สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

สังศิต พิริยะรังสรรค์ เสนอแนะการปฏิรูป 7 ประการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและควบคุมการใช้อํานาจรัฐ โดยมีแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้อํานาจรัฐ และเรียกร้องการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ในส่วนที่ผมจะพูดถึงเป็นคนต่อไปก็คือเรื่องของการกํากับ ควบคุม และตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ โดยทั่วไปเวลาที่เราพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม เรามักจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปก็คือรัฐจะเป็นฝ่ายควบคุมและครอบงําสังคม เพื่อที่จะทําให้ภาคสังคมและประชาชนต้องตกอยู่ในลักษณะที่เชื่องเชื่อและยอมรับในอํานาจรัฐ แต่โลกยุคใหม่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจะต้องได้รับการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐว่ามีหลักนิติธรรมและมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงไร ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อยู่ในระดับที่สูงมาก มีคํากล่าวกันว่ารัฐบาลจะเข้มแข็งหรือไม่ไม่สําคัญ สิ่งที่สําคัญยิ่งกว่าก็คือการมีภาคประชาสังคม ที่เข้มแข็ง ท่านประธานครับ การกํากับ ควบคุม และตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ที่คณะกรรมาธิการจะนําเสนอมี ๓ ด้านด้วยกัน ด้านแรก ก็คือการควบคุมและตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยผ่านระบบรัฐสภา ด้านที่ ๒ โดยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม และด้านที่ ๓ ก็คือโดยอํานาจของประชาชนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ มีการตีความรัฐธรรมนูญอย่างหลากหลาย ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย มีการแทรกแซงของฝ่ายบริหารเข้ามาควบคุม บิดเบือนและใช้อํานาจรัฐ โดยมิชอบ ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าควรจะมีการปฏิรูปการควบคุม ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยเรื่องของการควบคุมตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยผ่าน รัฐสภานั้น ระบบที่เป็นอยู่ของรัฐสภามีจุดอ่อนอย่างน้อยที่สุด ๒ ประการ ก็คือ ประการแรก รัฐสภาเป็นสถาบันทางการเมืองที่อ่อนแอ ขาดความต่อเนื่อง และถูกแทรกแซง โดยฝ่ายบริหาร และประการที่ ๒ ก็คือรัฐสภายังขาดหน่วยงานที่จะสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ ในการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ ในประเด็นที่รัฐสภามีความอ่อนแอเพราะถูกแทรกแซง โดยฝ่ายบริหารนั้น ทําให้การกํากับ ควบคุมฝ่ายบริหาร โดยการตั้งกระทู้ถามก็ดี การยื่นญัตติ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี เป็นไปโดยไม่เกิดประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังมีปัญหา ที่ประธานสภาและรองประธานสภามักจะไม่ได้ทํางานด้วยความชอบธรรม งบประมาณและการติดตามการใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิผล ด้วยเหตุนี้ทางคณะกรรมาธิการ จึงใคร่ขอเสนอการปฏิรูปในเรื่องของการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยผ่านระบบรัฐสภาทั้งหมด ๗ ประการด้วยกัน ก็คือ

ประการแรก ขอเสนอให้มีการแยกอํานาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารออกจากกัน

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการถ่วงดุลอํานาจของรัฐสภาเพื่อให้ฝ่ายค้าน เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเรื่องของการบริหารงานที่ขาดความสุจริต หรือมีการประพฤติที่มิชอบ หรือมีการบริหารที่มีความผิดพลาดให้ฝ่ายค้านดําเนินการ ส่งเรื่องให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อให้ มีการดําเนินการถอดถอนในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

ประการที่ ๓ ให้รัฐสภามีหน่วยงานสนับสนุนการทําหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อป้องกันมิให้มีการเสนอ งบประมาณแอบแฝงที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง

ประการที่ ๔ เพื่อให้เกิดความถ่วงดุลและเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเห็นควรให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๑ ท่าน และประธานกรรมาธิการที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐต้องเป็นฝ่ายค้าน

ประการที่ ๕ ให้สถาบันพระปกเกล้าทําหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาการ ให้แก่รัฐสภาโดยตรง

ประการที่ ๖ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับมาทําหน้าที่เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาโดยมีอํานาจเดิม

ประการที่ ๗ ให้มีบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้เกิด การมีผลประโยชน์ทับซ้อนในระหว่างการดํารงตําแหน่งและการใช้อํานาจโดยมิชอบ โดยแนวทางแก้ไขเห็นสมควรให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ท่านประธานครับ ในประการที่ ๒ เรื่องของการควบคุมและตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม มีปัญหาในเรื่องนี้อยู่อย่างน้อยที่สุด ๓ ประการ ก็คือ

ประการแรก วิธีการได้มาซึ่งบุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระยังขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความสอดคล้องกับภารกิจที่สมควรปฏิบัติ ทําให้การปฏิบัติหน้าที่เกิดการโต้แย้ง เกิดปัญหาประสิทธิภาพในการทํางาน และทําให้ เกิดปัญหาการถ่วงดุลและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการจึงเสนอ แนวทางการปฏิรูปในเรื่องนี้ออกเป็น ๕ ประการ ก็คือ

ประการที่ ๑ ปรับปรุงกระบวนการสรรหาโดยเพิ่มจํานวนคณะกรรมการสรรหา ที่มีความรู้เป็นจํานวนมากขึ้น

ประการที่ ๒ ให้ผู้ที่เข้ารับการสรรหาต้องแจ้งประวัติและเปิดเผยการแสดง วิสัยทัศน์ต่อสาธารณชนเพื่อให้ประชาชนสามารถได้แสดงความคิดเห็นต่อผู้สมัครเหล่านั้น

ประการที่ ๓ ในแง่ของการทํางานให้มีการกําหนดกรอบเวลาและขั้นตอน การทํางานในแต่ละเรื่องให้แก่สังคมได้รับทราบ

ประการที่ ๔ วาระการดํารงตําแหน่งของผู้ที่ทําหน้าที่ในองค์กรอิสระ ควรมีระยะเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไป เช่นควรมีกําหนดระยะเวลาเพียง ๖ ปี

ประการที่ ๕ ให้มีปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานเหล่านี้ โดยการแยกอํานาจระหว่างกรรมการกับฝ่ายบริหารออกจากกัน แนวทางการแก้ไขก็คือ ให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สําหรับในประเด็นสุดท้าย ก็คือการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยประชาชน ท่านประธานครับ ปัญหาที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็คือประชาชนไม่ได้รับการส่งเสริม ให้เข้าใจในสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตัวเองที่มีต่อประเทศนี้ว่า ทําอย่างไรจึงจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐได้อย่างเต็มที่ ในแง่ของวิธีการปฏิรูปนั้น ทางคณะกรรมาธิการใคร่ขอเสนอ ๒ ประการ ก็คือ ๑. ส่งเสริม ให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลของภาครัฐ และรัฐต้องมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล ต่าง ๆ ต่อสาธารณชน และประการที่ ๒ ก็คือเมื่อข่าวสารข้อมูลที่ประชาชนส่งถึงภาครัฐแล้ว ให้ภาครัฐได้มีกระบวนการและกลไกต่าง ๆ ที่จะนําข้อเรียกร้องและข้อเสนอต่าง ๆ นั้น ไปตรวจสอบและปฏิบัติให้เห็นจริง โดยแนวทางแก้ไขก็คือการให้มีกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับท่านประธาน