คุรุจิต นาครทรรพ หารือเกี่ยวกับแผนปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการระหว่างคณะกรรมาธิการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และเสนอแนะวิธีการปฏิรูปต่าง ๆ รวมถึงการขาดที่ปรึกษากฎหมายในกระทรวงทบวงกรม และเรียกร้องให้มีการจัดสรรที่ปรึกษากฎหมายในระดับกระทรวงทบวงกรม เพื่อเพิ่มศักดิ์ศรีและความสามารถในการแข่งขัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ขออภิปรายให้ความเห็นต่อแผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดินสักนิด ใช้เวลาไม่มาก ก่อนอื่นก็ขอให้กําลังใจ และสนับสนุนคณะกรรมาธิการนะครับ โดยเฉพาะท่านประธาน ท่านยงยุทธก็เคารพนับถือ แล้วผมก็เห็นว่าท่านมีความมุ่งมั่น มีดีเทอร์มิเนชัน (Determination) รู้ว่าจะต้องทําอะไร เห็นมาตลอดชีวิตรับราชการ ก็อยากจะทํา ก็อยากจะให้ข้อมูลหรือความคิดเห็น ซึ่งผมก็เป็นข้าราชการเหมือนกัน เห็นการบริหารราชการแผ่นดินก็คิดว่ายังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงอีกมาก บางเรื่องท่านก็อาจจะ ไม่ได้ใส่ไว้ในนี้นะครับ ก็อยากจะขอพูดเรื่องที่ท่านใส่ไว้ว่าในเรื่องแผนปฏิรูปหลัก ๓ วาระ เรื่องปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐก็ดี เรื่องธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ การพัฒนาบุคลากร ภาครัฐก็ดี เรื่องปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐก็ดี ก็เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทํา แล้วก็สนับสนุนนะครับ แต่ก็อยากจะให้ข้อคิดเห็นว่าบางเรื่องก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลา ยกตัวอย่างอย่างเรื่องการคลังภาครัฐ ถ้าเรามองว่าปัจจุบันระบบงบประมาณ ระบบการคลังไม่ดีอย่างไร ช้า ไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ก็ต้องดูว่าปัจจุบันเรามีราชการ บริหารแบบส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น แล้วงบประมาณทุกคนก็อยากจะได้ แล้วงบประมาณก็มีกระบวนการต่าง ๆ ทีนี้ถ้าสมมุติว่าเราปฏิรูปโดยใช้โครงสร้างเดิม ก็จะมีแผน ที่ทําให้เกิดประสิทธิภาพภายใต้โครงสร้างเดิม แต่ถ้าคณะกรรมการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือฝ่ายการเมืองเขาปฏิรูปการเมืองเขาเสนอโครงสร้างอีกแบบมา แผนปฏิรูปราชการ หรือยุทธศาสตร์ของชาติก็ต้องปรับตามไปด้วย เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องการคลังก็ดี หรือในเรื่ององค์กรภาครัฐก็ดี หรือแม้แต่ในเรื่องแผนปฏิรูปเร่งด่วนของท่านที่เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติก็ดี ท่านก็ปรารภในตอนต้นว่าจําเป็นต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่า ถ้าเราจะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก็ควรจะเป็นเรื่องหลักใหญ่ ๆ แล้วเรื่องที่ควรจะได้ฉันทานุมัติ หรือคอนเซนซัส (Consensus) ในระดับประเทศว่ามันควรจะต้องทํา เพราะถ้าท่านไประบุ ดีเทล (Detail) ไว้มาก รัฐบาลที่เขามาทีหลังมาจากการเลือกตั้งก็ดี เขาก็จะมองว่าแบบนี้ มัดมือชก เขาก็ไม่ต้องทําอะไรเลย งบประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็ต้องไปทําเรื่องนี้หมด เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างอย่างเรื่องปัจจุบันนี้ที่รัฐบาลทําอยู่เรื่องการประมงที่จดทะเบียน ประมง ใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย มีความเห็นร่วมกันทั้งประเทศว่าทําให้ประเทศ เสียหาย หรือเรื่องการบินพาณิชย์ที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยก็เห็นร่วมกันว่าต้องทํา เมื่อวานมีข่าวว่าชาวประมงไปทําร้ายเจ้าหน้าที่ อันนี้ก็ต้องจัดการ ผมว่าอย่างนี้ แต่ถ้าท่าน ลงรายละเอียดไปจนถึงข้อ ๒.๑.๓.๕ อะไรอย่างนี้ ก็จะเป็นปัญหาว่ารัฐบาลที่มาในอนาคต เขาก็จะลําบากใจ อันนี้ก็ฝากท่านด้วยว่าควรจะเป็นเรื่องหลัก ๆ
เรื่องขององค์การมหาชน เมื่อสักครู่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ก็พูดไปนะครับ เป็นความรู้ใหม่ว่า สนช. เขาทําล่วงหน้าไปแล้ว ผมก็ไม่ทราบว่าอันนี้เราอยู่ข้างหลังหรือเปล่า เราก็ควรจะไม่ใช่ทําใหม่ ก็คือทําเสริมสิ่งที่เขาทําไปแล้วหรือมีข้อมูลอะไรไปให้เขาแล้วก็จะได้ทํา ผมเพียงแต่อยากจะให้ข้อคิดเห็นว่าองค์การมหาชนก็ยังจําเป็น แต่ควรจะเป็นระบบที่ว่า ตั้งง่ายแล้วก็ยุบง่าย แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพถ้าไม่จําเป็นก็ยุบ ถ้าจําเป็นก็ตั้ง
เรื่องของธรรมาภิบาลในเรื่องบุคลากรภาครัฐ เน้นในเรื่องของการให้ความคุ้มครอง การแต่งตั้งโดยระบบคุณธรรม ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ผมก็มองว่าราชการไทยตอนนี้ ประสบปัญหาอย่างหนึ่งก็คือการดึงคนดี คนมีความรู้ คนมีความสามารถ เข้ามาในระบบ ราชการ เราไปประชุมต่างประเทศจะเห็นเลยว่าต้องยอมรับนะครับมาตรฐานของเรา คุณภาพของเราเริ่มจะล้าหลัง ประเทศสิงคโปร์ล้าหลังไปแล้ว แต่ประเทศมาเลเซียที่เราเคย นําหน้าเขา ถ้าเราไม่ปรับระบบราชการทําให้คนเก่ง ๆ ไม่อยู่ในระบบราชการก็จะเป็นปัญหา เราจะคุ้มครองเขาอย่างไร แต่ว่าถ้าเขาไม่ดี ไม่เก่งก็จะเป็นปัญหาเรื่องการแข่งขันของประเทศ เพราะฉะนั้นอยากให้คณะกรรมาธิการดูในประเด็นนี้ด้วยว่าจะดึงคนดี ๆ และคนมีคุณภาพ ให้อยู่ในระบบราชการอย่างไร
สําหรับในเรื่องของแผนปฏิรูปเร็ว ๓ วาระ เรื่องยุทธศาสตร์พูดไปแล้ว องค์การมหาชนพูดไปแล้ว ก็อยากจะขอพูดถึงเรื่องการปฏิรูปผังเมืองและการใช้พื้นที่ ผมว่า อันนี้เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็เรื่องจําเป็น ผมก็ทราบมาว่ารัฐบาลปัจจุบันก็ปวดหัวในเรื่องนี้ เหมือนกัน เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยก็มีตัวชี้วัด จะต้องเสนอผังเมือง ผังเมืองก็ไปรับฟัง ความคิดเห็นมา กี่ปีแล้วก็ไม่รู้นะครับ ทาสีเขียวไปหมดเลย สร้างอะไรก็ไม่ได้ อุตสาหกรรม ก็ไม่ได้ คมนาคมก็ไม่ได้ พลังงานก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้อาจจะต้องบูรณาการกับ คณะกรรมาธิการชุดด้านสิ่งแวดล้อมด้วย หรืออาจจะชุดเรื่องเศรษฐกิจด้วยว่าจะต้อง ทําอย่างไร เพราะว่าในชุด สปช. ชุดที่แล้วก็มีความคิดที่จะทําเรื่องของรายงานวิเคราะห์ สิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) อีก ก็คือรายพื้นที่ เพราะฉะนั้นขณะที่ ท่านอยากจะปลดล็อกเรื่องนี้คณะอีกอันก็จะบอกว่าจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องนี้ ก็จะทําไม่สําเร็จ เพราะฉะนั้นเห็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องบูรณาการระหว่าง คณะกรรมาธิการต่าง ๆ มิฉะนั้นการบริหารราชการแผ่นดินแทนที่จะเร็วขึ้นอย่างที่ท่านอยากได้ ผลลัพธ์มันก็จะช้าลง
และเรื่องสุดท้ายขอเวลานิดหนึ่ง ผมก็อยากจะรําพึงดัง ๆ ก็เคยไปทํางาน ที่ต่างประเทศกับประเทศมาเลเซีย ระบบของเขาเขาใช้ผู้บริหารระดับสูงของราชการ เขาเวียนข้ามกระทรวงได้ ยกเว้นในกรมที่ปิดอย่างกรมศุลกากรหรือต่างประเทศ ต้องใช้ความชํานาญเฉพาะ แต่อย่างอื่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม สภาพัฒน์ เขาเวียนข้ามได้หมด ก็จะเกิดการไม่เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่มีการบริหารงานแบบไซโล
อีกเรื่องหนึ่งที่ประสบปัญหามากตั้งแต่ผมรับราชการมาก็คือกระบวนการ ตัดสินใจโดยเฉพาะในเรื่องกฎหมาย เรามีที่ปรึกษากฎหมายเยอะมาก และที่ปรึกษากฎหมาย ของเราเก่ง ๆ ก็จะไปอยู่ที่กฤษฎีกากับอยู่ที่อัยการ เพราะว่านักกฎหมายมาอยู่ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรมก็ไม่สามารถจะไต่เต้าไปได้เท่ากับที่เป็นอัยการหรือเป็นกฤษฎีกา แต่ที่ประเทศมาเลเซียเขาใช้อัยการแล้วส่งไปเป็นที่ปรึกษาของทุกกระทรวง กระทรวงไหน สําคัญให้ ๔ คน กระทรวงไหนสําคัญให้ ๓ คน แม้แต่กระทรวงศึกษาธิการก็มี เพราะฉะนั้น นักกฎหมายก็จะมีศักดิ์ศรีเป็นที่ปรึกษาระดับ ๑๐ แล้วก็ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ของเรา เวลาจะไปศาล ขึ้นศาลปกครองคดีสําคัญต้องไปให้ ครม. ชี้ขาด ก็ตัดสินใจไม่ได้ การตัดสินใจ ก็ล้าหลังแล้วก็เสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็มีอีกมากที่ท่านไม่ได้ระบุ ถ้าท่านมีเวลาก็เชิญผมไปให้ข้อมูล ในฐานะผู้ให้ข้อมูลก็ยินดีครับ กราบขอบพระคุณครับ