สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา หารือเรื่องการปฏิรูปการปฏิบัติงานของตำรวจ โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบงานสอบสวน การบริหารงานของตำรวจ และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติงานของตำรวจ และเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รวมถึงการปรับปรุงระบบงบประมาณและระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตำรวจ และระบบการฝึกอบรม เพื่อให้การปฏิบัติงานของตำรวจมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาและ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปตํารวจ ขออนุญาตนําเสนอแผนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในเรื่องของความจําเป็น ความสําคัญของ ปัญหาที่จะต้องปฏิรูปตํารวจนั้น ผมเชื่อว่าท่านประธานและท่านสมาชิกคงตระหนักแล้วก็ เข้าใจเป็นอย่างดีนะครับ เพราะว่าตลอดระยะเวลาผมว่าย้อนหลังไปไม่ต่ํากว่า ๒๐ ปี เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทุกครั้ง นโยบายของทุกรัฐบาล จะต้องนําเสนอด้วยการผ่าตัดตํารวจ เราผ่ากันมาตลอด ๒๐ ปีนะครับ ถามว่าผลของการรักษา ผลการผ่าตัดเป็นตํารวจนั้นผลเป็นอย่างไร คําตอบก็ชัดเจนครับ ถ้ารักษาหายก็คง ไม่ต้องมาปฏิรูปกันในวันนี้อีก แสดงว่าที่ผ่านมานั้นผู้ที่ทําหน้าที่ผ่าตัดไม่รู้จริง ไม่รู้ปัญหา ไม่รู้ฐานของโรคที่แท้จริง เพราะฉะนั้นโอกาสนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะทําการผ่าตัดตํารวจ ซึ่งพวกเราเองนั้นมีความตั้งใจและมั่นใจนะครับ เพราะว่าเราทําด้วยความตั้งใจและปรารถนาดี ว่าเราจะทําตํารวจให้เป็นที่พึ่งของประชาชนให้ได้ เราไม่ได้ทําบนพื้นฐานของการมีอคติ หรือมีข้อขัดแย้งใด ๆ เราร่วมกันคิดร่วมกันทําจริง ๆ เพราะฉะนั้นเรามีความมั่นใจนะครับ ประเด็นที่เราเห็นก็คือว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้น การปฏิรูปตํารวจมักไม่ได้ทําตรงจุดที่เป็นปัญหา ที่สัมผัสกับประชาชนจริง ๆ นั่นก็คือตัวสถานีตํารวจ รัฐบาลที่ผ่านมามักมุ่งเน้นไปดูที่โครงสร้าง ไปดูที่การบริหารงานในระดับบน แต่ไม่ได้ปรับปรุงระบบงานของสถานีตํารวจเลย ซึ่งตัวสถานีตํารวจนี่ละคือสิ่งที่สัมผัสประชาชนอย่างแท้จริง งานสําคัญงานหนึ่งคือระบบงานสอบสวน ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ๓๐ ปีที่ผ่านมาไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย และผลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คือ ความไม่พึงพอใจของประชาชนที่มีต่อตํารวจนั้น อันดับแรกก็คืองานสอบสวน เมื่อขึ้นมาที่ สถานีตํารวจพบกับพนักงานสอบสวนแล้ว แทนที่จะได้คลายทุกข์กลับไป กลับต้องทุกข์หนัก ขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้คือประเด็นสําคัญที่ทั้ง สปช. และ สปท. คณะกรรมาธิการ ให้ความสําคัญที่จะปฏิรูปตรงสถานีตํารวจ ส่วนการปรับโครงสร้างระดับบน จะแบ่งเป็นกรม แบ่งเป็นทบวง เป็นนิติบุคคลนั้น เราละเลยที่จะไม่ไปศึกษามัน เพราะฉะนั้นจากผลการศึกษา ครั้งนี้เราจึงมีประเด็นปฏิรูปทั้งหมด ๙ เรื่อง ใน ๙ เรื่องนั้นเป็นผลพวงและเกี่ยวเนื่อง ที่จะส่งผลให้การปฏิบัติงานของสถานีตํารวจนั้นมีประสิทธิภาพทั้งสิ้น โดยใน ๙ เรื่องนั้น ก็จะประกอบไปด้วย เรื่องของระบบงานสอบสวน เรื่องของความเป็นอิสระในการบริหารงาน ของตํารวจจากการแทรกแซงทางการเมือง เรื่องของการวางแนวทางมาตรฐานในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจ เรื่องของการถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรง ไปดําเนินงาน เรื่องของระบบงบประมาณ เรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ในกิจการของตํารวจ เรื่องของการจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ เรื่องของการป้องกันการทุจริต คอร์รัปชัน เรื่องของระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตํารวจและการฝึกอบรม ทั้ง ๙ เรื่องนี้ ถ้าเราสามารถปฏิรูปได้สําเร็จ ผมยืนยันครับว่าตํารวจจะมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมแน่นอน ในการเสนอแนะสาเหตุของปัญหาและแนวทางนั้น ผมจะแบ่งงานกันกับท่าน พลตํารวจโท อํานวย ผมจะนําเสนอท่านใน ๓ เรื่อง คือเรื่องของระบบงานสอบสวน เรื่องระบบงบประมาณ และเรื่องของระบบการสรรหาบุคลากรเข้าเป็นตํารวจ

เรื่องแรก เรื่องของระบบงานสอบสวน เราค้นพบว่าปัญหาที่เป็นปรากฏการณ์ ที่พบก็มีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือปัญหาจากการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน และอีกส่วนหนึ่งก็คือปัญหาที่ตัวพนักงานสอบสวนเองนั้นเขาพบปัญหาเช่นเดียวกัน เขามีปัญหาเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในปัญหาจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนนั้น ไม่ว่าจะเป็นผลการสํารวจ ผลการวิจัยขององค์กรใดก็ตาม ก็มักจะพบว่าคล้าย ๆ กันก็คือ พนักงานสอบสวนไม่รับคําร้องทุกข์ มีการคาดการณ์กันว่าคดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นสํานวนไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือพนักงานสอบสวนไม่รับสํานวน ทั้ง ๆ ที่มาตรฐานการไม่รับสํานวนนั้น เป็นความผิดคดีอาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลฎีกาก็เคยพิพากษาแล้ว การที่พนักงานสอบสวน ไม่รับคดีเป็นความผิด ป.ป.ช. ก็มีมาตรฐานแล้ว ไล่ออก แต่ก็ยังมีที่เรามั่นใจว่ายังมีแล้ว ประมาณกันขนาดนี้ เรื่องของการไม่ไปตรวจที่เกิดเหตุ การทําสํานวนล่าช้า การเลือกปฏิบัติ ไม่ให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ใครที่ไม่มีสถานะทางสังคมอาจจะได้รับการปฏิบัติ ไม่เท่าเทียมกับผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูง ไม่แจ้งความคืบหน้าทางคดีให้ผู้เสียหายทราบ ไม่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ทําไม่เป็น นี่คือปรากฏการณ์ ที่เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาต้องแก้แล้วละ ในส่วนของตัวพนักงานสอบสวนเองนั้น เขาก็มีปัญหาว่าเขาไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเมื่อเทียบกับสายงานอื่น ๆ ขาดทรัพยากรในการบริหาร ในการทํางานของพนักงานสอบสวน หัวหน้าสถานี ในอดีตนั้น เคยบอกว่าหัวหน้าสถานีต้องผ่านงานสอบสวน ต้องมีประสบการณ์งานสอบสวน ระบบ ที่ย้อนหลังไป ๑๐ ปีกลับแก้ไขแล้วบอกว่าใครก็ได้มาเป็นหัวหน้างานสอบสวน ก็มีปัญหา ไม่สามารถจะสั่งสํานวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้คือปรากฏการณ์ที่เป็นปัญหา เรามาวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ต้นเหตุของปัญหานะครับ

ในเรื่องแรก เรื่องของระบบงาน เราพบว่าตัวที่เป็นปัญหาหนัก ๆ เลย ที่นําไปสู่ประสิทธิภาพของงานสอบสวนในปัจจุบันก็คือว่าย้อนหลังไปเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ว่าเราเพิ่งมีการปฏิรูปงานที่โรงพัก เราได้มีคําสั่งของสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ที่ ๕๐๗/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๘ บอกว่าพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ให้แยกงานฝ่ายสอบสวนกับฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวน ทําหน้าที่สอบสวนไปแล้วส่งประเด็นให้ฝ่ายสืบสวนไปแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ สาเหตุ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วเขาคิดอย่างนั้นก็เพราะว่าช่วงนั้นปริมาณงานเริ่มมากขึ้น จํานวนพนักงาน สอบสวนไม่พอ พนักงานสอบสวนเองนั้นถ้าหากต้องออกไปสืบสวนเอง ไปติดตามข้อเท็จจริง แสวงหาข้อมูลในพื้นที่เองแล้วต้องกลับมานั่งรับเวรทําสํานวนอีก ไม่สามารถจะทําได้ อย่างมีประสิทธิภาพ จึงตัดสินใจตอนนั้นแบ่งงาน พอหลังจากแบ่งงานตรงนั้นก็ทํามา ๓๐ ปี กลายเป็นปัญหาครับ เกิดค่านิยมที่ผิดของพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจะมีความรู้สึกว่า ตัวเองไม่ต้องมีหน้าที่พิสูจน์ทราบเรื่องจริงของคดีนั้น ๆ เป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวน เพราะฉะนั้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนฝ่ายสืบสวนสืบมาว่าอย่างไรก็สอบไปตามนั้น ไม่มีแรงจูงใจ ที่อยากรู้ อยากเห็น อยากจะพิสูจน์ทราบอะไรเลย สอบปิดด้วยซ้ําไป จากสิ่งเหล่านี้ทําให้ เกิดค่านิยมต่อมาว่าไม่สนใจประชาชน ไม่สัมผัสประชาชน ไม่รู้สึกถึงความทุกข์ร้อน ของประชาชน นี่คือมันเหมือนเป็นค่านิยม เป็นโพรเฟสชันนัลแวลู (Professional value) ผมมีประสบการณ์ตรงอยู่นะครับ ชาวบ้านมาร้องเรียนรถหายไปแจ้งความพนักงานสอบสวน แจ้งความเสร็จเขาก็ถามพนักงานสอบสวนว่าหนูจะได้รถคืนไหม พนักงานสอบสวนตอบว่า คุณมาถามผมได้อย่างไร ผมไม่มีหน้าที่คุณต้องไปถามฝ่ายสืบสวน นั่นคือความเข้าใจผิด อย่างใหญ่หลวงของหน้าที่ตัวเอง พนักงานสอบสวนนั้นมีหน้าที่ต้องทําทั้งสืบสวนและสอบสวน แล้วต้องติดตามทรัพย์คืน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข

ต่อมาสาเหตุที่ ๒ ก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้วเรามายกเลิกให้หัวหน้า สถานีตํารวจนั้นไม่จําเป็นต้องมีความรู้เรื่องงานสอบสวนก็มาบริหารสถานีได้ทําให้เกิดปัญหา และยิ่งต่อมาในปัจจุบันนั้นเราพัฒนาพนักงานสอบสวนให้มียศเท่ากับหัวหน้าสถานี คือเป็นพันตํารวจเอกเท่ากัน เมื่อเป็นพันตํารวจเอกเท่ากันคนหนึ่งมีความรู้เรื่องงานสอบสวน อีกคนหนึ่งไม่มีความรู้แต่ต้องมาเป็นผู้บังคับบัญชา เป็นปัญหาที่เราต้องคิดว่าจะทําอย่างไรต่อ ยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องนี้เพราะว่าต้องคิดละเอียดนะครับ

สาเหตุต่อไปเป็นเรื่องของระบบการบริหารงานบุคคล เมื่อปี ๒๕๔๗ เราได้เกิด พ.ร.บ. ข้าราชการตํารวจขึ้นมา แล้วเราก็ต้องการที่จะดูแลพนักงานสอบสวนนี่ละเราก็ ให้พนักงานสอบสวนเลื่อนไหลได้ โดยใช้ระบบเออาร์ซี (ARC) มาใช้นะครับ ระบบเหมือนกับ นักวิชาการ โตขึ้นเป็นแท่งปรับฐานของตัวเองขึ้นไปสามารถประเมินด้วยการใช้ผลงานตัวเอง ประเมินขึ้นไป ผลก็คือพนักงานสอบสวนไม่สามารถจะโตไปเป็นหัวหน้าสถานีได้ ไม่สามารถจะไปกินตําแหน่งอื่นที่มีตําแหน่งว่าง สมมุติว่าเป็นพนักงานสอบสวนระดับสารวัตร มีรองผู้กํากับการจราจรว่างอยู่ก็ไม่สามารถจะเอาพนักงานสอบสวนที่เป็นระดับสารวัตร ไปเป็นรองผู้กํากับการจราจรได้ เพราะว่าทันทีที่เราย้ายพนักงานสอบสวนไปเป็นรองผู้กํากับ การจราจรตําแหน่งสารวัตรตรงพนักงานสอบสวนจะไม่ว่าง เมื่อไม่ว่างผู้บังคับบัญชา ก็ไม่อยากแต่งตั้งใครเพราะไม่สามารถจะแต่งตั้งคนเพิ่มขึ้นไปอีก อันนี้ก็เป็นปัญหา

เรื่องของการจัดระบบงานให้พนักงานสอบสวนเข้าเวรคนเดียว ๑ คน อยู่ที่สถานีตํารวจรับผิดชอบ ตรงนี้เป็นประเด็นปัญหานะครับ

เรื่องของการกระจายพนักงานสอบสวนไปยังสถานีตํารวจ มักจะกล่าวอ้างกัน เสมอว่าขาดคน พนักงานสอบสวนไม่พอ เรื่องนี้จริงบางส่วน เดี๋ยวผมจะให้ข้อมูลนะครับว่า มันจริงบางส่วนอย่างไร เพราะข้อเท็จจริงแล้วก็มีบางโรงพักที่พนักงานสอบสวนว่างงาน

ต่อไปเรื่องของระบบงบประมาณ พนักงานสอบสวนค่าตอบแทนที่ให้กับ พนักงานสอบสวน ค่าสํานวน ค่าใช้จ่ายในการทําสํานวนสืบสวนสอบสวนน้อยมาก อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ แบบพิมพ์ กระดาษซื้อเอง น้ํามันรถของพนักงานสอบสวนบางครั้ง ต้องเติมเอง เดี๋ยวผมจะให้ข้อมูลนะครับ

เรื่องของการพัฒนาความรู้ ไม่มีงบประมาณ ไม่มีแผนที่จะส่งพนักงาน สอบสวนไปฝึกอบรมเพิ่มเติมทุกคนต้องขวนขวายหาความรู้กันเองนะครับ นั่นคือเรื่องสาเหตุ ของปัญหาที่มาจากระบบงาน

ต่อไปเรื่องของตัวบุคคล ความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ความสามารถ ของพนักงานสอบสวนก็มาจากระบบงานนั่นละครับ ขาดขวัญ กําลังใจ ความประพฤติ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผมได้นําเรียนนั้นส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากระบบงาน ส่วนหนึ่งเป็นปัญหา จากตัวพนักงานสอบสวน แต่ผมอยากจะนําเรียนว่าตัวบุคคลนั้น ความประพฤติของพนักงานสอบสวนนี้เป็นตัวแปรตาม เป็นอินดีเพนเดนต์ (Independent) ตัวระบบงานคือตัวแปรอิสระที่ส่งผลให้พนักงานสอบสวน เขามีความประพฤติอย่างนั้น เช่น ในเมื่อหัวหน้าสถานีไม่มีความรู้เรื่องงานสอบสวน ก็ไม่สามารถจะไปตรวจสํานวน ไม่สามารถกํากับดูแลได้ เมื่อหัวหน้าสถานีไม่มีความรู้ ผู้การบางคนไม่มีความรู้ก็ไม่มีการกํากับดูแล ติดตามเลย ก็ปล่อยอิสระ ก็ทําให้เขาจะทําอะไร ก็ได้กรณีที่เขามีความประพฤติไม่ดีนะครับ ทั้งหมดนี้คือสาเหตุของปัญหา

ต่อไปเป็นแนวทางแก้ไขนะครับ ในเรื่องของกรณีที่มีปัญหาเรื่องงานสืบสวน สอบสวนที่แบ่งงานกัน แต่การแบ่งงานกันอย่างไรก็ทําไม่สําเร็จครับ งานสืบสวน สอบสวน ต้องทําด้วยกันทั้งฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวน ฝ่ายป้องกัน ปราบปราม เพราะฉะนั้นจะทํา อย่างไร ครั้นจะไปแก้กฎหมายไปรื้อฟื้นใหม่มันก็ไม่ไหวแล้ว เราจึงได้คิดว่าถ้าอย่างนั้น ก็แทนที่จะให้พนักงานสอบสวนเข้าเวรคนเดียวก็เปลี่ยนใหม่จัดเป็นทีมงานเอาทั้งฝ่ายสืบ ฝ่ายสอบ ฝ่ายป้องกันปราบปรามมาอยู่เข้าเวรพร้อมกันเลย แล้วรับผิดชอบคดีพร้อม ๆ กัน ซึ่งตรงนี้เราก็ได้ทดลองระบบนี้ที่จังหวัดนครสวรรค์ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมจะขออนุญาต นําเสนอคลิป (Clip) ประมาณ ๕ นาทีของจังหวัดนครสวรรค์ที่จัดเป็นทีมงาน ขออนุญาตครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) ภาพ)

ถ้าเราจัดระบบงานสอบสวน แบบที่จังหวัดนครสวรรค์นะครับ ต่อไปนี้ท่านสมาชิกขึ้นไปแจ้งความที่สถานีตํารวจ ท่านจะไม่ได้ไปพบกับร้อยเวร ร้อยตํารวจตรี ร้อยตํารวจโท ร้อยตํารวจเอก เพียงคนเดียว ท่านจะไปพบกับทีมงานอย่างน้อย ๔ คน จะมีพันตํารวจเอกเป็นหัวหน้า มีลูกทีมอีก ๓ คน นั่งอยู่ข้าง ๆ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะไปจุ๊กจิ๊ก ๆ ไปปฏิเสธงานจะไปอะไรอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้น แล้วเราจัดให้คนที่มีประสบการณ์พูดคุยกับประชาชน ซักถาม จากนั้นจึงแจกงานให้กับ พนักงานสอบสวนอีก ๒-๓ คน เพราะฉะนั้นกรณีที่มีคนมาแจ้งความพร้อม ๆ กัน ๓ คดี ๔ คดี ก็จะหมดปัญหาไป นอกจากนั้นในทีมยังประกอบไปด้วยฝ่ายสืบสวน เพราะฉะนั้นต่อไป หัวหน้าสถานีก็จะควบคุมชุด อย่างจังหวัดนครสวรรค์เขาจัดเป็น ๕ ชุด ก็จะเปรียบเทียบ มาได้เลยว่าชุดนี้รับไป ๑๐๐ คดี ชุดนี้รับไป ๙๐ คดี ใน ๑๐๐ คดี คุณสามารถสืบสวนจนรู้ตัว ผู้กระทําผิดออกหมายจับได้เท่าไร แล้วให้คุณจับกุมได้เท่าไร อีกชุดหนึ่ง ๙๐ คดี สืบสวน หาตัวผู้กระทําผิดได้กี่คดี ออกหมายจับได้เท่าไร จับได้เท่าไร การประเมินผลการเปรียบเทียบ ผลงานจะชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโมเดล (Model) ที่คณะกรรมาธิการเห็นด้วย แล้วจะนําไปสู่การปฏิรูปนะครับ ผลของการทดลองของจังหวัดนครสวรรค์ ก็ปรากฏว่า เรามีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ได้ไปทําการศึกษา วิจัยประเมินผลความเชื่อมั่นของผู้เสียหายทั่วประเทศเลย ไปทําทั่วประเทศว่าคนที่มาแจ้งความ เขามีความเชื่อมั่นกับพนักงานสอบสวนเท่าไร อย่างไร ผลปรากฏว่าจังหวัดนครสวรรค์ได้อันดับ ความเชื่อมั่นสูงสุดนะครับ ร้อยละ ๙๐.๓ นอกนั้นก็ที่จริงที่กระผมเอามานี่สูงสุด ของแต่ละภาคนะครับ แต่ที่ ๕๐ ก็มี ๖๐ ก็มี ๗๐ ก็มี ที่มีความเชื่อมั่นต่อพนักงานสอบสวน แต่จังหวัดนครสวรรค์ได้สูงสุดนะครับ เราจึงมีความเชื่อมั่น ทีนี้ถามว่าแล้วเราจะขับเคลื่อน ต่อไปอย่างไร ทันทีที่เราจะสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทุกสถานีทําอย่างนี้ สิ่งแรกเลยบอกว่า ผมจะเอาคนที่ไหนมา มาเข้าเวรทีตั้ง ๔ คน คนไม่พอ ทุกวันนี้ก็แย่อยู่แล้ว นั่นคือสิ่งที่คนที่ ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงเขาจะเริ่มเห็นปัญหาก่อนเลย ผมก็ต้องไปศึกษา ก็พบว่าแท้จริงแล้ว ถามว่าพนักงานสอบสวนขาดไหมทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วไม่ขาดครับ ผมก็เอาจํานวนคดี ที่เกิดขึ้นทั้งปี ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดี หารด้วยจํานวนพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ ๙,๕๒๑ คน ปรากฏว่าคนหนึ่งเฉลี่ยต้องรับ ๗๓ คดี อันนี้รวมสํานวนใบแดงเรียบร้อยแล้วนะครับ ๗๓ คดี ถือว่าไม่เกินเกณฑ์ เพราะเกณฑ์เราอยู่ที่ ๑ คนต่อ ๗๔ คดี แต่ปัญหาอยู่ที่การจัดเกลี่ยกําลัง เท่านั้นเองนะครับ เพราะเราพบว่ามีบางสถานีที่มีพนักงานสอบสวนน้อยแต่มีคดีเยอะ เช่น สภ.อ. หนองขาม จังหวัดชลบุรี พนักงานสอบสวน ๑ คนต้องรับสํานวนถึง ๕๒๔ คดี จังหวัดสมุทรปราการ พนักงานสอบสวน ๑ คน ต้องรับสํานวนถึง ๓๗๕ คดี อันนี้เกินโหลด (Load) ทําไม่ได้แน่นอน ต้องมีปัญหาแน่ ๆ เพราะฉะนั้นที่มีข่าวว่าพนักงานสอบสวนฆ่าตัวตาย ยิงตัวตายก็เรื่องแบบนี้ละครับ คงไม่มีข้าราชการกระทรวงไหนที่ฆ่าตัวตายมากเท่ากับตํารวจ แต่ในขณะเดียวกันมีพนักงานสอบสวนของบางสถานีสบายเลยครับ ทั้งปีมีค่าเฉลี่ย ๒ คดี เช่น เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ เสาหิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน คนหนึ่งรับ ๓ สํานวน ๔ สํานวน มีโรงพักที่มีคดีน้อย ๆ อย่างนี้ ๙๕๓ สถานี เพราะฉะนั้น ถ้าเราเกลี่ยเอาพนักงานสอบสวนที่งานน้อยไปอยู่ในสถานีที่มีงานมาก ๆ ค่าเฉลี่ยออกมา ๗๓ คดี ทําได้แน่นอน อยู่ที่ระบบงานนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติผิดพลาดที่ไม่เคยมาดูมาวิเคราะห์ แบบนี้ เพราะฉะนั้นทําได้นะครับ ขออนุญาตผ่านไปในเรื่องของการจัดระบบงานสอบสวน ตัวเลขตรงนี้ชี้ให้เห็นว่ามีพนักงานสอบสวนที่ตัวแดง ๓,๗๒๘ คนต้องเครียด เพราะรับถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ขณะที่พนักงานสอบสวนอีก ๕,๗๙๓ คนสบาย ๆ รับ ๒๖๐,๐๐๐ กว่าคดี แต่ถามว่าอย่างไร เงินเดือน เงินประจําตําแหน่งเท่ากัน จึงเกิดค่านิยมใหม่ พนักงานสอบสวนหนีงาน หนีไปอยู่โรงพักที่ไม่มีงาน เพราะอย่างไรก็รับเงินประจําตําแหน่งเท่ากัน อันนี้ก็เป็นปัญหา ที่ต้องแก้เหมือนกัน เพราะว่าระบบการตอบแทนพนักงานสอบสวนนั้น เราควรจะ ให้เป็นเงินประจําตําแหน่งหรือเงินประจําสํานวนดี

ต่อไปเรื่องอื่น ๆ เรื่องของความขาดแคลนของพนักงานสอบสวนเอง เรื่องของเงิน เรื่องของค่าใช้จ่ายในการทําสํานวน ผมก็ต้องไปเปรียบเทียบกับพนักงานสอบสวน ด้วยกัน ที่เปรียบเทียบง่ายที่สุดคือดีเอสไอ (DSI) เพราะเรามีอาชีพเดียวกันนะครับ ระเบียบ ของดีเอสไอ (DSI) ๑ คดีเบิกได้ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ระเบียบของตํารวจเบิกได้รวมกัน ๒๐,๐๐๐ บาทเศษ ตามรายละเอียดที่ผมแจกให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ อันนี้เป็นระเบียบ ที่เขียนกันไว้ แต่เบิกจริงเท่าไรผมไม่ทราบนะครับ ส่วนเรื่องของเงินค่าตอบแทน ก็มีความแตกต่างกันนะครับ ผมไปเร็ว ๆ นะครับ เอกสารอยู่ในมือท่านสมาชิกแล้วนะครับ นอกจากนั้นแนวทางที่จะแก้ไขของพนักงานสอบสวนก็ยังมีอีกทั้งหมด ๑๐ ข้อนะครับ อยู่ในรายละเอียดผมจะไม่พูดแล้วกันเพราะเวลามันกระชั้นแล้วนะครับ

ผมมาอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องระบบงบประมาณ ก็คงเป็นปัญหานะครับ แต่มันมีปัญหามากกว่าหน่วยอื่น ๆ ผมก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับหน่วยงานที่ใกล้เคียงกัน สิ่งที่จะเป็นตัวชี้ว่าหน่วยใดมีงบมากมีงบน้อยให้ดูที่งบดําเนินงาน ดูที่โอเวอร์เฮด (Overhead) เพราะโอเวอร์เฮด (Overhead) งบดําเนินงานคือเงินที่จะใช้ให้คนไปทํางาน ค่าเฉลี่ยของตํารวจ ผมซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเหมือนดีเอสไอ (DSI) ผมได้ปีละ ๗๔,๕๘๒ บาท แต่ดีเอสไอ (DSI) ได้ ๒๑๓,๕๓๙ บาท ไม่ทราบว่าท่านประธานซึ่งท่านเป็นผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ได้ทราบปัญหาตรงนี้ไหม ทั้ง ๆ ที่ดีเอสไอ (DSI) ไม่ต้องจ่ายค่าน้ํามันรถสายตรวจเพื่อป้องกันเหตุ แต่ของตํารวจ ๗๔,๐๐๐ บาทนี่รวมถึงค่าน้ํามันรถสายตรวจด้วย ต้องแบ่งคือเอา ๗๔,๐๐๐ บาท ที่จ่ายไปเป็นค่าน้ํามัน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าสืบสวน ค่าเดินทาง แต่ดีเอสไอ (DSI) ไม่ต้องตรวจ แต่ให้เขาตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านรักพวกเราไม่เท่ากันนะครับ เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหา ท่านทราบไหมครับว่ารถยนต์สายตรวจเราได้น้ํามันเดือนละ ๓๐๐ ลิตร ๓๐๐ ลิตรทํางาน ๓๐ วันวันละ ๑๐ ลิตร วันหนึ่ง ๑๐ ลิตรทํางาน ๓ ผลัด ผลัดละ ๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ใน ๘ ชั่วโมงเรามีน้ํามันให้ตํารวจ ๓.๓ ลิตร ขับได้ ๓๐ กิโลเมตร จบ ที่เหลือถ้าอยากจะ ตรวจจ่ายเอง นี่คือเรื่องจริงนะครับ พนักงานสอบสวนเหมือนกัน รถประจําตําแหน่ง ของพนักงานสอบสวนที่อยู่สถานีเวลาเข้าเวรก็มี ๑ คัน มีน้ํามันให้ ๓.๓ ลิตรต่อผลัด ถ้าจะไปมากกว่านั้นก็เติมเองนะครับ นี่คือเรื่องของปัญหาเรื่องงบประมาณนะครับ เราก็จะไปพัฒนา ไปปรับว่าทําอย่างไรถึงจะให้เพียงพอนะครับ

ต่อไปเรื่องของระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตํารวจ และระบบ การฝึกอบรม ตรงนี้เราก็มองว่าเป็นปัญหานะครับ เพราะว่าในระบบปัจจุบันของเรานั้น เราไม่พึงพอใจ ที่ไม่พึงพอใจเพราะว่าผลจากการประเมินของเราว่าทุกปีมีข้าราชการตํารวจ กระทําความผิดเยอะมาก มีข้อหาฆ่าคนตายปี ๒๕๕๗ ๑๕๗ คนที่ไล่ออกไปแล้วนะครับ ปี ๒๕๕๘ ๑๐๖ คน ความผิดจะเกี่ยวกับทรัพย์ ปี ๒๕๕๗ ก็ ๗๑ คน ปี ๒๕๕๘ ก็ ๑๘๖ คน ความผิดเยอะมาก รวมแล้วปีหนึ่งเราต้องลงโทษข้าราชการตํารวจถึงไล่ออก นี่เอาเฉพาะ ที่ไล่ออก ๗๐๐ กว่าคน ๘๐๐ กว่าคน เสียงบประมาณฝึกอบรม เสียอะไรมาแล้วก็ต้องไล่เขาออก เพราะอะไร เพราะระบบการรับสมัครบุคคลเข้ารับราชการของตํารวจนั้นไม่ได้วัด ในเรื่องความประพฤติเลย วัดความรู้อย่างเดียว และวัดความรู้ผมว่าไม่มีอํานาจจําแนกเลย ผู้สมัครสอบ ๓๐,๐๐๐ คน สอบ ๓ ชั่วโมง ๑๒๐ คะแนน ผมเอา ๑๒๐ คะแนน ไปหาร ๓๐,๐๐๐ คน ได้ ๑ ช่วงคะแนน ๒๕๐ คน เพราะฉะนั้นถ้าผมทําผิด ๑ ข้อ ที่ผมห่างจากคน ๒๕๐ คน ถ้าเรารับ ๕๐๐ คน หมายความว่าคุณพลาดไป ๒ ข้อ คุณไม่ได้เป็นตํารวจแล้ว เพราะฉะนั้น จะมี ๒ ช่วงคะแนนเท่านั้นเอง คะแนนเต็ม ๑๒๐ เอาละครับ ถ้าไม่ได้คะแนนเต็ม สมมุติว่า คนสูงสุดได้ ๑๑๐ คะแนน คนต่อมาได้ ๑๐๙ คะแนน อีกคนได้ ๑๐๘ คะแนน มีแค่นี้ ที่จะได้เป็นตํารวจ ส่วนที่ต่ํากว่านั้นอาจจะเก่งกว่า แต่วันนั้นอาจจะป่วย อาจจะอะไรก็แล้วแต่ แต่พลาดไปนิดเดียว เพราะฉะนั้นแค่วัดผลเรื่องความรู้ผมก็ไม่มั่นใจแล้ว ไม่มีอํานาจจําแนกนะครับ ต่อมาเรื่อง การวัดความประพฤติ ก็สอบเชาวน์ปัญญานิดหน่อย สอบจิตวิทยา สอบประวัติย้อนหลัง แค่นั้นละครับ แล้วตัดสินใจให้คนเข้ามาเป็นตํารวจ ผลจึงเป็นอย่างที่ว่านี้นะครับ เมื่อ ๒ วัน ก็ยิงผู้กํากับ ตํารวจมือถืออาวุธ ถือปากกา ถือกฎหมาย แค่ผิดเพียงหนึ่งก็แย่แล้ว ประชาชน ก็เดือดร้อนแล้ว แต่นี่มีเป็นร้อย เพราะฉะนั้นต้องปรับระบบนี้ เราได้ศึกษาแล้วพบว่าตํารวจ ในโลกนี้ที่น่าจะเอาเป็นตัวอย่างได้คือตํารวจเยอรมัน ย้อนหลังไปเมื่อ ๒๐ ปีนั้นตํารวจเยอรมัน เหมือนตํารวจไทยครับ เรต (Rate) ต่ําท้ายสุดเหมือนกันมา ๒๐ ปีนี้ตํารวจเยอรมันอยู่อันดับ ๔ ของข้าราชการ หมายความว่าประชาชนมีความพึงพอใจตํารวจอยู่ในลําดับ ๔ สูงสุดเป็นดับเพลิง แต่อาชีพอันดับ ๑ คือฟุตบอลอาชีพของประเทศเยอรมนีนะครับ ประเทศเยอรมนีใช้เวลา ๒๐ ปีในการพัฒนาระบบ ผมเองก็ได้มีโอกาสไปดูงาน วิธีรับสมัครคัดเลือกคนของเขา เขาไม่ได้สอบข้อเขียนนะครับ สอบข้อเขียนส่วนหนึ่ง แต่ใช้วิธีการสัมภาษณ์และสังเกตพฤติกรรม เขาเปิดรับสมัครทั้งปี ถึงเวลาสมมุติวันนี้สมัครทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ๘ คนมา มาถึง ๘ คน เขาให้นั่งโต๊ะนะครับ แจกกระดาษ คําถามง่าย ๆ วันนี้ถ้าคุณเป็นตํารวจอยู่โรงพักมีคนมา แจ้งความ ๕ เรื่องพร้อม ๆ กัน คุณจะตัดสินใจแล้วคุณจะไปดูที่เกิดเหตุที่ไหนก่อนใน ๕ เหตุนี้ ทุกคนก็ทํางานร่วมกัน เถียงกันไป เถียงกันมาเพื่อจัดกระดาษ ๕ แผ่นว่าอันดับ ๑ อะไร แล้วเขาก็ถ่ายเทป (Tape) ไว้ดู แล้วเขาส่งอันนี้ให้จัดจ์ (Judge) ทั้งหมด ๑๕ คน ซึ่งประกอบ ไปด้วย นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยา นักพฤติกรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ๘ คนนี้ที่มีพฤติกรรม การทํางานใครควรเป็นตํารวจ ใครไม่ควรเป็นตํารวจ แล้วถึงตัดสินว่าคนนี้รับ คนนี้ไม่รับ นี่คือสิ่งที่ ประเทศเยอรมนีทํา ผมกําลังคิดว่าตํารวจจะต้องเดินไปสู่แนวนั้น เราถึงจะได้ตํารวจที่ดีนะครับ ผมคงมีเรื่องนําเสนอแค่นี้ ต่อไปก็เป็นอีก ๖ หัวข้อนะครับ