สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘

ถวิลวดี บุรีกุล หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพลังทางสังคมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และดูแลศิลปวัฒนธรรม

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ขอตั้งข้อสังเกต สําหรับการปฏิรูปการขับเคลื่อนประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ให้ความสําคัญกับการปฏิรูป ในด้านต่าง ๆ แล้วก็มีการจัดทําแนวทางการปฏิรูปที่หลากหลายแล้วก็มีความเป็นรูปธรรม เพียงแต่ว่าดิฉันอยากจะเพิ่มเติมในบางประเด็นเพื่อที่จะนําไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นผลได้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่สําคัญคือเรื่องของศิลปวัฒนธรรม แต่ก่อนอื่นดิฉันต้องขอชมในเรื่อง ของการปฏิรูปกีฬาที่เขียนไว้นะคะ แล้วก็จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะทําให้การกีฬา เป็นเครื่องกล่อมเกลาทางจิตใจ สร้างน้ําใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ มากกว่าการที่จะต้องไปเรียน ที่มหาวิทยาลัยการกีฬาเท่านั้น แต่ว่าเรียนที่ไหนก็ได้เพราะว่าก็มีหลักสูตรทางนี้อยู่ จะทําอย่างไรให้เป็นอย่างนั้นนอกเหนือจากสิ่งที่ท่านได้เสนอไปแล้วนะคะ ส่วนเรื่อง ของการปฏิรูปในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ดิฉันมีประเด็นบางประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยน ก็คือดิฉันได้เคยทําการศึกษา วิจัย สํารวจความคิดเห็นประชาชนว่าอะไรคือคุณสมบัติ ของพลเมืองไทยที่พึงประสงค์ แล้วสิ่งที่ประชาชนไทยให้คะแนนสูงที่สุดเป็นคุณสมบัติ ที่พึงประสงค์คือการทํางานที่สุจริต รองลงมาคือความภูมิใจในการเป็นไทย อันนี้คือสิ่งที่ แสดงว่าประชาชนคนไทยก็มีความภาคภูมิใจ แล้วอะไรที่เขาภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งมันเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ไทย แต่ดิฉันยังคิดว่าเรายังหาไม่ออกว่าอะไรคืออัตลักษณ์ไทย และเมื่อถามว่าท่านภูมิใจในความเป็นไทยมากน้อยแค่ไหน ๙๗.๗ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยบอกว่า ภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งตรงนี้ทําอย่างไรที่เราจะให้เด็กรุ่นใหม่ได้มีความรู้สึกว่าภูมิใจ ในความเป็นไทย แล้วสิ่งที่บอกว่าความเป็นไทยที่เขาภูมิใจนั้นคืออะไร นอกจากนี้ในเรื่อง ของความพยายามที่จะค้นหาคนดี ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญนะคะ แล้วก็ดิฉันอยากจะ แจ้งให้ทราบว่าเรื่องของทุนวัฒนธรรมเรามีมากมาย แต่ว่าบางทีเราไม่ได้ไปค้นหาหรือบางที เราไม่ได้ส่งเสริม เพราะว่าการสื่อสารวัฒนธรรมของเราอาจจะยังไม่ครอบคลุม แล้วรูปแบบ การสื่อสารวัฒนธรรมนั้นก็ไม่เหมือนรูปแบบการสื่อสารโดยทั่วไป คนไทยใช้วิธีการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารมากที่สุดคือผ่านโทรทัศน์ คือ ๘๗.๗ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยดูทีวี (TV) ทุกวัน เพราะฉะนั้นเราน่าจะใช้ทีวี (TV) เป็นช่องทางของการสื่อสารแทนที่จะใช้เป็นช่องทางของ การสร้างค่านิยมที่แปลกประหลาดอย่างที่เราดูในละครต่าง ๆ นะคะ แล้วนอกจากนี้ดิฉัน ได้ทําการศึกษาในเรื่องของคุณภาพสังคม ซึ่งมีตัวชี้วัดคุณภาพสังคมที่สําคัญคือการสร้างพลัง ทางสังคม แล้วเขามองว่าการสร้างพลังทางสังคมที่สําคัญคือการมีพื้นที่ให้ประชาชน ได้แสดงออกทางด้านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตของพวกเขา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราก็ดูได้จากการที่ ประชาชนนั้นมีความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตในศิลปวัฒนธรรมของตนเองมากน้อยแค่ไหน แล้วใช้เวลาว่างมากน้อยแค่ไหนในการไปชื่นชมสิ่งดี ๆ เหล่านั้น ปรากฏว่าใน ๒-๓ ปี ที่ผ่านมาซึ่งดิฉันทําการศึกษาวิจัยโครงการนี้ ประชาชนไทยร้อยละ ๕๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยไปดูพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่มรดกทางวัฒนธรรมเลยในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ประชาชน ชาวไทย ๓ ใน ๕ หรือ ๗๔.๕ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคยไปดูนิทรรศการการแสดงศิลปะอะไรเลย และประชาชนไทยร้อยละ ๘๑.๗ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคยไปฟังดนตรีคลาสสิก (Classic) หรือคอรัส (Chorus) อะไรทั้งหลายทั้งปวงนะคะ แล้วก็ประชาชนอีก ๗๑.๔ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตการแสดงดนตรีที่ทันสมัย แล้ว ๖๒.๕ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่เคย ไปชมภาพยนตร์ แต่ว่ามีเพียง ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าไม่เคยดูทีวี (TV) เพราะฉะนั้น เราคงจะต้องมานั่งทบทวนกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย แล้วนอกจากนี้การที่จะสร้างพลัง ของประชาชนเพื่อที่จะให้เกิดกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม แล้วให้เกิดการรู้รักสามัคคี แล้วก็มีความเป็นหนึ่งอันเดียวกัน แล้วก็เข้าใจในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคําว่าวัฒนธรรมเข้าใจยากว่าเป็นเรื่องของรูปแบบ วิถีชีวิต เป็นรูปแบบของการดําเนินชีวิต บางครั้งก็อาจจะมองไม่ออกว่าคืออะไร ไม่ใช่เป็นวัตถุ อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ซึ่งตรงนี้ทุกคนจะภาคภูมิใจได้อย่างไร แล้วนอกจากนี้เรามีการเตรียมการ ที่เข้าสู่เออีซี (AEC) เพราะฉะนั้นเรามีอัตลักษณ์ของเรา เรามีวัฒนธรรมของเรา หรือว่าเราจะ เอาวัฒนธรรมอื่นมาบอกว่าเป็นวัฒนธรรมของเรา ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ประเด็นต่อไปก็คือดิฉันอยากจะพูดถึงเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนในเรื่องของการอนุรักษ์ เรื่องของการดูแลศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเรื่องของ การจัดการวัฒนธรรม ถ้าจะเป็นไปได้ดิฉันอยากจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยความเคารพ ลองไปพิจารณาที่ สปช. ชุดที่แล้วได้ทําไว้ในเรื่องของการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในเรื่องของ การจัดการวัฒนธรรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย แล้วก็เป็นการกระจายอํานาจ ในการจัดการวัฒนธรรมด้วย ซึ่งตรงนี้ดิฉันถือว่าถึงเวลาแล้วที่จะให้ท้องถิ่นของเขา ชุมชน ต่าง ๆ นั้นได้ร่วมดูแลวัฒนธรรมแล้วก็อนุรักษ์ศิลปะของพวกเขาค่ะ ขอบพระคุณ