กอบศักดิ์ ภูตระกูล หารือเรื่องแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเสนอแนวทางแก้ไข โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การปฏิรูปใน 6 เดือนแรก และการปฏิรูปเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้ประชาชนได้บรรลุตามศักยภาพ และเสนอโรดแมปปฏิรูปการเงินและการคลัง โดยมี 4 ขั้นตอน ในการเตรียมกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อผลักดันกฎหมายและเข้าใจกับประชาชน
ขอบคุณครับ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมขอใช้เวลาประมาณ ๓-๔ นาทีพูดถึงเรื่องของแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสําคัญมากเพราะเป็นเรื่อง เกี่ยวกับปากท้องของประชาชนทุกคน แล้วก็เป็นประเด็นที่ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ได้ก็จะถือว่าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่สําเร็จ ในประเด็นนี้ก็จะเป็นประเด็นที่เป็นยุทธศาสตร์ ด้านที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจที่จะนําไปสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืนตามที่ท่านประธานสถิตย์ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เนื่องจากผมได้เคยพูดถึง อีกสัก ๒ หน้าครับ เนื่องจากผมได้กล่าวสรุปเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ําไปแล้วเมื่อวันที่ ๙ ผมก็ขอพูดสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาแล้วก็เป้าหมาย ก่อนอื่นผมคิดว่าปัญหาเรื่องของ ความเหลื่อมล้ําเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากที่สุดในการพัฒนาประเทศ สําหรับประเทศไทยปัญหาเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยใน ๓๐ ปีที่ผ่านมา คนจนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็มีรายได้ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมด เวลาผ่านไปก็ยัง ๕๔ เปอร์เซ็นต์อยู่เช่นเดิม คนจนสุดก็อยู่ที่ประมาณ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ต่างกัน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ตามที่ท่านประธานได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ถ้าเกิดเราไม่ได้เข้าไปแก้ไขก็จะนําไปสู่ปัญหาที่ลุกลามขึ้น นี่คือรูปต่าง ๆ ในประเทศอื่น ๆ ครับ ถ้าเกิดเราไม่ทําก็จะเห็นปัญหาเหล่านี้กลับมาลุกลามแล้วก็กลายเป็นปัญหาของคนไทย ในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เราก็ต้องแก้ที่สาเหตุก็คือโอกาส ที่ไม่เท่าเทียมกันของทุก ๆ คนโดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพการศึกษา เรื่องการเข้าถึงแหล่งเงิน ธนาคาร การมีโอกาสในการทํางาน ตลอดจนการมีอํานาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องของเกษตรกรจํานวนมากที่ถูกเอาเปรียบอยู่ในขณะนี้ สําหรับแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ําก็จะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกใน ๖ เดือนแรก จะเป็นการดําเนินการปฏิรูปตามแนวทางที่ สปช. ได้เสนอไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของระบบการเงินฐานราก เรื่องของระบบเกษตรพันธสัญญา ที่เป็นธรรม เรื่องของธนาคารที่ดิน ซึ่งอันนี้ก็คงทํากับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านสังคม แล้วก็เรื่องของการประกันภัยพืชผล นอกจากนี้หลังจากนั้นเราก็จะดําเนินการปฏิรูป เพิ่มเติมในประเด็นอื่น ๆ ที่จะทําให้การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ครบสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ ๖ เดือนผ่านไปแล้วในประมาณ ๔ ประเด็นที่เหลือก็คือเรื่องของบทบาทเอกชน ในการช่วยลดความเหลื่อมล้ํา เรื่องของการช่วยเหลือให้ระบบการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ตรงจุด ปัจจุบันช่วยทุกคนหว่านแห รวยหรือไม่รวยก็ได้เหมือนกันหมด ในอนาคตก็ต้อง ช่วยให้ถูกคน เรื่องของการแก้ไขปัญหาคนจนเมืองซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๙.๔ ล้านคน ประมาณ ๑ ใน ๓ ของเมืองคือคนจนเมือง แล้วสุดท้ายก็คือกลไกกลางของภาครัฐที่จะเป็น คนขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งในการดําเนินการเราก็จะดําเนินการร่วมกับแม่น้ํา สายอื่น ๆ โดยใน ๖ เดือนแรกในเรื่องของความเหลื่อมล้ําเราจะทําในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ กับทาง สนช. เราก็จะมีการดําเนินการเพื่อร่วมกันแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายที่ทาง สปช. ได้ส่งไปแล้ว ก็คือ เรื่องของ พ.ร.บ. การเงินฐานราก เรื่องของ พ.ร.บ. เกษตรพันธสัญญา และ พ.ร.บ. สัญญาที่ไม่เป็นธรรม และสุดท้ายก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน เราจะ ดําเนินการร่วมกับแม่น้ําสายที่ ๒ ก็คือแม่น้ําสายรัฐบาลโดยเฉพาะทํางานร่วมกับ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ธ.ก.ส. ในเรื่องของการให้ประกัน พืชผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แล้วก็ในส่วนสุดท้ายเป็นการดําเนินการร่วมกับ ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้คือการบรรจุประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ การลดความเหลื่อมล้ําไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าเกิดเราทําได้ก็จะเป็นการช่วยตอบโจทย์เรื่องปัญหาปากท้องให้กับประชาชน ทั่วประเทศ เป็นการสร้างอนาคต ให้โอกาสให้เขาบรรลุตามศักยภาพ แล้วขณะเดียวกัน ก็เป็นการวางรากฐานประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอนาคตด้วย
ในด้านของการเงิน การคลังครับ เราจะมีโรดแมป (Road map) ในการปฏิรูป ประกอบด้วยขั้นตอนประมาณ ๔ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนแรกใน ๒ เดือนแรก จะเป็นการหารือ กับหน่วยงานเพื่อกําหนดแผนการและมาตรการที่เป็นรูปธรรม ช่วงเดือนที่ ๒-๔ ก็จะเป็น การร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เขียนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ในเดือนที่ ๔-๖ ก็จะเป็นการทํางานกับ สนช. เพื่อผลักดันกฎหมาย แล้วก็ทําความเข้าใจกับประชาชน ในเดือนที่ ๖ ขึ้นไปจะเป็นการทําประเด็นต่าง ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ในการจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการเงิน การคลัง และการงบประมาณ ของภาครัฐ ขอบคุณครับ