บวรเวท รุ่งรุจี หารือเรื่องการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย โดยเสนอแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมให้กับเยาวชน จัดพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม เพิ่มมูลค่าและคุณค่า และการส่งเสริมศาสนสถานและนำหลักธรรมทางศาสนาเพื่อสร้างสันติสุขในสังคมไทย นอกจากนี้ยังเสนอการพัฒนาและรับรองมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม พุทธศาสนา และการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด โดยมีจุดเน้นการขับเคลื่อนมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม บวรเวท รุ่งรุจี สปท. ลําดับที่ ๘๒ ขออนุญาตนําเสนอในประเด็นที่คิดว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องและจะใช้เวลาให้พอควรครับ เรื่องของวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่กับคนไทยทุกคน เป็นพลวัตที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่เราจะรักษาวัฒนธรรมไว้ให้ได้นั้นจะต้องเรียนรู้ถึงเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ความเป็นของแท้และดั้งเดิม เราต้องยอมรับในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาที่จะต้องเกิดขึ้น ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีการสืบทอดสิ่งที่เป็นมรดกทางด้านวัฒนธรรม ของชาตินั้นให้คงอยู่สืบไป นั่นเป็นประเด็นที่เราคิดว่าทําอย่างไรที่จะทําให้คนไทยทุกคน เล็งเห็นถึงความสําคัญของมรดกทางด้านวัฒนธรรมของชาติ เพราะฉะนั้นการบรรจุหลักสูตร การเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมไปถึงประวัติศาสตร์ทางด้านศาสนา หรือแม้แต่ คุณธรรมจริยธรรมเข้าไปในการเรียนรู้ของนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการคิดว่าเราควรจะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเรา ไม่สามารถอธิบายทําความเข้าใจให้กับนักเรียนซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ทางด้านวัฒนธรรมแล้วว่าอะไรคือความเป็นของแท้และดั้งเดิม อะไรคือสิ่งที่เขาควรจะต้อง เรียนรู้จะทําให้เขาได้ซาบซึ้งและเห็นคุณค่าเห็นความสําคัญของทางด้านวัฒนธรรมของชาติ เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็พยายามจะรวมเอาทั้งการเรียนรู้ทางด้านศาสนา เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย
ประเด็นที่ ๒ ที่เราจะทําการขับเคลื่อนคือการจัดพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม ของชาติเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า เรื่องของมรดกทางด้านวัฒนธรรมนั้นไม่ได้มีเฉพาะแค่ วัดวาอารามหรือโบราณสถานเท่านั้น จะมีโบราณสถานที่เป็นประเภทคูเมือง กําแพงเมือง สระน้ําโบราณ หรือแม้แต่ถนนโบราณ ซึ่งบางท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าเรากลับไปดู ในอดีตเรามีถนนพระร่วงซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างจังหวัดกําแพงเพชร จังหวัดสุโขทัย และอําเภอศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นเมืองเอกในสมัยนั้น และปัจจุบันทั้ง ๓ แห่งนั้นก็เป็นมรดกโลก แต่ในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกันถนนเส้นนั้นก็ถูกยึดครองไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของคน ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นแนวทางของเราก็คือพยายามที่จะทวงคืนและจัดเรื่องของมรดก ทางด้านวัฒนธรรมประเภทนี้ให้คนไทยได้รับรู้ถึงความสําคัญ และอีกประเภทหนึ่งของสิ่งที่ เราอยากจะให้เขาได้เห็นถึงคุณค่าซึ่งทางเราสามารถอนุรักษ์และพัฒนากลับมาได้ สามารถ เอามาใช้ประโยชน์ในเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในปัจจุบันได้เช่นเดียวกันครับ
ประเด็นที่ ๓ เราพยายามที่จะขับเคลื่อนการส่งเสริมศาสนสถานและนํา หลักธรรมทางศาสนาเพื่อสร้างสันติสุขในสังคมไทย เราพูดกันมานานแล้วว่าหลักธรรม ทางด้านศาสนานั้นเป็นสิ่งที่จะทําให้คนไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ด้วยสันติ แต่หลักธรรมข้อไหนบ้าง นั่นคือสิ่งที่เราพยายามที่จะเน้นและเอามาเฉพาะในส่วนที่ เป็นหัวใจ และในส่วนที่ผู้นําของแต่ละศาสนาได้มีการวิเคราะห์วินิจฉัยแล้วว่าถ้าผู้นับถือ ศาสนาใดสามารถดําเนินการตามหลักธรรมในแต่ละข้อ ๆ นั้นได้ก็จะทําให้การอยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข มีความปรองดองสําหรับผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะ ทําให้สังคมนั้นเกิดความสันติสุข
ในประเด็นสุดท้ายที่เราจะพยายามขับเคลื่อน ก็คือการส่งเสริม การพัฒนา และรับรองมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม เรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรสามารถดําเนินการได้ แต่อะไรคือส่วนที่เป็นมาตรฐานของคุณธรรม และจริยธรรม นั่นคือสิ่งที่เราพยายามที่จะขับเคลื่อนและทําให้เป็นรูปธรรมว่ามาตรฐานอะไร ของหน่วยงานภาครัฐควรจะมีมาตรฐานอะไร ของหน่วยงานภาคเอกชนควรจะมีมาตรฐาน อะไร นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะให้เกิดขึ้นในส่วนของการทํามาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรม ส่วนทางด้านศาสนานั้นเราจะมีการจัดการศึกษาสงฆ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ของชาติ ในปัจจุบันนี้การศึกษาของสงฆ์ยังไม่มีการกําหนดเป็นมาตรฐาน เพราะฉะนั้น เราพยายามที่จะผลักดันให้มีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาของพระสงฆ์ขึ้นมา เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางในการที่จะทําให้พระธรรมคําสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแม้แต่การที่บุคคลภายนอกจะส่งลูกหลานเข้ามาเรียนรู้นั้นได้รู้ถึงแนวทางในการที่เขา จะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ
อันที่ ๒ ที่เราจะดําเนินงานการขับเคลื่อนก็คือ การขับเคลื่อนพุทธมณฑล ให้เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาโลก ได้มีความตกลงกันในการประชุมเมื่อปี ๒๕๔๘ ครั้งหนึ่งแล้วว่าให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาโลก มีการวางศิลาฤกษ์ ในปี ๒๕๕๕ เมื่อครบพระพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีที่พุทธมณฑลแล้ว มีการวางศิลาฤกษ์แล้ว แต่การดําเนินการให้เป็นไปตามแผนนั้นยังไม่ได้ดําเนินการ เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการ จึงเห็นว่าการขับเคลื่อนให้พุทธมณฑลนั้นเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาโลกเป็นสิ่งที่เราควร จะต้องดําเนินการ
ประเด็นที่ ๓ คือการพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ปัจจุบันนี้ทางวัดก็ได้มีการทําบัญชีอะไรที่เป็นของส่วนตัว ของพระ อะไรที่เป็นของกลางก็มีอยู่แต่ยังไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะฉะนั้นในการขับเคลื่อน อันนี้เราพยายามที่จะทํามาตรฐานของการจัดทําบัญชีทรัพย์สินของวัดให้เป็นแบบในมาตรฐาน เดียวกัน
และสุดท้าย คือการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของชาติในการบรรจุวิชาการ ทางด้านพุทธศาสนาเอาไว้ในหลักสูตร อันนี้อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วเราคงจะทําควบคู่กันไป กับการที่จะผลักดันให้มีการเรียนการสอนทางด้านพุทธศาสนาเข้าไปในเรื่องเกี่ยวกับ งานทางด้านวัฒนธรรม เพื่อให้คนไทยนั้นได้เห็นถึงคุณค่าความสําคัญของมรดก ทางด้านวัฒนธรรมของชาติครับ ขอขอบคุณครับ