สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ หารือเกี่ยวกับการปรองดองและการลดความขัดแย้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ รวมถึงการส่งเสริมหลักธรรม พุทธศาสนา และเรียกร้องการบัญญัติในสังคหวัตถุ 4 ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผมในฐานะที่เป็นผู้นําเสนอคนสุดท้ายในวันนี้ ขออนุญาตที่จะนําเสนอเรื่องสําคัญมาก ๆ ที่พวกท่านทราบกันดีคือเรื่องของการลดความขัดแย้งและการปรองดอง คํา ๒ คํานี้ฟังดูแล้ว เข้าใจกันนะครับ แต่การทํานั้นไม่ใช่ง่าย และไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องของ ทุกภาคส่วน อย่างน้อยเจตนารมณ์ที่ดีที่เห็นว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองนั้นเป็นภาพลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีจุดเริ่มต้นของความปรองดองคณะกรรมาธิการ ของเรานั้นมากันหลากหลาย หลากกลุ่ม หลากสี มานั่งทํางานร่วมกัน เป็นไปตามแนวคิด ในเชิงวิชาการครับว่าการสร้างความปรองดองนั้นคือการลดความขัดแย้ง การสํานึกรับผิด และการฟื้นคืนความสัมพันธ์ของการที่จะต้องหาข้อตกลงใหม่ร่วมกัน การสร้างการยอมรับ ไม่ว่าปัญหานั้นจะมาอย่างไร แบบไหน แต่สิ่งสําคัญคือการที่จะต้องมีการมองภาพรวมกันไป ในอนาคตข้างหน้า คณะกรรมาธิการของเราได้ประมวลและมีการถอดบทเรียน ในหลายโอกาส ได้เอาแนวคิดสําคัญของการทํางานในเรื่องพรรค์นี้ในหลายองค์กรมาครับ ต้องขอขอบพระคุณครับ โดยเฉพาะ คสช. ที่มีศูนย์ปรองดองแห่งชาติขอขอบพระคุณผลงาน ของวาระปฏิรูปพิเศษที่ ๑๕ แนวทางการสร้างความปรองดองของคณะกรรมการศึกษาแนวทาง การสร้างปรองดอง โดยศาสตราจารย์พิเศษเอนก เหล่าธรรมทัศน์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ให้แนวคิดสําคัญคือการเน้นแนวทางยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ขอขอบคุณสถาบันพระปกเกล้า ก็ทําไว้เยอะ และที่สําคัญครับ แม้แต่นักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น อดัม คาเฮน ได้พูดถึงทรานส์ฟอร์เมทีฟ ซีนาริโอ แพลนนิง (Transformative scenario planning) และมีกลุ่มทีมงานของซีนาริโอไทยแลนด์ (Scenario Thailand) ที่ทุกฝ่ายบอกว่า การปรองดองจะสําเร็จหรือไม่นั้นอยู่ที่กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นเบื้องต้น ในคณะกรรมาธิการนั้นได้มีการศึกษาและนําเสนออยู่ในหน้า ๑๖ ผมคงพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ ว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นเพราะการเมืองเกิดความขัดแย้ง แตกแยกเพราะการเมือง

ประการที่ ๒ นั้นพวกเราฟันธงชัดเจนเลยครับว่านักการเมืองคือสาเหตุ สําคัญละ ถ้าแก้จริตนักการเมืองเป็นคนดีไมได้ปัญหาก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ประการที่ ๓ คงไปเกี่ยวกับกรรมาธิการอื่น ๆ ด้วยครับ เพราะเรามองว่า ประเทศถูกพัฒนาไป ทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ประการที่ ๔ การใช้สื่อมีอิทธิพลอย่างมากในการเสริมสร้างทัศนคติในเชิง ที่แบ่งฝ่ายอุดมการณ์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ประการที่ ๕ ในสังคมทุกวันนี้มีความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรม และจริยธรรมในการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทรแบบไทย ๆ นั้นหายไป เราจึงเสนอวิธี การแก้ไขที่สําคัญ ๕ กรณีด้วยกัน

กรณีที่ ๑ ก็คือเราต้องรีบคลี่คลายปัญหา โดยการคลี่คลายปัญหานั้น เราแบ่งออกเป็น ๖ เรื่องด้วยกัน

๑. คือการสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง อย่าปกปิด เอามาพูดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นแบบไหน อย่างไร อย่างตรงไปตรงมา

๒. การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง ก็มีหลายภาคส่วนดําเนินการทําอยู่ ณ ขณะนี้เราก็ต้องต่อยอดครับ กระบวนการนี้ กระบวนการ ให้ความยุติธรรมนั้นเราถือเป็นเรื่องสําคัญ

๓. การอํานวยความยุติธรรมและสํานึกรับผิด และการให้อภัย คําหลัง เป็นคําสําคัญ คือการให้อภัยนั้นทําอย่างไรให้ทุกฝ่ายนั้นลดทิฐิมานะลง และก้าวถอยหลังกัน ที่จะไปสู่คําว่าการให้อภัย

๔. การเยียวยา การดูแล การฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ

๕. การสร้างสภาวะที่เอื้ออาทรต่อการอยู่ร่วมกัน

๖. คือมาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ถ้าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตเราจะไม่ซ้ําบทเรียนเดิมได้อย่างไร

และในการคลี่คลายปัญหาตรงนี้มีข้อสําคัญจากเพื่อนสมาชิกที่น่าสนใจบอกว่า

๑. เสนอให้มีการศึกษาดําเนินการเชิงนโยบายของรัฐ ให้ไปดูครับว่ารัฐไทย ที่ผ่านมาตั้งแต่ ๘๐ ปีของการพัฒนาประชาธิปไตยนั้นความขัดแย้งไม่ใช่เพิ่งเกิดวันนี้ หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคอมมิวนิสต์ ที่มีผลต่อความมั่นคงของรัฐในอดีตนั้นเขาสามารถปรองดองกันได้อย่างไร มีการยกตัวอย่าง ครับว่าทั้งในประเทศและต่างประเทศเขาทําอย่างไรกัน เช่นประเทศไทยเราครั้งหนึ่งเราเคย มีคําสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๒๓ มีแนวทางอย่างไรถึงเอามาใช้ได้ หลายสิ่งหลายอย่างคือการสร้าง บรรยากาศสมานฉันท์และการนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองให้ทุกฝ่าย จะเป็นไปได้ อย่างไรต้องมีการศึกษาอย่างแท้จริง สิ่งสําคัญคือต้องเป็นไปได้

๒. ให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการปลุกปั่นสร้างม็อบ (Mob) ในทาง การเมืองนําไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้นอีก

๓. เสริมสร้างเศรษฐกิจรายได้ให้ทั่วถึงและมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมและสร้างการเมืองให้มีประสิทธิภาพ

๔. ให้มีมาตรการทางกฎหมายกํากับมิให้ใช้สื่อสร้างความเกลียดชังหรือยุยง ให้เกิดความรุนแรงทางสังคม โดยใช้ความเท็จหรือบอกความจริงบางส่วน

และสุดท้ายเป็นสิ่งสําคัญมากครับ คือเรื่องของการส่งเสริมหลักธรรม จริง ๆ แล้ววันนี้เราเองมีทุนทางสังคมที่ดีอยู่มาก เรามีหลักธรรมสําคัญของพุทธศาสนาที่เรียกว่า สังคหวัตถุ ๔ ขออนุญาตท่านประธานครับ ๑. ทาน คือการให้ เราจะให้อย่างเสียสละ เพื่อลดความขัดแย้งได้อย่างไร ๒. เราจะมีปิยวาจาที่จะไม่พูดส่อเสียดกัน พูดด้วยถ้อยคํา ที่อ่อนหวานสุภาพกัน ไม่กล่าวเท็จกัน ไม่ใช้คําหยาบกัน เพราะการพูดคือก้าวแรกของ การสร้างมนุษยสัมพันธ์ ๓. อัตถจริยา คือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นเราจะ ทําได้อย่างไร และ ๔. สมานัตตตา คือการอยู่มีความประพฤติอย่างสม่ําเสมอจริงใจต่อกัน ๔ เรื่องนี้คือสังคหวัตถุ ๔ ที่เป็นทุนของเราอยู่แล้ว แนวทางการแก้ไข ให้มีบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รณรงค์ฟื้นฟูวัฒนธรรมอันดี และให้เป็นนโยบาย สําคัญของรัฐที่แก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง ย้ําเป็นครั้งสุดท้ายว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นความสําคัญอยู่ที่กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนครับ สปท. ด้านกรรมาธิการการเมืองเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ก็ขออนุญาตนําเสนอท่านประธานเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ