สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวคิดและใช้นวัตกรรมเพื่อการแข่งขันในระดับโลก พร้อมเสนอแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยผสมผสานความหลากหลายทางชีวภาพกับเทคโนโลยีเพื่อใช้ในภาคต่าง ๆ และส่งเสริมการสร้างสรรค์ในสิ่งต่าง ๆ เช่น การออกแบบ ภาพยนตร์ และดนตรี นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัล และเร่งดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการปรับปรุงบริการและระบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัย

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. เลขที่ ๙๙ ขอเวลาท่านประธาน ที่จะพยายามพูดให้สั้นที่สุดเพราะว่าเวลาไม่มี ท่านฟังผมไม่รู้เรื่องก็ไปอ่านที่แจกไปนะครับ สิ่งที่จะเรียนให้ทราบเพราะว่าชื่อแหม่ง ๆ เศรษฐกิจกระแสใหม่ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร แต่มาจากที่เราบอกว่าเราจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของเราจากเรื่องของการแข่งขัน โดยใช้ประสิทธิภาพของการผลิตไปเป็นการแข่งขันโดยใช้นวัตกรรมและความคิด ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งซึ่งเราจําเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดของเราแทนที่จะแข่งขันกันด้วย การผลิต เดี๋ยวนี้ค่าแรงงานเราก็สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นต้องเปลี่ยนไปใช้นวัตกรรมของเรามาก ยิ่งขึ้น ต่อไปนะครับ จะเห็นได้ว่านโยบายอุตสาหกรรมของคณะรัฐมนตรีที่มีการพูดกันเกือบจะ ทุกอุตสาหกรรมที่เขียนไว้บนนี้ต้องใช้นวัตกรรมทั้งสิ้น เพราะว่าเปลี่ยนชื่อหมดเช่นว่าเกษตร ก็บอกว่าเกษตรเชิงประสิทธิภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเขาบอกว่าอุตสาหกรรม ดิจิทัล (Digital Industry) หรือว่าอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพก็เป็นเรื่องซึ่งเรา มีความถนัด แต่ว่าไม่ได้ถูกโปรโมต (Promote) ให้ดีพอสมควร เพราะฉะนั้นโดยสรุปในส่วนนี้ ก็หมายความว่าถ้าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าก็ต้องเป็นการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม แล้วก็ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการบริหารจัดการทั้งภาคประชาชนแล้วก็ภาคธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพ ให้สามารถแข่งขันกับโลก แข่งขันกับเออีซี (AEC) ให้ได้ในช่วงระยะเวลา ต่อไป ในเรื่องที่จะทํามีอยู่ ๔ เรื่องกับ ๑ ครอสคัตติง อิสชู (Cross cutting issue) ๔ เรื่องที่จะทําก็คือเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งอันนี้ผมคงไม่ต้องอธิบาย เพราะว่าทุกคนก็ทราบอยู่ดีแล้วและเมื่อวานนี้ตารางที่แจกก็เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แล้วรัฐบาลก็ทําเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว

ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการลงทุนทางสังคม ซึ่งอันนี้แม้จะไม่ปรากฏในนโยบาย รัฐบาลแต่รัฐบาลก็ได้เสนอกฎหมายไปแล้ว แล้วก็มีการเริ่มดําเนินการ ขณะนี้เท่าที่ทราบ กฎหมายอยู่ที่กฤษฎีกา

ส่วนที่ ๓ คือเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งเป็นหลักการที่หลายประเทศได้ดําเนินการ ไปแล้ว คือพยายามใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของเราผสมกับเรื่องของเทคโนโลยีแล้วก็ ไปใช้ในภาคต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายเล็กน้อยนะครับ

อันสุดท้าย ก็คือเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ คือการใช้ทุนในทางวัฒนธรรม ของเรา เกิดการสร้างสรรค์ในสิ่งต่าง ๆ เช่น การออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรีต่าง ๆ ที่มีการพูดกัน เมื่อเช้านี้ให้เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจให้ได้

ในแง่ของเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) มีเป้าหมายชัด ๆ ก็คือว่าเนื่องจากโลกนี้เปลี่ยนเป็นโลกดิจิทัล (Digital) แล้ว เราไม่ไปทําอะไรก็ตกรถเศรษฐกิจ เจ๊งทั้งประเทศ เพราะว่าตามเขาไม่ทัน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นภาคบังคับ ซึ่งตรงกับนโยบาย ของรัฐบาล สิ่งซึ่งน่าสนใจก็คือว่าขณะนี้ทางภาคธุรกิจไปไกลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอนเนกทิวิตี (Connectivity) หรือว่าความเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของมาตรฐาน ซึ่งกําลังพัฒนากันอยู่ หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอินเวสต์เมนต์ (Investment) หรือการลงทุน ก็เห็นกันอยู่เมื่อ ๒-๓ วัน แต่ว่าปัญหาของเราขณะนี้ก็คือว่าทางภาคราชการต้องพยายาม ขับเคลื่อนให้ได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของระยะเวลาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เราจึงแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ระยะที่ ๑ ที่ต้องเร่งมากที่สุดก็คือเรื่องของการใช้ข้อมูลเปิดภาครัฐ อย่างเป็นรูปธรรม ฟังแล้วไม่รู้เรื่องนะครับ แต่ที่อธิบายก็คือว่าอย่างกระทรวงการต่างประเทศ เวลาท่านจะถือพาสปอร์ต (Passport) ท่านจะเอาพาสปอร์ต (Passport) นี้ท่านเอา บัตรประจําตัวประชาชนใบเดียวไม่ต้องเอาอย่างอื่นไปเขาก็ออกพาสปอร์ต (Passport) ให้ท่านได้ ทําไมเวลาขออย่างอื่นต้องเอาใบสําเนาทะเบียนบ้าน ใบสมรส ใบบวชอะไรต่าง ๆ ไปด้วย ทําไมต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจะเร่งให้มีบริการเหล่านี้ให้มากที่สุดภายใน ๕ เดือน ๑๘ เดือน อันนี้คือไพรออริตี (Priority) ที่ ๑ อันที่ ๒ กฎหมายที่ติดกับอยู่ขณะนี้มี ๑๐ ฉบับพลัส (Plus) พลัส (Plus) จะมีเรื่องบางเรื่องที่เราอาจจะคิดว่าจะต้องเร่งดําเนินการ ก็คือเรื่องการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) แล้วที่สําคัญ อีกส่วนหนึ่งก็คือการรักษาความลับ ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาเรื่องไซเบอร์ไคลม์ (Cyber crime) หรือว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber) ซึ่งเป็นปัญหาหลักของเราในขณะนี้ นอกจากนั้น ในระยะต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการปรับปรุงระเบียบต่าง ๆ แล้วก็จัดทําแผนเพื่อเข้า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อความยั่งยืนต่อไป

ส่วนที่ ๒ คือเป้าหมายเรื่องของเศรษฐกิจ ที่เรียกว่าโซเชียลอีโคโนมี (Social economy) ซึ่งเป็นกลไกหรือเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งซึ่งรัฐบาลให้ความสนใจ แต่ว่าอาจจะ ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายที่แจกเมื่อวานนี้ แต่ว่าสิ่งที่อยากจะทํากันในขณะนี้ก็คือว่าต้องการ ให้มีพื้นที่ที่จะให้ภาคเอกชน หรือว่าภาคประชาสังคมได้ลงทุนเพื่อสังคม คําว่า ลงทุนเพื่อสังคม ก็หมายความว่าพอได้กําไรแล้วไม่ต้องมาแบ่งกัน พอได้กําไรแล้วเอากําไรนั้นคืนไปที่สังคมเสีย ส่วนใหญ่ เช่น การทําพรินติงเฮาส์ (Printing house) หรือว่าบริการที่จะพิมพ์หนังสือให้กับเด็ก หรือบริการให้องค์ความรู้กับเด็กเหล่านี้ เป็นต้น ถ้าจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้วโดยปกติบริษัท ก็จะมีดิวิเดนด์ (Dividend) วันนี้ไม่ให้มี ขณะนี้มีคนสมัครอยู่เป็นจํานวนมากแล้ว อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของกระทรวงการคลัง ส่วนกฎหมายที่ผมเรียนไปแล้วก็คือกฎหมายอยู่ที่กฤษฎีกา ในหน้าต่อไปที่เกี่ยวเนื่องกับแผนจะเห็นได้ว่ากฎหมายที่กําลังทําอยู่นี้แล้วคิดว่าจะผลักดัน ภายใน ๑๘ เดือน ก็คือร่างกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ซึ่งอันนี้ เราคิดว่าถ้าคลอดออกมา แพลตฟอร์ม (Platform) หรือพื้นที่ที่ให้เอกชนหรือประชาสังคม ลงทุนเพื่อสังคมจะมีมาก แล้วก็เป็นนวัตกรรมในทางเศรษฐกิจใหม่อันหนึ่งนะครับ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพ เรื่องนี้หลายประเทศที่เจริญแล้ว มีการเสนอเข้าสภาไปเยอะแล้ว ไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นประเทศในยุโรป หรือประเทศใกล้เคียงกันเช่นประเทศมาเลเซีย เป้าหมายก็คือเอาทุนทางธรรมชาติมาปรับเป็น การผลักดันในเชิงเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องปรับเช่นไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เหล่านี้เป็นต้น ไม่ได้พูดเรื่องจีเอ็มโอ (GMOs) พูดเรื่องไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สามารถจะทําได้โดยมีการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพ คือต้นทุนของเราที่มีมากทีเดียวเข้ามาร่วมกับนวัตกรรม แล้วก็ช่วยกันแก้ไขปัญหา ของประเทศให้มีนวัตกรรมของตัวเองเป็นพื้นฐานในการผลิตของเรา ซึ่งทางด้านไบโอโลจี (Biology) นี้ก็เกี่ยวพันกับหลายอย่าง เช่น อาหาร อาหารเสริม การแพทย์ สิ่งที่เรียกว่าเวลล์เนส (Wellness) ทั้งหลาย หรือแม้แต่พลังงาน

- ๖๗/๑   ซึ่งเราก็มีปัญหาร้องเรียนแล้วก็เดินขบวนกันอยู่ในขณะนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของนโยบาย อีกนโยบายหนึ่ง ซึ่งวิธีการเนื่องจากเป็นเรื่องที่มีใหม่ เรื่องที่มาใหม่ ในระยะ ๖ เดือนแรก เราก็คงจะทําการดูแลเรื่องโครงสร้างต่าง ๆ เพราะมีหลายคนทํา ทุกกระทรวงมีหมดแต่ว่า ยังไม่ค่อยไปถึงไหน

ส่วนที่ ๒ ก็คือใน ๑๘ เดือนนี้เราจะพยายามที่จะเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้กับ เกษตรกรให้มากที่สุดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปีหน้าไม่มีน้ํานะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็น เครื่องพิสูจน์อันหนึ่งที่จะให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําได้ ตรงนี้ ก็เป็นงานซึ่งเราคิดว่าจะทําในช่วงระยะเวลาอันสั้น

อันสุดท้ายก็คือเรื่องของเป้าหมายเศรษฐกิจที่เรียกว่าครีเอทีฟ (Creative) หรือคัลเจอรัลอีโคโนมี (Cultural economy) เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ได้ปรากฏ อยู่ในนโยบายรัฐบาล แต่ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน แต่การดําเนินงานนี่แทบจะไม่มีดําเนินการตามเป้าหมายเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทําก็คือว่า เราต้องพยายามที่จะสนับสนุนนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกิดจากทุนทางสังคมของเราคือความคิด ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ เราก็ออกแบบเครื่องแต่งตัวเป็นรถตุ๊กตุ๊ก จนกระทั่งได้รางวัลไปแล้วเมื่อคืนวานนี้ แล้วก็มีอีกหลายอย่างที่คนไทยเก่งนะครับ มีเรื่องดนตรี มีเรื่องอะไรต่าง ๆ เห็นได้อย่างดีอย่างเกาหลีมีนวัตกรรมทางด้านนี้สูงมาก ผมตั้ง ๆ เต้นรํา ยอกแยก ร้องเพลงเกาหลี แล้วก็มีใครต่อใครที่ทําครัวเก่ง ๆ เยอะแยะเหล่านี้ซึ่งเป็นวัฒนธรรม ที่เขาส่งออกได้ อันนี้ก็เป็นเป้าหมายของเราในการที่จะดําเนินการภายในระยะเวลาอันสั้น ก็จะมีการพิจารณาเรื่องกรอบรายละเอียด มีการปรับปรุงองค์กร และที่สําคัญก็คือว่าเราจะ จัดพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่สร้างสรรค์นี่อธิบายนิดหนึ่งก็คือว่าเดี๋ยวนี้การออกแบบเขาใช้เทคโนโลยี ถ้าพื้นที่เหล่านั้นมีพื้นที่ที่จะทําให้อินเทอร์เน็ต (Internet) เร็วมาก คนก็จะไปรวมตัวกันที่นั่น หรือมีลักษณะการที่ทําให้เกิดบรรยากาศในการออกแบบหรือการสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ หลายประเทศมีนะครับ ผมไม่มีเวลาจะอธิบาย

ข้อสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ก็คือว่าเรื่องของเรามันมีครอสคัตติง อิสชู (Cross cutting issue) อยู่หลายเรื่องก็คือต้องไปปรึกษาคนอื่น จะเห็นได้ว่าการผลักดัน นวัตกรรมมันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว เพราะว่าเทคโนโลยีบางประเภทได้ผลในทางเศรษฐกิจเร็ว แต่บางประเภทอย่างแพทย์นี่เป็น ๑๕ ปี เพราะฉะนั้นกลไกในการที่จะผลักดันสิ่งเหล่านี้ ต้องคุยกับกระทรวงการคลัง คุยกับหลายฝ่ายใหม่ว่าจะทําอย่างไร

อันที่ ๒ ก็คือการพัฒนากฎหมาย แล้วก็ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของเรา เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงนะครับ เพราะว่าขณะนี้เวียดนามแซงหน้าเราไปเยอะแล้วในเรื่อง ของการจดทะเบียนไอพี (IP) แล้วก็การมีลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรต่าง ๆ

อันที่ ๓ ก็คือเรื่องการรับรองคุณภาพสินค้า ซึ่งขณะนี้มีหลายรายการเหลือเกิน หลายกระทรวง เราจะจัดการมันอย่างไร

และอันสุดท้ายที่ควรจะต้องพูดกันทางด้านการศึกษาก็คือเรื่องของการพัฒนาคน จะเห็นได้ว่าเอนทรีพรีเนอร์ (Entrepreneur) ของเราส่วนหนึ่งขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่นักวิทยาศาสตร์หรือเอนจิเนียร์ (Engineer) ก็ขาดความรู้ที่เป็นเอนทรีพรีเนอร์ (Entrepreneur) เราจะทําอย่างไรให้มีการผสมผสานระหว่างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้อง พิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ ผมคงมีแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน