สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

นิกร จํานง หารือเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำถึงปัญหาทุนของพรรคการเมืองที่ไม่ชัดเจน การบริจาคเงินไม่เปิดเผย และการบริหารพรรคที่ไม่แบ่งแยกชัดเจน นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการสนับสนุนพรรคการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน และการตรวจสอบการใช้จ่ายนโยบายของภาครัฐ เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนระบบการเงิน และเสนอว่ายุบพรรคการเมืองที่มีความผิดใหญ่หรือล้มล้างระบอบประชาธิปไตย

นายนิกร จํานง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ในฐานะกรรมาธิการ ส่วนที่ท่านกรรมาธิการวิทยาได้พูดไป เมื่อสักครู่นี้เป็นเรื่องของนักการเมืองซึ่งครอบคลุมไปหมดแล้วในทุกระบบรวมทั้งท้องถิ่นด้วย แต่ว่าพอการเมืองเริ่มเป็นระบบมากขึ้น มีอีกอย่างที่ต้องมีการปฏิรูปตามไปด้วยก็คือ พรรคการเมือง ผมอยากจะเรียนว่าพรรคการเมืองนี้ที่จริงแล้วที่เขาบอกว่าเป็นสถาบัน ทางการเมืองที่สําคัญ คํานี้มีแต่คนบอกว่ามันจะเป็นสถาบันอะไรกันนักกันหนา สําคัญอะไร กันนักกันหนา คําว่าสถาบันตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีความดีเลิศเป็นที่ ๑ ไม่ใช่ เพียงแต่ว่า เป็นตัวเชื่อมในระบอบการปกครองทุกระบอบ พรรคการเมืองจะดีหรือไม่ดีเป็นสิ่งต้องมีอยู่ ถ้าพรรคการเมืองชั่วก็เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องมีอยู่ในระบบการเมืองเหมือนกัน เพราะถ้าเรา สังเกตว่าทุกระบอบ ขนาดระบอบคอมมิวนิสต์เองยังมีพรรคการเมือง ไม่อย่างนั้นประชาชนเอง ไม่สามารถจะส่งผ่านความต้องการไปสู่ระบบการปกครองได้ พรรคการเมืองดีหรือไม่ มองว่า เหมือนเป็นการส่ง ส่งกําลังไปยังการขับเคลื่อนทั้งหลาย ดังนั้นพรรคการเมืองเองก็เป็นเรื่องที่ เราจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกันอย่างเร่งด่วน เป็นองค์กรที่สําคัญ ทีนี้สภาพปัญหาทาง การเมืองของพรรคการเมืองในประเทศไทยนี่เป็นกันอย่างไร พรรคการเมืองก็เป็นองค์กรหนึ่ง ซึ่งในรูปแบบแล้วมีลักษณะที่ว่าต้องขับเคลื่อน ต้องมีการดําเนินกิจกรรมไปตรงนี้ ต้องใช้ทุน เหมือนกับองค์กรอื่น ๆ องค์กรการกุศล มูลนิธิอะไรใช้ทุนหมด พรรคการเมืองก็ต้องใช้ทุนเหมือนกัน แต่ว่าทุนทางการเมืองของเรา โดยระบบการเมืองของเราพัฒนามาไม่นานนัก ไม่เหมือนกับ ในประเทศอย่างที่พัฒนามานานแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ ๒๐๐ กว่าปี เราจะเห็นว่า พรรคการเมืองของเขามีพรรคการเมืองใหญ่มีสมาชิกมากมาย แล้วเขาก็ลงขันกันนะครับ ลงขันกันบางทีก็เลือกประธานาธิบดีเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทถ้าคิดเป็นเงินไทย นอกจากนั้นสมาชิกพรรคที่เขามีกันอยู่ทั่วไปเขาก็เดินรณรงค์กันเอง ใช้เงินกันเอง ระบบมันเป็นระบบไปแล้ว แต่ของเราอยู่ในระหว่างการเริ่ม เราก็เลยมีปัญหาว่าไม่รู้ จะเอาเงินที่ไหนมาใช้ในกิจการของพรรคการเมือง ผมอยากจะเรียนว่าในข้อเท็จจริง อย่างเช่นตอนนี้มีคําสั่งนะครับ เอาความจริงมาพูดกันก็ได้ ผมนี่ก็บริหารพรรคการเมืองมา จะ ๒๐ ปีแล้ว ขณะนี้ไม่ให้ทํากิจกรรมอะไรเลย อยู่เฉย ๆ จ่ายค่าน้ํา ค่าไฟ อย่างพรรคที่ผม สังกัดอยู่ขณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนา ใช้เงินเดือนละประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นประจําทุกเดือน เป็นค่าเจ้าหน้าที่ ค่าน้ํา ค่าไฟ ไม่มีกิจกรรมนะครับ เราไม่ได้ทํากิจกรรม ตามคําสั่งของ คสช. พรรคการเมืองบางพรรคมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ค่าสาขา ค่าเช่า ค่าดําเนินการ ค่าเจ้าหน้าที่ มันมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ตรงนี้ก็ต้องมีการเอาเงินมาใช้ แล้วไม่รู้ จะหาจากไหน ประชาชนก็ไม่ได้บริจาคมา เพราะว่าอย่างที่ผมเรียนแล้ว ยังไม่มีการพัฒนา เรามาพูดความจริงกันนะครับ เวลาเลือกตั้งเท่าที่ทําได้พรรคการเมืองก็ต้องจัดเลี้ยง จัดโต๊ะจีน แล้วก็ให้ใครมาช่วยกันบริจาคแล้วก็เอาเงินไปใช้ในการเลือกตั้ง ถ้ามีการซื้อสิทธิขายเสียงกัน อย่างที่ว่ากันมากมายก็ยิ่งใช้มากกันไปอีก สมมุติจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ประเด็นสภาพปัญหาก็คือ ว่าเป็นสถาบันการเมืองที่มีปัญหาเรื่องทุน ก็เลยมีคนเอาทุนมาให้ ถ้าเป็นทุนที่ดีเขาไม่ได้หวัง อะไรก็แล้วไป แต่ถ้าจะหวังอํานาจตรงนี้ตรงนั้นในพรรคก็มีปัญหาเรื่องการผูกขาดนะครับ มีปัญหาเรื่องการถูกควบคุมโดยระบบทุน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนะครับ ปัญหาต่อมาก็คือว่า การบริจาคเงิน ที่เป็นสภาพปัญหาก็คือว่ามีเปิดเผยบ้าง ไม่เปิดเผยบ้าง ไม่ปรากฏบ้างนะครับ เราก็มีกฎหมายกําหนดว่าต้องเปิดเผยทั้งหมดนะครับ โทษตรงนี้เป็นโทษที่หนักหนาสาหัส ก็คือยุบพรรค แต่ว่าก็ยังมีอยู่ที่เป็นเงินที่บริจาคโดยไม่ชอบก็มีอยู่ เป็นปัญหาเดิม โครงสร้างพรรค นี่นะครับ เท่าที่ผ่านมีการพัฒนากันบ้างแล้ว ทางเราก็ออกกฎหมาย พ.ร.บ. พรรคการเมือง มีการจัดแบ่งเรื่องอํานาจ แต่ว่าการบริหารไม่ได้แบ่งแยกชัดทํารวมกันไป ทั้งทํางานทางการเมือง ทั้งกิจกรรมในลักษณะของการบริหารก็ยังมีปัญหาอยู่ ปัญหาเรื่องนโยบายนี่นะครับ ผมเรียนว่า พรรคการเมืองในประเทศของเราขณะนี้ การฟอร์ม (Form) นโยบาย การดําเนินการตามนโยบาย การได้มาส่วนมากก็เป็นกรรมการคิดกัน การที่จะเอาปัญหาจากประชาชนมาทําได้ไม่มากนัก ดังนั้นพอประชาชนไม่มีส่วนร่วมเขาก็ไม่ค่อยสนับสนุนกัน การจัดทํานโยบายตรงนี้ ไม่ค่อยสอดคล้องนักกับปัญหาของประเทศ แต่ก็พยายามกันอยู่นะครับ แล้วนอกจากนั้น ก็มีการสู้กัน ระยะหลังเราก็มีการสู้กันแล้วมีการกําหนดนโยบายลดแลกแจกแถมสู้กัน ก็กลายเป็นหลุดเข้าไประบบประชานิยมไปแล้วไปกระทบกระเทือนเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ แผ่นดินอะไรตรงนั้น ก็ถูกโจมตี ถูกว่ากล่าวกันตลอดมา แล้วนอกจากนั้นพรรคการเมืองเอง ขณะนี้มีอยู่ ๗๐ กว่าพรรค ปัญหาที่มีอีกอย่างก็คือว่าถูกยุบโดยง่าย เช่นเรื่องกฎหมายที่บอกว่า ถ้ามีกรรมการคนใดคนหนึ่งไปทําท่าจะเป็นทุจริตเรื่องการเลือกตั้งก็ให้ยุบพรรคนั้นเสีย แล้วก็ดําเนินการลงโทษกรรมการบริหารเป็นเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ผมก็โดนมา ๕ ปีเหมือนกัน ในฐานะเป็นกรรมการ ทีนี้ประเด็นตรงนี้เอง แต่ว่านอกจากนั้นขนาดเขามีกฎหมายบังคับว่า ต้องทําแผนว่าปีหน้าเราจะทําอะไร แค่ลืมยื่นพรรคก็ถูกยุบ พอถูกยุบกรรมการก็ถูกตัดสิทธิ ๕ ปีเหมือนกัน บางทีลืมทําบัญชี แจ้งบัญชีโดยการหลงลืมอะไรพวกนี้ แล้วก็มีรายละเอียด เป็นข้อกําหนดตามกฎหมายละเอียดยิบไปหมด ผิดพลาดก็ถูกยุบเหมือนกัน ดังนั้นตรงนี้ ก็เป็นปัญหาเรื่องการยุบโดยง่าย แล้วก็มีสมาชิกบางพรรคถึง ๑๐ ล้านคน อยู่ ๆ ก็ยุบ ความเป็นสมาชิกก็หายไป ตรงนี้เป็นปัญหาที่มีอยู่จริง พวกเราได้คุยกันในคณะกรรมาธิการ แล้วก็แลกเปลี่ยนความเห็นกันในหลาย ๆ ทาง แล้วก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นที่จะนําเสนอว่า ในเรื่องการปฏิรูป เบื้องต้นก็คือทางพรรคการเมืองให้เป็นพรรคของประชาชนก่อน ถ้าเขามีความรู้สึกว่าเป็นพรรคของเขาเขาจะได้มาสนับสนุน วิธีการก็คือว่าให้ประชาชน มามีส่วนในพรรค ก็คือว่ามีการชําระค่าธรรมเนียมเป็นสมาชิก แล้วนอกจากนั้น ก็ให้มีการบริจาคเงิน รวมไปถึงการบริจาคภาษี ขณะนี้ทางรัฐเรามีอยู่เหมือนกันโดยประชาชนก็คือให้จ่ายภาษี ๑๐๐ บาทให้กับพรรคการเมือง ทีนี้ปัญหาตรงนี้ในข้อเท็จจริงก็คือประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ไม่ได้จ่ายภาษี ก็เลยกลายเป็นสมมุติจากชาวนาเราจะได้เงินค่าสมาชิกที่เขาจะจ่าย เป็นค่าภาษีเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่มีเงินจะจ่ายภาษี ตรงนี้ก็คงต้องคิดกันต่อไปว่า จะทําอย่างไร อาจจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องประมวลรัษฎากร แล้วรัฐเองขณะนี้มีนโยบายอยู่ เราก็เสนอกันว่าประชาชนบริจาคมาเท่าไร รัฐก็จ่ายสมทบไป แต่ขณะนี้สมทบเท่าไร รู้ไหมครับ สมทบ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง คือแทนที่จะมีการสมทบไปเราก็ไม่ได้จ่ายกัน ในส่วนนี้ คือทางรัฐเองก็ไม่ได้ช่วยส่งเสริมเท่าที่ควร คือได้มา ๑๐,๐๐๐ บาท รัฐก็จ่ายให้ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ต่อจากนั้นนะครับ ร้อยละ ๕ อันนั้นเป็นส่วนของประชาชน คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนมาก ๆ เขาจะได้รู้สึกว่าพรรคเป็นของเขา ทุนจากภายนอก จะเข้ามาควบคุมพรรคก็จะได้ลดลง แล้วจะได้ปรับเป็นพรรคการเมือง เป็นของประชาชน ไปทั้งเรื่องนโยบาย

ประเด็นต่อมาก็คือในเมื่อเป็นรอยต่อแบบนี้ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จะทําอย่างไร เราก็เสนอกันว่าถ้าอย่างนั้นในช่วงนี้ให้รัฐเข้ามาช่วยหน่อยเถอะ เพราะว่า ถ้าเรายังอยากจะได้พรรคการเมือง คือเราปฏิเสธพรรคการเมืองไม่ได้ ก็ให้รัฐลงมาจ่าย ตอนนี้ก็มีกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ก็ลงมาช่วยตามลําดับ แต่การจัดสรรยังมีปัญหาอยู่ พรรคขนาดใหญ่นี่นะครับ ยิ่งใหญ่มาก ก็จะได้เงินมาก แล้วก็พรรคขนาดเล็กที่จะเติบโตขึ้นมาจะได้เงินน้อยก็กลายเป็นเหมือน เงินต่อเงิน ตรงนี้เราไม่เห็นด้วยกันอยู่ตลอดมา ก็คงจะต้องมีการปรับปรุง อีกส่วนหนึ่งก็คือว่า นอกจากค่าใช้จ่ายตรงนี้ในระยะเปลี่ยนผ่านตรงนี้อาจจะต้องขอจากรัฐ เพราะว่าถ้าเรา ต้องการพรรคการเมืองที่ดี มีการบริหารประเทศก็ต้องอาศัยจากรัฐ เพราะส่วนอื่นไม่รู้จะหา จากไหนจากประชาชนมาก ๆ ประชาชนในระยะนี้ก็คงยังไม่สามารถกระทําได้ อีกอย่างก็คือ เวลาการเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการของเราก็เสนอกันว่าให้รัฐลงมาช่วย ก็คือช่วยจัดเรื่องที่ให้ จัดเวลา จัดพื้นที่ให้มีการโฆษณา ค่าโฆษณาอะไรพวกนี้ ถ้าการเลือกตั้งใช้เงินลงแต่น้อย ก็น่าจะลดการใช้จ่ายเงินลง ซึ่งก็จะดีขึ้นเพื่อเป็นรอยต่อตรงนี้นะครับ แต่ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ต้องมีการทําบัญชี มีการผ่านระบบองค์กรในการตรวจสอบบัญชีให้ละเอียดไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาคอร์รัปชันเงินในการช่วยเหลือกันอีกนะครับ ผมจะไปเร็ว ๆ อีก ๒-๓ ข้อนะครับ

ข้อเสนอต่อไปก็คือว่าให้มีการแบ่งระบบการบริหารทางการเมืองออกจาก ระบบทั่วไป หมายความว่าระบบการจัดการในเรื่องพรรคในลักษณะความเป็นองค์กรทั่วไป ก็ทํากันไป แต่ส่วนของการเมืองแยกส่วนออกไปนะครับ มีการให้ออกไปหาเสียงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้

ต่อไปก็คือให้มีระบบการตรวจสอบการนําเสนอนโยบายของพรรคการเมือง ตรงนี้เพื่อป้องกันนะครับ ส่วนที่ดีเป็นนโยบายที่ดีก็เสนอช่องทางให้ มีทีวี (TV) ให้ มีอะไรให้ สื่อให้ประชาชน ทีวี (TV) เราก็มีกันอยู่นะครับตอนนี้ พรรคการเมืองได้เสนอไปยังประชาชน ประชาชนจะได้สนับสนุน

อีกส่วนหนึ่งก็คือต้องมีการไปตรวจสอบว่านโยบายที่ให้ไปนี้มีความสมเหตุสมผล ในลักษณะของใช้จ่ายเงินเท่าไร เอาเงินจากไหนจะส่งผล ตรงนี้เป็นการป้องกันการเข้าไป กระทบกระเทือนกับระบบการเงิน การคลังของประเทศ เพื่อป้องกันเกี่ยวกับเรื่องประชานิยม

แล้วสุดท้ายเสนอว่าต่อจากนี้ไม่สมควรจะให้มีการยุบพรรคการเมืองที่เป็น ของประชาชนแล้ว เพียงแต่เว้นแต่ว่ามีการกระทําผิดเกี่ยวกับล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ผิดต้องใหญ่ ๆ นะครับ หรือทําลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ตรงนี้อาจจะให้ยุบได้ แต่ว่าถ้าโดยทั่วไปใครไปทําผิด ใครผิดก็ว่าไปคนนั้น ซึ่งจะสอดคล้องกับทางคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ นี่ก็เป็นประเด็นทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่เราเสนอ เพื่อการปฏิรูปครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน