สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘

ภูดิศ ทัตติยโชติ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมในการแสดงถึงความเป็นชาติ และเสนอแนะให้กรมวัฒนธรรมพิจารณาการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับโครงการยุทธศาสตร์ในการพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการยกย่องคนดี คนเก่ง การบรรจุหลักสูตรศิลปวัฒนธรรมในหลักสูตรการศึกษา และเรียกร้องให้มีความสมดุลระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคราชการ และภาคธุรกิจในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม

พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ

เรียนท่านประธานครับ ผม พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ สปท. หมายเลข ๑๑๓ ครับ ต้องขออนุญาตเรียนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ได้อ่านเอกสารที่ท่านนําเสนอ ให้วันนี้แล้วนะครับ ท่านได้แบ่งเป็นเรื่องต่าง ๆ จํานวนถึง ๓๑ เรื่อง ซึ่งขอชื่นชมว่าทําให้ อ่านได้ง่ายและสะดวกขึ้นจริง ๆ นะครับ ทีนี้เมื่อได้อ่านเรื่องทั้งหมดแล้วก็ขออนุญาตที่จะ แสดงข้อคิดเห็นเพื่อประกอบการทํางานของคณะกรรมาธิการครั้งต่อไป ทั้งหมดในเรื่องกีฬานั้น ไม่ติดใจอะไรและรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทําได้ละเอียดครบถ้วนแล้วก็ครอบคลุมไปถึงทุก ๆ เรื่อง ผมมีความห่วงใยในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้พูดถึงไปแล้วนะครับ เรื่องที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากมองว่าศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นตัวที่แสดงถึงความเป็นชาติ แสดงถึงตัวตนของเรา แล้วขณะเดียวกันขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่าศิลปวัฒนธรรมนั้นสามารถ จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศเราด้วยในสภาวะที่วิกฤติขณะนี้นะครับ ผมให้ความสนใจ ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ก็จะปรากฏว่าเรื่องที่ท่านได้ทําและแบ่งเป็นเรื่อง ๆ นั้นมีประมาณ ๕ เรื่องที่ผมอ่านคร่าว ๆ นะครับ เช่นเรื่องที่ ๑๐ เรื่องการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรม เพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ในเรื่องที่ ๑๐ นี้หัวข้อเรื่องเป็นหัวข้อที่ดี ท่านจะต้องทําแน่นอนครับ แต่เมื่ออ่านในรายละเอียดแล้วผมขอตั้งข้อสังเกตว่าในแนวทางแก้ไขของท่านนั้นท่านจะ ไปให้ความสําคัญกับเรื่องงบประมาณ ก็หมายความว่าท่านจะพูดถึงว่างบประมาณของท่าน จะต้องสอดคล้องกับเรื่องโครงการ ยุทธศาสตร์ วัฒนธรรม ท่านไปเน้นถึงเรื่องงบประมาณ เพียงอย่างเดียว ก็ขออนุญาตเรียนคร่าว ๆ เดี๋ยวผมจะสรุปอีกทีว่าเจตนาของผมที่จะ ให้ข้อสังเกตนั้นมีอะไรบ้างนะครับ

เรื่องที่ ๑๒ เรื่องของการพัฒนาศิลปะ นาฏศิลป์ ดนตรี อะไรเป็นต้น สู่ความเป็นมาตรฐาน ท่านก็จะพูดถึงเรื่องจิตสํานึก เพิ่มเรื่องอัตรากําลัง อัตราการยกระดับ ของวิทยาลัยช่างศิลป์หรือนาฏศิลป์เข้าสู่เป็นระดับปริญญา

เรื่องที่ ๑๓ ท่านบอกว่ายกย่องคนดี คนเก่ง ท่านก็จะพูดถึงเรื่องการคัดเลือก คนดี คนเก่งในทุกระดับตั้งแต่เด็ก ๆ ไปถึงผู้ใหญ่ โดยสาระของการแก้ไขก็คือว่าไปฟัง ความคิดของประชาชน

เรื่องที่ ๑๕ จัดพื้นที่ทางมรดก วัฒนธรรม เพิ่มคุณค่า ท่านก็พูดถึงเรื่อง การจัดทําแผนบูรณาการ

เรื่องที่ ๑๖ ท่านก็จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการบรรจุหลักสูตรต่าง ๆ ที่สําคัญ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไว้ในหลักสูตรการศึกษา ผมอยากจะเรียนท่านว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านทําไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่ผมอยากจะเรียนท่านว่าวิธีคิด เหล่านี้ที่เราทําเป็นวิธีคิดที่เหมือนกับปกติที่เราทําคือเหมือนข้าราชการทําทั่ว ๆ ไป ผมเอง ก็เป็นข้าราชการผมก็คิดทํานองนี้ แต่ด้วยผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาแห่งนี้มาพอสมควร ผมจะรู้สึกว่าการคิดเหล่านี้เป็นการคิดเพียงในกรอบ ผมอยากจะฝากท่านว่าผมอยากให้ ท่านคิดถึงเรื่องที่เป็นเรื่องนอกกรอบบ้าง ยกตัวอย่างเช่นผมมองว่าการทํางานในทุก ๆ เรื่อง ต้องมีความสมดุลกัน ในเรื่องนี้เรื่องศิลปวัฒนธรรมก็เช่นกันนะครับ ผมอยากให้ท่าน มีความสมดุลระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ หรือภาคราชการ กับภาคธุรกิจซึ่งเป็นนายทุน ในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ขณะนี้โดยเนื้อหาของท่านผมมองว่าท่านมุ่งเน้น ไปในภาครัฐหรือภาคราชการเป็นหลักเลย ท่านจะทอดทิ้งภาคที่สําคัญไปอีกภาคหนึ่ง คือภาคประชาชน ในนี้ที่ท่านเขียนมาทั้งหมดประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงท่านไปรับฟัง ข้อคิดเห็นของประชาชนเท่านั้นเอง แล้วท่านก็เอาข้อมูลเหล่านั้นมาปฏิบัติ แต่ขณะเดียวกัน ท่านยังขาดเรื่องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม วันนี้ประเทศเราสิ่งเหล่านี้สิ่งที่ผมจะกล่าวถึง ก็คือเรื่องภาคประชาชนเป็นสิ่งที่เราทอดทิ้งไม่ได้เลย ทุกอย่างจะทําอะไรให้มีความสําเร็จ หรือไม่สําเร็จนั้นต้องอยู่ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ หลาย ๆ อัน หลาย ๆ ท่านที่เขียน ท่านจะเขียนถึงผลที่ได้รับก็คือให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม แต่ท่านไม่ใช่ขบวนการแก้ไข ท่านไม่ได้เอาประชาชนมาเป็นขบวนการแก้ไขทั้งสิ้นเลย ยกตัวอย่างเช่นสิ่งที่ปรากฏ ผมเคยไปเที่ยวที่เวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ จะพบว่าศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่นั้น คนที่ดูแลไม่ใช่ข้าราชการนะครับ คนที่ดูแลและปกป้องให้ศิลปวัฒนธรรมนั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ ร่องรอยทางวัฒนธรรม เป็นถนนหนทาง หรือแม้แต่กระทั่งแนวกําแพงเมือง ต่าง ๆ นั้นคนที่ดูแลก็คือประชาชนในท้องที่นั่นเอง สิ่งที่พูดทั้งหมดก็อยากจะให้ท่านลอง กลับไปทบทวนศึกษาของ สปช. หรือคณะกรรมาธิการปฏิรูปศิลปะ วัฒนธรรมของ สปช. เขาได้ทํากันไว้นะครับ เขาจะให้ความสําคัญในเรื่องของภาคประชาชนค่อนข้างมาก พูดไปถึง เรื่องให้มีสมัชชา พูดให้มีเรื่องของการเปิดพื้นที่ ผมอาจจะมองว่าการสมัชชาอาจจะผลักดัน ได้ยาก เพราะ ๑. ก็คือต้องใช้งบประมาณ ก็ไม่เป็นอะไรนะครับ แต่เขาให้ความสําคัญ กับภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ปฏิบัติ มิใช่เพียงมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น แต่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติด้วยนะครับ พูดถึงการเปิดพื้นที่ ก็คือให้ศิลปินหรือว่าประชาชนได้มี โอกาสแสดงออกทางวัฒนธรรม เพราะว่าศิลปินพื้นบ้านทุกวันนี้จะแสดงอะไรทางวัฒนธรรมนั้น เขาไม่มีทุนหรอกครับที่จะไปเช่าสถานที่เพื่อแสดงเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นการเปิดพื้นที่ ก็คือให้ราชการเปิดพื้นที่ให้เขามาแสดงเดือนละ ๑ ครั้ง สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ทํานองนี้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมมองว่าตัวอนุวัฒนธรรมหรืออนุศิลปะอะไรของท่านนี่ยังขาดเรื่องนี้นะครับ ไม่ใช่ว่าท่านผิด เพราะสิ่งที่ท่านทํามานี้ไม่ได้ผิดอะไรสักอย่างเดียวเลย แต่ท่านขาด ผมมองว่า ท่านขาด ก็อยากจะฝากท่านว่าอยากให้ท่านให้น้ําหนักกับภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มากกว่านี้ครับ มีส่วนร่วมในการปฏิบัติ หรือว่าเป็นผู้มีส่วนหนึ่งในการปฏิบัติ ไม่ใช่มีส่วนแค่ ออกความคิดเห็น ขออนุญาตรบกวนเวลาท่านกรรมาธิการแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ