สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

นินนาท ชลิตานนท์ หารือเรื่องการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ความสัมพันธ์อำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่นไม่ชัดเจน และเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับจังหวัดและระดับต่ำกว่าจังหวัด และการปรับปรุงกฎหมายและระบบการตรวจสอบ เพื่อให้การกระจายอำนาจมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดแก้ไขปัญหาการบริหารบุคคลในหน่วยงานท้องถิ่น โดยแบ่งอํานาจระหว่างนายก อปท. กับปลัด อปท. และกำหนดโครงสร้างและอัตรากําลังขั้นต่ําเพื่อควบคุมการเพิ่มอัตรากําลังที่ไม่เหมาะสม และเสนอว่าควรจะมีสถาบันพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นเพื่อพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพรัก ทุกท่าน ดิฉัน นินนาท ชลิตานนท์ สปท. ลําดับที่ ๘๐ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ด้านการปกครองท้องถิ่นนะคะ ขออนุญาตท่านประธานนําเสนอต่อเนื่องกัน แล้วก็จะ พยายามไม่ใช้เวลามากนักนะคะ หลังจากนั้นหากท่านสมาชิกท่านใดมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หรือมีข้อซักถาม ดิฉันขออนุญาตให้ท่านรองประธานและประธานอนุกรรมาธิการตอบนะคะ ขอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เลยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

แผนการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมาธิการ ชุดนี้มีทั้งหมด ๑๗ ท่านนะคะ ในการศึกษาเรื่องการปกครองท้องถิ่นในประเทศของเรา ก็จะแยกออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ก็คือประเภทท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป กับประเภทท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ เพราะฉะนั้นการแบ่งการศึกษาจึงมีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการออกเป็น ๓ คณะ คณะแรกนั้น คือคณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ซึ่งมีท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็จะมีหน้าที่ศึกษาและจัดทําข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ เรื่องของโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ การกระจายในเรื่องการเงิน การคลังของท้องถิ่น รวมทั้ง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๒ นั้นมีท่านธวัชชัย เทอดเผ่าไทย เป็นประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็มีหน้าที่ศึกษาและจัดทําข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปด้านการบริหารบุคคล การกํากับดูแลท้องถิ่น การตรวจสอบท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชนสําหรับท้องถิ่นนะคะ คณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๓ จะเป็นคณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีท่านธวัชชัย ฟักอังกูร เป็นประธานอนุกรรมาธิการ มีอํานาจศึกษาและจัดทําข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษทั้งที่มีอยู่แล้วและที่กําลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ กรอบการศึกษานั้นก็ศึกษาภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะ คสช. คณะรัฐมนตรี และโดยเฉพาะรายงานผลการศึกษาของท่าน สปช. แล้วก็ สนช. รวมทั้งความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กราบเรียนว่าการทํางานครั้งนี้ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาศึกษาร่วมกันตลอดเวลา เพราะว่าอยากจะให้ผลการศึกษานั้น สามารถนําเอาไปทําเป็นรูปธรรมได้ เรื่องสําคัญที่คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะได้รับการปฏิรูปนั้นมีทั้งหมด ๘ เรื่อง อยู่ในกลุ่มของ การปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ๕ เรื่อง และอยู่ในกลุ่มของการปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ ๓ เรื่อง ทั้ง ๘ เรื่องนั้น

เรื่องแรก ก็คือการปฏิรูปโครงสร้างและอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่น รูปแบบทั่วไป

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของการปฏิรูปการกระจายอํานาจ

เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นทั่วไป

เรื่องที่ ๔ คือการกํากับดูแลการตรวจสอบ

เรื่องที่ ๕ คือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

สําหรับการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นก็จะนําเสนอในเรื่องของ การปฏิรูปกรุงเทพมหานคร การปฏิรูปเมืองพัทยา แล้วก็การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ

ในประเด็นแรก ก็คือการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนั้น จากการศึกษาพบว่าปัญหามีอยู่หลายประการ นั่นคือเรื่องความสัมพันธ์ของอํานาจ หน้าที่ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้นยังไม่ชัดเจน ความสัมพันธ์ของอํานาจหน้าที่ระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเอง ซึ่งมี อบต. อยู่มากมาย แล้วก็ มีพื้นที่ที่ทับซ้อนกัน

ประเด็นปัญหาข้อที่ ๓ ก็คือ อปท. ที่มีอยู่ทุกวันนี้มีจํานวนถึง ๗,๘๕๑ แห่ง ค่อนข้างมากไปหรือเปล่า แล้วก็กว่า ๔,๐๐๐ แห่งมีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ประเด็นปัญหาข้อที่ ๔ ก็คือคุณสมบัติของการเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหาร ท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น ในบางท้องถิ่นสมควรที่จะต้องมีการกําหนดคุณสมบัติในการเข้าสู่ ตําแหน่งไหม

ประเด็นปัญหาข้อที่ ๕ คือการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ในทุกวันนี้กฎหมายกําหนดให้มีได้ แต่ว่าทําได้ค่อนข้างยาก

ประเด็นปัญหาข้อที่ ๖ คือ อปท. มีฐานรายได้และค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ ต่อการจัดบริการสาธารณะ

จากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราก็มานําเสนอว่า

เรื่องแรก คือปัญหาถึงความสัมพันธ์ของอํานาจหน้าที่ระหว่างราชการบริหาร ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้นก็ควรจะกําหนดให้ชัดเจน โดยกําหนดให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเขามีอํานาจหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะ ขั้นพื้นฐาน แต่ในการจัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานนั้นจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับอํานาจ หน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมาธิการเห็นว่าน่าจะแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือระดับที่อยู่ในระดับจังหวัด กับระดับ ต่ํากว่าจังหวัด ระดับจังหวัดนั้นก็คือองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เรียกว่า อบจ. อย่างเดิม แต่ว่าระดับต่ํากว่าจังหวัดนั้นก็ควรจะมีในรูปของเทศบาลเท่านั้น ทีนี้ในการจัดทําแผนของ ท้องถิ่นก็จะได้กําหนดให้ในระดับที่ต่ํากว่าจังหวัดนั้นเขาทําในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ส่วนระดับจังหวัดนั้นก็ควรจะทําในภาพรวม ดูแผนพัฒนา ท้องถิ่นในภาพรวมให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด

เรื่องที่ ๓ เรื่อง อปท. มีมากไปหรือเปล่า อันนี้จากการศึกษาของท่าน สปช. ของ สนช. รวมทั้งของ สปท. ก็เห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะเปิดโอกาสให้มีการควบรวม ท้องถิ่นได้ เพราะว่าท้องถิ่นหลายแห่งที่มีเป็นจํานวนมากแล้วก็มีรายได้ไม่เพียงพอไม่สามารถ จะตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ก็น่าจะควบรวมได้ แต่ว่า การควบรวมนั้นต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ๓ ประการ

ประการแรก คือจัดทําบริการสาธารณะที่ดีกว่าเดิมได้ บรรลุมาตรฐาน ตามที่กําหนดและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ประการที่ ๒ พี่น้องประชาชนต้องได้รับประโยชน์และความพึงพอใจมากกว่าเดิม

ประการที่ ๓ องค์กรนั้นที่ปรับแล้วจะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ แล้วก็สามารถทํางานได้คุ้มค่าดีกว่าเดิม

ประการที่ ๔ เรื่องของคุณสมบัตินั้นก็เห็นสมควรว่าจะต้องมีการกําหนด คุณสมบัติการเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นบางท้องถิ่น รวมทั้งกําหนดวิธีการถอดถอน ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นให้เหมาะสมกับโครงสร้างขององค์กรปกครองท้องถิ่น ในแต่ละรูปแบบ

ประการที่ ๕ ในเรื่องของการเงินการคลังและการงบประมาณก็น่าจะเพิ่ม รายได้ให้แก่ อปท. โดยให้ อปท. นั้นสามารถจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ได้เพิ่มขึ้น หรือว่า รัฐจะแบ่งรายได้เพิ่มจากฐานภาษี หรือว่าเพิ่มสัดส่วนของภาษีอากรและค่าธรรมเนียมให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งกําหนดภาษีอากรและค่าธรรมเนียมประเภทใหม่ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ให้กับ อปท. เพิ่มช่องทางในการจัดเก็บภาษี ในการชําระภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการจัดทําฐานภาษี หรือเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรด้านการคลังของท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. โดยให้พี่น้องประชาชนนั้นเขาสามารถจะช่วย ในการจัดทําแผนพัฒนาท้องถิ่นและสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด เพิ่มประสิทธิภาพ ในการรักษาวินัยการเงิน การคลัง เพิ่มในเรื่องของความโปร่งใสและธรรมาภิบาล โดยเฉพาะ การเปิดเผยข้อมูลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การก่อหนี้ รวมทั้งการให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับข่าวสาร ข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ในทั้งหมดนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนําเอาวิธีการแล้วก็แนวทาง ในการปฏิรูปมาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้องจัดทําเป็นร่างประมวลกฎหมาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นใหม่ พร้อมทั้งจัดทําร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะกรรมาธิการก็พร้อมที่จะดําเนินการทันที แล้วก็สามารถจะดําเนินการนําเสนอ ครม. และ สนช. ได้ภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ ภายใน ๑๐ เดือนนะคะ ขออภัยค่ะ สามารถศึกษาได้ภายใน ๑๐ เดือน เดือนกันยายน ๒๕๕๙ นี้สามารถนําเสนอได้นะคะ ส่วนเรื่องแหล่งที่มาก็เป็นไปตามภาค

สําหรับประเด็นที่ ๒ คือแผนปฏิรูปการกระจายอํานาจนั้น จากการศึกษา ก็พบว่าการถ่ายโอนภารกิจระหว่างราชการบริการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นนั้น ในปัจจุบันก็ยังมีการประวิงเวลาอยู่เหมือนเดิม หรือบางครั้งโอนงานไปแล้วก็ไม่โอนเงิน ไม่โอนคน บางภารกิจท้องถิ่นเขาก็ไม่มีความสามารถในการที่จะรับโอนหรือมีขีดความสามารถจํากัด หรือว่าเป็นอุปสรรคต่อการจัดทําบริการสาธารณะ บางครั้งก็ไม่เป็นไปตามแผนการกระจายอํานาจ การให้เงินก็มีสัดส่วนไม่เพียงพอ หรือ อปท. เป็นจํานวนมากก็ไม่มีความสามารถทางด้านการเงิน การคลังที่จะรองรับภารกิจที่จะถ่ายโอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขาดการส่งเสริมสนับสนุนให้ อปท. ที่รับภารกิจถ่ายโอนไปแล้วสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยถ่ายโอนไปแล้วต้องทําได้ดีเทียบเท่ากับหน่วยเดิมที่เขาทําอยู่ คืออย่างน้อยจะต้อง ทําได้ไม่ต่ํากว่าที่พี่น้องประชาชนเคยได้รับบริการ รวมทั้งการกํากับดูแลในปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่เป็นระบบและมีมาตรฐานที่ดีพอ หน่วยงานที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริม สนับสนุนการกระจายอํานาจยังขาดเอกภาพ ทีนี้วิธีการปฏิรูปและแนวทางการแก้ไขก็คือ ต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นใหม่ โดยจะต้องยอมรับว่าภารกิจในการถ่ายโอนนั้นควรจะประกอบไปด้วยภารกิจ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือเป็นภารกิจพื้นฐานที่ท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ส่วนที่ ๒ เป็นภารกิจตามที่อํานาจหน้าที่ที่กฎหมายอื่นบอกว่าท้องถิ่นต้องทํา และส่วนที่ ๓ ก็เป็นภารกิจเสริมที่ท้องถิ่นเขาเสนอว่าเขาพร้อมที่จะทําได้ นอกจากนั้นก็จะต้องกําหนด มาตรฐานในการจัดบริการสาธารณะ โดยมีการกําหนดว่ามาตรฐานขั้นต่ําในการจัดบริการ สาธารณะนั้นท้องถิ่นจะต้องทําอย่างไรไม่ให้ต่ํากว่ามาตรฐานเดิม แล้วรัฐจะต้องจัดทําต้นทุน ข้อมูลมาตรฐานขั้นต่ําเอาไว้เพื่อเวลาจะมอบงานไปก็จะได้มอบเงินให้พอเหมาะพอสมไปด้วย อย่างเช่นสมมุติว่าเคยทําถนนเส้นนี้กิโลเมตรละเท่าไร เวลาจะมอบให้ท้องถิ่นเขาทํา ในการที่จะคํานวณงบประมาณไปให้ก็จะได้ทราบว่าอย่างต่ําหน่วยงานที่รับโอนเขาจะได้ งบประมาณไม่น้อยกว่านั้น นอกจากนั้นก็จะต้องกําหนดระบบการตรวจสอบให้เป็นไป ตามหลักธรรมาภิบาลแล้วก็เร่งรัดการถ่ายโอนตามแผนปฏิบัติการ ในการเร่งรัดนั้นก็ควร จะมีคณะกรรมการ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการที่จะจัดทําแผนการปฏิบัติและการติดตามผล ให้ชัดเจนเพื่อให้การทํางานนั้นเป็นไปโดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นองค์กร ที่จะดูแลและกํากับการกระจายอํานาจนั้นก็ควรจะเป็นองค์กรที่มีทั้งองค์กรในระดับ กระทรวงแล้วก็ระดับจังหวัด เวลาที่จะขับเคลื่อนลงไปก็จะต้องมีเอกภาพในการที่จะ ขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นจึงจะทําให้การกํากับดูแลท้องถิ่นนั้นเป็นไปได้อย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็จะต้องนํามาปรับปรุงเป็นกฎหมายด้วยเช่นกัน เป็นการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วย การส่งเสริมการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็จะใช้เวลาประมาณ ๑๐ เดือนเช่นเดียวกัน ภายในเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ก็สามารถที่จะนําร่างเสนอ ครม. และ สนช. ได้นะคะ

เรื่องที่ ๓ คือการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันนั้นถ้าจะพูดถึงโครงสร้างขององค์กรการบริหารบุคคลของท้องถิ่นนั้น ปรากฏว่า มีองค์กรที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นถึง ๒๓๓ คณะ คือในระดับของ ข้างบนสุดก็คือ ก.ถ. ต่ําลงไปก็จะเป็นคณะกรรมการกลาง ข้าราชการและพนักงาน ส่วนท้องถิ่นที่เรียกว่า ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. และต่ําลงไปจากนั้นก็คือมี ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัดอีกนะคะ ซึ่งทั้งหมดนี้ทําให้เกิดปัญหาว่าเวลาในการทํางานบางครั้ง ซ้ําซ้อนกัน และในด้านของความเข้มแข็งของคณะกรรมการนั้นแต่ละคณะเขาจะมีอํานาจ ในการวินิจฉัยประเด็นปัญหาแล้วก็ให้ความเห็นชอบในการดําเนินการเกี่ยวกับการบริหาร บุคคลของท้องถิ่นของเขา ซึ่งก็มักจะพบปัญหาว่าเกิดความไม่เป็นกลางในการใช้อํานาจ ขาดความเข้าใจในระเบียบ หลักเกณฑ์ มักจะเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัย หรือมีการแทรกแซงจากผู้มีอํานาจ ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการสรรหา บุคลากรของท้องถิ่น ในเรื่องของการสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก และการคัดเลือก ในการสอบแข่งขัน พบว่ามีการร้องเรียนในเรื่องของการทุจริตในการสอบแข่งขันมากมาย มีการขึ้นบัญชีผู้ที่สอบได้เอาไว้เป็นจํานวนมากทําให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีข้อมูลยืนยันได้ นอกจากนั้นกรณีการสอบคัดเลือกก็เช่นเดียวกัน ก็เกิด เรื่องร้องเรียนว่ามีการทุจริตในการสอบคัดเลือก กระบวนการสอบคัดเลือกไม่เป็นมาตรฐาน บางครั้งไม่ได้ผู้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงแล้วก็เกิดระบบอุปถัมภ์ขึ้น ในการคัดเลือก ก็เช่นกัน เกิดปัญหาร้องเรียนว่ามีการใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบ มีการช่วยเหลือพวกพ้อง หรือบางครั้งตําแหน่งว่างแต่พวกพ้องของตัวเองยังมีคุณสมบัติไม่ถึงก็มีการรอซึ่งก็ทําให้ ความก้าวหน้าของข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นเขาก็สะดุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงาน นักบริหาร

ปัญหาประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการโอนบุคลากร ปกติแล้วการโอน บุคลากรระหว่างท้องถิ่นจะต้องได้รับความยินยอมจาก ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ ๑ เป็นบุคลากร ของท้องถิ่น ฝ่ายที่ ๒ คือท้องถิ่นต้นสังกัด ฝ่ายที่ ๓ ก็คือท้องถิ่นปลายทาง ต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ ก็มีการร้องเรียนว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ว่ามีการกลั่นแกล้งไม่ให้โอน มีการใช้ระบบ อุปถัมภ์ เป็นการกีดกันความก้าวหน้าของข้าราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ในเรื่องที่ ๖ เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายที่กําหนดเอาไว้ว่าท้องถิ่นจะกําหนด การใช้จ่ายเงินงบประมาณในด้านของบุคลากรได้ไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของเงินงบประมาณ ที่เป็นรายจ่ายประจําปีของท้องถิ่นนั้น อันนี้ก็ทําให้ท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ก็เพิ่มอัตรากําลัง ท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กก็มีอัตรากําลังไม่เพียงพอ ในด้านการบังคับบัญชา ปัจจุบันนี้การบังคับบัญชา ทั้งกระบวนการหรือการบริหารบุคคลทั้งกระบวนการก็จะเป็นของผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ได้มีการกําหนดระหว่างนายกของท้องถิ่นกับข้าราชการประจําของท้องถิ่น

ปัญหาประเด็นที่ ๗ คือเรื่องของวินัย ในเรื่องของวินัยนั้นมีการกําหนดไว้ว่า การอุทธรณ์ การลงโทษ ถ้าข้าราชการท้องถิ่นได้รับโทษจะอุทธรณ์ก็อุทธรณ์ได้เพียงชั้นเดียว แต่เวลาเกิดกรณีขัดแย้งระหว่างผู้ใช้อํานาจกับผู้ตรวจสอบก็ไม่มีองค์กรที่เหนือกว่ามาวินิจฉัย ให้เป็นข้อยุติ นอกจากนั้นการดําเนินการในเรื่องวินัยก็ยังขาดแคลนบุคลากรในเรื่องนี้ ขาดผู้มีประสบการณ์ในท้องถิ่นนั้นที่จะดําเนินการในเรื่องวินัย

ปัญหาประเด็นที่ ๘ คือเรื่องสมรรถนะของบุคลากรในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ปัจจุบันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเติบโตเร็วมากมีผู้ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ แต่ว่าบางครั้งความรู้ความสามารถไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าน่าจะมีหน่วยที่จะรับผิดชอบ ในเรื่องการให้ความรู้กับบุคลากรเหล่านี้โดยตรง

ดังนั้นเมื่อพบประเด็นปัญหาเช่นนี้ก็เสนอแนวทางแก้ไขไว้ ในเรื่องโครงสร้าง ขององค์กรกลางในการบริหารบุคคลนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่า ๒๓๓ คณะนั้นยุบเสียเถอะ เยอะเกินไป เพราะฉะนั้นให้มีคณะกรรมการกลางการบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่นคณะเดียว ชื่อย่อเรียกว่า ก.ถ. ชื่อเต็มเรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น คล้าย ๆ กับ ข้าราชการพลเรือนมี ก.พ. ข้าราชการส่วนท้องถิ่นก็มี ก.ถ. แล้วก็ใน ก.ถ. ก็แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ระดับที่อยู่ส่วนกลางก็คือ ก.ถ. ทําหน้าที่กําหนดยุทธศาสตร์แนวนโยบายและการออกกฎหมาย พอไประดับจังหวัดเรียกว่า ก.ถ. จังหวัด คือเป็นคณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดเป็น อ.ก.ถ. จังหวัด ก็จะมีหน้าที่บริหารบุคคลตามที่ ก.ถ. มอบหมาย พอลงไป ในระดับท้องถิ่นก็เรียกว่าคณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น คณะอนุกรรมการ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเทศบาลอะไรก็ว่าไป อันนี้ก็จะทําหน้าที่บริหารงานบุคคลตามที่ ก.ถ. มอบหมาย เพราะฉะนั้นการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นก็จะอยู่ที่คณะกรรมการคณะเดียว ก็จะได้มาตรฐานเดียวกัน

ในเรื่องที่ ๒ คือถ้าหากว่าถูกลงโทษแล้วอุทธรณ์การลงโทษนั้นแล้วก็ยัง ไม่พอใจก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่จะมาวินิจฉัยชี้ขาด ก็น่าจะมีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม ขึ้นมา ซึ่งของข้าราชการพลเรือนก็มี แต่ว่าการที่จะมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม บุคคลส่วนท้องถิ่นนั้น จะเรียกโดยย่อว่า ก.พ.ถ. แต่ว่าลักษณะหรือรูปแบบจะต้องศึกษา ให้รอบคอบเพื่อไม่ให้มาเป็นปัญหาภายหลัง เพราะว่าไม่ว่าจะเป็น ก.พ.ค. หรือ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร หรืออื่น ๆ เท่าที่เคยทํามาก็อาจจะมีปัญหาบ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ การที่จะมี ก.พ.ถ. ก็จะต้องศึกษาความเป็นมาเป็นไปหรืออํานาจหน้าที่ให้ละเอียดรอบคอบ แต่เป็นเรื่องที่ควรจะมี เพราะว่าเป็นการพิทักษ์คุณธรรมให้กับข้าราชการเพิ่มขึ้น

ในเรื่องที่ ๓ คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอํานาจในการบริหารบุคคล ส่วนท้องถิ่นในการแต่งตั้งและการบังคับบัญชา คณะกรรมาธิการก็เสนอว่าควรที่จะ แบ่งอํานาจระหว่างนายก อปท. กับปลัด อปท. ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นน่าจะเป็นคนแต่งตั้ง แล้วก็บังคับบัญชาปลัด อปท. หรือผู้อํานวยการตามข้อเสนอของปลัด อปท. ส่วนข้าราชการ คนอื่นนั้นก็มอบให้เป็นอํานาจของปลัด อปท. ด้านกระบวนการบริหารบุคคลที่ว่ากําหนดเอาไว้ว่าต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คณะกรรมาธิการ เห็นว่าควรจะกําหนดโครงสร้างและอัตรากําลังขั้นต่ําเอาไว้เพื่อที่จะควบคุมการเพิ่มอัตรากําลัง ที่ไม่เหมาะหรือว่าการมีอัตรากําลังที่น้อยเกินไป แล้วก็การสรรหาบุคลากรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กรณีการสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก หรือการคัดเลือกนั้นก็ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ ก.ถ. คล้าย ๆ กับ ก.พ. ซึ่งสอบข้าราชการพลเรือน แล้วก็ส่งไป แต่ ก.ถ. นั้นอาจจะต้องศึกษา ละเอียดกว่านั้นหน่อยหนึ่ง เพราะว่าจะต้องไม่หนีหลักการปกครองท้องถิ่นโดยคนในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นเวลาขึ้นบัญชีก็อาจจะต้องแบ่งออกเป็นเขต ๆ เพราะว่าเราคงจะไม่สามารถ ขึ้นบัญชีทั้งหมดได้ เดี๋ยวเกิดจะได้คนที่อยู่เชียงใหม่ไปบรรจุระยอง ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นอาจจะ แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด กลุ่มท้องถิ่น เพื่อที่จะขึ้นบัญชีให้แยกจากกัน สมมุติว่าคนที่อยู่ระยอง เกิดไปทํางานที่ชลบุรี อันนี้ก็ยังพอเป็นไปได้ พอในอนาคตทํา ๆ ไปแล้วเขาก็อาจจะโอนย้าย กันได้นะคะ ก็ทําให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น แล้วก็เชื่อว่าถ้า ก.ถ. เป็นผู้สอบแข่งขัน น่าที่จะให้ความเป็นธรรม แล้วก็ลดปัญหาการร้องเรียนเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์ได้ ในเรื่องของการรักษาคุณธรรมจริยธรรม หรือในเรื่องของการกําหนดขั้นตอน วิธีการ ในเรื่อง ของวินัย ในขั้นตอนเกี่ยวกับการออกจากราชการ ขั้นตอนการอุทธรณ์ ร้องทุกข์เหล่านี้ ควรจะกําหนดไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน นอกจากนั้นก็ให้ ก.ถ. เขามีอํานาจในการวินิจฉัย หรือออกคําสั่งการโอนย้ายบุคลากรของท้องถิ่นต่างสังกัดกันได้นะคะ ด้านวาระการดํารงตําแหน่ง บริหารนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่าตําแหน่งปลัด อปท. และผู้อํานวยการกองนั้นเป็นตําแหน่ง ที่มีความสําคัญ ต้องใช้คนที่มีความรู้ ความชํานาญ ความสามารถในการตัดสินใจ ต้องใช้คนที่ มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นในตําแหน่งหลัก ๆ เหล่านี้ควรจะมีวาระในการดํารงตําแหน่ง ในด้านภาระค่าใช้จ่ายบริหารบุคคลส่วนท้องถิ่นนั้น อันนี้ในกรณีที่มีการกําหนดโครงสร้างไปแล้ว เพื่อไม่ให้เกินแล้ว บางครั้งมีความจําเป็นอาจจะต้องเกิน คณะอนุกรรมาธิการท่านก็เสนอว่า อาจจะตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือได้ แต่การตั้งกองทุนนั้นก็ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ต้องศึกษาให้รอบคอบก่อน ในด้านของเรื่องสมรรถนะของบุคลากร ตามที่กราบเรียนว่า ตอนนี้มีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ เติบโตเร็วมาก แล้วก็บางท่านเขาอาจจะยังด้อย ประสบการณ์หรือขาดความรู้ความสามารถ ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง อันนี้ ก็น่าจะมีหน่วยงานหรือองค์กรที่จะให้ความรู้ พัฒนาเขา ให้การฝึกอบรมเขา ก็นําเสนอว่า ควรจะมีสถาบันพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นโดยเฉพาะเลย เพื่อจะได้ทําหน้าที่พัฒนา ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้นะคะ ซึ่งเรื่องนี้ทั้งหมดก็จะต้องนํามาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกเช่นเดียวกัน จะต้องมาทําเป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ขึ้นใหม่ แล้วก็จะใช้เวลา เรื่องนี้เนื่องจากว่ามีประเด็นปัญหามาก่อนแล้ว แล้วก็สามารถจะ ศึกษาได้รวดเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙ ก็สามารถจะนําร่างเสนอ ครม. ได้ค่ะ ในเรื่องของงบประมาณกับที่มา หน่วยงานที่รับผิดชอบก็เป็นไปตามภาค

แผนปฏิรูปแผนที่ ๔ คือ การกํากับดูแล ตรวจสอบ เรื่องของการกํากับดูแล ตรวจสอบนั้นในปัจจุบันนี้ก็มีกฎหมายที่จะใช้บังคับในการกํากับดูแลอยู่แล้ว แต่ว่ากฎหมาย ที่ใช้บังคับนั้นยังไม่มีความชัดเจนและไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็ทําให้เกิดปัญหา ในการใช้อํานาจเหมือนกัน บางครั้งก็มีปัญหาว่าเป็นอํานาจของใครกันแน่ ก็จะต้องมาตีความกัน ผู้มีอํานาจหรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเขาก็จะต้องมีการตีความ ก็ทําให้เกิดความไม่เป็นธรรม ในการกํากับดูแล นอกจากนั้นการกํากับดูแลโดยประชาชนก็ค่อนข้างที่จะทําได้ยาก เพราะว่ากฎหมายกํากับบอกไว้เหมือนกันว่าถ้าหากผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ทําอะไรไม่ดีไม่งามท่านก็มีสิทธิถอดถอนได้ แต่การจะถอดถอนนั้นก็กําหนดเกณฑ์จํานวน ประชากร อย่างเช่นว่าถ้าท้องถิ่นใดมีประชากรไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีถึง ๑ ใน ๕ ที่จะเข้าชื่อกันเพื่อจะถอดถอนได้ แล้วก็ในวันเลือกตั้ง จะต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านั้นมาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แล้วคะแนนเสียงที่ปรากฏออกมา ก็จะต้องไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ถึงจะถอดถอนได้ เรื่องเหล่านี้ก็ค่อนข้างที่จะทําให้กระบวนการ ถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นโดยประชาชนนั้นทําได้ยาก นอกจากนั้นการเสนอชื่อเพื่อจะขอให้ ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติอะไรที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวเราในท้องถิ่นนั้นเขาก็กําหนดเกณฑ์ ไว้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเกณฑ์เหล่านี้ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกึ่งหนึ่งถึงจะมาเข้าชื่อได้ อะไรเหล่านี้ ก็ทําให้การดําเนินการเพื่อประชาชนในท้องถิ่นนั้นก็ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก

นอกจากนั้นอํานาจเบ็ดเสร็จในการดูแลอะไรต่าง ๆ มักจะรวมไว้ที่ส่วนกลาง ราชการส่วนกลางก็จะออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ ให้ท้องถิ่นปฏิบัติมากมาย ท้องถิ่นเองก็แทบจะ ไม่มีอิสระในการที่จะทํางานของตัวเอง เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปการกํากับดูแล และการตรวจสอบ ท้องถิ่นนั้นก็จะต้องปรับปรุงกฎหมายเช่นเดียวกัน ต้องปรับปรุงกฎหมาย แต่ขณะที่ปรับปรุง กฎหมายนี้เราอาจจะนําเอาเรื่องการกํากับไปอยู่ในประมวลกฎหมายในตอนแรกที่เราจะทํา ก็ได้เพราะจะต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ในประมวลกฎหมายท้องถิ่นฉบับหนึ่งจะต้องประกอบ ไปด้วยเรื่องของโครงสร้าง เรื่องของอํานาจหน้าที่ เรื่องของการกํากับ เรื่องของการตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้สามารถทําได้ไปไว้ในฉบับเดียวกันเลยก็ได้

ประเด็นที่ ๕ การปฏิรูปประเด็นที่ ๕ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องนี้ ก็พบว่าในปัจจุบันนี้มีปัญหาตรงที่ว่าพี่น้องประชาชนเขาไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียมกัน แล้วก็ไม่ทันการณ์ การไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ความสําคัญของการมีส่วนร่วมของตัวเอง คือพี่น้องประชาชนท่านก็จะชินเกี่ยวกับการทํางาน ของรัฐว่าหลวงอยากได้อะไรหลวงก็ทําเอาก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นการที่จะขอให้ฉันไปมีส่วนร่วม ก็ไม่ค่อยมี หรือบางครั้งขอก็ไม่ค่อยไป ก็แสดงว่าพี่น้องประชาชนท่านก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับ เรื่องการมีส่วนร่วม หรือบางครั้งท่านเข้าใจดีแต่ท่านไม่มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วม เหล่านี้ ทางข้อเสนอของท่าน สปช. ก็ต้องการที่จะให้มีการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ หลาย ๆ รูปแบบ มีการเปิดอบรม มีการเปิดสัมมนา มีการเปิดเผยข้อมูล แล้วท่านก็นําเสนอ ในเรื่องของสมัชชาพลเมืองด้วย นอกจากนั้นคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาก็คํานึงถึงหลักเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่สําคัญว่าพี่น้องประชาชนควรจะมีส่วนร่วม นั่นก็คือหลักการตามกฎหมาย หลักการพัฒนา หลักการเสริมพลัง เหล่านี้การมีส่วนร่วมมากที่สุดของพี่น้องประชาชนนั้น จะนําไปสู่พลังในการบริหารจัดการร่วมกัน คือพลังของประชาชนพลเมืองที่มีส่วนร่วม อย่างเข้มแข็ง ก็จะนําไปสู่ชุมชนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ชาติเราก็จะมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องการ เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ไขในเรื่องของการมีส่วนร่วม คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าเราต้องมีกลไกและมีกระบวนการที่จะให้ทุกภาคี ทุกภาคส่วน เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นในการที่จะกําหนดทิศทางการพัฒนา และแก้ไขปัญหาในการปกครองท้องถิ่น เราจะต้องปรับแก้ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะเอื้อให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม แล้วก็พัฒนารูปแบบกระบวนการให้พี่น้องประชาชนนั้น มีส่วนร่วมในการเข้ามานําเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของงบประมาณท้องถิ่น แล้วก็ พยายามพัฒนาคนในท้องถิ่นนั้นให้เป็นพลเมืองที่มีความสามารถ เป็นผู้นําการพัฒนาได้ และมีระบบการติดตามประเมินผลที่มีมาตรฐานดีพอ เพราะฉะนั้นตรงนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็นําเสนอในเรื่องของรูปแบบของคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่น คือทางท่าน สปช. ได้ศึกษา แล้วก็นําเสนอไว้เกี่ยวกับเรื่องของสภาพลเมืองแล้วก็สมัชชาพลเมือง แต่ว่าคณะกรรมาธิการ เห็นว่าบางครั้งคําว่า สภาพลเมืองหรือสมัชชาพลเมืองนั้นอาจจะทําให้พี่น้องเข้าใจยากสักหน่อย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราใช้คําว่า คณะกรรมการประชาคมท้องถิ่น จริง ๆ อยากจะใช้ คณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นผู้ทรงคุณวุฒิด้วยซ้ําไปนะคะ แต่ว่าเกรงว่าอาจจะมากไป แต่ความต้องการที่แท้จริงก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้นที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความรู้เรื่องต่าง ๆ ในท้องถิ่นนั้นได้ดีมาร่วมเป็นคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นร่วมกัน พิจารณาแผนพัฒนาท้องถิ่น ร่วมกันนําเสนอในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ แล้วก็ร่วมกัน ในการตรวจสอบ ในการติดตามการดําเนินการของท้องถิ่น ซึ่งคิดว่าถ้าหากเราได้คณะกรรมการ ประชาคมท้องถิ่นที่เข้มแข็งในท้องถิ่นนั้นก็จะได้รับประโยชน์มากมาย ทีนี้ที่สําคัญก็คือว่า รูปแบบของคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นจะต้องกําหนดที่มาให้ดีให้เหมาะ เรื่องนี้ก็เป็น ความสําคัญเรื่องหนึ่งที่คณะกรรมาธิการจะพยายามนําเสนอรูปแบบคณะกรรมการประชาคม ท้องถิ่น นอกจากนั้นก็จะร่วมกับหน่วยงานเขาจัดทําหลักสูตรเกี่ยวกับการฝึกอบรมต่าง ๆ ที่จะนําไปสู่การฝึกอบรมพี่น้องประชาชนให้ความรู้พี่น้องประชาชน ให้ความเข้าใจว่า การมีส่วนร่วมนั้นมีความสําคัญเพียงใด กําหนดเวลาการปฏิรูป ก็สามารถดําเนินการได้ และเราก็สามารถจะนํารูปแบบของคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นไปไว้ในประมวล กฎหมายท้องถิ่นทั่วไปและหรืออาจจะนําไปไว้ในระเบียบก็ได้ อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสม

ประเด็นการปฏิรูปต่อไปก็เป็นประเด็นของท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ทั้ง ๕ เรื่อง ดังที่กล่าวไปแล้วนั้นเป็นประเด็นการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไป แต่สําหรับ รูปแบบพิเศษนั้นก็ยังมีอีก ๓ เรื่อง คือเรื่องของการปฏิรูปกรุงเทพมหานคร การปฏิรูป เมืองพัทยา แล้วก็การปฏิรูปท้องถิ่นที่คิดว่าน่าจะเป็นท้องถิ่นพิเศษ ในเรื่องของการปฏิรูป กรุงเทพมหานครนั้นก็คงเป็นที่ยอมรับกันว่าปัจจุบันนี้ประชาชนใน กทม. ซึ่งอยู่ในเมืองใหญ่ แล้วก็เป็นเมืองหลวงนั้นค่อนข้างจะมีปัญหาในชีวิตประจําวันในบางเรื่อง เช่น เรื่องของ การจราจร เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของขยะ น้ําเสีย มลพิษ ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน ระบบขนส่งมวลชน ปัญหาเกี่ยวกับฝนตกน้ําท่วมขังหรือการสงเคราะห์ดูแล ผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นปัญหาซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นแต่เพียงปัญหาของ กรุงเทพมหานคร แต่บางครั้งปัญหาเหล่านี้ต่อเนื่องไปถึงปริมณฑล ยกตัวอย่างเช่น คราวที่มีน้ําท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ กรุงเทพมหานครก็มักจะได้รับการต่อว่าต่อขานจากเพื่อน รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรปราการ ที่ติดอยู่กับ กทม. นี้ กทม. ก็ได้รับการต่อว่าว่าไม่ยอมให้น้ําไหลเข้า กทม. เพื่อจะผ่านออกไป หรือว่าปล่อยให้น้ําไหลเข้าช้า อันนี้ก็ต้องกราบเรียนว่าตอนนั้น กทม. ก็ได้รับคําสั่งเหมือนกัน ว่าให้รักษาพื้นที่เขตเศรษฐกิจเอาไว้ให้ได้ ทีนี้การรักษาพื้นที่เขตเศรษฐกิจเอาไว้ให้ได้นี้ คือทั้ง กทม. ละค่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ทําให้การระบายน้ํานี้ ก็ค่อนข้างที่จะต้องคิดมากหน่อย แต่ว่าหลายเรื่องในเรื่องของน้ํานี้หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ปริมณฑล หรือในเรื่องของการจราจรก็เกี่ยวข้องกับปริมณฑล ดังนั้นคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ถ้าหากเราจะแก้ปัญหาของเมืองใหญ่และปริมณฑลแห่งนี้ก็น่าที่จะมีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ ร่วมกัน คือเรียกว่าเป็นแผนยุทธศาสตร์และแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเมืองหลวง และปริมณฑล อันนี้คือเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการของ กทม. ให้ดีขึ้น ก็ควรจะมีการจัดทําแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลร่วมกัน รวมทั้ง ทําแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล โดยกําหนดเป็นรูปของคณะกรรมการ มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล โดยในชั้นแรกนี้ก็อาจจะต้องขอให้รัฐบาล เป็นเจ้าภาพหลักนะคะ นอกจากนั้นก็คงจะปรับปรุงอํานาจหน้าที่ของ กทม. และผู้ว่าราชการ กทม. ให้สามารถเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะให้ได้กําหนดให้ชัดเจนกันว่า กิจการใดรัฐบาลกลางทํา กิจการใด กทม. ทํา หรือกิจการใดทําร่วมกัน ในเรื่องที่จะปรับปรุง ประสิทธิภาพ

ข้อที่ ๓ นั้น คือว่าให้รัฐนี้จัดเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้กรุงเทพมหานครจัดบริการ สาธารณะหรือโครงการตามนโยบายของรัฐบาล คือในปัจจุบันนี้งบประมาณที่เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐจัดให้นั้นก็มีสัดส่วนตามที่กําหนดนะคะ อย่างสมมุติกําหนดว่าจะให้ กทม. ปีละ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ตามสัดส่วน ไม่ว่าจะทําอะไร โครงการอะไรก็ให้อยู่ในนี้ เพราะฉะนั้นเบี้ยยังชีพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของคนใน กทม. จากเดิม ที่เราค่อย ๆ ทํามีแค่ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ๒๐,๐๐๐ กว่าคน ก็เป็น ๕๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาล ก็บอกให้แค่นี้ เรื่องของครู เรื่องของการศึกษาภาคบังคับ เรื่องของการดับเพลิง ท่านก็คลุก อยู่ในแค่นี้ แต่ทีนี้มันมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องนโยบายที่รัฐบาลสั่งให้ทํามาเลย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นโครงการใหญ่ อันนี้รัฐบาลน่าที่จะให้เงินอุดหนุนนอกสัดส่วนนะคะ นอกจากนั้นปรับปรุงวิธีการจัดบริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น หรือบางอย่างเราสามารถให้เอกชนหรือพี่น้องประชาชนที่เขาเข้มแข็งไปดําเนินการได้ นอกจากนั้น ก็มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของ กทม. เช่นมีการกําหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามที่จําเป็นสําหรับผู้บริหารและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่มาจาก การเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นหลักประกันว่าความรู้ความสามารถของคนที่จะเข้ามาบริหารเมืองนี้ ควรจะเป็นอย่างไรนะคะ กําหนดให้มีการถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภา ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น กําหนดให้ กทม. นั้นกระจายอํานาจการให้บริการไปยังเขตให้มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชน ปรับปรุงกฎหมายของ กทม. ให้ กทม. มีรายได้เพิ่มมากขึ้น จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะมีภาษีท้องถิ่นหลายตัวที่ท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศเขาจัดเก็บ ได้แล้วแต่ กทม. ยังจัดเก็บไม่ได้ เพราะว่าเป็นกฎหมายเก่า ก็ไม่ได้รับการปรับปรุงเสียทีนะคะ หรือในการปรับปรุงระบบบริหารบุคคลของ กทม. ก็น่าจะจัดให้มีการถ่วงดุลอํานาจระหว่าง ฝ่ายออกกฎคือมี ก.ก. ข้าราชการพลเรือนมี ก.พ. ข้าราชการ กทม. เขามี ก.ก. เหมือนอย่าง ที่นําเสนอว่าข้าราชการท้องถิ่นนั้นจะให้มี ก.ถ. ให้มีการจัดดุลระหว่างฝ่ายออกระเบียบคือ ก.ก. กับฝ่ายปฏิบัติตามระเบียบคือฝ่ายบริหาร แล้วก็ฝ่ายวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนคือ ก.พ.ค. อันนี้ก็ให้ไปดูเพื่อที่จะให้มีการจัดดุลระหว่าง ๓ อํานาจนี้ใหม่นะคะ นอกจากนั้น กทม. ก็ควร เปิดช่องทางให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทําแผนพัฒนาระดับเขต ทั้ง ๕๐ เขต โดยใช้รูปคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นตามที่ได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ ซึ่งถ้าหากว่าเรามีคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นก็จะมีทุกท้องถิ่นเลย ทั้งท้องถิ่นทั่วไป และท้องถิ่นที่เรียกว่ากรุงเทพมหานครนะคะ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คงจะต้องนําไปปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ในระยะแรกนั้นก็สามารถทําได้ทันทีเลยคือในเรื่องของการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล รวมทั้งแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเมืองหลวง และปริมณฑล ซึ่งถ้ายิ่งทําเร็วได้เท่าไรก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมากเท่านั้นนะคะ เพราะว่าไม่ว่าน้ําจะมาหรือจะมีปัญหาติดขัด ภัยพิบัติอะไร กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็จะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง แล้วก็แท้จริงนะคะ

และที่พร้อม ๆ กันที่จะทําต่อไปนั่นก็คือการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารราชการของ กทม. ทั้ง ๒ ฉบับ คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. ๒๕๒๘ กับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ กทม. และบุคลากร กทม. พ.ศ. ๒๕๕๔ ทั้ง ๒ ตัวนี้ก็คงจะต้องมีการปรับ ซึ่งก็สามารถที่จะปรับและนําเสนอได้โดยรวดเร็วนะคะ คิดว่าไม่เกินเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ นั้นก็สามารถจะนําเสนอ ครม. ได้นะคะ

ต่อไปคือแผนการปฏิรูปเมืองพัทยา เมืองพัทยานั้นก็ถือเป็นท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษอีกท้องถิ่นหนึ่งก็มีปัญหา ปัญหาต่าง ๆ ของเมืองพัทยานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเป็น เมืองท่องเที่ยวที่สําคัญของประเทศไทย พัทยาในทุกวันนี้เขาต้องแบกรับภาระการแก้ไขปัญหา ที่มากกว่าท้องถิ่นอื่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของการเติบโตของชุมชนเมือง ประชากรแฝง การจัดระเบียบสังคม สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มีน้ําเสีย ขยะมูลฝอยล้นเมือง อากาศเป็นพิษ น้ําทะเลสกปรก ปัญหาการจราจร ปัญหาน้ําท่วมขัง เหล่านี้ก็เป็นปัญหาที่เขาประสบอยู่ แล้วเขาก็บอกว่าเขาไม่มีอํานาจหน้าที่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งจากการศึกษาในเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ ก็พบว่าจริง ๆ แล้ว พัทยาเขาบริหารของเขาคล้าย ๆ เทศบาลนคร แต่เขาก็จะบอกว่าอํานาจหน้าที่เขาไม่เพียงพอ แต่ถ้าเราจะไปดูอํานาจหน้าที่เขาจริง ๆ เขามีมากกว่าเทศบาลนคร เพียงแต่ว่าตัวเขาเอง ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่จะเขียนให้เขาสามารถดําเนินการได้อย่างเข้าใจ แล้วทาง กฎหมายบุคคลก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นปัญหาของเมืองพัทยาอาจจะเป็นปัญหาที่ค่อนข้าง จะลึกซึ้งเหมือนกันกับในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขนะคะ เพราะว่าปัญหาในทุกวันนี้ ของเขาคือการจัดระเบียบเมือง มีพี่น้องประชาชนในพื้นที่บางครั้งตัวท้องถิ่นจะเข้าไปจัดการ แต่ว่าเขาก็ไม่ได้รับความร่วมมือเพราะอาจจะถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า อะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งก็เป็นปัญหาหลาย ๆ ประเด็นซึ่งจะต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ เหมือนกัน แต่คิดว่าในชั้นต้นนี้ถ้าจะช่วยเมืองพัทยาได้นั้นเมืองพัทยามีพื้นที่เล็ก ๆ แต่ว่า พื้นที่ของพัทยานั้นเกี่ยวพันกับพื้นที่ท้องถิ่นโดยรอบ คล้าย ๆ กับ กทม. ซึ่งเกี่ยวพันกับปริมณฑล ดังนั้นการจะช่วยแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นของเขาก็น่าที่จะมีคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบขึ้นมา แล้วคณะกรรมการแก้ไขเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ ก็มาช่วยกันจัดทําแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ รวมทั้ง แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบเช่นกัน และในกรณีที่เกี่ยวกับ อํานาจหน้าที่นั้นก็ปรับปรุงอํานาจหน้าที่ให้เขาเพื่อที่จะให้เขาสามารถเป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดบริการสาธารณะได้ ในเรื่องเงินก็เหมือนกันที่บอกว่าเมืองพัทยานั้นมีงบประมาณ ไม่เพียงพอ ก็อาจจะดูว่าเรื่องใดที่รัฐบาลให้เขาทําเป็นการเฉพาะแล้วก็เป็นโครงการใหญ่ ก็ควรจะให้งบประมาณนอกเหนือไปจากที่เป็นงบอุดหนุนตามสัดส่วนปกติ ปรับปรุงวิธีการ บริหารจัดการเมืองพัทยาเสียใหม่ อันนี้ก็อาจจะให้หน่วยงานอื่น หรือเอกชน หรือชุมชน ที่เข้มแข็งมาร่วมดําเนินการ รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้ต้องศึกษาทบทวนโดยละเอียดรอบคอบ ก็มีผู้นําเสนอว่าอยากจะให้เมืองพัทยานั้น นําเอาระบบผู้จัดการเมืองหรือซิตี้เมเนเจอร์ (City manager) มาดูอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็เห็นว่าระบบซิตี้เมเนเจอร์ (City manager) ก็ไม่แน่ว่าจะใช้ได้ดีในเมืองไทย เพราะว่าปกติแล้ว ถ้าเราดูนิสัยทั่วไปของคนไทยจากดั้งเดิมมาพี่น้องประชาชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ มักจะยอมรับ ผู้บริหารที่มีตําแหน่งและอํานาจอยู่ด้วย อย่างเช่นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างนี้เวลาขอร้องอะไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มักจะร่วมมือเป็นอย่างดี หรือว่าขอร้องพี่น้องประชาชนให้ร่วมมือก็มักจะ ร่วมมือดีกว่า แต่ถ้าหากว่าเป็นผู้บริหารที่เราบอกว่านาย ก คนนี้เป็นผู้บริหารมืออาชีพ เราจ้างมา เพื่อจะให้บริหารเมืองพัทยา ก็ไม่แน่ว่าเวลาท่านขอความร่วมมืออะไรกับใคร กับหน่วยงาน หน่วยราชการ หน่วยราชการเหล่านั้นจะให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็ต้องศึกษา ให้รอบคอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าอาจจะต้องศึกษาถึงระบบอื่นด้วย ที่ว่าจะเหมาะสมกับเมืองพัทยา เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนว่าเรื่องของเมืองพัทยาค่อนข้าง จะละเอียดนะคะ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่เล็ก เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่นัก แต่เป็นเมืองที่มีความสําคัญ แล้วก็กราบเรียนว่าการเกิดของเมืองพัทยาเกิดขึ้นเร็วมาก การทํางานของเขาจึงค่อนข้าง ที่จะมีปัญหาในรายละเอียด อันนี้คณะกรรมาธิการก็ยินดีให้ความดูแลอย่างเต็มที่ในเรื่องของ เมืองพัทยา ก็อยากจะให้เมืองพัทยานั้นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสําคัญของประเทศเรา แล้วก็ไปสู่ความสําคัญของภูมิภาค แล้วในที่สุดอาจจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สําคัญของโลก เพราะฉะนั้นการบริหารของเมืองพัทยาจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเหมือนกัน ก็เช่นเดียวกัน นอกจากที่เราจะดูในเรื่องของกฎหมาย หรือการเพิ่มรายได้ให้เมืองพัทยาแล้ว การเพิ่มอํานาจให้เมืองพัทยาสามารถจะจัดการและแก้ไขปัญหาของเขาได้แล้ว สิ่งสําคัญ ประการหนึ่งเขาจะต้องมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหาก เรามีคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นอย่างที่กราบเรียน ก็จะมีคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่นเมืองพัทยาเข้าไปช่วยด้วย ซึ่งคณะกรรมการประชาคม ท้องถิ่น เรียนย้ํานะคะว่าจริง ๆ อยากได้พี่น้องประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ ในหลายเรื่องหลายราวในท้องถิ่นนั้นเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการประชาคมท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริงท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้ดิฉันคิดว่าท่านสามารถเป็นประชาคม ท้องถิ่นอย่างดีเลย หากหน่วยท้องถิ่นใดไปเชิญท่านเป็นกรรมการประชาคมท้องถิ่นก็ช่วย กรุณารับด้วยนะคะ เพราะว่าดิฉันก็เกรงว่าบางครั้งผู้มีความรู้ความสามารถและผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลายบางทีก็อาจจะไม่ค่อยสนใจ พอไปเชิญท่านก็อาจจะบอกไม่เอาหรอกอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ฝากเอาไว้ด้วยนะคะสําหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถแล้วก็ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลายที่อยู่ในท้องถิ่น ตรงนี้ก็คงจะต้องนําไปจัดทําปรับปรุงกฎหมายการบริหารเมืองพัทยา รวมทั้งทําเป็น ๒ ระยะได้อย่างที่กราบเรียนว่าคล้ายของ กทม. ในเรื่องของการแก้ไขนะคะ คือในระยะแรกสามารถไปจัดทําเป็นแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่จะแก้ไขปัญหา เมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ โดยมีคณะกรรมการหลายฝ่าย มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปช่วยด้วยอะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้ คงจะต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อาจจะต้องใช้เวลาศึกษานานหน่อยนะคะ แต่ก็คงจะไม่เลยกําหนดเวลาของเราที่เหลืออยู่อีก ๑๖ เดือน

สุดท้ายเรื่องแผนการปฏิรูปท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือกราบเรียนว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเรามีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอยู่แค่ ๒ แห่งเท่านั้นเอง ก็คือกรุงเทพมหานคร กับเมืองพัทยา แล้วก็มีหลายครั้งที่ท้องถิ่นเองก็อยากที่จะขยับเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หรือว่าทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเองเขาก็เคยได้ศึกษาไว้ว่าจัดกลุ่มเลยว่ากลุ่มที่ น่ามองว่าอีกหน่อยจะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นเขาก็แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ อย่างที่จะนําเสนอว่า เขาจัดเป็นกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ที่มีภารกิจตามปกติ แต่ว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่ อย่างเช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา เมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในจอภาพนะคะ อีกกลุ่มหนึ่งคือเป็นกลุ่มที่มีภารกิจพิเศษ คือต้องการอํานาจ ในการบริหารจัดการสาธารณะที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างเช่น กลุ่มเมืองตามชายแดนที่มีการค้า ตามชายแดน กลุ่มเมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว กลุ่มเมืองที่เป็นเมืองประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม หรือกลุ่มเมืองอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ (Logistics) สนามบินสุวรรณภูมิ และพื้นที่โดยรอบ เหล่านี้ก็อาจจะเหมาะสมที่จะเป็นรูปแบบพิเศษ อันนี้เขาก็ศึกษาไว้กว้าง ๆ แต่ว่าจากการวิเคราะห์ของคณะอนุกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าท้องถิ่นรูปแบบ ทั่วไปที่อาจจะปรับเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษได้นั้นควรจะอยู่ในลักษณะดังต่อไปนี้นะคะ คือการบริหารของท้องถิ่นนั้นถ้าเขาบริหารท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไปแล้วเขามีข้อจํากัดในเรื่อง ของโครงสร้าง อํานาจ หน้าที่ ไม่เหมาะสมที่จะให้บริการสาธารณะได้ เพราะว่าไม่มีกฎหมาย ให้อํานาจเขาไว้ อย่างนี้เขาอาจจะเข้าลักษณะที่น่าจะเป็นท้องถิ่นพิเศษไหม หรือว่า ถ้าอยู่ในท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปแล้วเขาก็ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะทําภารกิจนั้นให้สําเร็จ หรือว่าท้องถิ่น รูปแบบทั่วไปนั้นขาดเอกภาพในการบริหารงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชน รวมทั้งขาดความร่วมมือในการจัดการบริการสาธารณะระหว่าง อปท. ด้วยกันนะคะ หรือมีระบบการบริหารบุคคลที่ไม่คล่องตัวในการบริหารงาน ขาดมาตรฐานในการกํากับดูแล ขาดการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน คือเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะมาดูว่าอย่างน้อย เขาต้องอยู่ในลักษณะเหล่านี้นะคะ แล้วก็แนวทางที่เราจะพิจารณาว่าเขาควรจะเป็นท้องถิ่น รูปแบบพิเศษได้นั้นก็ต้องศึกษาพื้นที่ให้เหมาะสมจริง ๆ คือจริง ๆ เรื่องของการเป็นท้องถิ่น รูปแบบพิเศษไม่ต้องรีบร้อน เพราะว่าในการที่จะปล่อยเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไปแล้ว แล้วตอนหลังจะเอากลับคืนมาเป็นท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปนั้นทําได้ยากหรือจะทําไม่ได้เลยก็ได้ อย่างเช่นเมืองพัทยาเราให้เขาเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแล้วอย่างไรก็จะต้องช่วยเหลือดูแล กันไปเพื่อให้การทํางานของท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่มุ่งหวัง เพราะฉะนั้นก่อนที่จะยอมให้เป็นรูปแบบพิเศษก็คงจะต้องศึกษาพื้นที่ให้เหมาะสมจริง ๆ ว่าพื้นที่นั้นมีศักยภาพเพียงพอแล้วก็เหมาะสม สมควรที่จะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จากนั้น ก็จะต้องมีการกําหนดรูปแบบโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ รายรับ รายจ่าย ระบบการบริหาร งานบุคคล การเข้ามามีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ให้เหมาะสม ในแต่ละพื้นที่ เพราะว่าการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นไม่ได้จําเป็นว่าจะต้องเหมือนกันหมด ไม่จําเป็นเลย แต่ควรจะมีมาตรฐานกลางว่าใครจะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนั้นอย่างน้อย ต้องมี ๑๐ ข้อนี้ และมี ๑๐ ข้อนี้แล้วก็ยังไม่พอ ถ้าหากว่าเมืองของท่านสมมุติเป็นเมืองชายแดน ท่านควรจะมีข้อพิเศษอะไรอีก หรือถ้าหากว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวท่านควรจะมีข้อพิเศษ อะไรอีก หรือถ้าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ท่านควรจะมีข้อพิเศษอะไรอีก เหล่านี้คณะกรรมาธิการ ก็จะพยายามเสนอรูปแบบรวมทั้งลักษณะที่เป็นมาตรฐานกลาง ๆ ไว้ว่าการจะเป็นท้องถิ่น รูปแบบพิเศษควรจะมีมาตรฐานกลางหลักเกณฑ์อย่างไร แล้วก็ถ้าจะเป็นรูปแบบที่แต่ละ ประเภทนั้นก็ควรจะมีอะไรเพิ่มเติมบ้าง แล้วก็อาจจะนําเสนอกฎหมายท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เอาไว้ให้สอดคล้องกับสภาพของสังคมปัจจุบัน หรืออย่างที่มีท้องถิ่นบางแห่งเขาก็เสนอ ยกร่างกฎหมายมาแล้วอย่างเช่นแม่สอดก็นําเสนอร่างกฎหมายมาให้ทางคณะกรรมาธิการดู คณะกรรมาธิการก็พิจารณาแล้วเห็นว่าต้องศึกษารายละเอียดให้รอบคอบเพราะว่าบางที การปล่อยให้เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไปแล้วก็อย่างที่กราบเรียนว่าคงจะเอาคืนไม่ได้ คงจะไป บอกเขาว่าให้กลับมาเป็นท้องถิ่นทั่วไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก่อนจะปล่อยไปต้องศึกษาให้รอบคอบ ต้องดูว่าจําเป็นไหมกับการที่จะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในเขตพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ซึ่งในชั้นต้น คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าก็มีทางเป็นไปได้ที่อยากจะเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษแต่ว่าจะเดิน อย่างไรให้เหมาะสม อันนี้ก็ต้องขอเวลาในการศึกษาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการก็เห็นว่าหลักการเหล่านี้ก็ควรจะได้มีการกําหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหมือนกัน ควรจะมีบทบัญญัติที่จะกล่าวถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าอาจจะมีโครงสร้าง อํานาจ หน้าที่ รายได้ และการบริหารงานที่แตกต่างไปจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบ ทั่วไปได้ คือหมายถึงรัฐธรรมนูญเปิดทางไว้เพื่อจะให้ท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปสามารถปรับตัว เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษได้ อันนี้ก็คงจะต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควรเหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้ ทั้ง ๘ ประเด็นการปฏิรูปก็จะไม่ให้เลยระยะเวลา ๑ ปีครึ่งที่ยังเหลืออยู่ แต่ว่าสิ่งใดที่สามารถ ทําได้ก่อน ดิฉันก็กราบเรียนว่ามีหลายเรื่องที่เราสามารถจะดําเนินการได้ในระยะเวลา ๖-๘ เดือน โดยยกร่างเป็นกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมาธิการก็เห็นว่าในเรื่องนี้ถ้าเราทําเป็นกฎหมาย กฎหมายนั้น ก็จะอยู่ยั่งยืนใช้ไปได้ ๒๐-๓๐ ปี เพราะฉะนั้นอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องการว่าในการปฏิรูปนั้น ต้องใช้ได้นาน ๆ กฎหมายเทศบาลใช้มาตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ บัดนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไข กฎหมาย กทม. เอง ก็ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ก็ไม่ได้แก้ไขในลักษณะที่เป็นปฏิรูปหรือแก้ไขทั้งฉบับ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีการแก้ไขกฎหมายอย่างดีสักครั้งหนึ่งเราก็จะใช้ไปได้อีกเป็น ๒๐-๓๐ ปี เพราะฉะนั้น ก็จะพยายามผลักดันแผนการปฏิรูปที่นําเสนอนี้ทั้งหมดทั้ง ๘ เรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมาย ทั้งนั้นเลยค่ะ ก็ขออนุญาตนําเสนอแค่นี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ