พหล สง่าเนตร ระบุว่าหลักการปฏิรูปการศึกษาคือการมีหลักฐานเชื่อถือได้ และการปฏิรูปโดยทุกวิธีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของสังคมในการแก้ปัญหา และเสนอแนวทางปฏิรูปในด้านหลักสูตร การวัดผล การจัดการศึกษา และระบบงบประมาณ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการรณรงค์สร้างคุณค่าทางสังคม และการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดองค์กรที่สามารถควบคุมและบูรณาการได้
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผม พลเอก พหล สง่าเนตร ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ด้านการปฏิรูประบบการเรียนรู้ เมื่อสักครู่นี้ทั้งท่านประธานและท่านประธานอนุกรรมาธิการ เรื่องการจัดการศึกษาก็ได้พูดในภาพรวม พาท่านไปที่ภูมิภาคที่โรงงานของเราตั้งอยู่ พาไปชมตั้งแต่รั้ว ถนนทางเข้า ตึกรามต่าง ๆ สํานักงานธุรการ สํานักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ สนามหญ้า สนามเทนนิส ห้องพัก สวัสดิการอะไรต่าง ๆ ก็มากมายไปหมด คราวนี้เราจะไปดู ที่เครื่องจักรที่สําคัญที่สุด ผลผลิตทั้งหมดของโรงงานนี้ออกจากเครื่องจักรตัวนี้ ดีไม่ดีอยู่ที่ เครื่องจักรตัวนี้ คือระบบการเรียนรู้ ส่วนอื่นเป็นส่วนที่เสริมให้ระบบการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการทํางานของคณะเราเนื่องจากเป็นคณะที่ได้รับมอบหมาย เป็นคณะทางวิชาการ คณะกรรมาธิการทุกท่านเป็นอาจารย์ ๒๑ ท่าน มีทหาร ๑๑ ท่าน เป็นอาจารย์ทั้งสิ้น หลักการทํางานที่ท่านประธานเน้นย้ําและประธานกรรมาธิการของเรา เน้นย้ําก็คือ ประการแรก ทุกอย่างต้องมีหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ถ้าใช้ภาษาฝรั่ง ต้องมีเรเฟอเรนซ์ (Reference)
ประการที่ ๒ ต้องทําแบบนักปฏิรูป คือ ดิ เอนด์ จัสติฟาย เดอะ มีนส์ (The end justify the means) เราไม่สนวิธีการ เราสนผลสัมฤทธิ์ เพราะฉะนั้นจะมีวิธี นอกแบบในแบบหลากหลายนะครับ เพราะฉะนั้นหลักคิดของเราก็คือว่าต้องการแนวคิด ที่มีความเชื่อถือยอมรับได้เป็นหลักพื้นฐาน เพราะฉะนั้นหลักคิดของผมก็จะอาศัยหลักคิด ของอัครมหาปราชญ์ทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๒ พระองค์ พระองค์แรก ก็คือ พระพุทธเจ้า พระองค์ที่ ๒ ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลักที่ ๓ ก็เป็นแนวคิด ทฤษฎี งานวิจัย และข้อคิดเห็นจากคณะผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน หลักที่ ๔ ก็เป็น ประสบการณ์ของคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา และอีก ๑๗๙ ท่านของ สพฐ. วันนี้จึงมา นําเรียนเพื่อขอรับคําแนะนําจากทุกท่านเพื่อนําไปปรับปรุงพัฒนาให้เครื่องจักรของผม เดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพและได้ผลออกมาตรงตามเบ้าที่ต้องการทุกประการนะครับ
ระบบการเรียนรู้ เราต้องการอะไรจากระบบนี้ ก็แน่นอนต้องการคนที่ดี อย่างที่ สปช. ได้ทําไว้ ทุกอย่างเราอ้างอิงจาก สปช. หมด คงไม่ต้องกล่าวว่า สปช. ทําไว้ อย่างไรทุกท่านได้รับทราบอยู่แล้ว จะพูดด้วยศัพท์ที่ง่าย ๆ ก็คือว่า สปช. เราต้องการคนไทย ที่เป็นพลเมืองดี มีความรู้ความสามารถนําพาประเทศชาติไปสู่อนาคตได้นั่นเอง ทีนี้ในการปฏิบัติ เราก็จะแบ่งเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้นแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มเป้าหมาย อาศัยหลักอะไร หลักศาสนา พระไตรปิฎกนั่นเอง ตะกร้าแรก คือพระวินัย ตะกร้าที่ ๒ พระสูตร ตะกร้าที่ ๓ พระอภิธรรม เราจะไปสู่พระอภิธรรมไม่ได้เลยถ้าเราไม่ผ่านพระวินัย เพราะฉะนั้นตะกร้าแรกก็คือคนไทย ต้องมีวินัย ผลผลิตจากโรงงานนี้ต้องคนไทยมีวินัยเด่น ความหมายของวินัยก็กว้างขวาง นิดหนึ่งไม่ใช่หมายความว่ายืนตัวตรงแล้วก็ทําความเคารพเมื่อผู้บังคับบัญชาผ่านนะครับ อันนั้นมันเป็นวินัยของทหาร ข้อ ๑ ก็คือเป็นพลเมืองที่ดี รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ ข้อ ๒ คนไทยเป็นงาน ก็คือมีความรู้ มีความคิด มีทักษะที่ทันสมัยสอดคล้อง กับสภาพภูมิสังคม สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพได้ คือเรียนจนแล้ว ทํางานได้ไม่ใช่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ข้อ ๓ สําคัญเพิ่มขึ้นก็คือคนไทยต้องชาญวิชา เป็นผู้ใฝ่รู้ พัฒนาตน มีจินตนาการ และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ สร้างสรรค์นวัตกรรม ที่สามารถจะยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกได้ เราก็ต้องการผลสําเร็จ ออกมาใน ๓ ด้าน จะเห็นว่า ๓ ด้านนี้ต้องทํากันยืดยาวมากนะครับ กว่าที่จะได้ทั้ง ๓ ด้าน น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวที่คงจะไม่สามารถทําได้สิ้นสุดภายในเวลาอันสั้น แล้วอะไรที่เรา คิดว่าสําคัญที่สุด จําเป็นที่สุด เร่งด่วนที่สุด ก็แน่นอนต้องเป็นข้อ ๑ เป็นความเห็นตรงกัน หมดทุก ๆ ท่าน ทุกภาคส่วน แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดเสมอว่าคนไทยปัญหาใหญ่คือ ขาดวินัย ทุกกลุ่มก็เหมือนจะพูดตรงกันว่าถ้าคนไทยไม่มีวินัย การเมืองก็ไม่ดี สังคมก็ไม่ดี กีฬาก็ไม่เก่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยพิจารณาว่าสิ่งที่จะปฏิรูปเร่งด่วนที่สุดในเรื่องของระบบ การเรียนรู้ก็คือต้องให้คนไทยวินัยเด่น เมื่อสักครู่โชคดีที่ผมต่อจากคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ทําให้นึกถึงภาพโมนาลิซา ผมมีโอกาสได้ไปพบโมนาลิซาตัวจริงแล้วยังติดตาตรึงใจมาถึงวันนี้ ถ้านึกถึงภาพโมนาลิซาไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาผมว่าสิ่งที่จําได้จากโมนาลิซาคือแววตา แล้วก็รอยยิ้ม เราจําไม่ได้ว่าโมนาลิซาใส่เสื้อผ้าสีอะไร วางแขนในรูปลักษณะไหน แต่เรา จํารอยยิ้มและแววตาได้ มันคือสื่อที่แสดงออกถึงจิตใจที่อ่อนโยน มีเมตตา เอื้อเฟื้อ อบอุ่น อะไรทํานองนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าด้านจิตใจน่าจะเป็นด้านแรกที่สําคัญที่สุดก็คือตรงกัน กับด้านวินัย เป็นความเร่งด่วนความต้องการของนายกรัฐมนตรี ในการสอบถามความคิดเห็น ของภาคอุตสาหกรรมก็พบว่าคุณลักษณะที่ต้องการ ข้อ ๑ คือวินัย ความซื่อสัตย์ ความอดทน เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประเด็นสําคัญเร่งด่วนที่ต้องการ และคิดว่า คนไทยทั้งชาติต้องการสิ่งนี้ละครับ กําลังรออยู่ให้คณะของเราได้นําเสนอ การปฏิรูปคนไทย ให้วินัยเด่น ต้องการให้คนไทยเป็นพลเมืองที่ดี เน้นย้ําอีกทีหนึ่ง มีสํานึกและความรับผิดชอบ ที่จะปฏิบัติ ขอแผ่นใสไปเรื่อย ๆ นะครับ รูปผมหล่ออยู่แล้วไม่ต้องออกมาก็ได้นะครับ ก็ออกแผ่นใสไปเรื่อย ๆ การพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองที่ดี มีสํานึกและความรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามกฎ กติกา ของสังคมอย่างเคร่งครัด กฎ กติกา คือพูดรวมทั้งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ วัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ ที่พูดถึงเมื่อกลุ่มที่แล้วเช่นเดียวนะครับ เป็นกติกาของสังคม ทั้งต่อหน้าและลับหลังที่เราต้องการอย่างนี้นะครับ ต่อไปก็เป็นเรื่องของสมุทัย พูดถึงทุกข์ ไม่พูดแล้ว เพราะ สปช. พูดไว้เยอะ สมุทัยก็ตรงกับ สปช. เสียเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เหตุแห่งทุกข์ ก็มีเหตุภายนอกกับเหตุภายใน เหตุที่มาจากปัจจัยภายนอกก็คือเรื่องครอบครัว เรื่องสังคม เรื่องไม่ให้ความสําคัญ ไม่มีต้นแบบ เหตุภายในก็คือตัวเองได้รับการปลูกฝังที่ไม่ดี ไม่มีระบบในการปลูกฝังอบรม ทั้งระดับโรงเรียน ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ก็เป็นเหตุ ๒ ประการ อันนี้ก็ตรงกัน มีหลักฐานทางการวิจัย ทางการศึกษาของนักวิชาการมากมาย ไม่ต้องยกตัวอย่าง ให้เสียเวลา แต่ว่าได้ทําไว้ตามมติของที่ประชุม เราต้องมีเรเฟอเรนซ์ (Reference) เพราะฉะนั้น วิธีการดับทุกข์ นิโรธก็คือต้องสร้างครอบครัวให้เห็นความสําคัญ หน้าต่อไปนะครับ เป็นต้นแบบเรื่องวินัย สังคมต้องยึดมั่นในกฎ ระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมรับการละเมิด ผู้นําหรือชุมชนต้องเป็นต้นแบบในทุกระดับ การเรียนรู้ในสถานศึกษาก็ต้องปลูกฝัง อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมของคนไทย แนวความคิด ในการขับเคลื่อน เราจะทําอย่างไรให้เกิดนิโรธอันนั้น ให้เกิดภาพที่ต้องการนั้น ก็มีผลงานวิจัย อีกหลายอย่างเหมือนกัน รวมทั้งสอดคล้องกับสํานักงานพัฒนาวัฒนธรรมแห่งชาติ สอดคล้อง กับหลักการสร้างวินัยของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ประยุทธ์ ปยุตโต อันนี้ก็เอ่ยนามท่าน เพราะว่าท่านเป็นปรมาจารย์ทางด้านการพัฒนามนุษย์เช่นเดียวกัน การสร้างวินัย ประการแรก ทําให้เกิดพฤติกรรมเคยชิน อันที่ ๒ ใช้วัฒนธรรมในสังคม อันที่ ๓ ก็ใช้การอบรม ปลูกฝังทางด้านจิตใจ พฤติกรรม และสติปัญญา อันที่ ๔ สร้างอุดมการณ์เพื่อให้เกิดเป็นแรงหนุน และสุดท้ายใช้กฎเกณฑ์บังคับ จะเห็นได้ว่าเรื่องของการสร้างวินัยนั้นกฎหมายช่วยแต่น้อย เป็นตัวช่วยตัวสุดท้าย ไม่ใช่คําตอบหลัก เรื่องของเราไม่ให้สร้างพระราชบัญญัติทีเดียวนะครับ เพราะว่าออกกฎหมายก็ไม่มีประโยชน์ กฎหมายมีอยู่แล้วด้วยซ้ํา ใส่หมวกกันน็อก ขับรถคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่โทรไม่ขับอะไรอย่างนี้นะครับ กฎหมายมีหมดแล้วแต่ไม่เกิดผล เพราะฉะนั้นกฎหมายมีส่วนแต่เป็นข้อสุดท้าย เพราะฉะนั้นแนวคิดในการขับเคลื่อนคือ เราก็สร้างวิถีชีวิต สร้างสังคม และสภาวะแวดล้อมที่เชื่อในวินัย สร้างระบบการอบรมปลูกฝัง อย่างต่อเนื่องและบูรณาการกันเป็นเอกภาพ สร้างต้นแบบไปทุกระดับ แล้วก็มีการพัฒนา จนกระทั่งเป็นวัฒนธรรมของชาติ สุดท้ายอะไรที่ต้องปฏิบัติด้วยกฎหมายก็ปรับแก้กฎหมาย เพื่อความยั่งยืนนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็อาศัยหลักการสงครามนิดหนึ่ง เพราะว่าคณะเราที่บอกแล้ว ๒๑ ท่าน มีทหาร ๑๑ ท่าน แล้วก็หน่วยงานที่เราจะต้องประสานโดยใกล้ชิด มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ เป็นทหาร เลขานุการเป็นทหาร คณะทํางานเป็นทหาร เลยใช้ศัพท์ทหารจะดูสื่อสารกันง่ายดี แต่ในศัพท์นี้ที่เป็นหลักนิยมการปฏิบัติการก็อาจจะเข้าใจตรงกันขึ้นนะครับ แต่ว่าขออภัย ที่ไม่ได้แก้เอาไว้นะครับ เป็นหลักนิยมการรบ อากาศ พื้นดิน ใต้ดิน เราจะทําควบคู่กัน ทางอากาศเรารณรงค์ด้วยสื่อทั้งก่อนและต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคม สร้างครอบครัวให้เกิดสํานึก ตระหนักอย่างที่ว่า ทางภาคพื้นดินคือเข้าปลูกฝังด้วยกระบวนการเรียนรู้ เรามีใต้ดินอีก คือปรับระบบการบริหาร อันนี้ต้องใต้ดินถ้าเปิดเผยก็อาจจะมีการต่อต้าน ปรับระบบ การบริหารก็คือทั้งปรับโครงสร้างกระทรวงและปรับแก้กฎหมายพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นการดําเนินงานของเราจะครอบคลุมทั้งภาคอากาศ พื้นดิน และใต้ดิน ด้วยวิธีการต่าง ๆ ในหน้าต่อไปนะครับ แบ่งเป็น ๓ เฟส (3 Phase) ๓ ขั้นตอน ขั้นที่ ๑ การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลนะครับ การสร้างสภาวะแวดล้อมก็คือสร้างครอบครัว สร้างสังคม สร้างโครงสร้างของกระทรวงให้เกื้อกูลต่อการปฏิรูปวินัยของคนในชาติ ประการแรกวิธีแรกก็คือพบปะกลุ่มเป้าหมายที่พบปะคือแม่น้ํา ๔ สาย กระทรวงศึกษาธิการ และกลุ่มต้นแบบที่เขามีความสําเร็จด้านวินัย เช่น โรงเรียนทหาร ตํารวจ โรงเรียน ของท่านมหาจําลองหรือสัตยาไสอะไรทํานองนั้นนะครับ อันนี้เพื่อสร้างความเข้าใจร่วม เข้าถึงเหตุแห่งปัญหา และพัฒนาทางแก้ เป็นลักษณะของการระเบิดจากข้างในแบบที่ ในหลวงท่านทรงพระราชทานเป็นหลักทรงงานไว้
ข้อที่ ๒ การรณรงค์ กลุ่มเป้าหมายที่รณรงค์คือครอบครัวและสังคม เราก็ เอาที่เมืองใหญ่ก่อนน่าจะสะดวกกว่า วิธีการรณรงค์หลายรูปแบบ ทั้งการพบปะประชาสัมพันธ์ และสื่อทุก ๆ อย่างที่ว่าเราใช้สงครามทางอากาศคือใช้สื่ออิเล็กทรอแมกเนติกเวฟ (Electromagnetic wave) ที่ประมูลกันไปแล้ว เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางสังคม ภาษาฝรั่ง ที่เรายืมมาคือคําว่าโซเชียลแวลู (Social value) ให้เกิดการตระหนักรู้ เห็นความจําเป็น เห็นคุณโทษ เกิดต้นแบบ แล้วก็ต่อเนื่อง ถ้าเป็นสังคมที่ช่วยกํากับดูแลเพื่อสร้างความยั่งยืน ด้านวินัย ในเรื่องของโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการเราก็ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการปรับโครงสร้าง ให้เกิดองค์กรที่สามารถกํากับดูแล เป็นบูรณาการ และเป็นเอกภาพ เฟส (Phase) ที่ ๒ บางอย่างไม่ได้ทําต่อเนื่อง บางอย่างทําทาบทับกัน คือการปลูกฝังตามระบบ ก็แน่นอน ต้องพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้โดยเริ่มจากทดลองกับโรงเรียน ต้นแบบ พัฒนาครูในโรงเรียนต้นแบบเพื่อให้ครูสามารถจะทําการถ่ายทอดหรือสร้างวินัยได้ แล้วก็ดําเนินการกับโรงเรียนต้นแบบ เสร็จแล้วก็ขยายผล เฟส (Phase) ที่ ๓ การสร้าง ความยั่งยืน ก็คือนําผลที่ได้นั้นเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการนําไปพัฒนาต่อและปรับแก้กฎหมาย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ในหน้านี้ก็เป็นลูกศรชี้ให้เห็นถึงแนวทาง การปฏิบัติ ซึ่งบางอย่างก็ทาบทับกันส่วนใหญ่ ทาบทับกันเป็นส่วนใหญ่ ๓ เฟส (3 Phase) ที่ว่าก็จะเป็นลูกศรขั้นบน ขั้นกลาง ข้างล่าง
หน้าต่อไปจะเป็นจุดที่อยากให้เห็นว่าสิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้นที่จะถือว่า สําเร็จหรือไม่สําเร็จใน ๓ เดือน คือว่าเราต้องสร้างความตระหนักให้สังคมให้ได้ว่า มีความตระหนักเรื่องวินัยมีความสําคัญ แล้วก็มีต้นแบบของโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะกํากับดูแล บูรณาการเรื่องวินัยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ใน ๖ เดือน สังคมน่าจะมีส่วนร่วม ในการกํากับดูแล สังคมสามารถจะสร้างต้นแบบของคนที่มีวินัยสังคม จะเกิดโครงสร้างใหม่ ของกระทรวงศึกษาธิการ และเกิดการพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาครู ส่วนหน่วยงาน รับผิดชอบหน้าต่อไปก็เป็นทุกภาคส่วน เราเน้นภาคส่วนภายนอกราชการด้วยซ้ํา ในพวกของสื่อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม อันนี้เป็นเรื่องของ การปฏิรูปที่คิดว่าเร่งด่วน เราต้องการให้เกิดตระหนักรู้ภายใน ๓ เดือน และเกิดองคาพยพ บางอย่างใน ๖ เดือน ที่จะกํากับดูแล ในส่วนของการปฏิรูปตามระยะเวลาก็คือ เป็นการปฏิรูปในกระบวนที่ ๒ ซึ่งจะทําให้คนเป็นงานและชาญวิชา อันนี้ก็กล่าวโดยสรุปว่า เหตุแห่งปัญหาเราก็ดูจากที่มีการศึกษาวิจัยไว้แล้ว ก็จะเป็นเรื่องของหลักสูตร เรื่องกระบวนการเรียนรู้ เรื่องการวัดผล เรื่องครูอาจารย์ การจัดการศึกษาและระบบ งบประมาณ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาก็ดําเนินการแก้ปัญหาในแต่ละส่วนเหล่านั้น โดยเน้นการมีส่วนร่วมและปรับแก้กฎหมายเมื่อสิ้นสุด ได้ผลแล้วว่าชัดเจนอย่างไร อยากจะเน้นย้ําตรงนี้นิดเดียว เราพยายามเสนอแนะแนวทางที่คิดว่าจะเป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการศึกษากันต่อไปกับคณะทํางานและผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นวิธีปฏิรูปในเรื่องของหลักสูตร ก็ต้องให้มีความเป็นไทยด้วยนะครับ ถึงแม้จะมีความรู้ตามมาตรฐานสากลก็ตาม จะต้อง มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับพหุสังคม วัฒนธรรม ศาสนา ประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในเรื่องของวิธีการเรียนรู้หน้าต่อไป แน่นอนเราต้องการให้เกิดการใฝ่รู้ รู้คิด รู้ถาม รู้ทํา รู้อยู่ร่วม ห้องเรียนหลาย ๆ ห้องเรียน วิธีเรียนก็หลาย ๆ รูปแบบ อินเตอร์เฟซ แอคทีฟ เลิร์นนิง (Interface active learning) อันนี้เป็นศัพท์ที่นักการศึกษาท่านให้มา ก็เลยต้องใช้ทับศัพท์ ผมก็ยังแปลไม่ได้นะครับ อินเตอร์เฟซ แอคทีฟ เลิร์นนิง (Interface active learning) ลําดับการเรียนก็ใช้หลักในหลวง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา การจัดตาราง การเรียนก็ใช้หลักทหาร ฝ่ายเสนาธิการตามปกติ และฝ่ายเสนาธิการในการรบ นั่นคือภาคที่ ๒ คือเป็นโพรเจกต์เบส (Project based) หรือว่าพรอเบลม เบส เลิร์นนิง (Problem based learning) การสอนแบบสหวิทยาการ ซึ่งสเตม (STEM) ของกระทรวงศึกษาธิการใช้อยู่ แต่ผมเพิ่มเป็นสเตม (STEMS) เอส (S) สุดท้ายคือโซซิโอโลจี (Sociology) ภาคภูมิสังคม เครื่องมือในการเรียนก็บรรทัดสุดท้าย ทั้งตัวเอง ทั้งสื่อต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นแนวความคิด ในการพัฒนาในเฟส (Phase) ต่อไป สําหรับเรื่องเป็นงานและชาญวิชาซึ่งเป็นระยะยาว แล้วก็จะมีส่วนอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งการพัฒนาครู การพัฒนาระบบ การวัดผลต่าง ๆ เพื่อเสริมให้ระบบการเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก็เพื่อไม่เป็นการใช้เวลานานและคิดว่า ทุกท่านก็เข้าใจอยู่แล้ว ต้องการให้ท่านได้แนะนําต่อไปนะครับ วันนี้ก็ขอนําเสนอในเรื่องของ ปฏิรูประบบการเรียนรู้โดยเน้นการปฏิรูประบบการเรียนรู้เร่งด่วนโดยการสร้างวินัยของคนในชาติ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ