พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา หารือเรื่องการปฏิรูปการผลิตพลังงานทดแทน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการผลิตพลังงานทดแทน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน นอกจากนี้ยังเสนอแผนปฏิรูปพลังงานทดแทน โดยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ และหารือเรื่องแผนการปฏิรูปพลังงานทดแทน โดยมี 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน ศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน ศึกษาและทบทวนแผนพลังงานทดแทน จัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลพลังงานทดแทนแก่ชุมชน และเสนoprojectต้นแบบหรือไพลอตโพรเจกต์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชนอย่างยั่งยืน และเสนอแนวคิดการจัดโซนนิงพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชพลังงาน และการสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ และธนาคาร เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าชีวมวล
กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ในฐานะเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์ พลังงาน ได้รับมอบหมายจากคณะอนุกรรมาธิการให้เป็นผู้นําเสนอแนวทางปฏิรูปที่ได้ระดม ความคิดจนตกผลึกและผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานเพื่อให้สภาแห่งนี้ได้ร่วมกันพิจารณา และให้คําแนะนําเพื่อนําไปสู่การขับเคลื่อน การปฏิรูปอย่างเร่งด่วนในเรื่องการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน ก่อนอื่นมาทําความเข้าใจก่อนนะครับว่าของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน หมายความว่าอะไร ของชุมชน หมายถึง ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในพลังงานทดแทน ทั้งในทางตรงและทางอ้อม โดยชุมชน หมายถึง ใช้ปัจจัยการผลิตพลังงานทดแทนจากชุมชน แล้วก็เพื่อชุมชน หมายถึง ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือชุมชนในฐานะผู้ใช้ไฟฟ้า ในฐานะ ผู้มีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า และในฐานะประชาชนที่อยู่ในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าด้วยครับ
ปัญหาทางด้านพลังงานไฟฟ้าของชาติในปัจจุบันมีดังนี้ครับ ปัญหาแรก คือแหล่งพลังงานฟอสซิล (Fossil) ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซธรรมชาติมีอยู่ อย่างจํากัดและลดลงทุกวันซึ่งกําลังจะหมดไปในอนาคตที่ประชาชนคนไทยจะต้องรับทราบ ร่วมกัน รับรู้ร่วมกัน และรับผิดชอบร่วมกัน รวมทั้งเตรียมความพร้อมที่จะต้องเผชิญกับ เหตุการณ์นี้ในอนาคตอันใกล้
๒. ประเทศไทยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลิตและส่งเสริมการใช้พลังงาน ทดแทนให้เพียงพอและทันกับวิกฤติพลังงานที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้เพื่อความมั่นคง ของชาติด้านพลังงาน อัตราส่วนการใช้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในปัจจุบันของประเทศไทย ถือว่ามีความเสี่ยง โดยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึงประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินลิกไนต์ ประมาณ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ พลังน้ํา ๙.๑๗ เปอร์เซ็นต์ น้ํามันเตาประมาณ ๐.๗๑ เปอร์เซ็นต์ น้ํามันดีเซลประมาณ ๐.๑๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นพลังงานทดแทนประมาณ ๒.๓๗ เปอร์เซ็นต์ พลังงานทดแทนถือว่าเราเป็นผู้ที่ใช้มากในอาเซียน (ASEAN) แต่เมื่อเปรียบเทียบ กับในภาพรวมแล้วยังถือว่าน้อยอยู่ และส่วนที่เหลือนั้นเป็นพลังงานที่ต้องซื้อและนําเข้า จากต่างประเทศ
ประเด็นที่ ๓ ของปัญหาคือประเทศไทยมีศักยภาพในทรัพยากรธรรมชาติ ด้านพลังงานทดแทนมาก แต่ขาดระบบการบริหารและการจัดการในการส่งเสริม ที่มีประสิทธิภาพ เรามาดูว่าศักยภาพของประเทศไทยทางด้านพลังงานทดแทนมีมากแค่ไหน จากข้อมูลของสถาบันเจจีเอสอีอี (JGSEE) บอกว่าสิ่งของเหลือใช้จากการเกษตรในพื้นที่ ๑๗๔ ล้านไร่ทั่วประเทศมีปริมาณประมาณ ๒๘ ล้านตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง ๖,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์นะครับ พื้นที่นาดอนนอกเขต ชลประทานมีอยู่ ๑๙ ล้านไร่ สามารถนํามาปลูกพืชพลังงานและผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง ๔,๓๒๐ เมกะวัตต์ พื้นที่ไร่ที่ผลผลิตตกต่ําและเป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องอุดหนุนแล้วก็ ช่วยเหลือเรื่องประกันราคาอยู่ตลอดเวลา จากพื้นที่ทั้งหมด ๔๐ ล้านไร่ มีอยู่ ๖.๑ ล้านไร่ ที่ไม่สามารถปลูกพืชไร่ได้อย่างคุ้มทุน สามารถนํามาปลูกพืชพลังงานได้ ผลิตไฟฟ้าถึง ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ และนอกเหนือจากนี้ยังมีพื้นที่ที่รัฐบาลมีนโยบายปลูกพืชทดแทน ที่จะนํามาใช้ปลูกพืชพลังงานได้ถึง ๔.๒ ล้านไร่ คิดเป็นกําลังผลิตไฟฟ้าได้ถึง ๙๔๔ เมกะวัตต์ แล้วนอกเหนือจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องขยะชุมชนอยู่ ทั้งประเทศมีอยู่ ๒๖ ล้านตัน ถ้านําศักยภาพของขยะทั้งประเทศมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้จะสามารถผลิตได้ถึง ๑,๐๐๐ เมกะวัตต์ และนอกเหนือจากนั้นประเทศไทยยังมีพื้นที่ร้างไม่สามารถเพาะปลูกพืช ใด ๆ ได้ถึง ๑.๓ ล้านไร่ ในส่วนนี้ถ้าเอามาใช้เป็นพื้นที่สําหรับติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) สามารถผลิตและติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม (Solar farm) ได้มากกว่า ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ และประเทศไทยมีศักยภาพสูงในเรื่องของพลังงานแสงอาทิตย์เพราะมีความเข้มของแสง สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง ๕ กิโลวัตต์อาวร์มิเตอร์ต่อตารางเมตร เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่า เป็นศักยภาพของประเทศไทยครับ และปัญหาข้อ ๔ คือปัญหาชุมชนซึ่งเป็นสถานที่ตั้ง และแหล่งผลิตพลังงานทดแทนยังไม่มีโอกาสที่มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของของแหล่ง พลังงานทดแทน และในบางกรณีอาจมีความขัดแย้งกับผู้ลงทุนจึงทําให้พลังงานทดแทน ไม่สามารถเกิดได้ จากศักยภาพจะเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในพลังงานทดแทนสูง ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล ขยะ ก๊าซชีวภาพ แสงอาทิตย์ แล้วก็ลม
แผนปฏิรูปและกําหนดเวลาครับ ในระยะที่ ๑ ช่วงเดือนที่ ๑-๓ เราจะจัดทํา ข้อมูลสําหรับพลังงานทดแทนทางด้านภูมิศาสตร์หรือที่เรียกว่าโซนนิง (Zoning) ในพื้นที่ ที่เพาะปลูกที่เหมาะสมในการปลูกพืชพลังงานแต่ละชนิด จะต้องจัดทําโซนนิง (Zoning) พื้นที่ที่เหมาะสมในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar cell) และพื้นที่ที่เหมาะสมในการติดตั้ง กังหันลม พื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตก๊าซชีวภาพที่เหมาะสม และพื้นที่ที่เหมาะสมในการตั้ง โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะในระยะที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการจัดทําฐานข้อมูลสําหรับพลังงานทดแทนทางด้าน เทคโนโลยี อันประกอบด้วยความพร้อมของจุดเชื่อมต่อหรือเรียกว่าฟีดเดอร์ (Feeder) ของระบบสายส่งและสายจําหน่าย ๒. เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเหมาะสมกับประเทศไทย
ประเด็นที่ ๓ จัดทําโครงการศูนย์ข้อมูลพลังงานทดแทนและระบบอํานวย ความสะดวกทั้งในระดับชาติและในระดับชุมชน ในระดับชาติประกอบด้วย ๑. ข้อมูล ศักยภาพของการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชาติ หลักเกณฑ์ เพื่อใช้ในการประเมินราคา ค่ากระแสไฟฟ้าที่รัฐบาลจะเลือกรับซื้อเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้ไฟฟ้าและความมั่นคง ทางด้านพลังงานของชาติ ๒. ศูนย์ข้อมูลในระดับชุมชน จะประกอบด้วยข้อมูลศักยภาพ ของการผลิตพลังงานทดแทนของแต่ละชุมชนในแต่ละพื้นที่ลงในระดับตําบล ๓. ข้อมูล ต้นทุนและผลตอบแทนในการปลูกพืชพลังงานทดแทนในแต่ละชุมชน แต่ละพื้นที่ ๔. ข้อมูลแหล่งสนับสนุนการเงินหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ําสําหรับเกษตรกรในแต่ละชุมชน และข้อสุดท้าย แหล่งรับซื้อและการประกันราคาพืชพลังงานโดยผู้ผลิตพลังงานทดแทน ในแต่ละพื้นที่และในแต่ละชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีโอกาสเลือกว่าจะผลิตให้ใคร ได้ราคาอย่างไร แผนการปฏิรูปที่กล่าวไปนั้นเป็นแผนการปฏิรูประยะที่ ๑ นะครับ
ต่อไปเป็นแผนการปฏิรูปในระยะที่ ๒ ในช่วงเดือนที่ ๔-๙ นะครับ สิ่งแรก ที่ต้องทําก็คือพิจารณาแก้ไขกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ ที่เป็นอุปสรรคต่อ การพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อประชาชน ๒. ศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม พลังงานทดแทนเสนอ สปท. ไปสู่ ครม. และ สนช. ๓. ศึกษาและทบทวนแผนพลังงาน ทดแทนหรือเรียกว่าเออีดีพี (AEDP) ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ๔. เสนอหลักเกณฑ์ เพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกรับซื้อกระแสไฟฟ้าเพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ และความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ หลังจากหลักเกณฑ์นี้ที่นําเสนอไปแล้ว นี่นะครับ จะทําให้การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการเลือกซื้อไฟฟ้าเป็นไป อย่างถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากข้อครหา และสามารถชี้แจงต่อประชาชน ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศได้ครับ
และประเด็นสุดท้าย ก็คือจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลพลังงานทดแทนแก่ชุมชน ในระยะที่ ๑ นั้นเราจัดทําโครงการนะครับ แต่ในระยะที่ ๒ นั้นเราจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงาน ทดแทนชุมชนนะครับ
แผนปฏิรูประยะที่ ๓ เดือนที่ ๙-๒๐ ประเด็นแรก ที่เราจะทําก็คือ เสนอแนะโครงการต้นแบบ หรือเรียกว่าไพลอตโพรเจกต์ (Pilot project) ตามข้อเสนอ การปฏิรูป เช่น โครงการต้นแบบโซลาร์รูฟ (Solar roof) เสรีบนหลังคาบ้านของประชาชน เพื่อขยายสู่ทุกครัวเรือนในอนาคต โครงการต้นแบบโซลาร์รูฟ (Solar roof) เสรีบนหลังคา อาคารพาณิชย์เพื่อขยายสู่อาคารพาณิชย์ทั่วประเทศในอนาคต โครงการต้นแบบ โรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชนเพื่อประชาชน โครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าขยะชุมชนที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม และโครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพชุมชน
และประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องทําก็คือการติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อน การปฏิรูป แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็ใช้เฉพาะการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลพลังงาน ทดแทนแก่ชุมชนทั่วทุกภูมิภาคไม่เกิน ๑๐ ล้านบาทครับ จากที่นําเสนอมานั้นขอนําเสนอ ให้เห็นในภาพรวม กรอบความคิดในการปฏิรูปการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชนอย่างยั่งยืนนะครับ ก็เริ่มต้นจากการที่กรมพัฒนาที่ดินนะครับ ในการจัดโซนนิง (Zoning) พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชพลังงานในแต่ละชนิดเพื่อให้เกษตรกร เลือกเป็นทางเลือกในการปลูกนะครับ เสร็จแล้วเมื่อปลูกพืชพลังงานได้ก็ขายสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องรับซื้อในราคาที่โรงไฟฟ้าให้ประกันกับทางเกษตรกร เพื่อป้องกัน ปัญหาราคาตกต่ํา และโรงไฟฟ้าก็ส่งต่อค่าไฟที่ได้รับไปสู่เกษตรกรในรูปของค่าเชื้อเพลิง ในการนี้ก็มีสหกรณ์เข้ามาเป็นตัวกลางในการรวบรวมกลุ่มเกษตรกรแล้วก็ในการดําเนินการ ให้ประกันราคากับโรงไฟฟ้าชีวมวลนะครับ ก็จะเป็นการมามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันนะครับ และที่สําคัญครับ ธนาคารเข้ามามีส่วนเสริมตรงนี้เพื่อให้ปล่อยเงินกู้ในระยะ ๓-๕ ปี ในอัตราดอกเบี้ยต่ําแก่เกษตรกรผู้ลงทุน โดยบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าหรือซื้อเชื้อเพลิงชีวมวล จะต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิงผ่านธนาคารเพื่อชําระเงินต้นและดอกเบี้ย ที่เหลือ ธนาคาร ก็จะส่งต่อไปสู่เกษตรกร อันนี้จะเป็นการทําให้เกษตรกรที่เดิมนั้นไม่มีหลักประกัน และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ณ วันนี้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ําด้วย ในการดําเนินการอย่างนี้จะสําเร็จได้ที่สําคัญต้องมีจุดเชื่อมต่อไฟฟ้า หรือเรียกว่าฟีดเดอร์ (Feeder) ซึ่งจะต้องดําเนินการในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้านครหลวง จะต้องมากําหนดฟีดเดอร์ (Feeder) ให้พร้อมและแล้วเสร็จ อย่างทันท่วงทีนะครับ
กรอบแนวความคิดต่อไปเป็นกรอบแนวความคิดในการปฏิรูปโรงไฟฟ้า แปรรูปจากขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบใหม่นะครับ เริ่มต้นจากกรมควบคุมมลพิษนําเสนอ เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับคุณลักษณะของขยะในประเทศไทย เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และประหยัดต้นทุนด้วยนะครับ ส่วนกระทรวงมหาดไทยนั้นในนามของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็จะต้องดําเนินการในเรื่องศักยภาพ ความพร้อมของแต่ละ การปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการบริหารจัดการขยะชุมชน ซึ่งมีทั้ง ขยะมูลฝอยตกค้างและขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดใหม่เพื่อนําสู่โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า จากขยะ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการสนับสนุน จากหน่วยงานภาครัฐ ต้องแก้ไขให้หมดนะครับ ในการดําเนินการขออนุญาตต้องทําแบบ วัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) นะครับ และที่สําคัญจะต้องจัดหาเรื่องสายส่ง หรือฟีดเดอร์ (Feeder) ให้กับโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศให้พร้อมและทันเวลา และที่สําคัญ จะต้องให้ความรู้กับชุมชม และให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการขยะ และแปลงรูปขยะเป็นไฟฟ้าครับ การดําเนินการทั้งหมดนั้นคาดว่าสิ่งที่ได้รับมีดังนี้ครับ
๑. ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานทดแทน ได้ข้อมูลพลังงานทดแทน อย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึง
๒. ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและเป็นเจ้าของกระบวนการผลิต พลังงานทดแทน เช่นการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล และมีการรับประกันราคาชีวมวลจากผู้ผลิต พลังงานทดแทน ไม่เป็นภาระของรัฐบาลในเรื่องประกันราคาจากนี้ไป
๓. เกิดการจ้างงานในชุมชน สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชน
๔. ได้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๕. โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคโดยไม่ติดขัดเรื่องผังเมือง แต่มีมาตรการควบคุมในเรื่องมาตรฐานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
๖. สามารถใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถแยกแยะพื้นที่ปลูกพืช พลังงานออกจากพืชอาหารได้ เมื่อสักครู่นั้นท่านกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจบอกว่า ประเทศไทยนั้นมีพื้นที่ที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากพื้นที่การเกษตร ๑๗๔ ล้านไร่ แสดงว่า ๗๐ ล้านไร่นั้นมีปัญหาในเรื่องของประสิทธิภาพ ในการเพาะปลูกปัจจุบัน ซึ่งการปลูกพืชพลังงานทดแทนจะสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ตรงนี้ได้
๗. ทําให้เกิดโซลาร์รูฟ (Solar roof) เสรีที่ผู้ใช้ไฟสามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง และสามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือให้กับทางภาครัฐได้
๘. ช่วยลดการสูญเสียการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าในระบบสายส่ง สายจําหน่าย ซึ่งมีประมาณการว่าสูญเสียไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกระแสไฟฟ้าที่ส่งผ่านทั้งหมด ถือว่าเป็นการลดค่าเอฟที (Ft) ของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศด้วยครับ
๙. ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน เพราะประเทศไทยผลิตเอง ใช้เอง และประเทศชาติของเราก็จะมั่นคง
๑๐. ช่วยลดการนําเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil) ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน แล้วก็ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีรายละเอียดดังนี้
คือกระแสไฟฟ้า ผมวิเคราะห์ให้เฉพาะชีวมวลนะครับ ๖,๖๐๐ เมกะวัตต์ ที่เราสามารถนําพื้นที่การเกษตรบางส่วนมาใช้ สามารถทดแทนการนําเข้าก๊าซธรรมชาติ ได้ถึงปีละ ๒๓ ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าถึง ๒.๓๘ แสนล้านบาท แล้วก็ทดแทนการนําเข้าถ่านหิน ได้ถึง ๑๕ ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าถึง ๑๓,๘๐๐ ล้านบาท แล้วก็ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศถึง ๖๗ ล้านตันต่อปี แล้วก็พืชหรือต้นไม้ที่ปลูก ในพื้นที่ที่แห้งแล้งไม่สามารถทําการเกษตรได้นะครับ ปลูกพืชพลังงานทดแทนนั้นสามารถ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง ๑๐๗ ล้านตันต่อปี และปล่อยออกซิเจนสู่บรรยากาศถึง ๗๘ ล้านตันต่อปี สร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในชุมชน เฉพาะโรงไฟฟ้าชีวมวลนะครับ ถึง ๕๖๔,๓๐๐ ล้านบาทต่อปี ถัวเฉลี่ยแล้วโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ๑๐ เมกะวัตต์ ๑ โรงงาน จะสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนในชุมชนถึง ๘๕๕ ล้านบาทต่อโรงงานต่อปี และที่สําคัญ ท้ายที่สุดครับ ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของประชาชน ภาคครัวเรือนของชุมชน ส่งผล ให้สังคมและประเทศชาติเกิดความมั่งคั่ง มั่นคง ดังนี้ครับ
๑. เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรในชนบท เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
๒. เปลี่ยนวิกฤติพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ําซากให้เป็นโอกาสและทางเลือกหนึ่ง ในการปลูกพืชพลังงานที่ให้ผลตอบแทนและกําไรดีกว่าการทํานาและปลูกพืชไร่แบบดั้งเดิม
๓. ลดภาระของรัฐบาลในการอุดหนุนราคาข้าว หรือราคาพืชไร่ต่าง ๆ ที่รัฐบาลในอดีตทุ่มงบประมาณปีละไม่ต่ํากว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการพยุงราคาผลผลิต ทางการเกษตรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าปฏิรูปครั้งนี้สําเร็จจะเป็นการปลดภาระของรัฐบาล อย่างยั่งยืนตลอดไปโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลแต่อย่างใด เป็นเพียงหยิบเอาโอกาส และศักยภาพที่มีอยู่มาให้เกิดประโยชน์และนํามาใช้เท่านั้นเองครับ ที่นําเสนอไปทั้งหมดนั้น เป็นการปฏิรูปให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า เกษตรกร และทุกคนในสังคม รวมถึงประโยชน์ของชาติ และความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศโดยส่วนรวมอย่างยั่งยืนครับ