สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘

หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ นำเสนอแผนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ศิลปะไทย และการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากนี้ยังเสนอข้อเสนอแก้ปัญหาความขาดแคลนหนังสือสำหรับเด็กไทย และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการสร้างสถาปัตยกรรมไทยที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย รวมถึงการศึกษาฝึกหัดทางศิลปะไทยที่มีปัญหา

หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ สมาชิก สปท. ที่ทรงเกียรติด้วย ผม หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๐๒๔ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านวัฒนธรรม ในการนําเสนอรายงานของผมในวันนี้จะครอบคลุมถึง ๓ ด้านของวัฒนธรรม คือ ทางด้านศิลปะ ด้านวัฒนธรรม และด้านการศาสนา ผมเองจะขออนุญาตนําเสนอด้านศิลปะก่อน แล้วเมื่อผมกล่าวทางด้านศิลปะเสร็จสิ้นแล้ว จะขอเชิญให้คุณบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้นําเสนอต่อในเรื่องของวัฒนธรรม และการศาสนานะครับ สิ่งแรกที่อยากจะเรียนรายงานท่านประธานและท่านผู้ทรงเกียรติ ทั้งหลายก็คือว่าในการรายงานวันนี้จะมีการใช้คําว่า วัฒนธรรม ซึ่งจากประสบการณ์ และการศึกษาของผมเองประชาชนชาวไทยยังมีความสับสนถึงความหมายของวัฒนธรรม อยู่พอสมควร ซึ่งขออนุญาตพูดสั้น ๆ เพื่อให้ทราบว่าผมกําลังพูดถึงอะไรเมื่อพูดคําว่า วัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นศัพท์บัญญัติใหม่ในระยะเวลาช่วงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทยเรา ท่านผู้ที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมามีเจตนาที่จะใช้สื่อแทนคําภาษาอังกฤษที่พูดว่าคัลเจอร์ (Culture) ทีนี้ปัญหาอยู่ที่เมื่อท่านบัญญัติคําว่า วัฒนธรรม ขึ้นจากสันสกฤตแล้ว ท่านก็ได้เขียนคํานิยาม เอาไว้ด้วย ซึ่งโดยบังเอิญคํานิยามในภาษาไทยของท่านไม่ตรงหรือแม้กระทั่งเทียบเคียง กับคํานิยามของคัลเจอร์ (Culture) ที่เขาใช้กันในประเทศอังกฤษ ก็เลยเกิดปัญหาขึ้นว่า พวกเรานักวิชาการที่ชอบใช้ ๒ ภาษาควบกันไปควบกันมา บางทีก็มีปัญหาในเรื่องของการสื่อว่า เรากําลังพูดถึงอะไรกันแน่ ด้วยเหตุนี้ในราชการไทยโดยเฉพาะที่คณะกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติก็ได้พยายามที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วท่านสัมฤทธิผลด้วยวิธีการสร้าง กลุ่มอาชีพขึ้นมาใหม่ ผมเองเรียนรายงานตัวท่านทั้งหลายว่าผมเป็นนักบริหารงานวัฒนธรรม ก็เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติอีกอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นด้วยความจําเป็นอย่างที่กําลังกล่าวให้ท่านทราบ แล้วการทํางานของผมในฐานะนี้ก็ได้สั่งสอนให้ผมมีความรู้ มีประสบการณ์ แล้วก็ได้ใช้เวลา แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังพยายามที่จะสอนต่อเนื่องไปยังชาวไทยรุ่นต่อ ๆ ไปให้ได้รับทราบ แล้วก็ได้รับเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ที่ผมได้สะสมเอาไว้ในการทํางานนะครับ

สําหรับประเด็นที่คณะอนุกรรมาธิการคณะนี้จะนําเสนอ ผมจะขอเรียนนํา ทางด้านศิลปะ ศิลปะไทยอยู่ในสถานะที่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าเรากําลังถูกครอบงําถาโถม มาด้วยศิลปะต่างชาติมากยิ่งขึ้น เข้มข้นยิ่งขึ้นโดยตลอดนะครับ ถึงขนาดที่บางคน ใช้คําพูดว่าศิลปะไทยถูกดูดกลืนไปกับการแสดงศิลปะแบบสากลเสียแล้ว นี่เป็นประสบการณ์ ของพวกเรา ทุกวันถ้าเราได้เฝ้าดู เฝ้าระวังทางสื่อสารมวลชน จะเห็นว่าในหน้าจอวิทยุ ก็ตาม โทรทัศน์ก็ตาม ไม่ค่อยจะมีการนําเสนอสิ่งที่เรามักเรียกด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็น ศิลปะไทยเดิม ขณะนี้มีแต่การละเล่นที่เป็นของสากลเป็นที่นิยมกัน แต่การศึกษาของผม ในหน้าที่และในฐานะนักวิชาการวัฒนธรรมจะกราบเรียนค้านหลักการนี้ให้ท่านฟังว่า ศิลปะไทยโดยส่วนใหญ่แล้วอยู่ดี เพราะว่าคนไทยตระหนักถึงความจําเป็นที่จะต้องอนุรักษ์ ศิลปะดั้งเดิมของตนเอง แล้วก็จะมีหลายหน่วยงาน หลายองค์กร แม้กระทั่งหลายปัจเจกบุคคล ที่ทํางานเพื่อการอนุรักษ์ศิลปะของไทยเดิมเอาไว้ให้ได้นะครับ ผมอยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านสังเกตว่าขณะนี้ ดนตรีไทยได้อยู่ในฐานะย่ําแย่ ท่านคงจะได้สังเกตมาแล้วรอบตัว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่น่าสลดใจ เป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะห้ามคนไทยเล่นดนตรีไทย มีประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ให้ประจักษ์ แต่แทนที่ดนตรีไทยจะตายจากไป เหือดหายไป ปรากฏว่ากําลังได้รับการฟื้นฟูเป็นอย่างดียิ่ง จน ณ วันนี้ผมเรียนต่อหน้าท่านทั้งหลายจะพูดเลยว่าดนตรีไทยอยู่ดีแล้วครับ จากพระบารมี ของเจ้านายบางพระองค์และจากความพยายามของมหาวิทยาลัย โรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ขณะนี้เราภาคภูมิใจได้ว่าคนไทยสามารถรักษาศิลปกรรมของตนเองในเรื่องดนตรีไทยนี้ไว้ได้ ปัญหาของดนตรีไทยครับ เกิดขึ้นจากการที่ในวิชาการปัจจุบันยูเนสโก (UNESCO) ได้เน้น การอนุรักษ์มรดกของชาติให้แยกออกเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งเขาเรียกในภาษาอังกฤษว่า แทนจิเบิลเฮริเทจ (Tangible heritage) ซึ่งแปลเป็นไทยว่ามรดกที่เป็นรูปธรรม ก็คือสิ่งต่าง ๆ ที่มีรูปพจน์ต่าง ๆ สามารถจับต้องได้ ลูบคลําได้อย่างนี้ นี่ก็คือศิลปะรูปธรรม และที่เหลือนั้น เขาเรียกว่าอินแทนจิเบิลเฮริเทจ (Intangible heritage) ก็คือมรดกที่ตกทอดมาที่ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปลักษณ์ ทุกอย่างในหมวดนี้จะอยู่กับความทรงจําของมนุษย์ในที่นี้ก็คือชาวไทยนั่นเอง ดนตรีไทยเป็นตัวอย่างที่ดีมากของมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม นักดนตรีไทยเรา ไม่เขียนโน้ตนะครับ ทุกอย่างจดจําไว้ในสมองแล้วก็ต้องพยายามจํากันเป็นกลุ่ม ฝึกซ้อมกัน เป็นกลุ่ม เพื่อให้ดนตรีนั้นไม่ว่าจะเป็นเพลงใดหรือเรื่องอะไรยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งเมื่อมันยังอยู่ ก็แปลว่านักดนตรีไทยทําสําเร็จครับ สามารถที่ยังรักษามรดกของชาติไว้ได้ ท่านทั้งหลาย ผมขออนุญาตเทียบเคียงนะครับว่าพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกันใช่ไหม เราได้เคยเรียนกัน มาว่าคําสอนของพระพุทธเจ้าแต่ดั้งเดิมทีเดียวไม่ได้เขียนเป็นเอกสารไว้หรอก ท่านสอนแล้ว พระสาวกก็ใช้วิธีท่องจํากันมาก็คือความรู้ที่เป็นนามธรรมนั่นเอง จนกระทั่งได้มีคนริเริ่มที่จะ บันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี จากนั้นเราจึงได้มีเอกสารพระไตรปิฎกเกิดขึ้นซึ่งทําให้ พุทธศาสนาอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้แล้วก็เจริญรุ่งเรืองด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะนํามาเสนอ แต่เป็นคําปรารภในขั้นต้นนะครับ ผมขอเรียนว่าทางด้านดนตรีไทยเอาให้จบเรื่องเสียก่อน บางเพลงปรากฏปัจจุบันเป็นเพลงยอดนิยม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างว่าเพลงเขมรไทรโยคเอย เพลงแขกมอญบางขุนพรหมเอย งานไหนงานนั้นตั้งวงดนตรีต้องเล่น ๒ เพลงนี้เพราะว่า เป็นเพลงยอดนิยม ดังนั้นศิลปะของเรานี้อยู่ได้จากความนิยมของผู้ฟังหรือผู้เสพด้วยนะครับ แล้วก็ปัจจัยที่ ๓ ที่สําคัญมากในการอนุรักษ์มรดกไทยนี้คือผู้สนับสนุนครับ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุน จากผู้ที่มีอิทธิพลอํานาจต่าง ๆ ศิลปะเหล่านี้ก็คงจะไม่อยู่กับเราไปแล้วนะครับ

ต่อไปครับ เรื่องที่ผมอยากจะนําเรียนเสนอท่านมีอยู่ ๕ เรื่องดังต่อไปนี้นะครับ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปคณะนี้มีความปรารถนาประการที่ ๑ ซึ่งจะรื้อฟื้นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ประการหนึ่งให้เข้มแข็งอยู่ต่อไปจนมีประสิทธิผล ต่อไปคือการสร้างเครือข่ายวัฒนธรรมเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน สิ่งนี้ได้ก่อตั้งกันมา เป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว แล้วเราถือว่าเป็นเครื่องมือของนักบริหารงานวัฒนธรรม ที่สําคัญ คือเราอยากสื่อสารกับคนไทย ณ จุดใดเราพยายามที่จะเผยแพร่ผ่านองค์กร ซึ่งมีการก่อตั้งขึ้นมาแล้วที่เรียกว่าสภาวัฒนธรรม ซึ่งมีสถานะอยู่ในระดับจังหวัด อําเภอ และตําบล บรรดาสมาชิกของสภาวัฒนธรรมเหล่านี้คือชาวบ้านแท้ ๆ ที่อยู่ในพื้นที่แท้ ๆ การสื่อสารทางกลับเราอยากรู้อะไรไม่มีประโยชน์ไปถามลอย ๆ จากครูบาอาจารย์ หรือว่าคนที่อยู่นอกพื้นที่ พูดอย่างนี้ก็แล้วกันจะได้ไม่ล่อแหลมต่อการที่จะลบหลู่ ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เวลาเราอยากรู้อะไรเราจะถามตรงโยงไปจนถึงสภาวัฒนธรรม ที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะรู้ว่าศัพท์ภาษาไทยภาษากลางคํานี้ที่ตําบลนั้น เขาพูดว่าอะไร เราไปถามที่ตําบลครับ ไม่ใช่ไปถามที่อื่น เราไปถามจากผู้ที่เป็นเจ้าของ วัฒนธรรมโดยตรงเลย และด้วยวิธีนี้ซึ่งเคยทําเป็นแบบฝึกหัดกันมาแล้วก็อํานวยให้งานวิจัย ทางภาษาไทยได้มีรายละเอียดถึงขั้นระดับทุกตําบลบอกมาเลยครับ การศึกษาแบบนี้ ยังไม่ได้เผยแพร่เท่าที่ควร ผมก็กําลังนําเสนอว่าให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้เกิดขึ้น และมีการเผยแพร่ผลงานออกมา ซึ่งจะทําให้เลิกกันเสียทีที่พูดว่าวัฒนธรรมไทยนั้นขึ้นอยู่กับ เขตวัฒนธรรม จริง ๆ เขตวัฒนธรรมไม่ได้เป็นไปตรงตามวิชาที่สอนกันอยู่ในโรงเรียนเท่าไร มันมีรายละเอียดที่ต้องรับทราบเป็นอย่างอื่นอยู่บ้างนะครับ

ประการที่ ๒ ทางด้านการปฏิรูปทางศิลปะ ผมอยากเสนอให้มีการยกย่องคนดี คนเก่งที่มีความรู้ ผลงานทางด้านศิลปะดี ๆ ในชาติบ้านเมืองของเรา ท่านลองคิดดูสิ ในประวัติศาสตร์ของชาวไทยทั้งประวัติศาสตร์เลยมองไปที่ไหน หันไปที่ไหนมีผลงานศิลปะ ที่ดี ที่งาม ที่สวย มีสง่าราศรี ซึ่งทําให้ชาวต่างประเทศหันมามองกันแล้วก็เป็นทรัพยากร ของชาติที่จะเสริมทางด้านการท่องเที่ยวก็ตาม อะไรก็ตาม เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ตรงนี้ ก็คือเราไม่รู้เลยว่าคนที่สร้างของดีของงามที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงเหล่านี้เป็นใครบ้าง เพราะว่าเราไม่มีนิสัยที่จะจดหรือจําผู้ที่ได้มีผลงานต่าง ๆ เหล่านี้ทิ้งฝากเอาไว้ อันหนึ่งที่เรา จะพยายามแก้ในเรื่องนี้ก็คือการงานที่นักบริหารงานวัฒนธรรมเรียกว่างานยกย่องเอตทัคคะ ซึ่งขณะนี้ท่านจะเห็นตัวอย่างอยู่แล้วบ้างกระมังว่าเราได้มีการยกย่องศิลปินแห่งชาติ และเรา ได้ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระสมัญญา “วิศิษฏศิลปิน” แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นี่คืองานที่ผมกําลัง เอ่ยถึงว่าเป็นการยกย่องเอตทัคคะทางศิลปวัฒนธรรม งานล่าสุดที่ท่านจะยังไม่ได้รับทราบ เพราะว่าผมเองเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วก็ได้เริ่มงานมาในปีนี้นี่เองคือเรายกย่องบูรพศิลปินครับ บูรพศิลปิน แปลง่าย ๆ ว่าศิลปินที่ตายแล้ว เราพยายามที่จะค้นคว้าหาชื่อของบรรดาศิลปิน ที่ล่วงลับไปแล้วที่ได้ทิ้งผลงานงาม ๆ ไว้ในชาติบ้านเมืองของเรา นี่เป็นตัวอย่างที่กําลัง ทํากันอยู่แล้ว แล้วเราจะนําพาหลักการต่าง ๆ เหล่านี้ก้าวหน้าไปให้มีผลพวงดีขึ้นต่อไปนะครับ

ข้อที่ ๓ ที่ผมนําเสนอในรายงานนี้ก็คือ เราบ่นกันมากี่ปีแล้วท่านลองนึก ย้อนกลับไป เราบ่นกันว่าเด็กไทยไม่อ่านหนังสือ นี่เป็นความขาดแคลนอย่างหนึ่งของชีวิตไทย พวกผมที่จะต้องบริหารจัดการให้เด็กมีนิสัยอ่านหนังสือดี ๆ ให้ได้ มานั่งถามย้อนกลับไปบอกว่า แล้วผู้ใหญ่จัดให้มีหนังสือให้เด็กอ่านหรือเปล่า อย่าบ่นอย่างเดียวว่าเด็กไม่อ่านหนังสือนะครับ ถ้าไม่มีหนังสือวางไว้ให้เขาอ่านเขาจะไปหาหนังสือได้ที่ไหนเพื่อจะมาอ่าน ปัญหานี้ ได้มีคนจํานวนไม่น้อย นักวิชาการจํานวนไม่น้อยได้พยายามที่จะปรับตัวให้แก้ปัญหานี้ได้ ในงานวิจัยของผมมีลิสต์ (List) หนังสืออยู่หลายลิสต์ (List) มีเป็นจํานวน ๕๐ ก็มี ๑๐๐ หนังสือ ที่เด็กควรอ่านก็มี ที่ต้องเรียนด้วยความประทับใจคือแม้กระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็เคยได้พระราชทานหนังสือเด็กควรอ่าน ๑๐ เล่มเอาไว้ นี่ก็อยู่ในเอกสาร ที่เราเก็บสะสมเอาไว้แล้วนะครับ ต่อไปนี้ปัญหาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปนี้คือคิดให้ตกว่า จะเอาหนังสือเหล่านี้ไปวางไว้ที่ไหน อย่างไรให้เด็กเข้าถึงเพื่อเขาจะได้อ่าน แล้วหลังจากนั้น เราก็กระตุ้นให้เขาอ่านโดยครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีอยู่แล้วนะครับ

ประการที่ ๔ ที่ผมมีหน้าที่นําเสนอในศิลปะก็คือการส่งเสริมให้มีการพัฒนา ด้านสถาปัตยกรรมไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นมรดกของชาติ นี่ก็คือ อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเราค่อนข้างจะเป็นห่วง แล้วก็มองเห็นแนวทาง ทิศทางการพัฒนาประเทศ ไปในทางที่อาจจะพูดตรง ๆ เลยว่าผิด เมื่อเราพูดว่าสถาปัตยกรรมไทยแล้วเราไม่ได้พูด เพียงแต่รูปลักษณ์ที่มีหงอนสวยงามแต่อย่างเดียว แต่เราพูดถึงลักษณะสถาปัตยกรรม ที่อํานวยให้ชีวิตความเป็นอยู่โดยอยู่อาศัยในสถาปัตยกรรมนั้นอยู่สบาย เหมาะสมกับ สิ่งแวดล้อมของไทยซึ่งเป็นชาติที่ชื้นและร้อนนะครับ หลังคาทรงไทยคนไทยในอดีต ได้ออกแบบขึ้นมาให้มันสะเด็ดน้ํา ท่านเชื่อไหม ฝนตกลงมาตกกระทบหลังคาไทยแล้ว ความลาดสูงและเอียงงอนของหลังคาไทยมันช่วยส่งให้น้ําฝนนั้นไหลสาดไกลออกไป จากฝาผนังซึ่งไม่สาดเข้ามาเปียกในตัวบ้านอย่างนี้นะครับ ปัจจุบันนี้ท่านชะโงกดูออกไปจาก หน้าต่างไหนก็ตามก็จะเห็นตึกที่ไม่มีกันสาด ไม่มีมาตรการใด ๆ ที่จะจัดการกับ สภาพแวดล้อมของไทย แถมแทบทุกตึกที่สร้างกันในทุกวันนี้ต้องปรับอากาศ ท่านครับ ปรับอากาศมันแปลว่าอะไร ทําให้ข้างในเย็น แต่ว่าความร้อนที่ดูดออกไปพ่นไปสู่ภายนอก ให้เป็นทุกข์แก่คนที่อยู่ภายนอกต่อไปนะครับ เรื่องอย่างนี้เราสนใจที่จะมาศึกษาเพื่อ การปฏิรูปหาคําตอบที่ดีกว่านี้ต่อไป

สุดท้ายครับ ทางด้านการพัฒนาศิลปะ มีอีกประเด็นหนึ่งครับที่จะต้อง เรียนพูด ก็คือว่าการศึกษาฝึกหัดทางศิลปะไทยขณะนี้กําลังมีปัญหาอยู่หน่อยหนึ่งก็คือ โครงสร้างของสถาบันที่จะทําการเรียนการสอนยังเป็นอุปสรรค โรงเรียนทางด้านศิลปะ ไทยเดิมแท้ ๆ มีอยู่ตั้ง ๑๕ แหล่งในประเทศ แต่ว่าโครงสร้างของเขายังไปไม่ถึง การบริหาร ของเขายังไปไม่ถึง มีบางส่วนที่คล้าย ๆ กับที่ได้รับฟังทางด้านการกีฬามาแล้ว เวลานี้ เขาสอนกันไปได้ถึงแค่อนุปริญญา ยังไปไม่ถึงปริญญา แล้วคนที่จบในระดับนี้ไม่มีสิทธิ ที่จะเป็นครูให้มีเกียรติภูมินะครับ ดังนั้นผมก็ขอเรียนว่าที่เรียนมาทั้งหมดนี้ก็คือในสัดส่วนที่เป็นของศิลปะ ผมขอยุติการรายงาน ในส่วนของผมเท่านี้ แล้วก็จะขอเรียนเชิญให้คุณบวรเวทได้กรุณาชี้แจงต่อไปทางด้านวัฒนธรรม กับศาสนาครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ