ ในประเด็นนี้ก็จะเป็นประเด็นที่เป็นยุทธศาสตร์ ด้านที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจที่จะนําไปสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืนตามที่ท่านประธานสถิตย์ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เนื่องจากผมได้เคยพูดถึง อีกสัก ๒ หน้าครับ เนื่องจากผมได้กล่าวสรุปเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ําไปแล้วเมื่อวันที่ ๙ ผมก็ขอพูดสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาแล้วก็เป้าหมาย ก่อนอื่นผมคิดว่าปัญหาเรื่องของ ความเหลื่อมล้ําเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากที่สุดในการพัฒนาประเทศ สําหรับประเทศไทยปัญหาเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยใน ๓๐ ปีที่ผ่านมา คนจนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็มีรายได้ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมด เวลาผ่านไปก็ยัง ๕๔ เปอร์เซ็นต์อยู่เช่นเดิม คนจนสุดก็อยู่ที่ประมาณ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ต่างกัน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ตามที่ท่านประธานได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ถ้าเกิดเราไม่ได้เข้าไปแก้ไขก็จะนําไปสู่ปัญหาที่ลุกลามขึ้น นี่คือรูปต่าง ๆ ในประเทศอื่น ๆ ครับ ถ้าเกิดเราไม่ทําก็จะเห็นปัญหาเหล่านี้กลับมาลุกลามแล้วก็กลายเป็นปัญหาของคนไทย ในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เราก็ต้องแก้ที่สาเหตุก็คือโอกาส ที่ไม่เท่าเทียมกันของทุก ๆ คนโดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพการศึกษา เรื่องการเข้าถึงแหล่งเงิน ธนาคาร การมีโอกาสในการทํางาน ตลอดจนการมีอํานาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องของเกษตรกรจํานวนมากที่ถูกเอาเปรียบอยู่ในขณะนี้ สําหรับแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ําก็จะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกใน ๖ เดือนแรก จะเป็นการดําเนินการปฏิรูปตามแนวทางที่ สปช. ได้เสนอไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของระบบการเงินฐานราก เรื่องของระบบเกษตรพันธสัญญา ที่เป็นธรรม เรื่องของธนาคารที่ดิน ซึ่งอันนี้ก็คงทํากับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านสังคม แล้วก็เรื่องของการประกันภัยพืชผล นอกจากนี้หลังจากนั้นเราก็จะดําเนินการปฏิรูป เพิ่มเติมในประเด็นอื่น ๆ ที่จะทําให้การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ครบสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ ๖ เดือนผ่านไปแล้วในประมาณ ๔ ประเด็นที่เหลือก็คือเรื่องของบทบาทเอกชน ในการช่วยลดความเหลื่อมล้ํา เรื่องของการช่วยเหลือให้ระบบการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ตรงจุด ปัจจุบันช่วยทุกคนหว่านแห รวยหรือไม่รวยก็ได้เหมือนกันหมด ในอนาคตก็ต้อง ช่วยให้ถูกคน เรื่องของการแก้ไขปัญหาคนจนเมืองซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๙.๔ ล้านคน ประมาณ ๑ ใน ๓ ของเมืองคือคนจนเมือง แล้วสุดท้ายก็คือกลไกกลางของภาครัฐที่จะเป็น คนขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งในการดําเนินการเราก็จะดําเนินการร่วมกับแม่น้ํา สายอื่น ๆ โดยใน ๖ เดือนแรกในเรื่องของความเหลื่อมล้ําเราจะทําในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ กับทาง สนช. เราก็จะมีการดําเนินการเพื่อร่วมกันแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายที่ทาง สปช. ได้ส่งไปแล้ว ก็คือ เรื่องของ พ.ร.บ. การเงินฐานราก เรื่องของ พ.ร.บ. เกษตรพันธสัญญา และ พ.ร.บ. สัญญาที่ไม่เป็นธรรม และสุดท้ายก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน เราจะ ดําเนินการร่วมกับแม่น้ําสายที่ ๒ ก็คือแม่น้ําสายรัฐบาลโดยเฉพาะทํางานร่วมกับ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธ.ก.ส. ในเรื่องของการให้ประกัน พืชผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แล้วก็ในส่วนสุดท้ายเป็นการดําเนินการร่วมกับ ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้คือการบรรจุประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ การลดความเหลื่อมล้ําไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าเกิดเราทําได้ก็จะเป็นการช่วยตอบโจทย์เรื่องปัญหาปากท้องให้กับประชาชน ทั่วประเทศ เป็นการสร้างอนาคต ให้โอกาสให้เขาบรรลุตามศักยภาพ แล้วขณะเดียวกัน ก็เป็นการวางรากฐานประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอนาคตด้วย
ในด้านของการเงิน การคลังครับ เราจะมีโรดแมป (Road map) ในการปฏิรูป ประกอบด้วยขั้นตอนประมาณ ๔ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนแรกใน ๒ เดือนแรก จะเป็นการหารือ กับหน่วยงานเพื่อกําหนดแผนการและมาตรการที่เป็นรูปธรรม ช่วงเดือนที่ ๒-๔ ก็จะเป็น การร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เขียนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ในเดือนที่ ๔-๖ ก็จะเป็นการทํางานกับ สนช. เพื่อผลักดันกฎหมาย แล้วก็ทําความเข้าใจกับประชาชน ในเดือนที่ ๖ ขึ้นไปจะเป็นการทําประเด็นต่าง ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ในการจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ของภาครัฐ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ใช้เวลาได้ดีมากเลยนะคะ เหลืออีก ๓ ท่าน เชิญท่านมนู เลียวไพโรจน์ เลยค่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สปท. ลําดับที่ ๑๑๕ นะครับ ในฐานะอนุกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรมและบริการ กระผมจะใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ เพราะเวลาล่วงเลยมาพอสมควร ประเด็นสําคัญที่ผมอยากจะเสนอก็คือในเรื่องของความสําคัญและปัญหาของภาคอุตสาหกรรม และบริการ แผนการขับเคลื่อนปฏิรูปที่สําคัญ ๖ เรื่องด้วยกัน และในวาระเร่งด่วนทั้งหมด ๖ เรื่องนี้ คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นว่าใน ๖ เรื่องนี้ จํานวน ๔ เรื่องด้วยกัน สามารถที่จะดําเนินการอย่างเร่งด่วนภายใน ๖ เดือนได้นะครับ ถือว่าเป็นควิกวิน (Quick win) ที่สามารถจะดําเนินการได้เลย เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าภาคอุตสาหกรรม และบริการนั้นมีจีดีพี (GDP) รวมกันถึง ๗.๙๒ ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๖๖.๕ ของจีดีพี (GDP) รวมกันทุกสาขา โดยทางภาคอุตสาหกรรมและบริการมีการจ้างงานมากถึง ๑๓ ล้านคนโดยประมาณนะครับ แล้วก็คิดเป็นร้อยละ ๓๔.๒๑ ของการจ้างงานทั้งประเทศ รวมทั้งในนั้นมีวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือที่เรียกกันว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ถึง ๙๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ ซึ่งเจริญเติบโตมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมและบริการก็มีปัญหาที่จะต้องได้รับการปฏิรูปนะครับ ในส่วนของโครงสร้าง บุคลากรและกฎหมายต่าง ๆ ตามแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนนี้นะครับ ก็จะดําเนินการ ไปควบคู่กัน แล้วในขณะเดียวกันคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งที่ทาง สปช. ได้กรุณาดําเนินการเมื่อปีที่แล้วตลอดมาเป็นเรื่องที่ช่วงที่ผ่านมาเป็นรายงานที่ค่อนข้าง จะสมบูรณ์ครบถ้วน จากนั้นคณะอนุกรรมาธิการก็มาพิจารณาว่าสิ่งสําคัญที่เราควรจะต้อง ให้ความสนใจก็คือ
เรื่องแรก การสร้างสังคมผู้ประกอบการ
เรื่องที่ ๒ ก็คือการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสาขาหลัก
เรื่องที่ ๓ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว
เรื่องที่ ๔ การปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
เรื่องที่ ๕ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistics)
เรื่องที่ ๖ การผลักดันให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN)
ท่านประธานที่เคารพครับ คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาในรายละเอียด ทั้งหมดแล้วเห็นว่าการปฏิรูปทั้ง ๖ เรื่องนั้นสามารถที่จะดําเนินการได้อย่างเป็นการเร่งด่วน แล้วก็สามารถให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน ประมาณ ๔ เรื่องด้วยกันที่สามารถจะเห็นผล เป็นรูปธรรมในช่วง ๖ เดือนนี้ ก็คือ การสร้างสังคมผู้ประกอบการ เรื่องที่ ๑ นะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือการพัฒนาการท่องเที่ยว เรื่องที่ ๓ คือกฎหมายการค้า เรื่องที่ ๔ ก็คือ การผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นเป็นเรื่องที่เราได้ดําเนินการในฐานะอนุกรรมาธิการด้านอุตสาหกรรม เนื่องจากผมใช้เวลา สั้นมากยังไม่ถึง ๓ นาทีนะครับ แต่จริง ๆ แล้วผมได้รับมอบหมาย ๑๒ นาที เพราะฉะนั้นอีก ๙ นาทีผมจะขออนุญาตให้หัวหน้ากลุ่มของผมนะครับ ทางด้านการท่องเที่ยว ทางด้านกฎหมาย ทางการค้า และการผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) นะครับ ๓ เรื่องด้วยกัน ก็ขอความกรุณาว่าหัวหน้ากลุ่มของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ก็คงจะใช้เวลา ประมาณ ๓ นาทีนะครับ แล้วครบ ๑๒ นาทีพอดี ๆ ครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือการพัฒนาด้านท่องเที่ยว จะขออนุญาตท่านกลินท์ สารสิน เป็นผู้นําเสนอ ๓ นาที แล้วก็เรื่องที่ ๓ คือการปฏิรูปกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ขอเชิญท่านคณิสสร นาวานุเคราะห์ เป็นผู้นําเสนอ ๓ นาที แล้วก็เรื่องที่ ๔ คือการผลักดันประเทศไทย เป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) โดยท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ อีก ๓ นาที ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ๓ ท่าน จะใช้เวลาในกรอบพอดีครับ
เชิญทั้ง ๓ ท่าน ท่านละไม่เกิน ๓ นาทีนะคะ เพราะขณะนี้เลยเวลาไปแล้ว
ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม กลินท์ สารสิน สมาชิก สปท. เบอร์ ๔ ขอสไลด์ (Slide) แรกเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ทางด้าน สปช. ที่ทํามาก็อยู่ในแผน ในเรื่องดิวิชัน (Division) ต่าง ๆ เรื่องปรับโครงสร้าง หรือว่าการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ทางด้านสีเขียวคือส่วนที่ทาง สปช. ได้ร่างแผนมา แล้วทางรัฐบาลได้เริ่มทํา แล้วนะครับ ส่วนทางด้านสีเหลืองนั้นจะเป็นส่วนที่ทางคณะของเรากําลังจะเอาของ สปช. ที่ได้ศึกษามาแล้วมาทําให้เกิดประโยชน์สูงสุด หน้าถัดไปครับ ก็มีอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่คณะ สปท. เราจะเร่งปฏิรูปนะครับ
เรื่องแรก คือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านท่องเที่ยวทั้งระบบ เดี๋ยวมีรายละเอียดภายหลังนะครับ
เรื่องที่ ๒ คือการปรับปรุงกฎหมายและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ การท่องเที่ยว ซึ่ง ณ ปัจจุบันเรื่องโรงแรมผิดกฎหมายประมาณ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ได้ ซึ่งทําอย่างไร เราจะดูว่าผิดกฎหมายอย่างไร ก็เลยมีการติดตามเรื่องการร่างกฎกระทรวง ที่ค้างอยู่ในกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้โรงแรมขนาดเล็กสามารถประกอบธุรกิจได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนบังคับใช้พระราชบัญญัติ ประกอบการของคนต่างด้าว ปี ๒๕๔๒ สําหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ในจังหวัดภูเก็ตก็ตาม หรือว่าพัทยาก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีชาวต่างชาติที่มาประกอบธุรกิจ โดยไม่ถูกกฎหมาย ก็ลองกลับมาดูว่าใช้กันถูกผิดอย่างไร
เรื่องที่ ๓ เรื่องการบริหารขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งบางแห่งมีนักท่องเที่ยวมากเกินจํานวน เราจะทําอย่างไรให้มากพอสมควร แล้วก็มี การจัดเก็บรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับการจัดงบประมาณต่าง ๆ ทําอย่างไรให้ถึงสถานที่ต่าง ๆ ให้สอดคล้องและเหมาะสม
เรื่องที่ ๔ เรื่องการปฏิรูปมาตรฐานการจัดแหล่งท่องเที่ยวของไทย คือมาตรฐานมีอยู่แล้ว แต่มาตรฐานไม่ใช่สากล ทําอย่างไรให้เป็นมาตรฐานสากล และปฏิบัติใช้ให้ถูกต้องนะครับ
เรื่องที่ ๕ คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านท่องเที่ยวกับคนในท้องถิ่น อันนี้เรื่องสําคัญ ทําอย่างไรให้คนท้องถิ่นรวยขึ้นและกระจายรายได้เพิ่มมากขึ้น อันนี้สําคัญมาก ๆ ที่การท่องเที่ยวจะเป็นตัวจุดประกายเรื่องนี้ครับ
เมื่อสักครู่นี้ ๕ เรื่องจะเห็นว่า เรื่องที่ ๑ เรื่องการปรับองค์กรสําคัญมาก ๆ มีอยู่ ๘ หัวข้อเรื่อง แต่เราเอาเฉพาะควิกวิน (Quick win) มา ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกนะครับ ณ ปัจจุบันทางซ้ายมือ เรามีพระราชบัญญัตินโยบาย การท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับปี ๒๕๕๑ นะครับ ซึ่งมีคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ อยู่แล้วนะครับ แล้วตอนนี้มีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นเลขานุการ คณะกรรมการ แล้วก็สํานักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นสํานักงาน เลขานุการคณะกรรมการ ท.ท.ช ที่ผ่านมาสํานักงานเลขานุการคณะกรรมการ ท.ท.ช. นี้ ก็มีคนจํานวนน้อย แล้วก็ไม่มีการทํางานอย่างต่อเนื่อง เราคิดว่าอันนี้ควิกวิน (Quick win) คือตั้งสํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ซึ่งเป็นระดับ ๑๐ นะครับ คือนโยบายต่าง ๆ ที่ประชุม ท.ท.ช. เรียบร้อยแล้ว จะมีสํานักงานเป็นคนคอยตามเรื่อง แต่ละกระทรวง เป็นครอสฟังก์ชัน (Cross function) กัน อันนี้สําคัญมาก ๆ
อีกเรื่องหนึ่ง ทางด้านซ้ายมือในกราฟแรก จะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันมี หลายหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เรื่องแรกคือ สํานักงานพัฒนาพิงคนคร ที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ มีไนท์ ซาฟารีขึ้น สํานักงานอันนี้เราคิดว่าควรจะโอนมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มากกว่านะครับ
ต่อมาก็คือเรื่องการส่งเสริมการจัดประชุมหรือว่าทีเส็บ (TCEB) นะครับ ส่งเสริม การจัดประชุมต่าง ๆ พวกนี้ก็คิดว่าควรจะย้ายมาอยู่ใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา
ถัดมาอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสํานักงาน อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อันนี้ควรจะย้ายมาอยู่ด้วยกัน หลังจากย้ายมาอยู่ด้วยกัน แล้วคิดว่าจะเบ็ดเสร็จอยู่ที่ใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในภาพกว้าง ๆ ควิกวิน (Quick win)
เรื่องถัดไปสุดท้ายเป็นการตั้งคณะกรรมการบูรณาการท่องเที่ยว หลังจากมี คณะกรรมการใหญ่แล้ว คณะกรรมการ ท.ท.ช. ของชาติแล้ว มีสํานักงาน ท.ท.ช. เรียบร้อย แล้วนะครับ ซึ่งสํานักงาน ท.ท.ช. ก็จะมีทางด้านคณะกรรมการพัฒนาท่องเที่ยวแต่ละคลัสเตอร์ (Cluster) ที่มีอยู่แล้ว ประกาศใช้อยู่แล้วนะครับ
ถัดมาอีกชั้นหนึ่งก็คือเรียกว่าคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยว อันนี้คือ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงต่าง ๆ แล้วมีเอกชนอยู่ในนี้ด้วย แตกต่างกับคณะแรก คณะแรกคือมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอยู่ในนี้ด้วย ขณะเดียวกันมีเอกชนอยู่ประมาณ ๓ คน หลังจากนั้นแล้ว อีกชั้นหนึ่งจะมีเขาเรียกว่าคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวจังหวัด อันนี้จะเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ประธานสภาหอการค้าจังหวัดเป็นประธาน ในนั้นจะประกอบด้วย สมาคม ราชการ หน่วยงานราชการ พวกปราชญ์ชาวบ้านที่เกี่ยวข้อง ปัญหาที่เกิดขึ้นมาเพราะว่า ถ้าเผื่อผู้ว่าราชการจังหวัดคนไหนแข็งขันการท่องเที่ยวก็เจริญขึ้นมา เวลาย้ายนโยบายก็ไม่ต่อเนื่อง ก็เริ่มกันใหม่ ทําอย่างไรให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมนโยบายอย่างต่อเนื่อง ก็คิดว่าควรจะมี คณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวจังหวัด ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านต่อไปค่ะ ๓ นาทีนะคะ ขอบคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ผมคงไม่ใช้เวลายาวในเรื่องนี้นะครับ ผมจะพยายามให้แล้วเสร็จภายใน ๒-๓ นาทีที่ท่านประธานให้เวลานะครับ ประเด็นของผม คือเรื่องของการปฏิรูปการแข่งขันทางการค้านะครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นปฏิรูปที่ สปช. ชุดที่แล้วได้ทําการศึกษาแล้วก็นําเสนอไว้แล้ว ทางคณะกรรมาธิการเราก็ได้นําข้อเสนอนั้น มาพิจารณาทบทวน แล้วก็มีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องเร่งปฏิรูป เรื่องการแข่งขันทางการค้าของประเทศเราในขณะนี้นะครับ ด้วยเหตุผลความจําเป็นที่สําคัญ ๆ ๒-๓ ประการนะครับ
ประการแรก ก็เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดการค้าของประเทศเรา สร้างความเสมอภาคให้กับผู้ประกอบการที่จะได้มีโอกาสประกอบธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ รายใหญ่หรือรายเล็กก็ตาม
ประการที่ ๒ ก็คือเพื่อสร้างบรรยากาศทางการค้าและการลงทุนภายในประเทศ เพื่อเป็นการดึงดูดทั้งการขยายธุรกิจการค้าของคนไทยด้วยกันเอง แล้วก็การดึงดูดการลงทุน จากต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อนําไปสู่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เรากําหนดไว้ ที่สําคัญก็คือการที่จะนําประเทศเรานั้นให้ไปสู่ประเทศที่เป็นชาติพัฒนาแล้ว แล้วก็จะช่วยลด ความเหลื่อมล้ําในการประกอบธุรกิจการค้าของคนไทยด้วยกันเองด้วย
สําหรับประเด็นที่จะดําเนินการปฏิรูปนั้น ผมขอกราบเรียนว่าที่จริงแล้วปัจจุบัน เรามีพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในขณะนี้อาจจะกล่าวได้ว่ายังไม่สามารถใช้บังคับได้อย่างเต็มที่นะครับ เพราะฉะนั้น ก็จําเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยประเด็นสําคัญ ๆ ๓ ประเด็น ที่เราจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้
ประการแรก ก็คือต้องให้ความเป็นอิสระกับสํานักงานที่จะดําเนินการกํากับ ดูแลในเรื่องของการแข่งขันทางการค้านะครับ เป็นหน่วยงานอิสระ แล้วก็มีคณะกรรมการ ที่เป็นอิสระเช่นเดียวกับนานาประเทศทั้งหลาย โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะใช้ รูปแบบนี้ทั้งสิ้นนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คงจะต้องขยายขอบเขตของกฎหมาย ธุรกิจในปัจจุบันนี้ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปมากมายนะครับ มีบริษัทในเครือในกลุ่มใช้ผู้ถือหุ้นเป็นทอด ๆ ใช้นอมินี (Nominee) ใช้อะไรต่าง ๆ นะครับ ก็จําเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ ให้มีขอบเขตที่จะครอบคลุมได้ทั่วถึง
ประการสุดท้าย ก็คงจะต้องปรับปรุงในเรื่องของบทลงโทษ การบังคับใช้กฎหมาย ให้มีโทษที่เหมาะสมกับสภาพต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ สําหรับเรื่องของกรอบ ระยะเวลาดําเนินการนั้นผมคิดว่าเราสามารถดําเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพราะในขณะนี้หน่วยงาน ที่เป็นเจ้าภาพหลักคือกระทรวงพาณิชย์ได้ยกร่างที่จะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เพียงแต่จะเสนอคณะรัฐมนตรีแล้วก็คณะกรรมการกฤษฎีกาไปตามขั้นตอน ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะใช้เวลาประมาณ ๔-๖ เดือน หลังจากนั้นก็คงจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ใช้เวลาอีกประมาณ ๔–๖ เดือน ก็คงจะได้กฎหมายฉบับใหม่ที่จะมีประสิทธิภาพแล้วก็ช่วยให้ เราสามารถพัฒนาเรื่องการแข่งขันในประเทศไทยได้ดีขึ้นนะครับ สําหรับงบประมาณก็ไม่จําเป็น ต้องใช้งบประมาณอะไรพิเศษก็ใช้งบปกติที่หน่วยงานมีอยู่แล้ว ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านต่อไปมีไหมคะ เชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ กระผม นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ สปท. หมายเลข ๑๗๕ ขอนําเรียนเสนอแผนปฏิรูป ในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) อย่างที่ท่านประธาน และท่านประธานอนุกรรมาธิการได้อธิบายไปแล้วว่าเป้าหมายอย่างหนึ่งในการปฏิรูปของเราคือ เพื่อที่จะสร้างให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็นกับดักรายได้ปานกลาง เพราะฉะนั้น ก็จะเป็นเรื่องของการที่เราจะสามารถนําผลประโยชน์ในฐานะที่ประเทศไทยเราเป็นศูนย์กลาง ในแง่ของอินแลนด์อาเซียน (Inland ASEAN) มีโลเคชัน (Location) มีจุดยุทธศาสตร์ในที่ตั้ง ที่เหมาะสมเพื่อที่จะสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงได้ โดยเฉพาะกับการที่ประเทศเพื่อนบ้านเรา โดยเฉพาะซีแอลเอ็มวี (CLMV) ก็จะเป็นประโยชน์ อันนี้คือเป้าหมายหลักที่ทําให้ ทําไมเราถึงอยากจะต้องมีการปฏิรูปให้ประเทศไทยเป็นอาเซียนฮับ (ASEAN Hub) หรือเป็น ศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ขอเรียนว่าเราก็ได้ศึกษาต่อเนื่อง มาจากการที่ สปช. ได้เคยมีข้อเสนอแนะไว้ ๕-๖ ด้านด้วยกัน โดยที่เพื่อเป็นวาระเร่งด่วน ในการที่จะปฏิรูปเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) นั้น ก็จึงเน้นในเรื่องของ ๓ เรื่องหลัก อันแรก คือการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคม และ ๒. คือการปรับ โครงสร้างการบริการ ซึ่งอันนี้ก็จะแบ่งออกเป็น ๒ เรื่องย่อยนะครับ ก็คือการจัดตั้งหน่วยงาน และการจัดทํายุทธศาสตร์ของประเทศไทย ที่จริงแล้วมีอีก ๓ เรื่องที่จะเป็นระยะสั้น เป็นระยะกลาง และระยะยาว ก็คือการพัฒนาบุคลากร แล้วอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของ ครอสคัตติง (Cross cutting) ที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องเขตเศรษฐกิจชายแดนและรวมทั้ง ยุทธศาสตร์รายอุตสาหกรรม ใน ๒-๓ ประเด็นหลังนั้นก็เป็นเรื่องที่จะนําเสนอในโอกาสต่อ ๆ ไป ในชั้นนี้ก็จะนําเสนอเฉพาะใน ๓ เรื่องที่เรียนไว้ก็คือ เรื่องศูนย์กลางคมนาคม แล้วก็ เรื่องการปรับโครงสร้าง ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ หัวข้อย่อย ก็คือการจัดตั้งหน่วยงานบริหาร การขับเคลื่อนประชาคมอาเซียน แล้วก็รวมถึงการจัดทํายุทธศาสตร์ แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น ผมขอเรียนเป็นข้อมูลให้ที่ประชุมได้รับทราบนิดหนึ่งว่าหลังจากที่ สปช. ได้เคยมีข้อเสนอแนะ เอาไว้แล้ว พัฒนาการต่อมาในกรอบประชาคมอาเซียนนั้นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการที่ก็คง จะทราบดีว่าเรื่องของการดําเนินการเรื่องประชาคมอาเซียนนั้นก็คงไม่ใช่ประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียวที่จะดําเนินการเป้าหมายของการสร้างประชาคมอาเซียนซึ่งภายในสัปดาห์ หน้าก็จะถือว่าเป็นการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน กล่าวคือเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ได้มีการประชุมสุดยอดของผู้นําอาเซียน (ASEAN) ก็ได้มีการวางยุทธศาสตร์ที่เขาเรียกว่า อาเซียนวิชัน (ASEAN Vision) หรือวิสัยทัศน์ ถึงปี ๒๐๒๕ อันนั้นก็เป็นการต่อยอดซึ่งเขา เรียกว่าเป็นวิสัยทัศน์ก้าวหน้าไปด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการที่จะต้องมีการวางแผน ที่เรียกว่าเอ็มแพก (MPAC) หรือแผนแม่บทในการพัฒนาความเชื่อมโยงของอาเซียน (ASEAN) อันนี้จะเป็นสิ่งที่นํามาประกอบในแง่ของคณะอนุกรรมาธิการนําไปประกอบเป็นการต่อยอด จากข้อเสนอของ สปช. สําหรับวาระหรือแผนปฏิรูปที่จะนําเสนอนั้น อันแรกที่ผมเรียนไปแล้ว คือการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางคมนาคมในอาเซียน (ASEAN) อันนี้ก็จะพูดถึงในเรื่องของทั้ง การเชื่อมโยงทางด้านกายภาพคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ก็คงจะทราบกันดีที่มี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเรียลลิงก์ (Real link) หรือการทําเชื่อมโยงอีสต์ เวสต์ คอริดอร์ (East-West Corridor) อีโคโนมิกคอริดอร์ (Economic Corridor) อันนี้ก็เป็น สิ่งหนึ่งที่จะต้องเร่งรัดในการที่จะให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นเรื่องต่อเนื่องไปถึงเรื่องของ การหาแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแหล่งเงินทุนของภายในภูมิภาค หรือแม้กระทั่ง การจัดเอาระบบพีพีพี (PPPs) เข้ามาใช้ การเป็นศูนย์กลางคมนาคมในอาเซียน (ASEAN) นั้น จะสําเร็จได้อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของความเชื่อมโยงทางด้านกายภาพ อันนี้ก็มีเรื่องกฎ ระเบียบ อย่างเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านประธานสมชัยได้พูดถึงการผ่านด่านต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น สิ่งหนึ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการแล้วก็รวมทั้งคณะกรรมาธิการคิดว่าจะต้องเป็นการผลักดัน เพื่อให้เกิดมีหน่วยงานหรือการมอบหมายหน่วยงานเพื่อดูแลโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องครอส บอร์เดอร์ (Cross border) จริงอยู่ขณะนี้ทางกรมศุลกากรของเราได้รับผิดชอบในเรื่อง ของการที่จะทําในเรื่องของเนชันนัล ซิงเกิล วินโดว์ (National Single Window) ซึ่งอันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทําให้ในการผ่านแดน ไม่ว่าจะเป็นคน ของ หรือแม้กระทั่งเกี่ยวกับเรื่อง การันตี (Guarantee) มีหน่วยงานที่จะดูแลในเรื่องของครอส บอร์เดอร์ เมเนจเมนต์ (Cross border management) อย่างชัดเจนอีกอันหนึ่ง เมื่อเช้านี้ผมก็มีโอกาสได้ร่วมการเปิดบ้าน ศูนย์อาเซียน (ASEAN) ของสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งขอชื่นชม อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ในการที่จะโน้มนําและปรับทัศนคติ แล้วก็เป็นแหล่งในการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนคนไทย รู้จักความเป็นอาเซียน (ASEAN) มากขึ้น แล้วจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการที่เรารู้เขา รู้เรา อันนี้ก็ขอชื่นชมอย่างยิ่ง แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมได้รับฟังจากท่านรองประธาน สนช. คนที่หนึ่ง ท่านได้เน้นย้ําถึงในเรื่องของบริบททางกฎหมายที่ สนช. เอง นอกเหนือจากการออกกฎหมายต่าง ๆ โดยคํานึงถึงบริบทภายในประเทศแล้ว การออกกฎหมายที่คํานึงถึงบริบท การออกกฎหมาย ที่มีมาตรฐานกับต่างประเทศโดยเฉพาะกับอาเซียน (ASEAN) ด้วยแล้วนั้น ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้ ประเทศไทยไม่ตกอยู่ในปัญหาที่คงจะทราบกันดีในหลาย ๆ เรื่องว่าหลายสิ่งหลายอย่าง เราต่ํากว่ามาตรฐานของต่างประเทศ ถัดไปที่ผมจะเป็น ๒ หัวข้อย่อย ซึ่งจริง ๆ อยู่ในกลุ่ม หัวข้อใหญ่ก็คือเรื่องการปรับโครงสร้าง อย่างที่เรียนไว้นะครับ ณ ขณะนี้มีกลไกที่ดูแล เรื่องการขับเคลื่อนอาเซียน (ASEAN) อยู่เพียง ๒ หน่วย ซึ่งทั้ง ๒ หน่วยนี้อยู่ที่ กระทรวงการต่างประเทศ อันหนึ่งคือเรียกคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ ซึ่งทุกประเทศ ของอาเซียน (ASEAN) จะมีอยู่ และอีกอันหนึ่งคือเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการศูนย์อํานวยการ เพื่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยที่ ณ ขณะนี้ได้ผ่านจุดนั้นไปแล้ว ข้อเสนอก็คือการปรับอินทีเกรต (Integrate) หรือการบูรณาการคณะกรรมการเหล่านี้ เพื่อให้เป็นกลไกที่มีในแง่ของสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แล้วก็รวมถึงซึ่งจะต่อเนื่อง ไปสู่ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะนําเรียนก็คือการที่ประเทศไทยจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนอาเซียน (ASEAN) เพราะในก่อนหน้าจนกระทั่งถึงสัปดาห์หน้านั้น เรามียุทธศาสตร์อยู่แล้วคือยุทธศาสตร์การเข้าสู่การเป็นประชาคม แต่ถัดไปอย่างที่ผม ได้เรียนแล้วว่าในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาผู้นําอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศได้มีการกําหนดเรียกว่าวิสัยทัศน์อาเซียน (ASEAN) ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่ากัวลาลัมเปอร์ ดีคลาเรชัน (Kuala Lumpur Declaration) โดยตั้งเป็นธีม (Theme) ว่าเป็นฟอร์จิง อะเฮด ทูเกตเตอร์ (Forging Ahead Together) หรือการมูฟ (Move) การเคลื่อนไปสู่ข้างหน้าด้วยกัน อันนี้ก็ขอนําเสนอเพื่อสู่ที่ประชุม ได้รับทราบไว้ ณ ที่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านเลิศวิโรจน์นําเสนอต่อครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๒๗ ก็จะขอนําเสนอเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจการเกษตร เป็นที่ทราบกันดีนะครับ ในปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญกับความท้าทายท่ามกลาง ความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้จีดีพี (GDP) ภาคการเกษตรปี ๒๕๕๘ มีแนวโน้ม หดตัวลง แล้วก็จากปัญหาหลักในเรื่องภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นสําคัญ และปัญหาหนี้สินเกษตรกร ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งปัญหาอาจจะสรุปได้เป็น ๓ ด้าน
ในด้านแรก ก็เรื่องของด้านการผลิต เกษตรกรทําการเกษตรเชิงเดี่ยว ตามความเคยชินที่อิงกับราคารับซื้อ เน้นปริมาณ ทําให้คุณภาพต่ํา สินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ํา ต้นทุนสูง ผลตอบแทนต่อไร่ต่ํา ขาดการวางแผนการผลิตที่เป็นระบบ ตั้งแต่แปลงผลิต แปรรูป จนถึงการตลาด มีการระบาดของโรคและศัตรูพืช เช่น โรคกุ้งตายด่วน การระบาด ของหนอนหัวดํา มีการผลิตที่ผิดกฎหมายหรือขาดการยอมรับ เช่น อาร์ยูยู (RUU) การใช้ แรงงานเถื่อนในอุตสาหกรรมการเกษตร การใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยี การผลิตสมัยใหม่ ที่ทําให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณยังมีน้อย
ในเรื่องของปัญหาด้านที่ ๒ ด้านเศรษฐกิจและสังคม ก็มีเรื่องของภาวะวิกฤติ เศรษฐกิจโลก เช่น ราคาน้ํามัน ราคาน้ําตาลของตลาดโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกร เกือบ ๔,๒๐๐,๐๐๐ ครอบครัวเป็นเกษตรกรรายย่อยมีที่ดินไม่ถึง ๑๕ ไร่ และมีหนี้สินครัวเรือน ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่เกษตรกรมีอายุเฉลี่ย ๕๐-๖๔ ปี ถึงร้อยละ ๗๐ โครงสร้างพื้นฐานสําคัญภาคเกษตรมีไม่เพียงพอ เรามีระบบชลประทานเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูก การรวมกลุ่มไม่เข้มแข็ง การสร้างภาคีเครือข่ายก็ยังมีน้อย
ปัญหาสุดท้าย เป็นปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทําให้สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงเพิ่มความรุนแรงและยาวนานขึ้น น้ําต้นทุนในระบบชลประทานมีปริมาณน้อย การผลิตสินค้าเกษตรไม่เหมาะสมกับพื้นที่สูงถึงร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่เกษตร ดินมีสภาพเสื่อมโทรม เนื่องจากการใช้สารเคมีและการขาดการบํารุง จากปัญหาเหล่านี้ สปช. เองก็ได้นําเสนอในเรื่อง ของการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเกษตรในหลายเรื่อง ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจการเกษตรได้นําสิ่งที่ สปช. ได้ศึกษาไว้โดยมาดูว่าอันไหนที่จะสามารถเป็นควิกวิน (Quick win) หรือเป็นโพรดักต์แชมเปียน (Product champion) โดยควิกวิน (Quick win) ก็จะสามารถดําเนินการได้ภายใน ๖ เดือนแรก ก็ได้นําเสนอในเรื่องของที่จะทําเรื่องควิกวิน (Quick win) กับเรื่องการปฏิรูปแก้ไขปัญหายางพาราอย่างยั่งยืนระยะเร่งด่วน ผมใช้คําว่า ระยะเร่งด่วน เพราะว่าปัญหายางพารายังมีอีกเยอะ อันไหนที่ทําได้ในเบื้องต้น ก็จะทําเลย อย่างเช่น เรื่องของการขับเคลื่อนศูนย์ต้นแบบการแปรรูปผลิตการยางพารา ในระดับชุมชน และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการขับเคลื่อนตัวการยางแห่งประเทศไทยเอง ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่นะครับ เป็นการรวมตัวของ ๓ หน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถ เฉพาะด้าน พอมารวมตัวกันเป็นการยางแห่งประเทศไทยมีภารกิจมากมาย ส่วนโพรดักต์ แชมเปียน (Product champion) และเรื่องอื่น ๆ ก็วางตามกรอบเวลาตามโรดแมป (Road map) ของ สปท. ก็มีในเรื่องของการปฏิรูปการขับเคลื่อนความเข้มแข็ง สถาบันเกษตรกร การปฏิรูปขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม การปฏิรูป เศรษฐกิจพื้นฐานเกษตรชีวภาพ สิ่งเหล่านี้ก็จะดําเนินการตามกรอบเวลาในขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมาธิการได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมา ๓ คณะที่จะดําเนินการศึกษาแนวทางปฏิรูป ในเรื่องต่างๆ โดยแบ่งเป็นตามฟอร์แมต (Format) ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่จะให้ มีเรื่องของการดําเนินการแบบเกษตรก้าวหน้า มีการแข่งขันทางด้านการเกษตร แล้วก็ เพื่อเชิงนิเวศและสิ่งแวดล้อม ก็แบ่งคณะทํางานออกเป็น ๓ คณะ แล้วก็มีการศึกษา ในหลาย ๆ เรื่องซึ่งทาง สปช. ได้ดําเนินการศึกษาไว้ และเพิ่มเติมในส่วนของ คณะอนุกรรมาธิการเกษตร ซึ่งอย่างเช่นในเรื่องของการปฏิรูปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเกษตรแบบก้าวหน้าหรือโมเดิร์นฟาร์มมิง (Modern farming) ก็จะมีการศึกษา เรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพื้นฐานชีวภาพทางการเกษตร หรือไบโอ เบส อีโคโนมี (Bio-based economy) นโยบายขับเคลื่อนปฏิรูปเกษตรเชิงพันธสัญญา คอนแทรกต์ฟาร์มมิง (Contract farming) แล้วก็แปลงใหญ่ เมกะฟาร์ม (Mega farm) ขับเคลื่อนระบบฐานข้อมูล และศูนย์เตือนภัยด้านการเพาะปลูก การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณภาพ การปฏิรูปการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทางการเกษตร และการส่งเสริมสร้างศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาความรู้ทางเทคนิค ในส่วนของ การปฏิรูปการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร ก็จะศึกษา เรื่องแนวทางการปฏิรูปการลดพื้นที่เกษตรซึ่งไม่สามารถแข่งขันได้หรือที่เรียกว่าโซนนิง (Zoning) การปฏิรูปปัญหาเสถียรภาพกับราคาสินค้าเกษตรโดยยกกรณีศึกษาแค่ ๒ พืช คือยางพารา และข้าว แนวทางขับเคลื่อนธนาคารที่ดิน อันนี้มีการกล่าวในคณะอื่นแล้ว การส่งเสริมความเข้มแข็ง สถาบันเกษตรกร แนวทางปฏิรูปเพิ่มผลผลิตต่อไร่ใช้ปุ๋ยที่สมดุลกับพื้นที่ เพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันเชิงธุรกิจของสหกรณ์ การขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร การศึกษา ระบบแบ่งผลประโยชน์ที่เป็นธรรมระหว่างภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกร
ในเรื่องของการปฏิรูปเชิงนิเวศและสิ่งแวดล้อม ก็มีการปฏิรูปการขับเคลื่อน เกษตรอินทรีย์ที่มีมาตรฐาน ผลักดันการทํานาเชิงชีวภาพ ทบทวนการส่งออกสินค้าประมง ที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเลของชาติ
ปฏิรูปรับมือมาตรการซึ่งไม่ใช่ภาษีด้านสิ่งแวดล้อมสําหรับการส่งออกสินค้าเกษตร ด้านสุขภาวะเกษตรกรซึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีในภาคเกษตร การขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้อง จากการป้องกันการรุกล้ําพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนจากนายทุน สําหรับในส่วนของ คณะอนุกรรมาธิการจะมีการขับเคลื่อนในเรื่องที่ได้กล่าว ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นะครับ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. เลขที่ ๙๙ ขอเวลาท่านประธาน ที่จะพยายามพูดให้สั้นที่สุดเพราะว่าเวลาไม่มี ท่านฟังผมไม่รู้เรื่องก็ไปอ่านที่แจกไปนะครับ สิ่งที่จะเรียนให้ทราบเพราะว่าชื่อแหม่ง ๆ เศรษฐกิจกระแสใหม่ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร แต่มาจากที่เราบอกว่าเราจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของเราจากเรื่องของการแข่งขัน โดยใช้ประสิทธิภาพของการผลิตไปเป็นการแข่งขันโดยใช้นวัตกรรมและความคิด ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งซึ่งเราจําเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดของเราแทนที่จะแข่งขันกันด้วย การผลิต เดี๋ยวนี้ค่าแรงงานเราก็สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นต้องเปลี่ยนไปใช้นวัตกรรมของเรามาก ยิ่งขึ้น ต่อไปนะครับ จะเห็นได้ว่านโยบายอุตสาหกรรมของคณะรัฐมนตรีที่มีการพูดกันเกือบจะ ทุกอุตสาหกรรมที่เขียนไว้บนนี้ต้องใช้นวัตกรรมทั้งสิ้น เพราะว่าเปลี่ยนชื่อหมดเช่นว่าเกษตร ก็บอกว่าเกษตรเชิงประสิทธิภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเขาบอกว่าอุตสาหกรรม ดิจิทัล (Digital Industry) หรือว่าอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพก็เป็นเรื่องซึ่งเรา มีความถนัด แต่ว่าไม่ได้ถูกโปรโมต (Promote) ให้ดีพอสมควร เพราะฉะนั้นโดยสรุปในส่วนนี้ ก็หมายความว่าถ้าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าก็ต้องเป็นการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม แล้วก็ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการบริหารจัดการทั้งภาคประชาชนแล้วก็ภาคธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพ ให้สามารถแข่งขันกับโลก แข่งขันกับเออีซี (AEC) ให้ได้ในช่วงระยะเวลา ต่อไป ในเรื่องที่จะทํามีอยู่ ๔ เรื่องกับ ๑ ครอสคัตติง อิสชู (Cross cutting issue) ๔ เรื่องที่จะทําก็คือเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งอันนี้ผมคงไม่ต้องอธิบาย เพราะว่าทุกคนก็ทราบอยู่ดีแล้วและเมื่อวานนี้ตารางที่แจกก็เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แล้วรัฐบาลก็ทําเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว
ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการลงทุนทางสังคม ซึ่งอันนี้แม้จะไม่ปรากฏในนโยบาย รัฐบาลแต่รัฐบาลก็ได้เสนอกฎหมายไปแล้ว แล้วก็มีการเริ่มดําเนินการ ขณะนี้เท่าที่ทราบ กฎหมายอยู่ที่กฤษฎีกา
ส่วนที่ ๓ คือเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเป็นหลักการที่หลายประเทศได้ดําเนินการ ไปแล้ว คือพยายามใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของเราผสมกับเรื่องของเทคโนโลยีแล้วก็ ไปใช้ในภาคต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายเล็กน้อยนะครับ
อันสุดท้าย ก็คือเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ คือการใช้ทุนในทางวัฒนธรรม ของเรา เกิดการสร้างสรรค์ในสิ่งต่าง ๆ เช่น การออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรีต่าง ๆ ที่มีการพูดกัน เมื่อเช้านี้ให้เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจให้ได้
ในแง่ของเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) มีเป้าหมายชัด ๆ ก็คือว่าเนื่องจากโลกนี้เปลี่ยนเป็นโลกดิจิทัล (Digital) แล้ว เราไม่ไปทําอะไรก็ตกรถเศรษฐกิจ เจ๊งทั้งประเทศ เพราะว่าตามเขาไม่ทัน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นภาคบังคับ ซึ่งตรงกับนโยบาย ของรัฐบาล สิ่งซึ่งน่าสนใจก็คือว่าขณะนี้ทางภาคธุรกิจไปไกลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอนเนกทิวิตี (Connectivity) หรือว่าความเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของมาตรฐาน ซึ่งกําลังพัฒนากันอยู่ หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอินเวสต์เมนต์ (Investment) หรือการลงทุน ก็เห็นกันอยู่เมื่อ ๒-๓ วัน แต่ว่าปัญหาของเราขณะนี้ก็คือว่าทางภาคราชการต้องพยายาม ขับเคลื่อนให้ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของระยะเวลาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เราจึงแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ระยะที่ ๑ ที่ต้องเร่งมากที่สุดก็คือเรื่องของการใช้ข้อมูลเปิดภาครัฐ อย่างเป็นรูปธรรม ฟังแล้วไม่รู้เรื่องนะครับ แต่ที่อธิบายก็คือว่าอย่างกระทรวงการต่างประเทศ เวลาท่านจะถือพาสปอร์ต (Passport) ท่านจะเอาพาสปอร์ต (Passport) นี้ท่านเอา บัตรประจําตัวประชาชนใบเดียวไม่ต้องเอาอย่างอื่นไปเขาก็ออกพาสปอร์ต (Passport) ให้ท่านได้ ทําไมเวลาขออย่างอื่นต้องเอาใบสําเนาทะเบียนบ้าน ใบสมรส ใบบวชอะไรต่าง ๆ ไปด้วย ทําไมต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจะเร่งให้มีบริการเหล่านี้ให้มากที่สุดภายใน ๕ เดือน ๑๘ เดือน อันนี้คือไพรออริตี (Priority) ที่ ๑ อันที่ ๒ กฎหมายที่ติดกับอยู่ขณะนี้มี ๑๐ ฉบับพลัส (Plus) พลัส (Plus) จะมีเรื่องบางเรื่องที่เราอาจจะคิดว่าจะต้องเร่งดําเนินการ ก็คือเรื่องการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) แล้วที่สําคัญ อีกส่วนหนึ่งก็คือการรักษาความลับ ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาเรื่องไซเบอร์ไคลม์ (Cyber crime) หรือว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber) ซึ่งเป็นปัญหาหลักของเราในขณะนี้ นอกจากนั้น ในระยะต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการปรับปรุงระเบียบต่าง ๆ แล้วก็จัดทําแผนเพื่อเข้า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อความยั่งยืนต่อไป
ส่วนที่ ๒ คือเป้าหมายเรื่องของเศรษฐกิจ ที่เรียกว่าโซเชียลอีโคโนมี (Social economy) ซึ่งเป็นกลไกหรือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งซึ่งรัฐบาลให้ความสนใจ แต่ว่าอาจจะ ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายที่แจกเมื่อวานนี้ แต่ว่าสิ่งที่อยากจะทํากันในขณะนี้ก็คือว่าต้องการ ให้มีพื้นที่ที่จะให้ภาคเอกชน หรือว่าภาคประชาสังคมได้ลงทุนเพื่อสังคม คําว่า ลงทุนเพื่อสังคม ก็หมายความว่าพอได้กําไรแล้วไม่ต้องมาแบ่งกัน พอได้กําไรแล้วเอากําไรนั้นคืนไปที่สังคมเสีย ส่วนใหญ่ เช่น การทําพรินติงเฮาส์ (Printing house) หรือว่าบริการที่จะพิมพ์หนังสือให้กับเด็ก หรือบริการให้องค์ความรู้กับเด็กเหล่านี้ เป็นต้น ถ้าจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้วโดยปกติบริษัท ก็จะมีดิวิเดนด์ (Dividend) วันนี้ไม่ให้มี ขณะนี้มีคนสมัครอยู่เป็นจํานวนมากแล้ว อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของกระทรวงการคลัง ส่วนกฎหมายที่ผมเรียนไปแล้วก็คือกฎหมายอยู่ที่กฤษฎีกา ในหน้าต่อไปที่เกี่ยวเนื่องกับแผนจะเห็นได้ว่ากฎหมายที่กําลังทําอยู่นี้แล้วคิดว่าจะผลักดัน ภายใน ๑๘ เดือน ก็คือร่างกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ซึ่งอันนี้ เราคิดว่าถ้าคลอดออกมา แพลตฟอร์ม (Platform) หรือพื้นที่ที่ให้เอกชนหรือประชาสังคม ลงทุนเพื่อสังคมจะมีมาก แล้วก็เป็นนวัตกรรมในทางเศรษฐกิจใหม่อันหนึ่งนะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ เรื่องนี้หลายประเทศที่เจริญแล้ว มีการเสนอเข้าสภาไปเยอะแล้ว ไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรป หรือประเทศใกล้เคียงกันเช่นประเทศมาเลเซีย เป้าหมายก็คือเอาทุนทางธรรมชาติมาปรับเป็น การผลักดันในเชิงเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องปรับเช่นไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เหล่านี้เป็นต้น ไม่ได้พูดเรื่องจีเอ็มโอ (GMOs) พูดเรื่องไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สามารถจะทําได้โดยมีการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพ คือต้นทุนของเราที่มีมากทีเดียวเข้ามาร่วมกับนวัตกรรม แล้วก็ช่วยกันแก้ไขปัญหา ของประเทศให้มีนวัตกรรมของตัวเองเป็นพื้นฐานในการผลิตของเรา ซึ่งทางด้านไบโอโลจี (Biology) นี้ก็เกี่ยวพันกับหลายอย่าง เช่น อาหาร อาหารเสริม การแพทย์ สิ่งที่เรียกว่าเวลล์เนส (Wellness) ทั้งหลาย หรือแม้แต่พลังงาน
- ๖๗/๑ ซึ่งเราก็มีปัญหาร้องเรียนแล้วก็เดินขบวนกันอยู่ในขณะนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของนโยบาย อีกนโยบายหนึ่ง ซึ่งวิธีการเนื่องจากเป็นเรื่องที่มีใหม่ เรื่องที่มาใหม่ ในระยะ ๖ เดือนแรก เราก็คงจะทําการดูแลเรื่องโครงสร้างต่าง ๆ เพราะมีหลายคนทํา ทุกกระทรวงมีหมดแต่ว่า ยังไม่ค่อยไปถึงไหน
ส่วนที่ ๒ ก็คือใน ๑๘ เดือนนี้เราจะพยายามที่จะเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้กับ เกษตรกรให้มากที่สุดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปีหน้าไม่มีน้ํานะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็น เครื่องพิสูจน์อันหนึ่งที่จะให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําได้ ตรงนี้ ก็เป็นงานซึ่งเราคิดว่าจะทําในช่วงระยะเวลาอันสั้น
อันสุดท้ายก็คือเรื่องของเป้าหมายเศรษฐกิจที่เรียกว่าครีเอทีฟ (Creative) หรือคัลเจอรัลอีโคโนมี (Cultural economy) เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ได้ปรากฏ อยู่ในนโยบายรัฐบาล แต่ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน แต่การดําเนินงานนี่แทบจะไม่มีดําเนินการตามเป้าหมายเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทําก็คือว่า เราต้องพยายามที่จะสนับสนุนนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกิดจากทุนทางสังคมของเราคือความคิด ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ เราก็ออกแบบเครื่องแต่งตัวเป็นรถตุ๊กตุ๊ก จนกระทั่งได้รางวัลไปแล้วเมื่อคืนวานนี้ แล้วก็มีอีกหลายอย่างที่คนไทยเก่งนะครับ มีเรื่องดนตรี มีเรื่องอะไรต่าง ๆ เห็นได้อย่างดีอย่างเกาหลีมีนวัตกรรมทางด้านนี้สูงมาก ผมตั้ง ๆ เต้นรํา ยอกแยก ร้องเพลงเกาหลี แล้วก็มีใครต่อใครที่ทําครัวเก่ง ๆ เยอะแยะเหล่านี้ซึ่งเป็นวัฒนธรรม ที่เขาส่งออกได้ อันนี้ก็เป็นเป้าหมายของเราในการที่จะดําเนินการภายในระยะเวลาอันสั้น ก็จะมีการพิจารณาเรื่องกรอบรายละเอียด มีการปรับปรุงองค์กร และที่สําคัญก็คือว่าเราจะ จัดพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่สร้างสรรค์นี่อธิบายนิดหนึ่งก็คือว่าเดี๋ยวนี้การออกแบบเขาใช้เทคโนโลยี ถ้าพื้นที่เหล่านั้นมีพื้นที่ที่จะทําให้อินเทอร์เน็ต (Internet) เร็วมาก คนก็จะไปรวมตัวกันที่นั่น หรือมีลักษณะการที่ทําให้เกิดบรรยากาศในการออกแบบหรือการสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ หลายประเทศมีนะครับ ผมไม่มีเวลาจะอธิบาย
ข้อสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ก็คือว่าเรื่องของเรามันมีครอสคัตติง อิสชู (Cross cutting issue) อยู่หลายเรื่องก็คือต้องไปปรึกษาคนอื่น จะเห็นได้ว่าการผลักดัน นวัตกรรมมันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว เพราะว่าเทคโนโลยีบางประเภทได้ผลในทางเศรษฐกิจเร็ว แต่บางประเภทอย่างแพทย์นี่เป็น ๑๕ ปี เพราะฉะนั้นกลไกในการที่จะผลักดันสิ่งเหล่านี้ ต้องคุยกับกระทรวงการคลัง คุยกับหลายฝ่ายใหม่ว่าจะทําอย่างไร
อันที่ ๒ ก็คือการพัฒนากฎหมาย แล้วก็ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของเรา เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงนะครับ เพราะว่าขณะนี้เวียดนามแซงหน้าเราไปเยอะแล้วในเรื่อง ของการจดทะเบียนไอพี (IP) แล้วก็การมีลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรต่าง ๆ
อันที่ ๓ ก็คือเรื่องการรับรองคุณภาพสินค้า ซึ่งขณะนี้มีหลายรายการเหลือเกิน หลายกระทรวง เราจะจัดการมันอย่างไร
และอันสุดท้ายที่ควรจะต้องพูดกันทางด้านการศึกษาก็คือเรื่องของการพัฒนาคน จะเห็นได้ว่าเอนทรีพรีเนอร์ (Entrepreneur) ของเราส่วนหนึ่งขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่นักวิทยาศาสตร์หรือเอนจิเนียร์ (Engineer) ก็ขาดความรู้ที่เป็นเอนทรีพรีเนอร์ (Entrepreneur) เราจะทําอย่างไรให้มีการผสมผสานระหว่างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้อง พิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ผมคงมีแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีปีติพงศ์ ขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดง ความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกแสดงความจํานงมา ๓ ท่าน ขออนุญาตที่จะแจ้งรายชื่อล่วงหน้านะครับ ท่านที่ ๑ นางเมธินี เทพมณี ผู้ตรวจราชการ พิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตปลัดกระทรวงไอซีที (ICT) ท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด อดีตวุฒิสมาชิก และท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับ เชิญท่านเมธินีครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน เมธินี เทพมณี สมาชิก หมายเลข ๑๑๗ ค่ะ ดิฉันขออนุญาตอภิปรายในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระแสใหม่ ในส่วนของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และในเรื่องส่วนเฉพาะของส่วนราชการ ดิฉันมีความเห็นในส่วนเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งว่าในโอกาสที่ท่านได้กรุณาเสนอในประเด็นที่สําคัญ ๆ ในการเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลของส่วนราชการนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญและจําเป็นเร่งด่วน อย่างยิ่งในยุคนี้และปัจจุบันนี้เป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากตัวเลขที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณา นําเสนอในส่วนที่ประเทศไทยนั้นมี ๑ ใน ๔ ของประชากรของเราเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) ถึงแม้ว่าตัวเลขยังดูจะยังห่างไกลจากนโยบายบรอดแบนด์ (Broadband) ซึ่งได้ประกาศใช้ ในประเทศของเราเมื่อปี ๒๕๕๔ ว่าภายในปี ๒๕๖๓ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้เราจะมีคนไทยถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ คอนเนกเตด (Connected) เข้าสู่การใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ของประเทศเราก็ตาม แต่ในวันนี้เราก็ได้เห็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งของภาคประชาชน ซึ่งพยายามอย่างมากที่จะเข้าสู่บริการของรัฐ ซึ่งเป็นบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อ ในแวดวงของรัฐบาล และอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อเหล่านี้ ดังนั้นในตัวเลขที่สําคัญ อีกตัวเลขหนึ่ง ก็คือพวกกลุ่มของพวกเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งขณะนี้ก็มีความพยายามที่จะทํา กระบวนการที่เราเรียกว่าการค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ไม่ว่าจะเป็น ระดับส่วนกลางหรือจะเป็นระดับส่วนภูมิภาคลงไปถึงระดับตําบลและในระดับหมู่บ้าน ในที่สุด ซึ่งจะสามารถคอนเนกเตด (Connected) เข้ามาสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ได้ ดังนั้น ในโอกาสที่ท่านได้กรุณากล่าวถึงพระราชบัญญัติการอํานวยความสะดวกในการพิจารณา อนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติตัวใหม่เอี่ยมล่าสุด และกําหนดให้ส่วนราชการนั้นได้มีข้อกําหนดในการให้บริการของรัฐที่ลดต้นทุน ของผู้ประกอบการและภาคประชาชนในการเข้าถึงบริการของรัฐ อํานวยความสะดวก ให้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนแล้วก็ลดระยะเวลา ในการเข้าถึงบริการของรัฐนั้น ก็ได้พบว่า ส่วนงานของรัฐโดยการขับเคลื่อนของสํานักงาน ก.พ.ร. ได้มีการปรับเปลี่ยนในหลายภาคส่วน อย่างประทับใจ แต่อย่างไรก็ตามในสายตาของภาคประชาชนเราก็เชื่อมั่นว่ายังมีช่องว่าง อยู่อีกมากที่ต้องการให้รัฐนั้นขับเคลื่อนสิ่งนี้ได้อย่างเร็วที่สุดกว่านี้ ดังนั้นในการนําระบบดิจิทัล (Digital) เข้ามาขับเคลื่อนจึงเป็นโอกาสที่จะทําให้เกิดสิ่งที่เป็นความคาดหวังของประชาชน ได้อย่างรวดเร็วในความตั้งใจของภาครัฐที่จะดําเนินการ ข้อสังเกตของดิฉันมีอยู่ ๔ ประเด็น ในการที่จะทําให้หน่วยงานภาครัฐทํางานสําเร็จลุล่วงได้ในสิ่งที่ท่านกรรมาธิการแล้วก็ ภาคประชาชนคาดหวัง
ในประเด็นที่ ๑ นั้นการร่วมออกแบบบริการของรัฐเป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่า ในส่วนที่ภาคประชาชนได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนมานะคะ ได้ถามว่า สิ่งที่รัฐพยายามทําอิเล็กทรอนิกส์มาหลายสิบปีที่ผ่านมานั้นเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนต้องการ หรือไม่ ส่วนนี้ถ้าหากว่าภาคประชาชนได้มีช่องทางในการเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ บริการอิเล็กทรอนิกส์กับรัฐ รวมทั้งภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการด้วยนั้นจะทําให้เกิด ความเข้าใจร่วม ความรับรู้ร่วม และการขับเคลื่อนร่วมกับเรา แล้วก็สามารถที่จะดําเนินเรื่องนี้ ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในประเด็นที่ ๒ นั้นก็คือการกําหนดให้มีหน่วยงานขับเคลื่อนกลาง ซึ่งท่าน ก็ได้กรุณาเสนอนะคะว่าให้สํานักงาน ก.พ.ร. กับสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ องค์การมหาชน ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งในวันนี้ยังชื่อกระทรวงไอซีที (ICT) อยู่นั้น เป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ที่ได้มีการลงทุนทําระบบ อิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐมาแล้วเป็นจํานวนหลายปี แต่ก็อาจจะยังไม่ถึงจุดที่ประชาชนนั้น ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อน ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนะคะ ในเรื่องของบริการสาธารณะอันหนึ่ง ซึ่งภาคประชาชนอาจจะมีความคาดหวังสูง และท่านกรรมาธิการได้กรุณากล่าวแล้วก็คือเรื่องของการลดการใช้สําเนาเอกสาร ในเรื่อง การลดการใช้สําเนาเอกสารนั้น การเดินทางของสําเนาเอกสารเริ่มแรกคือบัตรประชาชน หลังจากนั้นก็จะมีเอกสารต่าง ๆ ที่ส่วนราชการต้องการจากผู้ประกอบการก็ตาม ประชาชน ก็ตามที่เดิน เข้าไปติดต่อ เป็นเอกสารเดิม ๆ และเอกสารเดียวกันที่ต้องการในทุกส่วนราชการ คําถามคือเมื่อไรส่วนราชการจะต้องการเอกสารนั้นแล้วก็ดึงจากระบบออนไลน์ (Online) แล้วก็นํามาใช้ในระบบเอกสารของตัวเอง เป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องขอจาก ภาคประชาชนอีกเลย ดังนั้นสิ่งนี้ก็เป็นจุดที่จะขับเคลื่อนในกระบวนการของ พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกของภาครัฐอันนี้นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามในประสบการณ์ ที่ได้มีการดําเนินการนั้นในการเดินเส้นทางเหล่านี้ไปก็จะต้องมีการปรับปรุง
ในประเด็นที่ ๓ ที่จะขอนําเสนอ ก็คือนอกเหนือจากหน่วยงานกลางที่ขับเคลื่อน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในขณะที่ท่านกรรมาธิการเสนอว่าเป็นสํานักงาน ก.พ.ร. และสํานักงาน รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) นั้น ดิฉันก็มีความเห็นว่าทั้ง ๒ หน่วยงานนั้น ต้องอย่าหยุดนะคะ ต้องทําต่อเนื่องจริง ๆ แล้วก็ทําในลักษณะที่ว่าเป็นคนออกหน้าเข้าไปสู่การ ต้องขออนุญาตท่านประธานเพิ่มเวลาอีกสักนิดนะคะ ในส่วนที่จะต้องทําขับเคลื่อนจริงจัง แล้วก็สามารถทําต่อเนื่องไปได้ เนื่องจากว่าส่วนราชการนั้นในประเด็นที่ ๓ กฎหมายที่ท่านเสนอ จะเพิ่มเติมให้มีกฎหมายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วก็เป็นสากล ค่ะท่าน แล้วในการพัฒนากฎหมายใหม่นั้นในขณะเดียวกันส่วนราชการยังต้องอยู่ภายใต้ กฎหมายเก่าของตัวเอง ดิฉันก็จะขอเสนอเป็นข้อสังเกตด้วยว่าส่วนราชการก็จําเป็นจะต้อง ปรับแก้กฎหมายเก่าที่ตัวเองถืออยู่และติดล็อก อย่างเช่นในกรณีที่การเชื่อมโยงเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยราชการบางส่วนราชการนั้นอาจจะต้องออกประกาศที่จะ รับรองว่าเอกสารที่เชื่อมโยงนั้นเป็นเอกสารที่รับรองได้ทางกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานปฏิบัติ ในหน้าเคาน์เตอร์ (Counter) ต่าง ๆ สามารถดําเนินการได้ทะลุปรุโปร่งไปและไม่ต้องตีความ กันอีกถ้าหากเกิดขั้นตอนในการดําเนินงานในช่วงเชื่อมต่อเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้ ก็เป็นข้อสังเกตที่สําคัญว่าส่วนราชการนั้นก็จําเป็นที่จะต้องปรับปรุง แก้ไขกฎ ระเบียบ ของตนเองควบคู่กันไปกับกฎหมายใหม่ ๆ เช่นนี้ด้วย
ข้อสังเกตสุดท้ายค่ะท่านประธาน การขับเคลื่อนหน่วยงานภาครัฐในการเชื่อมโยง นอกเหนือจากในระดับในประเทศเราแล้ว ยังมีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่จะต้องเชื่อมโยงไป ระหว่างอาเซียน (ASEAN) ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่จะรองรับ เขตเศรษฐกิจชายแดนในเรื่องของการเคลื่อนย้ายบุคคล เคลื่อนย้ายสินค้า บริการข้ามพรมแดน การกํากับดูแลเรื่องอัตลักษณ์บุคคล การอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์นั้น จะสามารถทําให้ความตั้งใจ แผนงาน เป้าหมายของรัฐบาลเป็นจริงได้ เนื่องจากว่าขณะนี้นั้น ในจุดการเคลื่อนย้ายระหว่างพรมแดนต่าง ๆ ก็ได้มีการเตรียมการจากส่วนราชการ ในระดับหนึ่งแล้วเหลือเพียงการขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น แล้วก็ปรับระบบให้เข้าสู่การเชื่อมต่อ ในลักษณะที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในระบบเดียวกัน ซึ่งก็ต้องการการผลักดันอย่างยิ่งยวด จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดิฉันก็ขอฝากประเด็นทั้ง ๔ ประเด็นไว้เพื่อการพิจารณาด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ความจริงพูดประเด็นนี้ฝากกรรมาธิการลองไปดูที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อ ๕ ปีที่แล้วกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคือจุดสตาร์ทอัพ (Startup) ธุรกิจแล้วก็สํานักงาน ประกันสังคม และกรมสรรพากรได้เริ่มในเรื่องของการบริการจุดเดียวจริง ๆ การมีเลขนิติบุคคล เลขเดียว ทั้งเลขบริษัท เลขทะเบียนนายจ้าง ประกันสังคม แล้วก็เลขเสียภาษีบัตรนี้นิติบุคคล ในประเทศไทยได้ใช้เลขเดียว ชุดเดียว ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องของรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์นะครับ เราเรียกว่าซิงเกิลพอยท์ (Single point) ซิงเกิลนัมเบอร์ (Single number) และซิงเกิลฟอร์ม (Single form) ไปที่เดียวไม่ต้องใช้แบบฟอร์ม (Form) ไป ๓ กระทรวง ๓ หน่วยงาน และใช้เวลาเพียง ๓๐ นาที บริการแล้วทั่วประเทศเมื่อ ๕ ปีก่อน ตอนที่ผมไปปฏิรูปนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผ่านมา ๕ ปีแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ไปดูที่นั่น และที่สําคัญคือไม่ใช้งบประมาณใหม่เลยครับ ดังนั้นการเป็นอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) ที่พูดกัน หรือว่าเป็นคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected government) เรื่องของ การบริการเป็นการปฏิรูปที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องพลักอิน (Plug in) จริง ๆ แล้วก็ลด โพรโตคอล (Protocol) อาณาจักรของแต่ละกรม แต่ละหน่วยงานเท่านั้นละ ท้ายที่สุด เราก็ทําได้ ก.พ.ร. ให้รางวัลมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์เลยครับ เพียงแค่ใช้เวลาไม่ถึง ๑ ปี นั่น ๕ ปีมาแล้วเพราะฉะนั้นผมคิดว่าฝากลองไปดู เพราะวันนี้ก็มีท่านอดีตอธิบดีกรมพัฒนา ธุรกิจการค้า มีท่านรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็ท่านปลัดกระทรวง ท่านอดีตอธิบดี ลองไปดูเถอะครับ ตรงนั้นถ้าเราเอางานนําเงินมันปฏิรูปได้ครับ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านของอินเทอร์เน็ต (Internet) เรื่องออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ เรามีมากเหลือเกิน แม้แต่ไฟเบอร์ออพติก (Fiber optic) ทํากันมามากมายก็ใช้ประโยชน์ ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็โชคดีที่เรามีโครงสร้างเหล่านี้อยู่แล้วเพียงแต่ว่าไปอิมพลีเมนต์ (Implement) ให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง ต่อไปเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูป ทางด้านเศรษฐกิจนั้นกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและอยู่ในความสนใจ ไม่เฉพาะสมาชิก ในสภาแห่งนี้เท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนทั้งประเทศด้วยครับท่านประธาน เพราะว่าประชาชนนั้น ตกอยู่ในภาวะใจหายใจคว่ํา และกระทบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศซึ่งกล่าวได้ว่าน่าหวาดเสียวและน่าตื่นตระหนก คงจะไม่ได้หมายถึงแต่เพียงว่าจีดีพี (GDP) ประเทศไม่เคยกระเตื้องขึ้นในรอบ ๒-๓ ปีมานี้ ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงว่าการส่งออกถดถอย และไม่ได้หมายถึงแต่เพียงว่าสินค้าเกษตรตกต่ํา อย่างน่าใจหาย หรือหนี้ภาวะครัวเรือน บัตรเครดิตถูกตัด เอ็นพีแอล (NPL) เพิ่มขึ้นอย่าง มหาศาล สรรพสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นและเป็นความเดือดร้อนต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนั้น เขาจึงเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ เขาจึงเงี่ยหูฟังว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น จะคิดเรื่องเศรษฐกิจและการแก้ไขเศรษฐกิจอย่างไรด้วย เขาอยากดูกึ๋นอยู่เหมือนกันนะครับ ยิ่งกว่านั้นประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรา ดอกเตอร์สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ต้องกล่าวด้วยความชื่นชมว่าเป็นอ๋องทางเศรษฐกิจคนหนึ่ง ซึ่งในยามนี้ถ้าหันไปทางไหนไม่ได้ หันมาทาง สปท. จะไม่ให้เขาฝากความหวังไว้ได้อย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะใช้เวลากันน้อยนิด แต่เอาเถอะ ผมก็อยากจะพูดปัญหาที่เป็นปัญหาของชาวบ้านเสียจริง ๆ นั่นก็คือปัญหาเรื่องการลด ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ซึ่งนับว่าเป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อสําคัญ พูดซ้ําพูดซากว่า ประเทศนี้ความรวยกระจุกอยู่กับคนส่วนน้อย แต่ความจนกระจายอยู่กับคนส่วนใหญ่ ถ้าคิดจะปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ไม่คิดปฏิรูปการลดความเหลื่อมล้ํา ไม่ตอบปัญหาหนี้สิน ของคนยากคนจน ไม่ตอบถึงการลดรายได้ หรือจะเพิ่มรายจ่าย หรือจะเพิ่มโอกาส ให้ประชาชนแล้ว ประชาชนก็ไม่รู้จะเงี่ยหูฟังเรื่องอะไร
ท่านประธานครับ ทุกข์ของคนจน ประการที่ ๑ ซึ่งเป็นทุกข์อันสาหัสสากรรจ์ ก็คือเรื่องหนี้ เราจะปฏิรูปเรื่องหนี้คนจนกันอย่างไร เกษตรกรก็คงมีหนี้สินเรื่องเกษตร คนจนเมือง ก็มีหนี้สินเรื่องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ รถถูกยึด บัตรเครดิตถูกตัด เราพูดเรื่องการพักหนี้กันไหมครับ ในคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจคนจนนี่นะครับ การพักหนี้ให้คนจนซึ่งกําลังจะตายเป็นประชานิยม หรือเป็นการช่วยคนจน เป็นการลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจพอได้ไหม หรือว่าไม่ได้ เพราะขาดวินัยทางการเงิน จะต้องเอากันให้ตาย จนเป็นจน แต่ถ้าไม่มีวินัยไปไม่ได้
ประการที่ ๒ หนี้นอกระบบจะปฏิรูปกันอย่างไร มันทุกข์เหลือหลาย ทุกข์จะตายเสียให้ได้ก็คือทุกข์ดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน แต่มันคือความจริง ของชีวิตประชาชนในประเทศนี้ จะปฏิรูปเศรษฐกิจไม่คิดถึงชีวิตที่เป็นจริงของคนยากคนจน ของประชาชนในประเทศนี้ เป็นการปฏิรูปอะไรล่ะ ทําให้ประเทศรวย ประเทศรวย แต่ประชาชนจนเป็นหนี้ก็เรียกว่ายังเป็น ๒ ทางที่สวนกันอยู่นั้นเอง นอกจากหนี้นอกระบบแล้ว ท่านประธานครับ การเข้าถึงแหล่งทุนของคนจน กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารคนจน เป็นคําแสลง ใช่ไหมครับ ไม่อยากพูดถึงใช่ไหมครับ เป็นประชานิยม ท่านประธานขออีก ๒ นาที ขออีก ๑ นาทีก็ได้ครับ กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารคนจนเป็นประชานิยมหรือเป็นการลดความเหลื่อมล้ํา ทางเศรษฐกิจ รองนายกรัฐมนตรีสมคิดอัดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้านอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการเดินเข้าผิดซ้ําเติมในแนวทางนโยบายประชานิยมอีกครั้งหนึ่งใช่ไหมครับ คณะกรรมาธิการ สภาขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจนี้จะปฏิรูปเรื่องนี้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมขอมีวินัยทางเวลาก็แล้วกัน อยากจะบอกว่าถ้าจะพูดเรื่องลดความเหลื่อมล้ํา ทางเศรษฐกิจแต่ไม่พูดถึงหนี้คนจน ไม่พูดเรื่องการลดรายจ่ายของคนจน ไม่พูดเรื่อง การเพิ่มรายได้ของคนจน ไม่พูดถึงการเพิ่มโอกาสของคนจนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือการปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาที่ท้าทายต่อสภาแห่งนี้ ต่อประเทศนี้ และต่อคนจนของประเทศนี้ การปฏิรูปนี้จะมีความหมายอะไร ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับท่านอดีตวุฒิสมาชิกสมพงษ์ สระกวี นะครับ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ แล้วไม่ต้องตกใจผมคงไม่รุนแรงกับท่านครับ แต่อยากหารือ กับท่านประธานสภาครับ คือผมเสียดายครับท่าน รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจท่านทําไว้เฉพาะ ๔ ด้านที่ท่านเขียน แล้วก็ ๑๖ เรื่องที่ท่าน บรรยายมารวม ๑๐๐ กว่าหน้านี่ผมคิดว่าอยากให้ถกให้เกิดความรู้ทางปัญญากัน แต่ก็เห็นใจครับ ท่านประธานก็เร่งว่าเวลาหมดแล้วนะ ๆ ๓ นาที ใคร ๆ จะไปรู้เรื่องครับ คือผมพยายามที่จะ ร่วมกับท่านด้วยในการที่จะตามเรื่องทั้งหมด ก็บอกจริง ๆ เรื่องเศรษฐกิจมันเรื่องละเอียดอ่อน แล้วที่นั่งอยู่ข้างบนผมเชื่อว่าเป็นภูมิปัญญาของแผ่นดินทั้งนั้นที่จะต้องมาใช้เป็นประโยชน์ แล้วท่านไปคิดมาให้ แต่เรามาติดเรื่องการเมืองครับ ติดว่าเวลามันน้อยสภาประชุมนานไม่ได้ เรื่องปัญหาใหญ่ ๆ อย่างนี้ผมว่าท่านประธานต้องพิจารณาหน่อยนะครับ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว รายงานที่สรุปมานี้สุดท้ายก็คือมาอ่านให้พวกผมฟังแล้วก็หยิบเข้าแฟ้มไป ท่านประธานครับ ไม่ใช่เพิ่งเกิด สปช. เขาทําไว้แล้วครับ ผมอ่านเอกสารเจอเมื่อวาน สปช. ทําเรื่องเสนอ ผ่านไปยังรัฐบาล ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งยังไม่ถึง สนช. เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเขาส่งไปทั้งหมด มีหนังสือตอบมา ๗ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องที่ ๑ ตอบวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เรื่องการปฏิรูปสหกรณ์ ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน เรื่องที่ ๒ ตอบมาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เรื่องส่งเสริมการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของไทย เรื่องที่ ๓ รัฐบาลเขาตอบมาครับ คณะรัฐมนตรีตอบมา การสร้างสังคมผู้ประกอบการและร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับต่อไปครับ วันที่ ๙ ธันวาคม เรื่องการปฏิรูปการเงินฐานราก และร่างพระราชบัญญัติการเงินในระดับฐานราก ฉบับต่อไป วันที่ ๘ ธันวาคม เรื่องแนวทาง ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยเพื่อเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี ๒๕๗๕ วันที่ ๙ ธันวาคม เรื่องการปฏิรูป และโครงสร้างภาษี เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องร่างพระราชบัญญัติธนาคารแรงงาน เขาตอบมาแล้ว แล้วผมไม่แน่ใจว่าหลายเรื่องที่ สปช. เขาทํานี่ตอบมาในคณะการเมืองผมซึ่งรายงานเสร็จไป เมื่อวานนี้พวกผมไม่เคยเห็นเลยครับ ตอบมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ผมเลยต้องหารือ ท่านประธานครับ ที่หารือกันไป แจ้งกันไปตั้งแต่ สปช. ส่งไปให้รัฐบาล ส่งไปให้ สนช. ส่งกันไปเป็น ๑๐๐ เรื่อง ตอบมากี่เรื่องในนี้บอกว่าทําไม่ได้เสียครึ่งหนึ่ง คราวนี้จะให้พวกผม มานั่งงมโข่งปฏิรูปรอบสองหรืออย่างไร ก็เลยบอกท่านประธานครับ หลังจากนี้ท่านไปกรอง ทั้งหมด คณะทํางานท่านที่มีอยู่กรองทั้งหมดว่า สปช. ทําไปกี่เรื่องแล้ว ตอบมากี่เรื่อง เพราะถ้าตอบมากี่เรื่องแล้วพวกผมไม่ต้องทําซ้ํา ส่งการบ้านซ้ํา แล้วผมคิดว่าเวลาในการอภิปราย ในสภานี่ผมเห็นใจกรรมาธิการทุกคณะครับ รีบกันจนตัวสั่น แล้วก็พูด ๆ แต่ละท่าน ท่านสุภาพสตรีที่ขึ้นท่านรีบพูด ผมกลัวเท้าจะแพลงครับ แล้วมาทีหลังท่านสมพงษ์ก็รู้สึกว่า ปัญหาที่ชาวบ้านถามมาไม่ได้ทํา ปัญหาทั้งหมดผมเรียนว่าเราปฏิรูปขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ ด้านต่าง ๆ มันเริ่มต้นจากที่ด้านการเมือง แล้ววันนี้พอด้านการเมืองเราวางกรอบได้แต่ละด้าน ก็ต้องถกกัน ผมเสียดายถ้าเราอ่านกันใช้เวลาแต่ละท่านรายงาน ๓ นาทีเรื่องเกษตรผมกําลัง จะนั่งฟังท่าน เกษตรแผนใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกษตรกรชาวบ้านอยากรู้ แต่ท่านใช้เวลา ๓ นาที ซึ่งท่านก็อึดอัดเต็มที่ จะอธิบายอย่างไร เรื่องที่ยาก ภาษาที่เข้าใจยากให้คนไม่เข้าใจ เฉพาะว่าภาษาเศรษฐกิจครับ ขาดสภาพคล่อง ผมเป็นปีถึงจะแปลถูกว่าหมายถึงไม่มีสตางค์ แต่พอบอกว่าขาดสภาพคล่อง กู้เงินไม่ได้ กว่าจะรู้ว่าตัวเองไม่มีสตางค์มันถึงขาดสภาพคล่องต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นผมคิดว่า อยากจะให้ท่านประธานยืดระยะเวลากับคณะกรรมาธิการที่มาแต่ละด้าน ผมเสียดายท่านสถิตย์ เป็นคนที่ชี้แจงฟังง่าย แล้วท่านผู้ทรงภูมิหลายท่านชี้แจงแล้วน่าฟังครับ แต่ว่าเอาเข้าจริง เราบอกว่าเวลา ๒ ชั่วโมง ๑ ชั่วโมงต้องให้จบ ทุกท่านก็ ๕ นาที ๕ นาที ท่านสมพงษ์ ถามคําเดียวก็เงียบใบ้ทั้งหมด ทําไมปล่อยให้คนเป็นหนี้ ผมบอกว่าที่ปล่อยให้คนเป็นหนี้ เพราะนักการเมืองครับ ไม่ใช่ใครหรอกครับ พวกผมสอนตัวเอง ถ้าอยากรวยต้องเป็นหนี้ เราสอนเขามาอย่างนี้ครับ มันถึงได้ยืมกันทั้งประเทศ แล้วมาวันนี้ก็มาถามว่าจะแก้อย่างไร ก็พวกผมนักการเมืองเคยสอนเขามาอย่างนี้ ถ้าอยากรวยก็ต้องกู้ เพราะฉะนั้นเป็นปัญหา ที่ต้องว่าด้วยระบบทั้งหมด แล้วก็ต้องมีเวลาแลกเปลี่ยน ท่านประธานครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว รายงานเหล่านี้จะเป็นรายงานที่สูญเปล่า ผมอยากให้รายงานนี้ได้รับการถกอย่างกว้าง แล้วก็ มวลสมาชิกที่นั่งที่นี่ล้วนแต่เป็นผู้ทรงภูมิปัญญา พวกผมอาจจะมีประสบการณ์ทางการเมือง แต่ความรู้ด้านเศรษฐกิจแนวทางต่าง ๆ พวกผมสู้ท่านไม่ได้หรอกครับ ต้องฟังจากท่าน เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านประธานมีเวลาสําหรับการฟังรายงานของกรรมาธิการมากกว่า เวลาว่าเราทํากัน ๓ วันพอแค่นี้นะครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานเพื่อหาทางออก กับเรื่องต่อ ๆ ไปครับ เดี๋ยวเรื่องพลังงานอีก ท่านใช้เวลาชั่วโมงครึ่งเร่งให้เสร็จนี่จบเลยครับ เถียงกันเกือบตายข้างนอกแล้วก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่ใช้เวลาขับเคลื่อนชั่วโมงเดียวให้จบ สูญเปล่าครับ ขออนุญาตหารือให้ท่านหาทางออกด้วยครับ
ขอบคุณครับท่านวิทยา เรามีเวลาที่ทางกรรมาธิการจะได้ชี้แจงในช่วงการอภิปราย ซักถามนะครับ ขณะเดียวกันเป็นรายงานรอบแรกแผนปฏิรูปของแต่ละคณะเมื่อเรา ปิดช่วงปีใหม่แล้วตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไปก็เข้าสู่แผนปฏิบัติการปฏิรูปลงรายละเอียด
๒. ก็คือว่าเราจะทํางานนอกห้องประชุมใหญ่ครับ ท่านที่สนใจเสนอความเห็น หรือจะซักถาม หรือจะไปปรึกษาหารือในเรื่องประเด็นที่ท่านสนใจก็สามารถดําเนินการได้ โดยคณะกรรมาธิการใน ๑๑ บวก ๑ ก็ประชุมกัน บางคณะประชุมทุกวัน ตรงนั้นก็เป็น อีกส่วนหนึ่งนะครับ อย่างไรก็ตามการบริหารเวลารอบแรกเราก็ดําเนินการอย่างที่ผ่านมา เมื่อวานนะครับ บางคณะก็ยืดหยุ่นเพราะว่ามีสารัตถะค่อนข้างมาก ดังนั้นในช่วงนี้ จึงเป็นเรื่องของการอภิปรายซักถาม
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องเชื่อมโยงระหว่าง สปช. ที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี แล้วก็แจ้งมา ท่านประธานก็เกษียนหนังสือให้ส่งคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อนําไปพิจารณาต่อ ที่ส่งมาแล้ว ๑๒ เรื่องด้วยกันนะครับ หลังสุดก็เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ครม. บอกว่าความจริง ครม. ได้รับทราบเรื่องนี้ หลังจากนั้นก็ส่งให้ส่วนราชการมีความเห็น ไม่ใช่เฉพาะแผนปฏิรูป เท่านั้น แต่ว่ารวมไปถึงในเรื่องของตัวร่างกฎหมายซึ่งมี ๔๒ ฉบับ ตอบจากส่วนราชการ มาถึง ครม. แล้ว ๑๖ ฉบับ ก็แจ้งให้กับคณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย เราก็จะแจ้ง ให้กับทางคณะกรรมาธิการแต่ละคณะที่เกี่ยวข้องได้ทราบ ทั้ง ๒ ส่วนนี้เป็นเพียงการแจ้ง กลับมาให้รู้ว่าข้อเสนอปฏิรูปชุดเดิมของ สปช. นั้นทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเขามีความเห็น อย่างไร เหมือนเรื่องที่จะเข้าคณะรัฐมนตรีนั่นละครับ ดังนั้นก็เป็นหน้าที่พวกเราที่จะต้อง ทําการต่อยอดจัดลําดับความสําคัญ อะไรที่ปฏิรูปแล้วคํานึงถึงความสัมฤทธิผลโดยเร็ว เราก็ดําเนินการ ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคณะกรรมาธิการนะครับ กระบวนการทํางานก็เป็นเช่นนี้ ส่วนเรื่องการยืดหยุ่นก็รับฟังจากท่านวิทยานะครับ ท่านก็ห่วงใยเรื่องนี้มาตลอด เพียงแต่ว่า เมื่อสักครู่ที่ท่านใช้ไป ๕ นาที ท่านใช้เวลาหารือหรืออภิปรายซักถามครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมหารือท่านประธานครับ เพื่อเป็นแนวทางของสภาเราครับ ผมคิดว่าเป็นไปได้ไหมหลังจากนี้ไปเมื่อคณะกรรมาธิการ แต่ละคณะเขาศึกษาเราอย่าเว้นประชุมสภานานเกินไปเป็นเดือน ๒ อาทิตย์ หรือ ๑ อาทิตย์ ประชุมสักครั้งหนึ่ง กรรมาธิการเขาก็ว่าไป แล้วแต่ละสัปดาห์ให้แต่ละคณะกรรมาธิการที่เขาพร้อมมารายงานว่าศึกษาอะไรไป อย่าง รายงานวันนี้ ๑๓๖ หน้าครับท่าน แล้วเฉพาะพูดหัวข้อนี่ ๑ ชั่วโมงก็ไม่หมด แต่ท่านไม่มีโอกาสอธิบายความเลยว่าแต่ละด้านท่านคิดไปอย่างไรบ้าง ถ้าท่านไม่รู้ว่า คนที่นั่งฟังข้างล่างนี้เข้าใจหรือเปล่า ก็เท่ากับท่านพิมพ์กระดาษมาแจกที่ท่านพูดเรื่อง เมื่อสักครู่ครับ มันก็เปลืองกระดาษ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต่อไปหลังจากนี้ คือหลังจาก คณะกรรมาธิการศึกษาแล้วสัปดาห์นี้ถ้าเขาพร้อมยื่นหนังสือต่อท่านประธาน ท่านก็ต้องนัดประชุมสภาครับ เพื่อให้แต่ละคณะมารายงานและระดมความคิดกัน เราเชื่อว่า คณะกรรมาธิการลงรายละเอียดกว่า แต่ผมอาจจะเจอบางเรื่อง คุณสมพงษ์อาจจะเจอ บางเรื่องที่เป็นปัญหาจริง ๆ ของภาคชาวบ้าน เราจะได้มาสะท้อน บางท่านอยู่ในอีกกระทรวงหนึ่ง ซึ่งมาสัมผัสกับเรื่องนี้ท่านจะได้มาสะท้อน เพราะผมดูการตอบจากคณะรัฐมนตรีนะครับ ถ้ากรรมาธิการแต่ละท่านนั่งอ่านนี่ท่านหัวเราะเลย รัฐบาลส่งไปถามส่วนราชการ คนที่ตอบ ลูกน้องท่านทั้งนั้น ซี ๕ ซี ๖ ประชุมแล้วก็ตอบท่านมา แล้วก็บอกว่าที่ขับเคลื่อนนี้ใช้ไม่ได้ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องศึกษาอย่างละเอียด ลืมไปว่าคนที่คิดเรื่องขับเคลื่อนการปฏิรูป นายตัวเองคิดทั้งนั้น แต่เวลาส่งกลับไปส่วนราชการระดับซี ๗ ซี ๘ ประชุมกันส่งกลับมา ข้างบนก็นั่งนิ่งเลยครับ คราวนี้ผมอยากให้ทุกอย่างผ่านการกรองตรงนี้ เราเป็น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นทําหน้าที่ให้มันขับเคลื่อนได้ จริง ๆ ไม่ใช่รายงานเราเสร็จแล้วก็ปิดทิ้งเข้าไป ผมก็คิดว่าเราเสียเวลา หลายท่านมีภารกิจ ที่ทําได้อีกเยอะครับ แล้วท่านประธานก็สามารถทําหน้าที่ตรงนี้ได้ดีเพราะท่านอยู่ในสภา แล้วคิดดูเวลาสภามันต้องยืดหยุ่นอย่างไรเพื่อรวบรวมระดมความคิดทั้งหมด คน ๆ เดียว พูดไม่หมด พูดหมดก็ไม่รู้ทุกเรื่องหรอกครับ ที่เขาต้องมีสภา ๒๐๐ คนเพราะว่าเขาอยากเห็น คนที่คิดต่างกันมาถกกัน และหาข้อสรุปที่ดีที่สุด แต่ถ้าคิดไม่ต่างกัน ไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนกัน ไม่มีประโยชน์ ต้องมี ๒๐๐ คน มีแต่ละคณะก็เอาแต่ละคณะทํา ๒ รัฐบาลจบครับ ท่านช่วยหาแนวทางด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ ก็รับข้อชี้แนะแล้วจะไปดําเนินการตามข้อชี้แนะท่าน ยังมีผู้แสดงความจํานงในการอภิปรายอีกท่านหนึ่ง ท่านคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัด กระทรวงพลังงาน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจนะครับ เพราะว่าท่านมีหลากหลายสาขาอยู่ในคณะเดียวกัน ดูเรื่องที่ท่านเสนอ ปฏิรูปถึง ๒๔ เรื่อง ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะทําเสร็จใน ๑๘ เดือนหรือเปล่า ผมก็จะขออภิปราย เฉพาะเรื่องที่ผมสนใจนะครับ ก็คือเรื่องของการปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistics) แล้วก็การเป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) แต่ก่อนที่จะไปทั้ง ๓ เรื่องก็ขอแวะไปที่เรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากรสักนิดหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ แล้วในสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดที่แล้วที่ท่านสมชัย เป็นประธานด้านเศรษฐกิจท่านก็ได้นําเสนอ ก็คือประเทศเราจะปฏิรูประบบภาษีก็ต้อง ใช้จังหวะเวลาช่วงนี้ เพราะว่ามันก็ต้องกระทบหลายส่วน ทุกสเปเชียล อินเทอเรสต์ กรุ๊ป (Special Interest Group) แล้วก็ต้องมีความกล้า แล้วก็ถ้าจะดูแผนภูมิของท่านประธาน ที่นําเสนอว่าเป้าหมายของการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจจะนําไปสู่การก้าวสู่การเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้ว การลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และวินัยทางการคลัง การเงิน การปฏิรูประบบภาษีก็จะเป็นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา เช่นเดียวกัน คนรวยก็ควรจะเสียภาษีมาก ขณะเดียวกันระบบภาษีที่ประเทศเราไม่ได้ใช้เสียที ไม่ว่าภาษีที่ดิน ภาษีมรดก หรือจะปรับภาษีแวต (VAT) เพิ่มขึ้น ผมคิดว่าสภาเราไม่มีเรื่องติดยึด เพราะเราไม่มีอํานาจบริหาร เพราะฉะนั้นเสนอผลงานทางวิชาการให้รัฐบาล ถ้าเห็นจังหวะ เหมาะสมเขาก็จะได้เอามาใช้ได้นะครับ สําหรับเรื่องการปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า ผมอ่านดูพลิกเร็ว ๆ ก็อยู่ในหน้า ๑๒๗ ของรายงานก็มีไว้นิดเดียวมี ๓-๔ หน้าเท่านั้นเอง ก็เลยไม่แน่ใจว่าขอบข่ายท่านจะนําไปสู่อะไรนะครับ ผมก็อยากจะฝากว่าประเทศที่เจริญ แล้วก็ควรจะมีกฎหมายที่แข่งขันอย่างเป็นธรรมนี่ใช่นะครับ แต่ว่าป้องกันการผูกขาด การทุ่มตลาดแอนไททรัสต์ อันแฟร์ คอมเพทิชัน (Antitrust unfair competition) เหมือนอย่างบริษัทข้ามชาติเวลาเขาจะเมอเจอร์ (Merger) เขาต้องไปขออนุมัติ จากคอมมิสชัน (Commission) ของอียู (EU) หรือของเทรดเรกูเลเตอร์ (Trade regulator) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ของเราถ้าทําได้ในระดับอาเซียน (ASEAN) ก็จะดีนะครับ แต่ประเทศไทยเราผมก็ยังไม่แน่ใจ เพราะว่าท่านเขียนไว้สั้นมาก ก็อยากจะสนับสนุนในเรื่อง กฎหมายแข่งขันทางการค้าว่าต้องเริ่มทํา แล้วก็เป็นเรื่องของประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้เป็น มาตรการกีดกันทางการค้าของเราด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีกฎหมายที่จะคุ้มครองของเราด้วย คือแข่งขันเป็นธรรม แต่ว่าไม่ใช่คนอื่นมากีดกันเรา แล้วก็บริษัทที่เป็นยักษ์ใหญ่ทั้งหลายไปซื้อ บริษัทยักษ์ใหญ่เป็นที่ ๒ อย่างนี้ก็ครองตลาด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็กําหนดราคาค่าบริการได้ เพราะฉะนั้นท่านจะมีมาตรการอย่างไร มาตรการอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าสําคัญก็คือ ท่านต้องมีเรกูเลเตอร์ (Regulator) ที่เป็นอิสระพอสมควรเหมือนแบงก์ชาติ เหมือน ก.ล.ต. ไม่ใช่เป็นกระทรวงพาณิชย์ กรมอะไรก็ไม่รู้ ไม่ทําตามก็ย้ายอธิบดีไปอย่างนี้นะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistics) ผมก็เห็นว่า สําคัญมากนะครับ ก็อยากจะสนับสนุนคณะอนุกรรมาธิการที่ท่านมนูเป็นประธานว่า ต้องพยายามชี้ประเด็นให้เห็นว่าประเทศเราสูญเสียทรัพยากรและต้นทุนมหาศาลไปกับ การมีระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ หรือไม่มีประสิทธิภาพเอาเลย ผมไปดูงานที่ประเทศเยอรมนี เมืองฮัมบูร์ก เขามีท่าเรือแล้วก็มีสถานีรถไฟไปอยู่ตรงท่าเรือ เขายกลงจากเรือทีเดียวขึ้นรถไฟเลยนะครับ ไม่ต้องมายกลงที่โกดังแล้วก็ขนขึ้นรถแล้วก็ ไปใส่รถไฟ เพราะฉะนั้นของเราถ้าเป็นแบบนี้ก็เสียค่าขน ค่าเช่า ๓ ต่อ ของเขาต่อเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เป็นฮิดเดนคอสต์ (Hidden cost) มหาศาล แล้วก็ผูกไปถึงเรื่องกฎระเบียบด้านศุลกากร ด้านสรรพสามิต หรืออะไรก็แล้วแต่ ท่านก็ต้อง พยายามชี้ประเด็นให้เห็น เพราะเราทําแบบบูรณาการแล้ว ก็สนับสนุนท่านเต็มที่เรื่อง โลจิสติกส์ (Logistics) นะครับ
เรื่องการเป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) ก็เช่นเดียวกัน ชีวิตผมรับราชการมา ก็นิยมที่อยากจะให้เราเป็นประเทศศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) แต่ได้บทเรียนอันหนึ่งก็คือ การประกาศว่าจะเป็น ไม่ได้เป็นได้ง่าย ๆ แถมประเทศเพื่อนบ้านเขาหมั่นไส้เอาด้วย การจะเป็นได้ ก็ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้ดี เตรียมคนให้ดีแล้วก็จะเป็นเอง เพราะฉะนั้นประการหนึ่ง ผมกับท่านรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศก็คุ้นเคยกันนะครับ ผมคิดว่าเราก็ต้องทํากฎ กติกาของประเทศเราให้เป็นที่น่าเชื่อถือของต่างประเทศก่อน ไม่ใช่ไปร่วมประชุมที่ไหนแล้วก็ ลงนามไม่ได้เพราะว่าต้องรอสนธิสัญญาเข้าสภา มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๓ อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเขาถ่ายทอดไปถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยว่าเรื่องที่ ซิมเพิล (Simple) ก็ควรจะลงนามไม่อย่างนั้นใครเขาจะมาเชื่อถือ ไม่ใช่ ๑๐ คน ๙ ประเทศ ลงนามเราไปจับปากกาแห้ง ๆ อยู่ไม่กล้าลงนามอย่างนี้ก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับศูนย์อาเซียนฮับ (ASEAN Hub) อะไรของท่าน ก็อยากจะฝากใน ๓ ประเด็น แล้วก็เอาใจช่วยว่าท่านจะทํา ทั้ง ๒๔ เรื่องไม่รู้ว่าท่านจะทําเสร็จหรือเปล่า ก็ขอให้ท่านทําเสร็จสัก ๔ เรื่อง ผมก็ชื่นใจแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศครับ ท่านทูตกษิต ภิรมย์
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ต้องขอประทานโทษที่มาเป็นคนสุดท้าย เพราะติดประชุมคณะอนุกรรมาธิการอยู่ครับ แต่ว่า ไม่มีโอกาสพูดก็คงจะน่าเสียดาย ผมขอเรียนท่านประธานผ่านไปที่คณะกรรมาธิการดังนี้ว่า เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วรัฐบาลไทยได้ตัดสินใจที่จะเลิกการผลิตเพื่อทดแทนการนําเข้า แล้วก็ ๕๐ ปี ให้หลังมาเราเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก เพราะฉะนั้นที่เรียกว่าโกรทโฟลเดอร์ (Growth folder) กลไกหรือว่ารูปแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีตัวเลขของจีดีพี (GDP) สูง ๆ ขึ้น ก็จะพึ่งพาการส่งออก คราวนี้มาถึงวันนี้เป็นอะไร เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ณ วันนี้ของผม คุณสมพงษ์ ท่าน สปท. ก็ได้บอกว่าเกิดความเหลื่อมล้ําในสังคม หลังจาก ๕๐ ปีไปแล้ว ตัวเลขจีดีพี (GDP) ทุกปีโดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลของท่านประธานองคมนตรี ท่านอดีตรัฐมนตรี พลเอก เปรมก็ ๘-๑๓ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ระยะหลัง ๆ ก็เหลือประมาณ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ มาเป็นเวลาหลายปี แล้วการส่งออกในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาค่อนข้างจะแย่มากลดอย่างมากมาย ขีดความสามารถในการแข่งขันที่อยู่บนพื้นฐานของภาคแขนงอุตสาหกรรมหรือว่าผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ นั้นของเราแข่งขันไม่ได้แล้ว เทคโนโลยีไม่ดี
- ๗๕/๑ ตลาดแคบลง ค่าแรงเราสูงขึ้น และในช่วงที่แล้วมาผมก็ได้กล่าวถึงทิศทางใหม่ ของคณะรัฐบาลนี้โดยทีมเศรษฐกิจคือดอกเตอร์สมคิดนะครับ ที่จะไปโรบอต (Robot) ไปเรื่องเอวิเอชัน (Aviation) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากไว้เป็นการบ้าน ก็คือว่าเราไม่สามารถที่จะพัฒนาประเทศด้วยการพึ่งพาการส่งออกโดยเฉพาะสินค้า ที่ค่อนข้างจะล้าสมัย หรือไม่มีเทคโนโลยี หรือว่าองค์ความรู้ หรือว่าการออกแบบของเราเอง ในขณะเดียวกันการพัฒนาในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมานอกเหนือจากความเหลื่อมล้ําในสังคม ที่ห่างขึ้นไป ความมั่งมีศรีสุขมันกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นปัญหาสังคม แล้วขณะเดียวกันใน ๕๐ ปีที่ผ่านมาก็เป็นสังคมแห่งการบริโภค ขอใช้ภาษาอังกฤษนะครับ คอนซูเมอริซึม (Consumerism) ก็มีบัตรเครดิต มีโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ห้องน้ําสาธารณะยังไม่มี การขุดลอกคลองสาธารณูปโภคต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังล้าสมัย ขณะที่เราจะมีการประมูลโทรศัพท์มือถือเป็นเท่าไรครับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันห่างกันมากระหว่างเทคโนโลยีที่ทันสมัยกับสภาพสังคมที่ส้วมก็ยังไม่มี น้ําประปา ก็ยังไม่ถึง ไฟฟ้าก็ยังไม่ทั่วถึง โรงเรียนก็มีความต่างกันมาก การศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเรา ก็ใช้จ่ายกันเกินตัวเพราะเรามีบัตรเครดิต เราอยู่ในลัทธิของบริโภคนิยม ฝรั่งเขาอยู่กันอย่างไร เราก็อยากจะอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่าเราไม่สามารถที่จะดําเนินเศรษฐกิจ ดังที่เราได้มีมา ๕๐ ปี ใช้ไม่ได้แล้วสังคมไทย มันจะสร้างความแตกแยกในสังคม ความเหลื่อมล้ํา แล้วก็จะเป็นปัญหาของการขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงก็ได้ เพราะฉะนั้น ที่ผมจะเรียนถามก็คือว่าแล้วที่ได้เสนอมาทั้งหมดนี้ ๔ ด้าน ๒๔-๒๕ โครงการนี้ ค่อนเป็นข้างในรายละเอียด แต่ไม่ได้ตอบปัญหาภาคกว้างว่าเรายังต้องการที่จะเป็น เอกซ์พอร์ตเลดอีโคโนมี (Export-led economy) หรือไม่ หรือเราจะหันกลับมาดู ตลาดภายใน ตลาดชายแดน ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ตลาดอาเซียน (ASEAN) เป็นสําคัญ แล้วก็พึ่งสติปัญญาของเราเอง แทนที่จะต้องไปซื้ออะไรครับ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมาย การค้าจากต่างประเทศ นั่นก็เป็นประเด็นหลักที่อยากจะฝากคณะกรรมาธิการไว้
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าที่รัฐบาลจะมีมติ แล้วก็ที่ สนช. จะออกกฎหมาย จะเป็นเรื่องจีเอ็มโอ (GMOs) หรือว่าจะตัดสินใจเข้าร่วมในข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก ทีพีพี (TPP) หรือจะไปลงทุนที่ทวาย หรือจะทํารถไฟความเร็วสูงต่าง ๆ เหล่านี้ ผมจะเรียนถามว่าสิ่งต่าง ๆ ในขณะที่ทางฝ่ายบริหารหรือ สนช. จะไปออกกฎหมาย สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านคิดอยากที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยหรือไม่ ๒ อย่าง ต่างคนต่างไป ไปด้วยกันไม่ได้ รวมทั้งทฤษฎีคลัสเตอร์ (Cluster) ของดอกเตอร์สมคิดด้วย อาจจะเป็นสิ่งที่ล้าสมัย เพราะว่าที่จังหวัดมิกาของประเทศญี่ปุ่นเขาเคยทําอันนี้กับบริษัท เข้าใจว่าบริษัท ชาร์ป ในที่สุดก็ไปไม่ได้ที่จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของอุตสาหกรรมแขนงใดแขนงหนึ่ง ไปกระจุกตัวไว้ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งแล้วก็ไปไม่ได้ เพราะสมัยนี้เป็นเรื่องของซัพพลายเชน (Supply chain) ใช่ไหมครับ ลูกโซ่ของการที่ผลิต แล้วก็โรงงานอยู่ทั่วโลกมาประกอบที่แห่งหนึ่ง แล้วก็มีการแข่งขันกันอย่างสูง ต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้ความคิดบางอันบางอย่างอาจจะ ไม่ทันสมัย และผมคิดว่าจะปล่อยให้รัฐบาลทําไปทางหนึ่ง สนช. ออกกฎหมายไปทางหนึ่ง แล้วขณะเดียวกันเรามีความเหลื่อมล้ําในสังคม และเราก็ยังคิดที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจบนพื้นฐาน แล้วก็แนวความคิดเดิม ๆ ผมคิดว่าจะทําให้เราไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ตอนนี้ทาง ครม. สปท. และ สนช. ได้ประสานใกล้ชิดกันมากครับ ในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี ๒๕๕๙ ก็หวังว่าจะเป็นปีของการปฏิรูปประเทศ เป็นโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายก็ว่าได้ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่อง การทํางานที่ต้องเป็นเอกภาพ เป็นทีมเดียวกัน เชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบและชี้แจง ข้อซักถามสมาชิกครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณา แสดงความคิดเห็นที่มีคุณค่าต่อการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ ขอบคุณท่านเมธินีที่ได้กรุณาสนับสนุนแนวความคิดในเรื่อง ของการทําให้มีข้อมูลที่โปร่งใสและเชื่อมโยงซึ่งกันและกันที่จะทําให้การบริหารภาครัฐ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ขอบคุณท่านกรรมาธิการสมพงษ์ สระกวี ที่ได้กรุณาเน้นย้ําในเรื่องปัญหาของการไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากว่า ไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ การมีประชาธิปไตยทางการเมืองที่ถาวรเป็นไปไม่ได้ อย่างที่ ได้พบกันมาแล้วว่าประชาธิปไตยทางการเมืองล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดเวลา เพราะรากฐาน ของประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจคือความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจยังไม่ได้ลดน้อยลงไป ปัญหาเรื่องหนี้คนจนนั้นทางคณะกรรมาธิการได้ตระหนักและนํามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง ในการปฏิรูป แต่อย่างที่ได้กล่าวโดยท่านกรรมาธิการวิทยา แก้วภราดัย ว่าเวลาในการอธิบาย ทั้งหมดนั้นไม่มากนักจึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเกษตรพันธสัญญาให้ครบถ้วน ไม่ได้กล่าว เรื่องการเงินระดับฐานรากให้ครบถ้วน ไม่ได้พูดถึงเรื่องความรู้ทางด้านการเงินอย่างละเอียด หรือไม่ได้พูดถึงเรื่องการออมสําหรับผู้สูงวัย แท้ที่จริงแล้วการแก้ไขปัญหาในเรื่องหนี้นั้น ก็คือจะต้องแก้ว่าทําอย่างไรถึงไม่มีหนี้ ทําอย่างไรประชากรที่ยังยากจนอยู่จะมีรายได้มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่เป็นหนี้ อย่างไรก็ตามข้อสังเกตที่สําคัญของท่านก็จะได้นําไปประกอบ ในการพิจารณา ขอบคุณท่านคุรุจิต นาครทรรพ ที่ได้กรุณาเน้นย้ําและให้ความสําคัญ ในเรื่องของการแข่งขันที่เป็นธรรมในทางการค้า การป้องกันการผูกขาด เน้นย้ําในเรื่องความสําคัญ ของการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งในขณะนี้เรายังมีค่าใช้จ่าย ด้านนี้อยู่สูงมาก ในระยะสั้นนั้นต้องลดค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ลงเหลือร้อยละ ๑๒ ของจีดีพี (GDP) ระยะยาวต้องลดลงให้ต่ํากว่านั้นเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ที่มีค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ (Logistics) อยู่ประมาณร้อยละ ๕ ของจีดีพี (GDP) และขอบคุณท่าน ที่ได้สนับสนุนในเรื่องของการที่จะทําให้ประเทศเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) และขอบคุณท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านที่ได้กรุณาสนใจและให้ความสําคัญในการรับฟัง เรื่องของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ผมอยากเรียนว่าการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจที่ได้ นําเสนอนั้นดําเนินการตามแนวทางที่ท่านประธานได้กําหนดไว้ ก็คือในช่วงแรกดําเนินการ ในเรื่องที่ สปช. ได้ดําเนินการไว้ ยังมีช่วงที่ ๒ ช่วงที่ ๓ และช่วงที่ ๔ ซึ่งจะมีเรื่องเพิ่มเติมเข้ามาอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกตในวันนี้หรือกรุณาให้ข้อสังเกตในวันหน้า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจะได้นําข้อสังเกตที่มีคุณค่าเหล่านั้น มาประกอบเป็นแผนงานเพิ่มเติมเพื่อที่จะทําให้การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น เป็นการปฏิรูปที่นําไปสู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปที่นําไปสู่การเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้ว เป็นการพัฒนาที่สมดุลกับสิ่งแวดล้อมบนความยั่งยืนทางด้านการเงิน และการคลัง และจะนําไปสู่การที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา แผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ
- ๗๗/๑ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมได้เห็นชอบกับแผนการปฏิรูปฉบับนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ดําเนินการตามแผนการปฏิรูปต่อไปนะครับ ขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจครับ
ต่อไปเป็นรายงานแผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
สําหรับการนําเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ได้ขออนุญาตที่จะนําเสนอในรูปของเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) และเอกสารนะครับ ซึ่งประธานอนุญาตให้ดําเนินการได้ โดยที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้แจ้งว่าจะมีผู้ทําหน้าที่ในการชี้แจงแทนคณะกรรมาธิการ ประกอบไปด้วย ๔ ท่านนะครับ ๑. คือท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ เป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงานนะครับ ๒. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ซึ่งท่านเป็นประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นอดีต สปช. อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตวุฒิสมาชิก ๓. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม รองประธาน กรรมาธิการ คนที่สอง เป็นอดีต สปช. เป็นอดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ท่านที่ ๔ คือ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญท่านประธานคุรุจิตครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ๐๒๓ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ขอนําเสนอแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดังที่จะได้นําเสนอในแผ่นเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่ได้สําเนาแจกท่านสมาชิก ก็ขออารัมภบทสักนิดหนึ่งว่าตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้แต่งตั้ง คณะกรรมาธิการสามัญชุดต่าง ๆ รวมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ประกอบด้วยสมาชิก ๑๕ คน ดังรายชื่อ ที่ปรากฏอยู่ในแผ่นเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) นั้นนะครับ ตามข้อบังคับ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ ๗๓ วรรคสี่ กําหนดให้กรรมาธิการสามัญทุกคณะ จะต้องเสนอแผนการปฏิรูปเร่งด่วนภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ท่านประธานกําหนด ก็คือ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ นะครับ ก็ครบวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นวันหยุด ท่านประธานก็เลยกําหนดว่าเป็นวันที่ ๙ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานก็ได้มีการศึกษารายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ศึกษาวาระปฏิรูปไว้ ๓๗ วาระ ในวาระเรื่องของพลังงานก็จะเป็นวาระปฏิรูปที่ ๑๐ คือระบบพลังงานตามที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติได้จัดทํารายงานส่งไว้ให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติเห็นชอบเมื่อเดือนสิงหาคม แล้วก็ส่งให้รัฐบาลไปแล้ว แล้วท่าน สปท. เมื่อมารับตําแหน่งก็จะมีหีบเอกสาร เล่มนี้จะเป็นเล่มหนึ่ง ที่อยู่ในหีบเอกสารนะครับ คือวาระปฏิรูปที่ ๑๐ ระบบพลังงาน ในวาระปฏิรูปที่ ๑๐ ระบบ พลังงานก็จะประกอบด้วยประเด็นปฏิรูปด้านพลังงาน ๑๘ ประเด็นดังต่อไปนี้นะครับ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ก็คือ
เรื่องที่ ๑ ระบบราคาเชื้อเพลิงที่มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม โดยยึดกลไกตลาด
เรื่องที่ ๒ ก็คือบทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง
เรื่องที่ ๓ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกําหนดนโยบายและติดตาม การกํากับกิจการพลังงาน
เรื่องที่ ๔ การพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือของทุกภาคส่วนในข้อมูลพลังงาน
เรื่องที่ ๕ การกํากับกิจการพลังงานทุกประเภทที่มีลักษณะผูกขาด โดยธรรมชาติหรือมีอํานาจเหนือตลาดให้เป็นไปอย่างเป็นธรรม
เรื่องที่ ๖ การจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม
เรื่องที่ ๗ การจัดทําค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า
เรื่องที่ ๘ การจัดทําแผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟ้า หรือแผนเพาเวอร์ ดีวิลอปเมนต์ แพลน (Power development plan) ของประเทศ ก็คือการสร้างโรงไฟฟ้า ปลดโรงไฟฟ้า แล้วก็สร้างสายส่งต่าง ๆ
เรื่องที่ ๙ การผลิตและซื้อขายไฟฟ้าอย่างเสรี โดยเฉพาะในระดับประชาชน
เรื่องที่ ๑๐ ก็คือการบริหารจัดการกิจการสายส่งและศูนย์ควบคุมระบบ โครงข่ายไฟฟ้าซิสเต็มโอเปอเรเตอร์ (System operator) และนําไปสู่การเป็นตลาดกลาง ซื้อขายไฟฟ้าของอาเซียน (ASEAN) ภายในช่วงของแผนพีดีพี (PDP) ๒๑ ปีข้างหน้านี้
เรื่องที่ ๑๑ เรื่องของโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าในกลุ่มประชาคมอาเซียน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขงหรือจีเอ็มเอส (GMS) และภูมิภาคข้างเคียงรวมทั้งจีนด้วย
เรื่องที่ ๑๒ กองทุนพัฒนาไฟฟ้ารอบโรงไฟฟ้า
เรื่องที่ ๑๓ การปฏิรูปการอนุรักษ์พลังงานในอาคารภาครัฐและเอกชน ในระบบ ที่เรียกว่าบริษัทจัดการพลังงานหรือเอสโก (ESCO) และข้อบัญญัติของการประหยัด พลังงานในอาคาร ที่เรียกว่าบิลดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code)
เรื่องที่ ๑๔ การปฏิรูปกฎหมายด้านพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทนโดยเฉพาะในระดับชุมชน
เรื่องที่ ๑๕ การปฏิรูปพลังงานชีวภาพ พลังงานชีวภาพในที่นี้ก็หมายถึง เชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) เอทานอล (Ethanol) หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) ต่าง ๆ รวมทั้งไบโอแก๊ส (Biogas) ที่ทําแก๊สจากน้ําเสียหรือฟาร์มสุกรต่าง ๆ เหล่านี้
เรื่องที่ ๑๖ การปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยการแยกกรมพัฒนาพลังงาน ทดแทนและอนุรักษ์พลังงานตามภารกิจเป็นกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และกรมอนุรักษ์พลังงาน
เรื่องที่ ๑๗ วาระปฏิรูปเร็ว ควิกวิน (Quick win) คือการติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar roof) การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือที่เรียกว่าโซลาร์รูฟท็อป (Solar rooftop) อย่างเสรี
เรื่องที่ ๑๘ เป็นโครงการปฏิรูปเร็วก็คือส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ในประเทศไทย ซึ่งทั้ง ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑๗ เรื่องที่ ๑๘ นี้ก็ได้ทําเสร็จโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ และได้นําเสนอรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว จะมีหมายเหตุสักนิดหนึ่งว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูป พลังงานของ สปช. ก็มีประเด็นศึกษาที่รัฐบาลได้มอบหมายไว้คือเรื่องของสัมปทาน ปิโตรเลียมรอบที่ ๒๑ ซึ่งใน สปช. คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานก็ได้ดําเนินการศึกษาเสร็จ และนําเสนอ สปช. แล้วก็ได้จัดส่งความเห็นไปให้กับรัฐบาลตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว จึงไม่ได้อยู่ในวาระการปฏิรูป ๑๘ ประเด็นนี้ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานก็ไม่ได้หยิบยกมาศึกษาต่อเพราะถือว่าได้ส่งให้รัฐบาลแล้ว
สําหรับในช่วงเวลา ๑ เดือนที่ผ่านมาที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานได้ทํางาน เราก็มีการทํางานเป็นคณะอนุกรรมาธิการซึ่งแบ่งเป็น ๒ คณะอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการแรกก็คือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป การบริหารและกํากับกิจการพลังงานและทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งมีท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ท่านก็ได้พิจารณาหยิบจาก ๑๘ วาระปฏิรูปที่ สปช. ได้ทํา และคิดว่าเรื่องที่มีความสําคัญเร่งด่วนและมีโอกาสทําได้สําเร็จเร็วก็คือเรื่องที่ ๑ บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์จากกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และเรื่องที่ ๒ คือการพัฒนา ศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงาน หรือเนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เซนเตอร์ (National Energy Information Center) หรือ เนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เอเจนซี (National Energy Information Agency) นอกจากนั้นก็มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการคณะที่ ๒ ชื่อว่า คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เป็นประธานอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการนี้ ก็ได้หยิบยกเรื่องวาระประเด็นปฏิรูปด้านพลังงานมาที่คิดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและคิดว่า จะทําได้สําเร็จในอีก ๑๘ เดือนข้างหน้าก็คือ
เรื่องที่ ๑ การส่งเสริม การผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน
เรื่องที่ ๒ ก็คือการส่งเสริม การอนุรักษ์พลังงาน หรือการประหยัดพลังงาน ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาตรการที่เรียกว่าบริษัทจัดการพลังงาน หรือเอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี เอสโก (Energy Service Company : ESCO) และเรื่องของการออกแบบอาคาร ในอนาคตเพื่อประหยัดพลังงานโดยมีข้อบัญญัติที่เรียกว่าบิลดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) ซึ่งประเด็นเหล่านี้ผมก็อยากจะขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ แต่ละคณะใน ๒ เรื่องแรก คือเรื่องกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง แล้วก็เรื่องของศูนย์ข้อมูลพลังงานคือ พลเอก เลิศรัตน์ และในเรื่องที่ ๓-๔ คือเรื่องพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน และการอนุรักษ์พลังงานโดยระบบเอสโก (ESCO) และบีอีซี (BEC) นี้ก็จะขอให้ ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต และ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เป็นผู้นําเสนอ และกระผมจะได้กล่าวสรุปต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ใคร่ขอนําเรียนเสนอใน ๒ ประเด็นที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานได้กรุณากล่าวแล้ว
ในเรื่องแรก เป็นเรื่องของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนี้ คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะได้ดําเนินการให้เป็นผลสําเร็จซึ่งจะใช้เวลาไม่มากนัก ปัญหาที่ต้องมีการปฏิรูปก็ตามที่ปรากฏในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่จะให้ท่านสมาชิก ได้ชมอยู่ว่ามีประเด็นปัญหาต่าง ๆ ๕-๖ ประเด็นที่เราได้คิดขึ้นมาที่เราเห็นนี้
ประเด็นแรก ที่สําคัญคือประชาชนผู้บริโภคไม่มีความเชื่อถือในข้อมูล การบริหารจัดการกองทุนน้ํามันที่ผ่านมา
ประเด็นที่ ๒ คือการจัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยังไม่มีพระราชบัญญัติ ที่มารองรับ
ประเด็นที่ ๓ คือวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยังไม่ได้ถูกกําหนด ไว้อย่างชัดเจนเพียงพอ จึงทําให้การบริหารกองทุนอาจจะมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้
ประเด็นที่ ๔ คือการอุดหนุนและการตรึงราคาน้ํามันเชื้อเพลิงนั้น ไม่มีความสอดคล้องกับราคาตลาด ยิ่งเป็นระยะเวลายาวนานทําให้บางครั้งสถานะ ของกองทุนติดลบถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท
ประเด็นที่ ๕ คือมีการใช้เงินของกองทุนนี้ไปอุดหนุนน้ํามันเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง เอาไปอุดหนุนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งทําให้ไม่เป็นไปตามกลไกของตลาดแล้วก็ไม่เป็นธรรม
และประเด็นสุดท้าย คือความขัดแย้งในด้านนโยบายโดยการชดเชย ราคาขายปลีกน้ํามันเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาการนําเข้า แต่ขณะเดียวกัน ก็นําเงินกองทุนนั้นไปอุดหนุนและชดเชยราคาแอลพีจี (LPG) และเอ็นจีวี (NGV)
เราจึงได้มีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ๕ ข้อ ข้อแรกจากการศึกษาก็เห็นว่า กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยังมีความจําเป็นที่ควรจะคงไว้เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ํามันในช่วงสั้น ๆ ก็จะต้องมีการศึกษาทบทวนวัตถุประสงค์ และความจําเป็นที่ต้องคงกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ โดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ จัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงขึ้นใหม่ แล้วก็กําหนดวัตถุประสงค์ต่าง ๆ บทบาทต่าง ๆ ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงให้ชัดเจน โดยมีแนวทางในการดําเนินการและหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ๑๐ ข้อเท่าที่เราได้กําหนดไว้
ประการแรก ก็คือการลดบทบาทกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงให้เหลือเพียง เป็นการรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกของน้ํามันเชื้อเพลิงเมื่อเกิดภาวะวิกฤติที่ราคาผันผวน รุนแรง
ประการที่ ๒ คือให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานหรือที่ว่า กบง. มา ทําหน้าที่เป็นคณะกรรมการกองทุน
ประการที่ ๓ คือการกําหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับ การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนให้เป็นธรรม
ประการที่ ๔ ห้ามใช้เงินกองทุนในกิจกรรมหรือโครงการที่ไม่ใช่การชดเชย ราคาน้ํามันเชื้อเพลิง
ประการที่ ๕ คือการกําหนดมาตรการอุดหนุนราคาน้ํามันเชื้อเพลิง โดยมีระยะเวลาและวงเงินที่จะใช้ในการอุดหนุนราคาน้ํามันเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างชัดเจน
ประการที่ ๖ คือการกําหนดเจตนารมณ์ของการมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ และให้มีการศึกษาทบทวนเป็นระยะ ๆ ถึงความจําเป็นที่จะคงกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ หรือไม่
ประการที่ ๗ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนที่แต่งตั้งจากตัวแทนภาครัฐ ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งอันนี้ถือว่า เป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่จะทําให้ประชาชนยอมรับกับการมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนะครับ
ประการที่ ๘ คือการควบรวมการดําเนินงานของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ให้มาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และกําหนดให้คณะกรรมการบริหารกองทุนทําหน้าที่คณะกรรมการสถาบัน
ประการที่ ๙ และประการที่ ๑๐ นั้นเป็นขั้นตอนของการดําเนินการ ในการโอนทรัพย์สิน ในการกําหนดผู้ตรวจสอบบัญชีต่าง ๆ
เมื่อดําเนินการตามนี้แล้วเราก็คาดว่าผลที่ได้รับจากการดําเนินการจัดตั้ง กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการแล้วจะทําให้ประชาชนตระหนักรู้และเข้าใจ วัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่อันแท้จริงของกองทุน การดําเนินงานของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ก็จะมีกฎหมายที่ชัดเจน มีความโปร่งใส ไม่มีการบิดเบือนราคาน้ํามันเชื้อเพลิง และผู้บริโภคได้รับการดูแลด้วยการมีราคาน้ํามันเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพในสถานการณ์ ที่อาจจะมีความผันผวนอย่างรุนแรงของราคา ระยะเวลาในการดําเนินการขับเคลื่อน การปฏิรูปนั้นเราได้กําหนดไว้เป็น ๓ ระยะนะครับ
ระยะแรก คือการจัดตั้งและทํางานร่วมกันกับคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทาง ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงของกระทรวงพลังงาน เพื่อยกร่าง พระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ขึ้น และเสนอให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะดําเนินการได้ภายในสิ้นเดือนหน้านี้ ขณะนี้ก็ได้อนุมัติการจัดตั้งคณะทํางาน เรียบร้อยแล้วนะครับ
ระยะที่ ๒ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็จะเสนอร่างพระราชบัญญัติ ที่จะต้องให้ความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีและต่อ สนช. ต่อไป ก็คาดว่าจะไม่เกิน เดือนมีนาคม จากนั้นก็เป็นการติดตามผลักดันให้กระบวนการผ่านพระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ ๓-๔ เดือน เพราะฉะนั้นประมาณกลางปีหน้า เราก็น่าจะดําเนินการในการจัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงได้สําเร็จ ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็เป็นไปตามที่ปรากฏอยู่บนเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint)
ในเรื่องที่ ๒ ที่ผมได้รับผิดชอบ คือการพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ เรียกว่า เนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เอเจนซี (National Energy Information Agency) หรือจะเรียกว่าออฟฟิศก็ได้นะครับ อันนี้เป็นชื่อที่ยังไม่เป็นทางการก็เนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์การปฏิรูปพลังงานในบ้านเรา ต้องยอมรับว่าการตกลงใจ เกี่ยวกับพลังงานในทุกมิติเป็นลักษณะที่เราเรียกว่า ท็อปดาวน์ (Top down) และเป็นท็อปดาวน์ (Top down) แบบขาดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เป็นท็อปดาวน์ (Top down) ที่มาตามเส้นทางของภาคราชการกับภาคการเมืองโดยแท้ จึงทําให้ข้อมูลต่าง ๆ อาจจะ โดนแทรกแซงหรือไม่เป็นที่ยอมรับได้ ฉะนั้นปัญหาที่เรามองว่าควรจะต้องมีการปฏิรูป ก็เพราะว่าพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
ประเด็นที่ ๒ คือโครงสร้างราคาพลังงานมีความซับซ้อน ซับซ้อนมากยากที่ คนทั่วไปจะเข้าใจนะครับว่าทําไม อย่างราคาน้ํามันหรือราคาแก๊สในตลาดโลกลดลง ราคา ในสูตรต่าง ๆ อาจจะต้องใช้เวลา ๖ เดือนถึงจะไปปรับเปลี่ยน
ประเด็นที่ ๓ คือข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานจากภาครัฐมีความจํากัด แล้วก็ ที่มาของแหล่งต่าง ๆ อาจจะไม่สอดคล้องกัน ไม่เป็นเอกภาพ ทําให้เกิดความสับสนได้ การได้ข้อมูลของภาคประชาชนจากโซเซียลมีเดีย (Social media) ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทําให้เกิดที่เราเรียกว่ามิสรีดดิง (Misreading) คือความคลาดเคลื่อนในความเข้าใจ แล้วก็เกิดการประท้วงต่อต้าน การแสดงความไม่เห็นด้วยเมื่อจะมีการดําเนินนโยบาย ในด้านพลังงานอย่างที่เป็นที่ปรากฏนะครับ เพราะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ต่างกัน
ประเด็นที่ ๔ คือภาคประชาสังคมต้องการเห็นความโปร่งใสทั้งของผู้ค้า ผู้ผลิต และผู้กํากับนโยบายซึ่งเป็นภาครัฐ ถัดไปคือทุกภาคส่วนมีความกังวลในเรื่องการมีพลังงาน ใช้อย่างยั่งยืน มีต้นทุนที่เหมาะสม
และประเด็นสุดท้าย คือในภาครัฐมีความจําเป็นต้องใช้ระบบสารสนเทศ ในการบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานที่ทันสมัย เป็นข้อมูลที่มีความโปร่งใส ทุกภาคส่วน เข้าถึงได้โดยสะดวก แม่นยํา แล้วก็เชื่อถือได้ และที่สําคัญคือสามารถนําไปใช้อ้างอิงได้ เราได้ทําการศึกษาในหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มิติ ทั้งการศึกษาข้อมูลพลังงาน ในประเทศ การศึกษาระบบข้อมูลด้านพลังงานในต่างประเทศ เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศมาเลเซีย การศึกษาวิเคราะห์ระเบียบ ข้อบังคับของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การเผยแพร่ข้อมูล สถิติทางด้านพลังงาน และเราก็ได้ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ การดําเนินการของศูนย์ข้อมูลเอเนอร์จี (Energy) ของสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่ายูเอส อีไอเอ (US EIA) จากนั้นเราจึงได้วิเคราะห์แนวทางในการที่จะแก้ไข โดยเราได้เสนอให้มีการปรับ โครงสร้างหน่วยงานบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานโดยจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ซึ่งก็ยัง คงเป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้การกํากับของกระทรวงพลังงาน แต่มีความอิสระพอควร ในการบริหารจัดการ ด้านข้อมูลสถิติพลังงาน หลังจากนั้นเราก็จะพัฒนาไปสู่การเป็นสํานักงาน ข้อมูลพลังงานแห่งชาติที่เราใช้ชื่อภาษาอังกฤษในขั้นต้นว่าเนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เอเจนซี (National Energy Information Agency) ทําหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางด้านพลังงาน ให้มีความเป็นอิสระในการรวบรวมและการเผยแพร่ข้อมูล ตอบสนองความต้องการ ของทุกภาคส่วนในด้านข้อมูลพลังงาน ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป มีการบริหารจัดการ ฐานข้อมูล การรายงานการเข้าถึงข้อมูล และการให้ความรู้ต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ และมีมาตรฐานสากล ประเด็นที่ ๒ มีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นที่มีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นําหรืออิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประการที่ ๓ คือรัฐสนับสนุน การจัดตั้งโดยการออกกฎหมายรองรับและสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ ซึ่งเท่าที่ได้ศึกษา งบประมาณที่จะใช้สนับสนุนในการดําเนินการให้มีศูนย์ข้อมูลด้านพลังงานก็จะอยู่ที่ประมาณ ๘๐-๑๐๐ ล้านบาทต่อไป ซึ่งก็อยู่ในวิสัยที่กระทรวงพลังงานน่าจะจัดสรรงบประมาณ มาสนับสนุนให้ได้ โดยเราได้มอบให้กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน ในช่วง ๓ ปีแรก จากนั้นก็จัดทําพระราชบัญญัติสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นไปตามที่ปรากฏบนเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) นะครับ ทั้งแหล่งพลังงาน แหล่งพลังงานหลักก็มาจากหลายด้าน ทั้งน้ํามัน ทั้งก๊าซต่าง ๆ พลังงานทดแทน ชีวมวล พลังงานอื่น ๆ ชีวภาพ ความต้องการใช้พลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ ก็จะเป็นข้อมูลที่สําคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการภาครัฐ ภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการประมง และภาคการเกษตร ก็จะเห็นว่าการใช้พลังงานนั้นเกี่ยวข้องไปกับทุกเซกเตอร์ (Sector) ทุกภาคส่วน สุดท้ายคือวิธีการดําเนินงานก็จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อมูล แต่ละหน่วยงาน มีเจ้าภาพในการจัดทํางบประมาณในภาพรวม แล้วก็มีการศึกษากฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ ในการทําโรดแมป (Road map) เราก็ได้แบ่งออกเป็นช่วงเวลานะครับ ในช่วงเวลาแรกคือปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๓ นั้นจะจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายในกระทรวงพลังงาน ให้เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ บางท่านก็คงจะคุ้นเคยที่เราเรียกว่าเอสดียู (SDU)
- ๘๒/๑ อันนี้ก็มีการดําเนินการที่จัดตั้งอยู่บ้างแล้ว คือสเปเชียล ดีลิเวอรี ยูนิต (Special delivery unit) ซึ่งสามารถดําเนินการจัดตั้งได้ด้วยมติคณะรัฐมนตรี ก็จะทําให้จัดตั้งได้เร็ว แล้วก็ ออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติขึ้น จากนั้น ในช่วง ๑-๓ ปีนี้ก็ควบคู่กันไปคือการยกร่างพระราชบัญญัติสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาเพราะว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก อาจจะต้องแก้ไขกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับพระราชบัญญัติถึง ๗-๘ ฉบับ ในช่วงปีที่ ๔ ก็คงเลยช่วงของ สปท. ไปแล้วนะครับ ฝากไว้กับรัฐบาลใหม่ คือเป็นระยะที่จะมีการจัดตั้งสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติ เต็มรูปแบบ มีพระราชบัญญัติรองรับ มีความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูล ด้านพลังงานแห่งชาติที่สมบูรณ์
ผลที่เราคาดว่าจะได้รับ ประการแรก คือความรู้ ความเข้าใจของประชาชน รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาสามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยํา
ประการที่ ๒ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในด้าน พลังงาน ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และในการกําหนดนโยบาย สามารถนําข้อมูลด้านพลังงาน ไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจและการกําหนดนโยบายได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
ประการที่ ๓ คือการลดความขัดแย้งในสังคม ก็หวังว่าเมื่อมีแหล่งอ้างอิง ที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นกลาง เป็นอิสระแล้ว น่าจะทําให้ทุกฝ่ายสามารถที่มามีส่วนร่วม ในการดําเนินนโยบายด้านพลังงานได้บนพื้นฐานข้อมูลที่เหมือนกัน
ประการสุดท้าย ที่เราคาดว่าจะเป็นผลลัพธ์ของการดําเนินการในเรื่องนี้คือ การที่จะมีระบบการจัดข้อมูลที่เชื่อมโยง ทันสถานการณ์ รองรับการปฏิรูปด้านพลังงาน ของประเทศ มีการบูรณาการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่เปลี่ยนจากการเตรียมข้อมูล เป็นการมีข้อมูลพร้อมสําหรับกลุ่มเป้าหมายเพื่อการนําไปใช้
สรุปข้อเสนอคือโครงสร้างศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติใน ๑ ปีแรกนั้น ก็จะเป็นหน่วยงานอิสระที่แยกออกมา โดยดําเนินการขออนุมัติจากรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง เป็นหน่วยงานพิเศษหรือเอสดียู (SDU) ก่อน จากนั้นก็ยกร่างพระราชบัญญัติสํานักงาน ข้อมูลพลังงานแห่งชาติต่อไป ซึ่งจะดําเนินการในช่วง ๓ เดือนแรก แล้วก็จัดทําโครงสร้างขอบเขต ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนี้เสนอต่อรัฐบาล ช่วงระยะที่ ๒ เป็นช่วง ๑๒ เดือนนั้น ก็เป็นช่วงของการลงในรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อเสนอโครงสร้าง เสนอร่างพระราชบัญญัติ และประสานทุกหน่วยงานเพื่อจัดเตรียมข้อมูล และช่วงสุดท้ายอีก ๓ เดือนซึ่งจะเป็นช่วง ครบ ๑๘ เดือนนั้นคือการทําสรุปความต้องการที่เกี่ยวกับงบประมาณ เกี่ยวกับบุคลากร และอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ กระผมก็มีเรื่องกราบเรียน ทั้ง ๒ ประเด็นดังนี้ครับ ขอบพระคุณ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญผู้ชี้แจงท่านถัดไปนะครับ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน ขออนุญาตกล่าวอารัมภบทนําเล็กน้อย จากนั้นก็จะขออนุญาตแนะนําให้ท่าน พลตํารวจโท ดอกเตอร์สุวิระ ทรงเมตตา ซึ่งเป็นเลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา บรรยายเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทน เหตุผลที่ผมขอเวลาตรงนี้สั้น ๆ ก็คือว่า ภารกิจ หน้าที่คณะกรรมาธิการของเรานั้นก็คือต้องการที่จะสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคง ทางด้านพลังงานให้กับประเทศ และมีความยั่งยืน แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาภารกิจต่าง ๆ เรื่องพลังงานนั้นมักจะตกไปอยู่ที่รัฐบาล ในคราวที่ กระผมได้มีโอกาสเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. นั้น เราได้เสนอการปฏิรูปเอาไว้ ภายใต้หัวข้อใหญ่ว่าต้องการพัฒนาให้ระบบพลังงานของประเทศไทยเราเป็นพลังงาน ที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเป็นผู้ผลิตพลังงาน เป็นผู้ใช้พลังงาน และเป็นผู้จําหน่ายพลังงาน แล้วก็ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ดังนั้นเพื่อสานต่อแนวการปฏิรูปของ สปช. มาในครั้งนี้เราก็ได้ตกผลึกกันแล้วว่าถ้าเช่นนั้นเราจะมาเริ่มต้นในการที่จะสร้างรากฐาน ความแข็งแกร่งให้กับพลังงานของประเทศไทยเราด้วยการใช้พลังงานทดแทนครับ แล้วหัวข้อที่เรานําเสนอนั้นเพื่อให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมก็คือจะนําเสนอให้พลังงานทดแทน เป็นการพัฒนาของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน และแน่นอนครับ ถ้าชุมชนแข็งแกร่ง มีการซื้อมาขายไป เศรษฐกิจของประเทศก็จะเจริญรุ่งเรือง ลดความขัดแย้งต่าง ๆ ของประชาชนไปได้มาก เพราะว่าแหล่งเชื้อเพลิงต้นตอพลังงานของประเทศไทยเรานั้น กระจายไปทุกตารางนิ้ว ทุกหมู่บ้าน ทุกตําบลของประเทศไทยครับ จึงขออนุญาต ท่านประธานส่งมอบให้ท่าน พลตํารวจโท ดอกเตอร์สุวิระ ทรงเมตตา ได้กรุณาให้รายละเอียดครับ
เชิญท่าน พลตํารวจโท ดอกเตอร์สุวิระ ทรงเมตตา ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ในฐานะเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์ พลังงาน ได้รับมอบหมายจากคณะอนุกรรมาธิการให้เป็นผู้นําเสนอแนวทางปฏิรูปที่ได้ระดม ความคิดจนตกผลึกและผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานเพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ร่วมกันพิจารณา และให้คําแนะนําเพื่อนําไปสู่การขับเคลื่อน การปฏิรูปอย่างเร่งด่วนในเรื่องการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน ก่อนอื่นมาทําความเข้าใจก่อนนะครับว่าของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน หมายความว่าอะไร ของชุมชน หมายถึง ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในพลังงานทดแทน ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยชุมชน หมายถึง ใช้ปัจจัยการผลิตพลังงานทดแทนจากชุมชน แล้วก็เพื่อชุมชน หมายถึง ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือชุมชนในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้า ในฐานะ ผู้มีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า และในฐานะประชาชนที่อยู่ในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าด้วยครับ
ปัญหาทางด้านพลังงานไฟฟ้าของชาติในปัจจุบันมีดังนี้ครับ ปัญหาแรก คือแหล่งพลังงานฟอสซิล (Fossil) ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซธรรมชาติมีอยู่ อย่างจํากัดและลดลงทุกวันซึ่งกําลังจะหมดไปในอนาคตที่ประชาชนคนไทยจะต้องรับทราบ ร่วมกัน รับรู้ร่วมกัน และรับผิดชอบร่วมกัน รวมทั้งเตรียมความพร้อมที่จะต้องเผชิญกับ เหตุการณ์นี้ในอนาคตอันใกล้
๒. ประเทศไทยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลิตและส่งเสริมการใช้พลังงาน ทดแทนให้เพียงพอและทันกับวิกฤติพลังงานที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้เพื่อความมั่นคง ของชาติด้านพลังงาน อัตราส่วนการใช้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในปัจจุบันของประเทศไทย ถือว่ามีความเสี่ยง โดยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึงประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินลิกไนต์ ประมาณ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ พลังน้ํา ๙.๑๗ เปอร์เซ็นต์ น้ํามันเตาประมาณ ๐.๗๑ เปอร์เซ็นต์ น้ํามันดีเซลประมาณ ๐.๑๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นพลังงานทดแทนประมาณ ๒.๓๗ เปอร์เซ็นต์ พลังงานทดแทนถือว่าเราเป็นผู้ที่ใช้มากในอาเซียน (ASEAN) แต่เมื่อเปรียบเทียบ กับในภาพรวมแล้วยังถือว่าน้อยอยู่ และส่วนที่เหลือนั้นเป็นพลังงานที่ต้องซื้อและนําเข้า จากต่างประเทศ
ประเด็นที่ ๓ ของปัญหาคือประเทศไทยมีศักยภาพในทรัพยากรธรรมชาติ ด้านพลังงานทดแทนมาก แต่ขาดระบบการบริหารและการจัดการในการส่งเสริม ที่มีประสิทธิภาพ เรามาดูว่าศักยภาพของประเทศไทยทางด้านพลังงานทดแทนมีมากแค่ไหน จากข้อมูลของสถาบันเจจีเอสอีอี (JGSEE) บอกว่าสิ่งของเหลือใช้จากการเกษตรในพื้นที่ ๑๗๔ ล้านไร่ทั่วประเทศมีปริมาณประมาณ ๒๘ ล้านตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง ๖,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์นะครับ พื้นที่นาดอนนอกเขต ชลประทานมีอยู่ ๑๙ ล้านไร่ สามารถนํามาปลูกพืชพลังงานและผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง ๔,๓๒๐ เมกะวัตต์ พื้นที่ไร่ที่ผลผลิตตกต่ําและเป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องอุดหนุนแล้วก็ ช่วยเหลือเรื่องประกันราคาอยู่ตลอดเวลา จากพื้นที่ทั้งหมด ๔๐ ล้านไร่ มีอยู่ ๖.๑ ล้านไร่ ที่ไม่สามารถปลูกพืชไร่ได้อย่างคุ้มทุน สามารถนํามาปลูกพืชพลังงานได้ ผลิตไฟฟ้าถึง ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ และนอกเหนือจากนี้ยังมีพื้นที่ที่รัฐบาลมีนโยบายปลูกพืชทดแทน ที่จะนํามาใช้ปลูกพืชพลังงานได้ถึง ๔.๒ ล้านไร่ คิดเป็นกําลังผลิตไฟฟ้าได้ถึง ๙๔๔ เมกะวัตต์ แล้วนอกเหนือจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องขยะชุมชนอยู่ ทั้งประเทศมีอยู่ ๒๖ ล้านตัน ถ้านําศักยภาพของขยะทั้งประเทศมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้จะสามารถผลิตได้ถึง ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ และนอกเหนือจากนั้นประเทศไทยยังมีพื้นที่ร้างไม่สามารถเพาะปลูกพืช ใด ๆ ได้ถึง ๑.๓ ล้านไร่ ในส่วนนี้ถ้าเอามาใช้เป็นพื้นที่สําหรับติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) สามารถผลิตและติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) ได้มากกว่า ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ และประเทศไทยมีศักยภาพสูงในเรื่องของพลังงานแสงอาทิตย์เพราะมีความเข้มของแสง สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง ๕ กิโลวัตต์อาวร์มิเตอร์ต่อตารางเมตร เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่า เป็นศักยภาพของประเทศไทยครับ และปัญหาข้อ ๔ คือปัญหาชุมชนซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง และแหล่งผลิตพลังงานทดแทนยังไม่มีโอกาสที่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของของแหล่ง พลังงานทดแทน และในบางกรณีอาจมีความขัดแย้งกับผู้ลงทุนจึงทําให้พลังงานทดแทน ไม่สามารถเกิดได้ จากศักยภาพจะเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในพลังงานทดแทนสูง ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล ขยะ ก๊าซชีวภาพ แสงอาทิตย์ แล้วก็ลม
แผนปฏิรูปและกําหนดเวลาครับ ในระยะที่ ๑ ช่วงเดือนที่ ๑-๓ เราจะจัดทํา ข้อมูลสําหรับพลังงานทดแทนทางด้านภูมิศาสตร์หรือที่เรียกว่าโซนนิง (Zoning) ในพื้นที่ ที่เพาะปลูกที่เหมาะสมในการปลูกพืชพลังงานแต่ละชนิด จะต้องจัดทําโซนนิง (Zoning) พื้นที่ที่เหมาะสมในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar cell) และพื้นที่ที่เหมาะสมในการติดตั้ง กังหันลม พื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตก๊าซชีวภาพที่เหมาะสม และพื้นที่ที่เหมาะสมในการตั้ง โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะในระยะที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการจัดทําฐานข้อมูลสําหรับพลังงานทดแทนทางด้าน เทคโนโลยี อันประกอบด้วยความพร้อมของจุดเชื่อมต่อหรือเรียกว่าฟีดเดอร์ (Feeder) ของระบบสายส่งและสายจําหน่าย ๒. เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเหมาะสมกับประเทศไทย
ประเด็นที่ ๓ จัดทําโครงการศูนย์ข้อมูลพลังงานทดแทนและระบบอํานวย ความสะดวกทั้งในระดับชาติและในระดับชุมชน ในระดับชาติประกอบด้วย ๑. ข้อมูล ศักยภาพของการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชาติ หลักเกณฑ์ เพื่อใช้ในการประเมินราคา ค่ากระแสไฟฟ้าที่รัฐบาลจะเลือกรับซื้อเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้ไฟฟ้าและความมั่นคง ทางด้านพลังงานของชาติ ๒. ศูนย์ข้อมูลในระดับชุมชน จะประกอบด้วยข้อมูลศักยภาพ ของการผลิตพลังงานทดแทนของแต่ละชุมชนในแต่ละพื้นที่ลงในระดับตําบล ๓. ข้อมูล ต้นทุนและผลตอบแทนในการปลูกพืชพลังงานทดแทนในแต่ละชุมชน แต่ละพื้นที่ ๔. ข้อมูลแหล่งสนับสนุนการเงินหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ําสําหรับเกษตรกรในแต่ละชุมชน และข้อสุดท้าย แหล่งรับซื้อและการประกันราคาพืชพลังงานโดยผู้ผลิตพลังงานทดแทน ในแต่ละพื้นที่และในแต่ละชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีโอกาสเลือกว่าจะผลิตให้ใคร ได้ราคาอย่างไร แผนการปฏิรูปที่กล่าวไปนั้นเป็นแผนการปฏิรูประยะที่ ๑ นะครับ
ต่อไปเป็นแผนการปฏิรูปในระยะที่ ๒ ในช่วงเดือนที่ ๔-๙ นะครับ สิ่งแรก ที่ต้องทําก็คือพิจารณาแก้ไขกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ ที่เป็นอุปสรรคต่อ การพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อประชาชน ๒. ศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม พลังงานทดแทนเสนอ สปท. ไปสู่ ครม. และ สนช. ๓. ศึกษาและทบทวนแผนพลังงาน ทดแทนหรือเรียกว่าเออีดีพี (AEDP) ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ๔. เสนอหลักเกณฑ์ เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกรับซื้อกระแสไฟฟ้าเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ และความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ หลังจากหลักเกณฑ์นี้ที่นําเสนอไปแล้ว นี่นะครับ จะทําให้การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการเลือกซื้อไฟฟ้าเป็นไป อย่างถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากข้อครหา และสามารถชี้แจงต่อประชาชน ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศได้ครับ
และประเด็นสุดท้าย ก็คือจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลพลังงานทดแทนแก่ชุมชน ในระยะที่ ๑ นั้นเราจัดทําโครงการนะครับ แต่ในระยะที่ ๒ นั้นเราจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงาน ทดแทนชุมชนนะครับ
แผนปฏิรูประยะที่ ๓ เดือนที่ ๙-๒๐ ประเด็นแรก ที่เราจะทําก็คือ เสนอแนะโครงการต้นแบบ หรือเรียกว่าไพลอตโพรเจกต์ (Pilot project) ตามข้อเสนอ การปฏิรูป เช่น โครงการต้นแบบโซลาร์รูฟ (Solar roof) เสรีบนหลังคาบ้านของประชาชน เพื่อขยายสู่ทุกครัวเรือนในอนาคต โครงการต้นแบบโซลาร์รูฟ (Solar roof) เสรีบนหลังคา อาคารพาณิชย์เพื่อขยายสู่อาคารพาณิชย์ทั่วประเทศในอนาคต โครงการต้นแบบ โรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชนเพื่อประชาชน โครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม และโครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพชุมชน
และประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องทําก็คือการติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อน การปฏิรูป แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็ใช้เฉพาะการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลพลังงาน ทดแทนแก่ชุมชนทั่วทุกภูมิภาคไม่เกิน ๑๐ ล้านบาทครับ จากที่นําเสนอมานั้นขอนําเสนอ ให้เห็นในภาพรวม กรอบความคิดในการปฏิรูปการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชนอย่างยั่งยืนนะครับ ก็เริ่มต้นจากการที่กรมพัฒนาที่ดินนะครับ ในการจัดโซนนิง (Zoning) พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชพลังงานในแต่ละชนิดเพื่อให้เกษตรกร เลือกเป็นทางเลือกในการปลูกนะครับ เสร็จแล้วเมื่อปลูกพืชพลังงานได้ก็ขายสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องรับซื้อในราคาที่โรงไฟฟ้าให้ประกันกับทางเกษตรกร เพื่อป้องกัน ปัญหาราคาตกต่ํา และโรงไฟฟ้าก็ส่งต่อค่าไฟที่ได้รับไปสู่เกษตรกรในรูปของค่าเชื้อเพลิง ในการนี้ก็มีสหกรณ์เข้ามาเป็นตัวกลางในการรวบรวมกลุ่มเกษตรกรแล้วก็ในการดําเนินการ ให้ประกันราคากับโรงไฟฟ้าชีวมวลนะครับ ก็จะเป็นการมามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันนะครับ และที่สําคัญครับ ธนาคารเข้ามามีส่วนเสริมตรงนี้เพื่อให้ปล่อยเงินกู้ในระยะ ๓-๕ ปี ในอัตราดอกเบี้ยต่ําแก่เกษตรกรผู้ลงทุน โดยบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าหรือซื้อเชื้อเพลิงชีวมวล จะต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงผ่านธนาคารเพื่อชําระเงินต้นและดอกเบี้ย ที่เหลือ ธนาคาร ก็จะส่งต่อไปสู่เกษตรกร อันนี้จะเป็นการทําให้เกษตรกรที่เดิมนั้นไม่มีหลักประกัน และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ณ วันนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ําด้วย ในการดําเนินการอย่างนี้จะสําเร็จได้ที่สําคัญต้องมีจุดเชื่อมต่อไฟฟ้า หรือเรียกว่าฟีดเดอร์ (Feeder) ซึ่งจะต้องดําเนินการในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้านครหลวง จะต้องมากําหนดฟีดเดอร์ (Feeder) ให้พร้อมและแล้วเสร็จ อย่างทันท่วงทีนะครับ
กรอบแนวความคิดต่อไปเป็นกรอบแนวความคิดในการปฏิรูปโรงไฟฟ้า แปรรูปจากขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบใหม่นะครับ เริ่มต้นจากกรมควบคุมมลพิษนําเสนอ เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับคุณลักษณะของขยะในประเทศไทย เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และประหยัดต้นทุนด้วยนะครับ ส่วนกระทรวงมหาดไทยนั้นในนามของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็จะต้องดําเนินการในเรื่องศักยภาพ ความพร้อมของแต่ละ การปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการบริหารจัดการขยะชุมชน ซึ่งมีทั้ง ขยะมูลฝอยตกค้างและขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดใหม่เพื่อนําสู่โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า จากขยะ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการสนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐ ต้องแก้ไขให้หมดนะครับ ในการดําเนินการขออนุญาตต้องทําแบบ วัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) นะครับ และที่สําคัญจะต้องจัดหาเรื่องสายส่ง หรือฟีดเดอร์ (Feeder) ให้กับโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศให้พร้อมและทันเวลา และที่สําคัญ จะต้องให้ความรู้กับชุมชม และให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการขยะ และแปลงรูปขยะเป็นไฟฟ้าครับ การดําเนินการทั้งหมดนั้นคาดว่าสิ่งที่ได้รับมีดังนี้ครับ
๑. ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานทดแทน ได้ข้อมูลพลังงานทดแทน อย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึง
๒. ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและเป็นเจ้าของกระบวนการผลิต พลังงานทดแทน เช่นการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล และมีการรับประกันราคาชีวมวลจากผู้ผลิต พลังงานทดแทน ไม่เป็นภาระของรัฐบาลในเรื่องประกันราคาจากนี้ไป
๓. เกิดการจ้างงานในชุมชน สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชน
๔. ได้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๕. โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคโดยไม่ติดขัดเรื่องผังเมือง แต่มีมาตรการควบคุมในเรื่องมาตรฐานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
๖. สามารถใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถแยกแยะพื้นที่ปลูกพืช พลังงานออกจากพืชอาหารได้ เมื่อสักครู่นั้นท่านกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจบอกว่า ประเทศไทยนั้นมีพื้นที่ที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากพื้นที่การเกษตร ๑๗๔ ล้านไร่ แสดงว่า ๗๐ ล้านไร่นั้นมีปัญหาในเรื่องของประสิทธิภาพ ในการเพาะปลูกปัจจุบัน ซึ่งการปลูกพืชพลังงานทดแทนจะสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ตรงนี้ได้
๗. ทําให้เกิดโซลาร์รูฟ (Solar roof) เสรีที่ผู้ใช้ไฟสามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง และสามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือให้กับทางภาครัฐได้
๘. ช่วยลดการสูญเสียการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าในระบบสายส่ง สายจําหน่าย ซึ่งมีประมาณการว่าสูญเสียไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกระแสไฟฟ้าที่ส่งผ่านทั้งหมด ถือว่าเป็นการลดค่าเอฟที (Ft) ของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศด้วยครับ
๙. ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน เพราะประเทศไทยผลิตเอง ใช้เอง และประเทศชาติของเราก็จะมั่นคง
๑๐. ช่วยลดการนําเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil) ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน แล้วก็ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีรายละเอียดดังนี้
คือกระแสไฟฟ้า ผมวิเคราะห์ให้เฉพาะชีวมวลนะครับ ๖,๖๐๐ เมกะวัตต์ ที่เราสามารถนําพื้นที่การเกษตรบางส่วนมาใช้ สามารถทดแทนการนําเข้าก๊าซธรรมชาติ ได้ถึงปีละ ๒๓ ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าถึง ๒.๓๘ แสนล้านบาท แล้วก็ทดแทนการนําเข้าถ่านหิน ได้ถึง ๑๕ ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าถึง ๑๓,๘๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศถึง ๖๗ ล้านตันต่อปี แล้วก็พืชหรือต้นไม้ที่ปลูก ในพื้นที่ที่แห้งแล้งไม่สามารถทําการเกษตรได้นะครับ ปลูกพืชพลังงานทดแทนนั้นสามารถ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง ๑๐๗ ล้านตันต่อปี และปล่อยออกซิเจนสู่บรรยากาศถึง ๗๘ ล้านตันต่อปี สร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในชุมชน เฉพาะโรงไฟฟ้าชีวมวลนะครับ ถึง ๕๖๔,๓๐๐ ล้านบาทต่อปี ถัวเฉลี่ยแล้วโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ๑๐ เมกะวัตต์ ๑ โรงงาน จะสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในชุมชนถึง ๘๕๕ ล้านบาทต่อโรงงานต่อปี และที่สําคัญ ท้ายที่สุดครับ ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของประชาชน ภาคครัวเรือนของชุมชน ส่งผล ให้สังคมและประเทศชาติเกิดความมั่งคั่ง มั่นคง ดังนี้ครับ
๑. เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรในชนบท เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
๒. เปลี่ยนวิกฤติพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ําซากให้เป็นโอกาสและทางเลือกหนึ่ง ในการปลูกพืชพลังงานที่ให้ผลตอบแทนและกําไรดีกว่าการทํานาและปลูกพืชไร่แบบดั้งเดิม
๓. ลดภาระของรัฐบาลในการอุดหนุนราคาข้าว หรือราคาพืชไร่ต่าง ๆ ที่รัฐบาลในอดีตทุ่มงบประมาณปีละไม่ต่ํากว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการพยุงราคาผลผลิต ทางการเกษตรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าปฏิรูปครั้งนี้สําเร็จจะเป็นการปลดภาระของรัฐบาล อย่างยั่งยืนตลอดไปโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลแต่อย่างใด เป็นเพียงหยิบเอาโอกาส และศักยภาพที่มีอยู่มาให้เกิดประโยชน์และนํามาใช้เท่านั้นเองครับ ที่นําเสนอไปทั้งหมดนั้น เป็นการปฏิรูปให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า เกษตรกร และทุกคนในสังคม รวมถึงประโยชน์ของชาติ และความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศโดยส่วนรวมอย่างยั่งยืนครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านผู้ชี้แจงอีกท่านหนึ่งนะคะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. ครับ ยังมีอีก ๑ เรื่องค้างอยู่ แต่ผมจะขออนุญาตบรรยายสรุปแบบสั้น ๆ ก็คือเป็นเรื่องของการนําเสนอการปฏิรูปเพื่อประหยัดพลังงาน การประหยัดพลังงานนั้น ว่าไปแล้วเหมือนกับเส้นผมบังภูเขานะครับ เพราะว่าความจริงเป็นสิ่งที่ลงทุนไม่มาก แต่ว่าได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะได้ประโยชน์แล้วก็มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก หัวข้อ ของการประหยัดพลังงานที่นําเสนอนี้ก็คือเราใช้คําว่า การใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน หรือชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่าเอสโก (ESCO) แล้วก็นําเอาข้อบัญญัติเกี่ยวกับการกําหนดสเปก (Spec) ของวัสดุก่อสร้าง อาคารต่าง ๆ เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์นั่นเอง ปัจจุบันเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานของรัฐบาลซึ่งอยู่ ในแผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟ้าหรือว่าพีดีพี (PDP) ที่รัฐบาลได้ประกาศออกไปแล้วนั้น ในช่วง ๒๐ ปีข้างหน้า รัฐบาลหรือกระทรวงพลังงานต้องการที่จะให้มีการประหยัดการใช้ไฟฟ้า มากถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย ประเทศไทยทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าวันหนึ่ง ๑๖๐,๐๐๐ ล้านหน่วย เรียกว่าจะต้องประหยัดการใช้ไฟฟ้ากันกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าในแต่ละปี แต่อันนี้เป็น ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย นี่เป็นตัวเลข ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าเราสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย แสดงว่าเราสามารถลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ท่านลองเอาตัวเลขเฉลี่ย ๓ บาทหรือ ๔ บาทคูณเข้าไปก็เป็นเงินหลายแสนล้านบาทใน ๒๐ ปีข้างหน้า อีกทั้งถ้าเราลด การใช้ไฟฟ้าได้ก็เท่ากับว่าเป็นการชะลอหรือว่าลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ได้เช่นเดียวกัน โรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่ไม่จําเป็นจะต้องสร้างเพิ่มที่กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายเอาไว้คือ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์เท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ๑๐ กว่าโรง แล้วก็ประหยัด การที่จะต้องไปลงทุนเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีกหลายแสนล้านบาท ถ้าหากว่ามาดูการจําแนกแจกแจงว่าแล้วจะลดการใช้ไฟฟ้าในส่วนต่าง ๆ ได้ในส่วนตรงไหนบ้าง กระทรวงพลังงานเขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าในภาครัฐอยากจะลดให้ได้สักร้อยละ ๘ ภาคที่อยู่อาศัย ของครัวเรือนร้อยละ ๑๕ ภาคอาคารธุรกิจร้อยละ ๔๑ ภาคอุตสาหกรรมเยอะ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้คณะกรรมาธิการของเราก็จะพยายามเสนอการขับเคลื่อนในการที่จะ ประหยัดการใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นในทุก ๆ ภาคส่วนก็ด้วยการเสนอมาตรการในการอนุรักษ์ พลังงาน การอนุรักษ์พลังงานหรือว่าการประหยัดพลังงานนั้นโดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าแบ่งออก ได้เป็นวิธีการใหญ่ ๆ ๒ วิธี คิดแบบง่าย ๆ ก็คือ วิธีที่ ๑ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ของเรา ไฟฟ้าตรงไหนไม่ใช้เราก็ปิดสวิตช์ เปิดเครื่องปรับอากาศก็ปรับอุณหภูมิ ให้ถูกต้อง แบบนี้เป็นต้น หรือวิธีที่ ๒ ก็คือต้องลงทุนแล้วละครับ ก็คือต้องปรับเปลี่ยน เครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนพลังงานที่นําเอามาใช้ ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง ปรับเปลี่ยน กระบวนการผลิต ปรับเปลี่ยนวัสดุต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน แบบแรก เปลี่ยนพฤติกรรมนั้นแทบ จะไม่ต้องใช้เงินลงทุน แต่ว่าสําคัญครับ แบบที่ ๒ ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้เงินลงทุน ทีนี้ถามว่าเงินลงทุนนั้นจะต้องเอามาจากไหน ก็แน่นอนนะครับ เจ้าของบ้าน เจ้าของอาคารก็ต้องลงทุน ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าเทคโนโลยีแล้วก็รูปแบบของการเสนอ การประหยัดพลังงานได้ก้าวหน้าไปมาก ได้มีหน่วยงานหนึ่งเป็นชื่อศัพท์รวม ๆ เขาเรียกว่า บริษัทจัดการพลังงาน ไม่ใช่เป็นชื่อบริษัทใดบริษัทหนึ่งนะครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี (Energy Services Company) อีเอสซีโอ (ESCO) เอสโก (ESCO) หรือว่าบริษัทจัดการพลังงาน หมายถึงบริษัทที่ดําเนินธุรกิจให้บริการด้านการประหยัด พลังงานหรือว่าส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนด้วย ซึ่งให้บริการแบบครบวงจรครับ โดยผู้รับบริการคือเจ้าของอาคาร เจ้าของโรงงาน หรือว่าบ้าน สามารถนําผลประหยัด พลังงานที่เกิดขึ้นมาจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้กับเอสโก (ESCO) หลักการสําคัญอีกข้อหนึ่ง ของเอสโก (ESCO) ก็คือว่าเขาจะต้องให้การรับประกันผลงานให้กับท่าน แล้วก็การรับประกันนั้น ต้องมีวิธีการประเมินที่เรียกว่าสามารถที่จะตรวจสอบได้ ต่อไปนะครับ แล้วถ้าหากว่า เราอยากจะให้บริษัทจัดการพลังงานมาช่วยเราในการปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร แล้วเราจะเรียกใช้บริการเขาได้อย่างไร มีหลายวิธี แต่ที่สําคัญมีอยู่ แบบที่ ๑ เจ้าของอาคาร เราจะต้องเป็นคนลงทุนเอง ก็เหมือนทําสัญญาว่าจ้างคนมาติดเครื่องปรับอากาศ หรือว่า มาก่อสร้างอะไรต่าง ๆ แต่ว่าบริษัทเอสโก (ESCO) นั้นเขาจะต้องรับประกันผลงานให้กับเรา เราเป็นคนลงทุน แต่เขาเอาเครื่องมือเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ สัญญาว่าจะลดพลังงานได้จริงมาให้บริการกับเรา แบบที่ ๒ ก็คือว่าเจ้าของอาคารไม่ต้อง ลงทุน เจ้าของอาคารอยู่เฉย ๆ บอกว่าเข้ามาในอาคารฉันหน่อย เข้ามาในโรงงานฉันหน่อย แล้วก็มาปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ บอยเลอร์ (Boiler) อะไรต่าง ๆ คือเจ้าของไม่ต้องลงทุน แต่บริษัทเอสโก (ESCO) ต้องลงทุนให้ แล้วเขายังต้องรับประกัน ผลงานด้วยว่าประหยัดพลังงานแล้วภายในกี่ปีจะคืนทุน แล้วเจ้าของโรงงาน เจ้าของอาคาร ที่กราบเรียนแล้วว่าไม่ต้องลงทุนตอนแรก แต่ว่าไฟฟ้าที่ท่านประหยัดได้ พลังงานที่ท่าน ประหยัดได้ก็คืนเงินให้เขาไปหน่อย อาจจะตกลงกันว่าประหยัดค่าไฟฟ้าปีหนึ่งสมมุติว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งให้เขาปีละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่งสัญญานั้นหมด ก็ไม่ต้องแบ่งให้กับเอสโก (ESCO) ไปแล้ว แล้ววิธีการแบบนี้ในปัจจุบันมีการดําเนินการหรือยัง มีแล้วครับ เยอะมากกระทรวงพลังงานก็ให้การสนับสนุนมามากพอสมควร แต่การสนับสนุน ทั้งหมดปรากฏว่าผู้ที่ได้รับอานิสงส์ก็คือภาคเอกชนเท่านั้น เจ้าของโรงงาน เจ้าของอาคารเท่านั้น ที่เขาได้รับบุญส่วนกุศลในการที่ให้เอสโก (ESCO) เข้ามาให้บริการ แต่ว่าเจ้าของอาคาร ที่เป็นหน่วยงานราชการยังไม่ได้รับผลประโยชน์ ยังไม่ได้รับความเป็นเอกลักษณ์ ของความเป็นเอสโก (ESCO) เลย ถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าปัจจุบันนี้กฎหมาย ระเบียบอะไรต่าง ๆ ของประเทศไทยเรายังตามไม่ทันครับ ยังตามมาตรการเอสโก (ESCO) ไม่ทัน ท่านลองนึกดูละครับ ท่านที่เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด สมมุติว่าท่านได้รับงบประมาณจากรัฐมาปีหนึ่งเป็นค่าไฟฟ้าปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปีต่อมา ถ้าท่านบอกว่าท่านปิดสวิตซ์ไฟโน่นไฟนี่ เสียค่าไฟฟ้าเหลือ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ทุกปีเคยรับมา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปีถัดไปประหยัดไป ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาทนั้นท่านต้องคืนหลวง ใช่ไหมครับ ท่านไม่มีสิทธิใช้ครับ ตรงนี้คือเส้นผมบังภูเขาที่คณะกรรมาธิการของเราบอกว่า ก็ในเมื่อถ้าจะให้เอกชนเข้ามาลงทุนให้หน่วยงานของรัฐแล้วถ้ารัฐไม่ได้จ่ายเงินเลย แล้วถ้าประหยัดค่าไฟฟ้าค่าพลังงานไปเราจะสามารถแบ่งเงินส่วนที่ประหยัดได้นั้นคืนให้กับ เอกชนเขาไปได้ไหม ก็จะทําให้วิธีการแบบนี้เหมือนกับเป็นการผ่อนส่ง เราประมาณการ ดูแล้วจะสามารถประหยัดงบประมาณที่รัฐไม่ต้องมาเสียเงินในการเปลี่ยนหลอดไฟ ในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท ตรงนี้เรียกว่าเป็นเส้นผมบังภูเขา ที่เราต้องการจะให้เกิดขึ้น นี่คือหัวข้อที่เราเรียกว่านํามาตรการเอสโก (ESCO) มาใช้กับ หน่วยงานของรัฐครับ
ต่อไปครับขอไปเรื่องที่ ๒ เรื่องของการใช้วัสดุอาคาร หรือว่าการออกแบบ รูปทรงของอาคาร เราเสนอว่าจะต้องนําเอาวิธีการที่เรียกว่าการใช้ข้อบัญญัติพลังงานสําหรับ อาคารนําเอาออกมาใช้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าบิวดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) หรือว่าบีอีซี (BEC) เมื่อสักครู่ก่อนขึ้นมาที่นี่ผมได้เงยดูเพดานของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ ไม่มีแสงอาทิตย์เข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีเลยครับ เราลองปิดสวิตซ์ทุกดวงที่มีในห้องนี้ ให้มืดสนิทสิครับ ขณะที่บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์แผ่กระจายเต็มหมด แต่การออกแบบ ไม่ให้แสงสว่างเข้ามาเลยครับ ท่านก็ลองสังเกตดูว่าทําไมเรามาเปิดไฟให้มันสว่างทั้งห้อง ทั้ง ๆ ที่ข้างนอกสว่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็คือเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา เพราะฉะนั้น จากนี้ไปนะครับ สถาปนิก วิศวกรไฟฟ้า วิศวะอะไรทั้งหลาย เวลาจะออกแบบอาคารต่าง ๆ เขาควรจะต้องใช้วัสดุที่ประหยัดพลังงาน ลดความร้อนจากข้างนอกเข้ามาในอาคาร ใช้แสงธรรมชาติ ให้เป็นประโยชน์ รูปทรงของอาคารออกแบบให้เหมาะกับการประหยัดพลังงาน เหล่านี้ครับ เขาเรียกว่าบิวดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) หรือว่าข้อบัญญัติสําหรับอาคาร และถามว่าตั้งแต่มีประเทศไทยมามีการออกบิวดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) หรือข้อบัญญัติพลังงานนี้ไหม ไม่มีครับ เป็นสิ่งที่ประหลาดมหัศจรรย์มาก มีอยู่นิดหนึ่งนะครับ จากพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี ๒๕๓๕ กําหนดไว้บอกว่าอาคารใด ที่ใช้ไฟฟ้ามากเกิน ๑ เมกะวัตต์ ให้เป็นอาคารควบคุม แต่ว่าถ้าเล็กกว่านั้นไม่ควบคุม หรือว่าใช้ไฟฟ้าเกือบ ๆ ๑ เมกะวัตต์ ๙๐๐ ๘๐๐ ก็ไม่ควบคุม ถามว่าประเทศไทยเรามีอาคารขนาดใหญ่มีไหม มีครับ หลายหมื่นหลายแสนอาคาร ตรงนี้ ในคราวที่กระผมได้เป็น สปช. เมื่อคราวที่แล้วเราก็ได้คุยเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง การนําเอา ข้อบัญญัติของการออกแบบก่อสร้างอาคารมาใช้ แล้วก็ได้เชิญหน่วยงานจากกรมโยธาธิการ และผังเมือง ได้เชิญหน่วยงานจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานมาหารือกัน ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากว่าแต่ละหน่วยงานคิดกันไปคนละแบบ กรมโยธาธิการและผังเมือง เขาบอกว่าเขาสนใจแต่เรื่องเซฟตี (Safety) คือความปลอดภัย เขาไม่สนใจเรื่องประหยัด พลังงาน ขณะเดียวกันกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานบอกว่าเขาสนใจ แต่เรื่องพลังงาน เรื่องอาคารเขาไปก้าวก่ายไม่ได้ ไปบอกว่าใช้วัสดุอันโน้นอันนี้ไม่ได้ ตกลง เราจับ ๒ หน่วยงานนี้มาแต่งงานกันแล้วครับ ก็เรียกว่าในส่วนของ สปช. เองได้ทํางานนี้ สําเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งก็คือว่าจะนําเอาการยกร่างข้อบัญญัตินี้ออกมาใช้ ให้เร็วที่สุด แล้วก็ตอนนี้ทราบว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองกําลังจะออกเป็นข้อบัญญัติ อาจจะเริ่มใช้บังคับบีอีซี (BEC) กับอาคารที่มีพื้นที่มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตรขึ้นไปครับ ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตรนะครับ แล้วต่อไปก็จะบังคับกับอาคารที่เล็กลงมาอีกเหลือ ๕,๐๐๐ ตารางเมตร แบบนี้เป็นต้น ตรงนี้เราก็คงจะหวังว่าการนําเอามาตรการที่เรียกว่า ข้อบัญญัติการประหยัดพลังงานถือว่าเป็นมาตรฐานสากลนะครับ ผนังอาจจะแพงขึ้นนิดหนึ่ง หลังคาอาจจะแพงขึ้นนิดหนึ่ง แต่ว่าการคุ้มทุนในการคืนทุนเรื่องพลังงานภายใน ๓-๔ ปี ก็คืนทุนแล้ว หวังว่าการอนุรักษ์พลังงานเหล่านี้ก็คงจะเป็นประโยชน์สําหรับประเทศไทย ในระยะยาวครับ ผมขอสรุปการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านประธานคุรุจิตค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอสรุปแผนปฏิรูปเร่งด่วนที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานนําเสนอใน ๔ เรื่อง โดยจัดลําดับความสําคัญเร่งด่วน ดังนี้ เรื่องแรก ก็คือบทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งเรื่องนี้ กระผมก็อยากจะขอเสริมท่าน พลเอก เลิศรัตน์ว่าเมื่อมี คสช. ใหม่ ๆ เมื่อกลางปี ๒๕๕๗ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือมาถึงหัวหน้า คสช. ว่าควรจะดูแล สปท. เรื่องนี้ให้เป็นเรื่องที่ดําเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราศึกษาก็เป็นสิ่งที่ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วก็เป็นความต้องการของกระทรวงพลังงานด้วยนะครับ เรื่องพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ก็จะเป็นการลดรายจ่ายของประชาชน ในชนบทแล้วก็เพิ่มรายได้ให้เขา แล้วก็ใช้ศักยภาพพลังงานทดแทน รวมทั้งแก้ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นะครับ เรื่องศูนย์ข้อมูลด้านพลังงานหรือเนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เอเจนซี (National Energy Information Agency) ก็จะสร้างจุดร่วมของการมีข้อมูล ที่น่าเชื่อถือ ในสังคมก็จะลดความขัดแย้งลงนะครับ เรื่องของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยบริษัทจัดการพลังงานเอสโก (ESCO) และข้อบัญญัติพลังงานในการออกแบบอาคาร ผมก็คิดว่าเป็นอย่างที่ท่านศาสตราจารย์ดุสิตว่าคือเส้นผมบังภูเขาจริง ๆ เอสโก (ESCO) นี่นะครับ ภาครัฐไม่ต้องลงทุนเลย เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องของวิธีจัดสรรงบประมาณ หมวดสาธารณูปโภค จะไปเป็นหมวดรายจ่ายอื่นไม่ได้อะไรแบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราทําได้อาคาร ของภาครัฐอย่างอาคารรัฐสภาก็จะประหยัดพลังงานได้มหาศาล แล้วเขาก็แบ่งรายได้อาจจะ ๗-๑๐ ปี แล้วส่วนหนึ่งก็คืนรัฐไป ส่วนเรื่องบิวดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) ผมก็อยากจะฝากถึงสมาชิกทุกท่านนะครับ ท่านอยู่ในวัยที่มีเพาเวอร์ (Power) หรือมีสตางค์จะสร้างตึกได้ อยากจะเรียนว่าด้วยวัสดุก่อสร้างปัจจุบันตึกอยู่ได้เป็น ๑,๐๐๐ ปี ถ้าท่านออกแบบให้กินไฟมากไปสักนิดหนึ่ง ๑๐๐ ปีก็เป็นหลายร้อยล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่กฎมาตรฐานเรื่องประหยัดพลังงานของอาคารมีอยู่แล้ว แต่ไม่มีเขี้ยวเล็บ ก็ต้องไปขอยืมเขี้ยวเล็บของกรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งก็ยังไม่บูรณาการกันอยู่ เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ที่เราเลือกมาก็เป็นประเด็นที่คิดว่าเป็นประเด็นเร่งด่วน แล้วก็มีโอกาสสําเร็จมากที่จะขับเคลื่อนได้ในช่วงเวลา ๑๘ เดือนนี้ แล้วกระผมก็อยากจะ กราบเรียนว่าในประเด็นการปฏิรูประบบพลังงานทั้ง ๑๘ ประเด็นก็ดี เรื่องปฏิรูปเร่งด่วน ๔ เรื่องที่เราเลือกมานําเสนอก็ดี คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงานก็ได้ไป พบหารือกับฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้บริหาร เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อคิดเห็น โดยในหลักการก็ได้รับ การสนับสนุนในเรื่องเร่งด่วนทั้ง ๔ เรื่องว่าเป็นเรื่องที่ควรจะนํา แต่ในรายละเอียดก็จะไป คุยกันต่อไป เพราะฉะนั้นโดยสรุปผมก็ขอนําเสนอว่าแผนปฏิรูปเร่งด่วนที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานจะทําใน ๖-๑๒ เดือนข้างหน้า ก็คือ ๔ เรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้ละเลยอีก ๑๒ เรื่องในวาระปฏิรูปที่ สปช. ได้นําเสนอ ซึ่งถ้าเราทําเสร็จก็จะ หยิบเรื่องที่มีความสําคัญลําดับต่อไปมานําเสนอ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการทุกท่านนะคะ เนื้อหาสาระที่ท่านนําเสนอมานี้เป็นประโยชน์และเป็นเรื่องที่ตัวดิฉันเองไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่มีความรู้เลยนะคะ ฟังแล้วก็ได้รับความรู้จากท่านมาก ๆ เลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไป เป็นการอภิปรายของสมาชิกนะคะ มีสมาชิกขออภิปราย ๑ ท่าน คือท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เชิญท่านปลัดกระทรวง ท่านสถิตย์ค่ะ เชิญค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมขอสนับสนุนแนวคิดของการปฏิรูปด้านพลังงานโดยรวมที่ได้นําเสนอมา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอยากจะตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการปฏิรูปพลังงานสอดคล้องกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่างแยกกันไม่ออก ในเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้น สิ่งที่สําคัญก็คือการลด ความเหลื่อมล้ํา หรือการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านพลังงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้ชุมชน หรือเกษตรกรมีรายได้จากการปฏิรูปพลังงาน จะเป็นส่วนสําคัญในการลดความเหลื่อมล้ํา ทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปพลังงานที่นําไปสู่การส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานชีวมวล พลังงานขยะ พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือน เหล่านี้จะเป็น การส่งเสริมให้ผู้ที่อยู่ในชนบท ในชุมชน หรือเกษตรกร มีรายได้มากขึ้น หัวใจสําคัญก็คือว่า ทําอย่างไรที่จะส่งเสริมให้มีการใช้พืชที่เรียกว่าพืชพลังงานให้มากขึ้น ซึ่งการใช้พืชพลังงาน ให้มากขึ้นนี้ นอกเหนือจากข้อเสนอต่าง ๆ ที่ท่านได้กล่าวแล้ว จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การวางโครงสร้างราคารับซื้อกระแสไฟฟ้าที่มาจากพืชพลังงานให้เหมาะสม มิฉะนั้นแล้วก็จะ ไม่มีแรงจูงใจในการที่จะสร้างพลังงานที่มีรากฐานจากพืชเกษตร ข้อสังเกตถัดมาก็คือว่าดังที่ ท่านกรรมาธิการบางท่านได้กล่าวแล้ว แต่อยากจะเน้นให้ชัดว่าจะต้องสร้างความสมดุล ระหว่างการเป็นพืชพลังงานกับการเป็นพืชอาหารให้
- ๙๑/๑ มิฉะนั้นแล้วส่งเสริมให้พืชนํามาใช้เพื่อพลังงานมาก ๆ ก็อาจจะนําไปสู่การขาดแคลนพืชชนิดเดียวกัน ที่เป็นอาหารได้ จึงต้องวางโครงสร้างในเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนด้วย การสนับสนุนให้ใช้ พลังงานทดแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเกษตรกร ส่งเสริมชุมชนนั้น ควรจะต้องสอดคล้องกับแผนการในการลดการใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อที่จะซื้อพลังงาน เช่นแก๊สธรรมชาติ แม้ว่าบางส่วนมีอยู่ บางส่วนยังต้องซื้อ พลังงานที่มาจากน้ํามัน ไม่ว่า จะเป็นน้ํามันเตา น้ํามันดีเซล ต้องใช้ทรัพยากรในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก็จะลด การสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ถัดมาก็เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเกษตรกร การพัฒนาเช่นนี้ก็จะทําให้สนับสนุนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ํา พลังงานขยะก็จะลดในเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย ผมจึงขอสนับสนุนแนวทาง ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้วพร้อมกับข้อสังเกตที่ได้กล่าวมาข้างต้น กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
มีท่านสมาชิกจะขออภิปรายในส่วนของการปฏิรูป เชิญค่ะ
เรียนท่านประธาน สปท. สมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ขออนุญาตขึ้นมาแสดงความคิดเห็น ในส่วนของการปฏิรูปพลังงานที่ผมเองนั้นก็ต้องขอบคุณ ผมคิดว่าเรื่องของพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกนั้นผมคิดว่าประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้เต็มที่ครับ เต็มตามศักยภาพ เพราะเราเองก็อยากจะเห็นการประหยัดในเรื่องของเงินตราที่จะต้องไปซื้อเทคโนโลยี จากต่างประเทศ สิ่งที่ผมเองขอแสดงความคิดเห็นนั้นก็คือเรื่องของเงินทุน วันนี้เราอยากเห็น โรงไฟฟ้าชุมชนที่เกิดขึ้น ถามว่าเทคโนโลยีในการสร้างโรงไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีที่สูงครับ ใช้เงินทุนเป็นจํานวนมาก เราจะเอาเงินทุนนั้นมาอย่างไรในการระดมทุน ชุมชนมีมากพอไหม ผมห่วงอย่างเดียวคือในกิจการไฟฟ้านั้นเป็นกิจการที่มีมูลค่ามหาศาล โรงไฟฟ้าโรงหนึ่ง ถ้าเป็นโรงใหญ่ ๆ ก็ประมาณสักเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่โรงไฟฟ้าขนาดเล็กผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็ราคา ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ผมถึงบอกว่า จริง ๆ ก็กลัวว่าทุกครั้งมีเรื่องของธุรกิจทางพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้อง สุดท้ายโรงไฟฟ้าที่จะอยู่ กับชุมชน ถ้าอยู่กับชุมชนจริงผมคิดว่าไม่น่าเป็นห่วงครับ แต่สุดท้ายก็คือกลุ่มทุนนั่นละ ที่จะไปช้อนซื้อ ไปหาผลประโยชน์
ในเรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าเรื่องเทคโนโลยี วันนี้เราจะมั่นใจมากน้อยเพียงไรครับ ที่โรงไฟฟ้าชุมชนที่จะเกิดขึ้นนั้นจะดูแลเรื่องของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ขนาดเรามีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง เสียง เรื่องมลภาวะต่าง ๆ อยู่ในระดับ ที่ควบคุมได้ อันนี้ต้องฝากครับ เพราะว่าหลายพื้นที่ก็ยังมีการลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วง เพราะส่งผลกระทบกับชุมชน อันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
ในเรื่องของการเปิดเสรี ผมเรียนว่าบางครั้งเราคิดว่าเรื่องเสรีนั้นเป็นเรื่องที่ ในกลไกตลาดได้เกิดประโยชน์ แต่ต้องระวังนะครับเรื่องของพลังงาน เพราะหลายครั้ง เมื่อเราเปิดเสรีสุดท้ายคือมันเป็นการผูกขาด ซึ่งจะเปลี่ยนการผูกขาดจากการผูกขาดโดยรัฐ ไปผูกขาดโดยเอกชน ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง และที่สําคัญว่าโรงไฟฟ้าต่าง ๆ นั้น ที่เกิดขึ้นในชุมชนควรที่จะใช้ภายในชุมชนพื้นที่โดยรอบให้เต็มศักยภาพ ไม่ใช่เอาโรงไฟฟ้าชุมชนแต่มาเชื่อมกับระบบใหญ่ที่มีระบบเครือข่ายเชื่อมกันในทั้งประเทศ ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบนะครับ
และเรื่องสุดท้าย ผมเองก็หวังว่าการปฏิรูปกิจการพลังงานไฟฟ้านั้นก็ด้วย ความห่วงใยครับ อยากจะพูดว่าการปฏิรูปนั้นไม่ใช่การแปรรูป เพราะบางครั้งเราเองคิดว่า เรื่องที่เราปฏิรูปนั้นสุดท้ายเดินไปแล้วนี้ทําให้เกิดการสูญเสียทุนของชาติ รอบนี้ผมยังไม่ได้ฟัง เรื่องของการแยกระบบส่งและศูนย์ควบคุมออก ก็ขอบคุณ แล้วก็หวังว่าเราเองนั้น ด้วยความห่วงใยครับ น่าจะมีโอกาสได้ติดตามในเรื่องของทิศทาง และผมขอขอบคุณว่า ถ้าการปฏิรูปพลังงานในกิจการไฟฟ้าถ้าเกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างแท้จริง มองไปข้างหน้าครับ ผมนะครับคือคนที่จะยกมือเพื่อจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หวังว่า การปฏิรูปนั้นไม่ใช่เปลี่ยนมือจากชุมชนนั้นไปสู่นายทุนหรือระบบทุนนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ จะเกิดความไม่สบายใจ และสุดท้ายก็ไปส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟที่ประชาชนจะต้องใช้ไฟ ในราคาที่สูงขึ้น ปรัชญาที่เรียกว่าเราจะมีไฟฟ้าเพื่อสังคม เพื่อชุมชนนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ มันมองไปเรื่องกําไรสูงสุดซึ่งจะเกิดความเสียหายและจะเกิดความไม่มั่นคงของระบบไฟฟ้า ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านศิริชัย มีสมาชิกจะขออภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ดิฉันขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบข้อชี้แจงค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผมขอขอบคุณในข้อคิดเห็นและข้อสังเกตต่าง ๆ และขอบพระคุณที่ทุกท่านได้ตั้งใจฟัง คอมเมนต์ (Comment) ที่ท่านนําเสนอเราก็จะ นําไปถกแถลงต่อในคณะกรรมาธิการของเรา แล้วก็คิดว่าจะพยายามทํา ๔ เรื่องนี้ให้สําเร็จ เป็นลําดับแรก แล้วเรื่องที่เหลือก็จะได้พิจารณาทําตามมา ก็ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าเราได้พิจารณาแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเรียบร้อยแล้วนะคะ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นดิฉันก็ถือว่าสมาชิกเราเห็นชอบแผนนี้ แล้วคณะกรรมาธิการก็จะได้ ดําเนินงานตามแผนต่อไปค่ะ เป็นอันว่าจบวาระนี้ ขอดําเนินการตามวาระต่อไปนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้ก็ใช้เวลากันไม่มากนักเท่าที่คาดนะคะ ก็จบลงในเวลาอันเหมาะสม เพราะประเดี๋ยวเราจะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ที่สโมสรรัฐสภา ก็เชิญท่านสมาชิก ทุกท่านด้วย
สําหรับวาระการปฏิรูปด้านอื่น ๆ ก็จะไปเริ่มพิจารณากันต่อในวันประชุม วันพรุ่งนี้ค่ะ ขออนุญาตปิดประชุม ขอบคุณค่ะ