วิรัช ชินวินิจกุล แถลงการณ์เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยและสมานฉันท์สันติวิธี
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเองในนามของกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้เสนอความเห็น และข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์นะครับ ขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการของเราได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการที่จะปรับปรุงแผนที่เรา จะเสนอรวมทั้งจัดทํากฎหมายที่เกี่ยวข้องก็จะได้นําข้อเสนอแนะหรือความเห็นที่แสดง ที่เป็นประโยชน์ จริง ๆ แล้วผมอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกทุกท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านวันชัย สอนศิริ ที่ท่านพูดเรื่องการไกล่เกลี่ย ความจริงในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเรา ก็ยกเรื่องการไกล่เกลี่ยขึ้นมาเป็นประเด็นหนึ่งเหมือนกันแต่ว่าเป็นประเด็นรอง เนื่องจากว่า เรื่องการไกล่เกลี่ยมีกระทรวงมหาดไทย ทั้งกระทรวงยุติธรรม ทั้งศาลเองก็ทําเรื่องนี้มา ความจริงการไกล่เกลี่ยเป็นสิ่งที่ผมเองในขณะนั้นที่ดํารงตําแหน่งเป็นเลขาธิการสํานักงาน ศาลยุติธรรม ผมหยิบเรื่องนี้มาเป็นหัวใจสําคัญของการลดคดีที่เกิดขึ้นในศาล ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ โครงการของผมที่ทํานั้นเป็นโครงการที่ฉีกออกไปจากการไกล่เกลี่ย พวกเรามักจะเข้าใจกันว่า ไกล่เกลี่ย หมายถึง ไกล่เกลี่ยคดีแพ่งที่พิพาทกันหรือคดีอาญาที่ยอมความกันได้ แต่จริง ๆ ผมทําเรื่องสมานฉันท์สันติวิธีเอาคดีอาญาแผ่นดินมาทํา ผมเริ่มแรกที่สุดเลยที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดียาเสพติดคดีหนึ่งซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจําเลยจําหน่ายยาเสพติด วันนั้น ผมไปตรวจราชการที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พอดี ผู้พิพากษาก็กําลังสมานฉันท์อยู่ กําลังอธิบาย ให้จําเลยฟังว่าอย่างนี้เป็นการจําหน่าย แต่จําเลยไม่ยอมรับ ผมก็เข้าไปถามว่าทําไมไม่รับ จําเลยบอกว่าผมไม่ได้ขาย เพื่อนผมฝากให้ผมเอายาเสพติดนี้ไปส่ง ซึ่งคําว่า ขาย ใน พ.ร.บ. ยาเสพติดรวมถึงจําหน่ายจ่ายแจกด้วย อย่างนี้จําเลยไม่เข้าใจเพราะเขาไม่มีความรู้ ผมก็บอกว่านั่นละคือขาย ทําไมไม่รับล่ะ รับอย่างน้อยที่สุดได้ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว จําเลยรับสารภาพเลย ก็เขาไปส่งจริง ๆ อย่างนี้ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เราทําจนกระทั่งคดีนี่ เราเลือกคดีที่สามารถจะประนีประนอมได้แบบนี้ ๑๐๐ คดี คดีเสร็จไป ๗๐ คดี คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ปกติพนักงานอัยการของท่านประสิทธิ์หวงมากคือเรื่องสํานวน การสอบสวน เขาจะไม่ยอมให้ทนายหรือจําเลยดูเลย แต่เราก็ใช้วิธีประสานงาน ผมขออนุญาต เอ่ยนามท่าน อสส. คนเดิมท่านจุลสิงห์ ผมประสานงานกับท่านว่าในคดีที่เราสามารถ จะสมานฉันท์ได้ขอเอาสํานวนให้ดูได้ไหม ท่านยอม ท่านบอกว่าให้อัยการเอาให้จําเลยดู คือพูดง่าย ๆ ทํากันแบบเปิดเผยให้ทนายดูว่าพยานของทางฝ่ายโจทก์เขามีอย่างนี้คุณจะสู้ไหม สู้เขาได้ไหม ถ้าสู้ไม่ได้ศาลเราก็ให้ความรู้กับจําเลยว่าคุณจะสู้ไปทําไมในเมื่อพยานหลักฐาน ชัดเจนแบบนี้ ถ้าคุณรับสารภาพอย่างน้อยที่สุดเป็นอย่างไร ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว ถ้ามีผู้เสียหาย ศาลก็จะเชิญผู้เสียหายมา คดีรถชน คดีทําร้ายร่างกาย ไกล่เกลี่ยให้ผู้เสียหายยอมให้อภัยจําเลย จําเลยชดใช้ค่าเสียหายให้ตามสมควรแค่นั้นเอง จบ จําเลยรับสารภาพศาลตัดสินลงโทษ รอการลงโทษให้ ให้โอกาสที่จะไปกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีต่อไป นี่เป็นสิ่งที่ศาลยุติธรรม เราทํามาตลอดโดยความร่วมมือกับอัยการแต่ยังไม่ได้ทําเอ็มโอยู (MOU) เท่านั้นเอง ความจริงเป็นกระบวนการที่เราทํา แล้วท่านทราบไหมว่าคดีแบบนี้จําเลยพอใจ ผู้เสียหาย พอใจ เขาไม่ต้องไปฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย ไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองอีก ในเวลาเดียวกัน คดีเหล่านี้จําเลยพอใจ โจทก์ก็พอใจ อัยการไม่อุทธรณ์ จะมีอุทธรณ์นิดเดียวก็คือจําเลย อุทธรณ์ว่าลงโทษหนักไปแค่นั้น ประเด็นขึ้นศาลอุทธรณ์แป๊บเดียวลงมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างนี้เป็นกระบวนการ ที่เป็นเรื่องสมานฉันท์ แทนที่จะเป็นไกล่เกลี่ยที่ท่านวันชัย สอนศิริ ได้กรุณาแนะนํา ก็เป็นประเด็นหรือเป็นวาระที่เราจะรับไปดําเนินการต่อไป แต่อันนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในวาระ ที่คณะกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมคิดอยู่ตลอดเวลานะครับ เพราะฉะนั้น ผมเองก็ขอสรุปว่าความเห็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้เสนอมานั้นเป็นเรื่องที่เราน้อมรับ และจะนําไปปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานของปฏิรูปของกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย เพื่อให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปตํารวจนั้นเป็นเรื่องที่เราคาดหวังว่า เราน่าจะต้องทําให้สําเร็จ ขอบคุณครับ