สมชัย ฤชุพันธุ์ หารือเรื่องการปฏิรูปการคลัง โดยครอบคลุมหลายเรื่อง เช่น การเงิน การคลัง การตลาดทุน การระหว่างประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำ การปฏิรูประบบภาษีอากร ระบบงบประมาณ ระบบประกันสุขภาพ และระบบการออมเพื่อการชราภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแบ่งภาษีอากรออกเป็น 2 ระดับ คือภาษีระดับชาติและภาษีระดับท้องถิ่น เพื่อให้อำนาจรัฐระดับชาติและระดับท้องถิ่นมีความชัดเจนในการจัดการการคลัง และเสนอให้มียุทธศาสตร์ชาติระยะยาวเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพรักครับ เพื่อนสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ เรื่องของผมเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน การคลังนะครับ ผมจะครอบคลุมถึงเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านการคลัง ทางด้านการเงิน ด้านตลาดทุน ด้านระหว่างประเทศ และด้านการลดความเหลื่อมล้ํานะครับ ในเรื่องของ การปฏิรูปการคลังนี้ก็จะมีเรื่องของระบบภาษีอากร เรื่องระบบงบประมาณ เรื่องการปฏิรูป รัฐวิสาหกิจ แล้วก็จะมีเรื่องระบบการประกันสุขภาพและระบบการออมเพื่อการชราภาพ ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีอากรนั้นเราก็เสนอ ๕ เรื่องนะครับ
เรื่องแรก คือเรื่องการแบ่ง คือทําความชัดเจนให้กับระบบภาษีอากร ของประเทศไทย เราแบ่งภาษีออกเป็น ๒ ระดับ ภาษีระดับชาติ กับภาษีระดับท้องถิ่น ที่แบ่งอันนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเห็นจะยอมรับการปกครองแบบกระจายอํานาจมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ และได้แบ่งอํานาจรัฐที่พึงมีอยู่ทั้งหมดในประเทศไทยออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คืออํานาจรัฐระดับชาติ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ใช้อํานาจนี้ อีกส่วนหนึ่งเป็นอํานาจรัฐระดับท้องถิ่น ซึ่งให้ อปท. ได้แก่ อบจ. เทศบาล อบต. รวมถึง กทม. และเมืองพัทยาด้วยเป็นผู้ใช้อํานาจ อํานาจรัฐระดับชาติจะเป็นอํานาจที่จัดการปัญหาที่เป็นกิจการของชาติ เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องระดับประเทศ และเรื่องนานาชาติ ส่วนอํานาจรัฐระดับท้องถิ่นก็จะรับผิดชอบเรื่องที่ เกี่ยวกับท้องถิ่น เป็นภารกิจของท้องถิ่น เรื่องสุขภาพอนามัย เรื่องถนนเชื่อมระหว่างตําบล หมู่บ้าน และเรื่องการขุดบ่อน้ําในหมู่บ้าน เหล่านี้เป็นต้น ทีนี้เมื่อมีการแบ่งการปกครอง ออกเป็น ๒ ระดับ ก็จําเป็นต้องมีการจัดระบบการคลังให้สอดคล้องกับภาวะการบริหาร จัดการบ้านเมืองที่เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์อํานาจมาเป็นระบบกระจายอํานาจแล้ว อันนี้เราก็ได้ทําไปในหลายส่วนโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า เงินอุดหนุน นะครับ คือเราเก็บภาษี ทั้งหมด ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเข้ามาสู่คลังหลวงใหญ่ของแผ่นดิน เข้ากระทรวงการคลัง แล้วเราก็ทําการจัดสรรเงินงบประมาณออกไปให้กับท้องถิ่นตามความจําเป็นและตาม ความเหมาะสม นั่นก็เป็นวิธีการหนึ่ง แต่ว่าวิธีการที่นานาชาติทําถ้าเผื่อให้ท้องถิ่น มีความเป็นอัตโนมัติในการที่จะจัดการการคลังของตนเองได้ แล้วถ้าที่ไหนจัดไม่ได้ส่วนกลาง ก็ไปช่วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็จําเป็นจะต้องมีการให้มีความเป็นอิสระทางการคลังทั้งระดับ ท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย ก็จําเป็นที่จะต้องมีภาษีท้องถิ่นขึ้นมา ความจริงเฉพาะภาษีท้องถิ่นเราก็ใช้กันในเวลาอภิปรายพูดกัน แล้วก็มีตัวภาษีที่เป็นจริงด้วย แต่ว่าในทางกฎหมายเราไม่มีคําว่า ภาษีท้องถิ่น นะครับ ผมก็เลยมาจัดระบบว่าเราควรจะทํา ความชัดเจนว่าในเรื่องระบบภาษีอากรของประเทศไทยควรแยกออกเป็น ๒ ระดับ เป็นภาษีระดับชาติส่วนหนึ่ง เป็นภาษีระดับท้องถิ่นอีกส่วนหนึ่ง ภาษีระดับท้องถิ่นก็เก็บ เพื่อนําเงินเข้าไปให้ อปท. ต่าง ๆ ใช้จ่ายตามความจําเป็นของแต่ละท้องถิ่นนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อ ให้มีหลักประกันว่า อปท. จะมีเงินใช้เพื่อทํานุบํารุงท้องถิ่นตามความจําเป็นของแต่ละ อปท. และ อปท. ไหนที่ไม่สามารถจะพึ่งพาตนเองได้ เพราะแม้จะมีอํานาจจัดเก็บภาษีก็ตาม หรือแม้จะขยันเก็บอย่างไรก็ตาม แต่เก็บไม่ได้เพราะว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่มี กรณีอย่างนั้น ก็ใช้เงินอุดหนุนไปช่วยได้ เพราะฉะนั้นความจําเป็นที่จะต้องทําให้ระบบการคลังทางด้านภาษีอากร เรามีความชัดเจนสอดคล้องกับระบบที่เรายอมรับแล้วคือระบบการกระจายอํานาจ อันนี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งนะครับ
- ๕๕/๑
เรื่องที่ ๒ ที่เกี่ยวกับภาษีอากร ก็คือเรื่องที่จะทําให้ระบบภาษีเรามีฐานครบ หมายความว่าได้เก็บภาษีครบ ความจริงเราก็เก็บค่อนข้างครบ แต่มันมีฐานหนึ่งซึ่งมันไม่ค่อย ฟังก์ชัน (Function) เหตุเพราะว่าเราไม่ได้แก้ไขมานาน ตัวนี้คือภาษีฐานทรัพย์สิน เดิมไม่มี ภาษีมรดกเลย ขณะนี้มีแล้ว แล้วก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เป็นกฎหมายแล้ว แต่ว่าภาษีที่ทําหน้าที่แทนภาษีทรัพย์สิน เราก็เคยมีภาษีบํารุงท้องที่ และภาษีโรงเรือน และที่ดิน ทั้ง ๒ ตัวนี้มีปัญหามาก เหตุเพราะว่าภาษีบํารุงท้องที่เรายังใช้ราคาปานกลางซึ่งเป็นราคา เมื่อปี ๒๕๒๓ ขณะนี้เราอยู่ในปี ๒๕๕๘ เป็นเวลา ๓๕ ปีมาแล้ว ๓๕ ปีที่ผ่านมานี้ที่ดิน มันขึ้นราคามากมายมหาศาลเหลือเกินเป็น ๑๐๐ เท่า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่ปรับแก้ไข ตัวนี้ก็จะทําให้ภาษีที่เราเก็บได้นี้ไม่เป็นเนื้อเป็นน้ําและไม่สามารถแสดงบทบาทอันพึงแสดง ของตัวภาษีทรัพย์สินได้ ปกติภาษีทรัพย์สินจะทําหน้าที่สําคัญอยู่ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่น อย่างที่ ๒ ก็คือทําหน้าที่ลดหรือป้องกันการกักตุนที่ดิน เพื่อการเก็งกําไร เพราะฉะนั้นการซื้อที่ดินเพื่อมากักไว้เฉย ๆ แล้วไม่ทําอะไรเพื่อรอให้ราคาขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทําได้และทํากันเยอะในประเทศไทย เพราะฉะนั้นก็ทําให้ปัจจัยการผลิต ที่สําคัญตัวหนึ่งคือที่ดินไม่ได้รับการกํากับดูแลให้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเพื่อให้ระบบภาษีเรามีความครบถ้วนและเก็บครบฐาน แล้วก็ เป็นสิ่งซึ่งจะเป็นไปตามหลักสากลเพื่อให้ทําหน้าที่ในการช่วยกํากับเศรษฐกิจของเราก็จึงควร จะได้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินขึ้นมา ภาษีทรัพย์สินนี้ขณะนี้รัฐบาลก็กําลังทําอยู่นะครับ เขาใช้คําว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อเช้านี้ผมก็ได้ยินข่าวว่ากระทรวงการคลังกําลัง จะเอาเรื่องนี้เข้ามาเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เป็นข่าวมาเมื่อหลายเดือนก่อนนั้น แล้วก็มีคนคอมเมนต์ (Comment) มากก็เลยไปปรับปรุงใหม่เพื่อแก้ไขตามคอมเมนต์ (Comment) ของประชาชน เชื่อว่าเมื่อปรับปรุงใหม่มาแล้วก็น่าจะออกสู่การเดินหน้าต่อไปได้
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องเกี่ยวกับภาษี ก็คือเป็นเรื่องของการที่ปรับช่วงเงินได้ ของโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้ของประเทศไทย ซึ่งช่วงเงินได้เรานี่เราปรับไปเมื่อปี ๒๕๓๕ และกําหนดให้เงินได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือเป็นเงินได้ที่สูงสุดที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด คือใครมีรายได้สุทธิถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือว่ารวยมากในประเทศไทย สมัยนั้นเป็นอย่างนั้น จริง ๆ เพราะมีคนถึงระดับนี้ไม่มาก แต่ว่าปี ๒๕๓๕ ถึงตอนนี้ปี ๒๕๕๘ ก็ประมาณ ๒๓ ปี มาแล้ว ๒๓ ปีมานี้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เราผ่านช่วงโกรท (Growth) ที่ไฮ โกรท เรต (High growth rate) มา ผ่านช่วงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สําคัญ ส่วนแรกจีดีพี (GDP) เพิ่มขึ้นอีกเยอะ เพอร์ แคพิทา จีดีพี (Per capita GDP) ก็สูงขึ้นเยอะ โครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ โครงสร้างเงินเดือนของภาคเอกชน ก็เปลี่ยนไปเยอะ รายได้ของผู้ประกอบการอิสระก็เปลี่ยนไปเยอะ เพราะฉะนั้นคนที่มีรายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่คนที่มีรายได้สูงสุดอีกต่อไปแล้ว จริง ๆ แล้วตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามดัชนีราคา ดัชนีราคาในช่วง ๒๓ ปี ที่ผ่านมาก็จะทําให้ ตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีค่าที่แท้จริง อํานาจซื้อลดลงไปเยอะ ถ้าจะคํานึงถึงว่า ค่าที่แท้จริงของตัวเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเมื่อปี ๒๕๓๕ ก็ต้องไปใช้ดัชนีราคาคูณเข้ามา และตัวเลขนั้นก็จะขยายไปเยอะ นอกจากนั้นเรื่องการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จริงอันเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลทั้งหลายได้พยายามทํามานี้ ก็ทําให้โครงสร้าง ทางเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ฉะนั้นตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมเชื่อว่า มันพ้นสมัยไปและจําเป็นจะต้องแก้ไข ถ้าไม่แก้ก็จะไม่สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริง ของประเทศไทย
ในประเด็นอีกอันหนึ่งของเรื่องภาษีอากร ก็คือคิดว่าภาษีบางตัวที่เป็นภาษี เก่าแก่โบราณคืออากรแสตมป์ ความจริงคิดจะเลิกกันมาตั้งแต่ผมยังอยู่ในราชการแล้ว แต่ว่าก็ยังเสียดายรายได้ที่เกิดจากอากรแสตมป์อยู่ก็เลยยังไม่เลิก
- ๕๖/๑ แต่มาเป็นตัวที่ก่อให้เกิดความเขาเรียกนิวแซนซ์ (Nuisance) ก่อเกิดความจุกจิก อ้ายโน่น ก็ต้องติดแสตมป์ อ้ายนี่ก็ต้องติดแสตมป์ ถ้าเอากันจริง ๆ เช็ค เวลาเขียนเช็คก็ต้องติดแสตมป์ ทีนี้เขาบอกว่าเขาเก็บเป็นเงินเช็คใบหนึ่งเท่าไรก็คิดรวมอยู่ในราคาเช็คแล้วอะไรต่าง ๆ แต่ว่าอากรแสตมป์มันเป็นสัญญาณ มันเป็นเครื่องหมายบ่งบอกของการที่ระบบภาษี อันเก่าแก่โบราณอยู่ยังไม่ได้แก้ไขนะครับ แล้วความจริงหลายอย่างที่ใช้อากรแสตมป์ สามารถเก็บโดยวิธีอื่นได้แล้วทําให้ธุรกิจมีความทันสมัยมากขึ้น อันนี้ผมคิดว่าความจําเป็น ที่ต้องเลิกจะมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเราใช้ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital economy) ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital economy) ก็คือว่าเราทําทุกอย่างออนไลน์ (Online) หมด ทําทุกอย่างใช้อิเล็กทรอนิกส์หมด และตัวเอกสาร สัญญาต่าง ๆ มันจะไม่ค่อยมีความสําคัญแล้ว จะไปรีไควร์ (Require) ว่าต้องติดแสตมป์ในสัญญาที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มันก็คงจะค่อนข้าง ประหลาดมากนะครับ
รายการที่ ๕ ของเรื่องการปฏิรูประบบภาษี คือว่าต้องปฏิรูประบบการบริหาร จัดเก็บภาษีทําให้คนที่พึงอยู่ในครอบคลุมของเครือข่ายระบบภาษีเงินได้มีจํานวนมากขึ้น ขณะนี้ ประชากรไทยมี ๖๗ ล้านคน คนที่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีก็ประมาณสัก ๑๓ ล้านคน แต่คนที่ได้ยื่นแล้วต้องเสีย ส่วนมากยื่นแล้วขอคืนก็ถือว่าเจ๊ากันไปอะไรต่าง ๆ มีประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเอง คน ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนเสียภาษีทางตรงเพื่อแบกรับภาระของ การมีสวัสดิการที่เป็นสุขในประเทศไทยของคนไทยทุกคน เพราะฉะนั้นก็แปลว่า คนที่รับภาระอยู่ก็รับภาระหนักหน่วง แต่ไม่ได้แปลว่าคนอื่นที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ เขาไม่ได้เสียภาษี เขาเสียภาษีเหมือนกันแต่มันเป็นภาษีทางอ้อม แต่เราจะเห็นว่าเป็น ภาษีทางตรงมีการครอบคลุมกว้างขวางขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพความเป็นจริงที่ว่าประเทศไทย เวลานี้มีคนที่มีรายได้ระดับปานกลางมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ
สําหรับทางด้านการเงินก็จะมีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งคือเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ ความจริงสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นสหกรณ์ แล้วก็มีพฤติกรรมเหมือนสหกรณ์ทั้งหลาย แต่ว่า เนื่องจากดําเนินการเกี่ยวกับการออมทรัพย์ก็เลยมาเข้าเกี่ยวกับการเงิน ก็มีการส่งเสริม ให้มีการออมทรัพย์ที่สหกรณ์ แล้วก็ปล่อยให้กู้โดยสหกรณ์ปล่อยให้กู้ ตรงนี้บทบาทที่รับเงินฝาก แล้วปล่อยกู้เลยกลายเป็นมีสภาพเหมือนกับสถาบันการเงิน ทีนี้ถ้าหากว่าทําโดยมีวินัย โดยผู้บริหารที่รู้เรื่องการบริหารจัดการทางการเงินก็ไม่เป็นไร แต่ว่าขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ ขยายตัวเยอะ แล้วก็ขยายขอบเขตการดําเนินการไป แม้แต่สมาชิกสมทบ หรือคนที่ ไม่เป็นสมาชิกก็มีการกู้ได้ แล้วก็มีการปล่อยกู้ระหว่างสหกรณ์ด้วยกันเอง ก็เลยทําให้ความเสี่ยง ของการดําเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์ก็มีมากขึ้น เราก็เห็นว่าอันนี้ความจริงเขายังเป็น สหกรณ์อยู่เลยอยากจะรักษาสปิริต (Spirit) ของสหกรณ์อยู่ แต่ว่ามีความจําเป็น ต้องช่วยเขากํากับดูแลในเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินในเชิงที่เราเรียกว่าวินัยการเงิน เป็นพรูเดนเชียลซูเปอร์วิชัน (Prudential supervision) ซึ่งขณะนี้ไม่มี หน่วยงานที่กํากับดูแล ก็จะมีอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์กรมหนึ่ง กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์อีกกรมหนึ่ง ทั้ง ๒ กรมนี้ก็ทําหน้าที่ตามชื่อ ตามภารกิจได้ชัดเจน ถูกต้อง และเป็นที่ประสบความสําเร็จเป็นเรื่องดี แต่ไม่ครบถ้วน เหตุเพราะว่าไม่มีคนดูแล ในเรื่องของการบริหารจัดการทางการเงิน เราก็เลยเสนอว่าตรงนี้เพื่อให้ครบถ้วนขึ้นมา จําเป็นต้องมีหน่วยงาน จะอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง หรืออยู่เป็น หน่วยงานอิสระก็ได้ที่ทําหน้าที่ซูเปอร์ไวซ์ (Supervise) คือแนะนําและกํากับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์ในเชิงการบริหารจัดการทางการเงิน
อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องเกี่ยวกับการกํากับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สถาบันการเงินเฉพาะกิจคือพวกแบงก์ออมสิน แบงก์เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แบงก์ ธอส. พวกนี้ตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์เฉพาะ มีภารกิจเฉพาะ แล้วก็อยู่ในกํากับดูแล ของกระทรวงการคลัง
- ๕๗/๑ แต่ว่าตอนหลังเราได้ขยายขอบเขตภารกิจให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกไปเพื่อให้เขา สามารถเป็นอิสระได้ แข่งขันได้กับธุรกิจอื่น ก็เลยเกิดเป็นความเสี่ยงว่ามีการระดมเงิน และมีการปล่อยกู้แย่งธนาคารพาณิชย์ แต่ว่าการกํากับดูแลของผู้บริหารในเชิงไฟแนนเชียล พรูเดนซ์ โพเทนซี (Financial prudence potency) ไม่มี วินัยการเงินไม่มี ที่กระทรวงการคลัง ก็พยายามทําอยู่ โดย สศค. ได้ทําอยู่บ้าง แต่เนื่องจากว่าการบริหารจัดการ การกํากับดูแล สถาบันการเงินเป็นงานเทคนิคเฉพาะซึ่งแบงก์ชาติมีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่ เมื่อสมัย ที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วก็ทําเรื่องนี้ร่วมกับกระทรวงการคลังแล้วก็เสนอไปเขาก็เห็นด้วย แล้วก็ได้ดําเนินการไปแล้ว ขณะนี้เข้าใจว่ากระทรวงการคลังมอบอํานาจในการซูเปอร์ไวซ์ (Supervise) ในการกํากับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ก็เป็นการมอบอํานาจซึ่งไม่ได้เป็นกฎหมาย โดยกฎหมายแล้วก็ยังเหมือนเดิม อํานาจหน้าที่ ในการกํากับดูแลยังอยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งถ้าจะทําอย่างนั้นต่อไปกระทรวงการคลัง ก็ต้องไปตั้งหน่วยงานซึ่งทําหน้าที่กํากับดูแลเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งเราคิดว่าไม่จําเป็น และกระทรวงการคลังก็เห็นด้วยว่าไม่จําเป็น เพราะฉะนั้นจึงต้องดําเนินการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้อํานาจในการกํากับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้แบงก์ชาติทําให้กระทรวงการคลัง เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเวลาที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล
สําหรับในเรื่องตลาดทุนก็จะมีเรื่องเดียวคือเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ในเชิงการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าเวลานี้โลกการเงินมีความสําคัญมาก และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก แล้วก็ครัวเรือนของไทยกําลังตกเป็นเหยื่อของผู้มีความรู้ ทางการเงินก็เลยตกเป็นหนี้สินมากมาย จึงจําเป็นว่า ณ วันนี้คําว่าการอ่านออกเขียนได้ ลิเทอเรซี (Literacy) ไม่ได้หมายถึงเฉพาะว่าการอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้เท่านั้น ผมว่าต้องหมายถึง ๓ สิ่งแล้ว คือ ๑. อ่านออกเขียนได้ อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ ๒. ก็คือต้องมีความรู้ทางการเงิน ๓. ก็คือต้องมีความรู้ทางไอที (IT) เพราะโลกดิจิทัล (Digital) กําลังเข้ามา ในแง่ของเศรษฐกิจระหว่างประเทศเราก็เสนอ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือ ให้มียุทธศาสตร์ชาติที่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวตั้งแต่ ๒๐ ปีขึ้นไป โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้รับการตอบสนอง รัฐบาลก็ตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วผมคิดว่าเราก็ควรจะร่วมดําเนินการพัฒนาในเรื่องนี้ต่อไป
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการพยายามที่ตั้งจัดการบริหารเขตชายแดน เวลานี้ชายแดนมีอยู่ทุกภาค แล้วเขาเปิดเออีซี (AEC) ก็เรียกว่าสินค้าและบริการจะเคลื่อนย้ายจาก ประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ก็ลดภาษีให้เหลือ ๐ แต่ว่าคัสตอมส์ ฟอร์มาลิตี (Customs formality) พิธีการทางศุลกากร พิธีการการตรวจคนเข้าเมือง พิธีการต่าง ๆ ที่ชายแดนยังมีอยู่ แล้วมีอยู่ ๒ ประเทศ คือที่ชายแดนไทยที่ท่าขี้เหล็กที่แม่สาย เวลาจะออกไปประเทศเมียนมาต้องผ่านแดนไทยไปส่งกระดาษแล้วเดินข้ามสะพานไป แล้วทําพิธีการเข้าประเทศเมียนมา ก็เป็นการ ๒ ขั้นตอน เสียเวลาไปเท่าตัว เสียกระดาษ เพิ่มขึ้นจํานวน ๒ เท่าเหมือนกัน แต่ถ้าเราบริหารจัดการที่ชายแดนให้ผู้ที่มีอํานาจสั่งการ ผู้ที่มีอํานาจออกกฎ ระเบียบเป็นของทั้ง ๒ ประเทศ แต่ผู้โอเปอเรต (Operate) จริง ๆ ผู้ปฏิบัติการจริง ๆ ให้เป็นหน่วยงานเดียว เป็นบริษัทเอกชนก็ได้ซึ่งมารับจ้างทํา ก็ทําตาม กติกาของประเทศเมียนมาและกติกาของประเทศไทย คนที่จะผ่านจากประเทศไทย เข้าประเทศเมียนมาก็ทํากระดาษครั้งเดียว ชื่อก็เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนเมื่อตอนเดินข้ามไป หลักฐานอะไรต่าง ๆ ก็ยังเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้จะลดขั้นตอน แต่เรื่องนี้ต้องเจรจา กับคู่กรณีกับต่างประเทศเป็นทวิภาคี เรื่องนี้ดอกเตอร์สุทัศน์เขาอยู่อาเซียน (ASEAN) แล้วเขาก็ทําเรื่องนี้มาก่อน แล้วก็เห็นว่าถ้าทําจะเป็นประโยชน์
- ๕๘/๑
มีอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ําซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมาก ซึ่งจะพูดถึงระบบการเงินฐานราก ระบบเกษตรพันธสัญญา การประกันพืชผล แล้วก็ เรื่องอื่น ๆ อีก ซึ่งอาจารย์กอบศักดิ์เป็นผู้ที่ทําเรื่องนี้แล้วก็มีข้อมูลเป็นอย่างดีและเขาพูด ได้ดีด้วย ฟังง่าย ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าขอให้อาจารย์กอบศักดิ์ได้พูดเรื่องนี้ต่อครับ