หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ให้ขอบคุณสมาชิกทุกท่านและชี้แจงว่าไม่ได้ปฏิเสธผลงานของสปช. แต่เป็นการพิจารณาผลงานทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ นอกจากนี้ เขายังพูดถึงวัฒนธรรมไทย โดยอธิบายว่า วัฒนธรรมไทยเกิดขึ้นจากการรวมตัวของชนชาติพันธุ์หลายชาติพันธุ์ และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยมีหลักการสำคัญคือการยอมรับวัฒนธรรมต่างชาติและศาสนา และการปฏิรูปให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเรา
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งแรกที่ผมอยากจะพูดก็คือขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่านอย่างสูงที่ได้ให้ ข้อชี้แนะ ให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็หยิบจับเอาบางประเด็นซึ่งเราอาจจะยังไม่ได้พูดถึง ในการประชุมวันนี้
เรื่องแรกที่ผมอยากจะลุกขึ้นมาชี้แจงซึ่งไม่ใช่แก้ตัว แต่เป็นการชี้แจง เพื่อความสบายใจของพวกเราทุกคน ก็คือว่าสําหรับท่านสมาชิก สปช. ซึ่งชี้แนะให้เราเอาใจใส่ กับงานที่ผ่านมาของ สปช. ผมขอเรียนเลยว่าเราไม่ได้ปฏิเสธผลงานของ สปช. เลยครับ เราได้นําผลงานของท่านเข้ามาศึกษาเปรียบเทียบกับงานที่คณะ สปท. ได้คิดกันขึ้น พูดถึงกัน และวิเคราะห์กันอยู่ ก็จะมีผลซึ่งรายงานง่าย ๆ ก็คือคล้ายกัน สิ่งที่พวกผมสนใจแล้วก็ ประสงค์จะจัดทําเพื่อให้เกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ คล้ายกับที่ท่านเสนอขึ้นมาอยู่แล้ว เห็นเป็นเอกสารอยู่แล้ว จริง ๆ ก็คนกลุ่มเดียวกันนั่นละทั้งท่านสมาชิกของ สปช. กับ สปท. แล้วเราก็มีประสบการณ์ในการทํางานและตลอดจนรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ใกล้เคียงกันอยู่แล้วนะครับ ก็ขอขอบพระคุณและเราจะนําข้อเสนอแนะตรงนี้ของท่านทําให้เป็นมรรคผลต่อไป
เรื่องต่อไปที่ผมคิดว่าอยากจะขอเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งเพราะว่าในครั้งแรก ที่ผมได้พูดชี้แจงอาจจะตกประเด็นสําคัญไปประเด็นหนึ่ง คือพวกเราผู้เป็นผู้บริหารงาน วัฒนธรรมเราถือว่าวัฒนธรรม ใส่เครื่องหมายคําพูดก็ได้ “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างยิ่ง จริง ๆ แล้วปัจเจกบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตนเองว่าท่านจะมีชีวิต อยู่ในวัฒนธรรมอะไร แบบไหน เป็นเอกสิทธิ์ที่ยกประเด็นเข้าไปเลยสู่แนวคิดของสิทธิมนุษยชน ถือได้เลยเป็นเอกสิทธิ์ไม่มีใครมีสิทธิที่จะมาบอกให้ท่านมีวัฒนธรรมการดํารงชีวิตแบบไหน ท่านตัดสินใจเองเลือกเองแล้วก็ดําเนินชีวิตของท่านไปตามความปรารถนาของท่าน ทีนี้เรื่อง ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ๑ คนที่มีเอกสิทธิ์ประจําตัวและเลือกเอาเองพอท่านขยายวงสังคมของท่าน ออกไปให้วัฒนธรรมต้องเปลี่ยน ยกตัวอย่างนะครับ ขออภัยใช้เวลานิดหนึ่ง ท่านมีครอบครัวขึ้นมา มีลูกมีเต้าขึ้นมาท่านต้องปรับวัฒนธรรมส่วนตัวของตัวเองให้เป็นวัฒนธรรมซึ่งครอบครัว ทั้งครอบครัวจะต้องดํารงชีวิตอยู่ภายใต้ ด้วยเหตุนี้เราถือว่าครอบครัวเป็นหน่วยวัฒนธรรม ที่เล็กที่สุดที่จะต้องเอาใจใส่ และผู้ที่ทํางานด้านวัฒนธรรมก็ต้องเข้าใจในหลักการนี้ แล้วขยายต่อไปสิ จากครอบครัวไปเป็นเครือญาติ มาถึงเครือญาติ ลูก ๆ ของเรา จะมีวัฒนธรรมอย่างไรกับคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ต้องสอนเขา ศัพท์แสง ภาษา ที่ใช้กับคุณปู่คุณย่า ไม่ใช่ไม่เหมือนกับภาษาที่จะใช้พูดคุยหรือเล่นหัวกับเพื่อน ๆ อีกต่อไป วัฒนธรรมต้องเปลี่ยนไปให้เหมาะสมกับสถานะของชุมชนที่เราอยู่ด้วย ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นอําเภอ จังหวัด ภาคของประเทศ จนถึงวัฒนธรรมของประเทศ เดี๋ยวกลับมาถึง วัฒนธรรมไทยอีกทีหนึ่ง แค่นี้ยังไม่จบครับ จากประเทศไทยแล้วยังมีอนุภูมิภาค ภูมิภาค ไปจนถึงทวีป แต่ละทวีปมีวัฒนธรรมไม่เหมือนกันครับ แต่ท่านต้องรู้ว่าทําอย่างไรจึงจะ มีความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้วัฒนธรรมความเป็นอยู่อยู่ด้วยกันอย่างเรียบร้อยได้ แค่นี้ยังไม่จบ ขออภัย เอาเรื่องสําคัญยิ่งเข้ามาอีกเรื่องหนึ่ง คือวัฒนธรรมในเมื่อเป็นเรื่องของวิถี การดํารงชีวิตประจําวันของภาคส่วนทุกส่วนแล้ว มีมิติที่เข้ามากํากับอยู่อีกมิติคือกาลเวลา ซึ่งเดินหน้า รุดหน้าต่อไปอย่างที่เราไปควบคุมไม่ได้ สิ่งเดียวที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะบังคับได้ คือกาลเวลาที่เดินรุดหน้าไปตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้วัฒนธรรมเราถือว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต เหมือนกับมนุษย์ที่เป็นเจ้าของของวัฒนธรรม และมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ทุกวินาทีที่กาลเวลาผ่านไปวัฒนธรรมทุกภาคส่วนจะเปลี่ยนแปลง ประเด็นสําคัญคือ จะเปลี่ยนไปอย่างไร จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นซึ่งนําพาความเจริญมาถึงผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม หรือจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง ซึ่งจะนําพาหายนะธรรมมาสู่ผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้น นี่เป็นหลักการทางวัฒนธรรมศึกษาที่สําคัญเหลือเกินแล้ว พวกเราต้องพยายามเน้นย้ํา ขณะนี้เราไม่ได้เน้นย้ําอยู่แต่เฉพาะในแวดวงของนักบริหารวัฒนธรรมที่ผมเอ่ยถึงนี้แต่อย่างเดียว เรากําลังพยายามนําพาทั้งหมดที่ผมพูดไปสู่ความเข้าใจของประชาชนทั่วไปด้วย มีโอกาสที่ไหน เราจะไปสอน ไปพูด ไปให้ความกระจ่างของเขา ทีนี้ขออนุญาตพูดกลับมาที่วัฒนธรรมไทย ท่านครับ แก่นสาระของวัฒนธรรมไทยก็คือเราเป็นคนที่เกิดขึ้นด้วยการรวมตัวของชนชาติพันธุ์ หลายชาติพันธุ์มาก คนไทยไม่ได้เริ่มต้นและเรียกตัวเองว่าไทยอย่างที่เราเป็นไปนี้ทันทีหรอก ในสมัยโบราณตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาเราคือชาติพันธุ์หนึ่งซึ่งมาอาศัยปักหลัก อาศัยในดินแดนสุวรรณภูมิแล้วเราพบว่าอยู่ดีเหลือเกิน มีทรัพยากรให้เราอยู่ดีกินดีมากมาย เราก็อยู่ปักหลักอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็ทําการมีปฏิสัมพันธ์สืบกับชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มาอยู่ในดินแดน ใกล้เคียงกัน การศึกษาภาษาเป็นการศึกษาที่ระบุให้ชัดว่าเราพูดกันรู้เรื่องทั้งดินแดนเลย พูดกันรู้เรื่อง ถึงว่าคําบางคําจะใช้ไม่เหมือนกันแต่ว่าเราสื่อกันเข้าใจด้วยภาษาชาติพันธุ์ต่าง ๆ แล้วที่สําคัญที่เป็นนิสัยคนไทยมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกก็คือเรายอมรับวัฒนธรรมต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ปฏิรูปให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเราด้วย นี่เลยเข้าประเด็นของศาสนาได้เลย เห็นไหมครับ ศาสนาที่คนไทยเคารพนับถือไม่ได้เกิดขึ้น ในแดนสุวรรณภูมิของเราสักศาสนาเดียว แต่เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นต่างแดนแล้วเผยแพร่เข้ามา ด้วยเวลาที่ต่างกัน แล้วด้วยวิธีการที่ต่างกัน แต่พวกเราคนไทยนี่ละพบกับอะไรที่เราเชื่อถือศรัทธา ยอมรับนับถือได้เรารับไว้ จึงได้เกิดมี หลากหลายศาสนามากที่เป็นศาสนาหลักในประเทศไทย แต่เอาเข้าแล้วคนไทยไม่เคยทิ้ง ความเชื่อถือเดิม ๆ ที่เรามีมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์อีก เช่น ความเชื่อเรื่องสังสารวัฏ เราก็ยังเชื่ออยู่ ภูตผีปีศาจเราก็ยังเชื่ออยู่ โชคลางเอยอะไรเอย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือเป็น ความเชื่อถือที่เป็นสําคัญในสังคมไทยทั้งนั้น และทุกวันนี้ก็ยังเชื่ออยู่นะครับ สิ่งที่ผมวิตก แล้วก็อยากจะนําเสนอว่าเราจะต้องพยายามพิจารณาซัมฮาว (Somehow) เอาวิธีอะไร ก็ยังไม่ลงตัวเสียทีเดียว เอามาช่วยในการพิจารณาของเราก็คืออย่างเช่นในพระพุทธศาสนา ขออนุญาตยกตัวอย่างสิ่งที่ผมได้ศึกษามา ไม่ใช่จะหมายความว่าสําคัญกว่าอื่น ในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงสร้างจักรวาลวิทยาให้ไว้ประกอบคําสอนของท่าน สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่เรา เรียกว่า ไตรภูมิ ในขณะนี้นะครับ มีบรรจุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในพระไตรปิฎก