เลิศรัตน์ รัตนวานิช พูดถึงปัญหาการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาที่อาศัยพื้นฐานของสมรรถนะ และให้นักเรียนสามารถทํางานได้หลังจากจบการศึกษา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ แสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการศึกษาได้ชี้แจง ต่อที่ประชุม ซึ่งก็ครอบคลุมในหลาย ๆ เรื่องทั้งที่ได้ชี้แจงแล้ว ทั้งบางส่วนที่เตรียมการไว้ และคณะนี้ก็มีทหารมาก ๑๑ ท่าน จาก ๒๑ ท่าน ผมก็เลยอยากให้กําลังใจน้อง ๆ ทหาร พี่ ๆ ทหารที่อยู่ในคณะนี้ ประเด็นที่ผมจะขอเรียนด้วยเวลาอันจํากัดคงจะขอพูดเรื่องของ การศึกษาในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในปัจจุบันนี้ เรากําลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเคลื่อนไหวของแรงงานระหว่างประเทศ ถ้าเราไม่เท่าทันเขาก็จะถูกเขามาแย่งงานไปหมด เพราะฉะนั้นการพัฒนาแรงงานที่จะรองรับ การเข้าสู่เออีซี (AEC) จึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ และปัญหาเรื่องการสร้างนักเรียนอาชีวะ ของเราให้เขาไปทํางานได้อย่างถูกที่ถูกทาง อย่างเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในที่ทํางาน ในโรงงานต่าง ๆ นั้นก็เป็นปัญหาใหญ่ ผมได้เคยไปสัมมนาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ในที่ประชุมสัมมนากับเครือข่ายอาชีวศึกษาทั้งจากกระทรวงและจากภาคอุตสาหกรรม ก็มีความเห็นตรงกันในหลาย ๆ เรื่องว่าปัญหาอาชีวศึกษาเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องการ ความร่วมมือ อย่างที่ท่านประธานท่านบอกว่าถ้า ๗๐ ล้านคน ร่วมมือทุกอย่างไปโลด อันนี้ก็ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งการปรับปรุงหลักสูตร ทั้งเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรมเอง ผมเคยไปดูงานเรื่องอาชีวศึกษาในต่างประเทศก็ไปเห็นนักศึกษา อยู่ตามโรงงานต่าง ๆ ซึ่งโรงงานในต่างประเทศเขาก็มีแนวคิดแบบที่เราคิดอยู่นี้ละครับ เขาก็รับคนเข้าไปทํางานยิ่งประเทศเยอรมนีอย่างนี้ เพราะนักศึกษาก็จะเรียนอยู่ที่วิทยาลัย ประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็เรียนบายดูอิง (By doing) ก็คือไปทํางานอยู่ที่โรงงานเลย หลังจากที่รับการอบรม เพราะฉะนั้นเมื่อจบก็ยังมีงานทําอีกก็จะได้กลับไปทํางาน อย่างน้อยก็มีทางเลือกจากโรงงานที่เราไปทํางานอยู่ เพราะฉะนั้นความร่วมมือของ ภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นเรื่องที่สําคัญ วันนี้เราจะมาสอนนักเรียนอาชีวะแบบสอนหนังสือ ในโรงเรียนธรรมดาคงไม่ได้ เราคงต้องสอนให้เขาสามารถที่จะไปทํางานในโรงงาน หรือในที่ทํางานได้ทันทีเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าทุกท่านตระหนักดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทางคณะได้เตรียมไว้ผมก็เพียงแต่เสริมเผื่อจะนําไปเป็นแนวคิด หรือไปเป็น ควิกวิน (Quick win) ปัจจุบันนี้ในเรื่องของคอมพีเทนซี เบส เคอร์ริคูลัม (Competency based curriculum) ก็คือหลักสูตรที่จัดทําขึ้นบนพื้นฐานของสมรรถนะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่า มีความสําคัญยิ่ง เราได้จัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา ทํากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ ทํามาตรฐานอาชีพควบคู่กับที่ทางกระทรวงแรงงานก็มีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็สร้าง มาตรฐานอาชีพขึ้น วันนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้ส่งมอบวิชาชีพต่าง ๆ สมรรถนะต่าง ๆ ที่ได้พัฒนาแล้วให้กับ กระทรวงศึกษาธิการ ให้กับสํานักงานอาชีวศึกษาไปแล้ว ๒๒ อาชีพ เพื่อให้ไปพัฒนา เป็นหลักสูตรในการสอนนักเรียน ซึ่งเมื่อจบออกมาแล้วก็จะได้สามารถที่จะไปทํางานได้เลย มีความเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นก็จึงฝากเรียนว่าอันนี้น่าจะเป็นควิกวิน (Quick win) อันหนึ่งได้ ที่จะไปส่งเสริมหรือสานต่อให้ทางสถาบันหรือสํานักงานอาชีวศึกษาดําเนินการในการพัฒนา หลักสูตรให้เป็นหลักสูตรที่อาศัยพื้นฐานของสมรรถนะ เมื่อจบแล้วก็ได้รับทั้งใบประกอบ ของคุณวุฒิวิชาชีพ หรือมาตรฐานอาชีพ แล้วก็ประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยนั้น ๆ แล้วก็ สามารถเข้าทํางานได้เลย ความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม แน่นอนครับ เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญที่จะต้องทําให้เปิดกว้างได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญคือแรงจูงใจ ซึ่งผลสรุป จากการสัมมนาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนปีที่แล้วก็จะต้องมีแรงจูงใจในทุกภาคส่วน ทําอย่างไรให้นักเรียนและผู้ปกครองอยากจะให้ลูกไปเรียนที่อาชีวศึกษาเรียนแล้วมีความสุข ทําอย่างไรที่เราจะส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงจูงใจ เช่นมีแทกซ์เบเนฟิต (Tax benefit) มีการให้ภาษีเขา ลดภาษีบ้างอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นแรงจูงใจเป็นเรื่อง ที่จะต้องช่วยกันคิดที่จะทําให้การพัฒนาหลักสูตรที่อาศัยพื้นฐานของสมรรถนะแล้วก็ การเข้าไปทํางานจริงในโรงงานประสบความสําเร็จครับ ขอบพระคุณครับ