สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘

ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ หมายถึงการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนประเทศและสร้างบุคลากรและนวัตกรรม

นายธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ และท่านผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสมาชิกสภา สปท. ทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ขอนําเสนอเป็นคนสุดท้าย ในประเด็น ของการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม เรื่องนี้เป็นข้อมูลที่นํามาจากการศึกษาของ สปช. และประกอบกับการปรึกษาหารือในกลุ่ม ของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม โดยเหตุผลนี้เรามีคณะกรรมาธิการที่ร่วมพิจารณาอยู่ ๔ ท่านด้วยกัน รวมทั้งตัวกระผมเอง คือนายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประยูร เชี่ยววัฒนา เรามีประเด็น การพิจารณาเพื่อคาดหวังในอนาคตตามวิสัยทัศน์ของชาติ ซึ่งได้วางไว้ว่าอีก ๒๐ ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไรทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จากนั้นในสไลด์ (Slide) ที่ผมนําเสนอ ก็จะเป็นเรื่องความคาดหวัง รวมทั้งพันธกิจ ซึ่งสไลด์ (Slide) ที่สําคัญก็คงอยู่ในแผ่นที่ ๒ กับแผ่นที่ ๑๑ และแผ่นที่ ๑๒ อย่างไรก็ตามในระหว่างทางผมจะพยายามอธิบาย อย่างรวดเร็วว่าอะไรเป็นอะไรด้วยนะครับ ผลที่คาดหวังก็คือว่า

ข้อที่ ๑ มีนวัตกรรมรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศไทย เป็นประเทศกลุ่มโลกที่ ๑ ในปี ๒๕๗๕

ข้อที่ ๒ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีสามารถกําหนดนโยบายเพื่อพัฒนา ประเทศบนฐานนวัตกรรม ในการแก้ปัญหาของประชาชน ชุมชน และภาคธุรกิจแบบองค์ รวมได้ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล

ข้อที่ ๓ มีระบบการวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่เป็นสากล มีเอกภาพ ในการสร้างนวัตกรรมความหลากหลายทางชีวภาพของเรานั้นมีมาก สิ่งเหล่านี้จะมา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีผลงานระดับนานาชาติและมีสิทธิบัตร

ข้อที่ ๔ มีระบบการผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และในระดับปริญญาโท ปริญญาเอกแบบสากล เพื่อรองรับการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาขึ้นมาจนถึง ระดับมหาวิทยาลัย ผ่านระบบการผลิตในระดับบัณฑิตศึกษา

ข้อ ๕ มีระบบความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมระหว่างกระทรวง องค์กร วิจัยระดับต่าง ๆ ของรัฐที่เป็นองค์กรอิสระ แต่ว่ามีความร่วมมือกับระบบอุดมศึกษาขั้นสูง ทั้งในและต่างประเทศ

ข้อ ๖ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้งบประมาณแผ่นดิน ถ้าหากว่าไปอย่างรวดเร็วก็แผ่นที่ ๑๑ แผ่นที่ ๑๑ เป็นเรื่องของพันธกิจของคณะกรรมาธิการ ในชุดคณะอนุกรรมาธิการที่ผมมารับผิดชอบร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งจะแต่งตั้งอนุกรรมาธิการ ขึ้นมาเพิ่มอีกให้ครบ ๑๕ คน เราคาดหวังว่าระบบการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรมจะทําให้เรามีพันธกิจในเรื่องการใช้งบประมาณและการสั่งการ จากนายกรัฐมนตรีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ๒. สร้างบุคลากรมารองรับการศึกษาอย่างเป็นระบบ และครบทุกช่วงชั้นการศึกษา อันนี้ก็เป็นการสร้างบุคลากรทั้งการวิจัย และเป็นบุคลากร ด้านเป็นครู ๓. การสร้างนวัตกรรมเพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจขับเคลื่อนประเทศเป็นความคาดหวัง ในช่วง ๒๐ ปีที่จะเดินไปข้างหน้า รูปแบบนี้ก็เป็นการพัฒนาบุคลากรบัณฑิตศึกษา ซึ่งต้อง อาศัยสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นสูงทั้งประเทศ รวมทั้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและองค์กรอิสระ ถ้าดูสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑๒ การขับเคลื่อน เพื่อปฏิรูป อันนี้จะมีผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายก็คือเราคาดหวังว่าในช่วง ๑ ปี หรือปีกว่า ๆ น่าจะมีการออกพระราชบัญญัติกํากับให้มีอํานาจ ให้คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งการให้การทํางานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีความร่วมมือ กันในการสร้างบุคลากรและการสร้างนวัตกรรมไปพร้อม ๆ กัน ข้อ ๒ สามารถที่จะใช้คําสั่ง หรือ คสช. เพื่อปรับหลักสูตรในการผลิตครู อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์เพื่อรองรับการเรียน การสอนในระบบทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ชั้นระดับประถมศึกษาขึ้นมาจนถึงมหาวิทยาลัย ข้อ ๓ กําหนดประเด็น เพื่อสร้างนวัตกรรมที่รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากร ของประเทศ อันนี้ก็ทราบดีว่าไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) และปัจจัยด้านอื่น ๆ ทางด้านความมั่นคงหรือพลังงานก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในเรื่องข้อ ๓ นี้ ๔. การกํากับสั่งการ ให้มีความร่วมมือระหว่างสถาบัน มหาวิทยาลัย องค์กรวิจัยของกระทรวงและองค์กรอิสระ อันนี้เป็นความคาดหวังว่าผลงานที่จะออกมาในช่วงปีกว่า ๆ น่าจะเป็นลักษณะดังกล่าว อย่างไรก็ตามยังมีเวลาอยู่ ผมอยากจะเรียนว่าปัญหาของประเทศไทยในเรื่องของนวัตกรรม ซึ่งสร้างขึ้นมาจากผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัด อยู่ในการศึกษาของ สปช. ประเด็นก็เช่นการที่ไม่มีความร่วมมือกันระหว่างกรม กองต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ เราจะทราบดีว่าประเด็นปัญหานั้นถูกรับทราบมาผ่านกระทรวง ทบวง กรม แต่พอการวิจัยต่าง ๆ มักจะถูกมีการพูดกันในเชิงเหน็บแนมว่าเป็นการวิจัยเพื่อขึ้นหิ้ง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีไม่ได้รองรับการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยมีการเทิร์นคีย์ (Turnkey) มาตลอด ๑๐๐ กว่าปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นเชิงลึกก็มีบางจุด บางส่วน ถ้าหากว่าดูสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๖ พวกเราก็จะทราบดีว่า ทุกท่านผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือเรียนขั้นสูงกันมาในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก หรือได้ปริญญาเอกขั้นสูง ในนวัตกรรมด้านนี้จะเห็นว่าเป็นผลพวงจากการศึกษา สถาบันคาร์เนกีของสหรัฐอเมริกาก็จะแนะนําว่าการพัฒนาประเทศบนฐานนวัตกรรมนั้น ต้องอาศัยระดับปริญญาเอกหรือขั้นสูงขึ้นไปนะครับ เป็นแอดวานซิง โนว์เลดจ์ ทู เดอะ นิว ฟรอนเทียร์ ออฟ ไซเอินซ์ (Advancing knowledge to the new frontier of science) เป็นต้น ต้องขออภัยที่พูดภาษาอังกฤษนะครับ ปริญญากิตติมศักดิ์เล่มใหญ่ ปริญญาเอก ด้านอะคาเดมิกส์ (Academics) หรือโพรเฟส (Profess) ปัญญาทางวิชาชีพ เป็นเรื่องที่ เป็นการสร้างผลงานวิจัยผ่านดุษฎีนิพนธ์และผ่านวิทยานิพนธ์ขึ้นมาทั้งนั้น สิ่งนี้เป็นระดับ ที่เป็นการสร้างผลงาน แต่ว่ามีระบบที่รองรับชัดเจนของระบบการศึกษา จากนั้นถ้าหากว่า ผมจะขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งก็คือว่าในกระบวนการคิดของทางด้านวิทยาศาสตร์ เราจะเข้าใจว่าในสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๗ เป็นเรื่องของการเข้าใจวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ ตามที่นาซา (NASA) ได้วางระบบเอาไว้ เราจะพบว่าเราไปสํารวจต่างโลก ต่างดาว หรือพบดาวเคราะห์เป็นล้าน ๆ ดวงในปัจจุบัน ส่งวอยเอเจอร์ (Voyager) ออกไป ๑ ถึง ๒ ส่งไปแล้ว ๒ ดวง เป็น ๑๐ กับ ๒๐ ปี ส่งข้อความบันทึกสั่งการไป ๑๒ ชั่วโมงกว่าจะถึงกันนะครับ ไปกลับก็วันหนึ่งพอดี เราพบว่านี่คือระดับของไซเอินซ์ (Science) ระดับเทอร์รา (Terra) แล้วก็เมกา (Mega) เป็นดวงดาวต่าง ๆ แล้วก็แมคโคร (Macro) ซึ่งเป็นโลกเรา ฉะนั้นรายงานรายละเอียด ในหน้านี้จะเป็นการบอกว่าระดับของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมันเป็นเรื่องที่ต้องทํา ความเข้าใจกันให้ชัดเจน แล้วก็สุดท้ายคือเรารู้จักอะตอม (Atom) รู้จักพาร์ทิเคิล (Particle) มารู้จักฮิกส์โบซอน (Higgs boson) รู้จักเซิร์น (Cern) อันนี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์ขั้นลึกมาก ที่จบสิ้นตามความคิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ถามว่าพลังงานในสเปซ แอนด์ ไทม์ (Space and time) เวลาและช่วงต่าง ๆ มันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เฟมโตเทคโนโลยี (Femto technology) แต่เราก็ยังไม่เข้าใจกัน สังคม การเรียนรู้ต้องเข้าใจว่าเราพูดนาโน (Nano) กันทุกวันนี้มันเป็นเรื่องระดับไหน มันเป็นเรื่องแค่ระดับของการที่โครโมโซม (Chromosome) หรือยีน (Gene) ที่ถูกกํากับโดยสารประกอบ ๔ ชนิด หรือ ๕ ชนิด เท่านั้นเองที่มากํากับลักษณะพันธุกรรม ด้วยเหตุนี้จึงทําให้เกิดการสับสนโดยการเข้าใจว่า จีเอ็มโอ (GMOs) มันคืออะไรกันแน่ ทําให้คนไม่เข้าใจ แต่ถ้าหากเรียนรู้ถึงไซโคไซเอินซ์ (Psycho science) ก็จะรู้ว่าจีเอ็มโอ (GMOs) เป็นแค่การเรียงตัวของธาตุมาเป็นโมเลกุล แล้วจากโมเลกุลก็มากํากับให้เกิดผิวสี ให้เกิดหน้าตา บุคลิก ท่าทาง เราจะกินอะไรเข้าไป เราก็ไม่สามารถที่จะทําให้เราเป็นสิ่งนั้นได้ ความคิดอย่างสตาร์วอร์ส (Star wars) จนเห็นรูปแบบต่าง ๆ ของคนแปลก ๆ นั้นมันไม่ได้เกิดในสิ่งมีชีวิตอย่างพวกที่มียีน (Gene) ตามกฎของเมนเดลนะครับ อย่างไรก็ตามในบริบทของการทํางานของประเทศไทยที่ผ่านมา เรามีมหาวิทยาลัย สไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๙ ก็จะเป็นการสื่อสาร ๘-๙ สื่อสารในภาพรวมว่า ความร่วมมือตรงนี้มันไม่เกิดในประเทศไทย แต่ถ้าหากว่าเราสามารถกํากับตรงนี้ได้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงาน กรม กอง ทบวง รับผิดชอบปัญหาของประเทศแล้วก็นํามา ศึกษาร่วมกันเป็นพรอเบลมเบส (Problem based) ก็จะทําให้ความร่วมมือตรงนี้เกิดขึ้น เป็นระบบในระดับบัณฑิตศึกษาที่สามารถผลิตปริญญาเอกหรือดอกเตอร์ทางด้านวิชาชีพ วิชาการก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ในเวลาประมาณ ๒๐ ปีข้างหน้าถ้าระบบการสร้างนวัตกรรม แบบนี้ผ่านทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เราก็จะได้เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มโลกที่ ๑ ซึ่งมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามตัวอย่างที่ยกขึ้นมาหรือพูดกันเยอะก็คือว่าอเมริกา หรือทางยุโรป หรือทางเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่สร้างเศรษฐกิจบนฐาน นวัตกรรมทั้งสิ้น นวัตกรรมเหล่านี้ก็มาจากทรัพยากรที่อาจจะนําเข้า แต่ประเทศไทย เราไม่สามารถที่จะนําเข้านวัตกรรมมากกว่านี้ได้ การเทิร์นคีย์ (Turnkey) น่าจะต้องหยุด แต่ต้องผ่านกระบวนการการศึกษาค้นคว้า วิจัย และสร้างนวัตกรรมบนฐานวิทยาศาสตร์ และไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ส่วนคําอธิบายศัพท์นั้นเป็นของง่าย ๆ ที่ผมนํามาใช้ แต่ขอโทษที่เป็นภาษาอังกฤษจากต้นฉบับของเขานะครับ สรุปก็คือว่าการสร้างประเทศไทย ผ่านการขับเคลื่อนการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศ บนฐานเศรษฐกิจภาษาอังกฤษที่ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ พูดอยู่เสมอก็คือว่าเราเป็น อินโนเวชัน ไดร์เวน อีโคโนมี (Innovation driven economy) ก็เป็นทิศทางที่น่าจะ ทําให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวเองให้หลุดพ้นจากประเทศกลุ่มที่มีรายได้ขนาดกลาง หรือ มิดเดิลอินคัม แทรป (Middle-income trap) ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการฝ่ายการศึกษาทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็น กระผมขอจบการนําเสนอเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณทุกท่านครับ