รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๘
วันจันทร์ที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
เรื่องที่ ๙ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของสังคม
เรื่องที่ ๑๐ ระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย และร่าง พ.ร.บ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาภาคประชาสังคม
เรื่องที่ ๑๑ ร่าง พ.ร.บ. ธนาคารแรงงาน
เรื่องที่ ๑๒ การปฏิรูปผังเมืองและการใช้พื้นที่ และร่าง พ.ร.บ. การผังเมือง และการใช้พื้นที่ และร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
ซึ่งผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเอกสารไว้ประจําที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
อนึ่ง ในคราวต่อไปเมื่อ ครม. มีมติให้ส่งเรื่องกลับคืนมาเรื่องใด ด้านใด ผมก็จะขอส่งเอกสารนั้นให้คณะกรรมาธิการด้านนั้น ๆ โดยตรง โดยไม่จําเป็นต้องให้ถึงท่าน ทุกคนอีกต่อไปเพื่อประหยัดงานธุรการดังกล่าวแล้วก็กระดาษด้วย
สําหรับเรื่องที่จะแจ้งที่ประชุมทราบเรื่อง ๑.๒ อันนี้สําคัญมากเลยนะครับ เป็นเรื่องงานหลักของเราโดยตรง เนื่องจากการปฏิรูปเป็นเรื่องของวิธีการแก้ปัญหาไม่ว่าจะ อยู่ในรูปของรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. พระราชกําหนด กฤษฎีกา ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง เช่น คําสั่ง คสช. หรือมาตรา ๔๔ หรือมติ ครม. หรือกฎกระทรวง แผน มาตรการ หรือกิจกรรม ของราชการบริหารส่วนกลาง เช่น ๒๐ กระทรวง ๑๔๕ กรม ส่วนภูมิภาค เช่น ๗๗ จังหวัด อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน ส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. เทศบาล รัฐวิสาหกิจ ๗๐ แห่ง บวก ลบ องค์กรมหาชน ๔๐ แห่งบวก ลบ รวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม และภาคประชารัฐ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งโดยรวมหรือโดยย่อคือรูปแบบของการปฏิรูปนั้น จะออกมาในรูปกฎหมาย หรือมาตรา ๔๔ หรือมติ ครม. เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวกับข้อบัญญัติ ของสังคม ไม่ว่าจะในเรื่องการกําหนดข้อบัญญัติเช่นฝ่ายกฎหมาย หรือว่าบังคับใช้กฎหมาย เช่นฝ่ายบริหาร หรือตีความในข้อบัญญัติเช่นฝ่ายตุลาการ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น แผนการปฏิรูปจึงต้องขึ้นอยู่กับการศึกษา วิจัย หรือที่ทหารใช้คําว่า สตาฟสตัดดี (Staff study) ที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่วันแรก ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลสําคัญมาก ประสบการณ์ ก็สําคัญมาก ทีนี้ผมก็อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ขณะนี้ที่ท่านสมาชิกทุกท่านได้รับเอกสาร ก็คือเป็นแผนปฏิรูปประเทศ อันนี้เป็นของ ครม. ซึ่งได้มาจากการประชุมแม่น้ํา ๕ สาย เวลาบ่ายสามโมงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นแผนปฏิรูปประเทศของ ครม. ซึ่ง ครม. ก็จะ ใช้แผนปฏิรูปประเทศตั้งแต่ คสช. เข้ามารับหน้าที่ และรัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่จนถึงปี ๒๕๖๐ แล้วจากปี ๒๕๖๐ ก็จะมีการวางแผนปฏิรูปประเทศไปอีก ๒๐ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติใน ๒๐ ปีข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ ๒๐ ปีข้างหน้าหลังจากมีรัฐบาลเลือกตั้งมาแล้ว นั่นอันหนึ่ง อีกอันหนึ่งก็คือเราได้ร่าง แผนปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศของ ครม. ไปด้วย เพราะฉะนั้น ในระหว่างที่เราประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น บางครั้งผมก็จําเป็นต้องออกไปพูดกับรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเรื่องขอให้ทําร่างแผนนี้ ไปส่งในวันประชุมแม่น้ํา ๕ สายด้วย อันนี้ก็เป็นร่างนะครับ ขอกราบเรียนให้ท่านสมาชิก สปท. ได้ทราบว่าเป็นเพียงร่างเฉย ๆ เมื่อเป็นร่างก็สามารถปรับแก้ได้ตลอดเวลา
ประการที่ ๒ ก็จะต้องสอดคล้องกับของแม่น้ํา ๕ สาย ซึ่งได้แก่ คสช. และรัฐบาล สนช. กรธ. รวมทั้ง สปท. เราเอง ซึ่งที่เรายกร่างขึ้นมาก็สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในรอบ ๒๐ ปี ข้างหน้าหลังจากมีรัฐบาลเลือกตั้งแล้ว เช่น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ จากปี ๒๕๖๕ ถึงปี ๒๕๖๙ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๔ ปี ๒๕๗๐ ถึงปี ๒๕๗๔ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๕ ปี ๒๕๗๕ ถึงปี ๒๕๗๙ อย่างนี้เป็นต้น ส่วนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ก็ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ คือปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๔ อย่างนี้เป็นต้น เราจะได้มองไปไกลถึงขั้นนั้น เราไม่หยุดเพียงแค่นี้หน้าที่ของเรา
สําหรับแผนการปฏิรูปประเทศนั้นก็เป็นเรื่องของการวางแผนปฏิรูป ๑ ปีครึ่ง ของรัฐบาลปัจจุบัน บวกด้วย ๒๐ ปีข้างหน้า เช่น เราพูดถึงการปฏิรูปคนเราต้องพูดถึง เราจะปฏิรูปคนสร้างคนใหม่มา ๒๐ ปีข้างหน้าเลย ตั้งแต่ ๒ ขวบ ตั้งแต่เขาก่อนเข้าเรียน จนกระทั่งประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา อะไรต่าง ๆ เราต้องวางแผนไป ๒๐ ปีข้างหน้าเพื่อสร้างคนใหม่ขึ้นมาอย่างนี้
ในด้านอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นในแผนปฏิรูปประเทศของ ครม. ท่านสมาชิกก็เห็นแล้วนะครับ แล้วก็เป็นร่าง เป็นโรดแมป (Road map) เฉย ๆ ส่วน สปท. เอง ในกระดาษเอ ๓ (A3) และเอ ๔ (A4) ก็เหมือนกันนะครับ เอ ๓ (A3) เอ ๔ (A4) นี้ เอ ๓ (A3) ใหญ่ก็ทําให้อ่านออก เอ ๔ (A4) เหมาะแก่การเข้าแฟ้มแต่มันก็ตัวเล็กนะครับ ก็ได้แจก ความจริงนั้นร่างของ สปท. เราเองนี้ก็อาศัยผลงานของ สปช. นั่นเอง จึงได้กราบเรียน ท่านสมาชิกตั้งแต่วันแรกเลยว่าเราทํางานต่อจาก สปช. เดิม เราไม่ได้เริ่มจากจุดที่ ๐ ซึ่งเรา ได้แจกไดร์ฟ (Drive) ไปในวันแรกนะครับ แล้วก็ในไดร์ฟ (Drive) นั้นนี้เป็นบัญชีสรุปเอกสาร รายงานวาระต่าง ๆ ของ สปช. เกี่ยวกับการปฏิรูป เช่น ชุดที่ ๑ เป็นภาพรวม ชุดที่ ๒ เป็นวาระพิเศษ ๑๔ เรื่องด้วย ชุดที่ ๓ เป็นเรื่องของวาระปฏิรูป ๓๗ วาระ ชุดที่ ๔ เป็นวาระ พัฒนา ๑๘ วาระด้วยกัน ซึ่งวาระพัฒนานี้ในชุดที่แล้วก็ได้เสนอเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ และชุดนี้ก็ได้เสนอเข้าไปในการร่างรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันก็สืบต่อ ซึ่งในกรณีของร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์นั้นมีเป็น ๑ หมวดโดยเฉพาะเลย เรื่องหมวดการปฏิรูป ซึ่งอันนี้ผมก็ได้ส่งไปนอกจากนั้นก็ได้ส่งคําอภิปรายของสมาชิก แต่ละท่านให้ กรธ. เช่นเดียวกันไปแล้วเหมือนกันก็แบบเดียวกับที่เราถือปฏิบัติคราวก่อน แต่ว่าใน กรธ. ชุดก่อนนี้เขาก็มีคณะทํางานวิเคราะห์คําอภิปรายของเราจัดหมวดหมู่ด้วย ก็กราบเรียนให้ท่านสมาชิกทราบ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านสมาชิก สปท. ได้เห็นอย่างนั้นแล้วจะเห็นว่า เราจะต้องสานต่องาน คือระบบราชการไทยก็ต้องสานต่องานเดิมนะครับ เราไม่ได้ยกเลิกงานเก่า เพราะฉะนั้นเราสานต่องานเดิม แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไข ถ้าเราไม่เห็นด้วย เราก็สามารถหยุดยั้งสิ่งนั้นได้ ถ้าเราจะปรับปรุงแก้ไขเราก็สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ หรือเรา จะริเริ่มงานใหม่เราก็สามารถริเริ่มงานใหม่ของเราได้อีกเหมือนกัน แต่ว่าขอความกรุณาให้เรา ใช้ของเก่าให้มีประโยชน์สูงสุดก็แล้วกัน ซึ่งพร้อมที่จะผลักดันให้ออกมาเป็นแผนการปฏิรูปได้ ตลอดเวลาเลยไม่ต้องรอ ยกตัวอย่างเช่น ณ ขณะนี้เราสามารถถ้าเราพร้อมจากผลการศึกษา ของเรา และถ้าเราพร้อมจากผลการศึกษาของเรา มีมาตรการในรูปของเป็นร่างกฎหมายที่จะส่งให้ คณะรัฐมนตรีได้ก็รีบส่งได้ทันทีเลยนะครับ ทั้งนี้ก่อนจะส่งเราก็ผ่านที่ประชุม สปท. ก่อน อย่างเช่นที่น่าจะส่งได้ การปฏิรูปกิจการตํารวจ ธนาคารที่ดิน อันนี้เป็นเศรษฐกิจรากหญ้า สํานักงานการแข่งขันการค้าเพื่อขจัดการผูกขาด องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ไม่ใช่แบบราชการขณะนี้ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งที่กราบเรียนให้ ท่านสมาชิกทราบเมื่อสักครู่ว่าร่างแผนปฏิรูปของเรานั้นเป็นของชั่วคราว ท่านกรรมาธิการแต่ละคณะ แต่ละด้านสามารถที่จะจัดอะไรก่อนหลังได้ตลอดเวลา ปรับแผนได้ตลอด ถ้าท่านพร้อม เราสามารถส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งคราวที่แล้ว สปช. ได้ส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว อันนั้นตามสายการบังคับบัญชา เอกภาพของการบังคับบัญชาต้องส่งไปอย่างนั้น ส่วนถ้าเรา จะส่ง สนช. ด้วยก็เป็นการประสานกันเฉย ๆ แล้วเราส่ง กรธ. ก็เป็นการประสานงานเฉย ๆ แต่ว่าเรารับผิดชอบต่อท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านจะนําเข้าที่ประชุม ครม. เอง ซึ่งขณะนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตั้งคณะกรรมการตามที่ท่านสมาชิก สปท. ได้ทราบแล้วว่าคณะกรรมการ ปฏิรูป ๖ ด้านด้วยกัน จากของเรา ๑๒ ด้าน ของท่านก็จัดเป็น ๖ ด้าน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปประเทศ ๖ ด้าน และรองนายกรัฐมนตรี ก็เป็นรองประธาน ๖ ด้าน เพราะฉะนั้นงานของเราถ้าเราพร้อมเมื่อไร สปท. สามารถจะส่ง นายกรัฐมนตรีให้นําเข้า ครม. ได้ทันที อาจจะออกมาในรูปกฎหมาย อาจจะออกมาในรูปของ มาตรา ๔๔ หรืออาจจะออกมาในรูปของมติ ครม. ก็สุดแท้แต่ ผมเคยได้ประสานงานกับ ท่านพรเพชรแล้วถามท่านว่ากฎหมาย ๑ ฉบับใช้เวลาเท่าไร ท่านบอกว่าไปตกลงกันนอกสภา ๔ เดือน และภายในสภา ๓ เดือน ๑ ฉบับใช้เวลา ๗ เดือนด้วยกัน เพราะฉะนั้นท่านสมาชิก ก็ได้เห็นแล้วนะครับว่ากระทรวง ทบวง กรม ได้ตอบปัญหาอุปสรรคอย่างไร อย่างเช่นผมเคย คุยกับท่านอาจารย์เทียนฉายบอกว่าสมมุติเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบ สมมุติถ้าออก กฎหมายแก้ไปเดี๋ยวนั้น ทั้งกระทรวงหยุดทํางานเดี๋ยวนั้นเลย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาให้รอบคอบทั้งหมด ก็กราบเรียนให้ท่านสมาชิก สปท. ได้ทราบด้วยนะครับ เรียนเชิญท่านกษิตครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ เมื่อได้ฟังท่านประธานแล้วก็แนวคิดของทางฝ่าย ครม. คสช. ที่ได้มีเอกสารร่างที่จะ ปฏิรูปประเทศมา ผมขออนุญาตขอร่วมเสนอความคิดได้ไหมครับ เพื่อที่จะได้ขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไทย คือผมอยากจะขอเสนอท่านประธานว่าให้แบ่งการทํางานของเรา และของเราร่วมกับ สนช. ครม. คสช. นั้นออกมาเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือ ๑๘ เดือนที่เหลือ แล้วก็ส่วนที่ ๒ คือสิ่งที่จะส่งมอบให้กับรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง ผมเป็นห่วงว่ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งอาจจะไม่รับสิ่งที่เราทํากันมา ๒๐ เดือน จะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่นะครับ แล้วก็อีกทั้งหน่วยราชการก็จะทําตัวเป็นเรือดําน้ําตีกรรเชียงไปเรื่อย ๆ ระหว่างนี้ แล้วก็ รอรัฐบาลเลือกตั้งมาแล้วก็ตีกรรเชียงกันต่อไป เพราะอุปสรรคประเด็นปัญหาก็มักติด อยู่ที่ระบบราชการไม่ยอมที่จะปฏิรูปเปลี่ยนแปลง หรือถ้าเผื่ออยากจะปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลง ก็เพื่อจะได้เพิ่มอํานาจ เพิ่มกรม กอง เพิ่มอํานาจของตนเอง แล้วก็สวนทางกับการมีส่วนร่วม ของประชาชนแล้วก็การตรวจสอบ ผมก็กลัวทั้ง ๒ อย่างว่าหลังจากกลางปีของปี ๒๐๑๗ หรือว่าปี ๒๕๖๐ ไปแล้วนั้น ราชการก็ตีกินไปเรื่อย ๆ ฝ่ายการเมืองเข้ามาก็อาจจะปฏิเสธ สิ่งที่เราเพียรพยายามที่จะทํากัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้พวกเราร่วมกับทาง คสช. ครม. สนช. นั้น เร่งทํางานภายใน ๑๘ เดือนที่เหลือ และให้มีมติร่วมกันที่จะนําไปสู่การปฏิบัติทันทีทันควัน อีกทั้งให้มีมติที่จะ เร่งให้ทาง สนช. ไปเร่งออกกฎหมาย การทํางานของ สนช. เพื่อจะไปบอกให้หน่วยราชการ นั้น ๆ ไปพิจารณากฎหมาย เขาก็มักจะคิดถึงผลประโยชน์ของหน่วยงานของเขาแล้วก็อํานาจ ของเขา ปล่อยให้ข้าราชการมามีอํานาจมาก แล้วก็เป็นผู้ตัดสินใจเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของเรื่องมันเป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อนะครับ ผมเป็นข้าราชการมาก่อน มันต้องจากพวกเรา ที่อยากจะปฏิรูปประเทศแล้วก็ไปสั่งหน่วยราชการให้มีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นใน ๑๘ เดือน ที่นี่นะครับ แล้วตามที่ได้มีตารางของ ครม. มาแล้ว มีผลงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ผ่านไปแล้ว แล้วก็ผลงานของท่านมีชัยของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็จะเสร็จภายใน วันที่ ๒๙ มกราคม พวกเราทั้งหมดก็ได้มีการส่งข้อมูล ข้อคิดเห็นที่จะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว อีกทั้ง ๑๑ คณะกรรมาธิการของเราก็ทํางานเสร็จแล้ว ว่าด้วยแผนงาน บวกคณะกรรมาธิการ วิสามัญทางด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ผมค่อนข้างจะแน่ใจว่าภายในเดือนนี้ แล้วก็เดือนหน้า ๒ เดือน สมมุติว่าใช้เวลาอีก ๒ เดือน เรามาคัดประเด็นของ ๑๑ บวก ๑ กรรมาธิการ แล้วก็เอามาเทียบกับทางของ ครม. แล้วก็ผลงานของหน่วยราชการที่เขาเสนอ ขึ้นมา แล้วก็สาระเนื้อหาอันสําคัญที่จะอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการประชาพิจารณ์ หลังจากวันที่ ๒๙ มกราคมของปีหน้า และทั้งหมดนี้น่าจะมีหน่วยงาน ซึ่งเราก็มีแล้วใช่ไหมครับ คณะกรรมการร่วมประสาน ๓ เส้า ๓ สาย แล้วก็น่าจะมีบุคลากรที่เพียงพอเพื่อจะคัดเอา ประเด็นสําคัญ ๆ มาเพื่อให้มีมติออกมา จะเป็นโดย คสช. ครม. คสช. เพราะต้องการใช้ มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) เพื่อจะให้มีการสั่งแล้วก็ปฏิบัติการได้ เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานก็พูดเรื่องธนาคารที่ดิน ตัวอย่าง หรือการคุ้มครองผู้บริโภค อันนี้ไม่ต้องรอนะครับ ตัดสินใจมาเลยว่าจะต้องมีการดําเนินการ เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง และผมคิดว่าเราสามารถที่จะไล่ออกมาได้เลยว่าในผลงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ด้วยนี้ก็สามารถที่จะมีประเด็นสัก ๑๐ ประเด็นจาก ๒๐-๓๐ ประเด็น ที่สามารถจะมีมติ ครม. หรือมติ คสช. ในการที่จะมีมติออกมาแล้วก็สั่งการให้มีการปฏิบัติได้ โดยมิรอช้าเลย อันนี้ก็จะทําให้การทํางานของพวกเราอีก ๑๘ เดือนข้างหน้ามีผล แล้วประชาชน ก็อาจจะเริ่มพึงพอใจด้วยว่าไม่ใช่มานั่งรับเงินเดือนแล้วก็กลายเป็นเวทีอภิปรายอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ความเชื่อถือก็จะถดถอยลงไปเรื่อย ถ้าเผื่อไม่มีการตัดสินใจที่จะให้มีการปฏิบัติแล้วก็ ดําเนินการด้วยอํานาจสูงสุดของ คสช. ณ วันนี้ แล้วก็บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ผมขอกราบเรียนประเด็นท่านประธานว่าเราควรจะทํางานกันอย่างเร่งรีบไม่รอช้า น้อยด้วยทฤษฎี แล้วก็มากด้วยการปฏิบัติไปอีก ๑๘ เดือนข้างหน้าครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ขอบพระคุณมาก ก็เป็นความเห็นที่มีคุณค่ามาก เมื่อสักครู่นี้ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์กําลังจะ ขอพูดเป็นรายต่อไปนะครับ ผมขออนุญาตพูดอีกนิดหนึ่งบอกว่าสําหรับการประชุมวิป (Whip) คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในครั้งที่แล้ว เราจัดลําดับก่อนนําเสนอแผนปฏิรูปทั้ง ๓ วัน จะแบ่งการนําเสนอวันละ ๔ คณะ ดังนี้
วันจันทร์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ เป็นการเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และต่อมาก็คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น
สําหรับวันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เนื่องจาก คณะกรรมาธิการขอนําเสนอเป็นคณะแรก ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติเห็นชอบ คณะที่ ๒ คือด้านการศึกษา คณะที่ ๓ คือด้านเศรษฐกิจ คณะที่ ๔ คือด้านพลังงาน
สําหรับวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ต่อมาก็ด้านสื่อสารมวลชน ต่อมาก็ด้านสังคม สําหรับชุดสุดท้ายก็คือด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบนะครับ ถ้าอย่างนั้นแล้วท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์มีอะไรจะพูดไหมครับ ขอเรียนเชิญ ขอประทานโทษนะครับ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตกราบเรียน ถามท่านประธานต่อกรณีที่ท่านประธานได้กรุณาชี้แจงเมื่อสักครู่นะครับ แล้วก็ได้แจกเอกสาร คือเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะเยอะมาก แต่ผมคิดว่าที่สําคัญที่สุดและที่ควรจะทําความเข้าใจกัน ให้ชัดเจนคือเอกสารที่ท่านประธานได้กรุณาแจกประมาณ ๔-๕ แผ่น ซึ่งท่านประธานได้กรุณา ชี้แจงบ้างแล้ว แต่กระผมอยากขอความชัดเจนเพิ่มเติมขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางในการทํางาน เป็นกรอบการทํางานอย่างน้อยก็ในแผนการปฏิรูปประเทศ ๑ ปีครึ่ง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สปท. แห่งนี้ ถ้าดูจากแผนในความเข้าใจของผม ท่านประธานบอกว่าท่านได้ไปประชุมกับผู้นํา แม่น้ํา ๕ สาย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาช่วงบ่าย แล้วท่านก็นําแผนนี้มาแจก แสดงว่าแผนนี้ ได้จัดทําขึ้นหลังจากการประชุมที่ท่านประธานได้กรุณาประชุมกับท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งถ้าดูจากแผนนี้และผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกอาจจะยังไม่ได้ดูละเอียดพอนะครับ ในระยะที่ ๑ หน้าแรกเลยนะครับ หน้าแรกก็เป็นแผ่นทางขวางที่เขียนไว้ทางด้านขวาบนว่าร่างแผน การปฏิรูปประเทศ ๑ ปีครึ่ง ต้องขออนุญาตใช้เวลาไม่นานครับ ๒-๓ นาที แต่ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สําคัญที่อยากให้ท่านประธานได้กรุณาให้ความกระจ่างแก่พวกเราเพิ่มมากขึ้น ระยะที่ ๑ พูดถึงการทํางานของ คสช. ที่ผ่านมาก็จบไปแล้ว ระยะที่ ๒ คือ ๑ ตุลาคมที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๘ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ คือ ๑ ปีครึ่ง ก็เป็นช่วงประมาณที่พวกเราจะทํางาน ๑๘ เดือน ตรงนี้ถ้ามองขึ้นไปข้างบนท่านได้เรียงไว้ทั้งหมด ๑๐ ด้าน ๑๐ ด้านที่จะดําเนินการ ปฏิรูปในช่วง ๑ ปีครึ่ง ในแต่ละด้านได้ถูกเลือกไว้เป็นเรื่อง ๆ ยกตัวอย่าง เรื่องที่ ๔ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้เลือกไว้คือเรื่องปฏิรูประบบตํารวจและร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เรื่องรองสุดท้ายคือเรื่องพลังงานได้เลือกไว้คือเรื่องบทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์จากกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ถ้าไปดูเอกสารประกอบหน้าถัดไปนะครับ หน้า ๒ หน้า ๓ หน้า ๔ จะเห็นว่าแต่ละด้านได้เสนอเรื่องที่เขาคิดว่าสําคัญเร่งด่วน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ใน ๑ ปีครึ่งข้างหน้าไว้ด้านละประมาณ ๔-๕ เรื่อง ในแผนปฏิรูป แผ่นแรกนี้ก็ได้คัดสรรในแต่ละด้านมาด้านละ ๒ เรื่องบ้าง ๓ เรื่องบ้าง แล้วก็มากําหนดไว้ว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะทําการขับเคลื่อนการปฏิรูปใน ๑ ปีครึ่งข้างหน้า ส่วนถ้าเลยจาก ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ไปจะเห็นว่ามีอีกบางเรื่องที่จะไปปรากฏอยู่ในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่จะ ดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปภายหลังจากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วนะครับ ผมก็เผอิญอยากจะเรียนถามท่านประธานว่าความหมายของตรงนี้คืออะไร ยกตัวอย่าง พลังงานซึ่งผมสังกัดอยู่เขียนไว้ว่าใน ๑ ปี ๖ เดือนข้างหน้าคือบทบาทหน้าที่และการใช้ประโยชน์ จากกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงชัดเจนเข้าใจได้ ใน ๑ ปีครึ่งข้างหน้านี้ผมจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ให้สําเร็จ ซึ่งแน่นอนครับ ๓ เดือนก็เสร็จแล้วนะครับ แล้วจากนั้นก็เป็นเรื่องของการผลักดัน ให้เกิดกฎหมาย ให้เกิดการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเป็นกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง แต่ประเด็นคือว่าเรื่องอื่น ๆ อีก ๑๗ เรื่องที่อยู่ภายใต้พลังงาน ท่านประธานมีนโยบายอย่างไรที่ให้ดําเนินการนะครับ ดําเนินการไปโดยคณะกรรมาธิการพลังงานอีก ๑๗ เรื่อง เตรียมเป็นอาหารสําเร็จรูปไว้ เรดดี มีล ทู อีต (Ready meal to eat) แล้วไปส่งต่อให้รัฐบาลใหม่เมื่อครบ ๑๘ เดือนหรือว่า เมื่อบางเรื่องดําเนินการเสร็จ แม้แต่ร่าง พ.ร.บ. เสร็จในอีก ๑๗-๑๘ เรื่องที่เหลือนี้ท่านจะให้ ส่งเลยไหมครับ คราวนี้ส่งไปผมก็เข้าใจว่าในเหตุผลของผมนี้ก็คิดอย่างที่ท่านประธานได้กรุณา แจกมา รัฐบาลเอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลคงไม่สามารถทําทุกเรื่องได้ ท่านประธาน ก็พูดถึงเรื่องขีดจํากัดของ สนช. ในการที่จะผ่านพระราชบัญญัติต่าง ๆ จึงอยากจะเรียนถาม เพื่อความชัดเจนว่าเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในคอลัมน์ (Column) ที่ ๒ จะให้ดําเนินการแค่ไหน เพียงใด แล้วถ้าเกิดเสร็จแล้วส่งขึ้นไปมันจะไปประชันไปเจอกับ พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่ต้องร่างตามที่กําหนดไว้ ใน ๑๐ ด้านที่กําหนดไว้แล้วหรือไม่ อย่างไร ก็กราบเรียนเป็นข้อสังเกตเพื่อท่านประธาน จะได้กรุณาให้ความกระจ่างชัดเพื่อพวกเราจะได้นํามาปฏิบัติได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณในคําถามที่มีประโยชน์อย่างมากนะครับ เพื่อความกระจ่างของสมาชิก จะได้ ทราบว่าร่างแผนของเรา หน้าเอ ๓ (A3) เอ ๔ (A4) มันไม่ใช่เกิดภายหลังจากประชุมแม่น้ํา ๕ สายแล้วนะครับ มันเป็นร่างแผนกะทันหัน คือเพียงแต่ว่าระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้รับการติดต่อจาก ครม. มาบอกว่าขอให้ ส่งร่างแผน ๒๐ ปีเข้าไปด้วย เดิมทีเดียวเราจะไม่ส่งร่างแผนนี้ขึ้นไปหรอกนะครับ เมื่อเป็น อย่างนั้นปั๊บพวกเราก็ทํางานกันจนถึง ๓ ทุ่มเพื่อเอาที่ผมกราบเรียนให้ทราบว่าเอาวาระ ๓๗ วาระบวก หรือประมาณ ๗๖ เรื่องของ สปช. นี้มาศึกษาแล้วก็จัดลงตามไทม์เทเบิล (Time table) ดังกล่าว โรดแมป (Road map) ดังกล่าวนั้นนะครับ ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ตอนท้ายในหน้าเอ ๓ (A3) ได้เขียนว่าหมายเหตุ เรื่องที่ไม่ได้บรรจุไว้ในวาระปฏิรูปเพราะว่า มีการบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ เช่นศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา อย่างนี้เป็นต้นนะครับ
ข้อ ๒ ก็คือร่างแผนปฏิรูปนี้อาจมีการปรับปรุงแก้ไขได้ตามความเหมาะสม คือยังไม่เป็นแผนสุดท้ายของเรา ซึ่งผมกราบเรียนว่าปรับได้ อันนี้เป็นเพียงแต่ว่า เริ่มต้นเฉย ๆ เพื่อให้สมาชิกได้กรุณาช่วยกันพิจารณาแล้วสามารถจะจัดลําดับความสําคัญ ก่อนหลัง ซึ่งในกรณีที่เราไปประชุมเราได้เสนอรายงานขึ้นมาแล้วก็มีการประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น เราก็ได้จัดลําดับความสําคัญของแต่ละด้าน ไว้แล้วนะครับ อย่างเช่นในหน้า ๒ ลําดับความสําคัญตามตัวเลข ด้านปฏิรูปการเมือง ก็คือการเลือกตั้งที่สุจริตและยุติธรรม ระบบพรรคการเมืองกํากับ ควบคุม และตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ ๔. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๕. การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดอง และทุกด้านเราก็มีจัดลําดับความสําคัญ เช่น ด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินก็ ๑-๖ ปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ ๑-๓ แล้วก็ปกครอง ท้องถิ่นก็ ๑-๒ การศึกษาก็ ๑ ๒ ๓ ๔ เศรษฐกิจก็ ๑ ๒ ๓ ๔ พลังงานก็ ๑ ๒ ๓ ๔ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเหล่านี้มันอยู่ที่กรรมาธิการแต่ละคณะ แต่ละด้านที่จะกรุณา ไปจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังตามที่ท่านเห็นควรนะครับ ปรับได้ตลอดเวลา อันนี้เป็นเพียงตุ๊กตาขึ้นมาเฉย ๆ ว่าเราไม่ได้คิด ขณะนี้หน้าที่ของเรา ไม่ใช่เพียงที่ว่า ๑ ปีครึ่งที่เหลือนะครับ เรามีหน้าที่ต้องวางแผนปฏิรูปไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ช่วง ๕ ปีแรก ๕ ปีที่ ๒ ๕ ปีที่ ๓ ๕ ปีที่ ๔ อีกต่างหาก เป็นหน้าที่ของเรา เราไม่ใช่เพียงทําหน้าที่แค่วางแผนปฏิรูปจนถึงสิ้นปี ๒๕๖๐ แล้วก็พอ ถึงปี ๒๕๖๐ แล้วจบ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นปรับได้ตลอดนะครับ มันเป็นร่างเฉย ๆ ซึ่งเมื่อได้รับ การติดต่อมาระหว่างการประชุมก็ทํางานถึง ๓ ทุ่ม ก็เอาไปส่งเฉย ๆซึ่งทางคณะรัฐมนตรี ก็บอกว่าตรงกันในเรื่องของโรดแมป (Road map) แล้วก็ตรงกันในเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ๒๐ ปี อย่างนี้เป็นต้น ยังไม่มีข้อยุติอะไรนะครับ ขอให้อยู่ที่ความรับผิดชอบ ของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ก็แล้วกัน ถ้าท่านพร้อม ท่านเห็นว่าอะไรก่อนหลังกรุณาจัด ตามใจชอบแล้วเรานําเข้าที่ประชุมของเรา กราบเรียนเพียงแค่นี้ได้ใช่ไหมครับ เรียนเชิญ ท่านพรพันธุ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ อยากจะขอเรียนถามท่านให้ละเอียดในกระบวนการต่อไป สมมุติว่าเรา ได้พิจารณาแผน ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าทาง สปท. เราเองเป็นคนทําแผนอันนี้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราคิดว่าในแต่ละคณะกรรมาธิการยังมีข้อบางเรื่องซึ่งน่าจะทําได้ในช่วง ๑ ปีครึ่ง แต่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนอันนี้ เราสามารถที่จะนําเรียนเสนอท่านประธานเพื่อที่จะ ปรับแผนอันนี้ได้ใช่ไหมคะ ไม่ใช่หมายความว่าสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในแผนเหล่านี้ ในหน้ากระดาษ อันนี้แล้วไม่สามารถจะนํามาปฏิบัติอะไรได้เลยหรือไม่นะคะ เพราะว่ามีหลายเรื่อง ตัวอย่าง เช่น ทางด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมมีอยู่เรื่องเดียวก็คือเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา ในภาวะภัยแล้ง ซึ่งในเรื่องของสาธารณสุข เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติก็ยังมีอีกหลายเรื่อง ซึ่งเราคิดว่าสามารถจะทําได้ในเวลา ๑ ปีครึ่ง ถ้าเผื่ออย่างนั้นก็แปลว่าไม่ต้องทําหรืออย่างไรคะ ขอทราบความชัดเจนในเรื่องนี้ด้วยค่ะ
ขอบพระคุณครับ ก็อย่างที่กราบเรียนให้ทราบตั้งแต่แรกเลยว่าแผนนั้นสามารถปรับได้ทุกวัน ผมเอาถึงขั้นว่าสามารถปรับได้ทุกวันเลยไม่มีตายตัว อยู่ที่คณะกรรมาธิการแต่ละด้าน จะเห็นควรประการใดเท่านั้นละ ๑. เราจะเห็นชอบตามผลงานของ สปช. ที่เสนอไปแล้วก็ได้ ๒. เราจะปฏิเสธก็ได้ ถอนเรื่องกลับ ๓. เราจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นก็ได้ ๔. เราจะริเริ่มใหม่ ก็ได้นะครับ ได้หมด แล้วก็อีกอย่างหนึ่งตั้งแต่หน้าที่ ๒ ถึงเรื่อยไปนี่นะครับ ก็มีการจัดลําดับ ความสําคัญก่อนหลังของแต่ละคณะกรรมาธิการอยู่แล้ว ซึ่งท่านก็ยังสามารถปรับได้อีกต่างหาก อะไรก็ตามที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการแต่ละด้าน ถ้าท่านเห็นว่าสามารถ ผลักดันได้ก่อนผมว่าจะต้องขับเคลื่อนไปได้เลย อย่างเช่น สปช. เขาทําในเรื่องของการปฏิรูปเร็ว ขึ้นมาแล้ว ปฏิรูปเร็วกี่เรื่องครับ เดี๋ยวผมมีตัวเลขอยู่ มีการปฏิรูปเร็วก็หลายเรื่อง ซึ่งอาจจะ ตรงกับเรื่องของท่าน ท่านสามารถขับเคลื่อนหรือผลักดันให้เป็นมาตรการในการปฏิรูปขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะในรูปกฎหมายหรือว่ามาตรา ๔๔ หรือมติ ครม. หรืออะไรก็สุดแท้แต่นะครับ เปิดกว้างเสมอ ไม่ตายตัว เพราะฉะนั้นขอความกรุณาว่าไม่อยากให้ท่านสมาชิกต้องกังวลอะไรเลย อยู่ที่ คณะกรรมาธิการแต่ละด้านต่างหาก อันนี้หมายความว่าผมและเพื่อนร่วมงานบางคนร่วมกัน ร่างขึ้นมาเป็นตุ๊กตาเฉย ๆ ท่านจะได้เห็นภาระงาน แล้วอีกอย่างหนึ่งท่านจะได้ไม่ลืมงานของ สปช. เขาซึ่งมีคุณค่ามหาศาล แล้วเราได้ดําเนินการไปตั้งเยอะแยะแล้วด้วย มันเกือบจะถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ๕ เรื่องที่ผมเรียนปรึกษาท่านเมื่อสักครู่ เช่น การปฏิรูปตํารวจ ธนาคารที่ดิน สํานักงานแข่งขัน ทางการค้า องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) สมมุติท่านพร้อม ท่านเสนอได้เดี๋ยวนี้เลยคือไม่ต้องรอนะครับ ปล่อยให้เป็นภาระของคณะกรรมการ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเข้ามา ๖ ด้านที่ท่านจะไปดูแลต่อไป เราไม่ต้องกังวลว่า เขาจะรับลูกเราได้มากน้อยเพียงใด แต่ว่าผมกราบเรียนให้ทราบว่าเท่าที่ไปคุยกับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาด้วยตัวเอง ๑ เรื่อง ๗ เดือน เราต้องเข้าใจข้อจํากัดอะไรต่าง ๆ หลายสิ่งหลายอย่างด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะเร็วก็มาตรา ๔๔ ถ้าเรามีข้อมูลที่เพียงพอ และหลักฐานน่าเชื่อถือได้ แล้วสามารถแก้ปัญหาได้มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมากมาย ก็กราบเรียนให้ทราบว่าอยู่ที่ท่านเองครับ ไม่ใช่อยู่ที่พวกผมหรือใคร ๆ ท่านนิกร จํานง เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ คือประเด็นที่เรากําลังหารือกันอยู่นี้ผมมองว่าเป็นประเด็นสําคัญ เอามาก ๆ เพราะว่าเกี่ยวข้องกับงานของเราทั้งระบบ ผมอ้างถึงว่าข้อบังคับคือตอนที่ กระผมเป็น ๑ ในกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตอนที่เรา ยกร่างตรงนี้ขึ้นมา ข้อบังคับนี่เรามองดูแล้วว่าอํานาจหน้าที่ของสภาแห่งนี้มีอยู่น้อยนิดมาก โดยข้อจํากัดแห่งกฎหมายนะครับ เราก็เลยเปลี่ยนคําว่า ข้อบังคับการประชุม เป็น ข้อบังคับ สภาขับเคลื่อน หมายความว่ากําหนดเป็นการเคลื่อนที่เสียเลย การดําเนินการหมายถึง เป็นแผนการทํางานของเราเสียเลย ทีนี้ในการกําหนดในคราวนั้นเราก็กําหนดไว้แล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต้องไม่เหมือนกับ สภาผู้แทนราษฎรที่เคยเป็นเหมือนสภาอื่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีนัยที่ไม่เหมือน คนอื่น ดังนั้นเราก็เลยตั้งให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตรงนี้ ซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมาธิการทุกคณะขึ้นมาเป็นกรรมาธิการอยู่ หมายความว่า เป็นองค์รวม ตรงนี้เราทําเป็นเหมือนเอกซ์เซกคิวทีฟบอร์ด (Executive Board) หรือเป็น กรรมการบริหารคอยกํากับการควบคุมทั้งหมดของสภาแห่งนี้ ทีนี้ก็เลยกําหนดเป็นหน้าที่ว่า ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจัดทําแผนการปฏิรูปสภา ตามข้อ ๑๖ ย้อนกลับไปนะครับ เพราะข้อ ๑๖ เราพูดว่าอะไร เราบอกว่าข้อ ๑๖ เขียนไว้ว่าให้สภาทั้งหมดนี้นะครับ มันไล่มาตั้งแต่ทํางานตามข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๔ ข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๔ ก็คือมีการกําหนดตามรัฐธรรมนูญว่าให้ทําเรื่องอะไร หรือเรื่องเร่งด่วนที่มีความสําคัญ เกี่ยวข้องกับใคร ข้อ ๑๔ นะครับ เห็นว่าเรื่องไหนเร่งด่วนก็ให้ดําเนินการปฏิรูปได้ ให้วางกรอบเวลา วางอะไร คือเท่ากับว่าเป็นการกําหนดมาตั้งแต่ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ แล้วมากําหนดเป็นข้อ ๑๖ ข้อ ๑๖ ที่ว่านี้เมื่อมีการได้ตามข้อ ๑๓ และข้อ ๑๔ แล้วให้ทําแผนการปฏิรูป แล้ววิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาให้ชัดเจนเพื่อเกิดความสัมฤทธิผลในเรื่องนั้น ๆ โดยให้ท่านประธาน และกรรมาธิการขอความเห็นชอบจาก ครม. และดําเนินการ ทีนี้ประเด็นก็คือว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ขณะนี้เท่าที่ทราบเราได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศไปแล้ว แต่ว่าการทําแผนเราไม่ได้ทําเอาจริงเอาจัง เพราะแผนต่าง ๆ ที่จะทํา ต่อจากนี้ต้องกําหนดเป็นแผนคร่าว ๆ แล้วก็แผนต่อจากนี้จะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อกรรมาธิการทุกชุด ได้ข้อสรุปก็คือวันนี้หรือเอกสารชุดนี้ทั้งหมด แล้วก็มาคัดว่าเราจะทําเรื่องอะไรบ้างแล้วไปทําแผน แล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้จะต้อง ดําเนินการประสานงานไป ขับเคลื่อนไป แล้วที่จะต้องเปลี่ยนอยู่เสมอก็คือว่าการปรับแผน โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ทีนี้ประเด็นนี้สําหรับข้อนี้ เอกสารฉบับนี้ผมดูแล้วเมื่อเช้า ผมก็ตกใจ เพราะทั้งหมดเท่าที่ผมดูเรื่องเร่งด่วนตามนี้ไปสอดคล้องกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่เราจะปิดการประชุมมีการร้องขอไปยังกรรมาธิการทุกชุด ผมอยู่ชุดปฏิรูปการเมืองว่า ให้จัดลําดับมาเสีย ๓ เรื่องที่จะเห็นว่าเร่งด่วนทุกคณะ ของเราก็จัดมานะครับ เป็นเรื่อง การเลือกตั้ง เรื่องอะไรพวกนี้ แล้วก็การพัฒนาเกี่ยวกับการมีวัฒนธรรมทางประชาธิปไตย เราเสนอมา ๓ เรื่อง แต่ตรงนี้ไม่ใช่ เมื่อเช้านี้ผมก็สอบถามไปว่าแล้ว ๕ เรื่องนี้มาจากไหน ปรากฏว่า ๕ เรื่องได้มีการได้เขียนไว้ก่อน ตามที่ท่านประธานพูดเมื่อสักครู่นี้นะครับ ตามที่ท่านประธานได้แจ้งต่อสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ มาเรียงดูเป็นลําดับตาม สปช. หมายความว่าแผนตัวนี้ได้ทําก่อนที่เรากําลังจะสรุปงานของเรา ก็คือโดยคณะกรรมาธิการ เพราะขณะนี้ใครจะไปรู้ได้อย่างไรว่าคณะกรรมาธิการแต่ละชุด อย่างที่ทางสาธารณสุขเสนอเมื่อสักครู่นี้ว่าเราจะทําอะไรกันบ้าง แล้วที่ประชุมแห่งนี้ก็ยัง ไม่รับทราบว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นผมเห็นว่าชุดนี้สมควรจะยกเลิกไป เพราะว่าไม่สอดคล้อง กับทั้งข้อบังคับของเราที่เราได้แอปพรูฟ (Approve) ไป หมายถึงว่าที่เราเห็นชอบไปแล้ว แล้วไม่อย่างนั้นงานของเราจะไขว้ไปไขว้มา แล้วก็เป็นโล้เป็นพายไม่ได้ ผมก็คิดว่าวันนี้เรามาคุย กันว่าแต่ละคณะจะเอาเรื่องอะไรบ้างที่เป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วก็ทางประธานทุกคณะคงจะต้อง เอาเข้าที่ประชุมแล้วก็ไปจัดแผนกันว่าเราจะเดินอย่างไร แล้วก็ที่เขาตั้งไว้ ๖ คณะ ๕ คณะ ก็ว่ากันไปเถอะ แล้วก็เรียงตามลําดับ ไม่อย่างนั้นงานไม่รู้หัวอยู่ที่ไหน หางอยู่ที่ไหน แล้วก็จะ เป็นปัญหาได้ แล้วชุดนี้เท่าที่ดูมีทักกันมาหลายคณะแล้ว ของผมเองชุดแรกปฏิรูปการเมือง ก็ไม่ใช่พอไม่ใช่ก็ทําให้สามเหลี่ยมนี้ก็ไม่ใช่ แล้วก็แผน ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็ไม่ใช่ตามกันไปหมด ก็นําเรียนว่าเราอาจจะต้องเริ่มตั้งแต่มีการคุยกันเรื่องที่สรุปด้วย เพราะว่าคณะกรรมาธิการ ขณะนี้แต่ละชุดได้สรุปอาจจะคล้ายกับของ สปช. แต่ไม่ใช่ มีเรื่องเปลี่ยนแปลงใหม่ มีเรื่อง อัปเดท (Update) กันมากมายเรื่องที่เราคัดออก เพราะว่า ๓๗ วาระปฏิรูปนั้นมากเหลือเกิน ก็นําเรียนท่านประธานว่าจะได้ดําเนินการไปตามนี้ โดยผมเห็นว่าควรจะมีการประชุม อย่างเอาจริงเอาจังในส่วนของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ให้พวกเราได้รู้จะได้เดินไปด้วยกัน นําเรียนด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ก็ถูกต้องแล้วที่ท่านนิกรได้กรุณาเสนอแนะมา เพราะว่าในแง่หนึ่งวันที่ ๒๔ นี้ เราก็จะประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อตกลงกัน ในเรื่องนี้ เป็นความจริงก็คือว่าที่ทําแผนนี้หมายความว่าชั่วคราวร่างขึ้นเพราะว่าเขาขอให้ ส่งเดี๋ยวนั้น แล้วเรายังไม่มีข้อยุติเลย แต่ว่าอันหนึ่ง สปช. ที่ทําไว้ก็มีคุณค่าอยู่เราก็มา เรียงลําดับตามนั้นชั่วคราวเฉย ๆ ก็อย่างที่กราบเรียนตั้งแต่แรกว่าเราจะไม่เอาก็ได้อยู่ที่ กรรมาธิการแต่ละด้าน เสร็จแล้วก็นําเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสีย แล้วก็มาเข้าที่ประชุมใหญ่ของเราอย่างนี้ ท่านนินนาทครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ สปท. ลําดับที่ ๘๐ นะคะ ดิฉันเข้าใจที่ท่านประธานกรุณาอธิบาย เพราะว่า เจ้าหน้าที่ของชุดดิฉันก็ได้ประสานอยู่ตลอดเวลาแล้วก็เข้าใจว่าลําดับความเร่งด่วนในเอกสาร ใบหลังเป็นอย่างไร แล้วข้างหน้าก็เข้าใจตามที่ท่านประธานได้กรุณาอธิบาย แต่ทีนี้ที่สงสัย นิดเดียวแล้วก็อยากได้ความชัดเจนเพิ่มเติมก็คือว่าตามใบขวางจะมีครบทุกด้านเลย คือเรามีทั้งหมด ๑๑ บวก ๑ ก็คือ ๑๒ ใช่ไหมคะ ทีนี้ในนี้ก็จะมีข้างบนมี ๑๐ แล้วก็ข้างล่าง ตรงหมายเหตุบวกอีก ๑ แต่ว่าของด้านท้องถิ่นตกไปเลย ดิฉันก็อยากจะเรียนถามว่าคือ ๑. ตกไปแล้วเราก็สามารถเพิ่มเติมได้ใช่ไหมคะ แล้วการเพิ่มเติมนั้นก็จะไปเพิ่มเติมในวิป (Whip) วันที่ ๒๔ ใช่ไหมคะ ส่วนในเรื่องระยะเวลานั้นดิฉันกราบเรียนว่าของคณะกรรมาธิการ ด้านการปกครองท้องถิ่นมั่นใจค่ะว่า ๑ ปีครึ่งในช่องที่ ๒ ที่ท่านกําหนดว่าระยะที่ ๒ ๑ ปีครึ่ง ร่างกฎหมายหลายฉบับที่ได้นําเรียนเอาไว้ในเอกสารตามลําดับความสําคัญนั้นสามารถทําได้ แน่นอน เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะขอความกรุณาว่าตรงนี้ก็น่าจะต้องเพิ่มเติม ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ก็อย่างที่เรียนให้ทราบว่าเป็นชั่วคราวเท่านั้น เป็นเพียงตุ๊กตา เราสามารถไปตกลง กันได้ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ที่ประชุมนี้ เป็นผู้ตัดสิน อันนี้เป็นตุ๊กตาครับ อย่าเพิ่งไปจริงจังกับมันมากเท่าไร เพียงแต่ว่าอย่างน้อยให้ดูว่า งานมีอยู่อย่างนี้ เราจะปฏิเสธก็ได้ เราจะเพิ่มเติมก็ได้ เราจะทําเรื่องใหม่ก็ได้หมดอยู่ที่เรา เท่านั้น ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องเข้าวาระต่อไปแล้วนะครับ ท่านสถิตย์ครับ เรียนเชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ เพื่อความกระจ่างในการดําเนินการเรื่องการปฏิรูปในส่วนที่เป็นของ สปช. และ สปท. ตามความเข้าใจของผมถ้าเข้าใจผิดก็กราบขออภัย ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานและท่านรองประธานได้ให้นโยบาย ชัดเจนว่าในช่วง ๖ เดือนแรกนั้นจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปที่ สปช. ได้ทําไว้โดย ๑. จัดลําดับ ความสําคัญเร่งด่วนของสิ่งที่ สปช. ได้ทําไว้ ๒. เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมในเรื่องที่ สปช. ได้ทําไว้ หรือ ๓. ไม่ดําเนินการในเรื่องที่ สปช. ได้ดําเนินการไว้ช่วง ๖ เดือนแรก หลังจากช่วง ๖ เดือนแรก ก็เป็นช่วง ๖ เดือนที่ ๒ ๖ เดือนที่ ๓ และ ๔ เดือนที่เหลือ ช่วงนั้นจะเป็นเรื่องที่ ๑. ที่ สปช. ดําเนินการไว้และทําให้เสร็จใน ๖ เดือนแรก ๒. เป็นเรื่องที่ สปท. เห็นว่าควรดําเนินการเพิ่มเติม ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าแบ่งชัดเจนอย่างนี้การทํางานต่อไปก็จะ มีความชัดเจนว่าในช่วงแรก ๖ เดือนแรกนั้นทําเฉพาะเรื่องที่ สปช. เสนอ จะยืนยันทั้งหมด ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือไม่เอา อย่างที่ท่านประธานได้กรุณาแนะนําก็ได้ แล้ว ๖ เดือนหลัง ถึงจะเริ่มเรื่องใหม่ ซึ่งทุกคนก็จะได้เดินตามแนวทางนี้ร่วมกันพร้อมกัน ที่ผมกราบเรียนมานี้ เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ได้ตกลงกันแล้วในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ จึงกราบเรียนมาด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ก็ยืนยันได้ว่าเป็นอย่างนั้น
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระต่อไป เป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือพิจารณาแผนการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จํานวน ๑๑ คณะ ในกรณีนี้มีท่านสมาชิกบางท่านมาหารือว่าเฉพาะ ๓ วันที่เราจะประชุมกันวันนี้ วันพรุ่งนี้ และวันพุธนั้น เนื่องจากเป็นวาระการอภิปรายและซักถามรายงานของคณะกรรมาธิการ สามัญประจําสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงอยากจะขอผ่อนปรนแนวทางปฏิบัติ กล่าวคือ ประการแรก การแจ้งความจํานงอภิปรายขอให้ถือปฏิบัติเช่นเดิม ประการที่ ๒ คําแถลงที่จะจัดส่งก่อนการอภิปรายขอให้งดเว้นได้ เว้นแต่สมาชิกที่ประสงค์จะทําเช่นนั้น ก็ทําได้เช่นเดิม ขอความกรุณาให้เป็นอย่างนี้นะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ขอเชิญประธานกรรมาธิการนําเสนอแผนปฏิรูปประเทศเพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพิจารณา โดยใช้เวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมงนะครับ โดยขอใช้เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ๓๑ แผ่นด้วย เรียนเชิญ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขอรายงานแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดังนี้ครับ
ด้วยแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองฉบับนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้วางแนวทางให้มีการศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งวิธีการปฏิรูปเพื่อให้การดําเนินงาน การปฏิรูปเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๙/๒ ประกอบมาตรา ๒๗ ซึ่งบัญญัติให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและสัมฤทธิผล ของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้ง ที่สุจริต เป็นธรรม และสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศตามนโยบายของรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติและส่วนราชการ รวมถึงให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองให้ยึดหลักการปฏิรูปในประเด็นสําคัญและเร่งด่วนให้แล้วเสร็จก่อน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการปฏิรูปการเมืองให้มีผลต่อการสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองใหม่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชน พร้อมกันนี้คณะกรรมาธิการ จะได้เชิญผู้มีความรู้และมีประสบการณ์จากหลาย ๆ ฝ่ายมาร่วมคิดและร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อหาทางออกร่วมกัน และเพื่อให้มีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองในมิติต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แก้ไขปัญหาเดิม เปลี่ยนโฉมทางการเมือง เป็นการเมืองใหม่ที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสําคัญ การขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงมีโจทย์ใหญ่ที่เป็นเป้าหมายสําคัญของการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านการเมืองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ
๑. การให้ได้นักการเมืองที่ดีทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่มีจริยธรรม และคุณธรรม รักษาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน และสามารถบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีได้
๒. การให้ได้มาซึ่งระบบการเมืองที่ดีที่เหมาะสมกับสังคมไทยโดยผ่าน พรรคการเมือง
๓. ให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และมีมาตรการป้องกันการลงทุน ในทางการเมือง เพื่อตัดตอนไม่ให้ไปสู่การถอนทุนและการทุจริตคอร์รัปชัน
๔. การให้มีองค์กรตรวจสอบและมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกํากับ ควบคุม และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ
๕. ต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยให้มีหลักสูตรการศึกษาทางด้านการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระบบการศึกษา เริ่มตั้งแต่เด็กและเยาวชน และมีการให้ความรู้แก่ประชาชนโดยทั่วไป
๖. มีมาตรการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติ ดังนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงได้ทําแผนเพื่อ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้สัมฤทธิผล โดยกําหนดประเด็นการศึกษา พร้อมข้อเสนอแนะและวิธีการปฏิรูป โดยกําหนดประเด็นในแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองดังนี้
๑. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
๒. ระบบพรรคการเมือง
๓. การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม
๔. การกํากับ ควบคุม และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ
๕. การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และ
๖. การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง
ในการนี้ เพื่อให้การรายงานแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้มีความชัดเจน มากขึ้น กระผมจึงขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อขอให้ กรรมาธิการดังรายชื่อต่อไปนี้เป็นผู้นําเสนอแผนรายงานการปฏิรูปด้านการเมืองในประเด็นต่าง ๆ ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้แก่ ๑. ท่านวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ นําเสนอประเด็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๒. ท่านนิกร จํานง กรรมาธิการ นําเสนอ ประเด็นระบบพรรคการเมือง ๓. ท่านวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ นําเสนอประเด็น การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ๔. ท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมาธิการ นําเสนอประเด็นการกํากับ ควบคุม และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ๕. ท่านกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ นําเสนอประเด็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ๖. อาจารย์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ เลขานุการกรรมาธิการ นําเสนอประเด็นการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง จึงขอท่านประธานได้โปรดอนุญาตครับ
เรียนเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับ เอกสารที่ คณะกรรมาธิการได้ทําไว้เป็นเอกสารที่พยายามย่อสาระสําคัญทั้งหมดไว้ภายใต้กรอบที่เรา ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็น และถ่ายทอดประสบการณ์ทางการเมืองกัน การปฏิรูปด้านการเมืองถือว่าเป็นด้านที่มีสาระสําคัญที่สุดสําหรับกระบวนการที่จะ มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนสมาชิกคงทราบนะครับว่าปัญหาประเทศชาติ บ้านเมืองเราก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะปัญหาทางการเมือง การเมืองที่เราเรียกว่า ทางออกที่ดีที่สุดสําหรับการปกครองในโลกนี้ก็คือทางออกด้วยวิธีการประชาธิปไตย เรามีประชาธิปไตยมาถึงวันนี้นับระยะเวลาร่วม ๘๐ กว่าปี ใน ๘๐ กว่าปี ประชาธิปไตย ไม่ได้เริ่มต้นอย่างนี้ครับ ประชาธิปไตยเริ่มต้นจากจริง ๆ ก็คืออยากได้ตัวแทนของประชาชน ไปทําหน้าที่ในการออกกฎหมายและการบริหารประเทศชาติ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา พัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยต้องยอมรับกับความจริงครับว่าเราผ่านกระบวนการ การเลือกตั้งมาหลายครั้ง แต่กระบวนการการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มีปัญหาหยุดชะงักกันไป ตามเหตุผลของสถานการณ์แต่ละช่วง ผมนับย้อนหลังไปนะครับว่าการเลือกตั้งในยุคแรก ๆ ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนเริ่มทดลองรู้จักคําว่าประชาธิปไตย แล้วเราก็เว้นวรรคระยะเวลายาวนานพอสมควร ประชาชนก็คุ้นเคยกับระบอบการปกครอง โดยการแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นกลไกต่าง ๆ ในระบบสังคมทั้งหมดคุ้นเคยกับระบบของการมาจาก การรัฐประหาร หรือการปกครองในระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เราเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลังจาก การปฏิวัติปี ๒๕๐๐ แล้วก็การปฏิวัติปี ๒๕๐๐ เราก็เกิดคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสู่วงการธุรกิจ มากกว่าระบบขุนนาง พ่อค้าเริ่มเข้ามามีบทบาทอํานาจมาก เพราะฉะนั้นในระบบการเมืองที่ รวมศูนย์อยู่กับการปกครองในระบบที่มีทหารเป็นผู้นําบรรดาธุรกิจทั้งหมดก็วิ่งเข้าหาระบบ ของทหารเท่านั้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงยุค ๑๔ ตุลา เปิดหน้าฉากประชาธิปไตยใหม่และบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดี ที่สุดในยุคนั้นที่ออกมา แต่ช่วงระยะเวลาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ เราผ่านช่วงระยะเวลา เพียงสั้น ๆ ครับ ผ่านรัฐบาล ๒-๓ ยุค ก็เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงการปกครองอีก สังคม พยายามหาบทสรุปว่าประเทศไทยเราจะเดินกับระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ ประชาชน จะไปคู่กับระบอบประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่ หรือว่าประชาธิปไตยประชาชนเราไม่พร้อม หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นใหม่ในการเขียนรัฐธรรมนูญ และการเริ่มต้นใหม่ครั้งนั้นการเขียน รัฐธรรมนูญเสร็จเราก็เลือกตั้งกันผ่านการเลือกตั้ง คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อช่วงนั้น ก็กลายเป็นคนที่มาจากส่วนหนึ่งของระบบทหาร เมื่อผ่านการปกครองไปได้ระยะหนึ่งของ ระบอบประชาธิปไตย คนที่คุ้นเคยกับการบริหารงานแบบใช้อํานาจเต็มเบ็ดเสร็จไม่คุ้นเคยกับ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสภาเช่นนี้ จอมพล ถนอมก็ไม่คุ้นเคยครับ แม้ที่ประชุม เสียงข้างมากในสภาจะผ่านระบบการเลือกตั้งที่ ส.ส. แต่ละคนมากันไม่ต้องมีพรรคท่านคุมได้ แต่ท่านก็รับไม่ได้กับการอภิปรายที่แสดงความคิดเห็นต่างมากกันไป เพราะฉะนั้นระบบนี้ ก็ยืนไม่นาน เราได้มีการประนีประนอมครั้งใหญ่ระหว่างแนวทางประชาธิปไตยกับแนวทาง เผด็จการก็คือยุคของท่าน พลเอก เปรม เป็นการประนีประนอมที่สร้างความมั่นคง ตามระบอบประชาธิปไตยที่ยาวนานที่สุด ผ่านการเลือกตั้ง ๓ ครั้ง ๘ ปีเศษของการปกครอง ในระบบของท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เราได้พิสูจน์ความจริงครับว่าความยั่งยืนที่สุด ของระบบที่ยืนอยู่ได้ในสังคมไทยก็คือผู้บริหารต้องซื่อสัตย์สุจริต ๘ ปีกว่าของระบบ การประนีประนอมระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยเราประสบความสําเร็จครับ ประชาชน ยอมรับในความซื่อสัตย์สุจริตของท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และเมื่อท่านล้างมือ ทางการเมืองเราก็เผชิญหน้ากับการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งปี ๒๕๓๑ เราก็ได้นักการเมือง ถึงแม้จะมียศพลเอกนําหน้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เราได้นักการเมืองซึ่งเริ่มเปลี่ยนโฉม จากยุคแรก ๆ นักการเมืองยุคแรกจะเป็นผู้ที่สนใจทางการเมืองแล้วก็มาเล่นการเมือง ไม่ใช่ตัวแทน ผลประโยชน์ ไม่ใช่ตัวแทนนักธุรกิจ แต่เป็นผู้ที่ตื่นตัวทางการเมือง อาจจะเป็นครูบ้านนอก หรือเป็นทนายความ หรือเป็นนักกฎหมาย หรือเป็นหมอ หรือคนที่ทํางานเพื่อสังคม จะลงสมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรกันไปทั้ง ๆ ที่โดนด่าครับ อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ขาดความมั่นคง เหมือนคนแสดงละครเร่ร่อน แต่วันหนึ่งเมื่อระบบเศรษฐกิจของเราเติบโตขึ้น ปี ๒๕๓๑ เปิดศักราชของการที่คนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกจริง ๆ ท่าน พลเอก ชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรีครับ การเลือกตั้งยุคนั้นเป็นยุคแรก ๆ ที่เรา เริ่มเห็นนักธุรกิจส่งตัวแทนเข้ามาเป็นนักการเมือง แต่การเลือกตั้งที่มีนายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งเราอยู่ได้สั้นครับ แล้วก็ปฏิวัติกันอีก แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญกันอีก แล้วก็มาเถียงกันอีกว่านายกรัฐมนตรีควรจะมาจากการเลือกตั้ง หรือใครก็ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี และสุดท้ายเราก็ออกกติกาว่านายกรัฐมนตรีควรจะมาจากการเลือกตั้ง หลังจากนั้น เราก็มีการเลือกตั้งมาเป็นระยะ พัฒนาการช่วงหลังที่ผมขออนุญาตเกริ่นนํานอกจากเอกสาร อันนี้ก็คือระบบการเลือกตั้งเมื่อประชาธิปไตยเริ่มก้าวเดินหลายปี ความมั่นคงของระบบ การเลือกตั้งเริ่มมีขึ้น นักการเมืองที่ชอบการเมืองเริ่มทยอยล้มหายตายจากระบบเลือกตั้ง คนที่เป็นนักธุรกิจเริ่มส่งตัวแทนเข้ามาแล้วก็เริ่มพัฒนาเข้าสู่การทําธุรกิจการเมืองเอง เราประสบปัญหาในเรื่องของการทําธุรกิจการเมืองเพราะผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง การเป็นนักการเมืองกับการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อให้กับกลุ่มประโยชน์ของตนเอง และสุดท้าย ปัญหาหลักที่เราเกิดขึ้นในสังคมก็คือปัญหาที่สร้างขึ้นมาอย่างรุนแรงแล้วก็ เลวร้ายสําหรับการเมืองไทยก็คือนักการเมืองคือคนเลว นักการเมืองคือพวกแสวงหา ผลประโยชน์ นักการเมืองคือต้นตอของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน นักการเมืองเป็นผู้มีรายได้สูง และไม่รู้จักพอ แล้วก็ปัญหาทั้งหมดที่เปราะบางที่สุดในการที่จะวิจารณ์สังคมนี้ก็คือเลวที่ ระบบนักการเมือง เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการพยายามค้นหาครับว่าเราจะแก้ปัญหา การเมืองอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ครับวางระบบดีอย่างไรถ้าคนเลวมันก็ก้าวสู่ระบบที่ดีไม่ได้ เราก็ พูดถึงสภาพปัญหาและที่มาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามเอกสารซึ่งอยู่ในมือท่านนะครับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่เราอยากได้ก็คืออยากได้คนที่ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม มีจริยธรรม ถามว่าที่ผ่านมาเราได้บุคคลเช่นนี้มาพร้อมหรือไม่ หรือมาได้เพราะว่าพูดเก่ง มาได้เพราะ โกหกเก่ง มาได้เพราะมีสตางค์เยอะ มาได้เพราะมีอํานาจเยอะ เราไม่ได้ต้องการคนรวย มาปกครองประเทศนี้ เราไม่อยากให้คนมีอํานาจที่ถืออิทธิพลข่มเหงคนอื่นมาเป็นผู้ปกครอง ประเทศนี้ เราอยากได้คนดี ซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม เข้าปกครองประเทศนี้ เมื่อกลไก การเมืองเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีกําลังเหนือกว่าโดยเฉพาะกําลังทุนเหนือกว่า การเมือง ช่วงระยะหลังก็เลยเป็นการเมืองของการแสวงหาผลประโยชน์ ภาพพจน์ทางการเมือง ดูเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเป็นเรื่องที่นับวันจะเลวร้ายลงทุกวัน ทัศนคติของประชาชน ต่อทางการเมืองก็ยิ่งนับวันยิ่งเลวร้ายไป ประชาชนเริ่มปฏิเสธการเมือง และหลาย ๆ ครั้ง คนที่เป็นผู้นําประเทศก็ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง มาวันนี้ผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่าน ก็รู้สึกว่าท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่ท่านปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ตรงนี้กําลัง ทําหน้าที่ทางการเมืองในการวางกติกาของประเทศ แล้วก็หลายเรื่องหลายราวถ้าเมื่อเผชิญ กับปัญหาตัวเองคนที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักการเมืองก็จะรู้สึกว่าความเป็นนักการเมือง เป็นเรื่องแปลก ๆ และเป็นเรื่องไม่ปกติ แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเป็นง่ายนักในข้อจํากัด ทางการเมืองที่มีอยู่ พูดถึงเรื่องการเมืองเราแยกระบบของเราเป็น ๒ อย่าง คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่มาของวุฒิสภาดั้งเดิมจริง ๆ เราต้องการให้วุฒิสภานี้เป็นสภาของผู้ทรงภูมิความรู้ที่จะ มากลั่นกรองกฎหมายที่ออกมาจากชาวบ้านที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งอาจจะไม่มีภูมิความรู้จริง เพราะฉะนั้นวุฒิสภาควรจะเป็นสภาที่ทรงไปด้วยความรู้สามารถมานั่งกลั่นกรองกฎหมายได้จริง ๆ เราเลยกําหนดให้เป็นสภาคู่มาตลอด แต่ปรากฏว่าช่วงหลังที่เราเริ่มรณรงค์สภาคู่ วุฒิสภา เราต้องการคนที่มาจากการเลือกตั้ง เราก็เห็นระบบต่าง ๆ เริ่มแปลกปลอมมากขึ้น ผมเห็นวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกใช้เวลา ๑ ปีเต็มเพื่อแสวงหาวัฒนธรรมของตัวเองว่า ตัวเองคืออะไรกันแน่ เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง เขาอยากออกกฎหมายเหมือนผู้แทนราษฎร เขาอยากจะมีอํานาจเหมือนผู้แทนราษฎร อยากทําต่าง ๆ เหมือน ส.ส. แต่จริง ๆ เจตนารมณ์ ของวุฒิสภาก็คือการกลั่นกรองกฎหมาย กว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจะเข้าใจตัวตนครับ ก็ผ่านเวลานานพอสมควร เมื่อผ่านไปยุคหนึ่งสังคมก็รู้สึกล้มเหลวครับ วันที่ได้นักการเมือง มา ๒ สภา คือสภาล่างเป็นสภานิติบัญญัติ และสภาบนก็มาจากการเลือกตั้ง และปรากฏว่า ไปสาวไปสาวมาทั้ง ๒ สภาเป็นที่มาจากแหล่งผลิตใกล้เคียงกัน การรวมผลประโยชน์ระหว่าง สภาล่างกับสภาบนเป็นไปในทิศทางที่ประนีประนอมและสอดคล้องมากขึ้นจนผู้นําบางยุคคุมได้ ทั้งเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และสั่งเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ วุฒิสภาก็เปลี่ยนครับ จากระบบแต่งตั้งเป็นระบบเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกันมา ทั้งหมดครับคือสภาพปัญหา ที่การเมืองนับวันแต่จะเลวร้ายทุกวัน ในบางครั้งเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง นักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถจะหาตัวแทนขึ้นมาทําหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ เป็นภาวะ ของรัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่สะสมกันมา เราพยายามที่จะพัฒนาประชาธิปไตยโดยการกระจายอํานาจลงสู่ท้องถิ่น เราตั้ง อบต. เราตั้งเทศบาล เราตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เรามีเมืองพัทยา และเรามีกรุงเทพมหานคร เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่เสียงที่สะท้อนกลับมามันก็มี ๒ ด้าน ผมเป็นนักการเมือง มาจากบ้านนอกครับ เป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกในวันที่ไม่เคยมี อบต. โครงการทุกโครงการ ต้องผ่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอําเภอ และวันหนึ่งมี อบต. วันนี้ ชนบทไทยเริ่มเปลี่ยนโฉมครับ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทเริ่มลดลง เส้นทางคมนาคมเปลี่ยนขนาดใหญ่เพราะต้อง ยอมรับว่าเกิดจากการสร้างท้องถิ่นขึ้นมา ท่านเดินทางไปทั่วประเทศครับ เดี๋ยวนี้จะเจอ ถนนคอนกรีต ถนนลาดยางเกือบในทุกหมู่บ้าน เกือบทุกตําบล บางตําบลจะหาถนนดินลูกรัง ไม่ได้แล้วครับ ทั้งหมดเกิดจากผลของการกระจายอํานาจ แต่ขณะเดียวกันจากการกระจายอํานาจ เรารับทราบข่าวถึงการทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ๆ และที่สําคัญครับ ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทุจริตการเลือกตั้งในท้องถิ่นก็รุนแรงคู่ขนานกับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. การเลือกตั้งนายก อบต. นายกเทศบาล นายก อบจ. หนีไม่พ้นข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใครรวยกว่าก็ชนะ คนชนะเข้าไปบริหาร เมื่อซื้อเสียงเข้ามามันหนีไม่พ้นครับ มันต้องไปโกง เพื่อถอนทุน เพราะฉะนั้นเราอยากกระจายอํานาจ ขณะเดียวกันก็ติดปัญหาเรื่องเราไม่ได้คนเดียว เข้ามาสู่สภา ปัญหาทั้งหมดจึงรวบยอดอยู่ว่าตราบใดที่เราสร้างระบบการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรมไม่ได้ ประชาธิปไตยที่เป็นอุดมการณ์ก้าวเดินไม่ได้ ถามว่ายากไหมครับในการที่จะ สร้างกระบวนการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ยากครับ ผมเคยอภิปรายกับเพื่อนสมาชิก ในสภาวันแรกที่ผมมาอยู่ที่นี่ครับว่าถ้าคิดไม่ออกอย่าพาบ้านเมืองไปเสี่ยงให้กับคนรวย เพราะวันนี้เราเสี่ยงกับคนมีกําลัง ระหว่างคนรวยกับคนมีกําลังก็ไม่ต่างกันครับ อยู่ที่ใครมีคุณธรรม ถ้าเชื่อมั่นว่าผู้นํามีคุณธรรมและหาทางออกที่ถูกต้องไม่ได้อย่าเพิ่งไปเสี่ยง เพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการทั้งหมดวางสาระสําคัญครับว่าเราจะต้องสร้างการเมืองที่สุจริตเที่ยงธรรม แม้จะยาก ต้องระดมความคิดทั้ง ๒๐๐ คนนี้ให้ออกครับว่าการเมืองที่สุจริตเที่ยงธรรม คือการเมืองอย่างไร เราก็เริ่มหาแนวทางครับ เราเริ่มคิดว่าต้องสร้างคุณสมบัติของผู้ที่จะ เป็นนักการเมือง พยายามหามาตรการว่าคนที่เป็นนักการเมืองควรจะมีคุณสมบัติที่ผ่าน การคัดเลือกมาที่เข้มข้นพอสมควร คนที่เคยทุจริตคอร์รัปชัน คนที่เคยมั่วสุมกับการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิขายเสียง มีปัญหาเรื่องซื้อสิทธิขายเสียง คนที่ในประวัติการเสียภาษีชอบ ไม่ชอบ เหล่านี้จะต้องเป็นพื้นฐานของคุณสมบัติคน ใครก็ตามที่เคยโดนคดีทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่า ในตําแหน่งไหนก็ตาม ทั้งชาตินี้เลิกการเมืองได้ครับ ต้องเลิกคิดครับ เพราะจะต้องไม่เปิดช่อง ให้กับคนที่มีพื้นฐานอย่างนั้นกลับเข้ามาอยู่ในระบบการเมืองเด็ดขาด เพราะการเมือง ไม่ใช่ ส.ส. เฉย ๆ ครับ วันหนึ่งคนที่เป็นอย่างนั้นเขาจะก้าวขึ้นตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นคุณสมบัติเบื้องต้นเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่ต้องกําหนด เราเริ่มกําหนดอย่างนี้ครับ คุณสมบัติที่เข้มข้นของผู้ที่จะดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น ให้ผู้สมัครแสดงความจํานงเข้าสู่ตําแหน่ง และผู้เข้ารับการสรรหาต้องเปิดเผยแบบสําเนา การชําระภาษี ๓ ปีย้อนหลัง ถ้าในชีวิตเป็นชาวนามาตลอดก็ไม่แปลกครับ ไม่เคยแจ้งใบเสียภาษีเลย ก็บอกว่าไม่เคยเสียเลย แต่ถ้าเป็นข้าราชการลาออกไปสมัครก็แจ้งสิครับว่าท่านเสียภาษีมาเท่าไร เพราะหลังจากนั้นท่านก็จะต้องเริ่มแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และสาธารณะก็เริ่มตรวจสอบทรัพย์สิน อย่างนี้ก็เช่นเดียวกันครับ การเลือกตั้งท้องถิ่นก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินแล้วก็แสดงการเสียภาษี โดยเฉพาะท้องถิ่นคุณต้องติดให้รู้ครับ ในตําบลว่าคุณจะเลือกเป็นนายก อบต. คุณมีทรัพย์สิน อยู่ในตําบลเท่าไร อย่างน้อยคนในตําบล คนในเทศบาล คนในจังหวัดจะได้เริ่มตรวจสอบกัน อย่างจริงจัง ใครที่อยากจะสมัครนะครับ ส.ส. หรือ ส.ว. อย่างน้อยต้องเปิดเผยตัวเอง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนเริ่มตรวจสอบได้ครับ ว่าเขามีความเหมาะสมที่จะทําหน้าที่เหล่านั้นหรือไม่ มีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งที่เราใช้เวลา ถกกันมากครับ เดิมเรากลัวว่าระบบการเลือกตั้งจะทําให้คนดี คนมีความสามารถ คนมีคุณธรรม ไม่สามารถผ่านด่านการเลือกตั้งได้เพราะเขาไม่เชี่ยวชาญเรื่องการสมัครรับเลือกตั้ง กฎหมาย รัฐธรรมนูญก็แก้ครับ เราเปิดช่องสําหรับคนดี คนมีความสามารถ คนมีคุณธรรม โดยเปิดช่อง ไประบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง เราคิดว่าพรรคการเมืองจะไปสรรหาคนดี คนมีความสามารถ คนที่มีคุณธรรม คนที่สังคมอยากได้เข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ เพื่อเอามาทดแทนสิ่งที่คนดี เหล่านั้นขาดแคลนคือความสามารถในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เขาไม่ใช่นักเลือกตั้ง เราลองเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ผลสุดท้ายคณะกรรมาธิการได้ข้อสรุปว่าบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ของการมีระบบบัญชีรายชื่อ น้อยมากที่คนดี มีคุณธรรมและคนมีความสามารถที่ถูกเลือกสรรเข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ กลายเป็นที่ซ่องสุม ของกลุ่มการเมือง กลุ่มธุรกิจ กลุ่มคนมีอิทธิพล กลุ่มมีสตางค์ที่ชาวบ้านไม่เลือก สุดท้าย กลุ่มนี้ละครับเป็นกลุ่มที่เป็นทุนของพรรคการเมือง และจ่ายค่าหัวให้กับนักเลือกตั้งลงไป ในสนามเลือกตั้ง เมื่อไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนี้ถามว่าเราจะให้คนส่วนหนึ่งที่อาศัยคราบไคลบอกว่า เป็นคนดี เป็นคนรวย คนมีสตางค์ ไม่เชี่ยวชาญเลือกตั้งแล้วไปแอบนั่งอยู่ในตําแหน่งเหล่านั้น และสุดท้ายครับ สิ่งที่เห็นในรอบ ๑๐ ปี คนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ จากคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้าเลือกตั้งกลายเป็นเสนาบดี กลายเป็นรัฐมนตรี และก้าวสู่ตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการมีความเห็นเบื้องต้นครับ เมื่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ตอบโจทย์ ยกเลิกครับ
๒. ในส่วนของวุฒิสมาชิก มีข้อสะท้อนจากเพื่อนที่เคยเป็นวุฒิสมาชิก ทั้งแต่งตั้งและทั้งเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกช่วงหลังไม่ใช่มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว ท่านได้พ่วงภารกิจหนักมาก็คือความเป็นตุลาการในการวินิจฉัยถอดถอนบุคคล ตัดสินใครผิดใครถูก และผลของการตัดสินปรากฏว่าหลายคนก็สะท้อนครับว่าเอกสารหนาเป็นปึก ๆ ที่สอบประวัติกันมามีวุฒิสมาชิกไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่อ่าน ศาลจะตัดสินพิพากษาใคร แต่ละคน พนักงานสอบสวนกว่าจะสั่งฟ้องใครแต่ละคนเขาต้องอ่านหมดครับ แต่ ส.ว. ที่มาตัดสิทธิคน มาใช้สิทธิในการตัดสิทธิสมาชิก น้อยมากครับที่อ่านหมด หันมาพยักหน้า ข้าง ๆ และไปด้วยกัน เพราะระบบกลั่นกรองการถอดถอนที่วุฒิสมาชิกได้ไปไม่ได้ผ่าน กระบวนการที่กลั่นกรองอย่างมีวุฒิภาวะจริง ๆ
เรื่องที่ ๒ ครับ การที่วุฒิสมาชิกเพิ่มอํานาจในการแต่งตั้งตําแหน่งพิเศษ ๆ ต่าง ๆ จนหลายครั้งเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ มีการวิ่งเต้นเหมือนวิ่ง ส.ส. ครับ จ่ายสตางค์ ผ่านวุฒิสมาชิก หลายคนซื้อตําแหน่งผ่านวุฒิสมาชิกครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการ มีความเห็นสอดคล้องกันครับว่าความเป็นมาของวุฒิสมาชิกแท้จริง ความเป็นมาของ ส.ส. ที่แท้จริงของระบบเริ่มต้นวางพื้นฐานมาดี เราอยากได้ ส.ส. ที่รู้ปัญหาประชาชน มาสะท้อนต่อและมาร่วมในงานบริหารบ้านเมือง เราอยากได้วุฒิสมาชิกที่มีคุณสมบัติ ในการกลั่นกรองกฎหมายให้กับชาวบ้านมาทําหน้าที่ในการกลั่นกรอง เราก็พิจารณาว่า วุฒิสมาชิกคงเหลือภารกิจแค่กลั่นกรองกฎหมายเป็นหลัก เมื่อวุฒิสมาชิกกลั่นกรองกฎหมาย เป็นหลัก หลังจากนั้นครับ ที่มาของวุฒิสมาชิกก็ง่ายครับ จะเลือกตั้ง จะผสม หรือเลือกตั้ง ทางอ้อม ผมคิดว่าเราพร้อมที่จะระดมความคิดร่วมกับเพื่อนสมาชิกในสภาทั้งหมด เพียงแต่ว่า ระยะเวลาที่เหลือนะครับ ก็หน้าที่ของคณะกรรมาธิการจะไปกลั่นกรองต่อกันและหารือ ร่วมกับ กรธ. หลายเรื่องที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนะครับ เป็นเบื้องต้นของคุณสมบัติของ นักการเมืองเหล่านี้ เป็นเรื่องที่จําเป็นครับว่าต้องกระทําให้เสร็จก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งคณะกรรมาธิการจึงจําเป็นจะต้องส่งความเห็นเหล่านี้ไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะบางเรื่อง โดยเฉพาะส่วนใหญ่จะผูกพันกับการทํา รัฐธรรมนูญ
ส่วนที่ ๓ หลังจากเราได้ ส.ส. เราได้วุฒิสมาชิกแล้ว การเข้าสู่ตําแหน่งของ ผู้ดํารงตําแหน่งที่สําคัญก็คือนายกรัฐมนตรีครับ เรามีความเห็นไม่ได้ต่างจากคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญมากนักครับ นายกรัฐมนตรีควรจะมาจากเป็นบุคคลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เพราะนายกรัฐมนตรีควรจะมาจากประชาชน การมาจากประชาชนก็คือการมาจากเสียง ของตัวแทนประชาชน นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการโหวตของสภา และเราเห็นสอดคล้องว่า ถ้าจะโหวตเอาคนในสภาเป็นกันเองก็ใช้เสียงเพียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกในสภาได้ หากบ้านเมือง อยู่ในภาวะของการควบคุมไม่ได้ ไร้ทิศทาง ไร้ผู้นําตัดสินใจ ก็ต้องให้สิทธิตัวแทนประชาชน ในการที่จะเลือกบุคคลที่เหมาะสม เรามีประวัติศาสตร์ครับ สภาเคยเลือกท่าน พลเอก เปรม ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ๘ ปี และท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่จนถึงวันนี้ใครก้าวข้ามท่านไม่ได้ครับ ในความซื่อสัตย์สุจริต ดํารงตําแหน่งที่พิชิตมาทุกรอบทิศ และยังเป็นเสาหลักของบ้านเมืองวันนี้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่านในฐานะบุคคลที่มีคุณูปการต่อระบบการเมืองไทย ถ้าจะเอาบุคคลภายนอกก็ต้องใช้เสียงมากกว่านั้น คณะกรรมาธิการคิดว่าถ้าจะเป็นบุคคลภายนอก เพื่อแก้วิกฤติของสังคมแต่ละช่วงต้องใช้เสียง ๓ ใน ๕ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยสภาได้ผ่านระยะเวลาไป ๓๐ วันยังไม่สามารถแต่งตั้งได้ แน่นอนสภานั้นก็ต้องยุบไปโดยปริยายและจัดการเลือกตั้งใหม่เพราะเข้าสู่ภาวะของการตีบตัน ทางการเมือง ทั้งหมดครับ กระบวนการที่จะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ใช่แก้เฉพาะนักการเมือง มันต้องแก้พร้อมกันกับประชาชนครับ เขาบอกว่านักการเมืองคือภาพสะท้อนของประชาชน คนที่ไหนได้คนแบบไหนมาเป็นนักการเมืองคนที่นั่นก็เป็นคนแบบนั้นละครับ คนไทยได้ นักการเมืองแบบไหนมาเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้งคนไทยก็เป็นแบบนั้นละครับ เมื่อมีคนซื้อเสียงเราก็ต้องเขียนกฎหมายที่จะจัดการกับคนซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ถ้ามีแต่คนซื้อไม่มีคนขายก็ไม่ประสบความสําเร็จ ปราบคนซื้อไม่ปราบคนขายไม่มีประโยชน์ครับ ที่ผ่านมากฎหมายเลือกตั้งเรามีปัญหาในกระบวนการการเลือกตั้ง ผมขออนุญาตก้าวล่วง ไปถึงเรื่องของระบบการเลือกตั้งสักนิดหนึ่งที่คณะกรรมาธิการเรามีปัญหาวิพากษ์วิจารณ์กันมาก แล้วก็เป็นข้อเสนอเบื้องต้นที่เริ่มที่จะเห็นสอดคล้องกัน เราไม่เชื่อว่าเดิมเราใช้กระทรวงมหาดไทย จัดการเลือกตั้งแล้วนายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ใหญ่บ้าน จะเป็นกลางจริง ๆ เราคิดหาองค์กร ที่มีความเป็นกลาง องค์กรอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งเราดูงานกันเยอะ ไปดูประเทศอินเดีย ไปดูต่างประเทศ ผมเป็นยุคผู้แทนราษฎรที่ไปดูพวกนั้นมาครับท่าน แล้วก็เห็นว่าจําเป็นต้อง มีองค์กรอย่างนั้น เมื่อตั้งองค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง เราก็มั่นใจมากครับ ตั้งองค์กรใหม่ ดีใจมากที่ได้องค์กรใหม่ก็ให้อํานาจไปมากครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรที่ได้อํานาจไปเยอะครับ ๑. เป็นคนที่จัดการการเลือกตั้ง พิมพ์บัตรเลือกตั้ง เตรียมหน่วยเลือกตั้ง เตรียมหีบเลือกตั้ง ใช้คนเป็นล้านคนในวันเลือกตั้ง ๒. คณะกรรมการ การเลือกตั้งกํากับการเลือกตั้งเองทั้งหมด ไปเตรียมคนเองและกํากับการเลือกตั้งเอง ๓. คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นตุลาการตัดสินการเลือกตั้งเอง จัดการเลือกตั้ง กํากับเลือกตั้ง ตัดสินการเลือกตั้งเอง เมื่อสอบถาม กกต. ว่าเรื่องปัญหาที่การเลือกตั้งเลวร้ายที่สุดเกิดจาก เรื่องอะไร การซื้อสิทธิขายเสียง ถามว่าคดีที่ซื้อสิทธิขายเสียงจับได้กี่คดี เกือบร้อยละร้อย ส่งฟ้องศาลหลุดหมดครับ สรุปคือล้มเหลวในการปราบปรามการซื้อเสียง เมื่อพุ่งเป้าทั้งหมด คดีการสอบสวนของ กกต. เกิดคนแพ้ร้องคนชนะ แล้ว กกต. ถือสิทธิคนเดียวในการที่จะ ดําเนินคดี สุดท้ายหลายเรื่องคดีหายไปกับ กกต. ผมอยู่ในวงการการเมืองพูดตรง ๆ ตรงนี้นะครับ หลายครั้งได้ยินท้องถิ่นเขาบอกว่าจ่าย ๑๐ ล้านบาทดีกว่าเลือกตั้งใหม่เพื่อแลกกับใบเหลือง หรือแลกใบแดง เสียไป ๒๐ ล้านบาทก็ถูกกว่าเลือกตั้งนายก อบจ. อีกรอบ รอบ ๒ เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นทุกวัน ๆ และเราไม่เห็นจับการซื้อเสียงได้เลยครับ เพราะฉะนั้นมาตรการของคณะกรรมาธิการเราคิดว่าต้องปราบทั้งคนซื้อและคนขาย คนซื้อ เป็นผิดคนขายก็ต้องเป็นผิด และจะทําอย่างไรให้การซื้อการขายได้มีประสิทธิภาพในการที่จะ ช่วยกันปราบเอง มีแนวความคิดสมาชิกบางท่านครับ ซึ่งเราจะได้หารือกันต่อก็คือการตกผลึกว่าเราจะตั้ง กองทุนสักกองทุนหนึ่ง ใครที่ชี้ช่องจับคนซื้อเสียงได้ เขาซื้อ ๕๐๐ บาท ถ้าคุณชี้ช่องพา กกต. ไปดักจับได้คุณอาจจะได้รางวัลเป็นแสนจากกองทุนนี้ หรือใครชี้ช่องจับคนขายเสียงได้คุณก็จะ มีสิทธิได้รับรางวัลเช่นนี้เหมือนกัน เราคิดว่าต้องไม่ตัดสิทธิประชาชนในเมื่อประชาชนมีหน้าที่ ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ประชาชนต้องมีสิทธิเป็นผู้เสียหายฟ้องร้องการเลือกตั้งที่ทุจริตได้ ไม่ใช่ประชาชนไม่เป็นผู้เสียหาย วันหนึ่งเมื่อคําพิพากษาฎีกาบอกว่าประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหาย แม้ กกต. ทุจริตการเลือกตั้ง ประชาชนไม่มีสิทธิฟ้อง ยกฟ้อง ต่อไปประชาชนต้องมีสิทธิ เพราะเขามีหน้าที่ไปเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น กกต. รับสํานวนไปแล้วถ้าหายไปเดือนสองเดือน ไม่ว่าครับ ไม่ตัดสิทธิประชาชนที่เอาหลักฐานไปฟ้องเอง และฟ้องวันนี้ตัดสิน กกต. อํานาจ ส่วนนี้ก็ต้องถอดออกมาครับ คนที่จะทําอํานาจในการตัดสินได้ต้องยกกลับไปที่ตุลาการ ควรจะมีแผนกศาลคดีการเมืองในทุกศาลจังหวัด และมีระยะเวลาการตัดสินพิพากษา ในระยะเวลาสั้น ฟ้องในระยะเวลาที่รวดเร็วและตัดสินในเวลาที่รวดเร็ว เพราะเราเคย ใช้ศาลฎีกาชี้คุณสมบัติของผู้สมัครโดยให้เวลาศาลฎีกา ๗ วันครับ ถ้าสมัครแล้ว กกต. ไม่รับ เขาสามารถร้องศาลฎีกา
ท่านวิทยาครับ ขอความกรุณาว่าท่านกรุณาบริหารเวลาด้วยนะครับ ภายใน ๑ ชั่วโมง
อีกไม่เกิน ๓ นาทีครับท่าน
เราตั้งใจว่าวันนี้จะต้องพิจารณาให้ครบทั้ง ๔ ด้าน ขอความกรุณาด้วยนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรื่องสุดท้ายที่ผมกล่าวคือเรื่องของคณะกรรมการ กกต. เราเห็นที่จะต้องให้ประชาชน เป็นผู้เสียหายได้ และควรจะให้ใช้สิทธิในการวินิจฉัยตุลาการกลับไปที่ศาลยุติธรรม ทั้งหมด เป็นเบื้องต้นในการที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้สรุปไว้ ปรากฏในเอกสาร ขออนุญาตกราบเรียนและเกินระยะเวลานานพอสมควร เพราะผมเข้าใจ ว่าผมอยู่ในวงการเมืองมานานเพื่อจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเพื่อนสมาชิกได้รู้ว่าจริง ๆ การเมืองมันเป็นมาอย่างไร ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ขณะนี้บุคคลที่ได้รับอนุญาตเข้าฟังการประชุมคือ คณะครูและนักเรียน โรงเรียนประชานุเคราะห์ ๒๐ อําเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จํานวน ๑๒๕ ท่าน ยินดีต้อนรับครับ ขอเรียนเชิญท่านต่อไป
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ในฐานะกรรมาธิการ ส่วนที่ท่านกรรมาธิการวิทยาได้พูดไป เมื่อสักครู่นี้เป็นเรื่องของนักการเมืองซึ่งครอบคลุมไปหมดแล้วในทุกระบบรวมทั้งท้องถิ่นด้วย แต่ว่าพอการเมืองเริ่มเป็นระบบมากขึ้น มีอีกอย่างที่ต้องมีการปฏิรูปตามไปด้วยก็คือ พรรคการเมือง ผมอยากจะเรียนว่าพรรคการเมืองนี้ที่จริงแล้วที่เขาบอกว่าเป็นสถาบัน ทางการเมืองที่สําคัญ คํานี้มีแต่คนบอกว่ามันจะเป็นสถาบันอะไรกันนักกันหนา สําคัญอะไร กันนักกันหนา คําว่าสถาบันตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีความดีเลิศเป็นที่ ๑ ไม่ใช่ เพียงแต่ว่า เป็นตัวเชื่อมในระบอบการปกครองทุกระบอบ พรรคการเมืองจะดีหรือไม่ดีเป็นสิ่งต้องมีอยู่ ถ้าพรรคการเมืองชั่วก็เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องมีอยู่ในระบบการเมืองเหมือนกัน เพราะถ้าเรา สังเกตว่าทุกระบอบ ขนาดระบอบคอมมิวนิสต์เองยังมีพรรคการเมือง ไม่อย่างนั้นประชาชนเอง ไม่สามารถจะส่งผ่านความต้องการไปสู่ระบบการปกครองได้ พรรคการเมืองดีหรือไม่ มองว่า เหมือนเป็นการส่ง ส่งกําลังไปยังการขับเคลื่อนทั้งหลาย ดังนั้นพรรคการเมืองเองก็เป็นเรื่องที่ เราจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกันอย่างเร่งด่วน เป็นองค์กรที่สําคัญ ทีนี้สภาพปัญหาทาง การเมืองของพรรคการเมืองในประเทศไทยนี่เป็นกันอย่างไร พรรคการเมืองก็เป็นองค์กรหนึ่ง ซึ่งในรูปแบบแล้วมีลักษณะที่ว่าต้องขับเคลื่อน ต้องมีการดําเนินกิจกรรมไปตรงนี้ ต้องใช้ทุน เหมือนกับองค์กรอื่น ๆ องค์กรการกุศล มูลนิธิอะไรใช้ทุนหมด พรรคการเมืองก็ต้องใช้ทุนเหมือนกัน แต่ว่าทุนทางการเมืองของเรา โดยระบบการเมืองของเราพัฒนามาไม่นานนัก ไม่เหมือนกับ ในประเทศอย่างที่พัฒนามานานแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ ๒๐๐ กว่าปี เราจะเห็นว่า พรรคการเมืองของเขามีพรรคการเมืองใหญ่มีสมาชิกมากมาย แล้วเขาก็ลงขันกันนะครับ ลงขันกันบางทีก็เลือกประธานาธิบดีเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทถ้าคิดเป็นเงินไทย นอกจากนั้นสมาชิกพรรคที่เขามีกันอยู่ทั่วไปเขาก็เดินรณรงค์กันเอง ใช้เงินกันเอง ระบบมันเป็นระบบไปแล้ว แต่ของเราอยู่ในระหว่างการเริ่ม เราก็เลยมีปัญหาว่าไม่รู้ จะเอาเงินที่ไหนมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง ผมอยากจะเรียนว่าในข้อเท็จจริง อย่างเช่นตอนนี้มีคําสั่งนะครับ เอาความจริงมาพูดกันก็ได้ ผมนี่ก็บริหารพรรคการเมืองมา จะ ๒๐ ปีแล้ว ขณะนี้ไม่ให้ทํากิจกรรมอะไรเลย อยู่เฉย ๆ จ่ายค่าน้ํา ค่าไฟ อย่างพรรคที่ผม สังกัดอยู่ขณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนา ใช้เงินเดือนละประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นประจําทุกเดือน เป็นค่าเจ้าหน้าที่ ค่าน้ํา ค่าไฟ ไม่มีกิจกรรมนะครับ เราไม่ได้ทํากิจกรรม ตามคําสั่งของ คสช. พรรคการเมืองบางพรรคมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ค่าสาขา ค่าเช่า ค่าดําเนินการ ค่าเจ้าหน้าที่ มันมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ตรงนี้ก็ต้องมีการเอาเงินมาใช้ แล้วไม่รู้ จะหาจากไหน ประชาชนก็ไม่ได้บริจาคมา เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนแล้ว ยังไม่มีการพัฒนา เรามาพูดความจริงกันนะครับ เวลาเลือกตั้งเท่าที่ทําได้พรรคการเมืองก็ต้องจัดเลี้ยง จัดโต๊ะจีน แล้วก็ให้ใครมาช่วยกันบริจาคแล้วก็เอาเงินไปใช้ในการเลือกตั้ง ถ้ามีการซื้อสิทธิขายเสียงกัน อย่างที่ว่ากันมากมายก็ยิ่งใช้มากกันไปอีก สมมุติจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ประเด็นสภาพปัญหาก็คือ ว่าเป็นสถาบันการเมืองที่มีปัญหาเรื่องทุน ก็เลยมีคนเอาทุนมาให้ ถ้าเป็นทุนที่ดีเขาไม่ได้หวัง อะไรก็แล้วไป แต่ถ้าจะหวังอํานาจตรงนี้ตรงนั้นในพรรคก็มีปัญหาเรื่องการผูกขาดนะครับ มีปัญหาเรื่องการถูกควบคุมโดยระบบทุน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนะครับ ปัญหาต่อมาก็คือว่า การบริจาคเงิน ที่เป็นสภาพปัญหาก็คือว่ามีเปิดเผยบ้าง ไม่เปิดเผยบ้าง ไม่ปรากฏบ้างนะครับ เราก็มีกฎหมายกําหนดว่าต้องเปิดเผยทั้งหมดนะครับ โทษตรงนี้เป็นโทษที่หนักหนาสาหัส ก็คือยุบพรรค แต่ว่าก็ยังมีอยู่ที่เป็นเงินที่บริจาคโดยไม่ชอบก็มีอยู่ เป็นปัญหาเดิม โครงสร้างพรรค นี่นะครับ เท่าที่ผ่านมีการพัฒนากันบ้างแล้ว ทางเราก็ออกกฎหมาย พ.ร.บ. พรรคการเมือง มีการจัดแบ่งเรื่องอํานาจ แต่ว่าการบริหารไม่ได้แบ่งแยกชัดทํารวมกันไป ทั้งทํางานทางการเมือง ทั้งกิจกรรมในลักษณะของการบริหารก็ยังมีปัญหาอยู่ ปัญหาเรื่องนโยบายนี่นะครับ ผมเรียนว่า พรรคการเมืองในประเทศของเราขณะนี้ การฟอร์ม (Form) นโยบาย การดําเนินการตามนโยบาย การได้มาส่วนมากก็เป็นกรรมการคิดกัน การที่จะเอาปัญหาจากประชาชนมาทําได้ไม่มากนัก ดังนั้นพอประชาชนไม่มีส่วนร่วมเขาก็ไม่ค่อยสนับสนุนกัน การจัดทํานโยบายตรงนี้ ไม่ค่อยสอดคล้องนักกับปัญหาของประเทศ แต่ก็พยายามกันอยู่นะครับ แล้วนอกจากนั้น ก็มีการสู้กัน ระยะหลังเราก็มีการสู้กันแล้วมีการกําหนดนโยบายลดแลกแจกแถมสู้กัน ก็กลายเป็นหลุดเข้าไประบบประชานิยมไปแล้วไปกระทบกระเทือนเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ แผ่นดินอะไรตรงนั้น ก็ถูกโจมตี ถูกว่ากล่าวกันตลอดมา แล้วนอกจากนั้นพรรคการเมืองเอง ขณะนี้มีอยู่ ๗๐ กว่าพรรค ปัญหาที่มีอีกอย่างก็คือว่าถูกยุบโดยง่าย เช่นเรื่องกฎหมายที่บอกว่า ถ้ามีกรรมการคนใดคนหนึ่งไปทําท่าจะเป็นทุจริตเรื่องการเลือกตั้งก็ให้ยุบพรรคนั้นเสีย แล้วก็ดําเนินการลงโทษกรรมการบริหารเป็นเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ผมก็โดนมา ๕ ปีเหมือนกัน ในฐานะเป็นกรรมการ ทีนี้ประเด็นตรงนี้เอง แต่ว่านอกจากนั้นขนาดเขามีกฎหมายบังคับว่า ต้องทําแผนว่าปีหน้าเราจะทําอะไร แค่ลืมยื่นพรรคก็ถูกยุบ พอถูกยุบกรรมการก็ถูกตัดสิทธิ ๕ ปีเหมือนกัน บางทีลืมทําบัญชี แจ้งบัญชีโดยการหลงลืมอะไรพวกนี้ แล้วก็มีรายละเอียด เป็นข้อกําหนดตามกฎหมายละเอียดยิบไปหมด ผิดพลาดก็ถูกยุบเหมือนกัน ดังนั้นตรงนี้ ก็เป็นปัญหาเรื่องการยุบโดยง่าย แล้วก็มีสมาชิกบางพรรคถึง ๑๐ ล้านคน อยู่ ๆ ก็ยุบ ความเป็นสมาชิกก็หายไป ตรงนี้เป็นปัญหาที่มีอยู่จริง พวกเราได้คุยกันในคณะกรรมาธิการ แล้วก็แลกเปลี่ยนความเห็นกันในหลาย ๆ ทาง แล้วก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นที่จะนําเสนอว่า ในเรื่องการปฏิรูป เบื้องต้นก็คือทางพรรคการเมืองให้เป็นพรรคของประชาชนก่อน ถ้าเขามีความรู้สึกว่าเป็นพรรคของเขาเขาจะได้มาสนับสนุน วิธีการก็คือว่าให้ประชาชน มามีส่วนในพรรค ก็คือว่ามีการชําระค่าธรรมเนียมเป็นสมาชิก แล้วนอกจากนั้น ก็ให้มีการบริจาคเงิน รวมไปถึงการบริจาคภาษี ขณะนี้ทางรัฐเรามีอยู่เหมือนกันโดยประชาชนก็คือให้จ่ายภาษี ๑๐๐ บาทให้กับพรรคการเมือง ทีนี้ปัญหาตรงนี้ในข้อเท็จจริงก็คือประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ไม่ได้จ่ายภาษี ก็เลยกลายเป็นสมมุติจากชาวนาเราจะได้เงินค่าสมาชิกที่เขาจะจ่าย เป็นค่าภาษีเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่มีเงินจะจ่ายภาษี ตรงนี้ก็คงต้องคิดกันต่อไปว่า จะทําอย่างไร อาจจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องประมวลรัษฎากร แล้วรัฐเองขณะนี้มีนโยบายอยู่ เราก็เสนอกันว่าประชาชนบริจาคมาเท่าไร รัฐก็จ่ายสมทบไป แต่ขณะนี้สมทบเท่าไร รู้ไหมครับ สมทบ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง คือแทนที่จะมีการสมทบไปเราก็ไม่ได้จ่ายกัน ในส่วนนี้ คือทางรัฐเองก็ไม่ได้ช่วยส่งเสริมเท่าที่ควร คือได้มา ๑๐,๐๐๐ บาท รัฐก็จ่ายให้ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ต่อจากนั้นนะครับ ร้อยละ ๕ อันนั้นเป็นส่วนของประชาชน คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนมาก ๆ เขาจะได้รู้สึกว่าพรรคเป็นของเขา ทุนจากภายนอก จะเข้ามาควบคุมพรรคก็จะได้ลดลง แล้วจะได้ปรับเป็นพรรคการเมือง เป็นของประชาชน ไปทั้งเรื่องนโยบาย
ประเด็นต่อมาก็คือในเมื่อเป็นรอยต่อแบบนี้ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จะทําอย่างไร เราก็เสนอกันว่าถ้าอย่างนั้นในช่วงนี้ให้รัฐเข้ามาช่วยหน่อยเถอะ เพราะว่า ถ้าเรายังอยากจะได้พรรคการเมือง คือเราปฏิเสธพรรคการเมืองไม่ได้ ก็ให้รัฐลงมาจ่าย ตอนนี้ก็มีกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ก็ลงมาช่วยตามลําดับ แต่การจัดสรรยังมีปัญหาอยู่ พรรคขนาดใหญ่นี่นะครับ ยิ่งใหญ่มาก ก็จะได้เงินมาก แล้วก็พรรคขนาดเล็กที่จะเติบโตขึ้นมาจะได้เงินน้อยก็กลายเป็นเหมือน เงินต่อเงิน ตรงนี้เราไม่เห็นด้วยกันอยู่ตลอดมา ก็คงจะต้องมีการปรับปรุง อีกส่วนหนึ่งก็คือว่า นอกจากค่าใช้จ่ายตรงนี้ในระยะเปลี่ยนผ่านตรงนี้อาจจะต้องขอจากรัฐ เพราะว่าถ้าเรา ต้องการพรรคการเมืองที่ดี มีการบริหารประเทศก็ต้องอาศัยจากรัฐ เพราะส่วนอื่นไม่รู้จะหา จากไหนจากประชาชนมาก ๆ ประชาชนในระยะนี้ก็คงยังไม่สามารถกระทําได้ อีกอย่างก็คือ เวลาการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการของเราก็เสนอกันว่าให้รัฐลงมาช่วย ก็คือช่วยจัดเรื่องที่ให้ จัดเวลา จัดพื้นที่ให้มีการโฆษณา ค่าโฆษณาอะไรพวกนี้ ถ้าการเลือกตั้งใช้เงินลงแต่น้อย ก็น่าจะลดการใช้จ่ายเงินลง ซึ่งก็จะดีขึ้นเพื่อเป็นรอยต่อตรงนี้นะครับ แต่ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ต้องมีการทําบัญชี มีการผ่านระบบองค์กรในการตรวจสอบบัญชีให้ละเอียดไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาคอร์รัปชันเงินในการช่วยเหลือกันอีกนะครับ ผมจะไปเร็ว ๆ อีก ๒-๓ ข้อนะครับ
ข้อเสนอต่อไปก็คือว่าให้มีการแบ่งระบบการบริหารทางการเมืองออกจาก ระบบทั่วไป หมายความว่าระบบการจัดการในเรื่องพรรคในลักษณะความเป็นองค์กรทั่วไป ก็ทํากันไป แต่ส่วนของการเมืองแยกส่วนออกไปนะครับ มีการให้ออกไปหาเสียงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้
ต่อไปก็คือให้มีระบบการตรวจสอบการนําเสนอนโยบายของพรรคการเมือง ตรงนี้เพื่อป้องกันนะครับ ส่วนที่ดีเป็นนโยบายที่ดีก็เสนอช่องทางให้ มีทีวี (TV) ให้ มีอะไรให้ สื่อให้ประชาชน ทีวี (TV) เราก็มีกันอยู่นะครับตอนนี้ พรรคการเมืองได้เสนอไปยังประชาชน ประชาชนจะได้สนับสนุน
อีกส่วนหนึ่งก็คือต้องมีการไปตรวจสอบว่านโยบายที่ให้ไปนี้มีความสมเหตุสมผล ในลักษณะของใช้จ่ายเงินเท่าไร เอาเงินจากไหนจะส่งผล ตรงนี้เป็นการป้องกันการเข้าไป กระทบกระเทือนกับระบบการเงิน การคลังของประเทศ เพื่อป้องกันเกี่ยวกับเรื่องประชานิยม
แล้วสุดท้ายเสนอว่าต่อจากนี้ไม่สมควรจะให้มีการยุบพรรคการเมืองที่เป็น ของประชาชนแล้ว เพียงแต่เว้นแต่ว่ามีการกระทําผิดเกี่ยวกับล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ผิดต้องใหญ่ ๆ นะครับ หรือทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ตรงนี้อาจจะให้ยุบได้ แต่ว่าถ้าโดยทั่วไปใครไปทําผิด ใครผิดก็ว่าไปคนนั้น ซึ่งจะสอดคล้องกับทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ นี่ก็เป็นประเด็นทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่เราเสนอ เพื่อการปฏิรูปครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อไปครับ
ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนต่อที่ประชุมในนามของคณะกรรมาธิการก็คือการเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม ในบางส่วนนั้นท่านวิทยา แก้วภราดัย ได้กราบเรียนต่อที่ประชุมไปแล้ว ผมก็ละเว้นที่จะกล่าวเพื่อให้กระชับ สั้น ตรงประเด็น ความจริงแล้วท่านสมาชิกที่เคารพครับ ถ้ามีเอกสารอยู่ในมือ ในหน้า ๘ และหน้า ๙ นั้นได้เขียนไว้โดยละเอียดแล้ว ท่านจะกรุณา อ่านเสียก็จะครบถ้วนกระบวนความ แต่ผมจะเน้นเฉพาะจุดสําคัญ ๆ เพียงเล็กน้อย รายงาน เสียหน่อยนะครับ
ประการแรก การเลือกตั้งนั้นแปลกมากครับ รู้ว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริตเลือกตั้ง แต่เราทําอะไรไม่ได้ ทุกคนรู้ ชาวบ้านรู้ คนซื้อรู้ แต่ทําอะไรไม่ได้
ประการที่ ๒ ประชาชนมองเห็นว่าการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ไม่มีอะไรที่เสียหายเลย แล้วได้เป็น ส.ส. ได้เป็น ส.ว. ก็เฉย ๆ
ประการต่อมานั้น ก็คือหน่วยงานที่กํากับในการเลือกตั้งคือ กกต. ไม่สามารถ จะดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้งได้จริง และสุดท้ายนั้นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐมนตรี อบต. อบจ. เทศบาล เวลาเป็นแล้วเริ่มซื้อสิทธิ ขายเสียงโดยใช้อํานาจรัฐ นี่คือสภาพปัญหาที่สําคัญ ๆ ดังนั้นเรื่องกองทุนท่านวิทยาพูดไปแล้ว ทีนี้ประเด็นที่สําคัญเรื่องเขตเลือกตั้ง เราก็คิดว่าเป็นเรื่องสําคัญเหมือนกัน ซึ่งทาง กรธ. จะได้ พิจารณาและเราเสนอว่าควรจะไม่ใช่เขตเล็กเหมือนที่เคยเป็น
ประการต่อมา ที่ผมจะขอเน้นย้ําก็คือเรื่องการกําหนดการลงโทษ การกําหนด ลงโทษนั้นจะต้องรุนแรงและได้ผลจริงอย่างที่เน้นย้ํามาโดยตลอด ท่านประธานองคมนตรี บอกว่าต้องรุนแรงและรวดเร็ว ก็คือ ๑. การตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต อันนี้ จะเป็นตัวที่สําคัญที่จะทําให้คนทุจริตต่อการเลือกตั้งเกรงกลัว
ประการต่อมานั้น กําหนดโทษทางอาญานั้นต้องรุนแรง มีโทษจําคุก ๑-๑๐ ปี โดยไม่มีการรอลงอาญา อายุความต้อง ๒๐ ปี ให้กลัว ไม่อย่างนั้นซื้อสิทธิขายเสียงโน่นนี่นั่นบ้าง ศาลตัดสินรอลงอาญา ไม่ได้ครับ กฎหมายต้องเขียนให้มีผลสัมฤทฺธิ์ในการปฏิบัติ และคนเกรงกลัว อันนี้สําคัญที่คณะกรรมาธิการเสนอ กําหนดมาตรการให้หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคทางการเมืองนั้นร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดการกระทําผิดต่อการเลือกตั้ง และให้ร่วมกันรับผิดชอบในการกระทําผิดทุจริตเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค หากเป็นการกระทําผิดของหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค ให้ลงโทษตัดสิทธิ ทางการเมืองกับผู้กระทําผิดตลอดชีวิต ไม่ใช่ ๕ ปีแล้วก็กลับมาลอยหน้าลอยตาทางการเมืองกันอีก และห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองจริง ๆ ไม่ใช่เป็นนอมินี (Nominee) ชักใยอยู่เบื้องหลัง แล้วอ้างว่าถูกตัดสิทธิทางการเมือง กลายเป็นเรื่องตลกทางการเมืองของประเทศไทย เพราะฉะนั้น หากปรากฏว่าอยู่เบื้องหลังทางการเมืองต้องมีโทษจําคุก ๑๐ ปี อันนี้ชะงัดมากที่เราเสนอ
ประการต่อมา หากมีการเลือกตั้งใหม่ ด้วยเหตุมีการทุจริตเลือกตั้ง ให้ผู้สมัคร และพรรคการเมืองนั้นรับผิดชอบชดใช้ค่าเลือกตั้ง ที่แล้วมาจะเห็นว่ามีการให้เลือกตั้งใหม่ แต่เรายังไม่เคยมีการฟ้องร้องและบังคับได้จริง คราวนี้ต้องเป็นการบังคับจริง และได้ผลจริง ฟ้องเร็ว และมีการบังคับคดีล้มละลายก็ต้องเอามานะครับ
ประการต่อมานั้น เรื่องกําหนดทุน ใครก็ตามที่แล้วมาเราจะเห็นว่า ส.ส. เป็นทาสของทุน เรากําหนดโทษ ลงโทษนายทุนหรือกลุ่มทุนที่แจกเงินให้กับ ทุกพรรคการเมืองให้มีโทษจําคุก ๑๐ ปีโดยไม่มีการรอลงอาญา มีโทษปรับไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข้อเสนอ และอื่น ๆ อีกมากพอสมควรนะครับ ก็ให้ท่านไปพิจารณา ดูในรายละเอียดในหน้า ๘ และ หน้า ๙ บางเรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องเสนอไปยังคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ บางเรื่องเป็นกฎหมายลูก และบางเรื่องทางคณะกรรมาธิการจะต้องมา ออกแบบในการรณรงค์ในการปรับวัฒนธรรมทางการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้อีก ยืนยันต่อ ที่ประชุมด้วยความเคารพว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ต้องการให้มีการสัมฤทธิผล ก่อนการเลือกตั้งนั้นต้องยับยั้งสกัดกั้นไม่ให้มีการทุจริต ในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ให้จงได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านต่อไปครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ในส่วนที่ผมจะพูดถึงเป็นคนต่อไปก็คือเรื่องของการกํากับ ควบคุม และตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ โดยทั่วไปเวลาที่เราพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม เรามักจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปก็คือรัฐจะเป็นฝ่ายควบคุมและครอบงําสังคม เพื่อที่จะทําให้ภาคสังคมและประชาชนต้องตกอยู่ในลักษณะที่เชื่องเชื่อและยอมรับในอํานาจรัฐ แต่โลกยุคใหม่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจะต้องได้รับการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐว่ามีหลักนิติธรรมและมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงไร ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อยู่ในระดับที่สูงมาก มีคํากล่าวกันว่ารัฐบาลจะเข้มแข็งหรือไม่ไม่สําคัญ สิ่งที่สําคัญยิ่งกว่าก็คือการมีภาคประชาสังคม ที่เข้มแข็ง ท่านประธานครับ การกํากับ ควบคุม และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ที่คณะกรรมาธิการจะนําเสนอมี ๓ ด้านด้วยกัน ด้านแรก ก็คือการควบคุมและตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยผ่านระบบรัฐสภา ด้านที่ ๒ โดยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม และด้านที่ ๓ ก็คือโดยอํานาจของประชาชนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ มีการตีความรัฐธรรมนูญอย่างหลากหลาย ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย มีการแทรกแซงของฝ่ายบริหารเข้ามาควบคุม บิดเบือนและใช้อํานาจรัฐ โดยมิชอบ ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าควรจะมีการปฏิรูปการควบคุม ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยเรื่องของการควบคุมตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยผ่าน รัฐสภานั้น ระบบที่เป็นอยู่ของรัฐสภามีจุดอ่อนอย่างน้อยที่สุด ๒ ประการ ก็คือ ประการแรก รัฐสภาเป็นสถาบันทางการเมืองที่อ่อนแอ ขาดความต่อเนื่อง และถูกแทรกแซง โดยฝ่ายบริหาร และประการที่ ๒ ก็คือรัฐสภายังขาดหน่วยงานที่จะสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ ในการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ ในประเด็นที่รัฐสภามีความอ่อนแอเพราะถูกแทรกแซง โดยฝ่ายบริหารนั้น ทําให้การกํากับ ควบคุมฝ่ายบริหาร โดยการตั้งกระทู้ถามก็ดี การยื่นญัตติ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี เป็นไปโดยไม่เกิดประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังมีปัญหา ที่ประธานสภาและรองประธานสภามักจะไม่ได้ทํางานด้วยความชอบธรรม งบประมาณและการติดตามการใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิผล ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการ จึงใคร่ขอเสนอการปฏิรูปในเรื่องของการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยผ่านระบบรัฐสภาทั้งหมด ๗ ประการด้วยกัน ก็คือ
ประการแรก ขอเสนอให้มีการแยกอํานาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารออกจากกัน
ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการถ่วงดุลอํานาจของรัฐสภาเพื่อให้ฝ่ายค้าน เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเรื่องของการบริหารงานที่ขาดความสุจริต หรือมีการประพฤติที่มิชอบ หรือมีการบริหารที่มีความผิดพลาดให้ฝ่ายค้านดําเนินการ ส่งเรื่องให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อให้ มีการดําเนินการถอดถอนในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
ประการที่ ๓ ให้รัฐสภามีหน่วยงานสนับสนุนการทําหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อป้องกันมิให้มีการเสนอ งบประมาณแอบแฝงที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง
ประการที่ ๔ เพื่อให้เกิดความถ่วงดุลและเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเห็นควรให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๑ ท่าน และประธานกรรมาธิการที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐต้องเป็นฝ่ายค้าน
ประการที่ ๕ ให้สถาบันพระปกเกล้าทําหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาการ ให้แก่รัฐสภาโดยตรง
ประการที่ ๖ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับมาทําหน้าที่เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาโดยมีอํานาจเดิม
ประการที่ ๗ ให้มีบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้เกิด การมีผลประโยชน์ทับซ้อนในระหว่างการดํารงตําแหน่งและการใช้อํานาจโดยมิชอบ โดยแนวทางแก้ไขเห็นสมควรให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ท่านประธานครับ ในประการที่ ๒ เรื่องของการควบคุมและตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม มีปัญหาในเรื่องนี้อยู่อย่างน้อยที่สุด ๓ ประการ ก็คือ
ประการแรก วิธีการได้มาซึ่งบุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระยังขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความสอดคล้องกับภารกิจที่สมควรปฏิบัติ ทําให้การปฏิบัติหน้าที่เกิดการโต้แย้ง เกิดปัญหาประสิทธิภาพในการทํางาน และทําให้ เกิดปัญหาการถ่วงดุลและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการจึงเสนอ แนวทางการปฏิรูปในเรื่องนี้ออกเป็น ๕ ประการ ก็คือ
ประการที่ ๑ ปรับปรุงกระบวนการสรรหาโดยเพิ่มจํานวนคณะกรรมการสรรหา ที่มีความรู้เป็นจํานวนมากขึ้น
ประการที่ ๒ ให้ผู้ที่เข้ารับการสรรหาต้องแจ้งประวัติและเปิดเผยการแสดง วิสัยทัศน์ต่อสาธารณชนเพื่อให้ประชาชนสามารถได้แสดงความคิดเห็นต่อผู้สมัครเหล่านั้น
ประการที่ ๓ ในแง่ของการทํางานให้มีการกําหนดกรอบเวลาและขั้นตอน การทํางานในแต่ละเรื่องให้แก่สังคมได้รับทราบ
ประการที่ ๔ วาระการดํารงตําแหน่งของผู้ที่ทําหน้าที่ในองค์กรอิสระ ควรมีระยะเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไป เช่นควรมีกําหนดระยะเวลาเพียง ๖ ปี
ประการที่ ๕ ให้มีปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานเหล่านี้ โดยการแยกอํานาจระหว่างกรรมการกับฝ่ายบริหารออกจากกัน แนวทางการแก้ไขก็คือ ให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สําหรับในประเด็นสุดท้าย ก็คือการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยประชาชน ท่านประธานครับ ปัญหาที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็คือประชาชนไม่ได้รับการส่งเสริม ให้เข้าใจในสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตัวเองที่มีต่อประเทศนี้ว่า ทําอย่างไรจึงจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐได้อย่างเต็มที่ ในแง่ของวิธีการปฏิรูปนั้น ทางคณะกรรมาธิการใคร่ขอเสนอ ๒ ประการ ก็คือ ๑. ส่งเสริม ให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลของภาครัฐ และรัฐต้องมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล ต่าง ๆ ต่อสาธารณชน และประการที่ ๒ ก็คือเมื่อข่าวสารข้อมูลที่ประชาชนส่งถึงภาครัฐแล้ว ให้ภาครัฐได้มีกระบวนการและกลไกต่าง ๆ ที่จะนําข้อเรียกร้องและข้อเสนอต่าง ๆ นั้น ไปตรวจสอบและปฏิบัติให้เห็นจริง โดยแนวทางแก้ไขก็คือการให้มีกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ บัดนี้คณะกรรมาธิการได้นําเสนอภายใต้กรอบเวลา แล้วก็จะมีสมาชิกอภิปรายซักถาม จากนั้นท่านกรรมาธิการก็จะชี้แจงโดยท่านประธาน จะกล่าวสรุป แต่ว่าขอแจ้งเล็กน้อยว่าในช่วงที่กรรมาธิการนําเสนอแล้วก็มีคณะบุคคล มาขออนุญาตที่จะเข้าฟังนั้น เผอิญช่วงเวลาที่ท่านนําเสนอแล้วก็ช่วงเวลาที่คณะบุคคล ชุดดังกล่าวเข้ารับฟังเผอิญอยู่ในช่วงทับซ้อนกัน แต่ว่าเพื่อเป็นเกียรติกับผู้ที่มาเข้ารับฟัง การประชุมของเรานะครับ ก็คือคณะบุคคลจากรัฐสภาเกาหลีใต้หรือสาธารณรัฐเกาหลี จํานวน ๕ ท่าน เชิญท่านสมาชิกที่ได้แสดงความจํานงในการอภิปราย ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แล้วก็อดีต สปช. โดยก่อนหน้าที่ท่านศานิตย์จะอภิปราย ทางท่านประธานเสรีจะมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนของกรรมาธิการผมยังขาดอยู่อีก ๒ ท่าน ไม่ยาวครับ
ท่านขอเวลา ๑๕ นาที เชิญครับ
ขอบคุณครับ ผม กษิต ภิรมย์ ได้รับมอบหมาย ให้กล่าวนําในเรื่องของการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองครับท่านประธาน ผมจะใช้เวลา ๒-๓ นาทีเท่านั้นเอง ส่วนที่เกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นอยู่ในหน้า ๑๔ แล้วก็หน้า ๑๕ ของเอกสาร ผมจะไม่อ่านให้ท่านฟัง ขอความกรุณาช่วยอ่านกันเองด้วย เพื่อจะประหยัดเวลา แต่สิ่งที่ผมจะพูดก็คือว่าท่านประธานครับ ผมอยากจะทบทวนสักนิดหนึ่งว่า ท่านประธานเอง ผมเอง แล้วก็คงเป็นพวกเราหลายคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ได้เดินทาง ไปต่างประเทศแล้วก็มักจะไปถามเพื่อนต่างประเทศ จะเป็นแคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ว่าเขาปกป้องแล้วก็ปราบปราม แล้วก็ป้องกันการโกงการเลือกตั้งอย่างไร แล้วก็คําถามของคณะผู้แทนไทยก็มักจะได้รับความฉงนจากชาวแคนาดาหรือญี่ปุ่น เพราะคําตอบคือเขาบอกว่าเขาไม่มีการโกงเลือกตั้ง แล้วคนเขาไม่ทํา คนเขาไม่ทําครับ แล้วนักการเมืองเขาก็ไม่ซื้อเสียง มันก็เป็นงานอันสําคัญของพวกเราคือการที่จะต้อง เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่ในที่สุดแล้วจริยธรรม ศีลธรรม ธรรมะ เป็นตัวนํา ขัดเกลาจิตใจ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของการที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น เพื่อจะลดความบกพร่องแล้วก็ความอ่อนแอของการเป็นพลเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นก็คงจะมี ๒ แนวทางที่จะต้องดําเนินการควบคู่กันไป อันที่ ๑ ก็คือการเสริมสร้างความเข้าอกเข้าใจให้ลึกซึ้งในองค์ความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเคารพกฎหมาย สิทธิ เสรีภาพของสื่อ ความเป็นอิสระ ของกระบวนการยุติธรรม การเข้าถึงซึ่งข้อมูลข่าวสารการถ่วงดุล การกระจายอํานาจ การคานอํานาจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ยังต้องปลูกฝังประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกวงการต่อไป ตั้งแต่เด็กอนุบาล เด็กมัธยม ไปจนถึงผู้ประกอบการในทุก ๆ วงการ แล้วคู่ขนานกันไปนั้น ก็จะต้องส่งเสริมเรื่องวิชาธรรมะครับ เมื่อประมาณสัก ๒ เดือนมานี้ผมเผอิญไปร้านหนังสือเก่า แล้วก็ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง เป็นวิชาว่าด้วยจรรยาของโรงเรียนนายร้อยทหารบก หรือว่า จปร. ณ วันนี้ พิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี ๒๔๗๑ ๔ ปีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วหลังจากนั้นมาก็มีการประชุม หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมีการพิมพ์อีกหลาย ๆ ฉบับ ฉบับที่ผมได้มานั้นเป็น ฉบับปี ๒๔๘๑ ว่าด้วยวิชาจรรยาเพื่อจะได้ฝึกอบรมนักเรียนนายทหารทั้งหมด ในหนังสือนั้น ก็ระบุว่าสถาบันอันสําคัญของชาติ เสาหลักของชาตินั้นมี ๔ ประการด้วยกัน คือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการเคารพซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมก็ถามเพื่อนนายทหารไปหลายคนว่า ทราบเรื่องนี้ไหม ก็รู้สึกว่าระยะหลัง ๆ คําว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญหายไป เพราะฉะนั้น ในการเรียน การสอน การปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมือง จะต้องเอาตัวกฎหมายโดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้งเพื่อจะได้สอนเด็ก สอนเยาวชนทุกคนว่าคําสําคัญต่าง ๆ ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญนั้นคืออะไร และคําว่าหน้าที่และสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นคืออะไรเป็นเรื่องที่ สําคัญคู่ขนานกันไป ก็ในเมื่อเราบอกว่าศาสนาเป็นเสาหลัก เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมะ ต้องกลับมา การที่จะปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองนั้นก็ไม่ใช่แวดวงวิชาการที่จะต้อง ดําเนินการ ผมเองก็คิดว่าจะต้องไปที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง แล้วก็ทางเถรสมาคม เพื่อขอความร่วมมือไปที่ท่านจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลาม แล้วก็ผู้นํา ทางศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสเตียน ศาสนาฮินดูด้วย เพราะฉะนั้นนั่นก็จะเป็นเป้าหมาย แล้วก็จะเป็นแนวร่วมในการที่จะขัดเกลาสังคมไทยว่าวันหนึ่งแล้วคําว่าการโกงเลือกตั้ง การโกงกินบ้านเมือง ไม่มีอีกแล้วในสังคมไทยครับ ขอขอบคุณมากท่านประธานครับ
เชิญผู้นําเสนอคนสุดท้ายครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผมในฐานะที่เป็นผู้นําเสนอคนสุดท้ายในวันนี้ ขออนุญาตที่จะนําเสนอเรื่องสําคัญมาก ๆ ที่พวกท่านทราบกันดีคือเรื่องของการลดความขัดแย้งและการปรองดอง คํา ๒ คํานี้ฟังดูแล้ว เข้าใจกันนะครับ แต่การทํานั้นไม่ใช่ง่าย และไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องของ ทุกภาคส่วน อย่างน้อยเจตนารมณ์ที่ดีที่เห็นว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองนั้นเป็นภาพลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นของความปรองดองคณะกรรมาธิการ ของเรานั้นมากันหลากหลาย หลากกลุ่ม หลากสี มานั่งทํางานร่วมกัน เป็นไปตามแนวคิด ในเชิงวิชาการครับว่าการสร้างความปรองดองนั้นคือการลดความขัดแย้ง การสํานึกรับผิด และการฟื้นคืนความสัมพันธ์ของการที่จะต้องหาข้อตกลงใหม่ร่วมกัน การสร้างการยอมรับ ไม่ว่าปัญหานั้นจะมาอย่างไร แบบไหน แต่สิ่งสําคัญคือการที่จะต้องมีการมองภาพรวมกันไป ในอนาคตข้างหน้า คณะกรรมาธิการของเราได้ประมวลและมีการถอดบทเรียน ในหลายโอกาส ได้เอาแนวคิดสําคัญของการทํางานในเรื่องพรรค์นี้ในหลายองค์กรมาครับ ต้องขอขอบพระคุณครับ โดยเฉพาะ คสช. ที่มีศูนย์ปรองดองแห่งชาติขอขอบพระคุณผลงาน ของวาระปฏิรูปพิเศษที่ ๑๕ แนวทางการสร้างความปรองดองของคณะกรรมการศึกษาแนวทาง การสร้างปรองดอง โดยศาสตราจารย์พิเศษเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ให้แนวคิดสําคัญคือการเน้นแนวทางยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ขอขอบคุณสถาบันพระปกเกล้า ก็ทําไว้เยอะ และที่สําคัญครับ แม้แต่นักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น อดัม คาเฮน ได้พูดถึงทรานส์ฟอร์เมทีฟ ซีนาริโอ แพลนนิง (Transformative scenario planning) และมีกลุ่มทีมงานของซีนาริโอไทยแลนด์ (Scenario Thailand) ที่ทุกฝ่ายบอกว่า การปรองดองจะสําเร็จหรือไม่นั้นอยู่ที่กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นเบื้องต้น ในคณะกรรมาธิการนั้นได้มีการศึกษาและนําเสนออยู่ในหน้า ๑๖ ผมคงพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ ว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นเพราะการเมืองเกิดความขัดแย้ง แตกแยกเพราะการเมือง
ประการที่ ๒ นั้นพวกเราฟันธงชัดเจนเลยครับว่านักการเมืองคือสาเหตุ สําคัญละ ถ้าแก้จริตนักการเมืองเป็นคนดีไมได้ปัญหาก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ประการที่ ๓ คงไปเกี่ยวกับกรรมาธิการอื่น ๆ ด้วยครับ เพราะเรามองว่า ประเทศถูกพัฒนาไป ทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ประการที่ ๔ การใช้สื่อมีอิทธิพลอย่างมากในการเสริมสร้างทัศนคติในเชิง ที่แบ่งฝ่ายอุดมการณ์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง
ประการที่ ๕ ในสังคมทุกวันนี้มีความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรม และจริยธรรมในการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทรแบบไทย ๆ นั้นหายไป เราจึงเสนอวิธี การแก้ไขที่สําคัญ ๕ กรณีด้วยกัน
กรณีที่ ๑ ก็คือเราต้องรีบคลี่คลายปัญหา โดยการคลี่คลายปัญหานั้น เราแบ่งออกเป็น ๖ เรื่องด้วยกัน
๑. คือการสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง อย่าปกปิด เอามาพูดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นแบบไหน อย่างไร อย่างตรงไปตรงมา
๒. การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง ก็มีหลายภาคส่วนดําเนินการทําอยู่ ณ ขณะนี้เราก็ต้องต่อยอดครับ กระบวนการนี้ กระบวนการ ให้ความยุติธรรมนั้นเราถือเป็นเรื่องสําคัญ
๓. การอํานวยความยุติธรรมและสํานึกรับผิด และการให้อภัย คําหลัง เป็นคําสําคัญ คือการให้อภัยนั้นทําอย่างไรให้ทุกฝ่ายนั้นลดทิฐิมานะลง และก้าวถอยหลังกัน ที่จะไปสู่คําว่าการให้อภัย
๔. การเยียวยา การดูแล การฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ
๕. การสร้างสภาวะที่เอื้ออาทรต่อการอยู่ร่วมกัน
๖. คือมาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ถ้าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตเราจะไม่ซ้ําบทเรียนเดิมได้อย่างไร
และในการคลี่คลายปัญหาตรงนี้มีข้อสําคัญจากเพื่อนสมาชิกที่น่าสนใจบอกว่า
๑. เสนอให้มีการศึกษาดําเนินการเชิงนโยบายของรัฐ ให้ไปดูครับว่ารัฐไทย ที่ผ่านมาตั้งแต่ ๘๐ ปีของการพัฒนาประชาธิปไตยนั้นความขัดแย้งไม่ใช่เพิ่งเกิดวันนี้ หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคอมมิวนิสต์ ที่มีผลต่อความมั่นคงของรัฐในอดีตนั้นเขาสามารถปรองดองกันได้อย่างไร มีการยกตัวอย่าง ครับว่าทั้งในประเทศและต่างประเทศเขาทําอย่างไรกัน เช่นประเทศไทยเราครั้งหนึ่งเราเคย มีคําสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๒๓ มีแนวทางอย่างไรถึงเอามาใช้ได้ หลายสิ่งหลายอย่างคือการสร้าง บรรยากาศสมานฉันท์และการนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองให้ทุกฝ่าย จะเป็นไปได้ อย่างไรต้องมีการศึกษาอย่างแท้จริง สิ่งสําคัญคือต้องเป็นไปได้
๒. ให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการปลุกปั่นสร้างม็อบ (Mob) ในทาง การเมืองนําไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้นอีก
๓. เสริมสร้างเศรษฐกิจรายได้ให้ทั่วถึงและมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมและสร้างการเมืองให้มีประสิทธิภาพ
๔. ให้มีมาตรการทางกฎหมายกํากับมิให้ใช้สื่อสร้างความเกลียดชังหรือยุยง ให้เกิดความรุนแรงทางสังคม โดยใช้ความเท็จหรือบอกความจริงบางส่วน
และสุดท้ายเป็นสิ่งสําคัญมากครับ คือเรื่องของการส่งเสริมหลักธรรม จริง ๆ แล้ววันนี้เราเองมีทุนทางสังคมที่ดีอยู่มาก เรามีหลักธรรมสําคัญของพุทธศาสนาที่เรียกว่า สังคหวัตถุ ๔ ขออนุญาตท่านประธานครับ ๑. ทาน คือการให้ เราจะให้อย่างเสียสละ เพื่อลดความขัดแย้งได้อย่างไร ๒. เราจะมีปิยวาจาที่จะไม่พูดส่อเสียดกัน พูดด้วยถ้อยคํา ที่อ่อนหวานสุภาพกัน ไม่กล่าวเท็จกัน ไม่ใช้คําหยาบกัน เพราะการพูดคือก้าวแรกของ การสร้างมนุษยสัมพันธ์ ๓. อัตถจริยา คือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นเราจะ ทําได้อย่างไร และ ๔. สมานัตตตา คือการอยู่มีความประพฤติอย่างสม่ําเสมอจริงใจต่อกัน ๔ เรื่องนี้คือสังคหวัตถุ ๔ ที่เป็นทุนของเราอยู่แล้ว แนวทางการแก้ไข ให้มีบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ฟื้นฟูวัฒนธรรมอันดี และให้เป็นนโยบาย สําคัญของรัฐที่แก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง ย้ําเป็นครั้งสุดท้ายว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นความสําคัญอยู่ที่กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนครับ สปท. ด้านกรรมาธิการการเมืองเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ก็ขออนุญาตนําเสนอท่านประธานเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านสมาชิกที่ได้แสดงความจํานงแล้วก็ผมได้ขานชื่อไปแล้วคือ ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ศานิตย์ นาคสุขศรี ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและท่านสมาชิก ผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกลําดับที่ ๑๕๑ ก็ดูข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการการเมืองผมก็เห็นด้วยเกือบทุกประการเลยในหัวข้อเพราะเป็นแผน การขับเคลื่อนการปฏิรูปซึ่งก็เป็นแนวทางที่ สปช. ได้นําเสนอไว้แล้ว แต่ว่าผมก็มีความเห็น บางประการถ้าจะปฏิรูปให้ได้ผลสมบูรณ์สําเร็จตามประเด็น มีอยู่ประเด็นเดียวที่ผมจะขอทักท้วง ก็คือประเด็นเกี่ยวกับแผนปฏิรูปการดํารงตําแหน่งทางการเมือง แผนที่ ๑ ข้อ ๖ กับข้อ ๖.๓ ซึ่งผมถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งคือแผนที่ ๑ ข้อ ๖ การเข้าสู่ตําแหน่ง ทางการเมืองท้องถิ่นและการเข้าสู่ตําแหน่งของบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย เรื่องการปกครองท้องที่ อันนี้เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สําคัญคือเกี่ยวกับเรื่องลักษณะ การปกครองท้องถิ่น และข้อ ๖.๓ ให้ผู้ดํารงตําแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย ลักษณะปกครองท้องที่มีวาระดํารงตําแหน่งและมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ทุกตําแหน่ง อันนี้ผมมีความเห็นว่าถ้าจะเข้าไปสู่การดําเนินการอันนี้อาจจะทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับระดับตําบล หมู่บ้าน แล้วที่สําคัญจะทําให้เอาเรื่องของการปกครองท้องที่ไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ซึ่งอันนี้ จะก่อให้เกิดผลอย่างใหญ่หลวงในระบบของประเทศก็คือหมายความว่าจะเอากํานัน ผู้ใหญ่บ้านไปสู่ระบบการเมือง ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับพื้นที่ ในระดับแอเรีย (Area) อย่างมากมาย นอกจากนี้ยังขัดกับเจตนารมณ์ในการกําเนิดการปกครองท้องที่ และที่สําคัญยังขัดกับแผนการปฏิรูปในการบริหารราชการแผ่นดินด้วย หลายท่านคงทราบ ดีอยู่แล้วว่าถ้าพูดถึง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นี่เรามีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ก็คือหมายความว่าการปกครองท้องที่ ของเราจะประกอบไปด้วยตําบล หมู่บ้าน ซึ่งมีฐานะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จะมีฐานะเป็น ตัวแทนของราษฎรและเป็นตัวแทนของทางราชการ เปรียบเสมือนแขน ขา เป็นหูเป็นตา เป็นกระบอกเสียง และเป็นมือเป็นเท้าของราชการ ประสานงานกับราชการและประชาชน ในระดับตําบล หมู่บ้าน ซึ่งครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ตําบลของทั่วประเทศ ดังที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ออกกฎหมายตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ขึ้นมา ซึ่งมีการปกครองของประเทศไทยตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตําบล กิ่งอําเภอ และอําเภอ โดยมีหัวหน้าปกครองระดับตําบลก็คือกํานัน ระดับหมู่บ้านก็คือผู้ใหญ่บ้าน โดยทางราชการ เป็นผู้คัดเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านจากบุคคลที่มีบารมีและเป็นประชาชนในหมู่บ้าน ตําบล ที่ประชาชนนับถือ และให้อยู่ในตําแหน่งสมัยก่อนจนเสียชีวิตนะครับ ส่วนระดับกิ่งอําเภอ หรืออําเภอทางราชการจะแต่งตั้ง แต่ต่อไปก็มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจนถึง พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขที่มาของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยให้ผู้ใหญ่บ้านต้องได้รับการเลือกตั้งจาก ราษฎรในหมู่บ้าน ก็โอเค (Okay) ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนกํานันมาจาก การที่ผู้ใหญ่บ้านทุกคนในตําบลเลือกผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเป็นกํานัน และเกษียณอายุ ๖๐ ปี จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็จะมีปัญหา เป็นจุดอ่อนในการสรรหากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งทราบกัน โดยทั่วไป แล้วก็เป็นที่ได้ถกแถลงกันก็คือ
ประการที่ ๑ การที่กํานันไม่ได้รับเลือกจากราษฎรในตําบลโดยตรง แต่เป็นการเลือกกันเองระหว่างผู้ใหญ่บ้าน อาจเกิดจุดอ่อนก็คือกํานันไม่ได้มีการเลือก ราษฎรอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ อาจจะไม่รู้จัก คือกํานันก็ไม่ได้เป็นดาวฤกษ์เหมือนสมัยก่อน ซึ่งประชาชนเลือกโดยตรง หรือเลือกจากผู้ใหญ่บ้าน ก็กลายเป็นดาวเคราะห์แทน ต้องอาศัย ดาวฤกษ์คือผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านนั้นแทน ก็ไม่ใช่ลักษณะของผู้นําในตําบลอย่างแท้จริง
ประการที่ ๒ การเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่บ้านที่มีกําลังเงินมากตามที่ คณะกรรมาธิการได้เสนอ ก็จะทําให้เกิดการเข้าสู่ตําแหน่งโดยการซื้อเสียงจากผู้ใหญ่บ้าน ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของหมู่บ้านในตําบลนั้นก็สามารถ ที่จะเป็นกํานันได้ และนอกจากนี้แล้วการไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชนก็จะเป็นจุดอ่อน อีกประการสําคัญ แล้วก็ทําให้เกิดความแตกแยกขึ้นในระดับตําบลได้ ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่ ๒
ประการที่ ๓ คือการกําหนดระยะอายุเกษียณ ๖๐ ปี ทําให้ผู้ดํารงตําแหน่ง ยาวนานเกินไป เพราะฉะนั้นบางทีการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ การจะออกจากตําแหน่ง ก็ยาก ซึ่งเป็นผลเสียต่อการบริหารราชการแผ่นดินภายในพื้นที่ ผมเห็นว่าทั้ง ๒ ประการ ที่ผมยกมามันเป็นปัญหาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าควรจะต้องมีการแก้ไขระบบ การเลือกกํานันโดยตรง วาระก็คงจะไม่ใช่แต่ว่าอาจจะต้องมีการใช้ระบบการประเมินทุก ๔ ปี ถ้าประชาชนไม่รับก็ถือว่าเขาจะต้องพ้นตําแหน่ง นอกจากนี้อยากจะทําความเข้าใจนิดหนึ่งครับ ขอเวลาอีกนิดหนึ่งว่าคนทั่วไปเข้าใจผิด พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่การเลือกตั้งครับ ไม่ใช่การเมือง เป็นการเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่างกับการเลือกผู้บริหารระดับชาติหรือท้องถิ่นที่เขาใช้การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น อันนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นกํานัน ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีฐานะของนักการเมือง แต่เป็นผู้ที่ราษฎรเลือกเป็นตัวแทนเพื่อดูแลทุกข์สุขของคนในตําบล ในขณะเดียวกันราษฎร หรือที่ทางราชการไว้วางใจก็จะทําหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุข เพราะฉะนั้นการเลือกโดยราษฎร คือความไว้วางใจจากราษฎร การตั้งคือการที่ทางราชการไว้วางใจแต่งตั้งเป็นกํานันหรือผู้ใหญ่บ้าน เพราะฉะนั้นเมื่อเลือกแล้วอาจจะไม่ตั้งก็ได้ถ้าเกิดทางราชการ แต่ว่าถ้าเป็นนักการเมือง ไม่ว่าระดับชาติและท้องถิ่น เมื่อประชาชนเลือกแล้วต้องดํารงตําแหน่งทันที อันนี้เป็นหลักปรัชญา ที่รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงสร้างและถือเป็นมรดกทางการปกครอง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าประเด็น อย่างนี้ก็คงน่าจะมีการทบทวน ผมมีความเห็นว่ากรณีนี้ขอให้ตัดข้อความในข้อ ๑ ในข้อ ๖ เกี่ยวกับเรื่องการปกครองท้องที่ หรือ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ออกจากข้อเสนอ ในแผนปฏิบัติการ แล้วก็ในข้อ ๖.๓ ขอให้ตัดทั้งข้อ ๖.๓ เลย เพื่อจะได้ให้เกิดความสามัคคี ปรองดอง และความเป็นปึกแผ่นของการบริหารราชการ และอีกเรื่องหนึ่งการบริหารราชการ ลักษณะปกครองท้องที่เป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินก็ดําเนินการเรื่องนี้ อยู่แล้วในการที่จะปรับปรุง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต นะครับ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หมายเลข ๑๑๐ สปท. นะครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นผู้ที่มี ความชํานาญอย่างมาก ชื่อเสียงของแต่ละท่าน แล้วก็ข้อเสนอของท่านมีความครอบคลุม อย่างสูง แต่ว่าผมอยากขอเสนอเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับว่าเท่าที่ศึกษาดูในข้อเสนอของท่าน ส่วนใหญ่จะมีในเรื่องของการปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่เรา จําเป็นต้องมีส่วนนี้ แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่าจากนี้ไป ๑๘ เดือน การเลือกตั้งคงจะเกิดขึ้น แล้วก็การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความสําคัญมากที่สุดนะครับ ผมขอเสนอให้ทางกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งคิดว่าเราจะมีระยะเวลาช่วงที่พอสมควรในการศึกษา คงเสนอแผนปฏิบัติให้กับรัฐบาล ในช่วง ๑๘ เดือนในการเตรียมการเรื่องการเลือกตั้งเพื่อจะให้มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม นอกจากในเรื่องกฎหมายไปแล้วนะครับ เพราะว่าแต่ละท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ อย่างสูง มี ๒-๓ ประเด็นที่ผมคิดว่าถ้าเราได้ศึกษาเป็นรูปธรรมและเสนอแนะรัฐบาลแล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
เรื่องแรก คือเรื่องของการขจัดการซื้อเสียง ซึ่งได้มีการพูดกันแล้ว เราจะมีแนวปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือข้อกําหนดอะไรนอกจากฎหมายแล้วที่จะดําเนินการ ให้กับรัฐบาลในการเตรียมการก่อน
เรื่องที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญอันหนึ่ง เรื่องของการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ซึ่งแน่นอนการมีส่วนร่วมของประชาชนถ้าเรามีการเสนอรูปแบบองค์กรที่จะต้อง มีการเสนออย่างมีการจัดตั้งจริง ๆ ผมคิดว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนจะมีพลังอย่างมาก ในการทําให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม แล้วก็โปร่งใสจริง ๆ นะครับ องค์กรนี้ ควรจะมีการจัดตั้งอย่างไร สมัยก่อนเราเคยมีองค์กรกลาง ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการดําเนินการ อย่างไรบ้าง ผมฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้ลองศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเป็นข้อเสนอกับรัฐบาลนะครับ
เรื่องที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมากอันหนึ่ง คือการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้เห็น แน่นอนที่สุดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ส่วนหนึ่งเราใช้มาตรการทางกฎหมาย แต่แน่นอนมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวคงไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สร้างจิตสํานึกของประชาชนให้เห็นประโยชน์ของการเลือกตั้ง จริง ๆ ตรงนี้ จะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ผมอยากเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมและเสนอให้กับรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าเราสามารถเสนอได้ก่อน ๑๘ เดือนก่อนเลือกตั้ง รัฐบาลจะได้มีการเตรียมการต่าง ๆ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังไว้จริง ๆ ครับ ผมมีข้อเสนอเท่านี้ครับ
ขอบคุณมากครับ ยังไม่มีสมาชิกขออภิปรายซักถามเพิ่มเติมนะครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบข้อชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ต้องขอบคุณท่านศานิตย์ กับท่านเพิ่มพงษ์นะครับ ส่วนที่ท่านเพิ่มพงษ์ให้ความกรุณาเสนอความเห็นนั้น ต้องกราบเรียนว่าอันนี้คือแผนปฏิรูป เดี๋ยวแผนปฏิบัติจะออกต่อจากนี้ไป ก็คงเป็นไปตาม ที่ท่านเพิ่มพงษ์ได้กรุณาเสนอความเห็นทั้งหมดนะครับ ทีนี้ส่วนของท่านศานิตย์นะครับ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าในเรื่องที่ท่านศานิตย์ เสนอขอให้ตัดส่วนของบุคคลผู้เข้าสู่ตําแหน่งตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้านนะครับ ในส่วนนี้กรรมาธิการได้พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบแล้วก็ มองเห็นว่าในตําแหน่งเหล่านี้คือตําแหน่งที่เกี่ยวกับการเมืองอย่างใกล้ชิด และส่วนตําแหน่ง ดังกล่าวนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเป็นแนวข้อเสนอจากผู้มีประสบการณ์ จากท่านที่เป็นกํานันมาตลอดชีวิต แล้วก็ได้มาดํารงตําแหน่งสูงสุดเป็นถึงประธานรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ให้ท่านอดีตประธานรัฐสภา ท่านชัย ชิดชอบ ท่านเป็นผู้ชี้แจงให้ข้อมูลกับท่านสมาชิกและท่านประธาน ขออนุญาตให้ท่านชัย ชิดชอบ ครับ
เชิญท่านชัย ชิดชอบ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมได้กราบเรียน กับท่านประธานด้านการเมืองคือท่านเสรีแล้วว่าไม่อยากจะขึ้นไปข้างบน อยู่ข้างล่าง ก็พร้อมที่จะพูด ตามที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต้องการให้ตัดคําว่า กฎหมายลักษณะปกครอง ท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ นั้น คงจะทําไม่ได้กระมังครับ ถ้าสภานี้เห็นความเป็นจริง เราจะเห็นว่า ทุกวันนี้การเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่เงินแสน กํานันเงินล้าน ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าเราขืนปล่อยไว้เพราะพวกเหล่านี้ไม่ได้ไปปฏิบัติตามพระองค์ท่านรัชกาลที่ ๕ ที่ท่าน ได้วางกรอบเอาไว้ มันผิดหลัก ผิดเกณฑ์หมด เมื่อเราจะมีการปฏิรูปก็ปฏิรูปไป กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดท่านพูดบอกว่ารักษาหน้าที่อะไรต่าง ๆ ตอนนี้ เราจะทราบแล้วว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองทุกคนที่จะสมัครรับเลือกตั้ง หรือคนที่จะ ตั้งพรรคการเมือง หรือข้าราชการทุกหน่วยของประเทศ ถ้าจะไปหาใครในหมู่ไหนก็ต้องไปหา ผู้ใหญ่บ้านก่อน นอกจากหาผู้ใหญ่บ้านแล้วต้องหากํานัน บางทีไปหากํานันกํานันไม่รู้จัก ชาวบ้านเลย มันหลายอย่าง หลายประการถ้าเราดูข้อเท็จจริงในการปฏิบัติ ก็กราบเรียนไปยังท่าน เรื่องเหล่านี้ท่านประธานคือท่านรองประธาน คนที่สอง รู้ดีนะครับ เพราะว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ทําบาปทํากรรมนักการเมืองเยอะ ผมเป็นกํานันตลอดชีวิตและเป็นหัวหน้ากํานันด้วย ก่อนที่ก่อตั้ง ทุกวันนี้ผมเป็นคนริเริ่ม ผมยังไม่กลัวเลยว่ากํานัน ผู้ใหญ่บ้านเขาจะทําบาป ทํากรรมผม เพราะผมเอาความจริงมาพูด เพราะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านคือตัวนักการเมือง ๑๐,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐,๐๐๐ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดครับ ๑๐,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ถ้าไม่เชื่อ เมื่อมีการเลือกตั้งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลองไปสมัครรับเลือกตั้งสิ ท่านต้องเสียเงิน ให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่เสียละเสร็จเลยครับ หมู่บ้านนั้นปิดใบปลิวยังไม่ได้เลยถูกฉีกหมด เขามีอิทธิพลจริง ๆ ครับ เขาจึงกล้าเสียเงินเป็นล้าน ผมทราบข่าวแถวจังหวัดปทุมธานี เสียเป็น ๑๐ ล้านบาทนะกํานัน ผมยังตกใจเลย ไปดูหน้ากํานันยังละอ่อนมากครับ เขาเป็นลูกครึ่ง ความรู้ปริญญาโทเสียด้วย ขอเป็นกํานันแต่ไม่ได้ทําอะไรสักอย่างหนึ่ง ได้แต่งเครื่องแบบเท่านั้น มีขีด ๔-๕ ขีดใหญ่กว่าข้าราชการอีก ผมเรียนด้วยความสัตย์จริง ผมไม่อยากพูดอะไรมาก เพียงแต่บอกว่าไม่ควรตัดออก ให้มีคงไว้เอาตามที่ฝ่ายการเมือง ได้เขียนไว้ เพราะว่าเป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิรูปแก้ไขคนที่กําลังจะไปกันใหญ่ให้มันดีขึ้น แล้วก็สร้างความปรองดองด้วย เงินสร้างอํานาจให้คนเยอะครับ เราจะเห็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวกํานันมีหมู่บ้าน ๑๐ หมู่บ้าน ไปซื้อผู้ใหญ่บ้าน ๕ เสียงกับตัวเองอีก ๑ เสียงก็ได้เป็นกํานันแล้ว ลําบากมากครับ เราต้องแก้ ต้องปฏิรูป ถ้าท่านไม่ปฏิรูปคราวนี้ไม่มีโอกาสหรอกครับ เดี๋ยวกํานัน ผู้ใหญ่บ้านมาเหยียบพวกผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรไม่มีใครกล้าแตะต้องกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน กี่สมัยมาแล้วท่านประธานก็ทราบ ถ้าเราให้เงินเดือน โอ้โฮ เต็มเลยข้างบนสภา จาก ๕๐๐-๖๐๐ บาท เดี๋ยวนี้เป็น ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหา ที่ต้องแก้ครับ เราต้องปฏิรูป ท่านต้องขับเคลื่อน ถ้าท่านไม่ขับเคลื่อนประเทศชาติไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลในการขับเคลื่อนนี้ต้องขับเคลื่อนกํานัน ผู้ใหญ่บ้านก่อน องค์การบริหารส่วนตําบล อะไรเป็นเรื่องเล็ก เราต้องแก้ไข ทําอย่างไรให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้านรวมลูกบ้านของตัวเอง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว สร้างความสามัคคีเกิดขึ้น ความปรองดองก็จะเกิด การเลือกตั้งก็จะ มีได้บริสุทธิ์ยุติธรรม ถ้าแก้ไขกํานัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ เลือก ๑๐๐ ครั้งก็ต้องถูกปฏิวัติ ๑๐๐ ครั้ง ผมเรียนอย่างนี้ครับ ก็กราบเรียนเพียงแค่นี้ หวังว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจากจังหวัดปราจีนบุรี คงจะทราบเรื่องนี้ดี กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับที่ชี้แจง ระหว่างอดีตกํานันกับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ แต่ว่าความจริงคงมีเรื่องเกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการอื่น เช่น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ลองประสานดูนะครับ ครั้งนี้เป็น รอบแรกของแผนปฏิรูป ต่อไปเป็นแผนปฏิบัติ เชิญท่านประธานกรรมาธิการได้สรุป ในการนําเสนอครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขอกราบเรียนว่าสิ่งที่กรรมาธิการ ได้เสนอในวันนี้เป็นเรื่องของแผนปฏิรูปนะครับ ส่วนแผนปฏิบัตินั้นอย่างที่เรียนว่าเดี๋ยวก็จะ ดําเนินการให้เป็นรูปธรรม ส่วนที่ท่านกังวลเราก็จะนํามาศึกษาครับ อย่าเพิ่งไปกังวลว่า จะต้องเป็นไปตามที่ท่านกังวลหรือไม่นะครับ ต้องศึกษาดูว่าสิ่งที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นมานั้น เราจะร่วมกันแก้ปัญหาอย่างไร ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าในคณะกรรมาธิการที่เรา ทําหน้าที่ในการจะร่วมกันปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนี้ ผมกล้ายืนยันได้ว่ากรรมาธิการ ทุกท่านเป็นผู้มีความรู้แล้วก็มีประสบการณ์ในหลาย ๆ ด้าน มาจากหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง ท่านเคยเป็นอดีต และยังมีอดีตประธานรัฐสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตประธานวุฒิสภา อดีตวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีหลายท่าน แล้วก็มาจากตัวแทนพรรคการเมือง นอกจากนั้นก็ยังมาจาก กปปส. ก็มี นปช. ก็มีครับ มาจากนายทหารทั้งอดีต ปัจจุบัน อดีตตํารวจ และอดีตเลขาธิการวุฒิสภา นักวิชาการ อดีตข้าราชการ อดีต ส.ส.ร. นะครับ แล้วก็สื่อมวลชน นอกจากนั้นก็จะมีตําแหน่งสําคัญ ในส่วนภาคประชาชน นี่คือบุคคลที่อยู่ในคณะกรรมาธิการการปฏิรูปด้านการเมืองนะครับ ดังนั้นแนวทางการที่จะปฏิรูปให้สําเร็จนั้น ท่านดูในหน้า ๑๗ ก็จะมีเรื่องของการออกกฎหมาย มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับ กฎหมายตามพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยไม่ต่ํากว่า ๑๕ ฉบับ ส่วนกําหนดระยะเวลาปฏิรูปนะครับ กรรมาธิการเรา ได้แบ่งออกเป็นระยะที่ ๑ การจัดทําแผนปฏิรูปด้านการเมืองเพื่อเสนอสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ ๗๓ นะครับ โดยแบ่งเป็น
๑. การศึกษาและกําหนดประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในประเด็น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและในหัวข้อทั้ง ๖ ข้อที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ซึ่งจะอยู่ในช่วงเวลา วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๙ ธันวาคม ที่ผ่านมา
๒. ก็จะศึกษาเสนอประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองต่อ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๐ ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ นะครับ
๓. ศึกษาประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองอื่น ๆ ในระหว่างวันที่ ๕ ถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๙ นี่คือแผนระยะที่ ๑
แผนระยะที่ ๒ พิจารณาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกพร้อมเสนอความเห็น ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ในช่วงเวลาวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๙ ถึงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ นี่คือช่วงที่ ๒ ส่วนช่วงที่ ๓ ก็จะเป็นประเด็นด้านการเมือง แบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ช่วงที่ ๑ ก่อนทําประชามติ คือหลังวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป จะศึกษา สรุปข้อเสนอ และติดตามประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แล้วก็ศึกษาติดตามการจัดทําประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ช่วงที่ ๒ คือการออกกฎหมายต่าง ๆ ที่กราบเรียนไปแล้วนะครับ ไม่น้อยกว่า ๑๕ ฉบับ ช่วงที่ ๓ หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ อยู่ในช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ ถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ก็จะมีการเสนอแนะมาตรการจําเป็นอื่น เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองให้สัมฤทธิผล แหล่งที่มาจากของงบประมาณ ๑. มาจากงบประมาณแผ่นดิน ๒. เงินบริจาคจากภาคเอกชนและประชาชน ๓. เงินจาก การสมัครรับเลือกตั้ง ๖ หน่วยงานที่รับผิดชอบตามแผนที่เราจัดทําไว้ก็จะมาจาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นี่ก็กราบเรียน โดยแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองทั้งหมด ที่จะเป็นแผนงานในการที่จะดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองต่อไปให้สัมฤทธิผลในช่วงระยะเวลาที่พวกเราจะมีอยู่ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาแผนการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการปฏิรูปฉบับนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ดําเนินการตามแผนการปฏิรูปต่อไปนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาคณะกรรมาธิการชุดต่อไปจะเสนอรายงาน เป็นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอเชิญ คณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการการเมืองนะครับ เสนอได้ชัดเจนดีมาก รักษาเวลาได้อย่างยอดเยี่ยมนะครับ เชิญคณะกรรมาธิการครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เมื่อคณะกรรมาธิการได้เข้าประจําที่เรียบร้อยนะครับ ก็ขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการนําเสนอแผนการปฏิรูปเพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพิจารณา โดยใช้เวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมงครับ เชิญท่านประธานครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ กรรมาธิการ วันนี้จะมาเล่าแล้วก็ขอรับความเห็นจาก ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินมีภารกิจอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ในเรื่องของ การปฏิรูปซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัย สปช. ภารกิจที่ ๒ ก็คือวาระปฏิรูปเร็ว ซึ่งสืบเนื่องมาจาก สปช. ๒ วาระ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณามอบหมายมาอีก ๑ วาระ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๘ เมื่อวันที่ท่านมาพบแม่น้ํา ๕ สาย ท่านส่งเอกสารมานะครับ เป็นเรื่องของ การจัดระบบผังเมืองและการใช้พื้นที่ อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่าการศึกษาของ คณะกรรมาธิการในรายงานนั้นแบ่งออกเป็น ๓ ภาคด้วยกัน
ภาคที่ ๑ มีการกล่าวถึงในเรื่องของบทสรุปของผู้บริหาร ในบทสรุปของ ผู้บริหารก็จะมีกล่าวสรุปในเรื่องของการศึกษาของกรรมาธิการ ในภาค ๑ ส่วนที่ ๑ ก็จะเป็นการศึกษาในเรื่องของโครงสร้างของภาครัฐ ซึ่งในเรื่องของโครงสร้างของภาครัฐนี้ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร จะเป็นผู้นําเสนอ ขออนุญาตท่านประธานเป็นผู้นําเสนอในส่วนนี้นะครับ หัวข้อจะเป็นไปตามที่ท่านประธานกรรมาธิการ ร้อยเอก ทินพันธุ์ เป็นผู้กําหนดไว้ แต่เนื่องจากว่าในมาตรา ๓๙/๒ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ได้พูดถึงอํานาจหน้าที่ของ กรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าให้ศึกษาแนวทางการจัดทําแผนปฏิรูป และให้คํานึงถึงเรื่องผลสัมฤทธิ์ ตรงผลสัมฤทธิ์นี้ผมว่ามีความสําคัญมาก ถ้าจะศึกษาแล้ว ถ้าไม่ระบุผลสัมฤทธิ์ไว้เลยก็กระไรอยู่ ดังนั้นในคณะกรรมาธิการปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นตรงกันว่า ในช่องที่ถัดจากแผนปฏิรูปแล้วน่าจะต้องระบุเป้าหมาย ผลผลิต และสิ่งชี้วัด ที่สําคัญหรือเคพีไอ (KPI) ขอประทานโทษที่กล่าวภาษาอังกฤษ ที่เรารับทราบกันอยู่ ในปัจจุบัน นอกจากนั้นก็จะเป็นเหมือนกับที่ทางท่านประธานทินพันธุ์ได้กําหนดไว้ มีอยู่อีก ประเด็นหนึ่งที่กรรมาธิการเห็นพ้องว่าสมควรจะต้องระบุไว้เช่นกัน ก็คือในช่อง แหล่งงบประมาณ งบประมาณมีความสําคัญ กรรมาธิการเห็นด้วย แต่มีสิ่งอื่นเหมือนกัน ที่สําคัญไม่น้อยกว่างบประมาณ ฉะนั้นเราจึงระบุไว้ว่าในช่องงบประมาณนั้นเราเพิ่มไว้ด้วยว่าเป็นเงื่อนไขสําคัญที่จะทําให้แผน นั้นสําเร็จ หรือถ้ามองในเรื่องของการทําแผนตรงนี้ก็คืออิมพอร์แทนต์แอสซัมพ์ชันส์ (Important assumptions) ฉะนั้นทุกอย่างเหมือนกับที่ทางท่านประธานสภาได้กําหนด แต่ว่าเราเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น
สําหรับในส่วนที่ ๒ นอกจากที่คณะอนุกรรมาธิการโครงสร้างภาครัฐแล้ว จะขออนุญาตท่านประธานว่าในส่วนของธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และพัฒนาบุคลากร ในภาครัฐนั้น จะขออนุญาตให้ท่านวิบูลย์ สงวนพงศ์ ประธานอนุกรรมาธิการ ท่านเป็น อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กราบเรียนท่านประธาน ส่วนในคณะอนุกรรมาธิการ คณะที่ ๓ นั้น จะขออนุญาตให้ท่าน พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ นําเสนอกราบเรียน ท่านประธานและสมาชิกที่เคารพในเรื่องส่วนของการงบประมาณการคลังภาครัฐ ซึ่งภาครัฐ ตรงนี้ไม่รวมเฉพาะงบประมาณ จะรวมถึงเงินนอกงบประมาณด้วย แต่เป็นเงินของภาครัฐ ซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่งเช่นกัน หลังจากนั้นจะขออนุญาตท่านประธานว่าจะให้ท่าน พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้กราบเรียนนําเสนอบูรณาการการศึกษา ของ ๓ คณะอนุกรรมาธิการเข้าด้วยกัน นั่นเป็นภาค ๑ ในภาค ๒ นั้น จะนําเสนอในเรื่องของ วาระปฏิรูปเร็ว จะมีด้วยกันทั้งหมด ๓ วาระ คือ วาระที่ ๑ การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ วาระที่ ๒ ของการวางระบบผังเมืองและการใช้พื้นที่ ซึ่งผมกราบเรียนเมื่อตอนต้นว่าได้รับ มอบหมายมาเพิ่มเติม แล้วในวาระที่ ๓ ของปฏิรูปเร็วก็คือองค์การมหาชน ซึ่งในเรื่องนี้ จะขออนุญาตท่านประธานให้ท่านเบญจวรรณเป็นผู้นําเสนอ เพราะเป็นผู้ศึกษามาตั้งแต่ สมัย สปช. หลังจากนั้นแล้วในภาค ๓ จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าจะขออนุญาตสรุป โดยจุดเน้นการศึกษาของเราก็คืออยู่ที่ว่าประเทศชาติได้อะไร ประชาชนได้อะไรในการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเราจะเสนอผลผลิตในการศึกษาของเราจะมีอะไรในแต่ละห้วงเวลา ๖ เดือนที่ ๑ ๖ เดือนที่ ๒ ๖ เดือนที่ ๓ แล้วบวก ๖ เดือนที่ ๔ ขณะเดียวกันเราจะได้มีการศึกษาว่า แล้วในการศึกษานั้นทําให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ ประชาชนได้ความสุขมากขึ้นหรือไม่ สนองตอบต่อภารกิจของประเทศชาติอย่างไร โดยสรุป ที่นํากราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ขออนุญาตให้ท่านเบญจวรรณกราบเรียนท่านประธานต่อครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานนะครับ ท่านอดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็น ผู้ที่ได้นําเสนอรายงานได้สมบูรณ์มาก โดยเฉพาะในเรื่องของระบบล็อกเฟรม (Log frame) คณะกรรมาธิการชุดอื่นก็ลองพิจารณาดู น่าสนใจมาก เชิญท่านเบญจวรรณครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ นะคะ ในแผนการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องแรก เป็นแผนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ หัวข้อที่จะนําเรียนเสนอดิฉันขอไล่เรียงเป็นดังนี้ว่า จะพูดถึงเรื่องสภาพปัญหาก่อน แล้วจะพูดถึงแผนที่จะดําเนินการ แล้วก็จะพูดถึงเป้าหมาย หรือผลผลิต แล้วก็จะพูดถึงวิธีการปฏิรูป แล้วก็จะมาพูดถึงเรื่องกําหนดเวลา แล้วก็ แหล่งที่มานะคะ โดยคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ในส่วนเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ประการแรก ในเรื่องสภาพปัญหา สภาพปัญหานั้นส่วนใหญ่โดยทั่วไปเวลาพูดถึงระบบราชการเราก็มักจะคุ้นกับสภาพปัญหาที่ มีการกล่าวขวัญกันเป็นประจําแล้วก็บ่อย ๆ นะคะ
ประการแรก ระบบราชการมีขนาดและบทบาทที่ไม่เหมาะสมกับภารกิจภาครัฐ เป้าหมาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นภาครัฐที่กระชับ กะทัดรัด มีความยืดหยุ่น คล่องตัว จิ๋วแต่แจ๋ว จนมา ณ วันนี้ภาพที่ว่าเราก็คงอยากให้การขับเคลื่อนครั้งนี้ได้บรรลุผลเท่าที่จะสามารถทําได้
ประการที่ ๒ การบริหารงานภาครัฐขาดความโปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ทํางานล่าช้า และขาดประสิทธิภาพ
ประการที่ ๓ ระบบราชการมีโครงสร้างขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน เกินความจําเป็นโดยเฉพาะราชการบริหารส่วนภูมิภาค เวลาพูดคุยในกลุ่มข้าราชการด้วยกัน หรือว่าระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง เขาบอกว่าในเรื่องความซ้ําซ้อนนี้ไม่ใช่ซ้ําเฉพาะระหว่าง กระทรวงกับกระทรวง ระหว่างกรมกับกรมก็ซ้ํา ภายในกรมเองก็ซ้ํา นี่เป็นปัญหาที่ต่อเนื่อง แล้วก็ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็คงจะหาทางที่จะแก้ปัญหา ในบางเรื่องที่จะดําเนินการได้
ประการที่ ๔ บทบาท ภารกิจ และอํานาจหน้าที่ของกระทรวง กรม มีความหลากหลาย เหลื่อมล้ํา และมีความรับผิดชอบไม่ชัดเจน ก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่ อีกเรื่องหนึ่ง
ประการที่ ๕ มีการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ขาดการมอบอํานาจหรือกระจาย อํานาจ ส่งผลให้การจัดบริการสาธารณะหลายเรื่องที่ถูกคงไว้ในส่วนกลางเกิดความล่าช้า มีการอภิปรายกันเรื่องพระราชกฤษฎีกากระจายอํานาจ ก็เห็นปัญหาหลายประการที่จะ นําไปสู่การดําเนินการแก้ไขต่อไป
ประการที่ ๖ โครงสร้างของระบบราชการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถ บริหารงานในลักษณะที่เป็นแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกซึ่งเป็นภารกิจร่วมกันได้ ตอนนี้แต่ละ ส่วนราชการก็ว่าไปตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานไป เหมือนไซโลแต่ละแห่ง ซึ่งในบางงาน ในบางโครงการ หรือในลักษณะงานบางอย่างนั้นจําเป็นที่จะต้องมีการบูรณาการกันเพื่อให้เกิด การสามารถที่จะจัดการความรับผิดชอบเฉพาะด้านให้มาทํางานร่วมกันได้
ประการที่ ๗ มีการจัดส่วนราชการที่เป็นส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ภูมิภาค เป็นจํานวนมาก ทําให้ขาดการเชื่อมโยงการทํางานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดขาดเอกภาพในการบังคับบัญชา ตัวเลขที่ปรากฏค่อนข้าง ชัดเจนนะคะว่าในช่วงแรกที่มีการจัดตั้งกระทรวง ๒๐ กระทรวง ตอนนั้นส่วนกลางไปตั้ง ในส่วนภูมิภาคเพียง ๑,๙๐๐ แห่ง ขณะนี้ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง
ประการที่ ๘ การบริหารภายในจังหวัดขาดความคล่องตัว ไม่มีเอกภาพ รวมทั้งการมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดําเนินการยังมีปัญหาและอุปสรรคในทาง ปฏิบัติ อย่างที่นําเรียนว่าพระราชกฤษฎีกามอบอํานาจหรือกระจายอํานาจคงจะต้อง เป็นเรื่องที่จะมานําเสนอจุดที่คิดว่าเป็นประเด็นปัญหา ทีนี้ในแผนการปฏิรูปของ คณะอนุกรรมาธิการเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ แน่นอนค่ะ เราต่อเนื่องมาจากที่ สปช. เสนอ สปช. เสนอว่าควรเป็นเรื่องที่ดําเนินการทันที เราก็คิดว่าอะไรที่สามารถ ขับเคลื่อนได้เร็วแล้วสามารถดําเนินการได้ทันที เราก็คิดว่าภายในช่วงเวลา ณ ขณะนี้ จะ ๑๘ เดือน หรือน้อยกว่า ๑๘ เดือน ปีครึ่งอะไรก็แล้วแต่ เราจับเรื่องนั้นแล้วเรามองว่า ก็ตรงกับทิศทางที่เราจะเดินด้วย เราหยิบเรื่องมาทั้งหมด ๔ เรื่อง
เรื่องแรก คือเรื่องกําหนดขอบเขต อํานาจหน้าที่ของราชการบริหาร ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้เกิดความชัดเจน
เรื่องที่ ๒ เรื่องการทบทวนและจําแนกบทบาทภารกิจภาครัฐ
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการออกแบบโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับภารกิจ ต่าง ๆ ของภาครัฐ
เรื่องที่ ๔ พัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
ใน ๔ เรื่องที่นําเรียนนี้เราก็มากําหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ แล้วก็กําหนด ผลผลิต วิธีการดําเนินการ รวมทั้งระยะเวลา ขอนําเรียนดังนี้ว่าในเรื่องแรก ในเรื่องที่กําหนด ขอบเขต อํานาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้น มี ๓ ประเด็นที่จะดําเนินการ
ประการแรก ก็คือจะต้องมีการลดหรือเพิ่มจํานวนหน่วยงานส่วนกลางที่ไป ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เหมาะสมกับภารกิจที่สําคัญ แล้วก็สนองต่อความต้องการของ ประชาชน ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป้าหมายจะเป็นเรื่องการลดเป็นหลัก แล้วก็มีการจัดระบบ อํานวยความสะดวกในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ อันที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาความซ้ําซ้อน ระหว่างส่วนราชการ แน่นอนในการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก็จะต้องเป็นการทบทวน ความจําเป็นในการกําหนดหน่วยงานของส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ว่าเขาจะยังคงเป็น หน่วยงานสภาพแบบนี้ต่อไป หรือควรจะต้องปรับเปลี่ยนไปรวมอยู่กับส่วนภูมิภาคหรือยกเลิก เพราะฉะนั้นจะต้องมีการทบทวน แล้วที่สําคัญก็จะต้องมีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง ให้ท้องถิ่นที่มีความพร้อมเป็นผู้ดําเนินการ ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการประมวลข้อมูลทั้งหลาย ซึ่งก็มีการดําเนินการส่วนหนึ่งแล้วว่าถ่ายโอนอะไรไป ถ่ายแล้วมันมีปัญหาในประการไหน อย่างไร อะไรถ่ายไปแล้วที่ยังมีปัญหาควรจะมีการแก้ไข ในเรื่องนี้กําหนดเวลาที่กําหนดไว้ เราคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วเรื่องสําคัญ ในการทําปฏิรูปทั้งหลายก็กําหนดเวลาไว้จนกระทั่ง คงมีงานออกมาเป็นระยะ ๆ แต่กรอบของงานทั้งหมดนั้นก็คงเอาเต็มเวลาเลย งบประมาณ ก็คงจะต้องเป็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบก็คงเป็นหน่วยงานตามภารกิจที่กําหนดไว้ก็คือทาง ก.พ.ร. แล้วหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องก็เป็นหน่วยงานกลางแล้วก็ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ประการที่ ๒ เรื่องการทบทวนและจําแนกบทบาทภารกิจของภาครัฐ ตรงนี้ เคยนําเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ว่าภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้การทํางานของภาครัฐเอง มีหลายบทบาทอยู่ในที่เดียวกันหรือว่ารวมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในเรื่องการกําหนด นโยบาย กําหนดเป้าหมาย กําหนดหลักเกณฑ์ กติกา อะไรทั้งหลายกับการไปปฏิบัติการ ด้วยตัวเอง ตรงนี้ก็คงจะมีการจําแนกออกมาให้ชัดเจนว่าควรจะเป็นส่วนราชการอยู่หรือเปล่า หรือควรจะเป็นหน่วยงานประเภทอื่น หรือที่สําคัญนะคะ อะไรที่เอกชนมีความพร้อม คิดว่ามีหลายเรื่องมาก แล้วเรื่องนี้สิ่งหนึ่งที่สําคัญนอกจากเราฟังเสียงของส่วนราชการแล้ว เราจะฟังความเห็นของภาคเอกชนประกอบด้วยว่าภาคเอกชนนั้นเขาพร้อมในเรื่องอะไร อย่างไร ถ้าเอกชนบอกว่าพร้อมเราก็คงจะต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานด้านนั้น ๆ ว่า เอกชนเขาพร้อม หน่วยงานจะยังคงทําต่อไปหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่ท่านควรจะถ่ายตรงนี้ ให้เอกชน แล้วคนที่มีอยู่ท่านอาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่น ดิฉันคิดว่าตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่สําคัญในการที่จะปรับบทบาทภารกิจของภาครัฐที่มีอยู่แล้วก็ขจัดความซ้ําซ้อน แล้วก็ถ่ายโอนไปให้เอกชนอย่างที่นําเรียน เราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ก็อยากจะ มีการเร่งให้งานด้านนี้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ก็กําหนดว่าเรื่องนี้จะใช้เวลาถ้านับจากนี้ไป ก็คือ ๑ ปี เพราะฉะนั้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๙ เราจะเห็นผลในเรื่องนี้ออกมาที่เป็นรูปธรรม
ประการที่ ๓ เรื่องออกแบบโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับภารกิจของ ภาครัฐ ตรงนี้ก็จะมีการออกแบบในลักษณะอะไรที่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่สําคัญ แล้วก็ต้องการ บูรณาการ เป็นงานที่หลายหน่วยงานทําร่วมกัน แล้วก็จะมีการออกแนวหรือออกแบบ ตัวหน่วยงานตรงนี้ว่าควรจะออกมาเป็นลักษณะไหน อย่างไร
ประการสุดท้าย ในเรื่องการพัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิด การบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตรงนี้จะวางระบบในการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วนให้สามารถดําเนินการได้ แล้วเราก็จับว่า เรื่องอะไรที่เป็นเรื่องสําคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลเองก็มองอยากให้บรรลุผลสําเร็จ แล้วก็มองว่า ตรงจุดนี้อะไรที่จะทําให้ความยั่งยืนหรือความมั่นคงของหน่วยงานภาครัฐบางลักษณะ สามารถดําเนินการไปได้โดยไม่ต้องอาศัยอํานาจพิเศษ ตรงนี้เราก็มีข้อคิดเห็น ในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค ตรงนี้เราก็มีข้อคิดเห็นในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคที่จะให้บริการ ถึงประชาชนโดยตรงนะคะ เรื่องนี้เราก็ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วก็คิดว่าจะใช้เวลาภายใน ๖ เดือนคงจะนํามาเรียนที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งค่ะ โดยภาพรวมของการปฏิรูปโครงสร้างที่คิดว่า ในช่วงเวลาปีครึ่งนะคะ ควรจะดําเนินการในสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมได้ ก็ขอนําเรียนที่ประชุมดังที่กล่าวมาค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. ชุดนี้ไม่ธรรมดานะครับ ท่านต่อไปก็อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านวิบูลย์ สงวนพงศ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิบูลย์ สงวนพงศ์ สมาชิกหมายเลข ๑๔๔ นะครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ในเรื่องของการแปลง นโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ การบริการที่จะมีต่อประชาชนและภาคเอกชนนั้นถือว่า เป็นเรื่องสําคัญของระบบราชการ ในระบบราชการสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ที่ประมวล จากการศึกษาและข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเรื่องสําคัญ เช่น การบริการของรัฐที่ยัง ขาดประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว ความถูกต้อง และความเป็นธรรม ขาดการมีส่วนร่วม จากภาคประชาชนและเอกชน ในด้านของตัวเจ้าหน้าที่คือผู้ให้บริการของภาครัฐนั้น บางส่วน ก็ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความพร้อมในการปฏิรูป บางส่วนก็มีความรอบรู้ไม่รอบด้าน บางส่วนก็มีความรู้เฉพาะด้าน และในตัวของราชการเองในเรื่องของระบบบริหารงานบุคคลนั้น ก็ยังมีปัญหาอยู่เยอะ ทั้งในด้านแผนกําลังคนที่เป็นภาพรวมของทุกส่วนราชการ การที่ไม่มีระบบคุณธรรม เช่น เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย เรื่องของขวัญกําลังใจที่มีต่อตัวข้าราชการ ซึ่งจะเป็นผู้ให้บริการและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เช่น ในเรื่องค่าตอบแทน หรือสวัสดิการ เป็นต้น และสิ่งที่สําคัญก็คือกฎหมาย ระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องที่ไม่ทันสมัยและยังไม่ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ตลอดจนเป้าหมายที่จะบริการต่อประชาชน และภาคเอกชน ในส่วนนี้คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้จึงได้มีเป้าหมายที่จะทําให้ราชการ จะได้เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยระบบธรรมาภิบาล และในเรื่องของระบบราชการเองก็ประสงค์ที่จะต้องทําให้ระบบ การบริหารงานบุคคลนั้นเป็นระบบที่มีคุณธรรม และในส่วนของกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องนั้น คงจะได้มีการปรับปรุงทั้งในระยะเร่งด่วนและในระยะที่จะต้องเสนอส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป ในเรื่องนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการจึงได้เสนอเรื่องที่สําคัญ ๓ เรื่อง เรื่องแรก คือการพัฒนา ระบบราชการให้มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ เพื่อสนองต่อภารกิจของประเทศ และการบริการที่เป็นเลิศ เรื่องที่ ๒ คือการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐให้ได้คนเก่ง ให้ได้คนดี มีคุณภาพ และพร้อมที่จะอยู่ในระบบราชการด้วยระบบคุณธรรม เรื่องที่ ๓ คือการปรับปรุงระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างใน ๒ เรื่องแรกให้ดําเนินการไปด้วยดี ในส่วนนี้สําหรับแผนการปฏิรูปต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย กระผมขออนุญาตท่านประธานสภา ให้อาจารย์ถวิลวดีได้นําเสนอครับ ขออนุญาตครับ
ขอเชิญท่านต่อไปครับ ดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ขอนําเสนอแผนปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากร ภาครัฐดังนี้นะคะ
แผนการปฏิรูปที่ ๑ เป็นแผนการปฏิรูปเพื่อพัฒนาระบบราชการให้มีธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อภารกิจของประเทศ และการบริการประชาชนที่เป็นเลิศ โดยมีเป้าหมายที่สําคัญคือเพื่อพัฒนาตัวแบบการพัฒนาระบบราชการที่ดี โดยมีจังหวัด ร่วมดําเนินการในระยะแรก และพร้อมที่จะพัฒนาสู่ความเป็นเลิศโดยวิธีปฏิรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามความสมัครใจ และมีหน่วยงานในส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมดําเนินการด้วย เพื่อให้ ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นและมีความพึงพอใจในการบริการ ให้ผู้รับบริการมีทัศนคติที่ดี ต่อการรับบริการ และผู้ให้บริการมีทัศนคติที่ดีต่อการบริการด้วย เกิดเครือข่ายในการทํางาน เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการบริหารราชการและบริการประชาชนที่เป็นเลิศ มีเกณฑ์การประเมิน คุณภาพ มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบการให้บริการ และมีการบูรณาการการทํางาน ของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีวิธีปฏิรูปที่สําคัญคือ
๑. การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ในการบริหารราชการที่เรียกว่าประชารัฐ
๒. มีการทบทวนบทบาทและภารกิจองค์กร โดยเน้นรูปแบบที่ประชาชน เข้าถึงได้ มีความโปร่งใส และเป็นธรรม โดยทบทวนบทบาท ภารกิจ และออกแบบโครงสร้าง ที่เหมาะสม ทั้งมีการพัฒนามุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลักที่เรียกว่าแอเรียเบส (Area based) ตลอดจนมีการยกระดับประสิทธิภาพการบริการเพื่อความรวดเร็ว โปร่งใส สุจริต และเป็นธรรม โดยมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบการให้บริการ มีการพัฒนาหลักเกณฑ์ การประเมินผลคุณภาพ และให้มีการแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพและยกระดับความสามารถของ หน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้มีเงื่อนไขที่สําคัญเพื่อความสําเร็จก็คือหน่วยงานภาครัฐต้องให้ความร่วมมือ และมีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เอื้อต่อการดําเนินการในเรื่องนี้ รวมทั้งมีนโยบายที่ชัดเจน
ข้อ ๔ วิธีปฏิรูปเพื่อพัฒนาเพื่อให้เกิดความเป็นเลิศ ก็คือมีการพัฒนา ศูนย์บริการร่วม โดยมีการพัฒนาฐานข้อมูลการให้บริการที่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และมีการกําหนดช่องทางการให้บริการที่เหมาะสม ทั้งมีการรับเรื่องราวร้องทุกข์และการให้ บริการประชาชนไปด้วยกัน โดยมีเงื่อนไขความสําเร็จก็คือต้องมีความเชื่อมโยงระหว่าง ฐานข้อมูลต่าง ๆ มีการสนับสนุนในการจัดตั้งช่องทางการให้บริการ รวมทั้งมีหน่วยงาน พัฒนาฐานข้อมูลของตนเอง และพร้อมที่จะเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย
สําหรับแผนปฏิรูปที่ ๒ เป็นแผนปฏิรูปเพื่อพัฒนาระบบบริหารงานบุคคล ของภาครัฐ โดยมีเป้าหมายที่สําคัญ ในเรื่องแรกก็คือมีมาตรฐานกรอบอัตรากําลังคน ในภาครัฐโดยการปฏิรูปเพื่อจัดทําแผนกําลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ มีการจัดทํากําลังคน ภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์และกําหนดมาตรฐานในการใช้กําลังคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ส่วนเป้าหมายที่สําคัญต่อไป คือมีกรอบมาตรฐานการแต่งตั้ง และสรรหา บุคลากรภาครัฐที่เป็นที่ยอมรับ
วิธีปฏิรูปที่สําคัญคือการแต่งตั้งและการสรรหา ซึ่งจะมีการกําหนดหลักเกณฑ์ ที่ใช้พิจารณาแต่งตั้งอย่างชัดเจนไว้ในกฎหมาย และแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง และสรรหา คนรุ่นใหม่
ส่วนเป้าหมายต่อไป คือการมีฐานข้อมูลประวัติของบุคลากรภาครัฐที่ทันสมัย เพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและการพิจารณาบําเหน็จความดีความชอบ วิธีปฏิรูปก็คือ มีการจัดระบบข้อมูลการบริหารงานบุคคล อาทิเช่นข้อมูลประวัติข้าราชการเพื่อแต่งตั้ง และพิจารณาบําเหน็จความชอบ
ส่วนเป้าหมายตัวชี้วัดต่อไป คือมีตัวชี้วัดและวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ที่มีความเหมาะสม น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ ตลอดจนมีมาตรการในการใช้กําลังคน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีวิธีปฏิรูปคือมีการประเมินผลการทํางานซึ่งมีกลไกในการวัด และประเมินผลความรู้ความสามารถและความเหมาะสมกับตําแหน่งของข้าราชการทุกระดับ เป็นประจํา
นอกจากนี้เป้าหมายตัวต่อไป คือมีฐานข้อมูลประวัติบุคลากรภาครัฐที่ทันสมัย เพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและการพิจารณาบําเหน็จความชอบ โดยมีวิธีปฏิรูป คือจัดระบบฐานข้อมูลบริหารงานบุคคล เช่นข้อมูลประวัติข้าราชการเพื่อแต่งตั้งและพิจารณา บําเหน็จความชอบ นอกจากนี้การมีตัวชี้วัดและวิธีประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีความเหมาะสม น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งมีมาตรการในการใช้กําลังคนนี้จะต้องมีกลไกในการวัด และประเมินผลความรู้ความสามารถให้เหมาะสมกับตําแหน่ง
ส่วนตัวชี้วัดในเรื่องของการมีกรอบมาตรฐานค่าตอบแทนนั้น จะต้อง มีการปฏิรูปการกําหนดค่าตอบแทน โดยมีกรอบและมาตรฐานการกําหนดค่าตอบแทน ที่เหมาะสม
ส่วนเป้าหมายต่อไปคือ การที่ข้าราชการมีทัศนคติที่ดีและมีขวัญกําลังใจ ในการให้บริการประชาชน มีสื่อในการประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ มีกลไกในการปกป้องธรรมาภิบาล ในระบบราชการ และให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหลายมีความพึงพอใจ วิธีปฏิรูปในเรื่องนี้ก็คือ มีการพัฒนาบุคลากรเพื่อประสิทธิภาพในการบริการและสร้างวัฒนธรรม ค่านิยมและจิตสํานึก ในการปฏิบัติราชการ มีการปรับกระบวนทัศน์เพื่อสร้างวัฒนธรรม ค่านิยม และจิตสํานึกในการปฏิบัติราชการ มีการกําหนดเกณฑ์แต่งตั้งและพิจารณาบําเหน็จความชอบข้าราชการให้เป็นไปตามระบบ คุณธรรม ด้วยการจัดทําเกณฑ์คุณธรรมจริยธรรมสําหรับการพิจารณาการเข้าสู่ตําแหน่ง ของผู้บริหารระดับสูง และมีการกําหนดกลไกในการตรวจสอบการบริหารตามระบบคุณธรรม และบูรณาการกลไกต่าง ๆ
สําหรับแผนการปฏิรูปต่อไป เป็นแผนการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้าง ธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ซึ่งถือว่าเป็นแผนที่สําคัญหลังจากที่มี การศึกษาในแผน ๒ แผนเบื้องต้นแล้ว เราเชื่อว่าจะมีข้อเสนอเพื่อทบทวนกฎหมายเพื่อปรับปรุง แก้ไข รวมทั้งมีร่างกฎหมายที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างน้อย ๑ ฉบับ ซึ่งวิธีเหล่านั้น ก็คือการจัดทํากฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ค่าตอบแทนและสวัสดิการของข้าราชการไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ํา และมีการทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่ใช้ในการปฏิบัติราชการทางปกครอง ตลอดจนกฎหมาย กฎ ระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยสรุปการทํางานในการปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นการทํางานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อที่จะให้เกิดการปรับเปลี่ยนที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ ในการบริการ มีการสร้างธรรมาภิบาล มีการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทํางาน มีประสิทธิผล และมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งจะนําไปสู่การบริการประชาชนที่เป็นเลิศและสนองต่อ ภารกิจของประเทศ ทั้งนี้วิธีการดําเนินการทั้งหมดเชื่อว่าในที่สุดจะมีการถอดบทเรียน และนําไปสู่การปฏิบัติทั่วประเทศ ขอบพระคุณค่ะ
มีท่านต่อไปไหมคะของคณะกรรมาธิการ เชิญท่านรัชกฤตค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ท่านประธานมาในจังหวะเวลา ที่เหมาะพอดีครับ ปัญหาด้านงบประมาณ ข้อมูลต่าง ๆ ท่านสมาชิก ท่านประธานดูได้จาก เอกสารของแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ หน้า ๒๕ ถึงหน้า ๓๙ ท่านกรุณาเปิดดูได้ คณะกรรมาธิการได้แจกให้ท่านเป็นปึกที่หนาพอสมควร ข้อมูลทั้งหมดใช้ข้อมูลจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้นําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว นําเสนอต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะอนุกรรมาธิการก็เพียงแค่นํามาขับเคลื่อนต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือวิธีการงบประมาณ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันค่อนข้างเน้นไปที่ส่วนราชการเป็นผู้จัดทําคําของบประมาณครับ วิธีการ ดังกล่าวนี้ได้เปิดพื้นที่น้อยมากสําหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเรื่องของกระบวนการ จัดทําคําของบประมาณใช้ระยะเวลาล่วงหน้าตั้งแต่ประมาณ ๑ ปีเศษ ทําให้การอนุมัติ งบประมาณค่อนข้างล่าช้า แล้วก็ขาดความยืดหยุ่นที่จะตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหา และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การวิเคราะห์งบประมาณเพื่อจัดลําดับความสําคัญ ของแผนงาน โครงการต่าง ๆ มีกระบวนการที่อาจจะถูกนําไปใช้ในการวิ่งเต้น ร้องขอ แล้วก็ ยอมให้เป็นพิเศษ ซึ่งหน้าที่หลักตรงนี้ก็ตกไปอยู่ที่สํานักงบประมาณนะครับ งบประมาณ ที่ถูกจัดสรรลงในพื้นที่มีลักษณะเป็นเบี้ยหัวแตกครับ ส่วนใหญ่งบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ ขั้นตอนการเสนอนั้นไม่ได้ผ่านจังหวัดตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในบางรายการ ทําให้ขาดการบูรณาการในระดับจังหวัด กระบวนการชี้แจงงบประมาณ ส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับกรมก็จะมานําเสนอมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ยังขาดการมีส่วนร่วม ของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบในนโยบายที่จะมาร่วมในการนําเสนอในการชี้แจง งบประมาณด้วย การติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณและการตรวจสอบ ยังขาดการติดตาม การประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณในปีก่อนหน้าเพื่อนํามาสู่ การจัดสรรงบประมาณในปีถัดไปครับ สิ่งนี้นํามาสู่แผนการปฏิรูปใน ๕ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นวัตถุประสงค์หลักก็คือ
เรื่องแรก ก็คือวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง
เรื่องที่ ๒ ก็คือการคลังภาครัฐ
เรื่องที่ ๓ ก็คือกระบวนการจัดทําและวิธีการงบประมาณแผ่นดิน
เรื่องที่ ๔ ก็คือเสนอจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา
เรื่องที่ ๕ ก็คือกระบวนการงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ และการใช้จ่าย เงินกองทุนของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนครับ นี่ก็คือแผนการปฏิรูป หรือวัตถุประสงค์ใน ๕ ประเด็นด้วยกันครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทําเพื่อตอบสนองต่อ ยุทธศาสตร์ชาตินะครับ ซึ่งเป็นกรอบในการจัดทํางบประมาณในเชิงภารกิจแล้วก็ในเชิงพื้นที่ มุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ การบูรณาการ การสร้างความเป็นธรรม ความรับผิด แล้วก็ความโปร่งใส นํามาสู่เป้าหมายผลผลิตหรือตัวชี้วัด ซึ่งจะปรากฏรายละเอียดในวิธีการปฏิรูปครับ
ในแผนปฏิรูปอันแรก ก็คือวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง ก็จะเน้นไปที่ ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการจัดเก็บรายได้ การจัดสรรงบประมาณ การใช้จ่ายเงิน งบประมาณ การบริหารเงินคงคลัง และสินทรัพย์ รวมทั้งการก่อหนี้สาธารณะ ในประเด็นที่ ๒ ของหัวข้อนี้ก็คือประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลในการดําเนินงานของภาครัฐ ซึ่งในภาพรวม ของการเสนอที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นของภาพรวมตรงจุดนี้ ได้นําเสนอเป็นข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เสนอไป เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคมที่ผ่านมา ก็หวังผล รอดูผลที่จะปรากฏขึ้นในเดือนหน้า ซึ่งทั้ง ๕ แผนงาน ที่จะได้กล่าวต่อไปนี้ก็นํามาสู่ข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งที่ได้นําเสนอไปแล้วครับ
ในหัวข้อที่ ๒ ในเรื่องการคลังภาครัฐ ก็จะแยกออกเป็นการคลังระดับชาติ สิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องเร่งด่วนในการดําเนินการก็เป็นข้อเสนอต่อการร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคลังภาครัฐ ตรงนี้จะไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายประมาณ ๑๐ ฉบับครับ ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมาธิการที่จะต้องดําเนินการรวมทั้งสิ้นด้วยกัน ๑๕ ฉบับ ท่านสมาชิก ท่านประธาน ท่านเปิดดูได้ที่หน้า ๓๓ ถึงหน้า ๓๖ ในรายชื่อกฎหมายทั้ง ๑๕ ฉบับนี้ ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการอื่น ๆ อีกด้วยนะครับว่าท่านจะแก้ไขหรือไม่ เราจะ เสนอประเด็นไปให้ท่านประกอบการพิจารณา ซึ่งเป้าหมายของการดําเนินการในเรื่องของ การคลังภาครัฐก็จะพยายามดําเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๙ แยกออกเป็น การคลังท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยกัน ๕ ฉบับ จะได้เป็นข้อเสนอทิศทาง การแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่จะนําเสนอต่อคณะกรรมาธิการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการปกครองท้องถิ่น ด้านเศรษฐกิจหรือด้านอื่น ๆ
ในประเด็นที่ ๓ จะเป็นกระบวนการจัดทําและวิธีการงบประมาณแผ่นดิน เน้นไปที่ระบบงบประมาณส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ในเชิงพื้นที่ เป้าหมาย หรือว่าตัวชี้วัด หรือผลผลิตที่สําคัญก็คือจะออกมาเป็นตัวแบบ การจัดทํางบประมาณเชิงพื้นที่ ๑ จังหวัด แล้วก็ ๑ กลุ่มจังหวัด ซึ่งอาจจะมีถึง ๗๐ กว่าจังหวัด แต่เราเลือกเพียงแค่ ๑ เพื่อเป็นตัวแบบเท่านั้น กลุ่มจังหวัดมีถึง ๑๘ กลุ่มจังหวัด แต่ก็เลือกมาเป็นตัวแบบเพียงแค่ ๑ กลุ่มจังหวัด โดยเน้นไปที่กระบวนการทําแผนจังหวัด การส่งเสริมบทบาทของชุมชน และประชาสังคมในการมีส่วนร่วมในการจัดทําแผนงบประมาณเชิงพื้นที่ ระบบติดตาม และประเมินผล ซึ่งตัวแบบต่าง ๆ นี้ก็จะให้เป็นผลภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐ แต่ในทางปฏิบัติ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินจะเร่งดําเนินการ ให้เร็วกว่านั้นอีก โดยมีกฎหมายเร่งด่วนที่เราจะต้องทํา ที่จะต้องแก้ไข ๕ ฉบับด้วยกัน ปรากฏ ในเอกสารที่หน้า ๒๘ ท่านเปิดดูได้ ตรงนี้จะต้องประสานกับคณะกรรมาธิการอื่น ๆ ด้วยว่า กฎหมาย ๕ ฉบับนี้มีอะไรบ้างที่เราจะต้องร่วมกันในการดําเนินการ เช่น พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลาหมดครับ สิ่งต่าง ๆ นี้ก็เน้นไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อตอบสนองต่องบประมาณเชิงภารกิจ แล้วก็งบประมาณเชิงพื้นที่ครับ
ในประเด็นต่อไป คือการบริหารงบประมาณ ก็จะเป็นข้อเสนอในการแก้ไข กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๑๕ ฉบับ ภาพโดยรวมนะครับ การติดตามและการตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณ จะเน้นไปที่การพัฒนาระบบข้อมูลงบประมาณจังหวัดที่เปิดเผย ต่อสาธารณะ การปรับปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๖๑ นั่นหมายถึงว่าผลงาน ต่าง ๆ ที่ดําเนินการนี้เราจะพยายามดําเนินการให้เกิดผลในการดําเนินการในการจัดทํา งบประมาณปี ๒๕๖๑ ซึ่งกระบวนการจะเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นไปครับ ภาพโดยรวม ทั้งหมดนี้ก็มุ่งไปสู่คําของบประมาณรายจังหวัด มุ่งไปสู่การตอบสนองของการติดตาม และประเมินผลโดยหน่วยงานต้นสังกัดแล้วก็สมัชชาพลเมือง การเปิดเผยข้อมูล การจัดสรร งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็ผลการดําเนินงานเพื่อความโปร่งใส
ในประเด็นที่ ๔ ก็คือการเสนอจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจํารัฐสภา ซึ่งมีการดําเนินการมีความคืบหน้าอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว
ในประเด็นที่ ๕ ก็คือกระบวนการงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ และการใช้จ่าย เงินกองทุนของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ก็จะเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องนี้ ให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องที่สําคัญได้รับทราบ ภาพโดยรวมก็นําไปสู่ภาพอันสุดท้าย ก็คือเป็นภาพกระบวนการจัดทํางบประมาณตามพื้นที่ เสริมด้วยการคลังภาครัฐ เป็นภาพ แห่งความฝันในอนาคตซึ่งมีการทําแล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นการประสานให้ดียิ่งขึ้น ผลเพื่อให้สร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการเพื่อเน้นเข้าไปสู่การเสริมสร้างประชาธิปไตยด้วย เพื่อเข้าไปสู่การบูรณาการหน่วยงานและมุ่งผลลัพธ์เพื่อสร้างความสมดุล และประสิทธิภาพ เสริมสร้างธรรมาภิบาล แล้วก็ความโปร่งใส สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีการบูรณาการ เพื่อดําเนินการต่อไป ซึ่งท่าน พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ จะเป็นผู้นําเสนอครับ
เชิญท่าน พลเอก อภิชาตค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน ผม พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๘๕ ขออนุญาตนําเสนอแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบเน้นพื้นที่ โดยนําข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการ ทั้ง ๓ คณะที่ได้นําเสนอไปแล้วมาบูรณาการร่วมกันลงสู่พื้นที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัด แบบเน้นพื้นที่เพื่อความสําเร็จในการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ดังต่อไปนี้
คณะอนุกรรมาธิการคณะที่ ๑ ซึ่งดูแลเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ จะกําหนดขอบเขต อํานาจ หน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน โดยจัดให้มีระบบอํานวยความสะดวกในกลุ่มจังหวัด ดําเนินการแก้ปัญหาความซ้ําซ้อน ของหน่วยงานทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
ในขณะที่คณะอนุกรรมาธิการคณะที่ ๒ ซึ่งดูแลเรื่องการปฏิรูปคนหรือการพัฒนา บุคลากรภาครัฐให้มีธรรมาภิบาลและทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนา ระบบราชการให้สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและการบริการประชาชนที่เป็นเลิศ โดยการบูรณาการการทํางานของหน่วยงานภาครัฐ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ การพัฒนาตัวแบบ การพัฒนาระบบราชการที่ดี เป็นต้น
ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการคณะที่ ๓ ซึ่งเพิ่งกล่าวจบไป คือดูแลเรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ จะลงสู่พื้นที่เพื่อดูระบบงบประมาณ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แบบมุ่งเน้นพื้นที่ ดูการบริหารงบประมาณ ติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ สิ่งที่คาดว่าจะได้รับก็คือได้ตัวแบบของการจัดทํา งบประมาณแบบเน้นพื้นที่ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ทั้งนี้ จะต้องแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณและการคลังภาครัฐ
ขออนุญาตย้อนกลับไปที่คณะอนุกรรมาธิการคณะที่ ๑ ซึ่งดูแลเรื่องโครงสร้าง องค์กรภาครัฐอีกครั้งหนึ่ง จําเป็นจะต้องพัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิด การบูรณาการความร่วมมือของทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยการวางระบบ การปฏิบัติงานให้ทุกภาคส่วนให้สอดประสานงานกัน ได้แก่ การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอํานาจ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลการบริการ การบริหารงานของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดด้วย ขออนุญาตเน้นย้ําอีกครั้งว่าปัจจัยสําคัญที่นําไปสู่ความสําเร็จคือการบูรณาการแผนงานของ ทั้ง ๓ คณะอนุกรรมาธิการลงสู่พื้นที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัดต้นแบบร่วมกับหน่วยงานนําร่อง ในพื้นที่ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาชนซึ่งมีความสําคัญ อย่างยิ่งด้วย และเมื่อเราได้นําข้อมูลจากการลงสู่จังหวัดเป้าหมายครบถ้วนแล้วก็จะนําข้อมูล ที่ได้มาถอดเป็นบทเรียนวางระบบ จัดทําคู่มือในการทํางานแนวใหม่ รวมทั้งจัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินอย่างยั่งยืนในลักษณะเลิร์นนิง เซนเตอร์ (Learning center) ต่อไป ทั้งนี้คาดว่าจําเป็นจะต้องดูแลแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เห็นว่าเป็นอุปสรรคควบคู่กันไปด้วย ผมขออนุญาตจบการเรียนชี้แจงแผน แนวทาง วิธีการ การขับเคลื่อนระบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบเน้นพื้นที่เพียงเท่านี้ครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเป็นท่านยงยุทธใช่ไหมคะที่เสนอควิกวิน (Quick win) เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ยงยุทธ สาระสมบัติ ลําดับ ๑๑๘ นะครับ จะกราบเรียน ในภาคที่ ๒ ของรายงานนะครับ ก็คือในส่วนของปฏิรูปเร็ว ในส่วนของปฏิรูปเร็วนั้นมีอยู่ ด้วยกัน ๓ วาระ วาระแรกที่จะนํากราบเรียนเสนอก็คือวาระเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ดังที่ทุกท่านทราบอยู่แล้วนะครับว่ายุทธศาสตร์ชาติได้ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติไปตั้งแต่ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้กรุณาพูดในรายการคืนความสุขให้แก่ ประชาชนว่าเป็นนโยบายของ คสช. และของรัฐบาลที่จะให้มียุทธศาสตร์ชาติในระยะ ๒๐ ปี ก็คือหมายความว่ามีระยะเวลาอยู่ ๒๐ ปี หลังจากที่ได้กําหนดไว้แล้ววันที่ ๓๐ มิถุนายน ทางคณะรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเป็นคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ แต่เนื่องจากว่าการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติโดยคณะรัฐมนตรีนั้นมีประเด็นอยู่ว่าเมื่อเปลี่ยน รัฐบาลแล้วยุทธศาสตร์ชาตินั้นอาจจะถูกเปลี่ยนเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นจึงมีความสําคัญอย่างยิ่งที่ จะต้องกําหนดคําว่ายุทธศาสตร์ชาติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกรรมาธิการจึงได้มีการเสนอ ไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ ๓ พฤศจิกายน และต่อมาได้มีการเสนอไปอีก ๒ ครั้ง สรุปว่าเราได้กําหนดแผนในเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติออกมาเป็น ๔ แผน
แผนที่ ๑ คือการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และขณะนี้ เท่าที่ติดตามดูก็ได้มีการกําหนดไว้แล้วในร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนจะมีครบถ้วนดังที่เสนอไป หรือไม่นั้นไม่แน่ใจ กรรมาธิการหรือกระผมเองไม่อาจจะเข้าไปก้าวล่วงได้
ในแผนที่ ๒ ที่จะต้องกําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็คือว่าเราต้องการ ให้กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านสภาไปแล้วสามารถบังคับใช้ได้ภายในรัฐบาลนี้คือ ในปี ๒๕๕๙ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ที่ผมไปทราบมาว่าร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ อยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในขณะเดียวกันยุทธศาสตร์ชาติจะมีความสําคัญมากขึ้น ถ้าได้มีการกําหนดเป็นกฎหมาย ฉะนั้นเราได้ร่างกฎหมายแล้วและเสนอไปแล้ว แล้วก็ พยายามติดตามอยู่ว่าจะให้สําเร็จใช้เป็นกฎหมายได้ภายในปี ๒๕๕๙ ซึ่งขณะนี้เท่าที่ดูแนวโน้ม ก็มีความเป็นไปได้ นี่คือในเรื่องที่ ๒ ที่คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ได้พยายามผลักดันอยู่
เรื่องที่ ๓ ในเรื่องของการกําหนดยุทธศาสตร์ชาตินั้นก็คือสนับสนุนความมุ่งมั่น ของรัฐบาลที่จะมียุทธศาสตร์ชาติ ในวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๙ กรรมาธิการได้กําหนดไว้แล้วว่า เราจะมีการสัมมนาในเรื่องของการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐสภานี้นะครับ ถ้าท่านประธานหรือท่านใดมีเวลาว่างและสนใจก็ขอเชิญเข้าร่วม ในขณะเดียวกันในเรื่องของ การสร้างความมุ่งมั่นและสร้างปณิธานร่วมของทุกภาคส่วนให้เห็นความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ การร่างยุทธศาสตร์ชาตินั้นสําคัญ แต่ให้ทุกคนหรือประชาชนทุกภาคส่วนเห็นความสําคัญ ของยุทธศาสตร์ชาติ และมีความรู้สึกว่ายุทธศาสตร์นั้นตนเองเป็นเจ้าของน่าจะสําคัญมากกว่า ฉะนั้นแผนที่ ๔ ของเราจึงเน้นในส่วนนี้นะครับ ฉะนั้นก็คิดว่าถ้าได้มีการดําเนินการตามนี้แล้ว โอกาสที่ยุทธศาสตร์ชาติจะได้กําหนดให้ทันรัฐบาลต่อไปก็น่าจะสัมฤทธิผล ขอบพระคุณครับ ต่อไปผมขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ท่านธานินทร์ ผะเอม ท่านเป็นรองเลขาธิการสภาพัฒน์ นํากราบเรียนในเรื่องของการวางระบบผังเมืองและการใช้พื้นที่ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านกรุณาสรุปหน่อยนะคะ วันนี้เวลาเราค่อนข้างจะจํากัดเรายังเหลืออีก ๒ คณะ ที่จะต้องไปต่อ แล้วก็ตามกําหนดที่กรรมาธิการวิป (Whip) ลงมติไว้คือ ๔ โมงครึ่ง ดิฉันก็เลย ไม่ได้สั่งจัดอาหารเย็นไว้ให้ท่าน รับประทานอาหารเที่ยงกันมาก ๆ หน่อยนะคะ เชิญค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม ธานินทร์ ผะเอม สมาชิกหมายเลข ๐๗๔ ผมพยายามที่จะใช้เวลาให้อยู่ในขอบเขตที่ได้รับ โจทย์ที่เราได้รับเป็นวาระเร่งด่วน จะเห็นว่าชื่อของวาระเร่งด่วนเป็นชื่อของคําว่าผังเมือง เรื่องการใช้พื้นที่นะครับ ผมจะขออนุญาตเลยว่าตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้เกริ่น ไว้แล้วว่าเราได้คํานึงถึงความสอดคล้องของยุทธศาสตร์ประเทศ ๒๐ ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ซึ่งแชปเตอร์ (Chapter) แรกจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๒) ตรงนี้เราเข้าใจกันดีว่าที่มาของวาระเร่งด่วนเกิดจากการที่ผังเมืองของเราเป็นไป อย่างไร้ทิศทางเราก็ทราบ เราอยู่เมืองกันไม่เป็นแม้กระทั่งในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากระบบ การจัดทําผังเมืองของเราขาดประสิทธิภาพและไม่ทันต่อการพัฒนาและการเติบโตของเมือง ขณะเดียวกันถ้าเราคํานึงการที่เราดูเมืองแล้วก็ไปโยงกับจังหวัด จังหวัดเป็นเขตการปกครอง แล้วก็เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารงานส่วนภูมิภาค แต่เมื่อคํานึงถึงพื้นที่ หน้าที่ของพื้นที่ และศักยภาพของพื้นที่แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันแต่จําเป็นต้องเชื่อมโยงกัน ขณะเดียวกัน ในแง่ของความสมดุลและยั่งยืนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติของเราเสื่อมโทรมมาก กระทบ กับสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งการทํามาหากินของภาคธุรกิจ ตรงนี้การที่จะ ยั่งยืนได้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องได้รับการดูแลนะครับ ในแง่แผนการปฏิรูป จะมี ๒ ประเด็น คีย์เวิร์ด (Keyword) คําแรกก็เป็นเรื่องความสมดุล ซึ่งมิติของเศรษฐกิจ การพัฒนาเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องมองไปพร้อมกันนะครับ คีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ ๒ ก็คือเรื่องเราต้องใช้ผังเมืองเป็นตัวชี้นําการพัฒนา ตรงนี้ถ้าดูในแง่ความสมดุลประเด็นแรก แนวทางที่คณะกรรมาธิการได้มองไว้ก็คือ
แนวทางแรก เราต้องวางผังเมืองและการใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับการพัฒนา ที่สมดุลและยั่งยืน และขณะเดียวกันเราคํานึงถึงความยืดหยุ่นที่จะใช้ผังเมืองสนับสนุน การใช้ประโยชน์พื้นที่หรือที่ดินของเราครบทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมืองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จริง ๆ เรามองถึงปานกลางและระยะยาว ตามสเตป (Step) ของความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ การวางผังเมืองต้องคํานึง เรื่องพื้นที่ที่เป็นแอเรียเบส (Area based) ทั้งภาพรวมของประเทศ ทั้งภาพจังหวัด ชุมชน ทั้งนี้กติกาที่เราได้กําหนดไว้เราคงต้องกลับมาดูเรื่องของกฎหมาย ระเบียบ ที่จําเป็น จะต้องให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของผังเมืองในปัจจุบันแล้วก็ทิศทาง การพัฒนาประเทศในระยะยาว รวมทั้งต้องมีกลไกในการที่จะซูเปอร์ไวส์ (Supervise) ควบคุม กํากับ ดูแล ให้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างเหมาะสม
ในประการที่ ๒ แนวทางการแก้ไขเพื่อที่จะให้ผังเมืองเป็นเครื่องชี้นํา ในการพัฒนาประเทศ แผนพัฒนาพื้นที่หรือผังประเทศทั้งในระยะปานกลางและในระยะยาว จําเป็นต้องได้รับการประเมิน สิ่งที่เราทําเป็นวาระเร่งด่วนก็คือการปูพื้นฐานของระยะกลาง และระยะยาวนะครับ สิ่งที่กรรมาธิการตระหนักดีนะครับ มันมีช่องว่างของการสื่อสาร ตามความเข้าใจของทุกภาคส่วน แม้ภาคเอกชนเองซึ่งมีข้อกังวลว่าผังเมืองจะเป็นข้อจํากัด ของการประกอบธุรกิจหรือธุรกรรมทางด้านเศรษฐกิจ ตรงนี้ก็ยังมีช่องว่างนะครับ โดยกระทรวงมหาดไทยเองก็ได้ปรับ พยายามปรับ ตรงนี้เราคงต้องมาช่วยกันดูว่าแนวทาง การแก้ไขซึ่งมุ่งให้แต่ละพื้นที่สามารถที่จะดําเนินการ ซึ่งเราใช้คําว่ากระจายอํานาจ และคํานึงถึงการมีส่วนร่วม
ประการที่ ๓ ของแนวทางในเรื่องการให้ผังเมืองเป็นตัวชี้นําก็คือการจัดตั้ง หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ให้ชัดเจนนะครับ
ในประการต่อมา เรื่องวิธีการที่เราจะดําเนินการตามแนวทางที่วางไว้นะครับ ทั้ง ๒ เรื่องวิธีการปฏิรูปแต่ละแนวทางซึ่งมีแนวทางทั้ง ๒ ข้อนะครับ ในเรื่องของผังเมือง ที่คํานึงถึงความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเมือง เป้าหมาย เราต้องพัฒนาระบบผังเมืองซึ่งเป็นผังของประเทศ ผังเมืองรวมจังหวัด ผังเมืองรวมของเมือง ชุมชน และผังเมืองเฉพาะ จะเห็นว่ามีเลเยอร์ (Layer) ที่แต่ละเลเยอร์ (Layer) จะต้องสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน ตรงนี้เราได้นํางานของ สปช. ซึ่งทําไว้ดีแล้วนะครับ ตรงนี้แต่เราจําเป็นต้อง เอากลับมาทบทวนว่าเวลาที่จะขับเคลื่อนให้ไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ ทั้งสมดุล และเป็นตัวชี้นําของการพัฒนาประเทศ เราคงต้องหารือเพิ่มเติมว่าสิ่งที่จะทําให้เป็นรูปธรรมได้ เป็นที่ยอมรับได้ ก็คงต้องรับฟังแนวคิด แล้วก็นําไปสู่เรื่องระบบที่เป็นที่ยอมรับนะครับ แล้วขณะเดียวกันเมื่อสามารถที่จะกําหนดระบบที่ชัดเจนได้เราต้องดําเนินการให้เป็นไป ตามผังเมืองที่วางไว้ ตรงนั้นเราคงดูว่าเครื่องมือนะครับ เงื่อนไขอันนี้หลักการเงื่อนไข ที่กรรมาธิการได้คํานึงไว้ก็คือเรื่องเราคงต้องหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วก็ปรับ เรื่องกฎ ระเบียบให้รองรับ
ประการที่ ๒ ในวิธีการของประเด็นเรื่องความสมดุล มันต้องมีกฎหมาย เป้าหมายที่เราต้องมีกฎหมายที่สามารถจะยืดหยุ่น ปรับโดยคํานึงถึงความสมดุลของทุกมิติ ของการพัฒนา วิธีการเราคงต้องปรับปรุง ทบทวน ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมาย หรืออาจจะ รวมถึงสร้างกฎหมายใหม่ที่จะทําให้ผังเมืองของเรายืดหยุ่น สมดุล และเอื้อต่อการพัฒนา ไปพร้อมกัน ตรงนี้เรื่องของการให้ผังเมืองเป็นตัวชี้นําในการพัฒนาประเทศนะครับ ก็จะเห็นว่า ตรงนี้เราต้องทําแผนพัฒนาที่มีความยืดหยุ่น ให้ความรู้ก่อนที่เราจะกระจายอํานาจ จริง ๆ กระจายความรับผิดชอบต้องให้ความรู้และความเข้าใจนะครับ แล้วก็มีการทบทวน ภารกิจและการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่ทําหน้าที่ในเรื่องผังเมืองเป็นการเฉพาะนะครับ
ประการที่ ๒ สุดท้ายแล้วนะครับ เป็นเรื่องของการที่จะทําให้มีผังเมือง เป็นเครื่องชี้นําในการพัฒนาต้องมีหน่วยงานที่ชัดเจนที่มีความรับผิดชอบที่จะขับเคลื่อน ให้ผังเมืองเป็นตัวโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาในระยะยาว ผมขอสรุปอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ กรรมาธิการจะดําเนินการต่อไปเราจะคํานึงถึงความสมดุล ยั่งยืน และการมีส่วนร่วม รวมทั้ง การมีผังเมืองที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจในสาขา ที่มีศักยภาพทั้งในปัจจุบันและในอนาคตไปพร้อมกัน ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่านกรรมาธิการมีท่านอื่นอีกไหมคะ มีท่านเบญจวรรณ หรือคะ เชิญค่ะ
ค่ะ เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ในเรื่อง ของการปฏิรูปองค์การมหาชนซึ่งเป็นการปฏิรูปเร็วของกรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดิน ขอนําเรียนดังนี้ ในเรื่องสภาพปัญหาดิฉันคิดว่าหลายท่านคงจะได้รับทราบโดยทั่วไปนะคะ ไม่ว่าการกํากับ ดูแล การไม่สามารถดําเนินตามภารกิจ รวมทั้งปัญหาการบริหารงานคน ค่าตอบแทน งบประมาณ หรือการติดตามอะไรทั้งหลายก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่ ดิฉันขอนําเรียนถึงแผนการปฏิรูปที่เราคิดว่าจะดําเนินการในเรื่องการปฏิรูปเร็วมีใน ๕ ประเด็น
ประการแรก ปฏิรูปหลักการและแนวความคิดในการจัดตั้งองค์การมหาชน ตรงนี้เราคิดว่าเราคงจะรื้อกฎหมายเดิม แล้วก็จะปรับหลักตรงนี้ใหม่ว่าในการจัดระเบียบนั้น จะจัดเป็น ๓ ประเภท ประเภทแรก ก็คือบริการสาธารณะทั่วไป ก็คืองานรูทีน (Routine) โดยทั่วไป ประการที่ ๒ ก็ประเภทที่มีกําหนดระยะเวลาตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลไปก็จะไปพร้อมกับรัฐบาล ประการที่ ๓ ตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่สําคัญ ซึ่งตรงนี้ถ้าสมมุติว่าเป็นเรื่องที่จะต้องดําเนินการต่อ การดําเนินการตรงนี้ก็สามารถที่จะ ดําเนินการต่อไปได้นะคะ ในการทําทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะลดความซ้ําซ้อน หรือว่ากรณีที่ขาด ประสิทธิภาพให้มีประสิทธิภาพเพิ่มยิ่งขึ้น แล้วก็ปรับระบบในการจัดตั้งองค์การมหาชน ให้ถูกต้องตามหลักการที่ควรจะเป็น
ประการที่ ๒ ปฏิรูปการกําหนดและจัดบทบาทภารกิจและการให้บริการ สาธารณะ แน่นอนค่ะ ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ แล้วก็ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตจะต้องทบทวน แล้วก็กําหนดบทบาทภารกิจประเภทของภารกิจและบริการสาธารณะขององค์การมหาชนต่าง ๆ ให้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามจะต้องสงวนภารกิจบางอย่าง ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐโดยแท้ เช่น การบังคับใช้กฎหมาย การประสานงาน การกําหนดนโยบาย และการจัดสรรงบประมาณ ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นภารกิจของส่วนราชการ ไม่ใช่ไปจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อทําภารกิจ ในด้านนี้นะคะ
ประการที่ ๓ ก็คือปฏิรูประบบการบริหารและโครงสร้าง เราคงจะต้อง ไปดูแล้วค่ะ เพราะว่าตอนนี้รัฐมนตรีจะเป็นผู้กํากับดูแลองค์การมหาชนทั้งหมดที่เกิดขึ้นตาม พระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่แนวทางที่เสนอใหม่นี้ถ้าเป็นบริการสาธารณะทั่วไปนั้น เราจะให้ผู้ที่กํากับดูแลนั้นก็คือผู้บริหารกระทรวง ในขณะนี้ทางปฏิบัตินั้นการของบประมาณ จะต้องขอตามวิชัน (Vision) หรือว่าตามภารกิจของกระทรวงเป็นหลัก แล้วก็ผ่านกระทรวงด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญที่ว่ากระทรวงจะต้องดูความเชื่อมโยงของภารกิจตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นบริการสาธารณะทั่วไปนั้นจะต้องให้ปลัดกระทรวงเป็นคนดูแล แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องตัวบอร์ด (Board) ก็ยังมีความเห็นว่าควรจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ไม่ใช่เจ้ากระทรวงเป็นคนดูแลตรงนี้ แล้วที่สําคัญในเรื่องการบริหารทั้งหลาย อย่างเช่นกรณี บุคลากรอย่างนี้คงจะไม่ใช่เป็นเหมือนข้าราชการก็คือจ้างตลอดจนเกษียณอย่างนี้นะคะ ต้องจัดระบบตรงนี้ใหม่ แล้วที่สําคัญก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องระบบสวัสดิการต่าง ๆ ด้วย ก็คงจะต้องปรับให้เหมาะสม ในเรื่องค่าตอบแทนช่วงที่ผ่านมา ๑-๒ ปีนี้เราจะได้ยิน เรื่องค่าตอบแทนขององค์การมหาชนที่ค่อนข้างสูงมาก สูงแม้กระทั่งสูงกว่าระดับผู้บริหารสูงสุด ของประเทศหลายหน่วยงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นประเด็นใหญ่ เป็นประเด็นที่สําคัญ คงจะต้องศึกษาเรื่องค่าตอบแทน แล้วก็ที่ได้ยินมานะคะ ผู้อํานวยการองค์การมหาชนบางแห่ง ลุกขึ้นต่อสู้ในการที่จะบอกว่าค่าตอบแทนสูงนี่ไม่เห็นด้วยเด็ดขาดนะคะ ก็คงจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลเองจะต้องคิดตรงนี้ว่าขีดของความเหมาะสมควรจะอยู่ที่ไหน อย่างไร ดูทั้งเรื่องค่าตอบแทน ดูทั้งเรื่องสวัสดิการ แล้วก็เบี้ยประชุมทั้งระบบ โดยปรับให้สอดคล้อง กับภาระงาน โดยยึดหลักคุณภาพ หลักความยุติธรรม หลักความจูงใจ แล้วก็หลักความรู้ ความสามารถที่ควรจะเป็นไปต่อไปนะคะ
ในประการที่ ๔ ปฏิรูปเรื่องระบบค่าตอบแทน ก็คงไม่ใช่เฉพาะซีอีโอ (CEO) หรือเบี้ยประชุมเท่านั้น ก็คงจะทั้งระบบ เพราะตอนนี้ระบบค่าตอบแทนที่วางไว้ก็คือเหมือนจับ เบอร์ ๑ เป็นตัวตั้งแล้วก็ไล่เรียงลงมา ซึ่งบางงานนั้นไม่จําเป็นที่จะต้องกําหนดแบบไล่เรียง ลงมา ควรจะต้องมีโครงสร้างค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับภารกิจของงาน รวมทั้งดูเรื่องความรู้ ความสามารถที่จะใช้ในการปฏิบัติงานแต่ละด้านด้วย
ในด้านสุดท้ายซึ่งเป็นแผนที่นําเสนอ ก็คือปฏิรูประบบการติดตามและประเมินผล แน่นอนค่ะ องค์กรทั้งหลายที่คงอยู่โดยไม่มีการพิจารณาทบทวน ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบ การติดตามประเมินผลยังไม่ได้ทําอย่างเต็มที่ ยังไม่ได้ทําถึงขนาด ยังไม่ได้ทําอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สําคัญว่าจะต้องมีการสร้างระบบการติดตามประเมินผล ให้เข้มแข็ง แล้วก็สามารถตอบโจทย์ได้ว่าถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐตั้งอยู่โดยใช้งบประมาณ ของแผ่นดินแล้วความคุ้มค่าที่มี ที่คงอยู่ยังจะต้องเดินต่อไปแค่ไหน เพียงไร นี่คือภาพโดยรวม ของสิ่งที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีการปฏิรูปองค์การมหาชนก็ ๕ ด้านหลัก ๆ ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านยงยุทธ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ใช้เวลาไม่เกิน ๑ นาทีครับ บทสรุปภาคที่ ๓ ท่านกรุณาดูหน้า ๖๖ นะครับ หน้า ๖๖ จะเน้นในเรื่องของว่าประเทศชาติได้อะไร ประชาชนได้อะไร ถ้าเราได้ช่วยกันที่จะปฏิรูป ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ผมว่าทุกคณะมีส่วนสําคัญที่จะช่วยให้การปฏิรูปประเทศเกิดความสําเร็จ ในหน้าถัดไปนะครับ หน้า ๖๗ ก็คือว่าในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน พิจารณาว่าในผลผลิตของ ๖ วาระมีอะไรบ้างในแต่ละช่วงเวลา ท่านกรุณาดูหน้า ๖๗ ด้วย หน้า ๖๘ ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับเอกซ์เปกเอาต์คัม (Expected outcome) ก็คือตรงนี้เน้น ไปที่ผลสัมฤทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๙/๒ แล้วหน้า ๖๙ คือวงจรแห่งความสําเร็จ ก็คือ จะต้องปฏิรูป จะต้องปรับเปลี่ยน แล้วก็จะต้องปฏิบัติ แล้วก็วนกลับมาที่ปฏิรูป หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ๓ ป ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าคณะกรรมาธิการได้เสนอแผนปฏิรูปด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว ดิฉันมีผู้อภิปรายอยู่ ๒ ท่านในขณะนี้ ถ้าหากว่าท่านที่จะอภิปราย เพิ่มเติมกรุณายกมือไว้เราจะได้จัดลําดับการอภิปรายต่อไป วันนี้เราคงจะต้องกระชับเวลากัน นิดหน่อยนะคะ เพราะว่ายังมีอีก ๒ แผนที่เราจะต้องปฏิรูปต่อ เชิญท่านเลขาธิการเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เชิญท่านค่ะ
เรียนท่านประธานนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ๑๑๐ นะครับ ก็เป็นเพียงข้อเสนอที่จะให้เพิ่มเติมในเรื่องของประเด็นการศึกษา เพราะว่าเท่าที่ฟังดูยังไม่ได้มีการพูดถึง ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญของการปฏิรูปนะครับ ในฐานะที่เป็นข้าราชการคนหนึ่ง
เรื่องแรก คือเรื่องของการเกษียณอายุราชการนะครับ ตั้งแต่รับราชการมา ก็ได้ยินมานานเรื่องของการเกษียณอายุราชการว่าควรจะเป็นเท่าไรต่าง ๆ เพราะว่าเรากําลัง ก้าวไปสู่สังคมสูงอายุ ผมคิดว่าการปฏิรูปครั้งนี้ถ้าคณะกรรมาธิการได้มีการเสนอกับรัฐบาลว่า จริง ๆ แล้วการเกษียณอายุราชการในสภาพสังคมสูงอายุปัจจุบัน แล้วก็ในด้านสุขภาพอนามัย ดีขึ้นควรจะขยายหรือไม่ขยาย ผมก็ว่าจะเป็นประโยชน์อันหนึ่งที่จะให้เห็นถึงสภาพปัจจุบัน
อันที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าก็คงมีการพูดกันบ้างแล้วเรื่องของกระบวนการจัดทํา งบประมาณนะครับ รวมทั้งจัดทําคําของบประมาณก็ดีก็คงจะอยู่ตรงนี้แล้ว แต่ว่าเท่าที่ได้เคย เห็นจากสํานักงบประมาณเสนอมาบ้าง ข้อคิด ข้อเสนอว่าการปฏิรูประบบงบประมาณ ของหลายประเทศมีการเสนองบประมาณเป็น ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ซึ่งของเราควรจะเป็นแบบใดบ้าง อันนี้ผมคิดว่าถ้าเรามีข้อเสนอชัดเจนก็จะเป็นประโยชน์ กับอีก อันหนึ่งก็คือกระบวนการจัดทําคําของบประมาณหรือการดีเฟนด์ (Defend) งบประมาณ กับทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ผมไม่แน่ใจว่าต่างประเทศทําแบบนี้กันหรือไม่ ถ้าเรามีข้อเสนอในเรื่องของการปฏิรูปเรื่องของกระบวนการงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของการผูกพันงบประมาณกับฝ่ายการเมืองก็ดี กับสภาก็ดีในทิศทางที่ควรจะเป็นผมคิดว่า ก็จะเป็นประโยชน์ตรงนี้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องการศึกษาไปแล้วนะครับ อันที่ ๓ ที่ผมคิดว่า ในฐานะที่ได้ทําราชการมา งบประมาณของเราผมดูแล้วเป็นงบประมาณภาครัฐจริง ๆ ที่จริงถ้าเราจะส่งเสริมบทบาทของภาคประชาชน ปรากฏว่าภาคประชาชนสามารถใช้งบประมาณ ภาครัฐน้อยมาก ไม่สามารถจะใช้ได้ จะใช้ทีต้องเป็นข้อตกลงกับกรมบัญชีกลางต่าง ๆ เป็นเวลานานมากนะครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณส่วนใหญ่ที่ภาคประชาชนจะใช้ได้ กับภาครัฐคืออะไร ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก เท่านั้นเอง แต่ว่าถ้าจะทํามากกว่านี้ ผมคิดว่างบประมาณในอนาคตเราพูดกันมากว่าการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนจะต้อง มากขึ้น ผมคิดว่ากระบวนการงบประมาณที่จะจัดสรรให้กับประชาชนสามารถใช้ได้กับ กิจการของรัฐเป็นเรื่องสําคัญ ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการได้ดูตรงนี้อีกสักนิดหนึ่งแล้วก็ เสนอมาผมว่าจะเป็นการปฏิรูปภาครัฐที่มีผลอย่างมากนะครับ
ประเด็นสุดท้าย อันนี้ก็ขออนุญาตเสนอกับคณะอนุกรรมาธิการทุกชุด ทั้ง ๑๑ คณะ ถ้าเป็นไปได้ตอนเสนอความคิดเห็น พรีเซนต์ (Present) ผลงานหรือแผนงานตรงนี้ ถ้าสามารถนําเสนอได้ว่าคณะอนุกรรมาธิการของท่านได้แบ่งออกเป็นกี่คณะอนุกรรมาธิการย่อย ก็จะเป็นประโยชน์ เผื่อบางทีมีความสนใจมีอะไรต่าง ๆ จะไปให้ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์มากขึ้น ผมขออนุญาตเสนอความเห็นเท่านี้ครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่าน พลเอก เลิศรัตน์เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ก่อนอื่นต้องชื่นชมภายใต้การนําของท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ ท่านก็สามารถ บริหารจัดการในเวลาไม่ถึง ๑ เดือนให้ได้แนวทาง ให้ได้ทิศทางในการปฏิรูปในหลาย ๆ ด้าน อย่างครบถ้วน
ในด้านของการบริหารราชการแผ่นดิน มีเอกสารมาให้เรารู้สึกจะหนา เป็นอันดับ ๑ ของทั้ง ๑๒ ด้าน ในการปฏิรูประบบราชการนั้นท่านได้เสนอตั้งแต่การปฏิรูป โครงสร้างองค์กรภาครัฐ ๒. การปฏิรูปเพื่อสร้างธรรมาภิบาล และ ๓. การปฏิรูประบบ งบประมาณและการคลังของรัฐ ผมก็เห็นด้วยกับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณาชี้แจงไว้ในเอกสารต่าง ๆ ทั้งหมด เพียงแต่จะฝากเป็นข้อสังเกตว่าหลาย ๆ ประเด็น จําเป็นต้องบรรจุอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะร่างเสร็จในรอบแรกในสิ้นเดือนหน้านี้แล้ว สมัยที่ผมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เราบรรจุไว้ในตัวรัฐธรรมนูญเลย แล้วก็มีแผนที่บรรจุไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกจํานวนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของโครงสร้างองค์กรภาครัฐที่จะปรับเปลี่ยนไป
เรื่องธรรมาภิบาล เราพูดถึงการแต่งตั้งข้าราชการด้วยระบบคุณธรรม ซึ่งถ้าไม่เขียนบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีใครนําไปปฏิบัติ
และที่สําคัญคือเรื่องงบประมาณ ซึ่งก็มีเพื่อน สปท. ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ระบบงบประมาณในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาเราได้ให้ความสําคัญมาก ได้เขียนแนวทาง ในการที่จะปรับปรุงระบบหรือวิธีการจัดทํางบประมาณที่ผ่าน ๆ มา การแปรญัตติในสภา เราได้หามาตรฐานว่าทําอย่างไรที่เมื่อมีการแปรญัตติตัดลดงบประมาณแล้วจะไม่นําไปใช้ เพื่อประโยชน์ในการจัดทําโครงการเพิ่มเติมให้กับจังหวัด ให้กับส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะทําให้นักการเมืองได้มีโอกาสใช้อย่างน้อยก็ในการหาเสียงหรือสร้างประชานิยม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นจึงได้ถูกกําหนดไว้เป็นบทบัญญัติประกอบในส่วนที่เกี่ยวกับ การคลัง การงบประมาณ
ที่ฝากเป็นข้อสังเกตก็คือว่าถ้าหากท่านจะใช้เวลา ๑ ปี ๖ เดือน ในการดําเนินการปฏิรูปสิ่งเหล่านี้ แต่ว่ารัฐธรรมนูญก็จะมีการนําไปสู่การทําประชามติ ในช่วงปี ๒๕๕๙ นี้ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นที่น่าเสียดายว่าหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีนี้ อาจจะไม่ได้รับการบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานยงยุทธท่านก็ได้พูดแล้วว่า ท่านเข้าใจดีถึงขั้นตอนในการปฏิรูปที่จะต้องไปเชื่อมโยงกับ กรธ. ผมจึงฝากเป็นข้อสังเกตว่า หลาย ๆ ประเด็นต้องรีบดําเนินการเพื่อส่งให้ กรธ. ได้ประกอบการพิจารณาถึง แม้บางเรื่อง กรธ. อาจจะเห็นความสําคัญอยู่แล้ว
ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องแผนการปฏิรูปเร็วในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ แน่นอน ทุกคนเห็นด้วยแล้วก็เชื่อว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคงจะได้ดําเนินการในเรื่องนี้ อย่างจริงจังเช่นเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว
ส่วนเรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน ผมเองปัจจุบันก็ยังดํารงตําแหน่ง เป็นประธานกรรมการองค์การมหาชนอยู่แห่งหนึ่ง ก็เห็นสภาพปัญหาแล้วก็มีความเข้าใจ ในเจตนาที่ดีของคณะกรรมาธิการที่ได้มีแนวคิดในการที่จะปฏิรูปองค์การมหาชน ใน ๕ ด้าน เพื่อให้องค์การมหาชนนั้นสามารถที่จะเสิร์ฟภารกิจ เสิร์ฟเหตุผลในการที่ จัดตั้งขึ้นมาได้อย่างคุ้มค่ากับงบประมาณ และก่อให้เกิดประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีคือข้อเสนอต่าง ๆ ก็โดนประเด็นทั้งหมด แต่จะโดนที่องค์กรไหนบ้างนั้นก็แล้วแต่ เพราะเราต้องตระหนักว่ามีองค์การมหาชนอยู่ ๔๐ แห่ง ทั้ง ๔๐ แห่งไม่ใช่จะเหมือนกันไปทั้งหมด บางแห่งก็มีผู้บริหารที่ดี ที่เก่ง ที่มีความสามารถ มาจากภาคเอกชน เงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาทอาจจะน้อยไปเสียด้วยถ้าเผื่อเขาอยู่ภาคเอกชน เขาก็ได้เงินมากกว่านั้น แล้วถ้าเรามาดูแบรกเกต (Bracket) เงินเดือนของผู้นําในรัฐวิสาหกิจ แล้วไม่มีใครต่ํากว่านี้หรอกครับ สูงกว่าองค์การมหาชนทั้งสิ้น นี่ฝากเป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่ใช่จะว่ามากหรือน้อย แต่ที่สําคัญคือว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาคือวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ สนช. ได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งจะไปประกาศ ราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ในไม่เกิน ๑ เดือนข้างหน้า ในนั้นจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการ ที่เรียกว่าคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน ๑ คณะ คณะกรรมการชุดนี้ จะมาทําหน้าที่แทน ก.พ.ร. จะมาทําหน้าที่ในการดูสิว่าที่มีอยู่ดีหรือไม่ดีอย่างไร ทั้งในภาพรวม การกําหนดรูปแบบคณะกรรมการ ค่าตอบแทนใหม่ รวมถึงการที่จะให้อยู่หรือไม่ให้อยู่ ของที่จัดตั้งขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เพียงแต่ฝากข้อสังเกตว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปชุดนี้ น่าจะแยกแนวคิดออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่ง คือรีบส่งให้กับคณะกรรมการพัฒนาและกํากับ องค์การมหาชน ซึ่งจะจัดตั้งเสร็จไม่เกินประมาณเดือนมีนาคมปีหน้านี้ เพื่อเขาจะได้ไป ดําเนินการตามแนวคิดของท่านที่ว่าท่านเห็นจุดอ่อนจุดแข็งขององค์การมหาชนอย่างไร กับอีกส่วนหนึ่งท่านก็วางแผนที่จะปฏิรูปในภาพใหญ่แล้วก็ส่งเป็นร่างพระราชบัญญัติขึ้นไป อีกฉบับหนึ่ง สําหรับการปฏิรูปภาพรวมในอนาคต แต่ที่ผมฝากไว้ก็คือว่าองค์การมหาชน จะตั้งเป็นแบบเฉพาะกิจไม่ได้นะครับ เพราะองค์การมหาชนนั้นมีแคเรียร์ (Career) มีแพทเทิร์น (Pattern) ของแคเรียร์พาท (Career path) อยู่ คนที่เขามาทํางานตรงนี้ไม่ใช่มีเฉพาะคน อายุ ๖๐ กว่าปี คน ๒๐ กว่าปี ๓๐ กว่าปี เขาก็หวังว่าจะมาอยู่ในองค์กรนี้เช่นเดียวกับ อยู่ในรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นเราจะไปบอกคุณมาอยู่ ๓ ปีแล้วกลับบ้านอย่างนี้ คุณก็จะได้คน ที่อื่นเขาไม่เอาแล้ว ก็ฝากเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านปลัดกระทรวง ท่านคุรุจิตค่ะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ขออภิปรายให้ความเห็นต่อแผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดินสักนิด ใช้เวลาไม่มาก ก่อนอื่นก็ขอให้กําลังใจ และสนับสนุนคณะกรรมาธิการนะครับ โดยเฉพาะท่านประธาน ท่านยงยุทธก็เคารพนับถือ แล้วผมก็เห็นว่าท่านมีความมุ่งมั่น มีดีเทอร์มิเนชัน (Determination) รู้ว่าจะต้องทําอะไร เห็นมาตลอดชีวิตรับราชการ ก็อยากจะทํา ก็อยากจะให้ข้อมูลหรือความคิดเห็น ซึ่งผมก็เป็นข้าราชการเหมือนกัน เห็นการบริหารราชการแผ่นดินก็คิดว่ายังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงอีกมาก บางเรื่องท่านก็อาจจะ ไม่ได้ใส่ไว้ในนี้นะครับ ก็อยากจะขอพูดเรื่องที่ท่านใส่ไว้ว่าในเรื่องแผนปฏิรูปหลัก ๓ วาระ เรื่องปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐก็ดี เรื่องธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ การพัฒนาบุคลากร ภาครัฐก็ดี เรื่องปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐก็ดี ก็เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทํา แล้วก็สนับสนุนนะครับ แต่ก็อยากจะให้ข้อคิดเห็นว่าบางเรื่องก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลา ยกตัวอย่างอย่างเรื่องการคลังภาครัฐ ถ้าเรามองว่าปัจจุบันระบบงบประมาณ ระบบการคลังไม่ดีอย่างไร ช้า ไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ก็ต้องดูว่าปัจจุบันเรามีราชการ บริหารแบบส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น แล้วงบประมาณทุกคนก็อยากจะได้ แล้วงบประมาณก็มีกระบวนการต่าง ๆ ทีนี้ถ้าสมมุติว่าเราปฏิรูปโดยใช้โครงสร้างเดิม ก็จะมีแผน ที่ทําให้เกิดประสิทธิภาพภายใต้โครงสร้างเดิม แต่ถ้าคณะกรรมการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือฝ่ายการเมืองเขาปฏิรูปการเมืองเขาเสนอโครงสร้างอีกแบบมา แผนปฏิรูปราชการ หรือยุทธศาสตร์ของชาติก็ต้องปรับตามไปด้วย เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องการคลังก็ดี หรือในเรื่ององค์กรภาครัฐก็ดี หรือแม้แต่ในเรื่องแผนปฏิรูปเร่งด่วนของท่านที่เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติก็ดี ท่านก็ปรารภในตอนต้นว่าจําเป็นต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่า ถ้าเราจะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก็ควรจะเป็นเรื่องหลักใหญ่ ๆ แล้วเรื่องที่ควรจะได้ฉันทานุมัติ หรือคอนเซนซัส (Consensus) ในระดับประเทศว่ามันควรจะต้องทํา เพราะถ้าท่านไประบุ ดีเทล (Detail) ไว้มาก รัฐบาลที่เขามาทีหลังมาจากการเลือกตั้งก็ดี เขาก็จะมองว่าแบบนี้ มัดมือชก เขาก็ไม่ต้องทําอะไรเลย งบประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็ต้องไปทําเรื่องนี้หมด เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างอย่างเรื่องปัจจุบันนี้ที่รัฐบาลทําอยู่เรื่องการประมงที่จดทะเบียน ประมง ใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย มีความเห็นร่วมกันทั้งประเทศว่าทําให้ประเทศ เสียหาย หรือเรื่องการบินพาณิชย์ที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยก็เห็นร่วมกันว่าต้องทํา เมื่อวานมีข่าวว่าชาวประมงไปทําร้ายเจ้าหน้าที่ อันนี้ก็ต้องจัดการ ผมว่าอย่างนี้ แต่ถ้าท่าน ลงรายละเอียดไปจนถึงข้อ ๒.๑.๓.๕ อะไรอย่างนี้ ก็จะเป็นปัญหาว่ารัฐบาลที่มาในอนาคต เขาก็จะลําบากใจ อันนี้ก็ฝากท่านด้วยว่าควรจะเป็นเรื่องหลัก ๆ
เรื่องขององค์การมหาชน เมื่อสักครู่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ก็พูดไปนะครับ เป็นความรู้ใหม่ว่า สนช. เขาทําล่วงหน้าไปแล้ว ผมก็ไม่ทราบว่าอันนี้เราอยู่ข้างหลังหรือเปล่า เราก็ควรจะไม่ใช่ทําใหม่ ก็คือทําเสริมสิ่งที่เขาทําไปแล้วหรือมีข้อมูลอะไรไปให้เขาแล้วก็จะได้ทํา ผมเพียงแต่อยากจะให้ข้อคิดเห็นว่าองค์การมหาชนก็ยังจําเป็น แต่ควรจะเป็นระบบที่ว่า ตั้งง่ายแล้วก็ยุบง่าย แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพถ้าไม่จําเป็นก็ยุบ ถ้าจําเป็นก็ตั้ง
เรื่องของธรรมาภิบาลในเรื่องบุคลากรภาครัฐ เน้นในเรื่องของการให้ความคุ้มครอง การแต่งตั้งโดยระบบคุณธรรม ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ผมก็มองว่าราชการไทยตอนนี้ ประสบปัญหาอย่างหนึ่งก็คือการดึงคนดี คนมีความรู้ คนมีความสามารถ เข้ามาในระบบ ราชการ เราไปประชุมต่างประเทศจะเห็นเลยว่าต้องยอมรับนะครับมาตรฐานของเรา คุณภาพของเราเริ่มจะล้าหลัง ประเทศสิงคโปร์ล้าหลังไปแล้ว แต่ประเทศมาเลเซียที่เราเคย นําหน้าเขา ถ้าเราไม่ปรับระบบราชการทําให้คนเก่ง ๆ ไม่อยู่ในระบบราชการก็จะเป็นปัญหา เราจะคุ้มครองเขาอย่างไร แต่ว่าถ้าเขาไม่ดี ไม่เก่งก็จะเป็นปัญหาเรื่องการแข่งขันของประเทศ เพราะฉะนั้นอยากให้คณะกรรมาธิการดูในประเด็นนี้ด้วยว่าจะดึงคนดี ๆ และคนมีคุณภาพ ให้อยู่ในระบบราชการอย่างไร
สําหรับในเรื่องของแผนปฏิรูปเร็ว ๓ วาระ เรื่องยุทธศาสตร์พูดไปแล้ว องค์การมหาชนพูดไปแล้ว ก็อยากจะขอพูดถึงเรื่องการปฏิรูปผังเมืองและการใช้พื้นที่ ผมว่า อันนี้เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็เรื่องจําเป็น ผมก็ทราบมาว่ารัฐบาลปัจจุบันก็ปวดหัวในเรื่องนี้ เหมือนกัน เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยก็มีตัวชี้วัด จะต้องเสนอผังเมือง ผังเมืองก็ไปรับฟัง ความคิดเห็นมา กี่ปีแล้วก็ไม่รู้นะครับ ทาสีเขียวไปหมดเลย สร้างอะไรก็ไม่ได้ อุตสาหกรรม ก็ไม่ได้ คมนาคมก็ไม่ได้ พลังงานก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้อาจจะต้องบูรณาการกับ คณะกรรมาธิการชุดด้านสิ่งแวดล้อมด้วย หรืออาจจะชุดเรื่องเศรษฐกิจด้วยว่าจะต้อง ทําอย่างไร เพราะว่าในชุด สปช. ชุดที่แล้วก็มีความคิดที่จะทําเรื่องของรายงานวิเคราะห์ สิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) อีก ก็คือรายพื้นที่ เพราะฉะนั้นขณะที่ ท่านอยากจะปลดล็อกเรื่องนี้คณะอีกอันก็จะบอกว่าจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องนี้ ก็จะทําไม่สําเร็จ เพราะฉะนั้นเห็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องบูรณาการระหว่าง คณะกรรมาธิการต่าง ๆ มิฉะนั้นการบริหารราชการแผ่นดินแทนที่จะเร็วขึ้นอย่างที่ท่านอยากได้ ผลลัพธ์มันก็จะช้าลง
และเรื่องสุดท้ายขอเวลานิดหนึ่ง ผมก็อยากจะรําพึงดัง ๆ ก็เคยไปทํางาน ที่ต่างประเทศกับประเทศมาเลเซีย ระบบของเขาเขาใช้ผู้บริหารระดับสูงของราชการ เขาเวียนข้ามกระทรวงได้ ยกเว้นในกรมที่ปิดอย่างกรมศุลกากรหรือต่างประเทศ ต้องใช้ความชํานาญเฉพาะ แต่อย่างอื่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สภาพัฒน์ เขาเวียนข้ามได้หมด ก็จะเกิดการไม่เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่มีการบริหารงานแบบไซโล
อีกเรื่องหนึ่งที่ประสบปัญหามากตั้งแต่ผมรับราชการมาก็คือกระบวนการ ตัดสินใจโดยเฉพาะในเรื่องกฎหมาย เรามีที่ปรึกษากฎหมายเยอะมาก และที่ปรึกษากฎหมาย ของเราเก่ง ๆ ก็จะไปอยู่ที่กฤษฎีกากับอยู่ที่อัยการ เพราะว่านักกฎหมายมาอยู่ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรมก็ไม่สามารถจะไต่เต้าไปได้เท่ากับที่เป็นอัยการหรือเป็นกฤษฎีกา แต่ที่ประเทศมาเลเซียเขาใช้อัยการแล้วส่งไปเป็นที่ปรึกษาของทุกกระทรวง กระทรวงไหน สําคัญให้ ๔ คน กระทรวงไหนสําคัญให้ ๓ คน แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการก็มี เพราะฉะนั้น นักกฎหมายก็จะมีศักดิ์ศรีเป็นที่ปรึกษาระดับ ๑๐ แล้วก็ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ของเรา เวลาจะไปศาล ขึ้นศาลปกครองคดีสําคัญต้องไปให้ ครม. ชี้ขาด ก็ตัดสินใจไม่ได้ การตัดสินใจ ก็ล้าหลังแล้วก็เสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็มีอีกมากที่ท่านไม่ได้ระบุ ถ้าท่านมีเวลาก็เชิญผมไปให้ข้อมูล ในฐานะผู้ให้ข้อมูลก็ยินดีครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ในขณะนี้ขอกราบเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ เชิญท่านยงยุทธค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน และขอบพระคุณท่านสมาชิกที่กรุณาให้ข้อแนะนํา ความจริงสิ่งที่ท่านพูด เป็นสิ่งที่ทางกรรมาธิการพิจารณาอยู่นะครับ พูดถึงเรื่องยุทศาสตร์ชาติก่อนแล้วกัน เรื่องยุทธศาสตร์ชาติที่เราทําเราทําในเรื่องของกลไกและกระบวนการในการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ เพียงแต่ว่าในกฎหมายฉบับนี้มีสภาพบังคับ ฉะนั้นเนื้อหาทางคณะกรรมการ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเป็นคนดําเนินการในเรื่องของรายละเอียด แต่ว่า ในยุทธศาสตร์ชาติกําหนดไว้แล้วว่าเป็นแผนแม่บทชี้นําการพัฒนาประเทศ เป็นแนวทาง ของการพัฒนาประเทศแล้วก็ในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากร
ส่วนที่ ๒ ในเรื่องของผังเมือง อยากกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ ทราบดีว่า ผังเมืองเกี่ยวข้องกับหลายคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านประธานกรรมาธิการ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม บังเอิญวันนั้นประชุมติดกัน ในฐานะที่เป็นพี่ก็เรียนท่านว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีส่งมา แล้วก็ทราบมาว่าคณะกรรมาธิการชุดนั้นมีคณะอนุกรรมาธิการ เรื่องของผังเมืองอยู่ด้วย แต่ผมดูรายละเอียดแล้วนั้นเป็นเรื่องของการทําในระดับ ของแผนงานโครงการ แต่ว่าของคณะกรรมาธิการชุดเราจะมองในเรื่องของระบบ แต่อย่างไรก็ตาม เรากําหนดไว้แล้วเราจะสัมมนาในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ที่นี่ เราวางแผนในการสัมมนา เรื่องที่สําคัญ ๆ ไว้ ๓ วัน วันที่ ๑๖ มกราคม เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เป็นเรื่องของผังเมือง วันที่ ๑๙ มีนาคม เป็นเรื่องของบูรณาการแผนเชิงพื้นที่ ถ้าท่านทั้งหลาย ใครสะดวกขอกราบเรียนเชิญด้วย
ส่วนในเรื่องของรัฐธรรมนูญนั้นต้องขอบคุณท่านเลิศรัตน์ บังเอิญท่านไม่อยู่ ท่านเป็นบุคคลสําคัญท่านหนึ่งที่ผลักดันเรื่องยุทธศาสตร์ชาติในรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ก็ทราบ อยู่ว่ากําลังดําเนินการอยู่ รายละเอียดกระผมไม่กล้าก้าวล่วงอย่างที่กราบเรียน แต่ทราบว่า มีอยู่ในรัฐธรรมนูญตามสมควรครับ โดยสรุปก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้เสนอ ได้แนะนํา ในวันนี้กรรมาธิการจะรับไว้ แต่นิดหนึ่งเมื่อสักครู่ท่านที่กล่าว ท่านแรกบอกว่าน่าจะบอกไว้ว่ามีคณะอนุกรรมาธิการกี่ชุด เราทําตามข้อบังคับมีอยู่ ๓ ชุด เรามีอยู่ ๓ ชุดด้วยกัน แต่ว่าชุดที่เหลือนี้เราไม่สามารถตั้ง เป็นคณะอนุกรรมาธิการได้ ก็เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการไป ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ไม่มีสมาชิกอภิปรายนะคะ ก็เป็นอันว่าเราได้พิจารณา แผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดินเรียบร้อยแล้วนะคะ แล้วถ้าหากว่าไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น มีไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เพราะฉะนั้นถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบกับแผนปฏิรูปฉบับนี้ และกรรมาธิการ จะได้ดําเนินการตามแผนปฏิรูปฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณค่ะ
ต่อไปจะเป็นเรื่องของแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ขอเรียนเชิญท่านคณะกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เข้าประจําที่ค่ะ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
บัดนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้เข้าประจําที่แล้วนะคะ ท่านมีเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ประมาณ ๘๔ หน้า อย่างไรก็ตามดิฉันขอให้ท่านช่วยกรุณานําเสนอภายใน ๑ ชั่วโมงตามเวลา ที่เราได้กําหนดไว้แล้ว ขอบพระคุณค่ะ กราบเรียนเชิญท่านประธานค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายวิรัช ชินวินิจกุล สมาชิกสภา สปท. ลําดับที่ ๑๔๕ ในฐานะประธานกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คิดว่าจะใช้เวลา ภายในเวลาที่ท่านประธานกําหนดนะครับ สําหรับคณะกรรมาธิการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้กําหนดคณะอนุกรรมาธิการเป็น ๓ คณะด้วยกัน
คณะแรก เป็นคณะที่ใหญ่ที่สุด สําคัญที่สุด และเป็นปัญหาที่ตรงกับรัฐบาล คือคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจนะครับ
คณะอนุกรรมาธิการที่ ๒ คือคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการดําเนินงาน ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม
คณะอนุกรรมาธิการที่ ๓ คือคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน
คณะกรรมาธิการของเราทั้งหมดได้ประชุมแล้วมีความเห็นพร้อมกันว่าสิ่งที่ กรรมาธิการจะทํานั้นต้องเป็นสิ่งที่สามารถทําได้ภายในเวลา ๑ ปีครึ่งที่เหลือ และสิ่งที่จะต้องทํา เป็นสิ่งที่จะตอบสนองประโยชน์ของประชาชนมากที่สุด ในที่สุดเราได้จัดลําดับของวาระ ที่จะเสนอแผนการปฏิรูป แน่นอนครับ
วาระที่ ๑ คือเรื่องของการปฏิรูปกิจการตํารวจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ และเป็นเรื่องยาก แต่ว่าโชคดีที่เรามีกรรมาธิการที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตํารวจแท้ ๆ ในระดับสูง ซึ่งกรรมาธิการเราก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถปฏิรูปกิจการตํารวจให้สําเร็จลุล่วง ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะครับ
วาระที่ ๒ ก็คือการปฏิรูปการดําเนินงานขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม อันนี้เรามุ่งไปที่การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) ติดตามตัว หรืออิเล็กทรอนิกส์มอนิทอริง (Electronics Monitoring) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตรงกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวไว้ว่า ควรจะเอาอันนี้มาใช้นะครับ
วาระที่ ๓ ก็คือการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรม กับประชาชน ตรงนี้เรามุ่งไปที่การพัฒนาทนายความ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้ประชาชนไม่ว่ายากดีมีจน ทั้งหลายได้มีทนายความหรือมีนักกฎหมายคอยให้ความช่วยเหลือแนะนําในกรณีที่มีคดีความ ทั้งนี้เรามุ่งไปทั้งที่เป็นผู้กระทําผิดและมุ่งไปที่ตัวเหยื่อหรือตัวผู้เสียหายด้วยนะครับ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมนั้นสามารถขับเคลื่อนไปได้โดยเป็นธรรม สําหรับเรื่องที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้เลือกมาเป็นหัวข้อสําคัญก็คือเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นรายละเอียดที่ สปช. ชุดที่แล้วได้ทําไว้ และเป็นวาระสําคัญเร่งด่วน ในคณะกรรมาธิการเรานั้นได้มอบหมาย ให้ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา และ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ เป็นผู้นําเสนอในเรื่องนี้ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้ให้ทั้ง ๒ ท่านนําเสนอเป็นลําดับ ต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ
เรียนเชิญค่ะ
เรียนท่านประธานสภาและ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปตํารวจ ขออนุญาตนําเสนอแผนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในเรื่องของความจําเป็น ความสําคัญของ ปัญหาที่จะต้องปฏิรูปตํารวจนั้น ผมเชื่อว่าท่านประธานและท่านสมาชิกคงตระหนักแล้วก็ เข้าใจเป็นอย่างดีนะครับ เพราะว่าตลอดระยะเวลาผมว่าย้อนหลังไปไม่ต่ํากว่า ๒๐ ปี เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทุกครั้ง นโยบายของทุกรัฐบาล จะต้องนําเสนอด้วยการผ่าตัดตํารวจ เราผ่ากันมาตลอด ๒๐ ปีนะครับ ถามว่าผลของการรักษา ผลการผ่าตัดเป็นตํารวจนั้นผลเป็นอย่างไร คําตอบก็ชัดเจนครับ ถ้ารักษาหายก็คง ไม่ต้องมาปฏิรูปกันในวันนี้อีก แสดงว่าที่ผ่านมานั้นผู้ที่ทําหน้าที่ผ่าตัดไม่รู้จริง ไม่รู้ปัญหา ไม่รู้ฐานของโรคที่แท้จริง เพราะฉะนั้นโอกาสนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะทําการผ่าตัดตํารวจ ซึ่งพวกเราเองนั้นมีความตั้งใจและมั่นใจนะครับ เพราะว่าเราทําด้วยความตั้งใจและปรารถนาดี ว่าเราจะทําตํารวจให้เป็นที่พึ่งของประชาชนให้ได้ เราไม่ได้ทําบนพื้นฐานของการมีอคติ หรือมีข้อขัดแย้งใด ๆ เราร่วมกันคิดร่วมกันทําจริง ๆ เพราะฉะนั้นเรามีความมั่นใจนะครับ ประเด็นที่เราเห็นก็คือว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้น การปฏิรูปตํารวจมักไม่ได้ทําตรงจุดที่เป็นปัญหา ที่สัมผัสกับประชาชนจริง ๆ นั่นก็คือตัวสถานีตํารวจ รัฐบาลที่ผ่านมามักมุ่งเน้นไปดูที่โครงสร้าง ไปดูที่การบริหารงานในระดับบน แต่ไม่ได้ปรับปรุงระบบงานของสถานีตํารวจเลย ซึ่งตัวสถานีตํารวจนี่ละคือสิ่งที่สัมผัสประชาชนอย่างแท้จริง งานสําคัญงานหนึ่งคือระบบงานสอบสวน ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ๓๐ ปีที่ผ่านมาไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย และผลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คือ ความไม่พึงพอใจของประชาชนที่มีต่อตํารวจนั้น อันดับแรกก็คืองานสอบสวน เมื่อขึ้นมาที่ สถานีตํารวจพบกับพนักงานสอบสวนแล้ว แทนที่จะได้คลายทุกข์กลับไป กลับต้องทุกข์หนัก ขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้คือประเด็นสําคัญที่ทั้ง สปช. และ สปท. คณะกรรมาธิการ ให้ความสําคัญที่จะปฏิรูปตรงสถานีตํารวจ ส่วนการปรับโครงสร้างระดับบน จะแบ่งเป็นกรม แบ่งเป็นทบวง เป็นนิติบุคคลนั้น เราละเลยที่จะไม่ไปศึกษามัน เพราะฉะนั้นจากผลการศึกษา ครั้งนี้เราจึงมีประเด็นปฏิรูปทั้งหมด ๙ เรื่อง ใน ๙ เรื่องนั้นเป็นผลพวงและเกี่ยวเนื่อง ที่จะส่งผลให้การปฏิบัติงานของสถานีตํารวจนั้นมีประสิทธิภาพทั้งสิ้น โดยใน ๙ เรื่องนั้น ก็จะประกอบไปด้วย เรื่องของระบบงานสอบสวน เรื่องของความเป็นอิสระในการบริหารงาน ของตํารวจจากการแทรกแซงทางการเมือง เรื่องของการวางแนวทางมาตรฐานในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจ เรื่องของการถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรง ไปดําเนินงาน เรื่องของระบบงบประมาณ เรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ในกิจการของตํารวจ เรื่องของการจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ เรื่องของการป้องกันการทุจริต คอร์รัปชัน เรื่องของระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตํารวจและการฝึกอบรม ทั้ง ๙ เรื่องนี้ ถ้าเราสามารถปฏิรูปได้สําเร็จ ผมยืนยันครับว่าตํารวจจะมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมแน่นอน ในการเสนอแนะสาเหตุของปัญหาและแนวทางนั้น ผมจะแบ่งงานกันกับท่าน พลตํารวจโท อํานวย ผมจะนําเสนอท่านใน ๓ เรื่อง คือเรื่องของระบบงานสอบสวน เรื่องระบบงบประมาณ และเรื่องของระบบการสรรหาบุคลากรเข้าเป็นตํารวจ
เรื่องแรก เรื่องของระบบงานสอบสวน เราค้นพบว่าปัญหาที่เป็นปรากฏการณ์ ที่พบก็มีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือปัญหาจากการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน และอีกส่วนหนึ่งก็คือปัญหาที่ตัวพนักงานสอบสวนเองนั้นเขาพบปัญหาเช่นเดียวกัน เขามีปัญหาเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
ในปัญหาจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนนั้น ไม่ว่าจะเป็นผลการสํารวจ ผลการวิจัยขององค์กรใดก็ตาม ก็มักจะพบว่าคล้าย ๆ กันก็คือ พนักงานสอบสวนไม่รับคําร้องทุกข์ มีการคาดการณ์กันว่าคดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นสํานวนไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือพนักงานสอบสวนไม่รับสํานวน ทั้ง ๆ ที่มาตรฐานการไม่รับสํานวนนั้น เป็นความผิดคดีอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลฎีกาก็เคยพิพากษาแล้ว การที่พนักงานสอบสวน ไม่รับคดีเป็นความผิด ป.ป.ช. ก็มีมาตรฐานแล้ว ไล่ออก แต่ก็ยังมีที่เรามั่นใจว่ายังมีแล้ว ประมาณกันขนาดนี้ เรื่องของการไม่ไปตรวจที่เกิดเหตุ การทําสํานวนล่าช้า การเลือกปฏิบัติ ไม่ให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ใครที่ไม่มีสถานะทางสังคมอาจจะได้รับการปฏิบัติ ไม่เท่าเทียมกับผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูง ไม่แจ้งความคืบหน้าทางคดีให้ผู้เสียหายทราบ ไม่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ทําไม่เป็น นี่คือปรากฏการณ์ ที่เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาต้องแก้แล้วละ ในส่วนของตัวพนักงานสอบสวนเองนั้น เขาก็มีปัญหาว่าเขาไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเมื่อเทียบกับสายงานอื่น ๆ ขาดทรัพยากรในการบริหาร ในการทํางานของพนักงานสอบสวน หัวหน้าสถานี ในอดีตนั้น เคยบอกว่าหัวหน้าสถานีต้องผ่านงานสอบสวน ต้องมีประสบการณ์งานสอบสวน ระบบ ที่ย้อนหลังไป ๑๐ ปีกลับแก้ไขแล้วบอกว่าใครก็ได้มาเป็นหัวหน้างานสอบสวน ก็มีปัญหา ไม่สามารถจะสั่งสํานวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้คือปรากฏการณ์ที่เป็นปัญหา เรามาวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ต้นเหตุของปัญหานะครับ
ในเรื่องแรก เรื่องของระบบงาน เราพบว่าตัวที่เป็นปัญหาหนัก ๆ เลย ที่นําไปสู่ประสิทธิภาพของงานสอบสวนในปัจจุบันก็คือว่าย้อนหลังไปเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ว่าเราเพิ่งมีการปฏิรูปงานที่โรงพัก เราได้มีคําสั่งของสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ที่ ๕๐๗/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๘ บอกว่าพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ให้แยกงานฝ่ายสอบสวนกับฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวน ทําหน้าที่สอบสวนไปแล้วส่งประเด็นให้ฝ่ายสืบสวนไปแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ สาเหตุ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเขาคิดอย่างนั้นก็เพราะว่าช่วงนั้นปริมาณงานเริ่มมากขึ้น จํานวนพนักงาน สอบสวนไม่พอ พนักงานสอบสวนเองนั้นถ้าหากต้องออกไปสืบสวนเอง ไปติดตามข้อเท็จจริง แสวงหาข้อมูลในพื้นที่เองแล้วต้องกลับมานั่งรับเวรทําสํานวนอีก ไม่สามารถจะทําได้ อย่างมีประสิทธิภาพ จึงตัดสินใจตอนนั้นแบ่งงาน พอหลังจากแบ่งงานตรงนั้นก็ทํามา ๓๐ ปี กลายเป็นปัญหาครับ เกิดค่านิยมที่ผิดของพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจะมีความรู้สึกว่า ตัวเองไม่ต้องมีหน้าที่พิสูจน์ทราบเรื่องจริงของคดีนั้น ๆ เป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวน เพราะฉะนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนฝ่ายสืบสวนสืบมาว่าอย่างไรก็สอบไปตามนั้น ไม่มีแรงจูงใจ ที่อยากรู้ อยากเห็น อยากจะพิสูจน์ทราบอะไรเลย สอบปิดด้วยซ้ําไป จากสิ่งเหล่านี้ทําให้ เกิดค่านิยมต่อมาว่าไม่สนใจประชาชน ไม่สัมผัสประชาชน ไม่รู้สึกถึงความทุกข์ร้อน ของประชาชน นี่คือมันเหมือนเป็นค่านิยม เป็นโพรเฟสชันนัลแวลู (Professional value) ผมมีประสบการณ์ตรงอยู่นะครับ ชาวบ้านมาร้องเรียนรถหายไปแจ้งความพนักงานสอบสวน แจ้งความเสร็จเขาก็ถามพนักงานสอบสวนว่าหนูจะได้รถคืนไหม พนักงานสอบสวนตอบว่า คุณมาถามผมได้อย่างไร ผมไม่มีหน้าที่คุณต้องไปถามฝ่ายสืบสวน นั่นคือความเข้าใจผิด อย่างใหญ่หลวงของหน้าที่ตัวเอง พนักงานสอบสวนนั้นมีหน้าที่ต้องทําทั้งสืบสวนและสอบสวน แล้วต้องติดตามทรัพย์คืน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
ต่อมาสาเหตุที่ ๒ ก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้วเรามายกเลิกให้หัวหน้า สถานีตํารวจนั้นไม่จําเป็นต้องมีความรู้เรื่องงานสอบสวนก็มาบริหารสถานีได้ทําให้เกิดปัญหา และยิ่งต่อมาในปัจจุบันนั้นเราพัฒนาพนักงานสอบสวนให้มียศเท่ากับหัวหน้าสถานี คือเป็นพันตํารวจเอกเท่ากัน เมื่อเป็นพันตํารวจเอกเท่ากันคนหนึ่งมีความรู้เรื่องงานสอบสวน อีกคนหนึ่งไม่มีความรู้แต่ต้องมาเป็นผู้บังคับบัญชา เป็นปัญหาที่เราต้องคิดว่าจะทําอย่างไรต่อ ยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องนี้เพราะว่าต้องคิดละเอียดนะครับ
สาเหตุต่อไปเป็นเรื่องของระบบการบริหารงานบุคคล เมื่อปี ๒๕๔๗ เราได้เกิด พ.ร.บ. ข้าราชการตํารวจขึ้นมา แล้วเราก็ต้องการที่จะดูแลพนักงานสอบสวนนี่ละเราก็ ให้พนักงานสอบสวนเลื่อนไหลได้ โดยใช้ระบบเออาร์ซี (ARC) มาใช้นะครับ ระบบเหมือนกับ นักวิชาการ โตขึ้นเป็นแท่งปรับฐานของตัวเองขึ้นไปสามารถประเมินด้วยการใช้ผลงานตัวเอง ประเมินขึ้นไป ผลก็คือพนักงานสอบสวนไม่สามารถจะโตไปเป็นหัวหน้าสถานีได้ ไม่สามารถจะไปกินตําแหน่งอื่นที่มีตําแหน่งว่าง สมมุติว่าเป็นพนักงานสอบสวนระดับสารวัตร มีรองผู้กํากับการจราจรว่างอยู่ก็ไม่สามารถจะเอาพนักงานสอบสวนที่เป็นระดับสารวัตร ไปเป็นรองผู้กํากับการจราจรได้ เพราะว่าทันทีที่เราย้ายพนักงานสอบสวนไปเป็นรองผู้กํากับ การจราจรตําแหน่งสารวัตรตรงพนักงานสอบสวนจะไม่ว่าง เมื่อไม่ว่างผู้บังคับบัญชา ก็ไม่อยากแต่งตั้งใครเพราะไม่สามารถจะแต่งตั้งคนเพิ่มขึ้นไปอีก อันนี้ก็เป็นปัญหา
เรื่องของการจัดระบบงานให้พนักงานสอบสวนเข้าเวรคนเดียว ๑ คน อยู่ที่สถานีตํารวจรับผิดชอบ ตรงนี้เป็นประเด็นปัญหานะครับ
เรื่องของการกระจายพนักงานสอบสวนไปยังสถานีตํารวจ มักจะกล่าวอ้างกัน เสมอว่าขาดคน พนักงานสอบสวนไม่พอ เรื่องนี้จริงบางส่วน เดี๋ยวผมจะให้ข้อมูลนะครับว่า มันจริงบางส่วนอย่างไร เพราะข้อเท็จจริงแล้วก็มีบางโรงพักที่พนักงานสอบสวนว่างงาน
ต่อไปเรื่องของระบบงบประมาณ พนักงานสอบสวนค่าตอบแทนที่ให้กับ พนักงานสอบสวน ค่าสํานวน ค่าใช้จ่ายในการทําสํานวนสืบสวนสอบสวนน้อยมาก อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ แบบพิมพ์ กระดาษซื้อเอง น้ํามันรถของพนักงานสอบสวนบางครั้ง ต้องเติมเอง เดี๋ยวผมจะให้ข้อมูลนะครับ
เรื่องของการพัฒนาความรู้ ไม่มีงบประมาณ ไม่มีแผนที่จะส่งพนักงาน สอบสวนไปฝึกอบรมเพิ่มเติมทุกคนต้องขวนขวายหาความรู้กันเองนะครับ นั่นคือเรื่องสาเหตุ ของปัญหาที่มาจากระบบงาน
ต่อไปเรื่องของตัวบุคคล ความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ความสามารถ ของพนักงานสอบสวนก็มาจากระบบงานนั่นละครับ ขาดขวัญ กําลังใจ ความประพฤติ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผมได้นําเรียนนั้นส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากระบบงาน ส่วนหนึ่งเป็นปัญหา จากตัวพนักงานสอบสวน แต่ผมอยากจะนําเรียนว่าตัวบุคคลนั้น ความประพฤติของพนักงานสอบสวนนี้เป็นตัวแปรตาม เป็นอินดีเพนเดนต์ (Independent) ตัวระบบงานคือตัวแปรอิสระที่ส่งผลให้พนักงานสอบสวน เขามีความประพฤติอย่างนั้น เช่น ในเมื่อหัวหน้าสถานีไม่มีความรู้เรื่องงานสอบสวน ก็ไม่สามารถจะไปตรวจสํานวน ไม่สามารถกํากับดูแลได้ เมื่อหัวหน้าสถานีไม่มีความรู้ ผู้การบางคนไม่มีความรู้ก็ไม่มีการกํากับดูแล ติดตามเลย ก็ปล่อยอิสระ ก็ทําให้เขาจะทําอะไร ก็ได้กรณีที่เขามีความประพฤติไม่ดีนะครับ ทั้งหมดนี้คือสาเหตุของปัญหา
ต่อไปเป็นแนวทางแก้ไขนะครับ ในเรื่องของกรณีที่มีปัญหาเรื่องงานสืบสวน สอบสวนที่แบ่งงานกัน แต่การแบ่งงานกันอย่างไรก็ทําไม่สําเร็จครับ งานสืบสวน สอบสวน ต้องทําด้วยกันทั้งฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวน ฝ่ายป้องกัน ปราบปราม เพราะฉะนั้นจะทํา อย่างไร ครั้นจะไปแก้กฎหมายไปรื้อฟื้นใหม่มันก็ไม่ไหวแล้ว เราจึงได้คิดว่าถ้าอย่างนั้น ก็แทนที่จะให้พนักงานสอบสวนเข้าเวรคนเดียวก็เปลี่ยนใหม่จัดเป็นทีมงานเอาทั้งฝ่ายสืบ ฝ่ายสอบ ฝ่ายป้องกันปราบปรามมาอยู่เข้าเวรพร้อมกันเลย แล้วรับผิดชอบคดีพร้อม ๆ กัน ซึ่งตรงนี้เราก็ได้ทดลองระบบนี้ที่จังหวัดนครสวรรค์ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมจะขออนุญาต นําเสนอคลิป (Clip) ประมาณ ๕ นาทีของจังหวัดนครสวรรค์ที่จัดเป็นทีมงาน ขออนุญาตครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) ภาพ)
ถ้าเราจัดระบบงานสอบสวน แบบที่จังหวัดนครสวรรค์นะครับ ต่อไปนี้ท่านสมาชิกขึ้นไปแจ้งความที่สถานีตํารวจ ท่านจะไม่ได้ไปพบกับร้อยเวร ร้อยตํารวจตรี ร้อยตํารวจโท ร้อยตํารวจเอก เพียงคนเดียว ท่านจะไปพบกับทีมงานอย่างน้อย ๔ คน จะมีพันตํารวจเอกเป็นหัวหน้า มีลูกทีมอีก ๓ คน นั่งอยู่ข้าง ๆ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะไปจุ๊กจิ๊ก ๆ ไปปฏิเสธงานจะไปอะไรอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้น แล้วเราจัดให้คนที่มีประสบการณ์พูดคุยกับประชาชน ซักถาม จากนั้นจึงแจกงานให้กับ พนักงานสอบสวนอีก ๒-๓ คน เพราะฉะนั้นกรณีที่มีคนมาแจ้งความพร้อม ๆ กัน ๓ คดี ๔ คดี ก็จะหมดปัญหาไป นอกจากนั้นในทีมยังประกอบไปด้วยฝ่ายสืบสวน เพราะฉะนั้นต่อไป หัวหน้าสถานีก็จะควบคุมชุด อย่างจังหวัดนครสวรรค์เขาจัดเป็น ๕ ชุด ก็จะเปรียบเทียบ มาได้เลยว่าชุดนี้รับไป ๑๐๐ คดี ชุดนี้รับไป ๙๐ คดี ใน ๑๐๐ คดี คุณสามารถสืบสวนจนรู้ตัว ผู้กระทําผิดออกหมายจับได้เท่าไร แล้วให้คุณจับกุมได้เท่าไร อีกชุดหนึ่ง ๙๐ คดี สืบสวน หาตัวผู้กระทําผิดได้กี่คดี ออกหมายจับได้เท่าไร จับได้เท่าไร การประเมินผลการเปรียบเทียบ ผลงานจะชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโมเดล (Model) ที่คณะกรรมาธิการเห็นด้วย แล้วจะนําไปสู่การปฏิรูปนะครับ ผลของการทดลองของจังหวัดนครสวรรค์ ก็ปรากฏว่า เรามีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ได้ไปทําการศึกษา วิจัยประเมินผลความเชื่อมั่นของผู้เสียหายทั่วประเทศเลย ไปทําทั่วประเทศว่าคนที่มาแจ้งความ เขามีความเชื่อมั่นกับพนักงานสอบสวนเท่าไร อย่างไร ผลปรากฏว่าจังหวัดนครสวรรค์ได้อันดับ ความเชื่อมั่นสูงสุดนะครับ ร้อยละ ๙๐.๓ นอกนั้นก็ที่จริงที่กระผมเอามานี่สูงสุด ของแต่ละภาคนะครับ แต่ที่ ๕๐ ก็มี ๖๐ ก็มี ๗๐ ก็มี ที่มีความเชื่อมั่นต่อพนักงานสอบสวน แต่จังหวัดนครสวรรค์ได้สูงสุดนะครับ เราจึงมีความเชื่อมั่น ทีนี้ถามว่าแล้วเราจะขับเคลื่อน ต่อไปอย่างไร ทันทีที่เราจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทุกสถานีทําอย่างนี้ สิ่งแรกเลยบอกว่า ผมจะเอาคนที่ไหนมา มาเข้าเวรทีตั้ง ๔ คน คนไม่พอ ทุกวันนี้ก็แย่อยู่แล้ว นั่นคือสิ่งที่คนที่ ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงเขาจะเริ่มเห็นปัญหาก่อนเลย ผมก็ต้องไปศึกษา ก็พบว่าแท้จริงแล้ว ถามว่าพนักงานสอบสวนขาดไหมทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วไม่ขาดครับ ผมก็เอาจํานวนคดี ที่เกิดขึ้นทั้งปี ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดี หารด้วยจํานวนพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ ๙,๕๒๑ คน ปรากฏว่าคนหนึ่งเฉลี่ยต้องรับ ๗๓ คดี อันนี้รวมสํานวนใบแดงเรียบร้อยแล้วนะครับ ๗๓ คดี ถือว่าไม่เกินเกณฑ์ เพราะเกณฑ์เราอยู่ที่ ๑ คนต่อ ๗๔ คดี แต่ปัญหาอยู่ที่การจัดเกลี่ยกําลัง เท่านั้นเองนะครับ เพราะเราพบว่ามีบางสถานีที่มีพนักงานสอบสวนน้อยแต่มีคดีเยอะ เช่น สภ.อ. หนองขาม จังหวัดชลบุรี พนักงานสอบสวน ๑ คนต้องรับสํานวนถึง ๕๒๔ คดี จังหวัดสมุทรปราการ พนักงานสอบสวน ๑ คน ต้องรับสํานวนถึง ๓๗๕ คดี อันนี้เกินโหลด (Load) ทําไม่ได้แน่นอน ต้องมีปัญหาแน่ ๆ เพราะฉะนั้นที่มีข่าวว่าพนักงานสอบสวนฆ่าตัวตาย ยิงตัวตายก็เรื่องแบบนี้ละครับ คงไม่มีข้าราชการกระทรวงไหนที่ฆ่าตัวตายมากเท่ากับตํารวจ แต่ในขณะเดียวกันมีพนักงานสอบสวนของบางสถานีสบายเลยครับ ทั้งปีมีค่าเฉลี่ย ๒ คดี เช่น เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ เสาหิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน คนหนึ่งรับ ๓ สํานวน ๔ สํานวน มีโรงพักที่มีคดีน้อย ๆ อย่างนี้ ๙๕๓ สถานี เพราะฉะนั้น ถ้าเราเกลี่ยเอาพนักงานสอบสวนที่งานน้อยไปอยู่ในสถานีที่มีงานมาก ๆ ค่าเฉลี่ยออกมา ๗๓ คดี ทําได้แน่นอน อยู่ที่ระบบงานนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติผิดพลาดที่ไม่เคยมาดูมาวิเคราะห์ แบบนี้ เพราะฉะนั้นทําได้นะครับ ขออนุญาตผ่านไปในเรื่องของการจัดระบบงานสอบสวน ตัวเลขตรงนี้ชี้ให้เห็นว่ามีพนักงานสอบสวนที่ตัวแดง ๓,๗๒๘ คนต้องเครียด เพราะรับถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ขณะที่พนักงานสอบสวนอีก ๕,๗๙๓ คนสบาย ๆ รับ ๒๖๐,๐๐๐ กว่าคดี แต่ถามว่าอย่างไร เงินเดือน เงินประจําตําแหน่งเท่ากัน จึงเกิดค่านิยมใหม่ พนักงานสอบสวนหนีงาน หนีไปอยู่โรงพักที่ไม่มีงาน เพราะอย่างไรก็รับเงินประจําตําแหน่งเท่ากัน อันนี้ก็เป็นปัญหา ที่ต้องแก้เหมือนกัน เพราะว่าระบบการตอบแทนพนักงานสอบสวนนั้น เราควรจะ ให้เป็นเงินประจําตําแหน่งหรือเงินประจําสํานวนดี
ต่อไปเรื่องอื่น ๆ เรื่องของความขาดแคลนของพนักงานสอบสวนเอง เรื่องของเงิน เรื่องของค่าใช้จ่ายในการทําสํานวน ผมก็ต้องไปเปรียบเทียบกับพนักงานสอบสวน ด้วยกัน ที่เปรียบเทียบง่ายที่สุดคือดีเอสไอ (DSI) เพราะเรามีอาชีพเดียวกันนะครับ ระเบียบ ของดีเอสไอ (DSI) ๑ คดีเบิกได้ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ระเบียบของตํารวจเบิกได้รวมกัน ๒๐,๐๐๐ บาทเศษ ตามรายละเอียดที่ผมแจกให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ อันนี้เป็นระเบียบ ที่เขียนกันไว้ แต่เบิกจริงเท่าไรผมไม่ทราบนะครับ ส่วนเรื่องของเงินค่าตอบแทน ก็มีความแตกต่างกันนะครับ ผมไปเร็ว ๆ นะครับ เอกสารอยู่ในมือท่านสมาชิกแล้วนะครับ นอกจากนั้นแนวทางที่จะแก้ไขของพนักงานสอบสวนก็ยังมีอีกทั้งหมด ๑๐ ข้อนะครับ อยู่ในรายละเอียดผมจะไม่พูดแล้วกันเพราะเวลามันกระชั้นแล้วนะครับ
ผมมาอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องระบบงบประมาณ ก็คงเป็นปัญหานะครับ แต่มันมีปัญหามากกว่าหน่วยอื่น ๆ ผมก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับหน่วยงานที่ใกล้เคียงกัน สิ่งที่จะเป็นตัวชี้ว่าหน่วยใดมีงบมากมีงบน้อยให้ดูที่งบดําเนินงาน ดูที่โอเวอร์เฮด (Overhead) เพราะโอเวอร์เฮด (Overhead) งบดําเนินงานคือเงินที่จะใช้ให้คนไปทํางาน ค่าเฉลี่ยของตํารวจ ผมซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเหมือนดีเอสไอ (DSI) ผมได้ปีละ ๗๔,๕๘๒ บาท แต่ดีเอสไอ (DSI) ได้ ๒๑๓,๕๓๙ บาท ไม่ทราบว่าท่านประธานซึ่งท่านเป็นผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ได้ทราบปัญหาตรงนี้ไหม ทั้ง ๆ ที่ดีเอสไอ (DSI) ไม่ต้องจ่ายค่าน้ํามันรถสายตรวจเพื่อป้องกันเหตุ แต่ของตํารวจ ๗๔,๐๐๐ บาทนี่รวมถึงค่าน้ํามันรถสายตรวจด้วย ต้องแบ่งคือเอา ๗๔,๐๐๐ บาท ที่จ่ายไปเป็นค่าน้ํามัน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าสืบสวน ค่าเดินทาง แต่ดีเอสไอ (DSI) ไม่ต้องตรวจ แต่ให้เขาตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านรักพวกเราไม่เท่ากันนะครับ เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหา ท่านทราบไหมครับว่ารถยนต์สายตรวจเราได้น้ํามันเดือนละ ๓๐๐ ลิตร ๓๐๐ ลิตรทํางาน ๓๐ วันวันละ ๑๐ ลิตร วันหนึ่ง ๑๐ ลิตรทํางาน ๓ ผลัด ผลัดละ ๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ใน ๘ ชั่วโมงเรามีน้ํามันให้ตํารวจ ๓.๓ ลิตร ขับได้ ๓๐ กิโลเมตร จบ ที่เหลือถ้าอยากจะ ตรวจจ่ายเอง นี่คือเรื่องจริงนะครับ พนักงานสอบสวนเหมือนกัน รถประจําตําแหน่ง ของพนักงานสอบสวนที่อยู่สถานีเวลาเข้าเวรก็มี ๑ คัน มีน้ํามันให้ ๓.๓ ลิตรต่อผลัด ถ้าจะไปมากกว่านั้นก็เติมเองนะครับ นี่คือเรื่องของปัญหาเรื่องงบประมาณนะครับ เราก็จะไปพัฒนา ไปปรับว่าทําอย่างไรถึงจะให้เพียงพอนะครับ
ต่อไปเรื่องของระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตํารวจ และระบบ การฝึกอบรม ตรงนี้เราก็มองว่าเป็นปัญหานะครับ เพราะว่าในระบบปัจจุบันของเรานั้น เราไม่พึงพอใจ ที่ไม่พึงพอใจเพราะว่าผลจากการประเมินของเราว่าทุกปีมีข้าราชการตํารวจ กระทําความผิดเยอะมาก มีข้อหาฆ่าคนตายปี ๒๕๕๗ ๑๕๗ คนที่ไล่ออกไปแล้วนะครับ ปี ๒๕๕๘ ๑๐๖ คน ความผิดจะเกี่ยวกับทรัพย์ ปี ๒๕๕๗ ก็ ๗๑ คน ปี ๒๕๕๘ ก็ ๑๘๖ คน ความผิดเยอะมาก รวมแล้วปีหนึ่งเราต้องลงโทษข้าราชการตํารวจถึงไล่ออก นี่เอาเฉพาะ ที่ไล่ออก ๗๐๐ กว่าคน ๘๐๐ กว่าคน เสียงบประมาณฝึกอบรม เสียอะไรมาแล้วก็ต้องไล่เขาออก เพราะอะไร เพราะระบบการรับสมัครบุคคลเข้ารับราชการของตํารวจนั้นไม่ได้วัด ในเรื่องความประพฤติเลย วัดความรู้อย่างเดียว และวัดความรู้ผมว่าไม่มีอํานาจจําแนกเลย ผู้สมัครสอบ ๓๐,๐๐๐ คน สอบ ๓ ชั่วโมง ๑๒๐ คะแนน ผมเอา ๑๒๐ คะแนน ไปหาร ๓๐,๐๐๐ คน ได้ ๑ ช่วงคะแนน ๒๕๐ คน เพราะฉะนั้นถ้าผมทําผิด ๑ ข้อ ที่ผมห่างจากคน ๒๕๐ คน ถ้าเรารับ ๕๐๐ คน หมายความว่าคุณพลาดไป ๒ ข้อ คุณไม่ได้เป็นตํารวจแล้ว เพราะฉะนั้น จะมี ๒ ช่วงคะแนนเท่านั้นเอง คะแนนเต็ม ๑๒๐ เอาละครับ ถ้าไม่ได้คะแนนเต็ม สมมุติว่า คนสูงสุดได้ ๑๑๐ คะแนน คนต่อมาได้ ๑๐๙ คะแนน อีกคนได้ ๑๐๘ คะแนน มีแค่นี้ ที่จะได้เป็นตํารวจ ส่วนที่ต่ํากว่านั้นอาจจะเก่งกว่า แต่วันนั้นอาจจะป่วย อาจจะอะไรก็แล้วแต่ แต่พลาดไปนิดเดียว เพราะฉะนั้นแค่วัดผลเรื่องความรู้ผมก็ไม่มั่นใจแล้ว ไม่มีอํานาจจําแนกนะครับ ต่อมาเรื่อง การวัดความประพฤติ ก็สอบเชาวน์ปัญญานิดหน่อย สอบจิตวิทยา สอบประวัติย้อนหลัง แค่นั้นละครับ แล้วตัดสินใจให้คนเข้ามาเป็นตํารวจ ผลจึงเป็นอย่างที่ว่านี้นะครับ เมื่อ ๒ วัน ก็ยิงผู้กํากับ ตํารวจมือถืออาวุธ ถือปากกา ถือกฎหมาย แค่ผิดเพียงหนึ่งก็แย่แล้ว ประชาชน ก็เดือดร้อนแล้ว แต่นี่มีเป็นร้อย เพราะฉะนั้นต้องปรับระบบนี้ เราได้ศึกษาแล้วพบว่าตํารวจ ในโลกนี้ที่น่าจะเอาเป็นตัวอย่างได้คือตํารวจเยอรมัน ย้อนหลังไปเมื่อ ๒๐ ปีนั้นตํารวจเยอรมัน เหมือนตํารวจไทยครับ เรต (Rate) ต่ําท้ายสุดเหมือนกันมา ๒๐ ปีนี้ตํารวจเยอรมันอยู่อันดับ ๔ ของข้าราชการ หมายความว่าประชาชนมีความพึงพอใจตํารวจอยู่ในลําดับ ๔ สูงสุดเป็นดับเพลิง แต่อาชีพอันดับ ๑ คือฟุตบอลอาชีพของประเทศเยอรมนีนะครับ ประเทศเยอรมนีใช้เวลา ๒๐ ปีในการพัฒนาระบบ ผมเองก็ได้มีโอกาสไปดูงาน วิธีรับสมัครคัดเลือกคนของเขา เขาไม่ได้สอบข้อเขียนนะครับ สอบข้อเขียนส่วนหนึ่ง แต่ใช้วิธีการสัมภาษณ์และสังเกตพฤติกรรม เขาเปิดรับสมัครทั้งปี ถึงเวลาสมมุติวันนี้สมัครทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ๘ คนมา มาถึง ๘ คน เขาให้นั่งโต๊ะนะครับ แจกกระดาษ คําถามง่าย ๆ วันนี้ถ้าคุณเป็นตํารวจอยู่โรงพักมีคนมา แจ้งความ ๕ เรื่องพร้อม ๆ กัน คุณจะตัดสินใจแล้วคุณจะไปดูที่เกิดเหตุที่ไหนก่อนใน ๕ เหตุนี้ ทุกคนก็ทํางานร่วมกัน เถียงกันไป เถียงกันมาเพื่อจัดกระดาษ ๕ แผ่นว่าอันดับ ๑ อะไร แล้วเขาก็ถ่ายเทป (Tape) ไว้ดู แล้วเขาส่งอันนี้ให้จัดจ์ (Judge) ทั้งหมด ๑๕ คน ซึ่งประกอบ ไปด้วย นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยา นักพฤติกรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ๘ คนนี้ที่มีพฤติกรรม การทํางานใครควรเป็นตํารวจ ใครไม่ควรเป็นตํารวจ แล้วถึงตัดสินว่าคนนี้รับ คนนี้ไม่รับ นี่คือสิ่งที่ ประเทศเยอรมนีทํา ผมกําลังคิดว่าตํารวจจะต้องเดินไปสู่แนวนั้น เราถึงจะได้ตํารวจที่ดีนะครับ ผมคงมีเรื่องนําเสนอแค่นี้ ต่อไปก็เป็นอีก ๖ หัวข้อนะครับ
เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวยค่ะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ โรงเรียนปิดไปเสียเดือนหนึ่งไปทําการบ้านมาวันนี้มาส่งการบ้านครับ หลายครั้งหลายคราที่มีความพยายามที่จะปฏิรูปตํารวจ หรือที่ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ใช้คําว่า ผ่าตัดตํารวจ ไม่ต้องผ่าหรอกครับ ตํารวจไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบ พลตํารวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ผมขออนุญาตเอ่ยนาม เพราะท่านเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ ปฏิรูปกิจการตํารวจ เมื่อครั้งเป็น สปช. ท่านก็บอกว่าคงไม่สําเร็จอีกละ เพราะท่านเคยทําแล้ว มันอาถรรพ์ การปฏิรูปตํารวจทุกครั้งอาถรรพ์ครับ รัฐบาลไหนจะปฏิรูปตํารวจ จะผ่าตัดตํารวจ รัฐบาลไปก่อนทุกครั้ง ท่านสืบประวัติได้เลยครับ ถามว่าทําไม ผมไม่ใช่หมอดูแต่ผมชอบศึกษา การปฏิรูปตํารวจหรือการผ่าตัดตํารวจครั้งใดก็แล้วแต่ที่ผิดไปจากพระประสงค์ของพระบิดา แห่งตํารวจไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นองค์ปฏิรูป ตํารวจสําเร็จ ใครมาปฏิรูปผิดไปจากพระประสงค์ของพระองค์ท่านผมเชื่อว่าไม่สําเร็จ แล้วพระองค์ท่านปฏิรูปอย่างไรถึงสําเร็จ แล้วจะทําอย่างไรให้ตรงกับพระประสงค์พระองค์ท่าน นั่นคือโจทย์ครับ ผมพูดเรื่องนี้หลายครั้งครับ กระบวนการยุติธรรม ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ตํารวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ ทนายความ องค์กรในกระบวนการยุติธรรมอื่น ที่ผมต้องเรียกว่า ตํารวจเป็นต้นธาร เพราะว่าเป็นต้นธารใหญ่ แคว ปิง วัง ยม น่าน มารวมกันเป็นแม่น้ําเจ้าพระยา ตํารวจคือแม่น้ําเจ้าพระยาครับ ต้องยอมรับว่าเป็นต้นธารแห่งความยุติธรรม น้ําที่กลางธาร และปลายธารไม่มีทางที่ใสสะอาด ถ้าน้ําที่ต้นธารเจือด้วยสารจุลินทรีย์ สกปรกมีเชื้อโรค กลางธาร อัยการท่านมีคณะกรรมการ อัยการ ก.อ. ปลายธาร ศาลท่านมีคณะกรรมการตุลาการ ก.ต. ทั้ง ๒ ก. ทั้ง ก.อ. ทั้ง ก.ต. ไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกเลยครับ ของตํารวจมี ๒ ก. ในหน่วยงานเดียว มี ๒ ก. เลยครับ เขามีคนละ ก. กัน ตํารวจมี ก.ต.ช. และ ก.ตร. ทั้ง ๒ ก. นายกรัฐมนตรีไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ทั้ง ๒ ก. ไปแทรกเต็มตัวเลยครับ ดังนั้นไม่ผิดครับที่บอกว่าตํารวจ ๒ มาตรฐาน ตํารวจ ไม่เป็นกลางในทางการเมือง ตํารวจรับใช้นักการเมือง ตํารวจเอนเอียง จนกระทั่งมีคําพูด หลุดจากปากมาบางครั้งครับ มีวันนี้ได้เพราะคนโน้นคนนี้ให้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะไปทํา ตํารวจอย่างนั้นเอง ฉะนั้นการปฏิรูปตํารวจจะต้องทําให้ตํารวจเป็นไปตามพระประสงค์ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ พระบิดาแห่งตํารวจไทยให้ได้ ทําวันนี้ไม่ได้ รัฐบาลหน้าทําไม่ได้ ผมพูดไว้ชัดครับ ทําอย่างไรนั้นผมขี้เกียจพูดแล้วครับ ผมพูดไป ๑๐๐ ครั้ง ผมจะให้ดูคลิป (Clip) ๑๕ นาที คลิป (Clip) นี้จะบอกสิ่งเหล่านั้นไว้ทั้งหมด ที่ผมเอาคลิป (Clip) นี้มาเปิด เพราะว่าเป็นการชี้แจงต่อสาธารณชนผ่านสื่อกลาง ผมตัดต่อเหลือ ๑๕ นาที ขออนุญาต เปิดคลิป (Clip) นั้นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) ภาพ)
หลังจากผมได้ชี้แจงต่อ สาธารณชนในฐานะที่เป็นโฆษกกรรมาธิการ ไม่ใช่ความคิดเห็นของผมคนเดียว ตั้งแต่ เป็น สปช. มาแล้ว เรื่องนี้ออกไปผมแทบไม่ได้นอน โทรศัพท์มาทั้งที่บ้านและมือถือ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย มีอยู่ติ่งหนึ่งบ้างไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือว่าถึงขนาดเป็นภัยคุกคาม และไม่ต้องเป็นห่วงผมนะครับ ขออภัยถ้าหากว่าจะเป็นห่วงผม ถ้าผมกลัวคงไม่ได้รับฉายาว่า นวยทนได้ และผมไม่ขอลี้ภัยแน่นอน ก็จะเดินหน้าปฏิรูปในแนวทางนี้กับคณะกรรมาธิการ ถือไม้พายคนละอันช่วยกันพายเรือนาวาลํานี้ไปให้ได้ ผมถือว่าชาตินี้ไม่เสียชาติเกิดที่เกิดมา รับราชการตํารวจจนเกษียณอายุราชการ เพราะแนวทางนี้เป็นแนวทางของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ทําให้ตํารวจเป็นตํารวจของประชาชนให้ได้ ผมกับท่านวรพงษ์จะได้ไม่เสียชาติเกิด จะได้ตาย นอนตาหลับ แต่อย่าให้ตายเสียก่อนเท่านั้นเอง เวลาผมเหลืออีกประมาณ ๘ นาทีครบชั่วโมง ตัดเวลาหายใจเข้าออกก็คงเหลือประมาณ ๑๒ นาที ผมจะพูดอีก ๓-๔ หัวข้อแบบเร็ว ๆ เลย ต่อเนื่องกับการปฏิรูปตํารวจให้ปราศจากการเมืองก็คือการแต่งตั้งตํารวจเป็นเรื่องใหญ่มาก ซื้อขายตําแหน่ง ยกเว้นหลักเกณฑ์ ตํารวจเราจะเขียนหลักเกณฑ์ไว้ดีมากเลยครับ เช่นตํารวจเรานี้จะเขียนหลักเกณฑ์ไว้ดีมากเลยครับ ผมว่าหลักเกณฑ์การแต่งตั้งตํารวจ ไม่มีที่ไหนเหนือตํารวจหลักเกณฑ์แต่งตั้งข้าราชการ แต่พอข้อสุดท้ายเว้นแต่ เว้นไว้ทําไม เว้นแต่คําเดียวไปยกเว้นหมดเลยทั้งหมดข้างบน การเปิดโอกาสให้ใช้ดุลยพินิจยังมีมากครับ บางคนเข้าไปยกเว้นกฎ ก.ตร. ยกเว้นครั้งเดียว ๔ ข้อเลยครับ เขียนไว้ทําไมกฎ ย้ายข้ามภาค กระโดดกันไปกระโดดกันมา ดังนั้นเราจะต้องปฏิรูปการแต่งตั้งเขียนหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน การกระจายอํานาจครับ ขอขอบพระคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผมไม่เชียร์นายกรัฐมนตรี ผมรู้ว่านายกรัฐมนตรีแอบฟังผมอยู่เรื่อยผมรู้ ผมไม่ได้เชียร์ครับ ฯพณฯ ได้ใช้มาตรา ๔๔ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วครับ ออกมา ๒-๓ ข้อ ในเรื่องของการแต่งตั้งตํารวจ ท่านกระจายอํานาจ ไปให้ผู้บัญชาการภูธรภาคแต่งตั้งเพื่อแต่งตั้งคนในภาค คงไม่มีผู้บัญชาการภูธรภาคคนไหน ไปเอาคนจากภาคอื่นมาขึ้นที่ภาคตัวเอง นั่นคือการกระจายอํานาจ ท่านเห็นปัญหาแล้วครับ กราบขอบพระคุณท่าน ท่านจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็แล้วแต่ ดังนั้นเราจะเอาเรื่องการกระจายอํานาจ ไม่ใช่ไปกระจุกอยู่ที่ ผบ.ตร. มาใช้อย่างชัดเจนครับ อาวุโสห้ามข้าม ถ้าจะข้ามอาวุโส ผู้พิพากษา อัยการเขาอาวุโสชัดเจนครับ แล้วตํารวจทําไมล่ะ ยกเว้นเหาะได้ครับจะให้ข้าม ถ้าไม่เก่งกาจสามารถเกินคนอื่นเขาอย่างชัดเจน เดินดินเหมือนกัน กินข้าวเหมือนกัน ไม่ให้ข้าม ต้องชัดเจนครับ
เรื่องต่อไปครับ เรื่องนี้ก็สําคัญ แต่เรื่องนี้ต้องใช้เวลารัฐบาลนี้ไม่ทันแน่นอน ก็คือเรื่องของการถ่ายโอนกิจการหลายกิจการครับ มาฝากไว้กับตํารวจ ฝากจนลืมครับ ตํารวจกลายเป็นต้องทํางานในหลายด้านเลยทําให้การทํางานการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ด้อยลงไป เอางานที่ไม่เกี่ยวกับตํารวจโดยตรงไปคืนเจ้าภาพเขา ผมให้ดูตัวอย่างครับ เช่น พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจากท่อไอเสีย หมวกกันน็อก พระราชบัญญัติมาตรฐานคุณภาพอาหารและยาไปอยู่กับตํารวจ พระราชบัญญัติ ควบคุมอาคารไปอยู่กับตํารวจ พระราชบัญญัติไม่รู้สักกี่สิบพระราชบัญญัติ เรื่องการจราจร ตัวอย่างครับ พอดีท่านอัศวินมาแล้วเมื่อสักครู่นี้ ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พลตํารวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง คุยกันอยู่ครับขณะนี้ก็คือจราจรในหัวเมืองใหญ่ ใน กทม. ในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมด้านการบริการประชาชน ด้านการจัดการจราจร ด้านความสะดวก และปลอดภัยจะถ่ายโอนไปให้กรุงเทพมหานคร ตํารวจจะดูแลเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ก็จะเหลือเนื้องานน้อยลงที่ตํารวจจะได้มีเวลาไปทําอย่างอื่น ความปลอดภัยบน ๒ รางรถไฟ กระทรวงคมนาคมรับไป รับไหวไหมอันนี้ต้องคุยในรายละเอียด มีหลายเรื่องที่คณะกรรมาธิการ พยายามจะให้ไปแต่ผมยังไม่เห็นด้วยในหลายเรื่อง ตัวอย่างเช่นป่าไม้ผมไม่ได้หวง ตัวอย่าง เช่นตํารวจทางหลวง ป่าไม้สมมุติว่าท่านโอนกองบังคับการตํารวจป่าไม้ทั้งหมดไปอยู่ กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท่านก็จะได้ตํารวจที่จะโอนไปเป็นเจ้าหน้าที่ กรมป่าไม้ ๑,๒๐๐ คน ปัญหาก็จะเกิดทันทีครับ เกิดอะไรครับ ท่านก็จะมีบุคลากร ที่จะดูแลป่าไม้ทั่วประเทศนี้แค่ ๑,๒๐๐ คน บวกของท่าน แต่ขณะนี้ที่อยู่กับตํารวจนี่ท่าน จะมีตํารวจ ๒๐๐,๐๐๐ กว่านายดูแลป่าไม้ให้ท่าน ผมก็เลยขมวดไว้ในข้อสังเกตว่ากิจการ บางเรื่องนี้แม้ว่าจะถ่ายโอนไปแล้วก็ตาม ข้อสังเกตเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ตามให้ทันด้วย เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) อย่ามั่วตามให้ทันข้อสังเกต ข้อสังเกต ก็คือจะต้องให้ตํารวจยังมีอํานาจในการสืบสวน จับกุมความผิดอาญานั้น ๆ อยู่ ส่วนเรื่องของการสอบสวนคดีท่านว่าไปเลยท่านเป็นพนักงานสอบสวนเฉพาะทาง ท่านสร้างพนักงานสอบสวนมีความชํานาญเฉพาะทางขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ ศุลกากรรับไป เรื่องของศุลกากรท่านไปทําคดีเอง ศุลกากรมาตราอะไร หลบหนีเข้าเมือง พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๗ ต้องห้าม ต้องจํากัดท่านว่าไป ตํารวจจะช่วยในการจับกุมให้ท่าน แต่ท่านต้องทําคดีเอง เหล่านี้เป็นต้นครับ นั่นก็คือการถ่ายโอนกิจการบางอย่างไปนะครับ
เรื่องต่อไปครับ การสร้างการมีส่วนร่วม ผมอภิปรายในสภานี้ไปเมื่อคราวที่แล้ว การสร้างการมีส่วนร่วมประเทศที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกคือประเทศสิงคโปร์ ผมอภิปรายแล้วครับ ถามว่าประเทศสิงคโปร์ตํารวจเขาเก่งหรือ ไม่ครับ ตํารวจไทย เก่งที่สุดในโลกผมพูดไปแล้ว และถามว่าทําไมประเทศสิงคโปร์ถึงปลอดภัย ระบบครับ เขามีพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติหนึ่งบังคับให้ภาคเอกชน บังคับเลยนะครับ ไม่ใช่ขอความร่วมมือ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ประธานให้เวลาทั้งหมดอีก ๑๕ นาที
ทั้งหมดครับ ทั้งคณะยังเหลืออีก ๒ ท่านครับ
ขอบคุณครับ ก็ปรากฏว่า เขามีกฎหมายบังคับให้ภาคเอกชนต้องมีส่วนร่วมในทุกเรื่อง ธนาคาร ร้านทอง โรงรับจํานํา ต้องสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน คอนโดมิเนียมจะต้องมีคีย์การ์ด (Keycard) จะต้องมี รปภ. ทั้งอุปกรณ์ ทั้งคนทั้งอะไรทั้งหมด ครบหมด ตํารวจจะดูแลเฉพาะ สตรีตไคร์ม (Street crime) อาชญากรรมในท้องถนนกับสวนสาธารณะ ไม่ใช่ไปรับผิดชอบ แม้กระทั่งแหวนหมั้นที่ซุกไว้ใต้หมอน ทีนี้พอพื้นที่รับผิดชอบน้อยลงเพราะเอกชน มีส่วนรับผิดชอบด้วย ความปลอดภัยก็เกิดขึ้น ขณะนี้รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติ มาพระราชบัญญัติหนึ่งแล้ว มาครึ่งหนึ่งแล้วครับ แต่มายังไม่เต็มก็คือพระราชบัญญัติธุรกิจ รักษาความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๘ กําหนดสเปก (Spec) รปภ. แล้ว ได้ รปภ. ที่มีสเปก (Spec) แล้วออกกฎหมายมาอีกฉบับหนึ่งครับ ผมยกร่างให้ก็ได้ครับ ผมไปลอกกฎหมาย ของประเทศสิงคโปร์มาแปลเป็นไทยเท่านั้นเอง บังคับให้ธุรกิจเอกชน ไม่ใช่เปิดธนาคารร้านทอง โรงรับจํานํา ตํารวจมวกเหล็กมีอยู่ ๑๒ นาย สายตรวจไปเฝ้าร้านทองเสีย ๘ นาย เฝ้าตั้งแต่ เป็นสิบตํารวจตรีจนกระทั่งเกษียณอายุ เหลือตํารวจ ๔ คนไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน อย่างนี้เอาเปรียบไหมล่ะครับ ฉะนั้นถ้าหากว่าเราออกกฎหมายนี้มา คุณจะเปิดธนาคาร ร้านทอง คุณต้องทําอย่างนี้ ๆ คุณจะเปิดคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ (Apartment) คุณต้องทําอย่างนี้ ๆ คุณจะเปิดห้างสรรพสินค้าต้องทําอย่างนี้ กฎหมายนี้ผมจะเสนอ ร่างกฎหมายนี้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมครับ เชิญต่อครับ
ด้านนิติวิทยาศาสตร์ คําว่า นิติวิทยาศาสตร์ มาจากนิติศาสตร์บวกวิทยาศาสตร์ เป็นนิติวิทยาศาสตร์ นิยามนี้หาที่ไหนไม่ได้ ผมคิดเองครับ แปลว่าการนําความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางคดี ประกอบด้วยพิสูจน์หลักฐานกับนิติเวช สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นต้นแบบครับ ปัจจุบันนิติเวชอยู่กับโรงพยาบาลตํารวจ อยู่กับสํานักงานแพทย์ใหญ่ ให้บริการทั่วราชอาณาจักร ศพที่จังหวัดเชียงใหม่ใส่รถมาผ่าที่กรุงเทพฯ ผู้กํากับปลวกแดง ถูกยิงที่ปลวกแดง จังหวัดระยอง มาเข้าคิวผ่าอยู่ที่โรงพยาบาลตํารวจ ญาติพี่น้องต้องมารอ รับศพอย่างกับแห่ผ้าป่า แห่กฐิน ต่อไปนี้เราจะปฏิรูปด้วยการสร้างเน็ตเวิร์ก (Network) ครับ โรงพยาบาลศูนย์ตามต่างจังหวัดเราจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์เชียงใหม่ ศูนย์ มอ. ศูนย์ขอนแก่น ศูนย์โคราช ศูนย์สุราษฎร์ธานี ต้องเข้ามาเป็นเน็ตเวิร์ก (Network) สามารถ พิสูจน์ศพ ตรวจทางนิติเวชได้มาตรฐานเดียวกันครับ ขณะนี้เราทําแล้วในกรุงเทพฯ จุฬารับโซน ทางด้านโน้นไป รามารับโซนตรงนี้ ศิริราชรับฝั่งธน อย่างนี้เป็นต้นครับ ด้านพิสูจน์หลักฐาน เราก็จะเพิ่มศักยภาพให้ครอบคลุมพื้นที่ ทั้งคุณภาพและปริมาณ ขณะนี้ทําไประดับหนึ่งแล้ว ผมเชิญแพทย์ใหญ่ ผมเชิญ พลตํารวจตรี นายแพทย์พรชัย สุธีรกุล ผู้บังคับการสํานักงาน นิติวิทยาศาสตร์ นิติเวช โรงพยาบาลตํารวจ มาเป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปตํารวจของผม อยู่ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงครับ จะเดินหน้าปฏิรูปตํารวจในยุคนี้ ให้ได้ครับ แม้ว่าจะแลกด้วยชีวิต ขอบคุณครับ
เชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไปครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกลําดับที่ ๐๙๒ กระผมได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้รับผิดชอบในการนําเสนอ เรื่องของแผนการปฏิรูปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานในองค์กรกระบวนการยุติธรรม ซึ่งการปฏิรูปการดําเนินงานในส่วนนี้ได้แบ่งออกเป็น ๖ ส่วน ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกหน่วยงานนั้น มีความจําเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูป แต่อย่างที่ท่านประธานวิรัชท่านได้นําเสนอเบื้องต้นว่า ตรงนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นนโยบายที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีท่านได้เกริ่นว่าถ้ามีการปรับ ในเรื่องของการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะนํามาควบคุมตัวผู้ต้องหา หรือจําเลย หรือผู้ต้องขัง ในการที่จะเป็นการอํานวยความสะดวกด้วยก็จะเป็นการเหมาะสมในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้กฎหมายก็ได้ผ่านขั้นตอนของทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วก็อยู่ระหว่างการนําขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ต่อไป นั่นก็คือเรื่องการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุมตัว หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า อิเล็กทรอนิกส์มอนิทอริง (Electronics Monitoring) ซึ่งตัวย่อก็คืออีเอ็ม (EM) ซึ่งต่อจากนี้ไป ผมขออนุญาตใช้ตัวสั้น ๆ ก็คืออีเอ็ม (EM) นะครับ ก็จะกล่าวเฉพาะในเรื่องของอีเอ็ม (EM) ซึ่งแยกออกได้เป็น ๖ ส่วนในการศึกษามานะครับ ส่วนแรก ก็คือเรื่องประเด็นการปฏิรูป ส่วนที่ ๒ เรื่องสภาพปัญหา ส่วนที่ ๓ ก็เรื่องแนวทางการแก้ไข ส่วนที่ ๔ เรื่องกําหนดเวลา การปฏิรูป ส่วนที่ ๕ แหล่งที่มาของงบประมาณ ส่วนที่ ๖ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็จะขออนุญาต ไปไวสักนิดนะครับตามที่ท่านประธานได้ให้เวลาสําหรับส่วนที่เหลือว่าไม่เกิน ๓ โมง เรื่องของ ประเด็นการปฏิรูปก็เนื่องจากว่ามีปัญหาในหลายองค์กรในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเกิดปัญหาที่จะต้องมีการปฏิรูปเร่งด่วนร่วมกันก็คือเรื่องของ การที่จะดูแลผู้ต้องหาหรือว่าจําเลยนะครับว่าจะดําเนินการอย่างไร เพราะขณะนี้มีปัญหา เรื่องคนล้นคุก แล้วก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาเรื่องการเข้าถึงอะไรต่าง ๆ ตรงนี้ก็เป็นปัญหา ฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาร่วมกันในการที่จะต้องแก้ไข จึงได้มีความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ เร่งด่วนในการที่จะต้องดําเนินการในเบื้องแรกนะครับ แล้วก็กําหนดเวลาไว้เป็นขั้นเป็นตอน
ประเด็นต่อไปก็คือเรื่องของสภาพปัญหา สภาพปัญหานะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากว่าขณะนี้ปัญหาก็คือมีความเหลื่อมล้ําในสังคมเรื่องปัญหาคนยากจนในการที่จะ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ตรงนี้ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นปัญหา เหล่านี้จึงได้มีการรวบรวมแล้วก็นําเสนอผ่านทางหลาย ๆ หน่วยงาน ซึ่งทางคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ได้เชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมให้ข้อมูล แล้วก็ได้รับข้อมูล อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะปรับในเรื่องนี้ ที่จะปฏิรูปในเรื่องนี้ ซึ่งปัจจุบันนี้ ได้มีการแก้ไขกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็กฎหมายนั้นแก้ไขในเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือว่าจําเลยนั้นมีอิสระในการที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ แล้วก็โอกาส ที่จะได้รับการถ่ายทอดในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่ถูกต้องในระหว่างการถูกจองจํานั้น ก็จะได้น้อยลง
แนวทางการแก้ไขครับ ต่อไปเป็นแนวทางการแก้ไข แนวทางการแก้ไขนั้น ก็ได้มีการเสนอว่าควรที่จะมีการปรับเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโทษ วิธีการเพื่อความปลอดภัย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโทษ วิธีการเพื่อความปลอดภัย ในส่วนของโทษเพื่อที่จะ แก้ไขในเรื่องของโทษว่ามีความเหมาะสมประการใด รวมไปถึงเรื่องค่าปรับด้วย ซึ่งโทษ ในประมวลกฎหมายอาญามีด้วยกันทั้งหมด ๕ ขั้นตอน ตั้งแต่ประหารชีวิต จําคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน อันนั้นก็มีการพิจารณาในเรื่องเหล่านี้เป็นขั้นเป็นตอนไป
แก้ไขส่วนต่อไปก็คือเรื่องการแก้ไขตัวพระราชบัญญัติ ต้องขออภัยด้วยนะครับ ถ้าเขียนเต็มนั้นในตัวเอกสารที่เป็นช่องที่อยู่ในกรอบเรื่องแนวทางการแก้ไขจะเขียนว่า พระราชบัญญัติคุมประพฤติ ชื่อเต็มคือพระราชบัญญัติวิธีดําเนินการควบคุมความประพฤติ ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๒๒ อันนี้ก็จะมีการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้อง แล้วก็ให้ ทางเจ้าพนักงานที่มีอํานาจในการสั่งปล่อยตัวชั่วคราวรวมถึงศาลในการที่จะไปวางกฎเกณฑ์ วางข้อกําหนด วางหลักการ วิธีการต่าง ๆ
ต่อไปเรื่องของการแก้ไขอีกส่วนหนึ่ง ในสุดท้ายของการแก้ไขคือจะจัด ให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามีความเหมาะสมในการที่จะ กําหนดโทษประเภทใดบ้าง หรืออัตราโทษมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เรื่องคุณลักษณะของผู้ที่จะ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีการควบคุมจากเครื่องอีเอ็ม (EM) นะครับ
ต่อไปเรื่องของกําหนดเวลาการปฏิรูป แบ่งไว้เป็น ๓ ส่วนครับ คือระยะที่ ๑ ๖ เดือน ระยะที่ ๒ ๑๒ เดือน ระยะที่ ๓ ๑๘ เดือน ซึ่งก็สอดคล้องกับระยะเวลาที่เหลือ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับว่าตรงนั้นแบ่งเป็น ๓ ส่วน ก็มีเวลาในการที่จะ ทดสอบในเบื้องต้น ช่วงกลาง แล้วก็ช่วงปลาย ในการที่จะปรับปรุงเงื่อนไข ระเบียบต่าง ๆ หรือกติกาต่าง ๆ เพื่อให้มีความชัดเจน รัดกุม แล้วก็เหมาะสมยิ่งขึ้น
ต่อไปเป็นเรื่องแหล่งที่มาของงบประมาณ เรื่องแหล่งที่มาของงบประมาณ ก็กําหนดไว้เป็น ๔ ส่วน ก็คืองบประมาณแผ่นดิน งบประมาณแผ่นดินก็เป็นการจัดเก็บจาก ภาษีของประชาชนที่มีภาระที่จะต้องชําระภาษีนะครับ อันนั้นก็เป็นเงินงบประมาณที่ทาง ฝ่ายบริหารจะเป็นผู้จัดเก็บแล้วรวบรวมมาจัดทําเป็นงบประมาณ ๒. ก็คือกองทุนยุติธรรม ๓. ก็คือกองทุนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของสํานักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ๔. เงินอุดหนุนกิจการเฉพาะหรือเอียร์มาร์กบัดเจต (Earmarked budget)
ต่อไปสุดท้ายครับลําดับที่ ๖ ก็คือเรื่องของหน่วยงานที่จะรับผิดชอบ ซึ่งได้ กําหนดในเบื้องต้นแล้วก็ได้รวบรวมไว้ก็คือ ๑. สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ๒. กรมสอบสวนคดี พิเศษ ๓. สํานักงานอัยการสูงสุด ๔. สํานักงานศาลยุติธรรม ๕. กรมคุมประพฤติ ๖. กรมพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน ๗. กรมราชทัณฑ์ ๘. สํานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งดูแล กองทุนยุติธรรม ๙. สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ๑๐. กระทรวงการคลัง ๑๑. กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม ทั้งหมดก็เป็นสรุปย่อ ๆ ก็ขออนุญาตจบเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณทุกท่านครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไปครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขอเรียนชี้แจง สรุปแผนการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชน คณะกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็ได้ศึกษาแล้วก็ในเบื้องต้นพบว่า เรื่องเร่งด่วนที่จําเป็นจะต้องช่วยเหลือประชาชนที่เรียกว่าชาวบ้านซึ่งไม่มีเงินทองพอ ในการที่จะไปจ้างบุคลากรสําคัญในกระบวนการยุติธรรมคือทนายได้ ก็ได้พบว่ามีประเด็น ที่ต้องรีบดําเนินการปฏิรูปเร่งด่วน ก็คือว่าปฏิรูประบบทนายอาสาและทนายขอแรง รวมทั้งที่ปรึกษากฎหมายในคดีเด็กและเยาวชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอํานวยความยุติธรรม ให้บริการแก่ประชาชนในกระบวนการยุติธรรมนะครับ
สภาพปัญหา ทนายความถือว่ามีส่วนสําคัญ ท่านคงทราบดีเกี่ยวกับ กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ํา กลางน้ํา หรือปลายน้ํา ทนายความจะเป็นบุคลากร เข้าไปเกี่ยวข้องตลอดเส้นทางของกระบวนการยุติธรรม สภาพปัญหาที่เจอก็คือว่าพระราชบัญญัติ ทนายความได้ใช้บังคับมานานมากแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ ก็ยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้เหมาะสม กับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ก็จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงหรือพิจารณาทบทวนว่าในส่วน ที่กําหนดบทบาทและหน้าที่ของที่ปรึกษากฎหมายและทนายความนั้นปัจจุบันสามารถ รองรับต่อความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ และสภาพปัญหาที่สําคัญนอกจาก ขาดแคลนทนายอาสา ทนายขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายในคดีเด็กและเยาวชน แล้วปรากฏว่า ที่ขาดแคลนที่มีจํานวนน้อยนั้นก็ปรากฏว่าความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ในการว่าความ หรือการให้คําแนะนําทางกฎหมายแก่ประชาชนก็ยังไม่เพียงพอนะครับ จากสภาพปัญหาข้างต้น การที่จะปรับปรุง ๑. จะเพิ่มจํานวนทนายอาสา ทนายขอแรง และปรึกษากฎหมายในคดีเด็ก และเยาวชน รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพนั้น ก็จะต้องเข้าไปศึกษาตัวกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ต้อง มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติทนายความเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น
แนวทางในการแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาเบื้องต้นเห็นควรว่า ๑. จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ เกี่ยวกับการจดทะเบียน ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย การจดทะเบียนสํานักงานทนายความและสํานักงาน ที่ปรึกษากฎหมาย ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงแผนการฝึกอบรมและการกําหนดหลักสูตร ในการอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถ ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานของทนายความ ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม แนวทางแก้ไขที่ ๒ อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญนะครับ จะให้ทนายอาสา ทนายขอแรง ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องค่าตอบแทน ก็จะต้อง มีการทบทวนระเบียบที่เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนของทนายอาสา ทนายขอแรง และปรึกษา กฎหมายในคดีเด็กและเยาวชน ให้มีความเพียงพอต่อการดํารงชีพและมีความเหมาะสม ในการปฏิบัติงาน แนวทางแก้ไขที่ ๓ ทบทวน พัฒนา แล้วก็ปรับปรุงแผนหลักสูตรการฝึกอบรม ให้ทนายความมีความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานแล้วก็มีคุณภาพในการปฏิบัติงาน คณะกรรมาธิการจึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการอํานวยความยุติธรรมเพื่อประชาชนขึ้น กระผมขอจบการชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาที โดยท่านแรก พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เชิญครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายแผนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมใน ๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก ในเรื่องของการปรับโครงสร้าง ประเด็นที่ ๒ เรื่องการถ่ายโอนกิจการ และ ประเด็นที่ ๓ เรื่องการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม ดังนี้ครับ
ในเรื่องแรก การปรับโครงสร้างของตํารวจนะครับ ก็ในการนําเสนอของท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ครั้งนี้ผมถือว่าเป็นการปฏิรูปโครงสร้างของตํารวจ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แล้วก็เป็นการปฏิรูปเรียกว่าเกาหรือแก้ไขปัญหาในการแก้ไข ปัญหาถูกจุด แล้วก็ถูกที่คัน แล้วก็แก้ในจุดอ่อนได้นะครับ ขอเรียนว่านครสวรรค์โมเดล ที่ดูเมื่อสักครู่นั้นเป็นการปฏิรูปจัดโครงสร้างตํารวจในระดับสถานีตํารวจ ก็คือว่า ในระดับสถานีตํารวจนั้นให้ทํางานเป็นทีม รับแจ้งความและบริการประชาชน รวมทั้ง สืบสวน สอบสวน ติดตามจับกุมคนร้าย
ส่วนที่ ๒ คือการปฏิรูปวิธีการทํางานของตํารวจ จากเดิมต่างคนต่างทํา แบบแยกเป็นส่วน ๆ แล้วก็ไม่ได้ประสานงานกัน เปลี่ยนใหม่เป็นการทํางานแบบบูรณาการ ครบกระบวนการแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) หรือให้บริการเสร็จสิ้น ณ จุดจุดเดียว และประชาชนไม่ต้องเดือดร้อน ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ตํารวจหลาย ๆ คนฟัง เดี๋ยวไปเล่าให้ฝ่ายสอบสวนฟัง เดี๋ยวไปเล่าให้ฝ่ายสืบสวนฟังซ้ํา ๆ ประชาชนก็เบื่อ แล้วก็ เสียเวลาด้วย แต่ครั้งนี้ของใหม่นี้เล่าครั้งเดียว พูดครั้งเดียว ตํารวจทีมเดียวกันนั้นดําเนินการ ตั้งแต่รับแจ้งความ ทําการสอบสวนปากคํา สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามจับกุม คนร้าย แล้วถ้ามีทรัพย์หายก็ติดตามทรัพย์ให้ผู้เสียหายคืนได้โดยคณะทํางานทีมเดียวกัน ตรงนี้ละครับจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างตํารวจและวิธีการทํางานของตํารวจที่ประชาชน ได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์ และสังคมมีความสงบสุขครับ
ในเรื่องที่ ๒ ผมขอเสนอความเห็นนะครับ ในเรื่องของการถ่ายโอนกิจการ ตํารวจที่จะไปให้หน่วยงานอื่นทํา หน่วยงานแรกคือตํารวจท่องเที่ยว อยากจะเรียนให้ทราบว่า ตํารวจท่องเที่ยวนั้นมีหน้าที่ทั้งในเรื่องของการให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วก็อํานวย ความสะดวก ดูแลความปลอดภัย ถ้านักท่องเที่ยวเกิดสินทรัพย์หายหรือถูกประทุษร้าย บอกว่าถ้าโอนไปกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใครล่ะครับจะเป็นคนรับแจ้งความ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีอํานาจในการสอบสวนหรือเปล่าครับ และในการที่จะให้ นักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทย นักท่องเที่ยวต้องมีความรู้สึกว่ามาแล้วปลอดภัย มาแล้ว ไม่ถูกหลอก ไม่ถูกฉ้อโกง เพราะฉะนั้นในการที่ใครก็ตามขายสินค้าหลอกลวงให้กับ นักท่องเที่ยว คนที่จะมีศักยภาพในการสืบสวนติดตามจับกุมก็คือตํารวจครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ไปถามกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อนนะครับว่าเขาพร้อมที่จะทําหรือเปล่า แล้วเขาทําแล้วประสิทธิภาพดีเท่าตํารวจหรือเปล่านะครับ
หน่วยงานที่ ๒ ตํารวจทางหลวง บอกว่าจะโอนไปกระทรวงคมนาคม ผมอยากจะกราบเรียนทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ แล้วก็ทุกท่านที่ฟังอยู่ด้วย ชมอยู่ด้วยนะครับว่า ผมอดีตผู้การทางหลวง ทราบดีครับว่าภารกิจทางหลวงมีอะไรบ้าง ภารกิจที่คนอื่นทําไม่ได้ ใครก็ทําไม่ได้ครับ ถ้าโอนไปกระทรวงคมนาคมอยากถามว่าแขวงการทางหรือเจ้าหน้าที่ ขนส่งทําภารกิจถวายความปลอดภัยได้ไหมครับ ภารกิจนี้ผิดพลาดไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากจะบอกว่าถ้าจะโอนไปคิดให้ดีก่อนว่าจะมีหน่วยงานไหนมาทําหน้าที่นี้ได้ และท่านทราบไหมครับว่าคดีอาชญากรรมทุกประเภท คดีรุนแรงทุกชนิดใช้ทางหลวง ทั้งหมดครับ ไม่ว่าขนยาเสพติด ไม่ว่าค้ามนุษย์ ขนของเถื่อน หรืออาชญากรรมทุกประเภท ใช้ทางหลวงหมดครับ ถ้าคนที่ทําหน้าที่อยู่บนทางหลวงไม่ได้คอยสอดส่องดูแลใช้ปฏิภาณ ไหวพริบที่จะสกัดจับด้วย กลุ่มบุคคลเหล่านี้ไม่กลัวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาเสพติด แล้วท่านทราบไหมครับว่า ขอต่อนะครับเพราะว่าเรื่องสําคัญครับ ตํารวจ
ขอกระชับนิดหนึ่งครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ตํารวจทางหลวงนี่นะครับ ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ทางหลวง ตอนนี้แขวงการทางเขาสร้างตาชั่งไว้ทั่วประเทศเลยนะครับ สมัยผมเป็น ผู้บังคับการกองบังคับการตํารวจทางหลวงบอกว่าทางอธิบดีแขวงการทางบอกว่ารถไม่เข้า ตาชั่งครับ เจ้าหน้าที่แขวงการทางไปโบกก็ไม่เข้าครับ ต้องขอให้ตํารวจทางหลวงไปยืนโบกครับ อันนี้ข้อเท็จจริงทุกท่านคงทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะโอนไปก็คิดให้ดีก่อนแล้วกันนะครับ ว่าแขวงการทางหรือว่ากรมทางหลวงนั้นเขาพร้อมรับหรือเปล่า แล้วทําได้หรือเปล่า
อันที่ ๓ ตํารวจรถไฟ อยากเรียนถามว่าถ้าให้เจ้าหน้าที่รถไฟไปเดินตรวจ รถไฟ คนร้ายกลัวไหมครับ ยาเสพติด หรือของคล้าย ๆ กับตํารวจทางหลวงเมื่อสักครู่นี้ครับ อาชญากรรมทุกประเภทก็มาบนรถไฟครับ ในอนาคต ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ใช้รถไฟ ประสานถึงกันหมด ยิ่งมาตามรถไฟมากเลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้อีกเช่นเดียวกันครับ
อันที่ ๔ ตม. ครับ บอกว่าจะให้โอนไปกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม หรือกระทรวงการต่างประเทศ อยากจะเรียนบอกท่านนะครับว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้การจับคนร้าย วางระเบิดที่ราชประสงค์ที่จับได้รวดเร็วทันทีเพราะ ตม. คือตํารวจไทยครับ และ ตม. ไทย ประสานกับ ตม. ประเทศรอบบ้านสกัดจับได้ทันทีครับ และหลายคดีครับแม้กระทั่งคดียูฟัน ผมจับคนร้ายในขณะที่กําลังจะข้ามแดนไปต่างประเทศกําลังขึ้นเครื่องบินก็เพราะเป็น ตม. ครับ เราประสานกัน ยกหูโทรศัพท์กัน บางทีไลน์ (Line) ถึงกันก็จับได้แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ขอเรียนนะครับว่าต้องดูศักยภาพและดูความมั่นคงของประเทศด้วยครับ
อันที่ ๕ กิจการด้านป้องกันและปราบปรามการกระทําผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค ให้โอนจากกองปราบไปอยู่สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค ขอเรียนนะครับ คดีล่าสุดคดี ยูฟันที่ผมจับกุมได้ผู้ต้องหา ๑๖๔ คน ยึดทรัพย์ ๘๕๐ ล้านบาท ในเวลาอันสั้น ตรงนี้ก็เป็น เพราะว่าสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคเขาไม่สามารถกระทําได้ จึงต้องมาขอให้ตํารวจทํา และตํารวจทําใช้เวลาสั้น ๆ สามารถสอบสวนพยานได้ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ปาก ผู้ต้องหา ออกหมายจับได้ ๑๖๔ คน ยึดทรัพย์ได้ถึง ๘๕๐ ล้านบาท โดยใช้ศักยภาพเครือข่าย ตํารวจทั้งประเทศทําพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ถ้าบอกว่าเป็นสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคทํา คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องดูศักยภาพด้วยนะครับว่าโอนอะไรไปแล้วนี่ใครได้ ประโยชน์ ตํารวจพร้อมให้โอนครับ แต่โอนแล้วขอให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ก็แล้วกันนะครับ อยากจะฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้อีก ๒ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือความไม่ชัดเจน
ท่านต้องสรุปแล้วนะครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : สรุปเลยครับ ความไม่ชัดเจนมี ๒ เรื่อง ในเรื่องของการสอบสวนระหว่างตํารวจเป็นพนักงานสอบสวนกับดีเอสไอ (DSI) ขอให้ชัดเจน ตํารวจสอบสวนพอจับกุมแล้วต้องส่งให้ดีเอสไอ (DSI) เกิดดีเอสไอ (DSI) ทําไม่ได้ หรือศักยภาพไม่พอ หรือทําแล้วสํานวนคดีผู้ต้องหาหลุด ผู้ต้องหามาฟ้องกลับตํารวจ ตรงนี้ จะเป็นปัญหา และทุกวันนี้เป็นอุปสรรคครับ ตํารวจไม่ทํางานเพราะบอกว่าเดี๋ยวทํางาน แล้วก็ต้องไปส่งให้ดีเอสไอ (DSI) ก็เลยไม่ทํา จึงเกิดผลเสียกับประชาชน อยากให้มีความชัดเจนว่า คดีอะไรก็ตามถ้าตํารวจสืบสวนแล้วจับกุมคนร้ายได้ให้ทําต่อไป ถ้ายังจับกุมไม่ได้ ถ้าดีเอสไอ (DSI) ขอให้ส่งดีเอสไอ (DSI) ไปให้เกิดความชัดเจนครับ ประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ความไม่ชัดเจนระหว่าง การตีความว่าคดีไหนเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ คดีไหนไม่เป็น เป็นความผิดในราชอาณาจักร คดีไหนในอํานาจการสอบสวนของอัยการ คดีไหนอํานาจการสอบสวนของตํารวจ ตรงนี้ มีความละเอียดอ่อนครับ แล้วก็เป็นเหตุให้ผู้ต้องหานั้นพ้นผิดได้โดยอ้างอํานาจการสอบสวน แล้วก็ไม่ชัดเจนอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ตีความ ๒ ประเด็นนี้ให้ชัดเจน
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของการควบคุมในระหว่างการสอบสวน ก็ขอให้แต่เดิม ๔๘ ชั่วโมง อยากให้แบ่งให้ชัดเจนว่าคดีเล็ก ๆ ศาลแขวง ๔๘ ชั่วโมงเหมาะสม แต่ถ้าเป็นคดี ใหญ่ ๆ ที่มีอัตราโทษสูงควรจะเพิ่มจาก ๔๘ ชั่วโมงมากกว่า อาจจะเป็น ๗๒ ชั่วโมง เหมือนเดิม เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะจากประสบการณ์ครับ จับกุมผู้ต้องหาคดีใหญ่ได้ ผมทํา การสอบสวนกันทั้งวันทั้งคืน ๒ วัน ๒ คืนไม่พอ ไม่ทันครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอเรียน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน แล้วก็ความสงบสุขของคนไทยทั้งประเทศครับ ขอขอบคุณครับ
เป็นประโยชน์มากนะครับ เชิญท่านทูตกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับตํารวจหรือเรื่องกิจการศาลเท่าไร แต่ว่า ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาต้องถือว่าผมเป็นลูกค้าแล้วก็ผู้ใช้บริการที่มากที่สุดคนหนึ่ง อีกทั้ง ครอบครัวทางภรรยาของผมก็เป็นนายพลตํารวจหลายคน คุณปู่ของภรรยาผมเป็นอธิบดี กรมตํารวจสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะฉะนั้นในทางส่วนตัวกลิ่นไอของกระบวนการ ยุติธรรมแล้วก็ความเป็นไปในสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็พอจะมีความไม่รู้สึกร้อนหนาวด้วย แล้วก็เป็นห่วง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีบทความของคุณเปลว สีเงิน ลงในไทยโพสต์ ในทํานอง ที่ว่าประเทศไทยเป็นรัฐตํารวจอีกหรือเปล่า เพราะว่ามีนายตํารวจไปอยู่ที่หน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ดีเอสไอ (DSI) อัยการ ป.ป.ช. ปปง. แสดงว่าตํารวจต้องมีบุคลากรยอดเยี่ยม ถึงส่งไปอยู่ที่หน่วยงานอื่น ๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกันประชาชนก็ออกมาร้องเรียนว่าต้องปฏิรูปตํารวจ เป็นการสําคัญ ผมก็เลยไม่เข้าใจว่าทําไมตํารวจเก่ง ๆ ไปอยู่ข้างนอกสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วทําไมต้องปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น คราวนี้ก็มาดูเอกสาร แผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศทางด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ผมเห็นด้วย ๔-๕ ประเด็นด้วยกันครับ
๑. คือโอนภารกิจที่ไม่ใช่งานของตํารวจโดยตรงกลับไปที่กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย รวมทั้งปราบปรามยาเสพติดด้วยนะครับ เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ส. ส่วนจะโอนไป ทั้งหมดหรือไม่ก็ยังต้องเถียงกันได้ไม่เป็นไร ผมอาจจะมีความเห็นต่างนิดหน่อยกับทาง ท่านกรรมาธิการที่อยู่บนบัลลังก์
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ การที่จะมีระบบทนายอาสาให้ ผมก็เห็นด้วย การที่จะปฏิรูปโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน ไม่ให้เป็นโรงเรียนทหาร ผมก็เห็นด้วยนะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีประเด็นดี ๆ หลายอัน ที่ผมเห็นด้วย แต่ว่าผมค่อนข้างจะแปลกใจที่มีตกหล่นหลาย ๆ ประเด็นด้วยกัน เช่นความล่าช้า ของกระบวนการยุติธรรม แล้วทําไมกระบวนการยุติธรรมของเราปล่อยให้คดีต้องไปถึง ศาลฎีกากันเยอะแยะไปหมดเลย แล้วทําไมผู้ที่อยู่ต่างประเทศถูกคดีกระบวนการยุติธรรม ดําเนินการไม่ได้ แต่ผู้ที่อยู่ต่างประเทศตั้งข้อหาให้กับคนที่อยู่ในเมืองไทยแล้วไม่หนี กระบวนการยุติธรรมได้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญเพราะว่าไม่ทัดเทียมกัน ผมฟ้องร้อง ผู้ที่อยู่ต่างประเทศไม่ได้ ผู้ที่อยู่ต่างประเทศฟ้องผมหลายคดีเรื่องหมิ่นประมาทอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วหลาย ๆ คนก็ประสบกันอย่างนี้อยู่ด้วย แล้วก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อไปอยู่ ต่างประเทศศาลไปไม่ถึงคดีความก็หมดอายุก็เกิดความไม่ยุติธรรม แล้วประเทศชาติ ภาษีของราษฎรก็เสียหาย
แล้วอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าระบบการตั้งข้อกล่าวหาก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมกับ ผู้ถูกกล่าวหา เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ตํารวจไปถึงสํานักงานอัยการสูงสุดเขาตั้ง ข้อหาอะไรก็ได้มากมายมหาศาลเกินความจริง ผู้ถูกกล่าวหาก็มิได้มีโอกาสที่จะชี้แจงตั้งแต่ เบื้องต้นว่าทั้งหมดไม่ใช่ แต่ทุกอย่างก็บอกถ้าอย่างนั้นไปชี้แจงเอาที่ศาล แล้วถ้าเผื่อเป็น คนยากคนจนต้องวางประกัน ไปต่างประเทศต้องขออนุญาตก็ต้องวางประกันอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นภาระต่อคนยากคนจน อาจจะมีความบริสุทธิ์ หรือว่าจะทําผิดกฎหมายก็เพียง นิดหน่อย ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าจะได้มีการทบทวนกระบวนการยุติธรรมแล้วก็ การวิ่งเต้นว่าอย่างไร การได้รับการปฏิบัติจากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ทัดเทียมกันของ ผู้มีอํานาจ ผู้มีอันจะกิน กับผู้ที่ยากไร้ จะทําอย่างไร ผมก็อยากจะฝากประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ไว้ให้คณะกรรมาธิการได้ช่วยกรุณาพิจารณาในรายละเอียดด้วย แล้วผมก็มีข้อเสนอ ๒-๓ อัน ด้วยกัน ๑. ผมคิดว่าอยากจะยุบโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพรานครับ ตราบใดที่ยังเป็น โรงเรียนเหมือนโรงเรียน จปร. โรงเรียนนายเรือ หรือว่าโรงเรียนนายเรืออากาศ ให้เป็น โรงเรียนที่จะฝึกอบรมตํารวจให้เป็นตํารวจอาชีพแท้ ๆ ที่อังกฤษเขาก็สกอตแลนด์ยาร์ด (Scotland Yard) จบมหาวิทยาลัยมาก็ทํา ๒ ปี ฝึกแค่นั้นก็พอ ตามวิชาชีพ จะสืบสวน สอบสวนเรื่องนิติเวชอะไรต่าง ๆ แต่ว่าไม่ต้องเรียน ๕ ปี แล้วก็เดินขบวนถือปืนอะไรต่าง ๆ เสมือนว่าเป็นโรงเรียนนายทหารอีกอันหนึ่งนะครับ อันนี้ก็อยากจะให้เป็นไปอย่างนั้น
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้พูดกันเลยก็คือว่าไหน ๆ จะโอนกิจการไปให้ หน่วยงานอื่น ๆ ที่มาฝากงานไว้กับตํารวจ ผมก็อยากจะให้โอนงานโรงพักไปให้ท้องถิ่น แล้วก็เอา ตชด. ผมก็อยากจะเสนอให้มีการตั้งทบวงกิจการชายแดนรวมทั้งตํารวจ ตม. แล้วก็ศุลกากร แล้วอาจจะอยู่ในกํากับหรือว่าเป็นกระทรวงหนึ่งที่อยู่ในขอบอํานาจ ของกระทรวงกลาโหมถ้าเผื่อจะมองในแง่ของความมั่นคงด้วย ก็จะทําให้การทํางานของ ชายแดนมีความกระชับ อันนี้รวมทั้งตํารวจน้ําด้วยนะครับ แล้วอันที่ ๒ ก็คือเราก็จะได้ สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศไทยเรื่องของการโอนอํานาจไปให้ท้องถิ่นให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ และเมื่อไปอยู่ที่ท้องถิ่นก็จะมีสภาประชาชนของจังหวัดนั้น ๆ ว่าด้วยกิจการ ความมั่นคงและตํารวจ ประชาชนเขาจะได้เข้ามาติดตามแล้วก็ตรวจสอบได้ เวลาไม่มาก ผมขอเสนอประเด็นหลัก ๆ แค่นี้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านอดีต ส.ส. วิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข และอีกท่านหนึ่งเป็นท่านสุดท้ายคือ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก เชิญท่านวิทยาครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอหลายประการของ คณะกรรมาธิการนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มต้นตั้งแต่การปรับประสิทธิภาพในการทํางาน ของฝ่ายพนักงานสอบสวน ซึ่งพูดแล้วก็เป็นเรื่องจริงที่ตํารวจส่วนใหญ่ใคร ๆ ก็หนี ไม่อยากอยู่พนักงานสอบสวน แล้วผมอยากให้มองเลยไปสักนิดครับว่าช่วงหลังกําลังพล ของเราเริ่มจะร่อยหรอไปเต็มทีครับ กําลังพลที่ปฏิบัติการได้เป็นกําลังพลที่หมดสภาพเสียเยอะ แล้วนายตํารวจมือที่จะไปปฏิบัติการในทางปราบปรามได้เดี๋ยวนี้ก็เริ่มหลบหายหรือไม่ก็หมด ประสิทธิภาพในการปราบปราม เหลือแต่งานที่จะเชี่ยวชาญก็คือการเป็นผู้บังคับบัญชา คราวนี้สิ่งที่ท่านสะท้อนมาในเรื่องของการแทรกแซงหน่วยงานตํารวจ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่อง เกิดใหม่นะครับ ตํารวจมาจากกระทรวงมหาดไทย แต่เดิมนี่ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยประเทศนี้ครับ เวลาออกจากต่างจังหวัดใหญ่กว่านายกรัฐมนตรีครับ เพราะทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ตํารวจทั้งหมดแห่ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหมด ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีไปไหนหาคนตามยาก แต่ช่วงหลังพอตัดสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ออกมานะครับ ขยับปฏิรูปตํารวจครั้งใหญ่ก็คือทําให้ตํารวจใหญ่ขึ้น ขึ้นเป็นสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ ใกล้ ๆ ทบวงเข้าทุกทีแล้ว ผมกลัวอย่างเดียวปรับเที่ยวนี้จะกลายเป็นทบวง หรือกระทรวงแค่นั้นเอง แต่โดยความเป็นจริงหลังจากเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติท่านก็ ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีมากขึ้นครับ การปรับเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ถ้าผมจําไม่ผิด เป็นความดําริเริ่มจากกรมตํารวจเอง อยากเป็นอย่างนั้น เพราะคิดว่าถ้าอยู่กับนายกรัฐมนตรี น่าจะใหญ่กว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่มาวันนี้ถ้าคิดต่อไปครับว่าคนที่จะ ขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรตํารวจน่าจะเลือกกันเอง ผมรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ต้อง รับฟังครับ แต่การรับฟังทั้งหมดผมคิดว่าต้องดูตัวอย่างในกระบวนการยุติธรรม กระบวนการ ยุติธรรมทั้งหมดครับ วันนี้สถาบันที่ได้รับการเชื่อมั่นที่สุดต้องยอมรับท่านประธานกรรมาธิการครับ ศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมมีวัฒนธรรมของการสืบต่อเนื่องมายาวนานจนการเมืองวันหนึ่ง ก็เข้าแทรกไม่ได้ แม้กระทรวงยุติธรรมจะคุมศาลยุติธรรมมาก่อน แต่วันที่แยกศาลยุติธรรม ออกจากกระทรวงยุติธรรมแล้วความเป็นอิสระของกระทรวงยุติธรรมก็มีความหนักแน่น ยิ่งขึ้น ที่สําคัญครับ ในศาลยุติธรรม ปัจจุบันนี้ผมคิดว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง เป็นที่เชื่อถือได้แม้ภายหลังจะโดนวิพากษ์วิจารณ์บ้างในการจัดหลักสูตรศึกษาบางหลักสูตร ซึ่งทําให้นักวิ่งเต้น นักล็อบบียิสต์ (Lobbyist) เข้าไปแทรกอยู่กระบวนการ แต่ก็เป็นเรื่อง ที่ยังไม่กระเทือนองค์กรหลัก ฝ่ายการเมืองพยายามหลายครั้งครับ ที่บอกว่าศาลยุติธรรม ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เคยคิดจะแก้รัฐธรรมนูญให้ประธานศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกา มาจากการแต่งตั้งโดยสภา ดีครับ เรารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้แล้วก็จําเป็นต้องรักษาความเป็นเอกลักษณ์แล้วก็ วัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรราชการที่แข็งแรงที่สุดเข้มแข็งที่สุด ใครที่สอบเข้า ผู้พิพากษาได้วันนี้นับอายุได้ นับเลขที่ได้ เขาจะรู้ครับว่าถ้าเขาไม่พลาดระหว่างทางตําแหน่ง สุดท้ายในตําแหน่งราชการเป็นประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา แต่ตํารวจได้ที่ ๑ ไม่มีทางครับที่จะนับได้ และผมก็คิดว่าสิ่งที่สํานักงานตํารวจ กรมตํารวจเราเคยทําเรื่อง การกระจายอํานาจ ๑๐ กว่าปี ผมฟังในสภานี้ที่จะกระจายอํานาจโดยให้ผู้บัญชาการแต่ละ สํานักงานมีอํานาจในการแต่งตั้งโยกย้ายในกองบัญชาการของตัวเองเป็นตัวหนังสือ แล้วก็ ยังเป็นจนเดี๋ยวนี้ผ่านมา ๑๐ กว่าปี ทุกครั้งที่กองบัญชาการทุกบัญชาการจะโยกย้ายต้องรอ บัญชีจากส่วนกลางก่อน แม้นทําบัญชีไม่ได้นี่ทั่วประเทศไม่มีที่ไหนได้ย้ายหรอกครับ จะย้าย นายร้อย นายพันสักคนย้ายไม่ได้เพราะส่วนกลางยังไม่เสร็จ ส่งบัญชียังไม่เสร็จ ถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านเลือกตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมาแล้วถ้ากระจายอํานาจแล้วกระจายกันจริง ๆ ผมคิดว่าผู้บัญชาการทุกภาคเขาจะมีความสุขครับ วันนี้ที่ไม่มีความสุขเพราะเขียนเป็น กฎหมายแล้วทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นตํารวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทําเสียให้ได้ครับ ผมดีใจนะครับท่านอํานวยออกมาจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติแล้วท่านถึงกล้าพูดวันนี้มาก แล้วก็ท่านต้องเป็นหลักให้น้อง ๆ ที่อยู่ข้างในที่ประสบภาวะอึดอัด
เรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูดด้วยเห็นด้วยกับท่านครับ เรื่องการถ่ายโอน เรื่องไม่เป็นเรื่องของตํารวจด้วยความกังวลว่าคนอื่นทําไม่ได้ ๒ วันที่แล้วผมมีโอกาส ไปเยี่ยมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปเจอหน่วยอนุรักษ์ หน่วยอนุรักษ์ มีกองกําลังเป็น ๑๐๐ คน ติดอาวุธเอ็ม ๑๖ ปฏิบัติการร่วมกับทหารเข้าเคลียร์ (Clear) พื้นที่แต่ละพื้นที่ ก็ไม่น่าเป็นห่วงถ้าจะโอนตํารวจป่าไม้ไปอยู่ที่โน่นแล้วกลัวจะไม่มีกองกําลัง ผมเชื่อครับ เดี๋ยวนี้ถามท่านอธิบดีที่มาอยู่ในนี้ ปลัดกระทรวงที่อยู่ในนี้ได้ครับ กองกําลัง ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถเคลื่อนมากรุงเทพฯ ทีละ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน มาติดอยู่ในเขาดินหลายยุค มาซ่องสุมกําลังอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นกําลัง เวลาเดินหน้ามันใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นหน่วยงานบางหน่วยงานจะถ่ายโอนไปผมคิดว่า ถึงเวลาก็ต้องไปจราจรลองไปอยู่ กทม. ดูจะมีความสุขมากครับ มอเตอร์ไซค์จราจรทุกคัน ไม่ต้องซื้อเองสักคันมีมอเตอร์ไซค์ใหม่ฮาร์เลย์อย่างดีขี่หมด กรมทางหลวงเช่นเดียวกันครับ เดี๋ยวนี้รถของกรมทางหลวงทั้งหมดเอาไปใช้ แต่รถก็กลายเป็นรถญี่ปุ่นไม่ค่อยดี แต่ลองไปอยู่กับ กรมทางหลวงดูสิครับผมว่าได้ขี่บีเอ็มดับเบิลยู ขี่เบนซ์ กันเป็นแถวละครับ แล้วไม่ต้องกลัว เรื่องกําลังครับ เพราะว่าเขาไม่ได้ให้คุณไปเฉย ๆ ไปพร้อมกับอํานาจพร้อมกับกําลัง ที่มีทั้งหมด ตม. เช่นเดียวกัน ผมพูดนี่ไม่ได้ว่าเอาเรื่องตัวเองมาพูดนะครับ เป็น ส.ส. ใหม่ ๆ ไปต่างประเทศเข้าแถวเพราะไปกับทัวร์ (Tour) ไปไม่ถูกเข้าแถวแสตมป์ (Stamp) ตม. ผมเดินไป จะถึงหน้า ตม. แสตมป์ (Stamp) แล้ว เขาไว้หนวดเฟิ้มเลยมันปิดช่องปิด ผมต้องไปตั้งแถวใหม่ ตกเครื่อง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับรับแขกต่างประเทศทําไมต้องไว้หนวดเฟิ้มกันขนาดนั้น แล้วมีความสําคัญอะไรนักหนา หลายครั้งในสภานี้อภิปรายกันแล้วเคยโอนไปทีหนึ่งแล้ว ท่านอํานวยครับ ปฏิรูประบบราชการโอนไปแล้วผมถ้าจําไม่ผิด โอนไปกระทรวงการต่างประเทศ แต่ฝีมือท่าน ผบ. ตํารวจแน่ ไปล็อบบี (Lobby) วุฒิสมาชิกกลับไปอยู่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปตํารวจยากครับ ปฏิรูปดีไม่ดีท่านประธานครับ เราจะได้กระทรวงตํารวจกลับมา แล้ววันนี้ที่จริงคนพูดเรื่องปฏิรูปตํารวจเยอะครับ แล้วชาวบ้านก็ปฏิรูปนั่งข้างหลังผม นายทหารใหญ่ก็พูดว่าปฏิรูปแล้วจะให้ประชาชน รู้สึกอย่างไร เห็นหน้าตํารวจแล้วเห็นมิตรไม่ใช่กลัวตํารวจจะปล้น นี่คือหัวใจสําคัญ แต่วันนี้ผมคิดว่าสภาเราคงขับเคลื่อนเรื่องนี้ยาก ท่านนายกรัฐมนตรีพูดนะครับ ท่านยังต้อง ใช้ตํารวจขอไว้สักเดี๋ยวก่อน แต่ว่าผมอยากให้ตํารวจด้วยกันคุยกันเองนะครับ วันข้างหน้า หนีไม่พ้นหรอกครับ งานบางอย่างต้องถ่ายโอนเข้าไป งานบางอย่างยิ่งมากยิ่งเป็นภาระ ยิ่งเป็นภาระขบวนยิ่งยาว ขบวนยิ่งยาวอํานาจยิ่งเยอะ อํานาจยิ่งเยอะบารมียิ่งมาก บารมียิ่งมาก ตํารวจนานวันไปผมว่าเมื่อสะสางครั้งสุดท้ายจะมีหลายคนเดินเข้าแถวไปหา ท่านประธาน กรรมาธิการครับ
ขอบคุณมากครับ ก็ตํารวจปิดท้ายละครับทีนี้ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก เชิญครับ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานและผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๒๔ ความจริง ท่านประธานครับ และผู้ทรงเกียรติครับ ผมก็ไม่อยากจะพูด เพราะว่าถึงแม้ผมจะเกษียณแล้ว เป็นตํารวจถึงพูดแม้แต่ตะโกนก็ยังเสียงไม่ดังต่อประชาชน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านเพิ่งพูดจบว่ายังมีคนอยากจะพูดอีกเยอะ แต่ก็อาจจะไม่อยากพูด ขออนุญาตเอ่ยนามท่านกษิต ภิรมย์ ท่านพูด ท่านก็สายเลือดตํารวจนะครับ แต่สิ่งทั้งหลายทั้งมวล ที่พี่ ๆ ที่ท่านวรพงษ์พูด ท่านอํานวย นิ่มมะโน พูด เป็นเพื่อนผมนะครับ สิ่งเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ ต้องถามใจเธอดูก่อน ๒๐๐,๐๐๐ คนซึ่งเป็นกําลังมาก คือเป็นน้อง ชั้นประทวนตั้งแต่ ผบ.ตร. ถึงน้องคนสุดท้ายว่าเขาต้องการอะไรนั้น ผมว่าต้องถามนะครับ แล้วว่าจะเลี้ยงตํารวจเลี้ยงแบบบ๋อยหรือครับ หมายความว่าให้หากินเองข้างถนน ที่ถูกกล่าวหา ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาทถูกออกนะครับ เยอะแยะ ผมได้ยินเขาเสมอ เขาหัวเราะเยาะ เพื่อนผมเป็นนักธุรกิจเยอะว่าเลี้ยงตํารวจ เรืองศักดิ์เป็นรอง ผบ.ตร. เลี้ยงลูกน้องแบบบ๋อยหรือ ให้หากินเอง อย่างนี้อยู่จากค่าทิป (Tip) ค่าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งนี้ไม่ใช่นะครับ เราจะ ขอเป็นทางการในระบบงบประมาณก็บอกว่าตํารวจเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษหรือ กินอาหาร บริโภคอาหารวันละ ๔ มื้อหลังจากเที่ยงคืนแล้วยังจะขออีก ก็เราอดหลับอดนอน เสียแคลอรี่นะครับ สิ่งเหล่านี้มันยาก จะขออะไรสักชิ้นหนึ่งก็ขอยาก เพราะว่าเราเอา ๒๐๐,๐๐๐ คูณนะครับ แต่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ทํางานเพื่อให้ประชาชนชื่นใจ เป็นคําถามอยู่เสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ เมื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง จะปฏิวัติ ปฏิรูป รีฟอร์ม (Reform) คือทําให้ดีขึ้น ถามว่าทําอะไรให้ดีขึ้น ทําบ้านนี้ให้ดีขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีมาที่นี่วันนั้นพูดว่า คนยังเป็น ๒๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเป็นคนเดิม หัวใจยังเป็นเดิม ๆ ยังบอบช้ํา ยังไม่มีกําลังที่จะ ไปจูงคนอื่น อย่าว่าต้องอุ้มเลยครับ ที่อนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์ที่ขณะนี้อยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตํารวจ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านกษิต ภิรมย์ พูด หรือท่านอื่นพูดเกี่ยวกับเรื่องสถาบันตํารวจ จะยุบ จะโอน จะเปลี่ยน ไม่เป็นไรครับ ก็เป็นไปตามสภาพ แต่ผมจะบอกว่าสิ่งหนึ่งคือว่า ท่านลงทุนให้กับตํารวจรายบุคคลเท่าไร งบประมาณวันนี้มี ๙ ประเด็น ผมกราบขอบคุณ คณะกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจใน ๙ ประเด็นนั้นผมก็สนใจ แม้ว่าผมเป็นนักตํารวจกระดาษ คือชีวิตผมนี่จริง ๆ ไม่อยากเป็นตํารวจหรอก แต่ผมก็ต้องมาเกษียณในอาชีพของตํารวจ แล้วใน ๙ ข้อนั้นที่ผมดูแล้วนะครับ มีอยู่เบา ๆ อยู่ข้อหนึ่งเป็นงานนิ่ม ๆ คือระบบการสรรหา ตํารวจและระบบการฝึกอบรมนะครับ ตรงนี้ดูประหนึ่งว่าเป็นงานเบา ๆ งานกระดาษ แต่จริง ๆ เป็นเรื่องลึกและแหลมคมเพราะการที่จะเอาคนมาเป็นตํารวจ สู่วงจรตํารวจ จนกระทั่งเป็นตํารวจที่ดีของประชาชนอย่างไรนั้น ท่านทราบหรือไม่ว่าผมไปคล้าย ๆ กับว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย ไปรอบ ๆ บ้านเรานี่ ลาว เขมร พม่า งบประมาณในการฝึกอบรมท่านทราบไหมครับว่าถอยหลังไป ๕ ปี ประเทศไทย เป็นประเทศที่น้อยที่สุดในการสร้างปัญญาให้กับตํารวจไทย ซึ่งขณะที่คนร้ายอยู่ในอากาศ ไม่ใช่คนร้ายเดินดิน แล้วปืนที่เราใช้ยิงกับคนร้าย ปราบอริราชศัตรูนี่ซื้อเอง พวกผมตั้งแต่ พิมพ์ดีด เป็นตํารวจกระดาษ ปากกา พิมพ์ดีด โต๊ะที่ประชาชนมาแจ้งความโรงพักก็ต้อง ซื้อเองนะครับ เก้าอี้ที่เรานั่งรับแจ้งความก็ต้องซื้อเอง ท่านนายกรัฐมนตรีมาปุ๊บ ผมต้อง กราบขอบคุณ ฯพณฯ มาที่วันนั้นท่านนั่งตรงนั้น ท่านถามว่าจบมาแล้วทํางานต้องซื้อเอง ทุกอย่างมันจะพร้อมอย่างไรในหัวใจของตํารวจ พร้อมทั้งกาย พร้อมทั้งใจ โดยเฉพาะใจ ต้องพร้อมก่อน ท่านบอกว่าจะทําอะไรก็ตาม ผมกราบขอบคุณทุก ๆ ท่านที่บอกว่าต้องให้ ตํารวจมีเกียรติ เก็ตสมาร์ท (Get smart) ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ยืนอยู่ได้ด้วยชาติตระกูล ยืนอยู่ได้ในสถาบันตํารวจไทยที่เป็นสถาบันหนึ่งที่จรรโลงสังคมมาอยู่ จะเป็น ๔ เหล่าทัพ หรือไม่ ไม่ต้องพูดถึง แต่ว่าก็เป็นหน่วยงานหลักหนึ่งที่จรรโลงสังคมมาอยู่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตั้งแต่สมัย พระบรมไตรโลกนาถเรื่อยลําดับมา เพราะฉะนั้นมีรากเหง้า เป็นต้นไม้ที่มีรากแก้ว การที่ท่านจะเปลี่ยนแปลงอะไรดูเป็นสีสัน เป็นการเรียกคะแนน แต่ผมคิดสั้น ๆ ๓ ข้อว่า ต้องให้ตํารวจมีเกียรติ เก็ตสมาร์ท (Get smart) ผดุงเกียรติ ผดุงเกียรติอะไรต่าง ๆ มันต้องไป ผมเคยเพ้อฝันว่าสักวันหนึ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรผมอาจจะเสนอปรับ พ.ร.บ. เงินเดือนตํารวจ ซึ่งสมควรจะทําไว้เล่น ๆ แล้วมันทําได้ ที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงดีเอสไอ (DSI) แต่ละราย ๆ ทําไมเขาทําได้ หน่วยงานอื่นต้องทําได้ อย่าพูดว่าจํานวนมาก จํานวนมาก ไม่เกี่ยวถ้าทํานะครับ
ข้อที่ ๒ ถ้าท่านจะพูดเรื่องการลงโทษอย่างนั้นอย่างนี้ ผมขอให้ท่านพูด เรื่องเวลแฟร์ (Welfare) ด้วย สวัสดิการกับวินัย หรือว่าท่านจะตําหนิติเตียนอะไรท่านให้ อะไรตํารวจบ้าง ก็คือภาษาอังกฤษผมไม่อยากพูด เวลแฟร์ (Welfare) กับดิสซิพลิน (Discipline) หรือแอตแทรกต์ (Attract) ต้องไปด้วยกัน หมายถึงว่าท่านให้อะไรกับตํารวจบ้าง
ข้อที่ ๓ ก็คือว่าท่านจะปรับอะไรก็ตามเหมือนขบวนรถไฟครับ ท่านทํา ทั้งกระบวนการยุติธรรม ท่านถาม ผมเองจําได้หลาย ๆ คนการทํางานท่านก็ทําร่วม สหวิชาชีพใช้รถป่อเต็กตึ๊ง ให้รถมูลนิธิไปรับอัยการ ผมเคยทําแล้ว ผมเป็นร้อยเวร ผมเอารถป่อเต็กตึ๊ง รถมูลนิธิไปรับอัยการ รับแพทย์ คนทั้งโรงพักบอกว่าเราจะเพี้ยนไปหรืออย่างไร เขาไม่มากับเราหรอก ผมบอกว่าไม่มีรถ เราเป็นเด็กบ้านนอก ก็เอาสิ เมื่อกฎหมาย เป็นอย่างนี้ผมก็ไปรับ ต้องชันสูตรพลิกศพอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือถ่ายรูปเราก็อาศัยอย่างนี้ และทุกวันขณะนี้เด็ก ๆ ก็เดือดร้อน ตํารวจยังเดือดร้อนมาก เราจะปฏิรูปแล้วเราก็ ถูกกล่าวหาว่าโตแต่หัว ปฏิรูปนั่นละครับ ผมถึงย้อนประโยคแรกว่าถามใจเธอดูก่อน ๒๐๐,๐๐๐ คนอย่างนี้เขาต้องการอะไร เพราะฉะนั้นสรุปถ้าจะปรับ จะปรุง จะตัด จะโอน อะไรนี่ ย้อนไปดูทั้งกระบวนการเลยครับ ทั้งป่านี้เลยครับ ป่าแห่งกระบวนการยุติธรรม พี่น้องประชาชนจะได้ครับ ไม่ใช่เพียงจะปรับตํารวจอย่างเดียว ถ้ามาอยู่บ้านนี้ไม่มีสุข แค่ก้าวประตูออกไปอยู่บ้านอื่นถึงมีสุข ไปเก็ตสมาร์ท (Get smart) ใหญ่โตกันเยอะแยะ ทําไมบ้านนี้ไม่มีสุขหรือ ก็ต้องทําบ้านนี้ให้มีสุข ผมก็ขอกราบ ๓ ข้อที่ผมบอกเลยว่า ๑. ก็คือ ในส่วนของทําให้ตํารวจมีเกียรติ มีความพร้อมในการทํางานให้กับพี่น้องประชาชนและสังคม ข้อที่ ๒ ถ้าท่านจะคิดตําหนิติเตียนอะไรต่าง ๆ น้อมรับฟัง แต่ท่านต้องใจเป็นธรรมว่า ท่านได้ให้สวัสดิการอะไรกับตํารวจเหล่านี้บ้าง จะถึงขั้นลงโทษก็ตามยินดีลงโทษ แต่ท่านให้เวลแฟร์ (Welfare) หรือความสะดวกสบายหรือความสุข จิตใจที่จะอุ้มพยุงคนอื่นได้อย่างไรบ้าง และ ๓. ถ้าท่านจะปรับอะไรท่านเหลียวมองบ้านอื่นด้วย เพราะว่างานไม่ได้จบบ้านนี้บ้านเดียว ถ้าจะถ่ายโอนอะไรมาก็ตามบ้านนั้นเขารับไหม มีหลาย ๆ ตัวอย่างลองถามดู เท่าที่ผมทราบ คร่าว ๆ ก่อนที่ผมจะเกษียณเคยถามหมดแล้วที่เราพูดเรื่องถ่ายโอน บ้านที่เขาจะรับส่งต่อ เขาไม่รับครับ สิ่งเหล่านี้อะไรจะเกิดขึ้น คือช่องว่างที่เกิดกับประชาชนและสังคมต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านอดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ต่อไปอีก ๒ ท่าน ท่านบัญชา ปรมีศณาภรณ์ หัวหน้าสํานักงานบัญชาทนายความ และท่านสุดท้ายที่แจ้งชื่อ ตอนนี้คือท่านวันชัย สอนศิริ อดีตวุฒิสมาชิก
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกด้วย ความเคารพนะครับ ผม บัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิกอันดับที่ ๘๓ ผมขอกราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกว่าผมได้เล็งเห็นถึงปัญหาคนล้นคุก ปัจจุบันนี้มีจํานวนมาก ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นผมก็พิจารณาว่ามีเหตุผลจํานวนหลายประการที่จําเป็น จะต้องนําเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือที่เรียกว่าอีเอ็ม (EM) มาใช้โดยด่วน เพราะจะมีประโยชน์หลายประการดังต่อไปนี้นะครับ
ประการแรก ผมได้ตรวจสอบนะครับ ปรากฏว่าเรือนจําแต่ละเรือนจํา ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต่อนักโทษ ๑ คน ปีหนึ่งมากกว่า ๗๐,๐๐๐ บาท เช่นอะไร รู้ไหมครับ เช่นท่านลองพิจารณาคํานวณนะครับว่าเฉพาะเพียงค่าอาหารนี่ครับตีว่าวันละ ๒๐๐ บาท คูณด้วย ๓๖๕ วัน จะเป็นเงิน ๗๓,๐๐๐ บาท ต่อปี ต่อผู้ต้องขัง ๑ คน ยังไม่คิดถึงค่าใช้จ่าย อื่น ๆ ด้วยนะครับ ดังนั้นหากนําเครื่องอีเอ็ม (EM) มาใช้ ค่าเครื่องเท่าที่ผมศึกษามานี้มูลค่า ก็ไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือถ้าหากคุณจะมีการใช้วิธีการเช่าก็ย่อมถูกกว่า ดังนั้นจะเป็น การประหยัดงบประมาณเป็นจํานวนมากต่อปี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการคํานวณตัวเลข
ประการที่ ๒ เจ้าหน้าที่เรือนจําจะได้ไปปฏิบัติหน้าที่สําคัญด้านอื่น ๆ ที่จําเป็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานเรือนจําซึ่งมีงานที่จะต้องทําจํานวนมากเลย
ส่วนประการที่ ๓ กรณีหากจะสร้างเรือนจําเพิ่มเติมแห่งใหม่ แต่ละแห่งนี่ ต้องใช้งบประมาณประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ต่อการสร้าง ๑ เรือนจํา ถึงแม้เราจะ ผลักดันให้มีการสร้างเรือนจําใหม่ก็จริงอยู่นะครับ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับปริมาณผู้ต้องขัง ทําให้เป็นการแก้ปัญหาเพียงระดับเดียวเท่านั้นเองครับ ไม่ได้แก้ปัญหาได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับว่าผู้ต้องขังเรือนจําจํานวนมีมากกว่าประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ขณะที่เรือนจํา รองรับได้เพียง ๑๐๐,๐๐๐ คนเศษ ผมเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถจัดหา งบประมาณเพียงพอในการจัดซื้อหรือเช่าเครื่องอีเอ็ม (EM) มาใช้กับผู้ต้องขังได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นจึงจําเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่สอดคล้องให้รองรับให้ผู้ต้องขังยื่นคําร้อง ต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาให้ผู้ต้องขังสามารถซื้อหรือเช่าเครื่องอีเอ็ม (EM) มาใช้ โดยผู้ต้องขัง ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ เงื่อนไขที่ศาลกําหนดไว้โดยเคร่งครัด ทั้งนี้ศาล ก็จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไปตามหลักเกณฑ์และความเหมาะสม มิใช่ว่าทุกคนจะได้รับ ประโยชน์จะต้องอยู่ในการพิจารณาของศาลด้วย
ส่วนประการต่อไป หากผู้ต้องขังคนใดที่ฝ่าฝืน ซึ่งปกติประชาชนเห็นว่า ถ้าออกมาแล้วจะไปก่อเหตุร้ายหรือไม่ ดังนั้นก็มีมาตรการเมื่อผู้ต้องขังคนใดฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามก็จะมีศูนย์ควบคุมเครื่องอีเอ็ม (EM) จะส่งสัญญาณไปยังสถานีตํารวจท้องที่ เพื่อให้มาควบคุมผู้ต้องขังส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดําเนินการต่อไป ดังนั้นผมเชื่อว่า ถ้าศาลใช้ดุลยพินิจการให้บุคคลใดอยู่ในโครงการอีเอ็ม (EM) แล้วนี่ครับ ผมเชื่อว่าก็คงจะ ไม่มีใครกล้าไปฝ่าฝืนเพราะคงไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้นสิ่งที่ผมเสนอเห็นได้ชัดเลย เป็นการลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจําและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างทันทีเห็นได้ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาคนล้นคุก ดังนั้นผมก็ขอกราบเรียนเสนอ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เพื่อขอให้ท่านประธานและสมาชิกได้โปรดนําไปพิจารณาครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านวันชัย สอนศิริ อดีตวุฒิสมาชิก แล้วก็ทนายความ หัวหน้าสํานักงาน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะพูดวันนี้เท่าที่ฟังดูจากคณะกรรมาธิการยังมิได้พูด มากนัก แล้วก็อยากจะเสนอและรวมทั้งสอบถามด้วยว่าท่านจะดําเนินการเรื่องนี้หรือเปล่า คือเรื่องการไกล่เกลี่ย ก่อนจะไปตรงนั้นท่านประธานครับวันนี้ฟังแล้วชื่นใจครับ เพราะฟัง จากตํารวจหลาย ๆ ท่านนั่งอยู่ใน สปท. นี่ท่านอภิปรายได้ดีมาก สมัยที่ท่านดํารงตําแหน่ง ผมไม่ค่อยได้ยินแบบนี้บ่อยนัก พอมานั่งฟังแล้วก็ชื่นใจจริง ๆ ครับว่าถ้าตํารวจเรามีความคิด อย่างนี้และทําได้อย่างที่ท่านพูดเราคงไม่ต้องพูดถึงตํารวจกันมากนัก ผมอยากให้สิ่งที่ ท่านตํารวจผู้หลักผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งข้างบนและข้างล่างและทั้งประเทศที่ฟังอยู่ในวันนี้ ช่วยดลบันดาลการปฏิรูปตํารวจให้สําเร็จดังความมุ่งมาดปรารถนาเสียทีเถอะ ผมเองเคยเป็นกรรมาธิการในชุดนี้โดนด่ามาเยอะครับเรื่องตํารวจ และคนที่ด่ามากนั้นก็คือ ตํารวจ เขาไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงเท่าไร แต่วันนี้ฟังตํารวจผู้ใหญ่ ๆ ที่ไม่ได้รับราชการแล้ว อยากเปลี่ยนแปลงนี่ผมชื่นใจนะครับ ไม่ได้เหน็บแนมท่านนะครับ แต่ชื่นใจเพราะท่าน รู้ปัญหาเองและท่านพูดเอง คงไม่มีตํารวจด่าท่านสักเท่าไร ผมก็หวังลึก ๆ จากคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมคงจะทําเรื่องนี้ให้สําเร็จ ให้จงได้ ผมจะเป็นกําลังใจอย่างแรง ๆ เลยนะครับ เพราะว่าคณะท่านทําเรื่องตํารวจสําเร็จ เรื่องเดียวครับ ท่านประธานวิรัชสุดยอดแล้วครับ ผมว่าสําเร็จไปเกือบทั้งสภาแล้วนะครับ เอาแค่นี้ก่อนนะครับ
ผมจะขออนุญาตพูดประเด็นสําคัญคือเรื่องการไกล่เกลี่ยครับ ในครั้งที่ผมอยู่ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ทําเรื่องนี้ไว้ และผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานวิรัช ในฐานะเป็นรองประธานศาลฎีกา ถ้าท่านหยิบเรื่องนี้มาทําทั้งระบบเลยจะเป็นคุณูปการ อย่างใหญ่หลวงกับคนในประเทศนี้ที่มีคดี ผมเองอยู่ในศาลเป็นทนายความเห็นศาลไกล่เกลี่ย มาเยอะ บางเรื่องรบกัน ๔-๕ ปี เจอศาลเก่ง ๆ นี่จบได้ และผมก็แทบจะกราบท่าน บางท่าน ผมไปกราบท่าน เขียนจดหมายชื่นชมว่าท่านมุ่งมั่นทุ่มเทและสามารถทําให้จบได้ สิ่งนี้ที่ผม อยากจะกราบเรียนก็คือว่าทําไมระบบของตํารวจเรา ระบบของอัยการเรา ระบบของศาลเรา ผมเชื่อว่ามีเรื่องไกล่เกลี่ยทั้งนั้น รวมทั้งเรื่องของชาวบ้านก็มี แต่ยังไม่มีใครทําเป็นชิ้นเป็นอัน ของกระทรวงยุติธรรมบอกผมก็มีแต่ก็ว่ากันไปอย่างหนึ่ง ของตํารวจบอกผมก็มีแต่ก็ว่ากันไป อีกทิศหนึ่ง อัยการ ศาล ผมว่าท่านประธานครับ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นระบบเดียวกันได้ไหม เพราะผมว่าลองคนมีคดีในโรงพักนี่ถ้าตํารวจมุ่งมั่นทุ่มเทมีใจเป็นกลางจริง ๆ ไม่ยืนอยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตั้งจิตให้เป็นธรรมและมีกระบวนการไกล่เกลี่ยจริง ๆ ซึ่งอาจจะ มีบุคลากร บุคคลภายนอกใครเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผมเชื่อว่าจะช่วยงานของโรงพัก ไปได้เยอะเลย ท่านประธาน และตํารวจจะต้องไม่ทําเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งอะไรต่อมิอะไร เยอะแยะมากเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องไกล่เกลี่ยท่านประธานลองต่อยอด ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับที่ทางเราเองนั้นได้ทําการศึกษาไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ในระบบ ของชาวบ้านมีคดีเป็นการไกล่เกลี่ยในระดับตําบล ในระดับอําเภอ ในระดับจังหวัด ยกขึ้นมา เป็นเรื่องเป็นราวเลย ในศาลท่านทําได้ดีมากอยู่แล้วครับ เพียงแต่ในศาลนี่หาศาลที่มีใจ อย่างที่บางคนทํานี่และให้มันสัมฤทธิ์เถอะครับ ผมว่าส่วนใหญ่ศาลใช้ได้ดี แต่อัยการนี่ ผมยังไม่เห็นมากเท่าไร ผมว่าอัยการก็มีส่วนอย่างสําคัญแม้จะมีระบบไกล่เกลี่ยบ้าง แต่น้อยมากที่สัมฤทธิผลเท่าที่ผมเห็นนะครับ หรือท่านไม่ค่อยใส่ใจก็ไม่รู้ ผมว่าท่านในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ ผมไม่อยากจะพูดรายละเอียดมากเพราะท่านประธาน เดี๋ยวก็จะเตือนผม เพียงแต่อยากกราบเรียนสั้น ๆ ว่าเรื่องนี้คนมีคดีมันทุก ๕ ปี ๓ ปี ๒ ปี ท่านประธาน ไกล่เกลี่ยบางครั้งนี่ ครั้งแรกมันไม่จบ แต่ยอมทุ่มเท ๓ ครั้ง ๕ ครั้ง ๗ ครั้ง เสียเวลาสัก ๒ เดือน ๓ เดือน ดีกว่าให้เขาไปเป็นความกัน ๓ ปี ๕ ปี เราเสียเงินเสียทองมากมายเลยครับ ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ หยิบเรื่องนี้มาทําขับเคลื่อน ให้สัมฤทธิ์ทั้งระบบ กระบวนการยุติธรรมของท่านเรื่องนี้ทําได้ ตํารวจเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้ อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องอื่นไม่ต้องยังได้เลยครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่ามีผู้แสดงความจํานงที่จะอภิปราย เพิ่มเติมขึ้นมา เผอิญว่าบางท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้อยู่แล้วก็มิควรที่จะต้องมาอภิปราย เพราะว่าได้จัดทําตัวข้อเสนอมา แต่ว่าอันนี้เป็นเพียงแนวเท่านั้นนะครับ ท่านต่อไปคือ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ครับ ท่านที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี เชิญครับ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สปท. ๑๐๙ ครับ ขออนุญาตมีข้อเสนอแนะฝากไปยัง กรรมาธิการในเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจ ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เรื่องงานสอบสวน ที่ทางกรรมาธิการมีข้อเสนอแนะในการที่จะ ปรับปรุงปฏิรูป ผมมีข้อเสนอแนะ ในเรื่องกระบวนการสอบสวนอยากจะให้พิจารณาในเรื่อง คดีที่ไม่รู้ตัวผู้กระทําความผิด ตรงนี้เป็นปัญหาซึ่งเป็นปัญหากับพนักงานสอบสวน ค่อนข้างมาก คดีอาญาที่เกิดขึ้นในสถานีตํารวจทุกแห่งนะครับ เป็นคดีที่ไม่รู้ตัวผู้กระทํา ความผิดมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นพนักงานสอบสวนก็จะไปเสียเวลากับสํานวน การสอบสวนเหล่านี้ ถ้าเราแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้พนักงานสอบสวนมีประสิทธิภาพในการทํา สํานวนการสอบสวนคดีอาญา ให้ตัดภาระในเรื่องสํานวนการสอบสวนที่ไม่รู้ตัวผู้กระทํา ความผิด โดยอาจจะต้องมีในลักษณะของการมาร้องทุกข์ ใช้เอกสารประกอบไม่กี่แผ่น ในอดีตที่ผ่านมาถึงปัจจุบันนี้สํานวนการสอบสวนที่ไม่รู้ตัวผู้กระทําความผิดกับรู้ตัวผู้กระทํา ความผิดที่มีตัวต้องส่งฟ้องศาล การใช้เอกสาร การใช้เวลา ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าเราตัด ภาระตรงนี้ออกไป พนักงานสอบสวนก็จะมีประสิทธิภาพในการที่จะไปทําสํานวน การสอบสวนที่มีตัวผู้กระทําความผิด ข้อเสนอแนะนะครับ ก็คือ
๑. ลดภาระในเรื่องกระบวนการในการทําสํานวนการสอบสวน คือเป็นไป ได้ไหมที่จะใช้เป็นเอกสารในการร้องทุกข์แค่ ๑ แผ่น หรือ ๒ แผ่น โดยอาจจะต้องไปแก้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเรื่องคดีที่งดการสอบสวน ผลพวงตามมาก็คือ เราคงต้องยอมรับความจริงว่าสถิติคดีอาญาในสถานีตํารวจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อมีผู้มาร้องทุกข์ที่สถานีตํารวจว่าถูกกระทําความผิดอาญา พนักงานสอบสวน เลขคดีอาญาในสถานีตํารวจจะไม่ตรงกับสถิติที่เกิดขึ้นจริง รายละเอียดผมคงไม่ลงลึกมากว่า เพราะเหตุใดถึงไม่ตรง ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาในเรื่องสํานวนการสอบสวนที่ไม่รู้ตัวผู้กระทํา ความผิดแล้วรับทุกเรื่อง สถิติคดีอาญาก็จะตรงกับสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลพวง ทําให้เราสามารถวิเคราะห์ปริมาณงานและวิเคราะห์จํานวนพนักงานสอบสวนที่พึงจะต้องมี ในอัตราของหน่วยงานนั้น ๆ ปัญหาว่าพนักงานสอบสวนมีไม่เพียงพอตรงนี้ก็จะหมดไป
๒. ในเรื่องการถ่ายโอนภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับตํารวจโดยตรงให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ ตรงนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะตรงนี้เป็นการสร้างภาระให้กับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่จะเอาเวลาไปดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน อยากจะขอเสนอแนะว่าวิธีการในการถ่ายโอนก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะของ หน่วยงานที่มีภารกิจรองรับหน่วยงานเฉพาะทาง เช่น ตํารวจน้ํา ตํารวจรถไฟ ตํารวจเทคโนโลยี อะไรทํานองนี้ สิ่งที่แก้ไขปัญหาในขั้นต้นก็คือในการให้หน่วยงานตํารวจเป็นหน่วยงานรองรับ ภารกิจของหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงนะครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ กองบังคับการ ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี ถ้ายังอยู่กับสํานักงานตํารวจแห่งชาติตั้งมา ๕ ปี ถ้ายังอยู่กับตํารวจผมว่าความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีการปฏิบัติงานก็คงไม่ไปไหน เนื่องจากตํารวจผมยกตัวอย่างว่าเป็นเหมือนพ่อแม่ที่ยากจนแต่ลูกดก แต่กระทรวงไอซีที (ICT) เป็นพ่อแม่ที่ร่ํารวยลูกน้อย เราจะทําอย่างไรที่เราขอไปเป็นพ่อแม่ที่ร่ํารวยและลูกน้อย งบประมาณที่ได้รับก็จะเพียงพอที่จะดําเนินการกิจการในหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพก็ต้องทํา เป็นลักษณะเดียวกันว่าหน่วยงานที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง ทบวง กรม ก็ให้เป็น หน่วยงานรองรับ ในขั้นต้นนะครับให้เป็นหน่วยงานที่รองรับภารกิจ แล้วก็ให้หน่วยงานศึกษา เรียนรู้ภารกิจแล้วค่อยถ่ายโอนไปยังหน่วยงานนั้นภายหลังอาจจะใช้เวลาสักระยะหนึ่งครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดก็อนุญาตให้พูด คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ครับ
เรียนท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิก ขออนุญาตค่ะ พอดีเมื่อสักครู่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีโอกาสพูด แต่เห็นกรรมาธิการ ลงมานั่งพูดได้ บวกกับได้คุยกับท่านวิทยาคงจะเป็นคนละประเด็นค่ะ อยากให้เพียงแต่มีส่วน ในการบันทึก เพราะเราเห็นว่านี่เป็นการปฏิรูปครั้งแรกหลังจากรัชกาลที่ ๕ แต่ว่าในรอบที่ สปช. ทํามาไม่มีตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมอยู่ ข้อที่ ๒ ได้สมัครเข้ามาในนามของส่วน ที่อยู่กับเหยื่อ คืองานนิติวิทยาศาสตร์ก็ไม่มีตัวแทนเข้ามาก็เลยทําให้เนื้อหาที่เข้ามาสู่ สปท. ไม่มีเรื่องราวเหล่านี้ สิ่งที่ได้เสนอเพิ่มเข้าไปก็ไม่ได้ถูกนําขึ้นมาเนื่องจากไม่อยู่ใน สปช. ค่ะ ท่านประธานคงจําได้เสนอเรื่องสิทธิของเหยื่อในการเข้าถึงซึ่งข้อมูลนะคะ ซึ่งมันก็เป็นส่วน ที่น่าจะทําให้เกิดความยุติธรรมได้ ก็เพียงแต่เรียนให้ทราบว่าก็ไม่รู้จะมีช่องทางอื่นไหม เมื่อเห็นคนอื่นฝากได้เราก็คิดว่าอยากฝากเพราะอันนี้เป็นการฝากของประชาชน
และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของงานความมั่นคงทางใต้ ซึ่งเป็นเรื่อง ของกระบวนการยุติธรรมอีกแบบหนึ่ง ก็ได้เสนอให้มีเรื่องกระทรวงความมั่นคง ก็เผอิญ ไม่ได้มีการรวบรวมข้อมูลอันนี้เอาไว้ก่อน ก็เลยออกไปจากระบบทั้งหมด เป็นเพียงแต่ขอใช้โอกาส ในการฝากข้อมูลไว้เหมือนท่านสมาชิกท่านอื่น เพราะว่าเรื่องราวเหล่านี้จะไม่อยู่ในกรรมาธิการ ของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องราวเรื่องแรกซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนจะสามารถ เข้าถึงซึ่งความเป็นธรรมได้คือสิทธิของเหยื่อตามหลักขององค์การสหประชาชาติ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ก็เป็นประโยชน์นะครับ แล้วก็เรายังมีเวลาในการที่จะ จัดทําเรื่องแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศ เป็นอันว่าสมาชิกได้อภิปรายครบถ้วนนะครับ ทางท่านประธานกรรมาธิการจะมีอะไรชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเองในนามของกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้เสนอความเห็น และข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์นะครับ ขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการของเราได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการที่จะปรับปรุงแผนที่เรา จะเสนอรวมทั้งจัดทํากฎหมายที่เกี่ยวข้องก็จะได้นําข้อเสนอแนะหรือความเห็นที่แสดง ที่เป็นประโยชน์ จริง ๆ แล้วผมอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกทุกท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านวันชัย สอนศิริ ที่ท่านพูดเรื่องการไกล่เกลี่ย ความจริงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเรา ก็ยกเรื่องการไกล่เกลี่ยขึ้นมาเป็นประเด็นหนึ่งเหมือนกันแต่ว่าเป็นประเด็นรอง เนื่องจากว่า เรื่องการไกล่เกลี่ยมีกระทรวงมหาดไทย ทั้งกระทรวงยุติธรรม ทั้งศาลเองก็ทําเรื่องนี้มา ความจริงการไกล่เกลี่ยเป็นสิ่งที่ผมเองในขณะนั้นที่ดํารงตําแหน่งเป็นเลขาธิการสํานักงาน ศาลยุติธรรม ผมหยิบเรื่องนี้มาเป็นหัวใจสําคัญของการลดคดีที่เกิดขึ้นในศาล ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ โครงการของผมที่ทํานั้นเป็นโครงการที่ฉีกออกไปจากการไกล่เกลี่ย พวกเรามักจะเข้าใจกันว่า ไกล่เกลี่ย หมายถึง ไกล่เกลี่ยคดีแพ่งที่พิพาทกันหรือคดีอาญาที่ยอมความกันได้ แต่จริง ๆ ผมทําเรื่องสมานฉันท์สันติวิธีเอาคดีอาญาแผ่นดินมาทํา ผมเริ่มแรกที่สุดเลยที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดียาเสพติดคดีหนึ่งซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจําเลยจําหน่ายยาเสพติด วันนั้น ผมไปตรวจราชการที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พอดี ผู้พิพากษาก็กําลังสมานฉันท์อยู่ กําลังอธิบาย ให้จําเลยฟังว่าอย่างนี้เป็นการจําหน่าย แต่จําเลยไม่ยอมรับ ผมก็เข้าไปถามว่าทําไมไม่รับ จําเลยบอกว่าผมไม่ได้ขาย เพื่อนผมฝากให้ผมเอายาเสพติดนี้ไปส่ง ซึ่งคําว่า ขาย ใน พ.ร.บ. ยาเสพติดรวมถึงจําหน่ายจ่ายแจกด้วย อย่างนี้จําเลยไม่เข้าใจเพราะเขาไม่มีความรู้ ผมก็บอกว่านั่นละคือขาย ทําไมไม่รับล่ะ รับอย่างน้อยที่สุดได้ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว จําเลยรับสารภาพเลย ก็เขาไปส่งจริง ๆ อย่างนี้ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เราทําจนกระทั่งคดีนี่ เราเลือกคดีที่สามารถจะประนีประนอมได้แบบนี้ ๑๐๐ คดี คดีเสร็จไป ๗๐ คดี คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ปกติพนักงานอัยการของท่านประสิทธิ์หวงมากคือเรื่องสํานวน การสอบสวน เขาจะไม่ยอมให้ทนายหรือจําเลยดูเลย แต่เราก็ใช้วิธีประสานงาน ผมขออนุญาต เอ่ยนามท่าน อสส. คนเดิมท่านจุลสิงห์ ผมประสานงานกับท่านว่าในคดีที่เราสามารถ จะสมานฉันท์ได้ขอเอาสํานวนให้ดูได้ไหม ท่านยอม ท่านบอกว่าให้อัยการเอาให้จําเลยดู คือพูดง่าย ๆ ทํากันแบบเปิดเผยให้ทนายดูว่าพยานของทางฝ่ายโจทก์เขามีอย่างนี้คุณจะสู้ไหม สู้เขาได้ไหม ถ้าสู้ไม่ได้ศาลเราก็ให้ความรู้กับจําเลยว่าคุณจะสู้ไปทําไมในเมื่อพยานหลักฐาน ชัดเจนแบบนี้ ถ้าคุณรับสารภาพอย่างน้อยที่สุดเป็นอย่างไร ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว ถ้ามีผู้เสียหาย ศาลก็จะเชิญผู้เสียหายมา คดีรถชน คดีทําร้ายร่างกาย ไกล่เกลี่ยให้ผู้เสียหายยอมให้อภัยจําเลย จําเลยชดใช้ค่าเสียหายให้ตามสมควรแค่นั้นเอง จบ จําเลยรับสารภาพศาลตัดสินลงโทษ รอการลงโทษให้ ให้โอกาสที่จะไปกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีต่อไป นี่เป็นสิ่งที่ศาลยุติธรรม เราทํามาตลอดโดยความร่วมมือกับอัยการแต่ยังไม่ได้ทําเอ็มโอยู (MOU) เท่านั้นเอง ความจริงเป็นกระบวนการที่เราทํา แล้วท่านทราบไหมว่าคดีแบบนี้จําเลยพอใจ ผู้เสียหาย พอใจ เขาไม่ต้องไปฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย ไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองอีก ในเวลาเดียวกัน คดีเหล่านี้จําเลยพอใจ โจทก์ก็พอใจ อัยการไม่อุทธรณ์ จะมีอุทธรณ์นิดเดียวก็คือจําเลย อุทธรณ์ว่าลงโทษหนักไปแค่นั้น ประเด็นขึ้นศาลอุทธรณ์แป๊บเดียวลงมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างนี้เป็นกระบวนการ ที่เป็นเรื่องสมานฉันท์ แทนที่จะเป็นไกล่เกลี่ยที่ท่านวันชัย สอนศิริ ได้กรุณาแนะนํา ก็เป็นประเด็นหรือเป็นวาระที่เราจะรับไปดําเนินการต่อไป แต่อันนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในวาระ ที่คณะกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมคิดอยู่ตลอดเวลานะครับ เพราะฉะนั้น ผมเองก็ขอสรุปว่าความเห็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้เสนอมานั้นเป็นเรื่องที่เราน้อมรับ และจะนําไปปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานของปฏิรูปของกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย เพื่อให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปตํารวจนั้นเป็นเรื่องที่เราคาดหวังว่า เราน่าจะต้องทําให้สําเร็จ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา แผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่าที่ประชุม ได้เห็นชอบกับแผนการปฏิรูปฉบับนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ดําเนินการตามแผนการปฏิรูป ต่อไป ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านประธานและคณะที่มาชี้แจง ได้แก่ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล นะครับ ท่านเป็นรองประธานศาลฎีกา ปกติถ้าอยู่ข้างนอก ไม่ค่อยมีใครอยากจะไปพูดกับท่านเท่าไรนะครับ ไม่นึกว่าผู้อภิปรายจะเยอะขนาดนี้ ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๓ ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ อดีตวุฒิสมาชิก แล้วก็ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขอบคุณนะครับ
ต่อไปขอเชิญคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครอง ท้องถิ่น ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ท่านสมาชิกครับ เราอาจจะล่วงเลยเวลาสักเล็กน้อย เพราะว่ากําหนดไว้ว่าประมาณ ๑๖.๓๐ นาฬิกา ซึ่งท่านรองประธาน คนที่สอง ก็ได้แจ้งผมก่อนหน้านี้ว่าไม่ได้เตรียมอาหารไว้ ให้ตอนเย็นนะครับ เพราะฉะนั้นในช่วงกลางวันท่านก็แจ้งว่าขอให้รับประทานกันเยอะ ๆ ตุนเอาไว้หน่อยจะได้ประหยัดงบประมาณของสภานะครับ ดังนั้นก็ใช้เวลาตามสมควรนะครับ กรรมาธิการเสนอไม่เกิน ๑ ชั่วโมง แล้วสมาชิกอภิปรายไม่เกินท่านละ ๕ นาที ท่านประธาน นินนาท ชลิตานนท์ นะครับ เป็นประธานกรรมาธิการนะครับ มีท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นรองประธานกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ เป็นรองประธาน คนที่สอง ถ้าพร้อมแล้วขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการนําเสนอครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพรัก ทุกท่าน ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ สปท. ลําดับที่ ๘๐ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ด้านการปกครองท้องถิ่นนะคะ ขออนุญาตท่านประธานนําเสนอต่อเนื่องกัน แล้วก็จะ พยายามไม่ใช้เวลามากนักนะคะ หลังจากนั้นหากท่านสมาชิกท่านใดมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หรือมีข้อซักถาม ดิฉันขออนุญาตให้ท่านรองประธานและประธานอนุกรรมาธิการตอบนะคะ ขอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เลยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
แผนการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมาธิการ ชุดนี้มีทั้งหมด ๑๗ ท่านนะคะ ในการศึกษาเรื่องการปกครองท้องถิ่นในประเทศของเรา ก็จะแยกออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ก็คือประเภทท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป กับประเภทท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ เพราะฉะนั้นการแบ่งการศึกษาจึงมีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการออกเป็น ๓ คณะ คณะแรกนั้น คือคณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ซึ่งมีท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็จะมีหน้าที่ศึกษาและจัดทําข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ เรื่องของโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ การกระจายในเรื่องการเงิน การคลังของท้องถิ่น รวมทั้ง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๒ นั้นมีท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็มีหน้าที่ศึกษาและจัดทําข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปด้านการบริหารบุคคล การกํากับดูแลท้องถิ่น การตรวจสอบท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นนะคะ คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๓ จะเป็นคณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีท่านธวัชชัย ฟักอังกูร เป็นประธานอนุกรรมาธิการ มีอํานาจศึกษาและจัดทําข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษทั้งที่มีอยู่แล้วและที่กําลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ กรอบการศึกษานั้นก็ศึกษาภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะ คสช. คณะรัฐมนตรี และโดยเฉพาะรายงานผลการศึกษาของท่าน สปช. แล้วก็ สนช. รวมทั้งความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กราบเรียนว่าการทํางานครั้งนี้ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษาร่วมกันตลอดเวลา เพราะว่าอยากจะให้ผลการศึกษานั้น สามารถนําเอาไปทําเป็นรูปธรรมได้ เรื่องสําคัญที่คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะได้รับการปฏิรูปนั้นมีทั้งหมด ๘ เรื่อง อยู่ในกลุ่มของ การปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๕ เรื่อง และอยู่ในกลุ่มของการปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ ๓ เรื่อง ทั้ง ๘ เรื่องนั้น
เรื่องแรก ก็คือการปฏิรูปโครงสร้างและอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่น รูปแบบทั่วไป
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการปฏิรูปการกระจายอํานาจ
เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นทั่วไป
เรื่องที่ ๔ คือการกํากับดูแลการตรวจสอบ
เรื่องที่ ๕ คือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน
สําหรับการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นก็จะนําเสนอในเรื่องของ การปฏิรูปกรุงเทพมหานคร การปฏิรูปเมืองพัทยา แล้วก็การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ
ในประเด็นแรก ก็คือการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนั้น จากการศึกษาพบว่าปัญหามีอยู่หลายประการ นั่นคือเรื่องความสัมพันธ์ของอํานาจ หน้าที่ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้นยังไม่ชัดเจน ความสัมพันธ์ของอํานาจหน้าที่ระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเอง ซึ่งมี อบต. อยู่มากมาย แล้วก็ มีพื้นที่ที่ทับซ้อนกัน
ประเด็นปัญหาข้อที่ ๓ ก็คือ อปท. ที่มีอยู่ทุกวันนี้มีจํานวนถึง ๗,๘๕๑ แห่ง ค่อนข้างมากไปหรือเปล่า แล้วก็กว่า ๔,๐๐๐ แห่งมีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ประเด็นปัญหาข้อที่ ๔ ก็คือคุณสมบัติของการเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหาร ท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น ในบางท้องถิ่นสมควรที่จะต้องมีการกําหนดคุณสมบัติในการเข้าสู่ ตําแหน่งไหม
ประเด็นปัญหาข้อที่ ๕ คือการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ในทุกวันนี้กฎหมายกําหนดให้มีได้ แต่ว่าทําได้ค่อนข้างยาก
ประเด็นปัญหาข้อที่ ๖ คือ อปท. มีฐานรายได้และค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ ต่อการจัดบริการสาธารณะ
จากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราก็มานําเสนอว่า
เรื่องแรก คือปัญหาถึงความสัมพันธ์ของอํานาจหน้าที่ระหว่างราชการบริหาร ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้นก็ควรจะกําหนดให้ชัดเจน โดยกําหนดให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเขามีอํานาจหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะ ขั้นพื้นฐาน แต่ในการจัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานนั้นจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับอํานาจ หน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมาธิการเห็นว่าน่าจะแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือระดับที่อยู่ในระดับจังหวัด กับระดับ ต่ํากว่าจังหวัด ระดับจังหวัดนั้นก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เรียกว่า อบจ. อย่างเดิม แต่ว่าระดับต่ํากว่าจังหวัดนั้นก็ควรจะมีในรูปของเทศบาลเท่านั้น ทีนี้ในการจัดทําแผนของ ท้องถิ่นก็จะได้กําหนดให้ในระดับที่ต่ํากว่าจังหวัดนั้นเขาทําในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ส่วนระดับจังหวัดนั้นก็ควรจะทําในภาพรวม ดูแผนพัฒนา ท้องถิ่นในภาพรวมให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด
เรื่องที่ ๓ เรื่อง อปท. มีมากไปหรือเปล่า อันนี้จากการศึกษาของท่าน สปช. ของ สนช. รวมทั้งของ สปท. ก็เห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะเปิดโอกาสให้มีการควบรวม ท้องถิ่นได้ เพราะว่าท้องถิ่นหลายแห่งที่มีเป็นจํานวนมากแล้วก็มีรายได้ไม่เพียงพอไม่สามารถ จะตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ก็น่าจะควบรวมได้ แต่ว่า การควบรวมนั้นต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ๓ ประการ
ประการแรก คือจัดทําบริการสาธารณะที่ดีกว่าเดิมได้ บรรลุมาตรฐาน ตามที่กําหนดและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง
ประการที่ ๒ พี่น้องประชาชนต้องได้รับประโยชน์และความพึงพอใจมากกว่าเดิม
ประการที่ ๓ องค์กรนั้นที่ปรับแล้วจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ แล้วก็สามารถทํางานได้คุ้มค่าดีกว่าเดิม
ประการที่ ๔ เรื่องของคุณสมบัตินั้นก็เห็นสมควรว่าจะต้องมีการกําหนด คุณสมบัติการเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นบางท้องถิ่น รวมทั้งกําหนดวิธีการถอดถอน ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นให้เหมาะสมกับโครงสร้างขององค์กรปกครองท้องถิ่น ในแต่ละรูปแบบ
ประการที่ ๕ ในเรื่องของการเงินการคลังและการงบประมาณก็น่าจะเพิ่ม รายได้ให้แก่ อปท. โดยให้ อปท. นั้นสามารถจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ได้เพิ่มขึ้น หรือว่า รัฐจะแบ่งรายได้เพิ่มจากฐานภาษี หรือว่าเพิ่มสัดส่วนของภาษีอากรและค่าธรรมเนียมให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกําหนดภาษีอากรและค่าธรรมเนียมประเภทใหม่ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ให้กับ อปท. เพิ่มช่องทางในการจัดเก็บภาษี ในการชําระภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการจัดทําฐานภาษี หรือเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรด้านการคลังของท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. โดยให้พี่น้องประชาชนนั้นเขาสามารถจะช่วย ในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นและสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด เพิ่มประสิทธิภาพ ในการรักษาวินัยการเงิน การคลัง เพิ่มในเรื่องของความโปร่งใสและธรรมาภิบาล โดยเฉพาะ การเปิดเผยข้อมูลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การก่อหนี้ รวมทั้งการให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับข่าวสาร ข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ในทั้งหมดนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนําเอาวิธีการแล้วก็แนวทาง ในการปฏิรูปมาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้องจัดทําเป็นร่างประมวลกฎหมาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นใหม่ พร้อมทั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะกรรมาธิการก็พร้อมที่จะดําเนินการทันที แล้วก็สามารถจะดําเนินการนําเสนอ ครม. และ สนช. ได้ภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ ภายใน ๑๐ เดือนนะคะ ขออภัยค่ะ สามารถศึกษาได้ภายใน ๑๐ เดือน เดือนกันยายน ๒๕๕๙ นี้สามารถนําเสนอได้นะคะ ส่วนเรื่องแหล่งที่มาก็เป็นไปตามภาค
สําหรับประเด็นที่ ๒ คือแผนปฏิรูปการกระจายอํานาจนั้น จากการศึกษา ก็พบว่าการถ่ายโอนภารกิจระหว่างราชการบริการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นนั้น ในปัจจุบันก็ยังมีการประวิงเวลาอยู่เหมือนเดิม หรือบางครั้งโอนงานไปแล้วก็ไม่โอนเงิน ไม่โอนคน บางภารกิจท้องถิ่นเขาก็ไม่มีความสามารถในการที่จะรับโอนหรือมีขีดความสามารถจํากัด หรือว่าเป็นอุปสรรคต่อการจัดทําบริการสาธารณะ บางครั้งก็ไม่เป็นไปตามแผนการกระจายอํานาจ การให้เงินก็มีสัดส่วนไม่เพียงพอ หรือ อปท. เป็นจํานวนมากก็ไม่มีความสามารถทางด้านการเงิน การคลังที่จะรองรับภารกิจที่จะถ่ายโอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขาดการส่งเสริมสนับสนุนให้ อปท. ที่รับภารกิจถ่ายโอนไปแล้วสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยถ่ายโอนไปแล้วต้องทําได้ดีเทียบเท่ากับหน่วยเดิมที่เขาทําอยู่ คืออย่างน้อยจะต้อง ทําได้ไม่ต่ํากว่าที่พี่น้องประชาชนเคยได้รับบริการ รวมทั้งการกํากับดูแลในปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่เป็นระบบและมีมาตรฐานที่ดีพอ หน่วยงานที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริม สนับสนุนการกระจายอํานาจยังขาดเอกภาพ ทีนี้วิธีการปฏิรูปและแนวทางการแก้ไขก็คือ ต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นใหม่ โดยจะต้องยอมรับว่าภารกิจในการถ่ายโอนนั้นควรจะประกอบไปด้วยภารกิจ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือเป็นภารกิจพื้นฐานที่ท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ส่วนที่ ๒ เป็นภารกิจตามที่อํานาจหน้าที่ที่กฎหมายอื่นบอกว่าท้องถิ่นต้องทํา และส่วนที่ ๓ ก็เป็นภารกิจเสริมที่ท้องถิ่นเขาเสนอว่าเขาพร้อมที่จะทําได้ นอกจากนั้นก็จะต้องกําหนด มาตรฐานในการจัดบริการสาธารณะ โดยมีการกําหนดว่ามาตรฐานขั้นต่ําในการจัดบริการ สาธารณะนั้นท้องถิ่นจะต้องทําอย่างไรไม่ให้ต่ํากว่ามาตรฐานเดิม แล้วรัฐจะต้องจัดทําต้นทุน ข้อมูลมาตรฐานขั้นต่ําเอาไว้เพื่อเวลาจะมอบงานไปก็จะได้มอบเงินให้พอเหมาะพอสมไปด้วย อย่างเช่นสมมุติว่าเคยทําถนนเส้นนี้กิโลเมตรละเท่าไร เวลาจะมอบให้ท้องถิ่นเขาทํา ในการที่จะคํานวณงบประมาณไปให้ก็จะได้ทราบว่าอย่างต่ําหน่วยงานที่รับโอนเขาจะได้ งบประมาณไม่น้อยกว่านั้น นอกจากนั้นก็จะต้องกําหนดระบบการตรวจสอบให้เป็นไป ตามหลักธรรมาภิบาลแล้วก็เร่งรัดการถ่ายโอนตามแผนปฏิบัติการ ในการเร่งรัดนั้นก็ควร จะมีคณะกรรมการ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการที่จะจัดทําแผนการปฏิบัติและการติดตามผล ให้ชัดเจนเพื่อให้การทํางานนั้นเป็นไปโดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นองค์กร ที่จะดูแลและกํากับการกระจายอํานาจนั้นก็ควรจะเป็นองค์กรที่มีทั้งองค์กรในระดับ กระทรวงแล้วก็ระดับจังหวัด เวลาที่จะขับเคลื่อนลงไปก็จะต้องมีเอกภาพในการที่จะ ขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นจึงจะทําให้การกํากับดูแลท้องถิ่นนั้นเป็นไปได้อย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็จะต้องนํามาปรับปรุงเป็นกฎหมายด้วยเช่นกัน เป็นการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วย การส่งเสริมการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็จะใช้เวลาประมาณ ๑๐ เดือนเช่นเดียวกัน ภายในเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ก็สามารถที่จะนําร่างเสนอ ครม. และ สนช. ได้นะคะ
เรื่องที่ ๓ คือการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันนั้นถ้าจะพูดถึงโครงสร้างขององค์กรการบริหารบุคคลของท้องถิ่นนั้น ปรากฏว่า มีองค์กรที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นถึง ๒๓๓ คณะ คือในระดับของ ข้างบนสุดก็คือ ก.ถ. ต่ําลงไปก็จะเป็นคณะกรรมการกลาง ข้าราชการและพนักงาน ส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่า ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. และต่ําลงไปจากนั้นก็คือมี ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัดอีกนะคะ ซึ่งทั้งหมดนี้ทําให้เกิดปัญหาว่าเวลาในการทํางานบางครั้ง ซ้ําซ้อนกัน และในด้านของความเข้มแข็งของคณะกรรมการนั้นแต่ละคณะเขาจะมีอํานาจ ในการวินิจฉัยประเด็นปัญหาแล้วก็ให้ความเห็นชอบในการดําเนินการเกี่ยวกับการบริหาร บุคคลของท้องถิ่นของเขา ซึ่งก็มักจะพบปัญหาว่าเกิดความไม่เป็นกลางในการใช้อํานาจ ขาดความเข้าใจในระเบียบ หลักเกณฑ์ มักจะเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัย หรือมีการแทรกแซงจากผู้มีอํานาจ ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการสรรหา บุคลากรของท้องถิ่น ในเรื่องของการสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก และการคัดเลือก ในการสอบแข่งขัน พบว่ามีการร้องเรียนในเรื่องของการทุจริตในการสอบแข่งขันมากมาย มีการขึ้นบัญชีผู้ที่สอบได้เอาไว้เป็นจํานวนมากทําให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีข้อมูลยืนยันได้ นอกจากนั้นกรณีการสอบคัดเลือกก็เช่นเดียวกัน ก็เกิด เรื่องร้องเรียนว่ามีการทุจริตในการสอบคัดเลือก กระบวนการสอบคัดเลือกไม่เป็นมาตรฐาน บางครั้งไม่ได้ผู้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงแล้วก็เกิดระบบอุปถัมภ์ขึ้น ในการคัดเลือก ก็เช่นกัน เกิดปัญหาร้องเรียนว่ามีการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบ มีการช่วยเหลือพวกพ้อง หรือบางครั้งตําแหน่งว่างแต่พวกพ้องของตัวเองยังมีคุณสมบัติไม่ถึงก็มีการรอซึ่งก็ทําให้ ความก้าวหน้าของข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นเขาก็สะดุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงาน นักบริหาร
ปัญหาประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการโอนบุคลากร ปกติแล้วการโอน บุคลากรระหว่างท้องถิ่นจะต้องได้รับความยินยอมจาก ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ ๑ เป็นบุคลากร ของท้องถิ่น ฝ่ายที่ ๒ คือท้องถิ่นต้นสังกัด ฝ่ายที่ ๓ ก็คือท้องถิ่นปลายทาง ต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ ก็มีการร้องเรียนว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ว่ามีการกลั่นแกล้งไม่ให้โอน มีการใช้ระบบ อุปถัมภ์ เป็นการกีดกันความก้าวหน้าของข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในเรื่องที่ ๖ เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายที่กําหนดเอาไว้ว่าท้องถิ่นจะกําหนด การใช้จ่ายเงินงบประมาณในด้านของบุคลากรได้ไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของเงินงบประมาณ ที่เป็นรายจ่ายประจําปีของท้องถิ่นนั้น อันนี้ก็ทําให้ท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ก็เพิ่มอัตรากําลัง ท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กก็มีอัตรากําลังไม่เพียงพอ ในด้านการบังคับบัญชา ปัจจุบันนี้การบังคับบัญชา ทั้งกระบวนการหรือการบริหารบุคคลทั้งกระบวนการก็จะเป็นของผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ได้มีการกําหนดระหว่างนายกของท้องถิ่นกับข้าราชการประจําของท้องถิ่น
ปัญหาประเด็นที่ ๗ คือเรื่องของวินัย ในเรื่องของวินัยนั้นมีการกําหนดไว้ว่า การอุทธรณ์ การลงโทษ ถ้าข้าราชการท้องถิ่นได้รับโทษจะอุทธรณ์ก็อุทธรณ์ได้เพียงชั้นเดียว แต่เวลาเกิดกรณีขัดแย้งระหว่างผู้ใช้อํานาจกับผู้ตรวจสอบก็ไม่มีองค์กรที่เหนือกว่ามาวินิจฉัย ให้เป็นข้อยุติ นอกจากนั้นการดําเนินการในเรื่องวินัยก็ยังขาดแคลนบุคลากรในเรื่องนี้ ขาดผู้มีประสบการณ์ในท้องถิ่นนั้นที่จะดําเนินการในเรื่องวินัย
ปัญหาประเด็นที่ ๘ คือเรื่องสมรรถนะของบุคลากรในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ปัจจุบันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเติบโตเร็วมากมีผู้ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ แต่ว่าบางครั้งความรู้ความสามารถไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าน่าจะมีหน่วยที่จะรับผิดชอบ ในเรื่องการให้ความรู้กับบุคลากรเหล่านี้โดยตรง
ดังนั้นเมื่อพบประเด็นปัญหาเช่นนี้ก็เสนอแนวทางแก้ไขไว้ ในเรื่องโครงสร้าง ขององค์กรกลางในการบริหารบุคคลนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่า ๒๓๓ คณะนั้นยุบเสียเถอะ เยอะเกินไป เพราะฉะนั้นให้มีคณะกรรมการกลางการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นคณะเดียว ชื่อย่อเรียกว่า ก.ถ. ชื่อเต็มเรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น คล้าย ๆ กับ ข้าราชการพลเรือนมี ก.พ. ข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็มี ก.ถ. แล้วก็ใน ก.ถ. ก็แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ระดับที่อยู่ส่วนกลางก็คือ ก.ถ. ทําหน้าที่กําหนดยุทธศาสตร์แนวนโยบายและการออกกฎหมาย พอไประดับจังหวัดเรียกว่า ก.ถ. จังหวัด คือเป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดเป็น อ.ก.ถ. จังหวัด ก็จะมีหน้าที่บริหารบุคคลตามที่ ก.ถ. มอบหมาย พอลงไป ในระดับท้องถิ่นก็เรียกว่าคณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น คณะอนุกรรมการ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเทศบาลอะไรก็ว่าไป อันนี้ก็จะทําหน้าที่บริหารงานบุคคลตามที่ ก.ถ. มอบหมาย เพราะฉะนั้นการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นก็จะอยู่ที่คณะกรรมการคณะเดียว ก็จะได้มาตรฐานเดียวกัน
ในเรื่องที่ ๒ คือถ้าหากว่าถูกลงโทษแล้วอุทธรณ์การลงโทษนั้นแล้วก็ยัง ไม่พอใจก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่จะมาวินิจฉัยชี้ขาด ก็น่าจะมีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม ขึ้นมา ซึ่งของข้าราชการพลเรือนก็มี แต่ว่าการที่จะมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม บุคคลส่วนท้องถิ่นนั้น จะเรียกโดยย่อว่า ก.พ.ถ. แต่ว่าลักษณะหรือรูปแบบจะต้องศึกษา ให้รอบคอบเพื่อไม่ให้มาเป็นปัญหาภายหลัง เพราะว่าไม่ว่าจะเป็น ก.พ.ค. หรือ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรืออื่น ๆ เท่าที่เคยทํามาก็อาจจะมีปัญหาบ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ การที่จะมี ก.พ.ถ. ก็จะต้องศึกษาความเป็นมาเป็นไปหรืออํานาจหน้าที่ให้ละเอียดรอบคอบ แต่เป็นเรื่องที่ควรจะมี เพราะว่าเป็นการพิทักษ์คุณธรรมให้กับข้าราชการเพิ่มขึ้น
ในเรื่องที่ ๓ คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอํานาจในการบริหารบุคคล ส่วนท้องถิ่นในการแต่งตั้งและการบังคับบัญชา คณะกรรมาธิการก็เสนอว่าควรที่จะ แบ่งอํานาจระหว่างนายก อปท. กับปลัด อปท. ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นน่าจะเป็นคนแต่งตั้ง แล้วก็บังคับบัญชาปลัด อปท. หรือผู้อํานวยการตามข้อเสนอของปลัด อปท. ส่วนข้าราชการ คนอื่นนั้นก็มอบให้เป็นอํานาจของปลัด อปท. ด้านกระบวนการบริหารบุคคลที่ว่ากําหนดเอาไว้ว่าต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คณะกรรมาธิการ เห็นว่าควรจะกําหนดโครงสร้างและอัตรากําลังขั้นต่ําเอาไว้เพื่อที่จะควบคุมการเพิ่มอัตรากําลัง ที่ไม่เหมาะหรือว่าการมีอัตรากําลังที่น้อยเกินไป แล้วก็การสรรหาบุคลากรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กรณีการสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก หรือการคัดเลือกนั้นก็ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ ก.ถ. คล้าย ๆ กับ ก.พ. ซึ่งสอบข้าราชการพลเรือน แล้วก็ส่งไป แต่ ก.ถ. นั้นอาจจะต้องศึกษา ละเอียดกว่านั้นหน่อยหนึ่ง เพราะว่าจะต้องไม่หนีหลักการปกครองท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นเวลาขึ้นบัญชีก็อาจจะต้องแบ่งออกเป็นเขต ๆ เพราะว่าเราคงจะไม่สามารถ ขึ้นบัญชีทั้งหมดได้ เดี๋ยวเกิดจะได้คนที่อยู่เชียงใหม่ไปบรรจุระยอง ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นอาจจะ แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด กลุ่มท้องถิ่น เพื่อที่จะขึ้นบัญชีให้แยกจากกัน สมมุติว่าคนที่อยู่ระยอง เกิดไปทํางานที่ชลบุรี อันนี้ก็ยังพอเป็นไปได้ พอในอนาคตทํา ๆ ไปแล้วเขาก็อาจจะโอนย้าย กันได้นะคะ ก็ทําให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น แล้วก็เชื่อว่าถ้า ก.ถ. เป็นผู้สอบแข่งขัน น่าที่จะให้ความเป็นธรรม แล้วก็ลดปัญหาการร้องเรียนเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์ได้ ในเรื่องของการรักษาคุณธรรมจริยธรรม หรือในเรื่องของการกําหนดขั้นตอน วิธีการ ในเรื่อง ของวินัย ในขั้นตอนเกี่ยวกับการออกจากราชการ ขั้นตอนการอุทธรณ์ ร้องทุกข์เหล่านี้ ควรจะกําหนดไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน นอกจากนั้นก็ให้ ก.ถ. เขามีอํานาจในการวินิจฉัย หรือออกคําสั่งการโอนย้ายบุคลากรของท้องถิ่นต่างสังกัดกันได้นะคะ ด้านวาระการดํารงตําแหน่ง บริหารนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่าตําแหน่งปลัด อปท. และผู้อํานวยการกองนั้นเป็นตําแหน่ง ที่มีความสําคัญ ต้องใช้คนที่มีความรู้ ความชํานาญ ความสามารถในการตัดสินใจ ต้องใช้คนที่ มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นในตําแหน่งหลัก ๆ เหล่านี้ควรจะมีวาระในการดํารงตําแหน่ง ในด้านภาระค่าใช้จ่ายบริหารบุคคลส่วนท้องถิ่นนั้น อันนี้ในกรณีที่มีการกําหนดโครงสร้างไปแล้ว เพื่อไม่ให้เกินแล้ว บางครั้งมีความจําเป็นอาจจะต้องเกิน คณะอนุกรรมาธิการท่านก็เสนอว่า อาจจะตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือได้ แต่การตั้งกองทุนนั้นก็ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ต้องศึกษาให้รอบคอบก่อน ในด้านของเรื่องสมรรถนะของบุคลากร ตามที่กราบเรียนว่า ตอนนี้มีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ เติบโตเร็วมาก แล้วก็บางท่านเขาอาจจะยังด้อย ประสบการณ์หรือขาดความรู้ความสามารถ ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง อันนี้ ก็น่าจะมีหน่วยงานหรือองค์กรที่จะให้ความรู้ พัฒนาเขา ให้การฝึกอบรมเขา ก็นําเสนอว่า ควรจะมีสถาบันพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นโดยเฉพาะเลย เพื่อจะได้ทําหน้าที่พัฒนา ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้นะคะ ซึ่งเรื่องนี้ทั้งหมดก็จะต้องนํามาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกเช่นเดียวกัน จะต้องมาทําเป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ขึ้นใหม่ แล้วก็จะใช้เวลา เรื่องนี้เนื่องจากว่ามีประเด็นปัญหามาก่อนแล้ว แล้วก็สามารถจะ ศึกษาได้รวดเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙ ก็สามารถจะนําร่างเสนอ ครม. ได้ค่ะ ในเรื่องของงบประมาณกับที่มา หน่วยงานที่รับผิดชอบก็เป็นไปตามภาค
แผนปฏิรูปแผนที่ ๔ คือ การกํากับดูแล ตรวจสอบ เรื่องของการกํากับดูแล ตรวจสอบนั้นในปัจจุบันนี้ก็มีกฎหมายที่จะใช้บังคับในการกํากับดูแลอยู่แล้ว แต่ว่ากฎหมาย ที่ใช้บังคับนั้นยังไม่มีความชัดเจนและไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็ทําให้เกิดปัญหา ในการใช้อํานาจเหมือนกัน บางครั้งก็มีปัญหาว่าเป็นอํานาจของใครกันแน่ ก็จะต้องมาตีความกัน ผู้มีอํานาจหรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเขาก็จะต้องมีการตีความ ก็ทําให้เกิดความไม่เป็นธรรม ในการกํากับดูแล นอกจากนั้นการกํากับดูแลโดยประชาชนก็ค่อนข้างที่จะทําได้ยาก เพราะว่ากฎหมายกํากับบอกไว้เหมือนกันว่าถ้าหากผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ทําอะไรไม่ดีไม่งามท่านก็มีสิทธิถอดถอนได้ แต่การจะถอดถอนนั้นก็กําหนดเกณฑ์จํานวน ประชากร อย่างเช่นว่าถ้าท้องถิ่นใดมีประชากรไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีถึง ๑ ใน ๕ ที่จะเข้าชื่อกันเพื่อจะถอดถอนได้ แล้วก็ในวันเลือกตั้ง จะต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านั้นมาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แล้วคะแนนเสียงที่ปรากฏออกมา ก็จะต้องไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ถึงจะถอดถอนได้ เรื่องเหล่านี้ก็ค่อนข้างที่จะทําให้กระบวนการ ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นโดยประชาชนนั้นทําได้ยาก นอกจากนั้นการเสนอชื่อเพื่อจะขอให้ ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติอะไรที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเราในท้องถิ่นนั้นเขาก็กําหนดเกณฑ์ ไว้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเกณฑ์เหล่านี้ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกึ่งหนึ่งถึงจะมาเข้าชื่อได้ อะไรเหล่านี้ ก็ทําให้การดําเนินการเพื่อประชาชนในท้องถิ่นนั้นก็ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก
นอกจากนั้นอํานาจเบ็ดเสร็จในการดูแลอะไรต่าง ๆ มักจะรวมไว้ที่ส่วนกลาง ราชการส่วนกลางก็จะออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ ให้ท้องถิ่นปฏิบัติมากมาย ท้องถิ่นเองก็แทบจะ ไม่มีอิสระในการที่จะทํางานของตัวเอง เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปการกํากับดูแล และการตรวจสอบ ท้องถิ่นนั้นก็จะต้องปรับปรุงกฎหมายเช่นเดียวกัน ต้องปรับปรุงกฎหมาย แต่ขณะที่ปรับปรุง กฎหมายนี้เราอาจจะนําเอาเรื่องการกํากับไปอยู่ในประมวลกฎหมายในตอนแรกที่เราจะทํา ก็ได้เพราะจะต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ในประมวลกฎหมายท้องถิ่นฉบับหนึ่งจะต้องประกอบ ไปด้วยเรื่องของโครงสร้าง เรื่องของอํานาจหน้าที่ เรื่องของการกํากับ เรื่องของการตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้สามารถทําได้ไปไว้ในฉบับเดียวกันเลยก็ได้
ประเด็นที่ ๕ การปฏิรูปประเด็นที่ ๕ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องนี้ ก็พบว่าในปัจจุบันนี้มีปัญหาตรงที่ว่าพี่น้องประชาชนเขาไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียมกัน แล้วก็ไม่ทันการณ์ การไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของตัวเอง คือพี่น้องประชาชนท่านก็จะชินเกี่ยวกับการทํางาน ของรัฐว่าหลวงอยากได้อะไรหลวงก็ทําเอาก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นการที่จะขอให้ฉันไปมีส่วนร่วม ก็ไม่ค่อยมี หรือบางครั้งขอก็ไม่ค่อยไป ก็แสดงว่าพี่น้องประชาชนท่านก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับ เรื่องการมีส่วนร่วม หรือบางครั้งท่านเข้าใจดีแต่ท่านไม่มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วม เหล่านี้ ทางข้อเสนอของท่าน สปช. ก็ต้องการที่จะให้มีการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ หลาย ๆ รูปแบบ มีการเปิดอบรม มีการเปิดสัมมนา มีการเปิดเผยข้อมูล แล้วท่านก็นําเสนอ ในเรื่องของสมัชชาพลเมืองด้วย นอกจากนั้นคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาก็คํานึงถึงหลักเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่สําคัญว่าพี่น้องประชาชนควรจะมีส่วนร่วม นั่นก็คือหลักการตามกฎหมาย หลักการพัฒนา หลักการเสริมพลัง เหล่านี้การมีส่วนร่วมมากที่สุดของพี่น้องประชาชนนั้น จะนําไปสู่พลังในการบริหารจัดการร่วมกัน คือพลังของประชาชนพลเมืองที่มีส่วนร่วม อย่างเข้มแข็ง ก็จะนําไปสู่ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ชาติเราก็จะมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องการ เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ไขในเรื่องของการมีส่วนร่วม คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าเราต้องมีกลไกและมีกระบวนการที่จะให้ทุกภาคี ทุกภาคส่วน เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นในการที่จะกําหนดทิศทางการพัฒนา และแก้ไขปัญหาในการปกครองท้องถิ่น เราจะต้องปรับแก้ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะเอื้อให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม แล้วก็พัฒนารูปแบบกระบวนการให้พี่น้องประชาชนนั้น มีส่วนร่วมในการเข้ามานําเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณท้องถิ่น แล้วก็ พยายามพัฒนาคนในท้องถิ่นนั้นให้เป็นพลเมืองที่มีความสามารถ เป็นผู้นําการพัฒนาได้ และมีระบบการติดตามประเมินผลที่มีมาตรฐานดีพอ เพราะฉะนั้นตรงนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็นําเสนอในเรื่องของรูปแบบของคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่น คือทางท่าน สปช. ได้ศึกษา แล้วก็นําเสนอไว้เกี่ยวกับเรื่องของสภาพลเมืองแล้วก็สมัชชาพลเมือง แต่ว่าคณะกรรมาธิการ เห็นว่าบางครั้งคําว่า สภาพลเมืองหรือสมัชชาพลเมืองนั้นอาจจะทําให้พี่น้องเข้าใจยากสักหน่อย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราใช้คําว่า คณะกรรมการประชาคมท้องถิ่น จริง ๆ อยากจะใช้ คณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นผู้ทรงคุณวุฒิด้วยซ้ําไปนะคะ แต่ว่าเกรงว่าอาจจะมากไป แต่ความต้องการที่แท้จริงก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้นที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความรู้เรื่องต่าง ๆ ในท้องถิ่นนั้นได้ดีมาร่วมเป็นคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นร่วมกัน พิจารณาแผนพัฒนาท้องถิ่น ร่วมกันนําเสนอในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ แล้วก็ร่วมกัน ในการตรวจสอบ ในการติดตามการดําเนินการของท้องถิ่น ซึ่งคิดว่าถ้าหากเราได้คณะกรรมการ ประชาคมท้องถิ่นที่เข้มแข็งในท้องถิ่นนั้นก็จะได้รับประโยชน์มากมาย ทีนี้ที่สําคัญก็คือว่า รูปแบบของคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นจะต้องกําหนดที่มาให้ดีให้เหมาะ เรื่องนี้ก็เป็น ความสําคัญเรื่องหนึ่งที่คณะกรรมาธิการจะพยายามนําเสนอรูปแบบคณะกรรมการประชาคม ท้องถิ่น นอกจากนั้นก็จะร่วมกับหน่วยงานเขาจัดทําหลักสูตรเกี่ยวกับการฝึกอบรมต่าง ๆ ที่จะนําไปสู่การฝึกอบรมพี่น้องประชาชนให้ความรู้พี่น้องประชาชน ให้ความเข้าใจว่า การมีส่วนร่วมนั้นมีความสําคัญเพียงใด กําหนดเวลาการปฏิรูป ก็สามารถดําเนินการได้ และเราก็สามารถจะนํารูปแบบของคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นไปไว้ในประมวล กฎหมายท้องถิ่นทั่วไปและหรืออาจจะนําไปไว้ในระเบียบก็ได้ อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสม
ประเด็นการปฏิรูปต่อไปก็เป็นประเด็นของท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ทั้ง ๕ เรื่อง ดังที่กล่าวไปแล้วนั้นเป็นประเด็นการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไป แต่สําหรับ รูปแบบพิเศษนั้นก็ยังมีอีก ๓ เรื่อง คือเรื่องของการปฏิรูปกรุงเทพมหานคร การปฏิรูป เมืองพัทยา แล้วก็การปฏิรูปท้องถิ่นที่คิดว่าน่าจะเป็นท้องถิ่นพิเศษ ในเรื่องของการปฏิรูป กรุงเทพมหานครนั้นก็คงเป็นที่ยอมรับกันว่าปัจจุบันนี้ประชาชนใน กทม. ซึ่งอยู่ในเมืองใหญ่ แล้วก็เป็นเมืองหลวงนั้นค่อนข้างจะมีปัญหาในชีวิตประจําวันในบางเรื่อง เช่น เรื่องของ การจราจร เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของขยะ น้ําเสีย มลพิษ ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ระบบขนส่งมวลชน ปัญหาเกี่ยวกับฝนตกน้ําท่วมขังหรือการสงเคราะห์ดูแล ผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นปัญหาซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นแต่เพียงปัญหาของ กรุงเทพมหานคร แต่บางครั้งปัญหาเหล่านี้ต่อเนื่องไปถึงปริมณฑล ยกตัวอย่างเช่น คราวที่มีน้ําท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ กรุงเทพมหานครก็มักจะได้รับการต่อว่าต่อขานจากเพื่อน รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรปราการ ที่ติดอยู่กับ กทม. นี้ กทม. ก็ได้รับการต่อว่าว่าไม่ยอมให้น้ําไหลเข้า กทม. เพื่อจะผ่านออกไป หรือว่าปล่อยให้น้ําไหลเข้าช้า อันนี้ก็ต้องกราบเรียนว่าตอนนั้น กทม. ก็ได้รับคําสั่งเหมือนกัน ว่าให้รักษาพื้นที่เขตเศรษฐกิจเอาไว้ให้ได้ ทีนี้การรักษาพื้นที่เขตเศรษฐกิจเอาไว้ให้ได้นี้ คือทั้ง กทม. ละค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ทําให้การระบายน้ํานี้ ก็ค่อนข้างที่จะต้องคิดมากหน่อย แต่ว่าหลายเรื่องในเรื่องของน้ํานี้หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ปริมณฑล หรือในเรื่องของการจราจรก็เกี่ยวข้องกับปริมณฑล ดังนั้นคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ถ้าหากเราจะแก้ปัญหาของเมืองใหญ่และปริมณฑลแห่งนี้ก็น่าที่จะมีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ ร่วมกัน คือเรียกว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์และแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเมืองหลวง และปริมณฑล อันนี้คือเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการของ กทม. ให้ดีขึ้น ก็ควรจะมีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลร่วมกัน รวมทั้ง ทําแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล โดยกําหนดเป็นรูปของคณะกรรมการ มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล โดยในชั้นแรกนี้ก็อาจจะต้องขอให้รัฐบาล เป็นเจ้าภาพหลักนะคะ นอกจากนั้นก็คงจะปรับปรุงอํานาจหน้าที่ของ กทม. และผู้ว่าราชการ กทม. ให้สามารถเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะให้ได้กําหนดให้ชัดเจนกันว่า กิจการใดรัฐบาลกลางทํา กิจการใด กทม. ทํา หรือกิจการใดทําร่วมกัน ในเรื่องที่จะปรับปรุง ประสิทธิภาพ
ข้อที่ ๓ นั้น คือว่าให้รัฐนี้จัดเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้กรุงเทพมหานครจัดบริการ สาธารณะหรือโครงการตามนโยบายของรัฐบาล คือในปัจจุบันนี้งบประมาณที่เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐจัดให้นั้นก็มีสัดส่วนตามที่กําหนดนะคะ อย่างสมมุติกําหนดว่าจะให้ กทม. ปีละ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ตามสัดส่วน ไม่ว่าจะทําอะไร โครงการอะไรก็ให้อยู่ในนี้ เพราะฉะนั้นเบี้ยยังชีพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของคนใน กทม. จากเดิม ที่เราค่อย ๆ ทํามีแค่ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ก็เป็น ๕๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาล ก็บอกให้แค่นี้ เรื่องของครู เรื่องของการศึกษาภาคบังคับ เรื่องของการดับเพลิง ท่านก็คลุก อยู่ในแค่นี้ แต่ทีนี้มันมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องนโยบายที่รัฐบาลสั่งให้ทํามาเลย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นโครงการใหญ่ อันนี้รัฐบาลน่าที่จะให้เงินอุดหนุนนอกสัดส่วนนะคะ นอกจากนั้นปรับปรุงวิธีการจัดบริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น หรือบางอย่างเราสามารถให้เอกชนหรือพี่น้องประชาชนที่เขาเข้มแข็งไปดําเนินการได้ นอกจากนั้น ก็มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของ กทม. เช่นมีการกําหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามที่จําเป็นสําหรับผู้บริหารและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่มาจาก การเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นหลักประกันว่าความรู้ความสามารถของคนที่จะเข้ามาบริหารเมืองนี้ ควรจะเป็นอย่างไรนะคะ กําหนดให้มีการถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภา ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น กําหนดให้ กทม. นั้นกระจายอํานาจการให้บริการไปยังเขตให้มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชน ปรับปรุงกฎหมายของ กทม. ให้ กทม. มีรายได้เพิ่มมากขึ้น จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะมีภาษีท้องถิ่นหลายตัวที่ท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศเขาจัดเก็บ ได้แล้วแต่ กทม. ยังจัดเก็บไม่ได้ เพราะว่าเป็นกฎหมายเก่า ก็ไม่ได้รับการปรับปรุงเสียทีนะคะ หรือในการปรับปรุงระบบบริหารบุคคลของ กทม. ก็น่าจะจัดให้มีการถ่วงดุลอํานาจระหว่าง ฝ่ายออกกฎคือมี ก.ก. ข้าราชการพลเรือนมี ก.พ. ข้าราชการ กทม. เขามี ก.ก. เหมือนอย่าง ที่นําเสนอว่าข้าราชการท้องถิ่นนั้นจะให้มี ก.ถ. ให้มีการจัดดุลระหว่างฝ่ายออกระเบียบคือ ก.ก. กับฝ่ายปฏิบัติตามระเบียบคือฝ่ายบริหาร แล้วก็ฝ่ายวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนคือ ก.พ.ค. อันนี้ก็ให้ไปดูเพื่อที่จะให้มีการจัดดุลระหว่าง ๓ อํานาจนี้ใหม่นะคะ นอกจากนั้น กทม. ก็ควร เปิดช่องทางให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทําแผนพัฒนาระดับเขต ทั้ง ๕๐ เขต โดยใช้รูปคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นตามที่ได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ ซึ่งถ้าหากว่าเรามีคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นก็จะมีทุกท้องถิ่นเลย ทั้งท้องถิ่นทั่วไป และท้องถิ่นที่เรียกว่ากรุงเทพมหานครนะคะ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คงจะต้องนําไปปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ในระยะแรกนั้นก็สามารถทําได้ทันทีเลยคือในเรื่องของการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล รวมทั้งแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเมืองหลวง และปริมณฑล ซึ่งถ้ายิ่งทําเร็วได้เท่าไรก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมากเท่านั้นนะคะ เพราะว่าไม่ว่าน้ําจะมาหรือจะมีปัญหาติดขัด ภัยพิบัติอะไร กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็จะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง แล้วก็แท้จริงนะคะ
และที่พร้อม ๆ กันที่จะทําต่อไปนั่นก็คือการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารราชการของ กทม. ทั้ง ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. ๒๕๒๘ กับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ กทม. และบุคลากร กทม. พ.ศ. ๒๕๕๔ ทั้ง ๒ ตัวนี้ก็คงจะต้องมีการปรับ ซึ่งก็สามารถที่จะปรับและนําเสนอได้โดยรวดเร็วนะคะ คิดว่าไม่เกินเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ นั้นก็สามารถจะนําเสนอ ครม. ได้นะคะ
ต่อไปคือแผนการปฏิรูปเมืองพัทยา เมืองพัทยานั้นก็ถือเป็นท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษอีกท้องถิ่นหนึ่งก็มีปัญหา ปัญหาต่าง ๆ ของเมืองพัทยานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเป็น เมืองท่องเที่ยวที่สําคัญของประเทศไทย พัทยาในทุกวันนี้เขาต้องแบกรับภาระการแก้ไขปัญหา ที่มากกว่าท้องถิ่นอื่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของการเติบโตของชุมชนเมือง ประชากรแฝง การจัดระเบียบสังคม สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มีน้ําเสีย ขยะมูลฝอยล้นเมือง อากาศเป็นพิษ น้ําทะเลสกปรก ปัญหาการจราจร ปัญหาน้ําท่วมขัง เหล่านี้ก็เป็นปัญหาที่เขาประสบอยู่ แล้วเขาก็บอกว่าเขาไม่มีอํานาจหน้าที่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งจากการศึกษาในเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ ก็พบว่าจริง ๆ แล้ว พัทยาเขาบริหารของเขาคล้าย ๆ เทศบาลนคร แต่เขาก็จะบอกว่าอํานาจหน้าที่เขาไม่เพียงพอ แต่ถ้าเราจะไปดูอํานาจหน้าที่เขาจริง ๆ เขามีมากกว่าเทศบาลนคร เพียงแต่ว่าตัวเขาเอง ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่จะเขียนให้เขาสามารถดําเนินการได้อย่างเข้าใจ แล้วทาง กฎหมายบุคคลก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นปัญหาของเมืองพัทยาอาจจะเป็นปัญหาที่ค่อนข้าง จะลึกซึ้งเหมือนกันกับในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขนะคะ เพราะว่าปัญหาในทุกวันนี้ ของเขาคือการจัดระเบียบเมือง มีพี่น้องประชาชนในพื้นที่บางครั้งตัวท้องถิ่นจะเข้าไปจัดการ แต่ว่าเขาก็ไม่ได้รับความร่วมมือเพราะอาจจะถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า อะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งก็เป็นปัญหาหลาย ๆ ประเด็นซึ่งจะต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ เหมือนกัน แต่คิดว่าในชั้นต้นนี้ถ้าจะช่วยเมืองพัทยาได้นั้นเมืองพัทยามีพื้นที่เล็ก ๆ แต่ว่า พื้นที่ของพัทยานั้นเกี่ยวพันกับพื้นที่ท้องถิ่นโดยรอบ คล้าย ๆ กับ กทม. ซึ่งเกี่ยวพันกับปริมณฑล ดังนั้นการจะช่วยแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นของเขาก็น่าที่จะมีคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบขึ้นมา แล้วคณะกรรมการแก้ไขเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ ก็มาช่วยกันจัดทําแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ รวมทั้ง แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบเช่นกัน และในกรณีที่เกี่ยวกับ อํานาจหน้าที่นั้นก็ปรับปรุงอํานาจหน้าที่ให้เขาเพื่อที่จะให้เขาสามารถเป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดบริการสาธารณะได้ ในเรื่องเงินก็เหมือนกันที่บอกว่าเมืองพัทยานั้นมีงบประมาณ ไม่เพียงพอ ก็อาจจะดูว่าเรื่องใดที่รัฐบาลให้เขาทําเป็นการเฉพาะแล้วก็เป็นโครงการใหญ่ ก็ควรจะให้งบประมาณนอกเหนือไปจากที่เป็นงบอุดหนุนตามสัดส่วนปกติ ปรับปรุงวิธีการ บริหารจัดการเมืองพัทยาเสียใหม่ อันนี้ก็อาจจะให้หน่วยงานอื่น หรือเอกชน หรือชุมชน ที่เข้มแข็งมาร่วมดําเนินการ รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้ต้องศึกษาทบทวนโดยละเอียดรอบคอบ ก็มีผู้นําเสนอว่าอยากจะให้เมืองพัทยานั้น นําเอาระบบผู้จัดการเมืองหรือซิตี้เมเนเจอร์ (City manager) มาดูอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็เห็นว่าระบบซิตี้เมเนเจอร์ (City manager) ก็ไม่แน่ว่าจะใช้ได้ดีในเมืองไทย เพราะว่าปกติแล้ว ถ้าเราดูนิสัยทั่วไปของคนไทยจากดั้งเดิมมาพี่น้องประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ มักจะยอมรับ ผู้บริหารที่มีตําแหน่งและอํานาจอยู่ด้วย อย่างเช่นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างนี้เวลาขอร้องอะไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มักจะร่วมมือเป็นอย่างดี หรือว่าขอร้องพี่น้องประชาชนให้ร่วมมือก็มักจะ ร่วมมือดีกว่า แต่ถ้าหากว่าเป็นผู้บริหารที่เราบอกว่านาย ก คนนี้เป็นผู้บริหารมืออาชีพ เราจ้างมา เพื่อจะให้บริหารเมืองพัทยา ก็ไม่แน่ว่าเวลาท่านขอความร่วมมืออะไรกับใคร กับหน่วยงาน หน่วยราชการ หน่วยราชการเหล่านั้นจะให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็ต้องศึกษา ให้รอบคอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าอาจจะต้องศึกษาถึงระบบอื่นด้วย ที่ว่าจะเหมาะสมกับเมืองพัทยา เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนว่าเรื่องของเมืองพัทยาค่อนข้าง จะละเอียดนะคะ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่เล็ก เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นเมืองที่มีความสําคัญ แล้วก็กราบเรียนว่าการเกิดของเมืองพัทยาเกิดขึ้นเร็วมาก การทํางานของเขาจึงค่อนข้าง ที่จะมีปัญหาในรายละเอียด อันนี้คณะกรรมาธิการก็ยินดีให้ความดูแลอย่างเต็มที่ในเรื่องของ เมืองพัทยา ก็อยากจะให้เมืองพัทยานั้นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสําคัญของประเทศเรา แล้วก็ไปสู่ความสําคัญของภูมิภาค แล้วในที่สุดอาจจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สําคัญของโลก เพราะฉะนั้นการบริหารของเมืองพัทยาจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเหมือนกัน ก็เช่นเดียวกัน นอกจากที่เราจะดูในเรื่องของกฎหมาย หรือการเพิ่มรายได้ให้เมืองพัทยาแล้ว การเพิ่มอํานาจให้เมืองพัทยาสามารถจะจัดการและแก้ไขปัญหาของเขาได้แล้ว สิ่งสําคัญ ประการหนึ่งเขาจะต้องมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหาก เรามีคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นอย่างที่กราบเรียน ก็จะมีคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นเมืองพัทยาเข้าไปช่วยด้วย ซึ่งคณะกรรมการประชาคม ท้องถิ่น เรียนย้ํานะคะว่าจริง ๆ อยากได้พี่น้องประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ ในหลายเรื่องหลายราวในท้องถิ่นนั้นเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริงท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้ดิฉันคิดว่าท่านสามารถเป็นประชาคม ท้องถิ่นอย่างดีเลย หากหน่วยท้องถิ่นใดไปเชิญท่านเป็นกรรมการประชาคมท้องถิ่นก็ช่วย กรุณารับด้วยนะคะ เพราะว่าดิฉันก็เกรงว่าบางครั้งผู้มีความรู้ความสามารถและผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลายบางทีก็อาจจะไม่ค่อยสนใจ พอไปเชิญท่านก็อาจจะบอกไม่เอาหรอกอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ฝากเอาไว้ด้วยนะคะสําหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถแล้วก็ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลายที่อยู่ในท้องถิ่น ตรงนี้ก็คงจะต้องนําไปจัดทําปรับปรุงกฎหมายการบริหารเมืองพัทยา รวมทั้งทําเป็น ๒ ระยะได้อย่างที่กราบเรียนว่าคล้ายของ กทม. ในเรื่องของการแก้ไขนะคะ คือในระยะแรกสามารถไปจัดทําเป็นแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่จะแก้ไขปัญหา เมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ โดยมีคณะกรรมการหลายฝ่าย มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปช่วยด้วยอะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้ คงจะต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาศึกษานานหน่อยนะคะ แต่ก็คงจะไม่เลยกําหนดเวลาของเราที่เหลืออยู่อีก ๑๖ เดือน
สุดท้ายเรื่องแผนการปฏิรูปท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือกราบเรียนว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเรามีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอยู่แค่ ๒ แห่งเท่านั้นเอง ก็คือกรุงเทพมหานคร กับเมืองพัทยา แล้วก็มีหลายครั้งที่ท้องถิ่นเองก็อยากที่จะขยับเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หรือว่าทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเองเขาก็เคยได้ศึกษาไว้ว่าจัดกลุ่มเลยว่ากลุ่มที่ น่ามองว่าอีกหน่อยจะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นเขาก็แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ อย่างที่จะนําเสนอว่า เขาจัดเป็นกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ที่มีภารกิจตามปกติ แต่ว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่ อย่างเช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา เมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในจอภาพนะคะ อีกกลุ่มหนึ่งคือเป็นกลุ่มที่มีภารกิจพิเศษ คือต้องการอํานาจ ในการบริหารจัดการสาธารณะที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างเช่น กลุ่มเมืองตามชายแดนที่มีการค้า ตามชายแดน กลุ่มเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว กลุ่มเมืองที่เป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม หรือกลุ่มเมืองอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ (Logistics) สนามบินสุวรรณภูมิ และพื้นที่โดยรอบ เหล่านี้ก็อาจจะเหมาะสมที่จะเป็นรูปแบบพิเศษ อันนี้เขาก็ศึกษาไว้กว้าง ๆ แต่ว่าจากการวิเคราะห์ของคณะอนุกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าท้องถิ่นรูปแบบ ทั่วไปที่อาจจะปรับเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษได้นั้นควรจะอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้นะคะ คือการบริหารของท้องถิ่นนั้นถ้าเขาบริหารท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไปแล้วเขามีข้อจํากัดในเรื่อง ของโครงสร้าง อํานาจ หน้าที่ ไม่เหมาะสมที่จะให้บริการสาธารณะได้ เพราะว่าไม่มีกฎหมาย ให้อํานาจเขาไว้ อย่างนี้เขาอาจจะเข้าลักษณะที่น่าจะเป็นท้องถิ่นพิเศษไหม หรือว่า ถ้าอยู่ในท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปแล้วเขาก็ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะทําภารกิจนั้นให้สําเร็จ หรือว่าท้องถิ่น รูปแบบทั่วไปนั้นขาดเอกภาพในการบริหารงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชน รวมทั้งขาดความร่วมมือในการจัดการบริการสาธารณะระหว่าง อปท. ด้วยกันนะคะ หรือมีระบบการบริหารบุคคลที่ไม่คล่องตัวในการบริหารงาน ขาดมาตรฐานในการกํากับดูแล ขาดการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน คือเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะมาดูว่าอย่างน้อย เขาต้องอยู่ในลักษณะเหล่านี้นะคะ แล้วก็แนวทางที่เราจะพิจารณาว่าเขาควรจะเป็นท้องถิ่น รูปแบบพิเศษได้นั้นก็ต้องศึกษาพื้นที่ให้เหมาะสมจริง ๆ คือจริง ๆ เรื่องของการเป็นท้องถิ่น รูปแบบพิเศษไม่ต้องรีบร้อน เพราะว่าในการที่จะปล่อยเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไปแล้ว แล้วตอนหลังจะเอากลับคืนมาเป็นท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนั้นทําได้ยากหรือจะทําไม่ได้เลยก็ได้ อย่างเช่นเมืองพัทยาเราให้เขาเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแล้วอย่างไรก็จะต้องช่วยเหลือดูแล กันไปเพื่อให้การทํางานของท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่มุ่งหวัง เพราะฉะนั้นก่อนที่จะยอมให้เป็นรูปแบบพิเศษก็คงจะต้องศึกษาพื้นที่ให้เหมาะสมจริง ๆ ว่าพื้นที่นั้นมีศักยภาพเพียงพอแล้วก็เหมาะสม สมควรที่จะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จากนั้น ก็จะต้องมีการกําหนดรูปแบบโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ รายรับ รายจ่าย ระบบการบริหาร งานบุคคล การเข้ามามีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ให้เหมาะสม ในแต่ละพื้นที่ เพราะว่าการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นไม่ได้จําเป็นว่าจะต้องเหมือนกันหมด ไม่จําเป็นเลย แต่ควรจะมีมาตรฐานกลางว่าใครจะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นอย่างน้อย ต้องมี ๑๐ ข้อนี้ และมี ๑๐ ข้อนี้แล้วก็ยังไม่พอ ถ้าหากว่าเมืองของท่านสมมุติเป็นเมืองชายแดน ท่านควรจะมีข้อพิเศษอะไรอีก หรือถ้าหากว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวท่านควรจะมีข้อพิเศษ อะไรอีก หรือถ้าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ท่านควรจะมีข้อพิเศษอะไรอีก เหล่านี้คณะกรรมาธิการ ก็จะพยายามเสนอรูปแบบรวมทั้งลักษณะที่เป็นมาตรฐานกลาง ๆ ไว้ว่าการจะเป็นท้องถิ่น รูปแบบพิเศษควรจะมีมาตรฐานกลางหลักเกณฑ์อย่างไร แล้วก็ถ้าจะเป็นรูปแบบที่แต่ละ ประเภทนั้นก็ควรจะมีอะไรเพิ่มเติมบ้าง แล้วก็อาจจะนําเสนอกฎหมายท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เอาไว้ให้สอดคล้องกับสภาพของสังคมปัจจุบัน หรืออย่างที่มีท้องถิ่นบางแห่งเขาก็เสนอ ยกร่างกฎหมายมาแล้วอย่างเช่นแม่สอดก็นําเสนอร่างกฎหมายมาให้ทางคณะกรรมาธิการดู คณะกรรมาธิการก็พิจารณาแล้วเห็นว่าต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบเพราะว่าบางที การปล่อยให้เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไปแล้วก็อย่างที่กราบเรียนว่าคงจะเอาคืนไม่ได้ คงจะไป บอกเขาว่าให้กลับมาเป็นท้องถิ่นทั่วไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะปล่อยไปต้องศึกษาให้รอบคอบ ต้องดูว่าจําเป็นไหมกับการที่จะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในเขตพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ซึ่งในชั้นต้น คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าก็มีทางเป็นไปได้ที่อยากจะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแต่ว่าจะเดิน อย่างไรให้เหมาะสม อันนี้ก็ต้องขอเวลาในการศึกษาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าหลักการเหล่านี้ก็ควรจะได้มีการกําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหมือนกัน ควรจะมีบทบัญญัติที่จะกล่าวถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าอาจจะมีโครงสร้าง อํานาจ หน้าที่ รายได้ และการบริหารงานที่แตกต่างไปจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบ ทั่วไปได้ คือหมายถึงรัฐธรรมนูญเปิดทางไว้เพื่อจะให้ท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปสามารถปรับตัว เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษได้ อันนี้ก็คงจะต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควรเหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้ ทั้ง ๘ ประเด็นการปฏิรูปก็จะไม่ให้เลยระยะเวลา ๑ ปีครึ่งที่ยังเหลืออยู่ แต่ว่าสิ่งใดที่สามารถ ทําได้ก่อน ดิฉันก็กราบเรียนว่ามีหลายเรื่องที่เราสามารถจะดําเนินการได้ในระยะเวลา ๖-๘ เดือน โดยยกร่างเป็นกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าในเรื่องนี้ถ้าเราทําเป็นกฎหมาย กฎหมายนั้น ก็จะอยู่ยั่งยืนใช้ไปได้ ๒๐-๓๐ ปี เพราะฉะนั้นอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องการว่าในการปฏิรูปนั้น ต้องใช้ได้นาน ๆ กฎหมายเทศบาลใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ บัดนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไข กฎหมาย กทม. เอง ก็ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ก็ไม่ได้แก้ไขในลักษณะที่เป็นปฏิรูปหรือแก้ไขทั้งฉบับ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีการแก้ไขกฎหมายอย่างดีสักครั้งหนึ่งเราก็จะใช้ไปได้อีกเป็น ๒๐-๓๐ ปี เพราะฉะนั้น ก็จะพยายามผลักดันแผนการปฏิรูปที่นําเสนอนี้ทั้งหมดทั้ง ๘ เรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมาย ทั้งนั้นเลยค่ะ ก็ขออนุญาตนําเสนอแค่นี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการนินนาท ชลิตานนท์ มากนะคะ ต่อไป เป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกค่ะ เชิญท่านแรกค่ะ ท่านปลัดกระทรวง ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ หวังว่าผมคงไม่ได้เป็นคนเดียวที่อภิปรายคณะกรรมาธิการนี้ แล้วก็หวังว่าเพื่อน สปท. ที่อยู่สโมสรคงไม่โห่ผมว่าทําให้สภาเลิกช้านะครับ ผมก็อยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นชุดของ สปช. ท่านประธานก็เป็นท่านพงศ์โพยมเป็นผู้ชายนะครับ ชุดนี้ก็เป็นผู้หญิง ก็มีสีสันไปอีกแบบหนึ่ง ชวนให้น่าฟังขึ้นเยอะเลยนะครับ ผมอยากจะให้ข้อสังเกตนะครับว่าพอพูดถึงเรื่องการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในมุมมองของผมก็นึกถึงตัวย่อที่เรียกว่า อปท. ก็คือ อบจ. อบต. แล้วก็เทศบาล สุขาภิบาล อะไรอย่างนี้นะครับ แล้วคิดว่าผมเป็นคนอยู่ในเมืองก็คิดว่าปัญหาในท้องถิ่นของ คนเมืองที่ประสบก็คือเรื่องขยะ เรื่องความสะอาด เรื่องความปลอดภัย ไฟไหม้จะมีคนมาดับไฟ หรือเปล่า แล้วในฐานะที่เป็นข้าราชการก็ประสบมาว่าในยุค ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาก็เห็นการต่อสู้ ระหว่างภาคราชการส่วนกลางกับภาคส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งว่าจะต้องกระจาย รายได้จากงบประมาณร้อยละ ๓๐ เป็นอย่างน้อยให้กับท้องถิ่น แล้วก็ปรากฏว่ามีแรงกดดัน ต่าง ๆ ว่าจะต้องกระจาย รัฐบาลก็บอกว่าให้ไม่ได้แล้วก็ไม่มีงบพัฒนา ในที่สุด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะไปนับรวมกับเงินเดือนครูประชาบาล กับพนักงานสาธารณสุขด้วย อะไรแบบนี้ ทีนี้แนวทาง ปฏิรูปที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอมาตอนท่านนําเสนอในวิป (Whip) ผมก็ตื่นเต้นมากว่า ท่านเสนอเยอะมากเลย ไม่ทราบว่าท่านจะทําเสร็จใน ๑๘ เดือนหรือเปล่าตั้ง ๘ เรื่อง แต่ผมก็มีความเห็นว่าท่านก็เสนอไปในโครงสร้างหรือดุลอํานาจแบบเดิม ก็คือประเทศไทย มีการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ท่าน ดูลึกไปกว่านี้สูงขึ้นไปอีกว่าจริง ๆ แล้วดุลยภาพของการแบ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบนี้ เหมาะสมกับประเทศหรือยัง เพราะในยุคปัจจุบันท่านก็เห็นว่า คสช. เขาสั่งพักราชการ อบต. ไปตั้งเยอะ เพราะมีปัญหาแล้ว อบต. ก็มีการหาเสียงรุนแรงถึงขั้นไล่ยิงกันเลยก็มีเพราะว่า มีเงินงบประมาณมาก แต่จริง ๆ แล้วโจทย์ที่เราควรจะถามก็คือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้วทําให้ชีวิตประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในชุมชนเมืองหรือในชุมชนชนบทดีขึ้น เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือเปล่า แล้วก็ดุลอํานาจระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด กับนายก อบจ. กับนายก อบต. มันได้ดุลกันหรือยัง แล้วเราควรจะจัดสรรงบประมาณอย่างไรถึงจะไปถึง ประชาชนอย่างสมบูรณ์แล้วก็ได้ผล ได้ประสิทธิภาพดีที่สุด เพราะผมคิดว่าประเด็นนี้ ท่านน่าจะศึกษาแล้วก็ตอบโจทย์มากกว่าจะไปลงศึกษาว่าในโครงสร้างปัจจุบันท่านจะทําให้ มีประสิทธิภาพ ลดคอร์รัปชันได้อย่างไร เพราะอันนี้ผมว่าเป็นโครงสร้างที่ทําให้เปลือง งบประมาณไปอย่างยิ่งเลย ผมก็ได้ยินเพื่อนข้าราชการกระทรวงมหาดไทยบอกว่า ถ้า อบต. ไม่ดี ผู้ว่าราชการจังหวัดมีสิทธิสั่งหยุดปฏิบัติงานหรือพักงานได้ หรือ อบจ. ไม่ดีผู้ว่าราชการจังหวัดก็สั่งพักได้ แต่ในทางปฏิบัติเป็นตรงกันข้ามครับ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัด มีอํานาจมากแต่ไม่มีสตางค์ อบจ. ไม่มีอํานาจแต่มีสตางค์ ท่านจะไปสั่งพักเขาก็ไม่ได้ ส่วน อบต. ก็กลายเป็นฐานการเมืองท้องถิ่นที่เป็นฐานการเมืองระดับประเทศ จริง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะทําเพื่อสวัสดิการและสวัสดิภาพของประชาชน ไม่ควรจะมีการเมืองไปเลย เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากท่านว่าท่านน่าจะดูไปให้ลึกกว่านี้ สักนิดหนึ่ง แล้วโครงสร้างของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน กับ อบต. เป็นอย่างไร คืออย่าแก้ปัญหา โดยเกรงใจแล้วก็พัก ๆ ไว้ ถ้า อบต. ไม่ดีก็เปลี่ยนโครงสร้าง อบต. ถ้ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ควรจะต้องพัฒนาก็พัฒนา ก็หวังว่าคงไม่มีใครมาประท้วงผมนะครับ ท่านควรกล้าที่จะปฏิรูป ในเชิงโครงสร้างแล้วค่อยมาดูข้างล่าง แล้วท่านประธานก็เชี่ยวชาญเรื่ององค์กรรูปแบบพิเศษ ผมก็อยากจะฝากถามไปด้วยว่าจริง ๆ แล้วท่านบอกว่างบประมาณไม่พอแล้วก็การดูแลทุกข์สุข ของประชาชนในระดับพื้นที่ควรจะดูเรื่องอะไรเป็นหลัก ผมก็อยากจะถามว่าเรื่องการศึกษา กับเรื่องสาธารณสุขซ้ําซ้อนกับงานที่กระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงศึกษาธิการเขาทําหรือเปล่า จริง ๆ ถ้าเขาได้ไปทําก็จะได้มีมาตรฐานเดียวกันหรือเปล่า อันนี้ก็ฝากเป็นคําถามด้วยนะครับ แล้วก็ในฐานะเป็นคน กทม. สิ่งที่ผมกังวลใจที่สุดก็คือปัญหาขยะหน้าบ้านไม่มาเก็บ อีกอันหนึ่งก็คือไฟไหม้แล้วไม่มีคนมาดับเพลิง แล้วก็เรื่องหาบเร่แผงลอย บุกรุกที่สาธารณะ บุกรุกคลอง ถ้าท่านมีวิธีการแก้ปัญหาก็จะทํา ให้คนอยู่อย่างมีสวัสดิภาพ ไม่ใช่ตื่นเช้ามาหน้าคลองก็สูดกลิ่นเหม็น หรือว่าคนเผาอะไร อยู่ในขยะ เผายาง แล้วเราก็เป็นบ้านแบบคอนโดมีเนียม ชุมชน จะไปร้องกับใครก็ไม่ได้ แล้วก็การก่อสร้างผิดระเบียบ ผิดกฎหมาย ก็บังคับใช้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถ้าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทํางานที่จะใกล้ชิดประชาชนมากกว่าการเมืองระดับชาติโดยไม่มีการเมือง เข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วก็ไม่ได้เป็นที่ที่ทําไมคนถึงอยากจะลาออกจาก ส.ส. ไปลงอยู่ อบต. อบจ. ท่านก็ทราบกันอยู่ เพราะฉะนั้นทําอย่างไร ไม่ใช่ อบจ. หรือ อบต. เป็นที่ที่เขาอยากไปอยู่ เพื่อวัตถุประสงค์อื่น แต่ว่าควรจะไปอยู่เป็นวัตถุประสงค์เพื่อบริการประชาชน ใกล้ชิดประชาชน อย่างแท้จริง ก็ฝากด้วยครับว่าท่านน่าจะดูในระดับสูงขึ้นไปไม่ใช่ดูระดับล่าง ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะท่านคุรุจิต ต่อไปเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ผมมีข้อที่จะเรียนถามทางคณะกรรมาธิการครับ เพราะว่าช่วงหลังไปต่างจังหวัดโดนข้อถามเยอะ ก็คือตอนนี้เรามีท้องถิ่นที่หมดอายุแล้วก็ไม่มีการเลือกตั้งเยอะมาก เพราะเราติดขัดเรื่อง เราไม่เปิดให้มีการเลือกตั้ง ข้อเรียนถามก็คือแนวทางเรื่องการปฏิรูปท้องถิ่นนี้เราคิดอะไรไว้บ้าง หรือเปล่าที่จะเป็นคําตอบประชาชน หรือเราคิดอะไรไว้บ้างหรือเปล่าที่จะเป็นข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาล คสช. หรือ สนช. ว่ารูปแบบต่อไปจะเป็นอย่างไร ถ้าเฉพาะรูปแบบ อบต. รูปแบบ เทศบาล รูปแบบ อบจ. พัทยา หรือ กทม. อันนี้คือรูปแบบเดิมที่ทุกคนเห็น ถ้าคงรูปแบบเดิม ก็จะไม่มีความรู้สึกอย่างไร แต่มันมีเอกสารที่แจกไปทั่วครับ พูดถึงรูปแบบเทศบาลจังหวัด พูดถึงรูปแบบเทศบาลอําเภอ ผมเคยอ่านเจอก็ยังแปลก ๆ ใจครับว่ามันเป็นความคิดจาก หน่วยงานไหน รูปแบบเทศบาลจังหวัดคําจํากัดความก็ดูจะง่าย ๆ ครับ คือเทศบาลไหน เป็นที่ตั้งศาลากลางก็ให้เรียกเทศบาลจังหวัด เทศบาลอําเภอ อบต. ไหนที่เป็นที่ตั้งของอําเภอ ก็ให้เรียกเทศบาลอําเภอ มันเป็นความพยายามที่จะหลบเลี่ยงหลักของการกระจายอํานาจ ผมคิดว่าที่นั่งอยู่โดยเฉพาะท่านประธานท่านรู้จักองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีท่านอยู่ที่นั่นนาน เพราะฉะนั้นการกระจายอํานาจทําให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดประชาชนจริง ๆ ก่อนที่จะมี อบต. ผมเคยเป็น ส.ส. ครับ ตั้งแต่ไม่มี อบต. สิ่งที่เราจะเจอหลังจากสมัคร ผู้แทนราษฎรได้ก็คือผู้แทนราษฎรไหนไฟฟ้าล่ะ ผู้แทนราษฎรไหนถนนลูกรังล่ะ ผู้แทนราษฎร ไหนจะสะพานล่ะ ความรู้สึกประชาชนฝากความหวังตรงนั้นครับ เพราะเขารู้สึกว่าเขาเลือกคน ที่จะมาพูดกับรัฐบาลโดยตรง ถ้าเขาไม่พูดกับผู้แทนราษฎรเขาจะพูดกับใคร เขาก็จะบอกนายอําเภอ กับนายอําเภอก็เป็นเรื่องเจอยาก จะบอกผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านก็ทําหนังสือถึงกํานัน กํานันทําหนังสือถึงนายอําเภอ นายอําเภอบันทึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด บันทึกถึงกรม กรมบันทึกถึงกระทรวง กระทรวงบันทึกถึงสภา กว่าจะถึงชาวบ้านก็ยาว พอสมควรครับ อาจจะไม่เจอเลยในยุคผู้ใหญ่บ้านเกษียณแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีช่องทาง ที่เขาฝาก เขาก็จะถามถึงนักการเมืองมันเลยเป็นที่มาของงบ ส.ส. เพราะเรากลัวว่าประชาชน ไม่รู้จะเลือก ส.ส. ไปทําไม จึงได้ตั้งงบ ส.ส. ต่อมาสภานี้ก็เริ่มคิดกันครับ สภาผู้แทนราษฎร ที่เราใช้ประชุมกันนี้เขาต้องคิดว่าน่าจะมีการกระจายอํานาจ แล้วเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง อํานาจข้าราชการกับอํานาจทางการเมือง อย่างน้อย ๓ รัฐบาลล้มครับ เพราะเรื่องกระจาย อํานาจ เพราะเผชิญหน้ากับกระทรวงมหาดไทย แล้วก็กว่าจะกระจายอํานาจมาได้มาเป็น อบต. ยุคแรก อบต. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะครับ ฝากให้ผู้ใหญ่ทุกคนเป็นสมาชิก อบต. แล้วก็ตั้งกํานันเป็นประธาน อบต. อะไรไปอย่างนั้นผสมผสานมาก่อน กว่าจะหลุดมา จนเลือกตั้งได้ใช้เวลาเป็น ๑๐ ปี อบจ. เมื่อก่อนผู้ว่าราชการจังหวัดก็เหมือนนายก อบจ. ส.จ. ก็เลือกมาเป็นสภาอย่างเดียว เทศบาลระดับเล็กก็เป็นสุขาภิบาล นายอําเภอก็ทํา นายกเทศบาล สุขาภิบาล ทุกอย่างพัฒนาการมา ท่ามกลางพัฒนาการผมเป็นคนที่อยู่ในนั้น เห็นการเปลี่ยนแปลงครับ เราเริ่มเห็นการพัฒนาที่เข้าสู่ชนบทอย่างเป็นระบบขึ้น เริ่มเห็น ความแตกต่างระหว่างตําบลกับเทศบาลลดลง แต่สิ่งที่เรากังวล ผมเข้าใจว่าทุกท่านกังวล เหมือนกับผมกังวล เรารู้สึกว่าการกระจายอํานาจเป็นบ่อเกิดของการทุจริตในท้องถิ่นมาก เราไม่อยากให้ท้องถิ่น เหล่านั้นทําการทุจริตกัน หรือว่าผู้บริหารท้องถิ่นอยากไปลงสมัครเทศบาล อยากลงสมัคร อบจ. งบประมาณเยอะจะได้โกงกันเยอะ ๆ เรากลัวตรงนั้น เราไม่ได้กลัวที่จะให้ กทม. มีงบประมาณ มาก ๆ แก้ปัญหาตั้งแต่ขยะหน้าบ้าน ไฟฟ้า ประปา ระบบขยะที่ดีที่สุด ระบบน้ําไหลที่ดีที่สุด คลองที่ดีที่สุด เราอยากเห็นอย่างนั้น แต่กลัว กทม. โกงเยอะ ๆ ยิ่งพอส่งไปตําบลเรายิ่งกลัวใหญ่ เพราะยิ่งส่งไปเทศบาล อบจ. กลัวใหญ่ เรากลายเป็นเอาความกลัวมาปิดตาทั้งหมดจนไม่กล้า จะกระจายอํานาจ ยิ่งไม่กระจายอํานาจการพัฒนายิ่งช้า บ้านเมืองที่เขาพัฒนาไกล ๆ เขากระจาย อํานาจ เขาถามนะครับ เวลาเราจะกระจายอํานาจเรากล้าที่จะเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด มากกว่า กทม. ไหม ผมฝากท่านไปต่อว่า คําว่า เลือกผู้ว่าราชการจังหวัด แทงใจดําหลายเรื่อง แต่คําว่า เลือกผู้ว่าราชการจังหวัด ก็เป็นความประสงค์ของคนเมืองหลัก ๆ อย่างเชียงใหม่ ที่อยากจะเป็นอย่าง กทม. คนที่เป็นอย่างชลบุรีก็อยากเลือกผู้ว่าราชการ กทม. เขารู้สึก คน กทม. เขาใช้บริการได้ง่ายกว่า จังหวัดใหญ่ ๆ เขาก็อยากได้อย่างนั้น แต่ถ้าถามวันนี้ เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างไรครับ เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดอันนี้กระทรวงมหาดไทย เขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นคุณก็เลือกเทศบาลจังหวัดก่อนแล้วกัน ขอผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดิมไว้ก่อน เพราะผมไม่รู้จะเอาผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ไหน ถ้าเราคิดกันอย่างนี้การปฏิรูปการขับเคลื่อน ก็ไม่เกิด คิดอยู่ในวังวนเดิมจะแก้ กทม. อย่างไรให้ขับเคลื่อนคล่องขึ้น อย่างนี้ไม่ต้องคิดครับ เดี๋ยว กทม. คิดให้เอง จะบอกว่าพัทยาขับเคลื่อนช้าทําอย่างไร ไม่ต้องคิดครับ พัทยาเขาเสนอ มาตลอดเป็นเล่ม ๆ ผมเคยไปรับเขามาแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะคิดต่อว่าการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนี้เพื่อให้ประชาชนใกล้ชิดกันระบบเลือกตั้ง และตรวจสอบระบบเลือกตั้งได้ จริง ๆ ถ้าประชาชนรู้จักในการใช้สิทธิและควบคุม อบต. ได้ วันข้างหน้าเขาก็ควบคุมเทศบาลได้ วันข้างหน้าเขาควบคุม กทม. ได้ และวันข้างหน้าเขาก็ควบคุม ส.ส. เราปฏิรูปกันตรงนั้นดีกว่า แต่อย่าไปหยุดกระแสของโลกของการที่จะกระจายอํานาจ รวบอํานาจไว้มีปัญหาหมด วันนี้ผมฝากตามที่ผมเจอเขามา เขาอยากให้การขับเคลื่อนปฏิรูปคิดไปว่าจะปฏิรูป เรื่องกระจายอํานาจอย่างไรให้มีลักษณะของการเติบโตขึ้น อย่าไปกลัวเรื่องการทุจริตหรือซื้อเสียง เพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องหลักที่ทุกคณะต้องคิดให้ออกว่าทําอย่างไรให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม เอาคนดีเข้ามาสู่ระบบ คิดอย่างนี้ไม่ได้ไม่ต้องมีการเลือกตั้งครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ขออนุญาตใช้เวลา สัก ๒ นาที ฝากประเด็นเดียวนะครับ ขออภิปรายเพื่อเป็นกําลังใจให้กับท่านประธานนินนาท ด้วยนะครับ ท่านได้ทํางานมาอย่างดียิ่งเลย แล้วก็ได้ให้แนวทางในการปฏิรูป ซึ่งก็เป็นเรื่อง ที่สําคัญมากในเรื่องของการปฏิรูปการขับเคลื่อนด้านการปกครองท้องถิ่น ผมดูอย่างในเรื่องที่ ๒ ท่านพูดถึงแผนการกระจายอํานาจ พูดถึงการถ่ายโอนอํานาจในการให้บริการสาธารณะ จากส่วนกลาง จากส่วนภูมิภาค ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ในเรื่องที่ ๕ พูดถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน ก็เน้นแต่ในเรื่องของการตรวจสอบการใช้งบประมาณ การมีส่วนร่วม ในด้านการคลัง การงบประมาณ ที่อยากจะฝากท่านคืออยากจะฝากในเรื่องของการที่จะ ปฏิรูปการให้บริการสาธารณะของ อปท. ที่จะให้มีการกระจายไปสู่ภาคเอกชน เพราะว่า อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วจะทําให้การบริการมาตรฐานต่าง ๆ ดีขึ้น อีกหน่อยขยะหน้าบ้าน ท่านคุรุจิตก็จะมีคนมาเก็บทุกวันถ้าเราให้เอกชนเข้ามาทําโดยใช้หลักของคอนเทสอะบิลิตี (Contestability) ซึ่งก็เป็นหลักที่นํามาใช้ในเรื่องของการกระจายความรับผิดชอบ กระจาย การบริการสาธารณะ ไม่ใช่กระจายอํานาจไปอย่างเดียวแล้วก็ไปเก็บไว้ที่ อปท. เพราะตรงนี้ ถ้ามีไว้ในกฎหมายว่าถ้าเอกชนสามารถให้การบริการสาธารณะที่เท่าเทียมหรือดีกว่าก็ต้อง ให้เขาทํา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลเด็กเล็ก การจัดรถสาธารณะ เรื่องการดูแลพื้นที่ต่าง ๆ การปลูกต้นไม้ ก็ขอฝากไว้ประเด็นเดียว ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี เชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบข้อซักถามค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะแล้วก็ซักถามนะคะ ในประเด็นที่ท่านสมาชิก สอบถามว่าคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของส่วนภูมิภาคแล้วก็ส่วนท้องถิ่นไหม อันนี้เราก็คิดนะคะ เรื่องความสัมพันธ์ เดี๋ยวจะให้ท่านรองประธานวัลลภท่านช่วยกรุณาตอบ ในเรื่องของการเลือกตั้ง ในเรื่องของการกระจายอํานาจที่ท่านได้เสนอมานี้ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในเรื่องของ การกระจายอํานาจ แต่ว่าในการศึกษาเรื่องการเลือกตั้งของผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกท้องถิ่น ที่จะเข้ามาบังเอิญจะซ้ําซ้อนกับด้านการเมือง ทางด้านการเมืองของท่านเสรีท่านก็รับไป ดําเนินการ แต่วันนี้ก็ประสานกันอยู่ตลอด แต่ในเรื่องของการกระจายอํานาจนั้นก็จะเป็น เรื่องของด้านการบริหารราชการแผ่นดินกับของท้องถิ่นต้องประสานกัน มีเรื่องของการกระจาย อํานาจหลายเรื่องที่สามารถจะยกตัวอย่างได้ว่าเมื่อกระจายมาแล้วถ้าสมมุติเราได้พิจารณา อย่างดีแล้วท้องถิ่นสามารถรับได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เช่น ในเรื่องของการดับเพลิงในกรุงเทพมหานคร อันนี้ก็ขออนุญาตยกตัวอย่าง แต่กว่าตํารวจดับเพลิง จะมาเป็นของ กทม. ได้นี่ใช้เวลานานมาก คือตํารวจเองก็ไม่อยากมาค่ะ แต่ว่าเขาให้มาตั้งนานแล้ว ไม่อยากมาทํา อย่างไร ๆ ก็ไม่มา จนในที่สุดก็ต้องฟันธงว่าต้องมาพอมาก็เป็นเรื่องธรรมดา อีกนะคะว่าหน่วยแม่เวลาจะยกอะไรให้ใครเขาก็จะต้องเลือกไว้ก่อนแล้วก็ยกให้เรา อันนี้ก็ ไม่เป็นไร เมื่อยกมาแล้วเราก็ต้องไปทํา ปัจจุบันนี้ดิฉันก็คิดว่าการดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ก็คงดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ บางทีเยอะเสียจนเราต้องห้าม มีไฟเกิดอัคคีภัยซึ่งก็ไม่มากแต่ว่า ทุกคนก็มีตัวชี้วัดว่าจะต้องไปถึงที่เกิดเหตุภายใน ๘ นาที ๑๐ นาที ๑๒ นาที อะไรนี้เขาก็ ระดมกันไป บางครั้งพอไปก็ดับแล้วแป๊บเดียวก็กลับอะไรอย่างนี้ แต่ว่าสมัยก่อนตอนที่ดิฉัน ยังเด็ก ๆ อยู่ เวลาเกิดไฟไหม้ทีหนึ่งดิฉันได้ยินคําถามว่าหัวฉีดละเท่าไรอะไรอย่างนี้ ถ้าไม่มีการบอกน้ํามันไม่ออกใช่ไหมอย่างนี้ แต่สมัยนี้เป็นไปไม่ได้ค่ะ เพราะอันนี้ก็เท่ากับ พัฒนาการมาเรื่อย ๆ แต่ก็มีหลายเรื่องที่กระจายอํานาจมาแล้วบางครั้งท้องถิ่นเขาก็รับไม่ได้ เพราะเขาไม่มีขีดความสามารถพอ เพราะฉะนั้นการจะกระจายอํานาจอะไรต้องคุยกันระหว่าง คนที่จะให้กับคนที่จะรับว่าพร้อมไหมที่จะให้ พร้อมไหมที่จะรับ แล้วให้นี่จะให้อย่างไร มาให้เขาสามารถทําได้ไม่น้อยไปกว่าที่ตัวเองเคยทํา ให้แล้วต้องทําได้ดีกว่าเดิม นอกจากนั้น บางครั้งท้องถิ่นอยากจะขอเพราะท้องถิ่นบอกว่านี่ฉันทําได้ทําไมไม่ให้ แต่เขาไม่ให้ก็มีอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นต้องจริงใจในการกระจายอํานาจว่ายึดที่ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เป็นหลักว่าถ้าทําแล้วพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ต้องให้ แต่ต้องศึกษาร่วมกันระหว่าง ผู้ให้กับผู้รับจะเป็นประโยชน์มากกับการที่จะเกิดประโยชน์สุขกับพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น
ในเรื่องของโรงเรียนกับโรงพยาบาล เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกสอบถามว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการเขากับกระทรวงสาธารณสุขได้ไหม ดิฉันกราบเรียนว่าเรื่องโรงเรียนของ กทม. กทม. ได้รับมอบมาจากรัฐบาลให้ทํา จริง ๆ ก็ติดมาตั้งแต่สมัยเป็นโรงเรียนประชาบาล อะไรอย่างนี้นะคะ แล้วเป็นการศึกษาภาคบังคับ ปัจจุบันโรงเรียนเหล่านี้อยู่ในสังกัด กรุงเทพมหานคร ๔๓๗ โรงเรียน ถึง ๓๘ โรงเรียน ปรับไปปรับมา แล้วก็มีกฎหมาย กระจายอํานาจบอกว่าให้โรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ของกรมสามัญศึกษา ยกมาอยู่กับ กทม. พอตัดสินอย่างนั้นปั๊บก็โอนงบประมาณของโรงเรียนเหล่านั้นมาให้ กทม. กทม. ก็รอว่าโรงเรียนเหล่านั้นจะมาไหม ปรากฏว่าโรงเรียนเหล่านั้นไม่อยากมา อย่างไรก็ไม่ไป กทม. ก็เลยต้องยกเอางบประมาณนี้ โอนงบประมาณนี้กลับคืนไปสู่เขา ซึ่งแรก ๆ รัฐบาล ก็ให้มาเต็มที่นะคะ สมมุติว่าเขาใช้ ๑๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็ให้มา ๑๐๐ ล้านบาท แล้วก็นึกว่าเขาจะมาอยู่กับ กทม. แต่ในที่สุดแล้วเขาก็ไม่มา ไม่มา กทม. ก็ต้องโอนให้เขากลับไป ๑๐๐ ล้านบาท พอปี ต่อ ๆ มาท่านโอนอันนั้นมาเอาไป ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็ให้เขาไม่พอแต่ทางโรงเรียนบอกว่า กทม. ต้องให้เราก็บอกว่าไปทวงกับรัฐบาลสิอีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทางเขาก็บอกว่า กทม. ออกไปก่อนแล้วกัน ก็ออกไปให้ ต่อมาระยะหลัง ๆ ยังไม่ได้ให้มาเลยเราก็ไม่มีอะไรจะโอน ให้ทางโรงเรียนเขาก็บอกว่าทําไม กทม. ไม่ให้ เราก็บอกว่าอันนี้คุณต้องไปขอกับทาง สํานักงบประมาณเขาเพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่งบประมาณของเรา ปรากฏว่าทางนี้ก็บอกว่า กทม. ออกไป ก่อนแล้วกัน ท่านประธานไม่ทราบจําได้หรือเปล่าท่านประธานยังอยู่ในช่วงนั้นหรือเปล่าไม่ทราบ เราก็ออกไปก่อน ตอนนี้ก็ไม่ทราบว่าได้คืนบ้างหรือยัง ทีนี้เราก็ไปบอกสํานักงบประมาณว่า ในเมื่อเขาไม่มาท่านก็ไม่ต้องมาโอนงบประมาณให้เราหรอกโอนโดยตรงไปก็แล้วกันก็เขาไม่มา ทางสํานักงบประมาณบอกว่าไม่ได้ต้องไปบอกคณะกรรมการกระจายอํานาจว่าก็สั่งให้เขา กลับไปอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการก่อนสิฉันก็จะได้ไม่ต้องโอนมาให้เธอ ปรากฏว่าเราก็บอกไป ที่คณะกรรมการกระจายอํานาจหลายครั้งหลายหน บัดนี้ก็ยังเหมือนเดิมก็ยังไม่ได้โอน แล้วก็ มีอยู่โรงเรียนเดียวที่มาคือโรงเรียนวัดใหม่ช่องลม ปรากฏว่าตอนมามาโรงเรียนเดียวแล้วมา กทม. ก็ไปดูโทรมมาก ๆ สุด ๆ เลยเราก็เอาเงินของเราไปพัฒนา จนทุกวันนี้อยากให้ท่านลอง ไปเยี่ยมเยียนบ้างก็ได้นะคะ เพราะว่าเดี๋ยวพูดไป แล้วอาจจะบอกว่าแหมก็คิดว่าตัวเองทําดีแล้ว จริง ๆ ก็ไม่ได้ดี มันก็ต้องพัฒนาอีกนะคะ แต่คิดว่าก็ดีกว่าตอนที่โอนมาให้เราใหม่ ๆ เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการเขาก็ยังไม่ได้มา แต่ว่า ๔๓๐ กว่าโรงเรียนก็อยู่กับเรา
ส่วนเรื่องโรงพยาบาลก็พัฒนาขึ้นมีทั้งหมด ๙ โรงพยาบาล ก็มี ๑๐๐ เตียง ๒๐๐ เตียงบ้างอะไรก็ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ดีเป็นการเสริมงานของกระทรวงสาธารณสุข เพราะว่าอย่างโรงพยาบาลกลางท่านลองไปดูคนเยอะมากโรงพยาบาลกลาง แล้วก็ยังมีโรงพยาบาลสิรินธร มีโรงพยาบาลตากสิน มีหลายแห่งที่ยังต้องช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนอยู่ก็ทํางานร่วมกันระหว่างเวลามีปัญหาอะไรมีอะไรก็ปรึกษา กับกระทรวงสาธารณสุขตลอด เวลาที่มีโรคภัยอะไรต่าง ๆ มาก็ร่วมมือกันมีการส่งต่อกัน มีอะไรกันอย่างนี้นะคะ
สุดท้ายเวลาท่านมีปัญหาอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องขยะเรื่องอะไร อันนี้เฉพาะใน กทม. ท่านร้องเรียนเถอะค่ะอย่าเก็บเอาไว้ ถ้าท่านเห็นอะไร ท่านช่วยหน่อยก็จะเป็นหูเป็นตา ให้กับหน่วยงานที่เรียกว่ากรุงเทพมหานครเขาได้ทํางานให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งดิฉันก็เชื่อมั่นว่า ท้องถิ่นอื่นด้วยนะคะ ถ้าเราในฐานะพี่น้องประชาชนผู้อยู่อาศัยได้ร่วมมือกับทางราชการ ในการที่จะบอกสิ่งต่าง ๆ ที่เราพบเห็นร่วมมือกันแก้ไขร่วมมือกันทํางาน ดิฉันก็คิดว่า บ้านเมืองเราก็ต้องดีขึ้น
แต่ในส่วนที่ท่านได้สอบถามอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการปกครองท้องถิ่น รูปแบบทั่วไป ดิฉันก็จะขออนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการด้านปกครองท้องถิ่นทั่วไป ท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ ได้กรุณาตอบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านวัลลภค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ กระผม นายวัลลภ พริ้งพงษ์ รองประธาน กรรมาธิการแล้วก็ประธานอนุกรรมาธิการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนะครับ ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกทั้ง ๓ ท่าน ท่านปลัดกระทรวงคุรุจิต ท่านวิทยา แก้วภราดัย แล้วก็อีกท่านหนึ่งคือ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์นะครับ ประเด็นที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตแล้วก็สอบถาม ความจริงแล้ว ก็อยู่ในแผนการดําเนินการทั้งสิ้น ตั้งแต่เรื่องแรกเรื่องความสัมพันธ์ของภารกิจระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ท้องถิ่น เพราะว่าในขณะนี้เองก็มีภารกิจของส่วนกลางที่อยู่ในระหว่าง การถ่ายโอน แล้วก็ถ่ายโอนไปแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถทําได้ อย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้ก็จะมีการดําเนินการที่จะมาทบทวนทั้งหมด อันนี้ก็คงต้องไปประสาน กับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็จะเป็นข้อแรกที่อยู่ในแผนการดําเนินการนะครับ
ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่นให้เกิดประสิทธิภาพ คือมันพันกับเรื่องโครงสร้างเพราะว่าขณะนี้เรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. เมื่อสักครู่ทางท่านประธานได้นําเรียนแล้วทั้งหมด ๗,๘๕๑ แห่งนะครับ ใน ๗,๘๕๑ แห่ง มีมากกว่า ๔,๐๐๐ แห่งที่มีงบประมาณจัดลงได้แค่งบค่าตอบแทนสมาชิกหรือว่าผู้บริหาร ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ค่าใช้จ่ายประจํา หมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็น การปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเข้าใจว่าจะเป็น ครั้งแรกเลยก็ว่าได้จะมีการควบรวม คือควบรวมองค์กรท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กที่ไม่มีงบประมาณ ในเรื่องของการพัฒนา อาจจะเป็น ๒-๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบรวมเป็นหนึ่ง หรือว่าองค์กรท้องถิ่นขนาดเล็กไปควบรวมกับองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่ ส่วนเกณฑ์ ในการพิจารณาก็ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาว่าจะมีเกณฑ์อะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการควบรวม คําตอบสุดท้ายก็คือว่าสามารถที่จะมีงบในการพัฒนาเพื่อจะไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชน แล้วก็สามารถที่จะมีประสิทธิภาพในเรื่องของการบริหารงาน นี่คือเป้าหมาย สุดท้าย เพราะฉะนั้นในการควบรวมก็จะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจาก ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง มีจํานวนลดน้อยลง ส่วนเท่าไรยังตอบไม่ได้ และรูปแบบในขณะนี้จากการศึกษาของทาง สปช. ชื่อก็แล้วกันนะครับ ต่อไปอาจจะไม่มี อบต. หรือว่าองค์การบริหารส่วนตําบล อาจจะ ปรับเป็นรูปแบบเดียวก็คือเป็นเทศบาล ตุ๊กตานะครับ อาจจะเป็นเทศบาลชนบท หรือว่า เทศบาลเมืองนคร มหานครก็แล้วแต่ เกณฑ์ก็ต้องมากําหนดอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็อยู่ในแผน การศึกษาของทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นนะครับ ในเรื่องของ อบจ. เองก็ตาม ก็จะต้องมีการมาดูในเรื่องของอํานาจหน้าที่ให้เกิดความชัดเจน มากยิ่งขึ้นนะครับ อันนี้ก็จะเป็นความสัมพันธ์ในระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นเอง ความสัมพันธ์เราก็ต้องมาดูระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบนก็คือ อบจ. กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง ซึ่งต่อไปอาจจะมีรูปแบบเดียวแล้วนะครับ อันนี้ก็อยู่ในกระบวนการทั้งหมดนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการกระจายอํานาจ ผมเข้าใจว่าขณะนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าจริง ๆ แล้วผมจําได้ว่าวันแรกที่ท่านประธานมา ท่านก็พูดถึงโครงการหลายโครงการ ของราชการส่วนกลางที่เราได้ถ่ายโอนไป เช่นในเรื่องของฝายต่าง ๆ ที่มีปัญหาว่า เมื่อถ่ายโอนไปแล้วปรากฏว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ดูแล ความจริงแล้วเมื่อถ่ายโอน ไปแล้วเป็น ๑,๐๐๐ แห่ง ซึ่งเป็นฝายขนาดเล็ก แต่ปรากฏว่าเราถ่ายโอนไป ๑. หน่วยงาน ที่ถ่ายโอนไม่ได้ ไปกํากับหรือชี้แนะ หรือให้ความรู้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจน งบประมาณที่เราถ่ายโอนไปก็ไม่ได้พูดชัดเจนออกไป นั่นก็จะเป็นปัญหาส่วนหนึ่งเหมือนกัน ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราจึงมีการมาทบทวนกันใหม่อีกครั้งหนึ่งว่าภารกิจใดที่อาจจะต้อง กลับมาอยู่เพื่อให้เกิดความคุ้มทุนขึ้น แต่หลักสําคัญก็คือว่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เป็นหลักสําคัญในเรื่องของภารกิจถ่ายโอน หรือมีภารกิจถ่ายโอนบางเรื่องที่ควรจะต้องถ่ายโอน แล้วอันนี้ก็ต้องเร่งรัด อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่อยู่ในตัวเรื่องของการกระจายอํานาจ
แล้วก็สุดท้ายท่านเลิศรัตน์ถามในเรื่องของการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อันนี้มีอยู่แล้วในเรื่องของคอนเทสอะบิลิตี (Contestability) ตั้งแต่เรื่องของการร่วมทุน ขนาดใหญ่กับภาคประชาชนกับเอกชน หรือแม้แต่การที่ให้ชุมชนได้มีโอกาสจัดทําในเรื่อง ของโครงการสาธารณะที่สามารถดําเนินการได้ อันนี้ก็อยู่ในแผนดําเนินการของทาง กรรมาธิการชุดนี้อยู่แล้วนะครับ ก็คงจะกราบเรียนในเรื่องของแนวทางคร่าว ๆ จากทั้ง กรรมาธิการได้สบายใจว่าที่ได้ตั้งข้อสังเกตมาก็อยู่ในแนวทางอยู่แล้วครับ
จะมีท่านผู้ชี้แจงอีกไหมคะ เชิญค่ะ
ขออนุญาตท่านประธานค่ะ ขออนุญาตให้ท่านธวัชชัย ฟักอังกูร ได้ชี้แจงเรื่องเทศบาลจังหวัดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธวัชชัย ฟักอังกูร สมาชิกสภาหมายเลข ๑๗๒ ครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับเพื่อที่จะ ชี้แจงประเด็นที่มีการกล่าวถึงเทศบาลจังหวัด เทศบาลอําเภอเมื่อสักครู่นี้นะครับ จริง ๆ แล้ว ๒ รูปนี้ไม่เคยอยู่ในการพูดคุยหรือการปรึกษา หรือแม้แต่จะเป็นข้อเสนอของทาง สปช. หรือของ สปท. เลยนะครับ ผมเองก็เห็นนะครับ มีการกล่าวถึงเทศบาลจังหวัด เทศบาลอําเภอในไลน์ (Line) แล้วก็ ส่งต่อ ๆ กันไป ก็คงจะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการแล้วก็อยากจะแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ออกมา แต่ว่าในแนวทางของการจัดทําข้อเสนอนี้ไม่มีนะครับ ขอเรียนยืนยัน
อีกประการหนึ่งครับ สําหรับท่านเลิศรัตน์ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนําเกี่ยวกับ เรื่องของการจัดบริการสาธารณะที่ควรจะเปิดโอกาสให้หลากหลาย มีภาคเอกชนอะไรต่าง ๆ ได้ด้วย อยากจะเรียนว่าเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการอยู่ในหน้า ๒๘ ซึ่งกําหนดว่า ปรับปรุงวิธีการจัดบริการสาธารณะของกรุงเทพมหานครให้มีความคล่องตัว หลากหลาย โดย สามารถดําเนินการร่วมกับหน่วยงานอื่น หรือมอบให้หน่วยงานอื่น เอกชน แม้กระทั่งชุมชน ในอนาคตที่เขามีความเข้มแข็งสามารถที่จะจัดบริการสาธารณะ ดูแลคนชรา ผู้ด้อยโอกาสได้ ก็จะเปิดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เขาสามารถจัดบริการสาธารณะประเภทที่เขา สามารถทําได้ ก็จะเกิดความคล่องตัวมากขึ้นครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านสมาชิกคะ บัดนี้ก็เป็นอันว่าที่ประชุมเราได้พิจารณาแผน การปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากว่าไม่มีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าเราเห็นชอบแผน ปฏิรูปนี้เพื่อคณะกรรมาธิการจะได้ปฏิบัติตามแผนต่อไปค่ะ จบวาระการพิจารณาแผนปฏิรูป ๔ ด้านแล้วนะคะ ดิฉันขอเข้าไปสู่วาระอื่น ๆ วันนี้เรากําหนดจะพิจารณากัน ๔ ด้านเท่านั้น แล้วพรุ่งนี้ ๔ ด้าน แล้ววันที่ ๒๓ ก็อีก ๔ ด้าน ขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการทุกท่านที่กรุณาศึกษามาเป็นอย่างดี ขอบพระคุณค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้ก็ได้เวลาอันสมควร เลยกําหนดเวลามาพอสมควร ดิฉันขอประทานโทษด้วย ที่ควบคุมการประชุมจนทําให้ท่านต้องนั่งอยู่ยาวขนาดนี้ ก็ขอประทานโทษ และวันนี้ ขอปิดประชุม นัดประชุมต่อในวันพรุ่งนี้นะคะ สวัสดีค่ะ