เลิศรัตน์ รัตนวานิช เสนอแนะการปฏิรูปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีข้อเสนอ 5 ข้อ เพื่อลดบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มความโปร่งใสในการใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเสนอการจัดตั้งสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติเพื่อให้ข้อมูลพลังงานเป็นระบบและโปร่งใส และเสนอโครงสร้างศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ โดยมีแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ใคร่ขอนําเรียนเสนอใน ๒ ประเด็นที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานได้กรุณากล่าวแล้ว
ในเรื่องแรก เป็นเรื่องของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนี้ คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะได้ดําเนินการให้เป็นผลสําเร็จซึ่งจะใช้เวลาไม่มากนัก ปัญหาที่ต้องมีการปฏิรูปก็ตามที่ปรากฏในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่จะให้ท่านสมาชิก ได้ชมอยู่ว่ามีประเด็นปัญหาต่าง ๆ ๕-๖ ประเด็นที่เราได้คิดขึ้นมาที่เราเห็นนี้
ประเด็นแรก ที่สําคัญคือประชาชนผู้บริโภคไม่มีความเชื่อถือในข้อมูล การบริหารจัดการกองทุนน้ํามันที่ผ่านมา
ประเด็นที่ ๒ คือการจัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยังไม่มีพระราชบัญญัติ ที่มารองรับ
ประเด็นที่ ๓ คือวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยังไม่ได้ถูกกําหนด ไว้อย่างชัดเจนเพียงพอ จึงทําให้การบริหารกองทุนอาจจะมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้
ประเด็นที่ ๔ คือการอุดหนุนและการตรึงราคาน้ํามันเชื้อเพลิงนั้น ไม่มีความสอดคล้องกับราคาตลาด ยิ่งเป็นระยะเวลายาวนานทําให้บางครั้งสถานะ ของกองทุนติดลบถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท
ประเด็นที่ ๕ คือมีการใช้เงินของกองทุนนี้ไปอุดหนุนน้ํามันเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง เอาไปอุดหนุนอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งทําให้ไม่เป็นไปตามกลไกของตลาดแล้วก็ไม่เป็นธรรม
และประเด็นสุดท้าย คือความขัดแย้งในด้านนโยบายโดยการชดเชย ราคาขายปลีกน้ํามันเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาการนําเข้า แต่ขณะเดียวกัน ก็นําเงินกองทุนนั้นไปอุดหนุนและชดเชยราคาแอลพีจี (LPG) และเอ็นจีวี (NGV)
เราจึงได้มีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ๕ ข้อ ข้อแรกจากการศึกษาก็เห็นว่า กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยังมีความจําเป็นที่ควรจะคงไว้เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ํามันในช่วงสั้น ๆ ก็จะต้องมีการศึกษาทบทวนวัตถุประสงค์ และความจําเป็นที่ต้องคงกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ โดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ จัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงขึ้นใหม่ แล้วก็กําหนดวัตถุประสงค์ต่าง ๆ บทบาทต่าง ๆ ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงให้ชัดเจน โดยมีแนวทางในการดําเนินการและหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ๑๐ ข้อเท่าที่เราได้กําหนดไว้
ประการแรก ก็คือการลดบทบาทกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงให้เหลือเพียง เป็นการรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกของน้ํามันเชื้อเพลิงเมื่อเกิดภาวะวิกฤติที่ราคาผันผวน รุนแรง
ประการที่ ๒ คือให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานหรือที่ว่า กบง. มา ทําหน้าที่เป็นคณะกรรมการกองทุน
ประการที่ ๓ คือการกําหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับ การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนให้เป็นธรรม
ประการที่ ๔ ห้ามใช้เงินกองทุนในกิจกรรมหรือโครงการที่ไม่ใช่การชดเชย ราคาน้ํามันเชื้อเพลิง
ประการที่ ๕ คือการกําหนดมาตรการอุดหนุนราคาน้ํามันเชื้อเพลิง โดยมีระยะเวลาและวงเงินที่จะใช้ในการอุดหนุนราคาน้ํามันเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างชัดเจน
ประการที่ ๖ คือการกําหนดเจตนารมณ์ของการมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ และให้มีการศึกษาทบทวนเป็นระยะ ๆ ถึงความจําเป็นที่จะคงกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ หรือไม่
ประการที่ ๗ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนที่แต่งตั้งจากตัวแทนภาครัฐ ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งอันนี้ถือว่า เป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่จะทําให้ประชาชนยอมรับกับการมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนะครับ
ประการที่ ๘ คือการควบรวมการดําเนินงานของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ให้มาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และกําหนดให้คณะกรรมการบริหารกองทุนทําหน้าที่คณะกรรมการสถาบัน
ประการที่ ๙ และประการที่ ๑๐ นั้นเป็นขั้นตอนของการดําเนินการ ในการโอนทรัพย์สิน ในการกําหนดผู้ตรวจสอบบัญชีต่าง ๆ
เมื่อดําเนินการตามนี้แล้วเราก็คาดว่าผลที่ได้รับจากการดําเนินการจัดตั้ง กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการแล้วจะทําให้ประชาชนตระหนักรู้และเข้าใจ วัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่อันแท้จริงของกองทุน การดําเนินงานของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ก็จะมีกฎหมายที่ชัดเจน มีความโปร่งใส ไม่มีการบิดเบือนราคาน้ํามันเชื้อเพลิง และผู้บริโภคได้รับการดูแลด้วยการมีราคาน้ํามันเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพในสถานการณ์ ที่อาจจะมีความผันผวนอย่างรุนแรงของราคา ระยะเวลาในการดําเนินการขับเคลื่อน การปฏิรูปนั้นเราได้กําหนดไว้เป็น ๓ ระยะนะครับ
ระยะแรก คือการจัดตั้งและทํางานร่วมกันกับคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทาง ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงของกระทรวงพลังงาน เพื่อยกร่าง พระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ขึ้น และเสนอให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะดําเนินการได้ภายในสิ้นเดือนหน้านี้ ขณะนี้ก็ได้อนุมัติการจัดตั้งคณะทํางาน เรียบร้อยแล้วนะครับ
ระยะที่ ๒ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็จะเสนอร่างพระราชบัญญัติ ที่จะต้องให้ความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีและต่อ สนช. ต่อไป ก็คาดว่าจะไม่เกิน เดือนมีนาคม จากนั้นก็เป็นการติดตามผลักดันให้กระบวนการผ่านพระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ ๓-๔ เดือน เพราะฉะนั้นประมาณกลางปีหน้า เราก็น่าจะดําเนินการในการจัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงได้สําเร็จ ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็เป็นไปตามที่ปรากฏอยู่บนเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint)
ในเรื่องที่ ๒ ที่ผมได้รับผิดชอบ คือการพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ เรียกว่า เนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เอเจนซี (National Energy Information Agency) หรือจะเรียกว่าออฟฟิศก็ได้นะครับ อันนี้เป็นชื่อที่ยังไม่เป็นทางการก็เนื่องมาจาก การเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์การปฏิรูปพลังงานในบ้านเรา ต้องยอมรับว่าการตกลงใจ เกี่ยวกับพลังงานในทุกมิติเป็นลักษณะที่เราเรียกว่า ท็อปดาวน์ (Top down) และเป็นท็อปดาวน์ (Top down) แบบขาดการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เป็นท็อปดาวน์ (Top down) ที่มาตามเส้นทางของภาคราชการกับภาคการเมืองโดยแท้ จึงทําให้ข้อมูลต่าง ๆ อาจจะ โดนแทรกแซงหรือไม่เป็นที่ยอมรับได้ ฉะนั้นปัญหาที่เรามองว่าควรจะต้องมีการปฏิรูป ก็เพราะว่าพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง
ประเด็นที่ ๒ คือโครงสร้างราคาพลังงานมีความซับซ้อน ซับซ้อนมากยากที่ คนทั่วไปจะเข้าใจนะครับว่าทําไม อย่างราคาน้ํามันหรือราคาแก๊สในตลาดโลกลดลง ราคา ในสูตรต่าง ๆ อาจจะต้องใช้เวลา ๖ เดือนถึงจะไปปรับเปลี่ยน
ประเด็นที่ ๓ คือข้อมูลข่าวสารด้านพลังงานจากภาครัฐมีความจํากัด แล้วก็ ที่มาของแหล่งต่าง ๆ อาจจะไม่สอดคล้องกัน ไม่เป็นเอกภาพ ทําให้เกิดความสับสนได้ การได้ข้อมูลของภาคประชาชนจากโซเซียลมีเดีย (Social media) ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทําให้เกิดที่เราเรียกว่ามิสรีดดิง (Misreading) คือความคลาดเคลื่อนในความเข้าใจ แล้วก็เกิดการประท้วงต่อต้าน การแสดงความไม่เห็นด้วยเมื่อจะมีการดําเนินนโยบาย ในด้านพลังงานอย่างที่เป็นที่ปรากฏนะครับ เพราะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ต่างกัน
ประเด็นที่ ๔ คือภาคประชาสังคมต้องการเห็นความโปร่งใสทั้งของผู้ค้า ผู้ผลิต และผู้กํากับนโยบายซึ่งเป็นภาครัฐ ถัดไปคือทุกภาคส่วนมีความกังวลในเรื่องการมีพลังงาน ใช้อย่างยั่งยืน มีต้นทุนที่เหมาะสม
และประเด็นสุดท้าย คือในภาครัฐมีความจําเป็นต้องใช้ระบบสารสนเทศ ในการบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานที่ทันสมัย เป็นข้อมูลที่มีความโปร่งใส ทุกภาคส่วน เข้าถึงได้โดยสะดวก แม่นยํา แล้วก็เชื่อถือได้ และที่สําคัญคือสามารถนําไปใช้อ้างอิงได้ เราได้ทําการศึกษาในหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มิติ ทั้งการศึกษาข้อมูลพลังงาน ในประเทศ การศึกษาระบบข้อมูลด้านพลังงานในต่างประเทศ เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศมาเลเซีย การศึกษาวิเคราะห์ระเบียบ ข้อบังคับของส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ การเผยแพร่ข้อมูล สถิติทางด้านพลังงาน และเราก็ได้ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ การดําเนินการของศูนย์ข้อมูลเอเนอร์จี (Energy) ของสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่ายูเอส อีไอเอ (US EIA) จากนั้นเราจึงได้วิเคราะห์แนวทางในการที่จะแก้ไข โดยเราได้เสนอให้มีการปรับ โครงสร้างหน่วยงานบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานโดยจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ซึ่งก็ยัง คงเป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้การกํากับของกระทรวงพลังงาน แต่มีความอิสระพอควร ในการบริหารจัดการ ด้านข้อมูลสถิติพลังงาน หลังจากนั้นเราก็จะพัฒนาไปสู่การเป็นสํานักงาน ข้อมูลพลังงานแห่งชาติที่เราใช้ชื่อภาษาอังกฤษในขั้นต้นว่าเนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เอเจนซี (National Energy Information Agency) ทําหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางด้านพลังงาน ให้มีความเป็นอิสระในการรวบรวมและการเผยแพร่ข้อมูล ตอบสนองความต้องการ ของทุกภาคส่วนในด้านข้อมูลพลังงาน ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป มีการบริหารจัดการ ฐานข้อมูล การรายงานการเข้าถึงข้อมูล และการให้ความรู้ต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ และมีมาตรฐานสากล ประเด็นที่ ๒ มีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นที่มีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นําหรืออิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประการที่ ๓ คือรัฐสนับสนุน การจัดตั้งโดยการออกกฎหมายรองรับและสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ ซึ่งเท่าที่ได้ศึกษา งบประมาณที่จะใช้สนับสนุนในการดําเนินการให้มีศูนย์ข้อมูลด้านพลังงานก็จะอยู่ที่ประมาณ ๘๐-๑๐๐ ล้านบาทต่อไป ซึ่งก็อยู่ในวิสัยที่กระทรวงพลังงานน่าจะจัดสรรงบประมาณ มาสนับสนุนให้ได้ โดยเราได้มอบให้กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน ในช่วง ๓ ปีแรก จากนั้นก็จัดทําพระราชบัญญัติสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นไปตามที่ปรากฏบนเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) นะครับ ทั้งแหล่งพลังงาน แหล่งพลังงานหลักก็มาจากหลายด้าน ทั้งน้ํามัน ทั้งก๊าซต่าง ๆ พลังงานทดแทน ชีวมวล พลังงานอื่น ๆ ชีวภาพ ความต้องการใช้พลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ ก็จะเป็นข้อมูลที่สําคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการภาครัฐ ภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการประมง และภาคการเกษตร ก็จะเห็นว่าการใช้พลังงานนั้นเกี่ยวข้องไปกับทุกเซกเตอร์ (Sector) ทุกภาคส่วน สุดท้ายคือวิธีการดําเนินงานก็จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อมูล แต่ละหน่วยงาน มีเจ้าภาพในการจัดทํางบประมาณในภาพรวม แล้วก็มีการศึกษากฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ ในการทําโรดแมป (Road map) เราก็ได้แบ่งออกเป็นช่วงเวลานะครับ ในช่วงเวลาแรกคือปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๓ นั้นจะจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายในกระทรวงพลังงาน ให้เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ บางท่านก็คงจะคุ้นเคยที่เราเรียกว่าเอสดียู (SDU)
- ๘๒/๑ อันนี้ก็มีการดําเนินการที่จัดตั้งอยู่บ้างแล้ว คือสเปเชียล ดีลิเวอรี ยูนิต (Special delivery unit) ซึ่งสามารถดําเนินการจัดตั้งได้ด้วยมติคณะรัฐมนตรี ก็จะทําให้จัดตั้งได้เร็ว แล้วก็ ออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติขึ้น จากนั้น ในช่วง ๑-๓ ปีนี้ก็ควบคู่กันไปคือการยกร่างพระราชบัญญัติสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาเพราะว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก อาจจะต้องแก้ไขกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับพระราชบัญญัติถึง ๗-๘ ฉบับ ในช่วงปีที่ ๔ ก็คงเลยช่วงของ สปท. ไปแล้วนะครับ ฝากไว้กับรัฐบาลใหม่ คือเป็นระยะที่จะมีการจัดตั้งสํานักงานข้อมูลพลังงานแห่งชาติ เต็มรูปแบบ มีพระราชบัญญัติรองรับ มีความพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูล ด้านพลังงานแห่งชาติที่สมบูรณ์
ผลที่เราคาดว่าจะได้รับ ประการแรก คือความรู้ ความเข้าใจของประชาชน รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาสามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยํา
ประการที่ ๒ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในด้าน พลังงาน ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และในการกําหนดนโยบาย สามารถนําข้อมูลด้านพลังงาน ไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจและการกําหนดนโยบายได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
ประการที่ ๓ คือการลดความขัดแย้งในสังคม ก็หวังว่าเมื่อมีแหล่งอ้างอิง ที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นกลาง เป็นอิสระแล้ว น่าจะทําให้ทุกฝ่ายสามารถที่มามีส่วนร่วม ในการดําเนินนโยบายด้านพลังงานได้บนพื้นฐานข้อมูลที่เหมือนกัน
ประการสุดท้าย ที่เราคาดว่าจะเป็นผลลัพธ์ของการดําเนินการในเรื่องนี้คือ การที่จะมีระบบการจัดข้อมูลที่เชื่อมโยง ทันสถานการณ์ รองรับการปฏิรูปด้านพลังงาน ของประเทศ มีการบูรณาการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพที่เปลี่ยนจากการเตรียมข้อมูล เป็นการมีข้อมูลพร้อมสําหรับกลุ่มเป้าหมายเพื่อการนําไปใช้
สรุปข้อเสนอคือโครงสร้างศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติใน ๑ ปีแรกนั้น ก็จะเป็นหน่วยงานอิสระที่แยกออกมา โดยดําเนินการขออนุมัติจากรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง เป็นหน่วยงานพิเศษหรือเอสดียู (SDU) ก่อน จากนั้นก็ยกร่างพระราชบัญญัติสํานักงาน ข้อมูลพลังงานแห่งชาติต่อไป ซึ่งจะดําเนินการในช่วง ๓ เดือนแรก แล้วก็จัดทําโครงสร้างขอบเขต ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนี้เสนอต่อรัฐบาล ช่วงระยะที่ ๒ เป็นช่วง ๑๒ เดือนนั้น ก็เป็นช่วงของการลงในรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อเสนอโครงสร้าง เสนอร่างพระราชบัญญัติ และประสานทุกหน่วยงานเพื่อจัดเตรียมข้อมูล และช่วงสุดท้ายอีก ๓ เดือนซึ่งจะเป็นช่วง ครบ ๑๘ เดือนนั้นคือการทําสรุปความต้องการที่เกี่ยวกับงบประมาณ เกี่ยวกับบุคลากร และอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ กระผมก็มีเรื่องกราบเรียน ทั้ง ๒ ประเด็นดังนี้ครับ ขอบพระคุณ