กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการฝึกฝนเด็กไทยให้มีทักษะและความรู้ในหลายด้าน รวมถึงการให้เด็กไทยมีความสามารถในการคิดและรับผิดชอบตัวเอง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการพัฒนาคุณภาพครูและการสนับสนุนการวิจัย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ครูได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะในการสอน รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยไทย และยังหารือเรื่องการได้เรียนรู้ประสบการณ์จากผู้บริหารโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อไม่ต้องอาศัยทฤษฎีและได้รับคำแนะนำที่มีประสิทธิภาพ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ผมอยากจะขอมุมมองการปฏิรูปการศึกษาจากบริบทของประเทศไทย ว่าเป็นบริบทที่อยู่ในสภาวะถูกอยู่ในกับดักที่ภาษาอังกฤษใช้คําว่า มิดเดิลอินคัม แทรป (Middle-income trap) มัน ๒ เรื่องด้วยกันที่อยู่ในกับดัก คือในแง่ของเศรษฐกิจเราแข่งขัน กับโลกชักจะไม่ค่อยได้แล้วก็ถดถอย ในขณะเดียวเราก็อยู่ในกับดักแห่งการเมือง ของอํานาจนิยมกับการอยากที่จะมีสังคมประชาธิปไตยที่มีการเคารพกฎหมาย เพราะฉะนั้น ภายใต้บริบทของกับดักอันนี้ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองนั้น เราจะต้องเพียรพยายามในการ ที่จะให้หลุดพ้นออกไปได้ แล้วก็เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งว่าเราจะฝึกคน ฝึกเด็ก แล้วก็ฝึกพนักงานต่าง ๆ ของเรานั้นให้มีทักษะทั้งในแง่การทํามาหากิน แล้วก็การที่จะ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างนี้ได้เราก็ต้องเตรียมคน แล้วก็ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจนั้นผมก็อยากจะขอนําเป้าหมายของดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แล้วก็อยากจะนําพาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจ เช่น โรบอติกส์ (Robotics) หุ่นยนต์ ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) คงไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทยนะครับ เรื่องของการบิน เอวิเอชัน (Aviation) เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital technology) แล้วก็เรื่องการแพทย์ การสาธารณสุข แล้วก็การมีชีวิตสุขสําราญ ที่เรียกว่าเวลล์เนส (Wellness) นี่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลนี้ ของ คสช. ของ ครม. เพราะฉะนั้น เราจะปฏิรูปเราก็ต้องเตรียมคนที่จะให้ประเทศไทยสามารถที่จะดําเนินการตามเป้าหมาย เศรษฐกิจอันนี้ แล้วก็ทิ้งอุตสาหกรรมเก่า ๆ ที่เขาเรียกว่าเป็นซันเซ็ตอินดรัสตรี (Sunset industry) อันนั้นก็โยนไปให้ประเทศเพื่อนบ้านเวียดนามได้ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องพัฒนาเด็ก ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม แล้วก็รู้เรื่องประชาธิปไตยนอกเหนือจากมีทักษะ มีองค์ความรู้ ทางด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ๒ อย่างต้องควบคู่กันไป แล้วผมก็ค่อนข้าง จะเป็นห่วงคําว่าวินัยครับ ผมไม่อยากจะผลิตเด็กออกมาเป็นปลาซาร์ดีนอยู่ในกระป๋องแล้ว ต้องฟังแต่คําสั่งอย่างเดียว ผมอยากจะให้เด็กไทยคิดเป็น แล้วก็คิดที่จะรับผิดชอบตนเองเป็น อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ ก็ต้องบอกว่าวินัยกับการรู้ผิด รู้ชั่ว รู้ว่าจะต้องรับผิดชอบต่อตัวเองอย่างไร แล้วก็ในเรื่องของการเปิดกว้างต่อการเรียน ผมก็ดูเอกสารมาหมดว่าไม่มีเรื่องทัศนศึกษาเลย แต่ถ้าเผื่อไปเมืองจีน ไปประเทศญี่ปุ่น ไปเมืองนอก ก็จะเห็นว่าวันเสาร์วันอาทิตย์นั้น พิพิธภัณฑ์ โรงงานก็จะเต็มไปด้วยเด็ก เพราะว่าเขาจะพาเด็กมาให้ดู ได้เห็น มีทักษะ แล้วก็ได้รู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การศึกษานอกโรงเรียนเป็นสําคัญ รัฐบาลชุดนี้ ก็ได้บอกว่าเรียนให้น้อยลงแล้วให้มีความรู้นอกโรงเรียนมากขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าความรู้นอกโรงเรียน มากขึ้นนั้นใครรับผิดชอบ จะปล่อยให้ครูก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในการที่จะดําเนินการอย่างนี้ ผมคิดว่าน่าจะมีการพัฒนา ๓-๔ เรื่องไปพร้อม ๆ กัน
อันที่ ๑ คือจะต้องมีเป้าหมายในการที่จะยกระดับโรงเรียนทุกโรงเรียน ในประเทศไทยให้มีความทัดเทียมกันในเรื่องของคุณภาพของครู ของห้องน้ํา ของห้องแล็บ (Lab) สนามกีฬาต้องให้มีเพียงพอ ผมอ่านเอกสารในนี้ไม่มีครับ ขอเน้นว่าจะต้องให้ทุกโรงเรียน มีความทัดเทียมกัน แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ ไม่ต้องข้ามฟาก ทุกคนอยากจะไป โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ไปโรงเรียนสวนกุหลาบ ไม่ใช่ ต้องมีโรงเรียนสวนกุหลาบสี่มุมเมืองให้ได้ให้ทั่วถึง แล้วจะต้องมีโรงเรียนสวนกุหลาบ ทั่วประเทศให้ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง
อันที่ ๒ แน่นอนเราก็พูดกันในเอกสารนี้ว่าจะพัฒนาครู แต่ผมอยากจะทราบ เป้าหมายว่าจะผลิตครูให้ดีอีกกี่หมื่นคน แล้วก็รองรับเศรษฐกิจที่คุณสมคิดต้องการ หรือว่า ที่เราต้องการคือปฏิรูปจริยธรรมและองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย ในเอกสารก็ไม่ได้บอกว่า ครูจะต้องรู้วิชาประชาธิปไตยด้วย อันนี้ผมขอเน้นว่าจะต้องใส่เข้าไป เพราะว่าทาง คณะกรรมการปฏิรูปทางการเมือง ฝ่ายอนุกรรมการวัฒนธรรมทางการเมืองจะเน้นว่า ครูต้องรู้เรื่องประชาธิปไตย ต้องฝึกอบรมครูมาด้วยนะครับ แล้วก็การมีหลักสูตรนั้น ต้องเป็นหลักสูตรไม่ให้จํา ต้องเป็นหลักสูตรที่ให้คิดให้เป็น อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็กล้าที่จะ แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ว่ารับแต่คําสั่งอย่างเดียวแล้วก็กลัวอํานาจนิยม นอกเหนือจากนั้นแล้ว ทุกมหาวิทยาลัยจะต้องใช้งบประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการค้นคว้าวิจัย เพราะว่ามหาวิทยาลัยของไทยเรานี้ไม่ได้อยู่ในระดับอะไรของโลกเลยแม้กระทั่งเอเชีย อาจจะมีมหาวิทยาลัยมหิดลแห่งเดียวเท่านั้นเอง เพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสอน ไม่ใช่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการค้นคว้าวิจัย แล้วเราจะทําตามที่ดอกเตอร์สมคิด กับท่าน พลเอก ประยุทธ์ต้องการได้อย่างไรถ้าเผื่อไม่มีการค้นคว้าวิจัย แล้วในการนี้ ก็อยากจะให้มีการประสานงานระหว่างสภาวิจัยกับกองทุนส่งเสริมการวิจัย ต้องบูรณาการ แล้วก็กําหนดเงินให้แน่นอนว่าจะไปทางไหน อยากจะเสนอให้ทุกรัฐบาลวางงบประมาณไว้ อย่างน้อย ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อการค้นคว้าและวิจัย หรือที่เรียกว่าอาร์แอนด์ดี (R&D) อันนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง ในขณะเดียวกันก็จะต้องมาดูเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัย ของเอกชน ของรัฐต่าง ๆ ผมไม่ค่อยจะพอใจถ้าเผื่อมีมหาวิทยาลัยหลวงนี้ไปตั้งสาขาในต่างประเทศ แล้วก็ไปแย่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกับมหาวิทยาลัยราชมงคลทํามาหากิน ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเอกชนเขาก็เปิดขึ้นมาเพื่อจะรองรับความต้องการทางการศึกษา แล้วก็ต้อง มาแข่งกับมหาวิทยาลัยรัฐ ขอความกรุณาช่วยดูประเด็นนี้ด้วย แล้วก็มหาวิทยาลัยราชภัฏ กับมหาวิทยาลัยราชมงคลต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น แล้วถ้าเผื่อจะวิจัยถ้าไปอยู่ภาคใต้ก็ควรจะวิจัยเรื่องยางพารา เพื่อจะได้โยงกับสิ่งที่มีอยู่ในละแวก หรือว่าในภูมิภาค เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการการประสานงานเป็นเรื่องที่สําคัญ ทั้งฝ่ายรัฐบาลร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีว่าจะร่วมมือกันอย่างไร บรรดามหาวิทยาลัย ทั้งประเทศทั้งของหลวงและของเอกชนด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญเพื่อเราจะได้ขับเคลื่อน การพัฒนาระดับองค์ความรู้ของเยาวชนของเราแล้วก็ให้มีการวิจัยอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ
ส่วนประเด็นสุดท้าย เพราะผมเลยเวลามาแล้ว คราวที่แล้วในการรับฟัง ผู้แทนจากคณะกรรมาธิการของสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งที่แล้ว ผมก็ถามว่าแล้วที่คุณนั่งคิดกันมานี้ เคยไปหาแม่ชีที่โรงเรียนมาแตร์เดอีหรือเปล่า ทําไมถึงไม่ไปพบกับผู้บริหารโรงเรียนดี ๆ ของไทยที่ประสบความสําเร็จ ผมก็อยากจะฝากเป็นการบ้านด้วยครับ ไปหาแม่ชีที่ โรงเรียนมาแตร์เดอี โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ไปที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ไปที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ทําไมถึงจะไปไม่ได้ ก็ไปฟังจากคนที่เขาได้บริหารและประสบความสําเร็จมา เราจะได้ไม่ต้องมากไปด้วยทฤษฎี อันนี้ก็ไปพบกับคนที่มีประสบการณ์ และอาจจะ ให้คําแนะนําที่เป็นชิ้นเป็นอันได้ ขอขอบคุณครับ