ศานิตย์ นาคสุขศรี พูดถึงการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะแผนปฏิรูปการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับพื้นที่ และขัดกับเจตนารมณ์ในการกําเนิดการปกครองท้องที่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเลือกกํานันที่ไม่ได้รับการเลือกโดยตรงจากประชาชน และการเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่บ้านที่มีกําลังเงินมากเข้าสู่ตําแหน่งกํานัน ซึ่งอาจจะทําให้เกิดการซื้อเสียง และไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน โดยเสนอให้ใช้ระบบการประเมินทุก 4 ปี และการปรับปรุง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ เพื่อความสามัคคี ปรองดอง และความเป็นปึกแผ่นของการบริหารราชการ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศและท่านสมาชิก ผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกลําดับที่ ๑๕๑ ก็ดูข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการการเมืองผมก็เห็นด้วยเกือบทุกประการเลยในหัวข้อเพราะเป็นแผน การขับเคลื่อนการปฏิรูปซึ่งก็เป็นแนวทางที่ สปช. ได้นําเสนอไว้แล้ว แต่ว่าผมก็มีความเห็น บางประการถ้าจะปฏิรูปให้ได้ผลสมบูรณ์สําเร็จตามประเด็น มีอยู่ประเด็นเดียวที่ผมจะขอทักท้วง ก็คือประเด็นเกี่ยวกับแผนปฏิรูปการดํารงตําแหน่งทางการเมือง แผนที่ ๑ ข้อ ๖ กับข้อ ๖.๓ ซึ่งผมถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งคือแผนที่ ๑ ข้อ ๖ การเข้าสู่ตําแหน่ง ทางการเมืองท้องถิ่นและการเข้าสู่ตําแหน่งของบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย เรื่องการปกครองท้องที่ อันนี้เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สําคัญคือเกี่ยวกับเรื่องลักษณะ การปกครองท้องถิ่น และข้อ ๖.๓ ให้ผู้ดํารงตําแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมาย ลักษณะปกครองท้องที่มีวาระดํารงตําแหน่งและมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ทุกตําแหน่ง อันนี้ผมมีความเห็นว่าถ้าจะเข้าไปสู่การดําเนินการอันนี้อาจจะทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับระดับตําบล หมู่บ้าน แล้วที่สําคัญจะทําให้เอาเรื่องของการปกครองท้องที่ไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ซึ่งอันนี้ จะก่อให้เกิดผลอย่างใหญ่หลวงในระบบของประเทศก็คือหมายความว่าจะเอากํานัน ผู้ใหญ่บ้านไปสู่ระบบการเมือง ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับพื้นที่ ในระดับแอเรีย (Area) อย่างมากมาย นอกจากนี้ยังขัดกับเจตนารมณ์ในการกําเนิดการปกครองท้องที่ และที่สําคัญยังขัดกับแผนการปฏิรูปในการบริหารราชการแผ่นดินด้วย หลายท่านคงทราบ ดีอยู่แล้วว่าถ้าพูดถึง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นี่เรามีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ก็คือหมายความว่าการปกครองท้องที่ ของเราจะประกอบไปด้วยตําบล หมู่บ้าน ซึ่งมีฐานะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จะมีฐานะเป็น ตัวแทนของราษฎรและเป็นตัวแทนของทางราชการ เปรียบเสมือนแขน ขา เป็นหูเป็นตา เป็นกระบอกเสียง และเป็นมือเป็นเท้าของราชการ ประสานงานกับราชการและประชาชน ในระดับตําบล หมู่บ้าน ซึ่งครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ตําบลของทั่วประเทศ ดังที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้ออกกฎหมายตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ขึ้นมา ซึ่งมีการปกครองของประเทศไทยตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตําบล กิ่งอําเภอ และอําเภอ โดยมีหัวหน้าปกครองระดับตําบลก็คือกํานัน ระดับหมู่บ้านก็คือผู้ใหญ่บ้าน โดยทางราชการ เป็นผู้คัดเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านจากบุคคลที่มีบารมีและเป็นประชาชนในหมู่บ้าน ตําบล ที่ประชาชนนับถือ และให้อยู่ในตําแหน่งสมัยก่อนจนเสียชีวิตนะครับ ส่วนระดับกิ่งอําเภอ หรืออําเภอทางราชการจะแต่งตั้ง แต่ต่อไปก็มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจนถึง พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขที่มาของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยให้ผู้ใหญ่บ้านต้องได้รับการเลือกตั้งจาก ราษฎรในหมู่บ้าน ก็โอเค (Okay) ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนกํานันมาจาก การที่ผู้ใหญ่บ้านทุกคนในตําบลเลือกผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเป็นกํานัน และเกษียณอายุ ๖๐ ปี จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็จะมีปัญหา เป็นจุดอ่อนในการสรรหากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งทราบกัน โดยทั่วไป แล้วก็เป็นที่ได้ถกแถลงกันก็คือ
ประการที่ ๑ การที่กํานันไม่ได้รับเลือกจากราษฎรในตําบลโดยตรง แต่เป็นการเลือกกันเองระหว่างผู้ใหญ่บ้าน อาจเกิดจุดอ่อนก็คือกํานันไม่ได้มีการเลือก ราษฎรอาจจะไม่ได้รับการยอมรับ อาจจะไม่รู้จัก คือกํานันก็ไม่ได้เป็นดาวฤกษ์เหมือนสมัยก่อน ซึ่งประชาชนเลือกโดยตรง หรือเลือกจากผู้ใหญ่บ้าน ก็กลายเป็นดาวเคราะห์แทน ต้องอาศัย ดาวฤกษ์คือผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านนั้นแทน ก็ไม่ใช่ลักษณะของผู้นําในตําบลอย่างแท้จริง
ประการที่ ๒ การเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่บ้านที่มีกําลังเงินมากตามที่ คณะกรรมาธิการได้เสนอ ก็จะทําให้เกิดการเข้าสู่ตําแหน่งโดยการซื้อเสียงจากผู้ใหญ่บ้าน ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของหมู่บ้านในตําบลนั้นก็สามารถ ที่จะเป็นกํานันได้ และนอกจากนี้แล้วการไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชนก็จะเป็นจุดอ่อน อีกประการสําคัญ แล้วก็ทําให้เกิดความแตกแยกขึ้นในระดับตําบลได้ ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่ ๒
ประการที่ ๓ คือการกําหนดระยะอายุเกษียณ ๖๐ ปี ทําให้ผู้ดํารงตําแหน่ง ยาวนานเกินไป เพราะฉะนั้นบางทีการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ การจะออกจากตําแหน่ง ก็ยาก ซึ่งเป็นผลเสียต่อการบริหารราชการแผ่นดินภายในพื้นที่ ผมเห็นว่าทั้ง ๒ ประการ ที่ผมยกมามันเป็นปัญหาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าควรจะต้องมีการแก้ไขระบบ การเลือกกํานันโดยตรง วาระก็คงจะไม่ใช่แต่ว่าอาจจะต้องมีการใช้ระบบการประเมินทุก ๔ ปี ถ้าประชาชนไม่รับก็ถือว่าเขาจะต้องพ้นตําแหน่ง นอกจากนี้อยากจะทําความเข้าใจนิดหนึ่งครับ ขอเวลาอีกนิดหนึ่งว่าคนทั่วไปเข้าใจผิด พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่การเลือกตั้งครับ ไม่ใช่การเมือง เป็นการเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่างกับการเลือกผู้บริหารระดับชาติหรือท้องถิ่นที่เขาใช้การเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น อันนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นกํานัน ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีฐานะของนักการเมือง แต่เป็นผู้ที่ราษฎรเลือกเป็นตัวแทนเพื่อดูแลทุกข์สุขของคนในตําบล ในขณะเดียวกันราษฎร หรือที่ทางราชการไว้วางใจก็จะทําหน้าที่ในการดูแลทุกข์สุข เพราะฉะนั้นการเลือกโดยราษฎร คือความไว้วางใจจากราษฎร การตั้งคือการที่ทางราชการไว้วางใจแต่งตั้งเป็นกํานันหรือผู้ใหญ่บ้าน เพราะฉะนั้นเมื่อเลือกแล้วอาจจะไม่ตั้งก็ได้ถ้าเกิดทางราชการ แต่ว่าถ้าเป็นนักการเมือง ไม่ว่าระดับชาติและท้องถิ่น เมื่อประชาชนเลือกแล้วต้องดํารงตําแหน่งทันที อันนี้เป็นหลักปรัชญา ที่รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงสร้างและถือเป็นมรดกทางการปกครอง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าประเด็น อย่างนี้ก็คงน่าจะมีการทบทวน ผมมีความเห็นว่ากรณีนี้ขอให้ตัดข้อความในข้อ ๑ ในข้อ ๖ เกี่ยวกับเรื่องการปกครองท้องที่ หรือ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ออกจากข้อเสนอ ในแผนปฏิบัติการ แล้วก็ในข้อ ๖.๓ ขอให้ตัดทั้งข้อ ๖.๓ เลย เพื่อจะได้ให้เกิดความสามัคคี ปรองดอง และความเป็นปึกแผ่นของการบริหารราชการ และอีกเรื่องหนึ่งการบริหารราชการ ลักษณะปกครองท้องที่เป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินก็ดําเนินการเรื่องนี้ อยู่แล้วในการที่จะปรับปรุง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ