อลงกรณ์ พลบุตร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงการปรับโครงสร้างของตำรวจ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง และการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการโอนหน่วยงานตํารวจทางหลวง ไปอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคม และเรียกร้องให้คิดดีถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโอนนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความจำเป็นในการพิจารณาความสามารถและความมั่นคงของประเทศในการโอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความไม่ชัดเจนในกระบวนการสอบสวนของตำรวจและดีเอสไอ โดยเรียกร้องให้ชัดเจนเกี่ยวกับการควบคุมและตีความคดีอาชญากรรมข้ามชาติ
ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาที โดยท่านแรก พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เชิญครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายแผนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมใน ๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก ในเรื่องของการปรับโครงสร้าง ประเด็นที่ ๒ เรื่องการถ่ายโอนกิจการ และ ประเด็นที่ ๓ เรื่องการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม ดังนี้ครับ
ในเรื่องแรก การปรับโครงสร้างของตํารวจนะครับ ก็ในการนําเสนอของท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ครั้งนี้ผมถือว่าเป็นการปฏิรูปโครงสร้างของตํารวจ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แล้วก็เป็นการปฏิรูปเรียกว่าเกาหรือแก้ไขปัญหาในการแก้ไข ปัญหาถูกจุด แล้วก็ถูกที่คัน แล้วก็แก้ในจุดอ่อนได้นะครับ ขอเรียนว่านครสวรรค์โมเดล ที่ดูเมื่อสักครู่นั้นเป็นการปฏิรูปจัดโครงสร้างตํารวจในระดับสถานีตํารวจ ก็คือว่า ในระดับสถานีตํารวจนั้นให้ทํางานเป็นทีม รับแจ้งความและบริการประชาชน รวมทั้ง สืบสวน สอบสวน ติดตามจับกุมคนร้าย
ส่วนที่ ๒ คือการปฏิรูปวิธีการทํางานของตํารวจ จากเดิมต่างคนต่างทํา แบบแยกเป็นส่วน ๆ แล้วก็ไม่ได้ประสานงานกัน เปลี่ยนใหม่เป็นการทํางานแบบบูรณาการ ครบกระบวนการแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One stop service) หรือให้บริการเสร็จสิ้น ณ จุดจุดเดียว และประชาชนไม่ต้องเดือดร้อน ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ตํารวจหลาย ๆ คนฟัง เดี๋ยวไปเล่าให้ฝ่ายสอบสวนฟัง เดี๋ยวไปเล่าให้ฝ่ายสืบสวนฟังซ้ํา ๆ ประชาชนก็เบื่อ แล้วก็ เสียเวลาด้วย แต่ครั้งนี้ของใหม่นี้เล่าครั้งเดียว พูดครั้งเดียว ตํารวจทีมเดียวกันนั้นดําเนินการ ตั้งแต่รับแจ้งความ ทําการสอบสวนปากคํา สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามจับกุม คนร้าย แล้วถ้ามีทรัพย์หายก็ติดตามทรัพย์ให้ผู้เสียหายคืนได้โดยคณะทํางานทีมเดียวกัน ตรงนี้ละครับจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างตํารวจและวิธีการทํางานของตํารวจที่ประชาชน ได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์ และสังคมมีความสงบสุขครับ
ในเรื่องที่ ๒ ผมขอเสนอความเห็นนะครับ ในเรื่องของการถ่ายโอนกิจการ ตํารวจที่จะไปให้หน่วยงานอื่นทํา หน่วยงานแรกคือตํารวจท่องเที่ยว อยากจะเรียนให้ทราบว่า ตํารวจท่องเที่ยวนั้นมีหน้าที่ทั้งในเรื่องของการให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วก็อํานวย ความสะดวก ดูแลความปลอดภัย ถ้านักท่องเที่ยวเกิดสินทรัพย์หายหรือถูกประทุษร้าย บอกว่าถ้าโอนไปกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใครล่ะครับจะเป็นคนรับแจ้งความ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีอํานาจในการสอบสวนหรือเปล่าครับ และในการที่จะให้ นักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทย นักท่องเที่ยวต้องมีความรู้สึกว่ามาแล้วปลอดภัย มาแล้ว ไม่ถูกหลอก ไม่ถูกฉ้อโกง เพราะฉะนั้นในการที่ใครก็ตามขายสินค้าหลอกลวงให้กับ นักท่องเที่ยว คนที่จะมีศักยภาพในการสืบสวนติดตามจับกุมก็คือตํารวจครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ไปถามกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อนนะครับว่าเขาพร้อมที่จะทําหรือเปล่า แล้วเขาทําแล้วประสิทธิภาพดีเท่าตํารวจหรือเปล่านะครับ
หน่วยงานที่ ๒ ตํารวจทางหลวง บอกว่าจะโอนไปกระทรวงคมนาคม ผมอยากจะกราบเรียนทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ แล้วก็ทุกท่านที่ฟังอยู่ด้วย ชมอยู่ด้วยนะครับว่า ผมอดีตผู้การทางหลวง ทราบดีครับว่าภารกิจทางหลวงมีอะไรบ้าง ภารกิจที่คนอื่นทําไม่ได้ ใครก็ทําไม่ได้ครับ ถ้าโอนไปกระทรวงคมนาคมอยากถามว่าแขวงการทางหรือเจ้าหน้าที่ ขนส่งทําภารกิจถวายความปลอดภัยได้ไหมครับ ภารกิจนี้ผิดพลาดไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากจะบอกว่าถ้าจะโอนไปคิดให้ดีก่อนว่าจะมีหน่วยงานไหนมาทําหน้าที่นี้ได้ และท่านทราบไหมครับว่าคดีอาชญากรรมทุกประเภท คดีรุนแรงทุกชนิดใช้ทางหลวง ทั้งหมดครับ ไม่ว่าขนยาเสพติด ไม่ว่าค้ามนุษย์ ขนของเถื่อน หรืออาชญากรรมทุกประเภท ใช้ทางหลวงหมดครับ ถ้าคนที่ทําหน้าที่อยู่บนทางหลวงไม่ได้คอยสอดส่องดูแลใช้ปฏิภาณ ไหวพริบที่จะสกัดจับด้วย กลุ่มบุคคลเหล่านี้ไม่กลัวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาเสพติด แล้วท่านทราบไหมครับว่า ขอต่อนะครับเพราะว่าเรื่องสําคัญครับ ตํารวจ
ขอกระชับนิดหนึ่งครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ตํารวจทางหลวงนี่นะครับ ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ทางหลวง ตอนนี้แขวงการทางเขาสร้างตาชั่งไว้ทั่วประเทศเลยนะครับ สมัยผมเป็น ผู้บังคับการกองบังคับการตํารวจทางหลวงบอกว่าทางอธิบดีแขวงการทางบอกว่ารถไม่เข้า ตาชั่งครับ เจ้าหน้าที่แขวงการทางไปโบกก็ไม่เข้าครับ ต้องขอให้ตํารวจทางหลวงไปยืนโบกครับ อันนี้ข้อเท็จจริงทุกท่านคงทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะโอนไปก็คิดให้ดีก่อนแล้วกันนะครับ ว่าแขวงการทางหรือว่ากรมทางหลวงนั้นเขาพร้อมรับหรือเปล่า แล้วทําได้หรือเปล่า
อันที่ ๓ ตํารวจรถไฟ อยากเรียนถามว่าถ้าให้เจ้าหน้าที่รถไฟไปเดินตรวจ รถไฟ คนร้ายกลัวไหมครับ ยาเสพติด หรือของคล้าย ๆ กับตํารวจทางหลวงเมื่อสักครู่นี้ครับ อาชญากรรมทุกประเภทก็มาบนรถไฟครับ ในอนาคต ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ใช้รถไฟ ประสานถึงกันหมด ยิ่งมาตามรถไฟมากเลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้อีกเช่นเดียวกันครับ
อันที่ ๔ ตม. ครับ บอกว่าจะให้โอนไปกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม หรือกระทรวงการต่างประเทศ อยากจะเรียนบอกท่านนะครับว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้การจับคนร้าย วางระเบิดที่ราชประสงค์ที่จับได้รวดเร็วทันทีเพราะ ตม. คือตํารวจไทยครับ และ ตม. ไทย ประสานกับ ตม. ประเทศรอบบ้านสกัดจับได้ทันทีครับ และหลายคดีครับแม้กระทั่งคดียูฟัน ผมจับคนร้ายในขณะที่กําลังจะข้ามแดนไปต่างประเทศกําลังขึ้นเครื่องบินก็เพราะเป็น ตม. ครับ เราประสานกัน ยกหูโทรศัพท์กัน บางทีไลน์ (Line) ถึงกันก็จับได้แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ขอเรียนนะครับว่าต้องดูศักยภาพและดูความมั่นคงของประเทศด้วยครับ
อันที่ ๕ กิจการด้านป้องกันและปราบปรามการกระทําผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค ให้โอนจากกองปราบไปอยู่สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค ขอเรียนนะครับ คดีล่าสุดคดี ยูฟันที่ผมจับกุมได้ผู้ต้องหา ๑๖๔ คน ยึดทรัพย์ ๘๕๐ ล้านบาท ในเวลาอันสั้น ตรงนี้ก็เป็น เพราะว่าสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคเขาไม่สามารถกระทําได้ จึงต้องมาขอให้ตํารวจทํา และตํารวจทําใช้เวลาสั้น ๆ สามารถสอบสวนพยานได้ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ปาก ผู้ต้องหา ออกหมายจับได้ ๑๖๔ คน ยึดทรัพย์ได้ถึง ๘๕๐ ล้านบาท โดยใช้ศักยภาพเครือข่าย ตํารวจทั้งประเทศทําพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ถ้าบอกว่าเป็นสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคทํา คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องดูศักยภาพด้วยนะครับว่าโอนอะไรไปแล้วนี่ใครได้ ประโยชน์ ตํารวจพร้อมให้โอนครับ แต่โอนแล้วขอให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ก็แล้วกันนะครับ อยากจะฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้อีก ๒ เรื่อง เรื่องแรก ก็คือความไม่ชัดเจน
ท่านต้องสรุปแล้วนะครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : สรุปเลยครับ ความไม่ชัดเจนมี ๒ เรื่อง ในเรื่องของการสอบสวนระหว่างตํารวจเป็นพนักงานสอบสวนกับดีเอสไอ (DSI) ขอให้ชัดเจน ตํารวจสอบสวนพอจับกุมแล้วต้องส่งให้ดีเอสไอ (DSI) เกิดดีเอสไอ (DSI) ทําไม่ได้ หรือศักยภาพไม่พอ หรือทําแล้วสํานวนคดีผู้ต้องหาหลุด ผู้ต้องหามาฟ้องกลับตํารวจ ตรงนี้ จะเป็นปัญหา และทุกวันนี้เป็นอุปสรรคครับ ตํารวจไม่ทํางานเพราะบอกว่าเดี๋ยวทํางาน แล้วก็ต้องไปส่งให้ดีเอสไอ (DSI) ก็เลยไม่ทํา จึงเกิดผลเสียกับประชาชน อยากให้มีความชัดเจนว่า คดีอะไรก็ตามถ้าตํารวจสืบสวนแล้วจับกุมคนร้ายได้ให้ทําต่อไป ถ้ายังจับกุมไม่ได้ ถ้าดีเอสไอ (DSI) ขอให้ส่งดีเอสไอ (DSI) ไปให้เกิดความชัดเจนครับ ประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ความไม่ชัดเจนระหว่าง การตีความว่าคดีไหนเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ คดีไหนไม่เป็น เป็นความผิดในราชอาณาจักร คดีไหนในอํานาจการสอบสวนของอัยการ คดีไหนอํานาจการสอบสวนของตํารวจ ตรงนี้ มีความละเอียดอ่อนครับ แล้วก็เป็นเหตุให้ผู้ต้องหานั้นพ้นผิดได้โดยอ้างอํานาจการสอบสวน แล้วก็ไม่ชัดเจนอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ตีความ ๒ ประเด็นนี้ให้ชัดเจน
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของการควบคุมในระหว่างการสอบสวน ก็ขอให้แต่เดิม ๔๘ ชั่วโมง อยากให้แบ่งให้ชัดเจนว่าคดีเล็ก ๆ ศาลแขวง ๔๘ ชั่วโมงเหมาะสม แต่ถ้าเป็นคดี ใหญ่ ๆ ที่มีอัตราโทษสูงควรจะเพิ่มจาก ๔๘ ชั่วโมงมากกว่า อาจจะเป็น ๗๒ ชั่วโมง เหมือนเดิม เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะจากประสบการณ์ครับ จับกุมผู้ต้องหาคดีใหญ่ได้ ผมทํา การสอบสวนกันทั้งวันทั้งคืน ๒ วัน ๒ คืนไม่พอ ไม่ทันครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอเรียน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน แล้วก็ความสงบสุขของคนไทยทั้งประเทศครับ ขอขอบคุณครับ
เป็นประโยชน์มากนะครับ เชิญท่านทูตกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศครับ