สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘

ดุสิต เครืองาม เสนอแนวคิดการประหยัดพลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) และการออกแบบรูปทรงของอาคารที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเรียกร้องให้นำข้อบัญญัติพลังงานสากล (BEC) มาใช้บังคับในประเทศไทย

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. ครับ ยังมีอีก ๑ เรื่องค้างอยู่ แต่ผมจะขออนุญาตบรรยายสรุปแบบสั้น ๆ ก็คือเป็นเรื่องของการนําเสนอการปฏิรูปเพื่อประหยัดพลังงาน การประหยัดพลังงานนั้น ว่าไปแล้วเหมือนกับเส้นผมบังภูเขานะครับ เพราะว่าความจริงเป็นสิ่งที่ลงทุนไม่มาก แต่ว่าได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะได้ประโยชน์แล้วก็มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก หัวข้อ ของการประหยัดพลังงานที่นําเสนอนี้ก็คือเราใช้คําว่า การใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน หรือชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่าเอสโก (ESCO) แล้วก็นําเอาข้อบัญญัติเกี่ยวกับการกําหนดสเปก (Spec) ของวัสดุก่อสร้าง อาคารต่าง ๆ เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์นั่นเอง ปัจจุบันเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานของรัฐบาลซึ่งอยู่ ในแผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟ้าหรือว่าพีดีพี (PDP) ที่รัฐบาลได้ประกาศออกไปแล้วนั้น ในช่วง ๒๐ ปีข้างหน้า รัฐบาลหรือกระทรวงพลังงานต้องการที่จะให้มีการประหยัดการใช้ไฟฟ้า มากถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย ประเทศไทยทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าวันหนึ่ง ๑๖๐,๐๐๐ ล้านหน่วย เรียกว่าจะต้องประหยัดการใช้ไฟฟ้ากันกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าในแต่ละปี แต่อันนี้เป็น ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย นี่เป็นตัวเลข ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าเราสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย แสดงว่าเราสามารถลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ท่านลองเอาตัวเลขเฉลี่ย ๓ บาทหรือ ๔ บาทคูณเข้าไปก็เป็นเงินหลายแสนล้านบาทใน ๒๐ ปีข้างหน้า อีกทั้งถ้าเราลด การใช้ไฟฟ้าได้ก็เท่ากับว่าเป็นการชะลอหรือว่าลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ได้เช่นเดียวกัน โรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่ไม่จําเป็นจะต้องสร้างเพิ่มที่กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายเอาไว้คือ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์เท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ๑๐ กว่าโรง แล้วก็ประหยัด การที่จะต้องไปลงทุนเสียค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีกหลายแสนล้านบาท ถ้าหากว่ามาดูการจําแนกแจกแจงว่าแล้วจะลดการใช้ไฟฟ้าในส่วนต่าง ๆ ได้ในส่วนตรงไหนบ้าง กระทรวงพลังงานเขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าในภาครัฐอยากจะลดให้ได้สักร้อยละ ๘ ภาคที่อยู่อาศัย ของครัวเรือนร้อยละ ๑๕ ภาคอาคารธุรกิจร้อยละ ๔๑ ภาคอุตสาหกรรมเยอะ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้คณะกรรมาธิการของเราก็จะพยายามเสนอการขับเคลื่อนในการที่จะ ประหยัดการใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นในทุก ๆ ภาคส่วนก็ด้วยการเสนอมาตรการในการอนุรักษ์ พลังงาน การอนุรักษ์พลังงานหรือว่าการประหยัดพลังงานนั้นโดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าแบ่งออก ได้เป็นวิธีการใหญ่ ๆ ๒ วิธี คิดแบบง่าย ๆ ก็คือ วิธีที่ ๑ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ของเรา ไฟฟ้าตรงไหนไม่ใช้เราก็ปิดสวิตช์ เปิดเครื่องปรับอากาศก็ปรับอุณหภูมิ ให้ถูกต้อง แบบนี้เป็นต้น หรือวิธีที่ ๒ ก็คือต้องลงทุนแล้วละครับ ก็คือต้องปรับเปลี่ยน เครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนพลังงานที่นําเอามาใช้ ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิง ปรับเปลี่ยน กระบวนการผลิต ปรับเปลี่ยนวัสดุต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน แบบแรก เปลี่ยนพฤติกรรมนั้นแทบ จะไม่ต้องใช้เงินลงทุน แต่ว่าสําคัญครับ แบบที่ ๒ ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องใช้อุปกรณ์ ต้องใช้เงินลงทุน ทีนี้ถามว่าเงินลงทุนนั้นจะต้องเอามาจากไหน ก็แน่นอนนะครับ เจ้าของบ้าน เจ้าของอาคารก็ต้องลงทุน ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าเทคโนโลยีแล้วก็รูปแบบของการเสนอ การประหยัดพลังงานได้ก้าวหน้าไปมาก ได้มีหน่วยงานหนึ่งเป็นชื่อศัพท์รวม ๆ เขาเรียกว่า บริษัทจัดการพลังงาน ไม่ใช่เป็นชื่อบริษัทใดบริษัทหนึ่งนะครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี (Energy Services Company) อีเอสซีโอ (ESCO) เอสโก (ESCO) หรือว่าบริษัทจัดการพลังงาน หมายถึงบริษัทที่ดําเนินธุรกิจให้บริการด้านการประหยัด พลังงานหรือว่าส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนด้วย ซึ่งให้บริการแบบครบวงจรครับ โดยผู้รับบริการคือเจ้าของอาคาร เจ้าของโรงงาน หรือว่าบ้าน สามารถนําผลประหยัด พลังงานที่เกิดขึ้นมาจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้กับเอสโก (ESCO) หลักการสําคัญอีกข้อหนึ่ง ของเอสโก (ESCO) ก็คือว่าเขาจะต้องให้การรับประกันผลงานให้กับท่าน แล้วก็การรับประกันนั้น ต้องมีวิธีการประเมินที่เรียกว่าสามารถที่จะตรวจสอบได้ ต่อไปนะครับ แล้วถ้าหากว่า เราอยากจะให้บริษัทจัดการพลังงานมาช่วยเราในการปรับเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร แล้วเราจะเรียกใช้บริการเขาได้อย่างไร มีหลายวิธี แต่ที่สําคัญมีอยู่ แบบที่ ๑ เจ้าของอาคาร เราจะต้องเป็นคนลงทุนเอง ก็เหมือนทําสัญญาว่าจ้างคนมาติดเครื่องปรับอากาศ หรือว่า มาก่อสร้างอะไรต่าง ๆ แต่ว่าบริษัทเอสโก (ESCO) นั้นเขาจะต้องรับประกันผลงานให้กับเรา เราเป็นคนลงทุน แต่เขาเอาเครื่องมือเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ สัญญาว่าจะลดพลังงานได้จริงมาให้บริการกับเรา แบบที่ ๒ ก็คือว่าเจ้าของอาคารไม่ต้อง ลงทุน เจ้าของอาคารอยู่เฉย ๆ บอกว่าเข้ามาในอาคารฉันหน่อย เข้ามาในโรงงานฉันหน่อย แล้วก็มาปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ บอยเลอร์ (Boiler) อะไรต่าง ๆ คือเจ้าของไม่ต้องลงทุน แต่บริษัทเอสโก (ESCO) ต้องลงทุนให้ แล้วเขายังต้องรับประกัน ผลงานด้วยว่าประหยัดพลังงานแล้วภายในกี่ปีจะคืนทุน แล้วเจ้าของโรงงาน เจ้าของอาคาร ที่กราบเรียนแล้วว่าไม่ต้องลงทุนตอนแรก แต่ว่าไฟฟ้าที่ท่านประหยัดได้ พลังงานที่ท่าน ประหยัดได้ก็คืนเงินให้เขาไปหน่อย อาจจะตกลงกันว่าประหยัดค่าไฟฟ้าปีหนึ่งสมมุติว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งให้เขาปีละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่งสัญญานั้นหมด ก็ไม่ต้องแบ่งให้กับเอสโก (ESCO) ไปแล้ว แล้ววิธีการแบบนี้ในปัจจุบันมีการดําเนินการหรือยัง มีแล้วครับ เยอะมากกระทรวงพลังงานก็ให้การสนับสนุนมามากพอสมควร แต่การสนับสนุน ทั้งหมดปรากฏว่าผู้ที่ได้รับอานิสงส์ก็คือภาคเอกชนเท่านั้น เจ้าของโรงงาน เจ้าของอาคารเท่านั้น ที่เขาได้รับบุญส่วนกุศลในการที่ให้เอสโก (ESCO) เข้ามาให้บริการ แต่ว่าเจ้าของอาคาร ที่เป็นหน่วยงานราชการยังไม่ได้รับผลประโยชน์ ยังไม่ได้รับความเป็นเอกลักษณ์ ของความเป็นเอสโก (ESCO) เลย ถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าปัจจุบันนี้กฎหมาย ระเบียบอะไรต่าง ๆ ของประเทศไทยเรายังตามไม่ทันครับ ยังตามมาตรการเอสโก (ESCO) ไม่ทัน ท่านลองนึกดูละครับ ท่านที่เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด สมมุติว่าท่านได้รับงบประมาณจากรัฐมาปีหนึ่งเป็นค่าไฟฟ้าปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปีต่อมา ถ้าท่านบอกว่าท่านปิดสวิตซ์ไฟโน่นไฟนี่ เสียค่าไฟฟ้าเหลือ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ทุกปีเคยรับมา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปีถัดไปประหยัดไป ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาทนั้นท่านต้องคืนหลวง ใช่ไหมครับ ท่านไม่มีสิทธิใช้ครับ ตรงนี้คือเส้นผมบังภูเขาที่คณะกรรมาธิการของเราบอกว่า ก็ในเมื่อถ้าจะให้เอกชนเข้ามาลงทุนให้หน่วยงานของรัฐแล้วถ้ารัฐไม่ได้จ่ายเงินเลย แล้วถ้าประหยัดค่าไฟฟ้าค่าพลังงานไปเราจะสามารถแบ่งเงินส่วนที่ประหยัดได้นั้นคืนให้กับ เอกชนเขาไปได้ไหม ก็จะทําให้วิธีการแบบนี้เหมือนกับเป็นการผ่อนส่ง เราประมาณการ ดูแล้วจะสามารถประหยัดงบประมาณที่รัฐไม่ต้องมาเสียเงินในการเปลี่ยนหลอดไฟ ในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท ตรงนี้เรียกว่าเป็นเส้นผมบังภูเขา ที่เราต้องการจะให้เกิดขึ้น นี่คือหัวข้อที่เราเรียกว่านํามาตรการเอสโก (ESCO) มาใช้กับ หน่วยงานของรัฐครับ

ต่อไปครับขอไปเรื่องที่ ๒ เรื่องของการใช้วัสดุอาคาร หรือว่าการออกแบบ รูปทรงของอาคาร เราเสนอว่าจะต้องนําเอาวิธีการที่เรียกว่าการใช้ข้อบัญญัติพลังงานสําหรับ อาคารนําเอาออกมาใช้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าบิวดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) หรือว่าบีอีซี (BEC) เมื่อสักครู่ก่อนขึ้นมาที่นี่ผมได้เงยดูเพดานของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ ไม่มีแสงอาทิตย์เข้ามาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีเลยครับ เราลองปิดสวิตซ์ทุกดวงที่มีในห้องนี้ ให้มืดสนิทสิครับ ขณะที่บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์แผ่กระจายเต็มหมด แต่การออกแบบ ไม่ให้แสงสว่างเข้ามาเลยครับ ท่านก็ลองสังเกตดูว่าทําไมเรามาเปิดไฟให้มันสว่างทั้งห้อง ทั้ง ๆ ที่ข้างนอกสว่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็คือเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา เพราะฉะนั้น จากนี้ไปนะครับ สถาปนิก วิศวกรไฟฟ้า วิศวะอะไรทั้งหลาย เวลาจะออกแบบอาคารต่าง ๆ เขาควรจะต้องใช้วัสดุที่ประหยัดพลังงาน ลดความร้อนจากข้างนอกเข้ามาในอาคาร ใช้แสงธรรมชาติ ให้เป็นประโยชน์ รูปทรงของอาคารออกแบบให้เหมาะกับการประหยัดพลังงาน เหล่านี้ครับ เขาเรียกว่าบิวดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) หรือว่าข้อบัญญัติสําหรับอาคาร และถามว่าตั้งแต่มีประเทศไทยมามีการออกบิวดิง เอเนอร์จี โคด (Building Energy Code) หรือข้อบัญญัติพลังงานนี้ไหม ไม่มีครับ เป็นสิ่งที่ประหลาดมหัศจรรย์มาก มีอยู่นิดหนึ่งนะครับ จากพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี ๒๕๓๕ กําหนดไว้บอกว่าอาคารใด ที่ใช้ไฟฟ้ามากเกิน ๑ เมกะวัตต์ ให้เป็นอาคารควบคุม แต่ว่าถ้าเล็กกว่านั้นไม่ควบคุม หรือว่าใช้ไฟฟ้าเกือบ ๆ ๑ เมกะวัตต์ ๙๐๐ ๘๐๐ ก็ไม่ควบคุม ถามว่าประเทศไทยเรามีอาคารขนาดใหญ่มีไหม มีครับ หลายหมื่นหลายแสนอาคาร ตรงนี้ ในคราวที่กระผมได้เป็น สปช. เมื่อคราวที่แล้วเราก็ได้คุยเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง การนําเอา ข้อบัญญัติของการออกแบบก่อสร้างอาคารมาใช้ แล้วก็ได้เชิญหน่วยงานจากกรมโยธาธิการ และผังเมือง ได้เชิญหน่วยงานจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานมาหารือกัน ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากว่าแต่ละหน่วยงานคิดกันไปคนละแบบ กรมโยธาธิการและผังเมือง เขาบอกว่าเขาสนใจแต่เรื่องเซฟตี (Safety) คือความปลอดภัย เขาไม่สนใจเรื่องประหยัด พลังงาน ขณะเดียวกันกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานบอกว่าเขาสนใจ แต่เรื่องพลังงาน เรื่องอาคารเขาไปก้าวก่ายไม่ได้ ไปบอกว่าใช้วัสดุอันโน้นอันนี้ไม่ได้ ตกลง เราจับ ๒ หน่วยงานนี้มาแต่งงานกันแล้วครับ ก็เรียกว่าในส่วนของ สปช. เองได้ทํางานนี้ สําเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งก็คือว่าจะนําเอาการยกร่างข้อบัญญัตินี้ออกมาใช้ ให้เร็วที่สุด แล้วก็ตอนนี้ทราบว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองกําลังจะออกเป็นข้อบัญญัติ อาจจะเริ่มใช้บังคับบีอีซี (BEC) กับอาคารที่มีพื้นที่มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตรขึ้นไปครับ ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตรนะครับ แล้วต่อไปก็จะบังคับกับอาคารที่เล็กลงมาอีกเหลือ ๕,๐๐๐ ตารางเมตร แบบนี้เป็นต้น ตรงนี้เราก็คงจะหวังว่าการนําเอามาตรการที่เรียกว่า ข้อบัญญัติการประหยัดพลังงานถือว่าเป็นมาตรฐานสากลนะครับ ผนังอาจจะแพงขึ้นนิดหนึ่ง หลังคาอาจจะแพงขึ้นนิดหนึ่ง แต่ว่าการคุ้มทุนในการคืนทุนเรื่องพลังงานภายใน ๓-๔ ปี ก็คืนทุนแล้ว หวังว่าการอนุรักษ์พลังงานเหล่านี้ก็คงจะเป็นประโยชน์สําหรับประเทศไทย ในระยะยาวครับ ผมขอสรุปการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ