สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปการเมืองในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเสนอแนวคิดในการปรับปรุงระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง รวมถึงการเพิ่มอํานาจของวุฒิสมาชิก การเลือกตั้ง และการตรวจสอบกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และเสนอแนวคิดในการปราบปรามการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับ เอกสารที่ คณะกรรมาธิการได้ทําไว้เป็นเอกสารที่พยายามย่อสาระสําคัญทั้งหมดไว้ภายใต้กรอบที่เรา ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็น และถ่ายทอดประสบการณ์ทางการเมืองกัน การปฏิรูปด้านการเมืองถือว่าเป็นด้านที่มีสาระสําคัญที่สุดสําหรับกระบวนการที่จะ มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนสมาชิกคงทราบนะครับว่าปัญหาประเทศชาติ บ้านเมืองเราก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะปัญหาทางการเมือง การเมืองที่เราเรียกว่า ทางออกที่ดีที่สุดสําหรับการปกครองในโลกนี้ก็คือทางออกด้วยวิธีการประชาธิปไตย เรามีประชาธิปไตยมาถึงวันนี้นับระยะเวลาร่วม ๘๐ กว่าปี ใน ๘๐ กว่าปี ประชาธิปไตย ไม่ได้เริ่มต้นอย่างนี้ครับ ประชาธิปไตยเริ่มต้นจากจริง ๆ ก็คืออยากได้ตัวแทนของประชาชน ไปทําหน้าที่ในการออกกฎหมายและการบริหารประเทศชาติ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา พัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยต้องยอมรับกับความจริงครับว่าเราผ่านกระบวนการ การเลือกตั้งมาหลายครั้ง แต่กระบวนการการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มีปัญหาหยุดชะงักกันไป ตามเหตุผลของสถานการณ์แต่ละช่วง ผมนับย้อนหลังไปนะครับว่าการเลือกตั้งในยุคแรก ๆ ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนเริ่มทดลองรู้จักคําว่าประชาธิปไตย แล้วเราก็เว้นวรรคระยะเวลายาวนานพอสมควร ประชาชนก็คุ้นเคยกับระบอบการปกครอง โดยการแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นกลไกต่าง ๆ ในระบบสังคมทั้งหมดคุ้นเคยกับระบบของการมาจาก การรัฐประหาร หรือการปกครองในระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เราเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลังจาก การปฏิวัติปี ๒๕๐๐ แล้วก็การปฏิวัติปี ๒๕๐๐ เราก็เกิดคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสู่วงการธุรกิจ มากกว่าระบบขุนนาง พ่อค้าเริ่มเข้ามามีบทบาทอํานาจมาก เพราะฉะนั้นในระบบการเมืองที่ รวมศูนย์อยู่กับการปกครองในระบบที่มีทหารเป็นผู้นําบรรดาธุรกิจทั้งหมดก็วิ่งเข้าหาระบบ ของทหารเท่านั้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงยุค ๑๔ ตุลา เปิดหน้าฉากประชาธิปไตยใหม่และบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดี ที่สุดในยุคนั้นที่ออกมา แต่ช่วงระยะเวลาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ เราผ่านช่วงระยะเวลา เพียงสั้น ๆ ครับ ผ่านรัฐบาล ๒-๓ ยุค ก็เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงการปกครองอีก สังคม พยายามหาบทสรุปว่าประเทศไทยเราจะเดินกับระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ ประชาชน จะไปคู่กับระบอบประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่ หรือว่าประชาธิปไตยประชาชนเราไม่พร้อม หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นใหม่ในการเขียนรัฐธรรมนูญ และการเริ่มต้นใหม่ครั้งนั้นการเขียน รัฐธรรมนูญเสร็จเราก็เลือกตั้งกันผ่านการเลือกตั้ง คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อช่วงนั้น ก็กลายเป็นคนที่มาจากส่วนหนึ่งของระบบทหาร เมื่อผ่านการปกครองไปได้ระยะหนึ่งของ ระบอบประชาธิปไตย คนที่คุ้นเคยกับการบริหารงานแบบใช้อํานาจเต็มเบ็ดเสร็จไม่คุ้นเคยกับ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสภาเช่นนี้ จอมพล ถนอมก็ไม่คุ้นเคยครับ แม้ที่ประชุม เสียงข้างมากในสภาจะผ่านระบบการเลือกตั้งที่ ส.ส. แต่ละคนมากันไม่ต้องมีพรรคท่านคุมได้ แต่ท่านก็รับไม่ได้กับการอภิปรายที่แสดงความคิดเห็นต่างมากกันไป เพราะฉะนั้นระบบนี้ ก็ยืนไม่นาน เราได้มีการประนีประนอมครั้งใหญ่ระหว่างแนวทางประชาธิปไตยกับแนวทาง เผด็จการก็คือยุคของท่าน พลเอก เปรม เป็นการประนีประนอมที่สร้างความมั่นคง ตามระบอบประชาธิปไตยที่ยาวนานที่สุด ผ่านการเลือกตั้ง ๓ ครั้ง ๘ ปีเศษของการปกครอง ในระบบของท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เราได้พิสูจน์ความจริงครับว่าความยั่งยืนที่สุด ของระบบที่ยืนอยู่ได้ในสังคมไทยก็คือผู้บริหารต้องซื่อสัตย์สุจริต ๘ ปีกว่าของระบบ การประนีประนอมระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยเราประสบความสําเร็จครับ ประชาชน ยอมรับในความซื่อสัตย์สุจริตของท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และเมื่อท่านล้างมือ ทางการเมืองเราก็เผชิญหน้ากับการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งปี ๒๕๓๑ เราก็ได้นักการเมือง ถึงแม้จะมียศพลเอกนําหน้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เราได้นักการเมืองซึ่งเริ่มเปลี่ยนโฉม จากยุคแรก ๆ นักการเมืองยุคแรกจะเป็นผู้ที่สนใจทางการเมืองแล้วก็มาเล่นการเมือง ไม่ใช่ตัวแทน ผลประโยชน์ ไม่ใช่ตัวแทนนักธุรกิจ แต่เป็นผู้ที่ตื่นตัวทางการเมือง อาจจะเป็นครูบ้านนอก หรือเป็นทนายความ หรือเป็นนักกฎหมาย หรือเป็นหมอ หรือคนที่ทํางานเพื่อสังคม จะลงสมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรกันไปทั้ง ๆ ที่โดนด่าครับ อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ขาดความมั่นคง เหมือนคนแสดงละครเร่ร่อน แต่วันหนึ่งเมื่อระบบเศรษฐกิจของเราเติบโตขึ้น ปี ๒๕๓๑ เปิดศักราชของการที่คนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกจริง ๆ ท่าน พลเอก ชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรีครับ การเลือกตั้งยุคนั้นเป็นยุคแรก ๆ ที่เรา เริ่มเห็นนักธุรกิจส่งตัวแทนเข้ามาเป็นนักการเมือง แต่การเลือกตั้งที่มีนายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งเราอยู่ได้สั้นครับ แล้วก็ปฏิวัติกันอีก แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญกันอีก แล้วก็มาเถียงกันอีกว่านายกรัฐมนตรีควรจะมาจากการเลือกตั้ง หรือใครก็ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี และสุดท้ายเราก็ออกกติกาว่านายกรัฐมนตรีควรจะมาจากการเลือกตั้ง หลังจากนั้น เราก็มีการเลือกตั้งมาเป็นระยะ พัฒนาการช่วงหลังที่ผมขออนุญาตเกริ่นนํานอกจากเอกสาร อันนี้ก็คือระบบการเลือกตั้งเมื่อประชาธิปไตยเริ่มก้าวเดินหลายปี ความมั่นคงของระบบ การเลือกตั้งเริ่มมีขึ้น นักการเมืองที่ชอบการเมืองเริ่มทยอยล้มหายตายจากระบบเลือกตั้ง คนที่เป็นนักธุรกิจเริ่มส่งตัวแทนเข้ามาแล้วก็เริ่มพัฒนาเข้าสู่การทําธุรกิจการเมืองเอง เราประสบปัญหาในเรื่องของการทําธุรกิจการเมืองเพราะผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง การเป็นนักการเมืองกับการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อให้กับกลุ่มประโยชน์ของตนเอง และสุดท้าย ปัญหาหลักที่เราเกิดขึ้นในสังคมก็คือปัญหาที่สร้างขึ้นมาอย่างรุนแรงแล้วก็ เลวร้ายสําหรับการเมืองไทยก็คือนักการเมืองคือคนเลว นักการเมืองคือพวกแสวงหา ผลประโยชน์ นักการเมืองคือต้นตอของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน นักการเมืองเป็นผู้มีรายได้สูง และไม่รู้จักพอ แล้วก็ปัญหาทั้งหมดที่เปราะบางที่สุดในการที่จะวิจารณ์สังคมนี้ก็คือเลวที่ ระบบนักการเมือง เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการพยายามค้นหาครับว่าเราจะแก้ปัญหา การเมืองอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ครับวางระบบดีอย่างไรถ้าคนเลวมันก็ก้าวสู่ระบบที่ดีไม่ได้ เราก็ พูดถึงสภาพปัญหาและที่มาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามเอกสารซึ่งอยู่ในมือท่านนะครับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่เราอยากได้ก็คืออยากได้คนที่ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม มีจริยธรรม ถามว่าที่ผ่านมาเราได้บุคคลเช่นนี้มาพร้อมหรือไม่ หรือมาได้เพราะว่าพูดเก่ง มาได้เพราะ โกหกเก่ง มาได้เพราะมีสตางค์เยอะ มาได้เพราะมีอํานาจเยอะ เราไม่ได้ต้องการคนรวย มาปกครองประเทศนี้ เราไม่อยากให้คนมีอํานาจที่ถืออิทธิพลข่มเหงคนอื่นมาเป็นผู้ปกครอง ประเทศนี้ เราอยากได้คนดี ซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม เข้าปกครองประเทศนี้ เมื่อกลไก การเมืองเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีกําลังเหนือกว่าโดยเฉพาะกําลังทุนเหนือกว่า การเมือง ช่วงระยะหลังก็เลยเป็นการเมืองของการแสวงหาผลประโยชน์ ภาพพจน์ทางการเมือง ดูเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเป็นเรื่องที่นับวันจะเลวร้ายลงทุกวัน ทัศนคติของประชาชน ต่อทางการเมืองก็ยิ่งนับวันยิ่งเลวร้ายไป ประชาชนเริ่มปฏิเสธการเมือง และหลาย ๆ ครั้ง คนที่เป็นผู้นําประเทศก็ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง มาวันนี้ผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่าน ก็รู้สึกว่าท่านไม่ใช่นักการเมือง แต่ท่านปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ตรงนี้กําลัง ทําหน้าที่ทางการเมืองในการวางกติกาของประเทศ แล้วก็หลายเรื่องหลายราวถ้าเมื่อเผชิญ กับปัญหาตัวเองคนที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักการเมืองก็จะรู้สึกว่าความเป็นนักการเมือง เป็นเรื่องแปลก ๆ และเป็นเรื่องไม่ปกติ แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเป็นง่ายนักในข้อจํากัด ทางการเมืองที่มีอยู่ พูดถึงเรื่องการเมืองเราแยกระบบของเราเป็น ๒ อย่าง คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่มาของวุฒิสภาดั้งเดิมจริง ๆ เราต้องการให้วุฒิสภานี้เป็นสภาของผู้ทรงภูมิความรู้ที่จะ มากลั่นกรองกฎหมายที่ออกมาจากชาวบ้านที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งอาจจะไม่มีภูมิความรู้จริง เพราะฉะนั้นวุฒิสภาควรจะเป็นสภาที่ทรงไปด้วยความรู้สามารถมานั่งกลั่นกรองกฎหมายได้จริง ๆ เราเลยกําหนดให้เป็นสภาคู่มาตลอด แต่ปรากฏว่าช่วงหลังที่เราเริ่มรณรงค์สภาคู่ วุฒิสภา เราต้องการคนที่มาจากการเลือกตั้ง เราก็เห็นระบบต่าง ๆ เริ่มแปลกปลอมมากขึ้น ผมเห็นวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกใช้เวลา ๑ ปีเต็มเพื่อแสวงหาวัฒนธรรมของตัวเองว่า ตัวเองคืออะไรกันแน่ เพราะเขามาจากการเลือกตั้ง เขาอยากออกกฎหมายเหมือนผู้แทนราษฎร เขาอยากจะมีอํานาจเหมือนผู้แทนราษฎร อยากทําต่าง ๆ เหมือน ส.ส. แต่จริง ๆ เจตนารมณ์ ของวุฒิสภาก็คือการกลั่นกรองกฎหมาย กว่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจะเข้าใจตัวตนครับ ก็ผ่านเวลานานพอสมควร เมื่อผ่านไปยุคหนึ่งสังคมก็รู้สึกล้มเหลวครับ วันที่ได้นักการเมือง มา ๒ สภา คือสภาล่างเป็นสภานิติบัญญัติ และสภาบนก็มาจากการเลือกตั้ง และปรากฏว่า ไปสาวไปสาวมาทั้ง ๒ สภาเป็นที่มาจากแหล่งผลิตใกล้เคียงกัน การรวมผลประโยชน์ระหว่าง สภาล่างกับสภาบนเป็นไปในทิศทางที่ประนีประนอมและสอดคล้องมากขึ้นจนผู้นําบางยุคคุมได้ ทั้งเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และสั่งเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ วุฒิสภาก็เปลี่ยนครับ จากระบบแต่งตั้งเป็นระบบเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกันมา ทั้งหมดครับคือสภาพปัญหา ที่การเมืองนับวันแต่จะเลวร้ายทุกวัน ในบางครั้งเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง นักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถจะหาตัวแทนขึ้นมาทําหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ เป็นภาวะ ของรัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่สะสมกันมา เราพยายามที่จะพัฒนาประชาธิปไตยโดยการกระจายอํานาจลงสู่ท้องถิ่น เราตั้ง อบต. เราตั้งเทศบาล เราตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เรามีเมืองพัทยา และเรามีกรุงเทพมหานคร เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น แต่เสียงที่สะท้อนกลับมามันก็มี ๒ ด้าน ผมเป็นนักการเมือง มาจากบ้านนอกครับ เป็นผู้แทนราษฎรครั้งแรกในวันที่ไม่เคยมี อบต. โครงการทุกโครงการ ต้องผ่านกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอําเภอ และวันหนึ่งมี อบต. วันนี้ ชนบทไทยเริ่มเปลี่ยนโฉมครับ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทเริ่มลดลง เส้นทางคมนาคมเปลี่ยนขนาดใหญ่เพราะต้อง ยอมรับว่าเกิดจากการสร้างท้องถิ่นขึ้นมา ท่านเดินทางไปทั่วประเทศครับ เดี๋ยวนี้จะเจอ ถนนคอนกรีต ถนนลาดยางเกือบในทุกหมู่บ้าน เกือบทุกตําบล บางตําบลจะหาถนนดินลูกรัง ไม่ได้แล้วครับ ทั้งหมดเกิดจากผลของการกระจายอํานาจ แต่ขณะเดียวกันจากการกระจายอํานาจ เรารับทราบข่าวถึงการทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ๆ และที่สําคัญครับ ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทุจริตการเลือกตั้งในท้องถิ่นก็รุนแรงคู่ขนานกับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. การเลือกตั้งนายก อบต. นายกเทศบาล นายก อบจ. หนีไม่พ้นข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใครรวยกว่าก็ชนะ คนชนะเข้าไปบริหาร เมื่อซื้อเสียงเข้ามามันหนีไม่พ้นครับ มันต้องไปโกง เพื่อถอนทุน เพราะฉะนั้นเราอยากกระจายอํานาจ ขณะเดียวกันก็ติดปัญหาเรื่องเราไม่ได้คนเดียว เข้ามาสู่สภา ปัญหาทั้งหมดจึงรวบยอดอยู่ว่าตราบใดที่เราสร้างระบบการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรมไม่ได้ ประชาธิปไตยที่เป็นอุดมการณ์ก้าวเดินไม่ได้ ถามว่ายากไหมครับในการที่จะ สร้างกระบวนการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ยากครับ ผมเคยอภิปรายกับเพื่อนสมาชิก ในสภาวันแรกที่ผมมาอยู่ที่นี่ครับว่าถ้าคิดไม่ออกอย่าพาบ้านเมืองไปเสี่ยงให้กับคนรวย เพราะวันนี้เราเสี่ยงกับคนมีกําลัง ระหว่างคนรวยกับคนมีกําลังก็ไม่ต่างกันครับ อยู่ที่ใครมีคุณธรรม ถ้าเชื่อมั่นว่าผู้นํามีคุณธรรมและหาทางออกที่ถูกต้องไม่ได้อย่าเพิ่งไปเสี่ยง เพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการทั้งหมดวางสาระสําคัญครับว่าเราจะต้องสร้างการเมืองที่สุจริตเที่ยงธรรม แม้จะยาก ต้องระดมความคิดทั้ง ๒๐๐ คนนี้ให้ออกครับว่าการเมืองที่สุจริตเที่ยงธรรม คือการเมืองอย่างไร เราก็เริ่มหาแนวทางครับ เราเริ่มคิดว่าต้องสร้างคุณสมบัติของผู้ที่จะ เป็นนักการเมือง พยายามหามาตรการว่าคนที่เป็นนักการเมืองควรจะมีคุณสมบัติที่ผ่าน การคัดเลือกมาที่เข้มข้นพอสมควร คนที่เคยทุจริตคอร์รัปชัน คนที่เคยมั่วสุมกับการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิขายเสียง มีปัญหาเรื่องซื้อสิทธิขายเสียง คนที่ในประวัติการเสียภาษีชอบ ไม่ชอบ เหล่านี้จะต้องเป็นพื้นฐานของคุณสมบัติคน ใครก็ตามที่เคยโดนคดีทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่า ในตําแหน่งไหนก็ตาม ทั้งชาตินี้เลิกการเมืองได้ครับ ต้องเลิกคิดครับ เพราะจะต้องไม่เปิดช่อง ให้กับคนที่มีพื้นฐานอย่างนั้นกลับเข้ามาอยู่ในระบบการเมืองเด็ดขาด เพราะการเมือง ไม่ใช่ ส.ส. เฉย ๆ ครับ วันหนึ่งคนที่เป็นอย่างนั้นเขาจะก้าวขึ้นตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นคุณสมบัติเบื้องต้นเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่ต้องกําหนด เราเริ่มกําหนดอย่างนี้ครับ คุณสมบัติที่เข้มข้นของผู้ที่จะดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น ให้ผู้สมัครแสดงความจํานงเข้าสู่ตําแหน่ง และผู้เข้ารับการสรรหาต้องเปิดเผยแบบสําเนา การชําระภาษี ๓ ปีย้อนหลัง ถ้าในชีวิตเป็นชาวนามาตลอดก็ไม่แปลกครับ ไม่เคยแจ้งใบเสียภาษีเลย ก็บอกว่าไม่เคยเสียเลย แต่ถ้าเป็นข้าราชการลาออกไปสมัครก็แจ้งสิครับว่าท่านเสียภาษีมาเท่าไร เพราะหลังจากนั้นท่านก็จะต้องเริ่มแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และสาธารณะก็เริ่มตรวจสอบทรัพย์สิน อย่างนี้ก็เช่นเดียวกันครับ การเลือกตั้งท้องถิ่นก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินแล้วก็แสดงการเสียภาษี โดยเฉพาะท้องถิ่นคุณต้องติดให้รู้ครับ ในตําบลว่าคุณจะเลือกเป็นนายก อบต. คุณมีทรัพย์สิน อยู่ในตําบลเท่าไร อย่างน้อยคนในตําบล คนในเทศบาล คนในจังหวัดจะได้เริ่มตรวจสอบกัน อย่างจริงจัง ใครที่อยากจะสมัครนะครับ ส.ส. หรือ ส.ว. อย่างน้อยต้องเปิดเผยตัวเอง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนเริ่มตรวจสอบได้ครับ ว่าเขามีความเหมาะสมที่จะทําหน้าที่เหล่านั้นหรือไม่ มีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งที่เราใช้เวลา ถกกันมากครับ เดิมเรากลัวว่าระบบการเลือกตั้งจะทําให้คนดี คนมีความสามารถ คนมีคุณธรรม ไม่สามารถผ่านด่านการเลือกตั้งได้เพราะเขาไม่เชี่ยวชาญเรื่องการสมัครรับเลือกตั้ง กฎหมาย รัฐธรรมนูญก็แก้ครับ เราเปิดช่องสําหรับคนดี คนมีความสามารถ คนมีคุณธรรม โดยเปิดช่อง ไประบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง เราคิดว่าพรรคการเมืองจะไปสรรหาคนดี คนมีความสามารถ คนที่มีคุณธรรม คนที่สังคมอยากได้เข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ เพื่อเอามาทดแทนสิ่งที่คนดี เหล่านั้นขาดแคลนคือความสามารถในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เขาไม่ใช่นักเลือกตั้ง เราลองเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ผลสุดท้ายคณะกรรมาธิการได้ข้อสรุปว่าบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ของการมีระบบบัญชีรายชื่อ น้อยมากที่คนดี มีคุณธรรมและคนมีความสามารถที่ถูกเลือกสรรเข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ กลายเป็นที่ซ่องสุม ของกลุ่มการเมือง กลุ่มธุรกิจ กลุ่มคนมีอิทธิพล กลุ่มมีสตางค์ที่ชาวบ้านไม่เลือก สุดท้าย กลุ่มนี้ละครับเป็นกลุ่มที่เป็นทุนของพรรคการเมือง และจ่ายค่าหัวให้กับนักเลือกตั้งลงไป ในสนามเลือกตั้ง เมื่อไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนี้ถามว่าเราจะให้คนส่วนหนึ่งที่อาศัยคราบไคลบอกว่า เป็นคนดี เป็นคนรวย คนมีสตางค์ ไม่เชี่ยวชาญเลือกตั้งแล้วไปแอบนั่งอยู่ในตําแหน่งเหล่านั้น และสุดท้ายครับ สิ่งที่เห็นในรอบ ๑๐ ปี คนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ จากคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้าเลือกตั้งกลายเป็นเสนาบดี กลายเป็นรัฐมนตรี และก้าวสู่ตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการมีความเห็นเบื้องต้นครับ เมื่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ตอบโจทย์ ยกเลิกครับ

๒. ในส่วนของวุฒิสมาชิก มีข้อสะท้อนจากเพื่อนที่เคยเป็นวุฒิสมาชิก ทั้งแต่งตั้งและทั้งเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกช่วงหลังไม่ใช่มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว ท่านได้พ่วงภารกิจหนักมาก็คือความเป็นตุลาการในการวินิจฉัยถอดถอนบุคคล ตัดสินใครผิดใครถูก และผลของการตัดสินปรากฏว่าหลายคนก็สะท้อนครับว่าเอกสารหนาเป็นปึก ๆ ที่สอบประวัติกันมามีวุฒิสมาชิกไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่อ่าน ศาลจะตัดสินพิพากษาใคร แต่ละคน พนักงานสอบสวนกว่าจะสั่งฟ้องใครแต่ละคนเขาต้องอ่านหมดครับ แต่ ส.ว. ที่มาตัดสิทธิคน มาใช้สิทธิในการตัดสิทธิสมาชิก น้อยมากครับที่อ่านหมด หันมาพยักหน้า ข้าง ๆ และไปด้วยกัน เพราะระบบกลั่นกรองการถอดถอนที่วุฒิสมาชิกได้ไปไม่ได้ผ่าน กระบวนการที่กลั่นกรองอย่างมีวุฒิภาวะจริง ๆ

เรื่องที่ ๒ ครับ การที่วุฒิสมาชิกเพิ่มอํานาจในการแต่งตั้งตําแหน่งพิเศษ ๆ ต่าง ๆ จนหลายครั้งเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ มีการวิ่งเต้นเหมือนวิ่ง ส.ส. ครับ จ่ายสตางค์ ผ่านวุฒิสมาชิก หลายคนซื้อตําแหน่งผ่านวุฒิสมาชิกครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการ มีความเห็นสอดคล้องกันครับว่าความเป็นมาของวุฒิสมาชิกแท้จริง ความเป็นมาของ ส.ส. ที่แท้จริงของระบบเริ่มต้นวางพื้นฐานมาดี เราอยากได้ ส.ส. ที่รู้ปัญหาประชาชน มาสะท้อนต่อและมาร่วมในงานบริหารบ้านเมือง เราอยากได้วุฒิสมาชิกที่มีคุณสมบัติ ในการกลั่นกรองกฎหมายให้กับชาวบ้านมาทําหน้าที่ในการกลั่นกรอง เราก็พิจารณาว่า วุฒิสมาชิกคงเหลือภารกิจแค่กลั่นกรองกฎหมายเป็นหลัก เมื่อวุฒิสมาชิกกลั่นกรองกฎหมาย เป็นหลัก หลังจากนั้นครับ ที่มาของวุฒิสมาชิกก็ง่ายครับ จะเลือกตั้ง จะผสม หรือเลือกตั้ง ทางอ้อม ผมคิดว่าเราพร้อมที่จะระดมความคิดร่วมกับเพื่อนสมาชิกในสภาทั้งหมด เพียงแต่ว่า ระยะเวลาที่เหลือนะครับ ก็หน้าที่ของคณะกรรมาธิการจะไปกลั่นกรองต่อกันและหารือ ร่วมกับ กรธ. หลายเรื่องที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนะครับ เป็นเบื้องต้นของคุณสมบัติของ นักการเมืองเหล่านี้ เป็นเรื่องที่จําเป็นครับว่าต้องกระทําให้เสร็จก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งคณะกรรมาธิการจึงจําเป็นจะต้องส่งความเห็นเหล่านี้ไปยัง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะบางเรื่อง โดยเฉพาะส่วนใหญ่จะผูกพันกับการทํา รัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ ๓ หลังจากเราได้ ส.ส. เราได้วุฒิสมาชิกแล้ว การเข้าสู่ตําแหน่งของ ผู้ดํารงตําแหน่งที่สําคัญก็คือนายกรัฐมนตรีครับ เรามีความเห็นไม่ได้ต่างจากคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญมากนักครับ นายกรัฐมนตรีควรจะมาจากเป็นบุคคลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เพราะนายกรัฐมนตรีควรจะมาจากประชาชน การมาจากประชาชนก็คือการมาจากเสียง ของตัวแทนประชาชน นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากการโหวตของสภา และเราเห็นสอดคล้องว่า ถ้าจะโหวตเอาคนในสภาเป็นกันเองก็ใช้เสียงเพียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกในสภาได้ หากบ้านเมือง อยู่ในภาวะของการควบคุมไม่ได้ ไร้ทิศทาง ไร้ผู้นําตัดสินใจ ก็ต้องให้สิทธิตัวแทนประชาชน ในการที่จะเลือกบุคคลที่เหมาะสม เรามีประวัติศาสตร์ครับ สภาเคยเลือกท่าน พลเอก เปรม ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ๘ ปี และท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่จนถึงวันนี้ใครก้าวข้ามท่านไม่ได้ครับ ในความซื่อสัตย์สุจริต ดํารงตําแหน่งที่พิชิตมาทุกรอบทิศ และยังเป็นเสาหลักของบ้านเมืองวันนี้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่านในฐานะบุคคลที่มีคุณูปการต่อระบบการเมืองไทย ถ้าจะเอาบุคคลภายนอกก็ต้องใช้เสียงมากกว่านั้น คณะกรรมาธิการคิดว่าถ้าจะเป็นบุคคลภายนอก เพื่อแก้วิกฤติของสังคมแต่ละช่วงต้องใช้เสียง ๓ ใน ๕ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยสภาได้ผ่านระยะเวลาไป ๓๐ วันยังไม่สามารถแต่งตั้งได้ แน่นอนสภานั้นก็ต้องยุบไปโดยปริยายและจัดการเลือกตั้งใหม่เพราะเข้าสู่ภาวะของการตีบตัน ทางการเมือง ทั้งหมดครับ กระบวนการที่จะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ใช่แก้เฉพาะนักการเมือง มันต้องแก้พร้อมกันกับประชาชนครับ เขาบอกว่านักการเมืองคือภาพสะท้อนของประชาชน คนที่ไหนได้คนแบบไหนมาเป็นนักการเมืองคนที่นั่นก็เป็นคนแบบนั้นละครับ คนไทยได้ นักการเมืองแบบไหนมาเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้งคนไทยก็เป็นแบบนั้นละครับ เมื่อมีคนซื้อเสียงเราก็ต้องเขียนกฎหมายที่จะจัดการกับคนซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ถ้ามีแต่คนซื้อไม่มีคนขายก็ไม่ประสบความสําเร็จ ปราบคนซื้อไม่ปราบคนขายไม่มีประโยชน์ครับ ที่ผ่านมากฎหมายเลือกตั้งเรามีปัญหาในกระบวนการการเลือกตั้ง ผมขออนุญาตก้าวล่วง ไปถึงเรื่องของระบบการเลือกตั้งสักนิดหนึ่งที่คณะกรรมาธิการเรามีปัญหาวิพากษ์วิจารณ์กันมาก แล้วก็เป็นข้อเสนอเบื้องต้นที่เริ่มที่จะเห็นสอดคล้องกัน เราไม่เชื่อว่าเดิมเราใช้กระทรวงมหาดไทย จัดการเลือกตั้งแล้วนายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ใหญ่บ้าน จะเป็นกลางจริง ๆ เราคิดหาองค์กร ที่มีความเป็นกลาง องค์กรอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้งเราดูงานกันเยอะ ไปดูประเทศอินเดีย ไปดูต่างประเทศ ผมเป็นยุคผู้แทนราษฎรที่ไปดูพวกนั้นมาครับท่าน แล้วก็เห็นว่าจําเป็นต้อง มีองค์กรอย่างนั้น เมื่อตั้งองค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง เราก็มั่นใจมากครับ ตั้งองค์กรใหม่ ดีใจมากที่ได้องค์กรใหม่ก็ให้อํานาจไปมากครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรที่ได้อํานาจไปเยอะครับ ๑. เป็นคนที่จัดการการเลือกตั้ง พิมพ์บัตรเลือกตั้ง เตรียมหน่วยเลือกตั้ง เตรียมหีบเลือกตั้ง ใช้คนเป็นล้านคนในวันเลือกตั้ง ๒. คณะกรรมการ การเลือกตั้งกํากับการเลือกตั้งเองทั้งหมด ไปเตรียมคนเองและกํากับการเลือกตั้งเอง ๓. คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นตุลาการตัดสินการเลือกตั้งเอง จัดการเลือกตั้ง กํากับเลือกตั้ง ตัดสินการเลือกตั้งเอง เมื่อสอบถาม กกต. ว่าเรื่องปัญหาที่การเลือกตั้งเลวร้ายที่สุดเกิดจาก เรื่องอะไร การซื้อสิทธิขายเสียง ถามว่าคดีที่ซื้อสิทธิขายเสียงจับได้กี่คดี เกือบร้อยละร้อย ส่งฟ้องศาลหลุดหมดครับ สรุปคือล้มเหลวในการปราบปรามการซื้อเสียง เมื่อพุ่งเป้าทั้งหมด คดีการสอบสวนของ กกต. เกิดคนแพ้ร้องคนชนะ แล้ว กกต. ถือสิทธิคนเดียวในการที่จะ ดําเนินคดี สุดท้ายหลายเรื่องคดีหายไปกับ กกต. ผมอยู่ในวงการการเมืองพูดตรง ๆ ตรงนี้นะครับ หลายครั้งได้ยินท้องถิ่นเขาบอกว่าจ่าย ๑๐ ล้านบาทดีกว่าเลือกตั้งใหม่เพื่อแลกกับใบเหลือง หรือแลกใบแดง เสียไป ๒๐ ล้านบาทก็ถูกกว่าเลือกตั้งนายก อบจ. อีกรอบ รอบ ๒ เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นทุกวัน ๆ และเราไม่เห็นจับการซื้อเสียงได้เลยครับ เพราะฉะนั้นมาตรการของคณะกรรมาธิการเราคิดว่าต้องปราบทั้งคนซื้อและคนขาย คนซื้อ เป็นผิดคนขายก็ต้องเป็นผิด และจะทําอย่างไรให้การซื้อการขายได้มีประสิทธิภาพในการที่จะ ช่วยกันปราบเอง มีแนวความคิดสมาชิกบางท่านครับ ซึ่งเราจะได้หารือกันต่อก็คือการตกผลึกว่าเราจะตั้ง กองทุนสักกองทุนหนึ่ง ใครที่ชี้ช่องจับคนซื้อเสียงได้ เขาซื้อ ๕๐๐ บาท ถ้าคุณชี้ช่องพา กกต. ไปดักจับได้คุณอาจจะได้รางวัลเป็นแสนจากกองทุนนี้ หรือใครชี้ช่องจับคนขายเสียงได้คุณก็จะ มีสิทธิได้รับรางวัลเช่นนี้เหมือนกัน เราคิดว่าต้องไม่ตัดสิทธิประชาชนในเมื่อประชาชนมีหน้าที่ ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ประชาชนต้องมีสิทธิเป็นผู้เสียหายฟ้องร้องการเลือกตั้งที่ทุจริตได้ ไม่ใช่ประชาชนไม่เป็นผู้เสียหาย วันหนึ่งเมื่อคําพิพากษาฎีกาบอกว่าประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหาย แม้ กกต. ทุจริตการเลือกตั้ง ประชาชนไม่มีสิทธิฟ้อง ยกฟ้อง ต่อไปประชาชนต้องมีสิทธิ เพราะเขามีหน้าที่ไปเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น กกต. รับสํานวนไปแล้วถ้าหายไปเดือนสองเดือน ไม่ว่าครับ ไม่ตัดสิทธิประชาชนที่เอาหลักฐานไปฟ้องเอง และฟ้องวันนี้ตัดสิน กกต. อํานาจ ส่วนนี้ก็ต้องถอดออกมาครับ คนที่จะทําอํานาจในการตัดสินได้ต้องยกกลับไปที่ตุลาการ ควรจะมีแผนกศาลคดีการเมืองในทุกศาลจังหวัด และมีระยะเวลาการตัดสินพิพากษา ในระยะเวลาสั้น ฟ้องในระยะเวลาที่รวดเร็วและตัดสินในเวลาที่รวดเร็ว เพราะเราเคย ใช้ศาลฎีกาชี้คุณสมบัติของผู้สมัครโดยให้เวลาศาลฎีกา ๗ วันครับ ถ้าสมัครแล้ว กกต. ไม่รับ เขาสามารถร้องศาลฎีกา