สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘

อิศรา ศานติศาสน์ หารือเรื่องการปฏิรูปการศาสนา วัฒนธรรม และศาสนา โดยชี้ว่าปัญหาสังคมไทยเกิดจากความอ่อนแอในเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรม และขอให้สังคมไทยยึดมั่นในหลักศาสนาเพื่อความสันติ นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดเรื่องการฝึกอบรมเยาวชนให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การสร้างชาติไทย และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการดึงประวัติศาสตร์เหล่านี้ออกมาให้เยาวชนได้เรียนรู้

นายอิศรา ศานติศาสน์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมเองเรียนว่า ได้อ่านในแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม แล้วก็ชื่นชมครับ ผมลืมแนะนําตัวเองไปครับ ผม อิศรา ศานติศาสน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๙๑ ครับ ความชื่นชมนั้นผมมองที่ว่าเนื้อหาครอบคลุมประเด็นสําคัญ ๆ ค่อนข้างเยอะมากเลยนะครับ แล้วก็ผมสะท้อนให้เห็นหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาที่สังคมไทยเป็นห่วงเป็นใย วันนี้เราจะพบว่า ปัญหาสังคมในประเทศไทยเกิดขึ้นทั่วไป แล้วปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเกิดจาก ความอ่อนแอในเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรม เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เลือกศาสนา ไม่เลือกสถานที่ ผมมีข้อมูลข้อมูลหนึ่งที่อยากจะเรียนให้ที่ประชุมทราบนะครับ ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลที่ผมได้เห็นในรายงานวิจัยฉบับหนึ่งเมื่อสักเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว แล้วเห็นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ ๑๐ ปีมาแล้ว เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างกังวล แต่ว่าถ้าจะไปเอาข้อมูลนี้มาดู คงต้องใช้อํานาจระดับรัฐบาลมาเพราะตอนนั้นเป็นงานวิจัยก็จะว่าได้ ประเทศไทย เวลาทําบัตรประชาชนเราจะต้องแจ้ง แต่ว่ามันจะไม่ถูกบันทึกลงหน้าบัตรประชาชนว่า เรานับถือศาสนาอะไร เชื่อไหมครับว่าประชาชนชาวไทยที่แจ้งว่าตนนับถือศาสนาอะไรนั้น เมื่อครั้งล่าสุดประมาณเกือบ ๑๐ ปีมาแล้วนี่แจ้งว่านับถือศาสนาอะไรแค่ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ อีก ๕๓ เปอร์เซ็นต์ไม่แจ้งว่าศาสนาอะไร ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แย่ลงจากตัวเลขก่อนหน้านั้น ซึ่งตอนนั้นตัวเลขที่แจ้งศาสนานั้นมีมากกว่า ในจํานวนที่แจ้งศาสนามานั้นเท่าที่ผมพอจําได้ จะมีศาสนาพุทธอยู่ประมาณสัก ๔๓ เปอร์เซ็นต์ อิสลามอยู่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ความกังวลของผมก็คือว่าคนที่ไม่แจ้งศาสนานั้นเขาไม่เห็นความสําคัญของศาสนา หรือเพราะอะไร หรือว่าเขาไม่มีศาสนา อันนั้นประเด็นสําคัญมากครับ ผมได้ถามกับเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบเรื่องข้อมูล เขาก็บอกว่าเขาไม่กล้ารีพอร์ต (Report) ออกมาเพราะกลัว ถูกผู้หลักผู้ใหญ่เล่นงาน วันนี้ถ้าเราสามารถดูแลเรื่องนี้ให้ดีได้ ให้สังคมไทยอยู่ในหลักศาสนาได้ เราจะพบว่าสังคมไทยเราไม่ต้องกังวลอะไรเลย ผมจะชื่นใจมาก ยินดีมาก ถ้าพบว่าสังคมไทย ถ้าเป็นไทยพุทธก็อยู่ภายใต้หลักศีล ๕ คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธยึดมั่นในหลักศีล ๕ ถ้าเป็นมุสลิมก็ยึดมั่นในหลักปฏิบัติและหลักศรัทธาของอิสลาม ถ้าของคริสต์ก็นับถือยึดมั่นในหลักการของคริสต์นะครับ ในอดีตที่ผ่านมาผมเองเคยเรียนศาสนา ตอนประถมศึกษานะครับ ผมเรียนศาสนากับครูซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เพิ่งสึกออกมา ผมยัง จําชื่ออาจารย์ท่านได้ว่าท่านชื่ออาจารย์สมบูรณ์ การเรียนอันนั้นผมได้เรียนศาสนาพุทธ เยอะมาก แล้วก็ได้รู้ประวัติความเป็นมาของพระพุทธองค์นะครับ ได้รู้หลักศาสนา ผมเรียน แม้กระทั่งบทสวดนะครับตอนนั้น พอจบชั้นประถมศึกษามาเรียนมัธยมศึกษาคุณพ่อ ก็ส่งเข้าโรงเรียนคริสต์ ผมก็ไปนั่งท่องบทสวดของคริสต์ด้วยเพราะว่าตอนเข้าแถวตอนเช้า ผมได้พบว่าบทสวดของศาสนาคริสต์นี่ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์คล้ายกับคําคําหนึ่งของศาสนาอิสลาม ก็คือในนามของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเมตตากรุณาปราณีเสมอ ซึ่งของศาสนาคริสต์ก็เริ่มต้น ตอนเช้าคล้าย ๆ กันนะครับ ผมมองว่าตรงนั้นทําให้ผมอยู่ได้ในสังคมพหุวัฒนธรรม เพราะผมเข้าใจศาสนาพุทธ เข้าใจศาสนาคริสต์ มีเพื่อนเป็นซิกข์ เป็นฮินดูนะครับ ผมเอง บางครั้งผมก็อ่านคัมภีร์ของศาสนาอื่นอยู่ตลอดเวลานะครับ ในฐานะของมุสลิมผมจะอ่าน ทั้งคัมภีร์ของบาไฮ คัมภีร์ของฮินดู พระไตรปิฎกผมก็อ่าน แล้วผมคิดว่านั่นเป็นกําไรชีวิต ได้เรียนรู้ศาสนาของเพื่อนร่วมชาตินะครับ การที่เราจะนําวิชาศาสนาเข้าไปในหลักสูตร ผมคิดว่าเป็นก้าวย่างที่ดีมากนะครับ แต่ว่าผมขอเสนอว่าก้าวย่างน่าจะมี ๒ สเต็ป (Step) สเต็ป (Step) แรกคือการสอนวิชาศาสนาให้เยาวชนไทยได้รู้ว่าแต่ละศาสนาที่มีอยู่ ในประเทศไทยนั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง สอนอะไรบ้าง ให้เขารู้ว่าความดีของศาสนาคืออะไร ให้เขาเข้าใจเพื่อนร่วมชาติของเขานะครับ อีกส่วนหนึ่งสอนในการปฏิบัติ อันนี้อาจจะต้อง เป็นการไปตามพื้นที่ พื้นที่ไหนมีศาสนาไหนมากก็ให้เป็นไปตามบริบทนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากครับ

อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอตรงนี้นะครับ อาจจะเกินเวลาไปนิดก็คือ ครั้งหนึ่งผมเองมีวิชาหนึ่งที่ให้เยาวชนของผมก็คือลูกศิษย์ของผมทําการศึกษา เขาศึกษามา เขาเล่าให้ฟังถึงวังของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถ้าจําไม่ผิดนะครับ ที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีการฟื้นฟูขึ้นมา ตรงนั้นครั้งหนึ่งถูกกลายเป็นพื้นที่ตลาดไปแล้ว เป็นบ้านคนไปแล้ว ฟื้นฟูออกมาให้เยาวชนได้รู้ว่าตรงนี้คือพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งผู้ที่มีบุญคุณต่อประเทศชาติได้เคย อาศัยอยู่ตรงนี้นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าจริง ๆ แล้วประวัติศาสตร์การสร้างชาติไทยนั้น มีคนหลายกลุ่มหลายเหล่า ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเป็นไปได้ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรมนําเสนอ แนวคิดที่ว่าทําอย่างไรที่เราจะทําการศึกษาถึงบทบาทของคนไทยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ศาสนาต่าง ๆ ที่ร่วมสร้างชาติขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนมีความภูมิใจ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมพบว่าน่าชื่นใจมากแล้วเรา ไม่ค่อยรู้กันคือท่านท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทรที่จังหวัดภูเก็ตหรือเมืองถลาง ตอนที่พม่า บุกเมืองถลางนั้น เราทราบกันว่ามีการต่อสู้จนพม่าต้องถอยออกไป ผมได้ทราบจาก ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแล้วก็ได้ไต่ถามบุตรหลานของท่านพบว่าทั้ง ๒ ท่านนั้นเป็นคนไทย เชื้อสายมลายูครับ คุณแม่ของท่านเป็นคนมลายูอพยพมาจากตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย มาตั้งรกรากที่จังหวัดภูเก็ตแล้วท่านรักประเทศไทยครับ เมื่อพม่าบุกขึ้นมาท่านรวมพล คนมลายูสู้พม่าร่วมกับคนไทย แล้วร่วมกับคนไทยเชื้อสายจีนปกป้องรักษาประเทศชาติ ของเราไว้ได้นะครับ ผมมองว่าคนเหล่านี้มีอีกเยอะมากประวัติศาสตร์มีอีกเยอะมากครับ อยากจะขอฝากคณะกรรมาธิการครับทําอย่างไรที่เราจะดึงบทบาทของคนเหล่านี้ ในประวัติศาสตร์ออกมาให้เยาวชนได้เรียนรู้ และเป็นที่ภาคภูมิใจว่าบรรพบุรุษของเขา ได้มีส่วนร่วมสร้างชาติไทยขึ้นมาครับ ขอบพระคุณครับ