เบญจวรรณ สร่างนิทร เสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ โดยเน้นการลดขนาดและบทบาทที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐมีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล พร้อมทั้งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และการปรับบทบาทภารกิจของภาครัฐให้เหมาะสมกับภารกิจ โดยมีเป้าหมายที่จะเห็นผลภายใน 1 ปี
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ นะคะ ในแผนการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องแรก เป็นแผนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ หัวข้อที่จะนําเรียนเสนอดิฉันขอไล่เรียงเป็นดังนี้ว่า จะพูดถึงเรื่องสภาพปัญหาก่อน แล้วจะพูดถึงแผนที่จะดําเนินการ แล้วก็จะพูดถึงเป้าหมาย หรือผลผลิต แล้วก็จะพูดถึงวิธีการปฏิรูป แล้วก็จะมาพูดถึงเรื่องกําหนดเวลา แล้วก็ แหล่งที่มานะคะ โดยคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ในส่วนเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ประการแรก ในเรื่องสภาพปัญหา สภาพปัญหานั้นส่วนใหญ่โดยทั่วไปเวลาพูดถึงระบบราชการเราก็มักจะคุ้นกับสภาพปัญหาที่ มีการกล่าวขวัญกันเป็นประจําแล้วก็บ่อย ๆ นะคะ
ประการแรก ระบบราชการมีขนาดและบทบาทที่ไม่เหมาะสมกับภารกิจภาครัฐ เป้าหมาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นภาครัฐที่กระชับ กะทัดรัด มีความยืดหยุ่น คล่องตัว จิ๋วแต่แจ๋ว จนมา ณ วันนี้ภาพที่ว่าเราก็คงอยากให้การขับเคลื่อนครั้งนี้ได้บรรลุผลเท่าที่จะสามารถทําได้
ประการที่ ๒ การบริหารงานภาครัฐขาดความโปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาล ทํางานล่าช้า และขาดประสิทธิภาพ
ประการที่ ๓ ระบบราชการมีโครงสร้างขนาดใหญ่และสลับซับซ้อน เกินความจําเป็นโดยเฉพาะราชการบริหารส่วนภูมิภาค เวลาพูดคุยในกลุ่มข้าราชการด้วยกัน หรือว่าระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง เขาบอกว่าในเรื่องความซ้ําซ้อนนี้ไม่ใช่ซ้ําเฉพาะระหว่าง กระทรวงกับกระทรวง ระหว่างกรมกับกรมก็ซ้ํา ภายในกรมเองก็ซ้ํา นี่เป็นปัญหาที่ต่อเนื่อง แล้วก็ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลาพอสมควร เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็คงจะหาทางที่จะแก้ปัญหา ในบางเรื่องที่จะดําเนินการได้
ประการที่ ๔ บทบาท ภารกิจ และอํานาจหน้าที่ของกระทรวง กรม มีความหลากหลาย เหลื่อมล้ํา และมีความรับผิดชอบไม่ชัดเจน ก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่ อีกเรื่องหนึ่ง
ประการที่ ๕ มีการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ขาดการมอบอํานาจหรือกระจาย อํานาจ ส่งผลให้การจัดบริการสาธารณะหลายเรื่องที่ถูกคงไว้ในส่วนกลางเกิดความล่าช้า มีการอภิปรายกันเรื่องพระราชกฤษฎีกากระจายอํานาจ ก็เห็นปัญหาหลายประการที่จะ นําไปสู่การดําเนินการแก้ไขต่อไป
ประการที่ ๖ โครงสร้างของระบบราชการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถ บริหารงานในลักษณะที่เป็นแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกซึ่งเป็นภารกิจร่วมกันได้ ตอนนี้แต่ละ ส่วนราชการก็ว่าไปตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานไป เหมือนไซโลแต่ละแห่ง ซึ่งในบางงาน ในบางโครงการ หรือในลักษณะงานบางอย่างนั้นจําเป็นที่จะต้องมีการบูรณาการกันเพื่อให้เกิด การสามารถที่จะจัดการความรับผิดชอบเฉพาะด้านให้มาทํางานร่วมกันได้
ประการที่ ๗ มีการจัดส่วนราชการที่เป็นส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ภูมิภาค เป็นจํานวนมาก ทําให้ขาดการเชื่อมโยงการทํางานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดขาดเอกภาพในการบังคับบัญชา ตัวเลขที่ปรากฏค่อนข้าง ชัดเจนนะคะว่าในช่วงแรกที่มีการจัดตั้งกระทรวง ๒๐ กระทรวง ตอนนั้นส่วนกลางไปตั้ง ในส่วนภูมิภาคเพียง ๑,๙๐๐ แห่ง ขณะนี้ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง
ประการที่ ๘ การบริหารภายในจังหวัดขาดความคล่องตัว ไม่มีเอกภาพ รวมทั้งการมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดําเนินการยังมีปัญหาและอุปสรรคในทาง ปฏิบัติ อย่างที่นําเรียนว่าพระราชกฤษฎีกามอบอํานาจหรือกระจายอํานาจคงจะต้อง เป็นเรื่องที่จะมานําเสนอจุดที่คิดว่าเป็นประเด็นปัญหา ทีนี้ในแผนการปฏิรูปของ คณะอนุกรรมาธิการเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ แน่นอนค่ะ เราต่อเนื่องมาจากที่ สปช. เสนอ สปช. เสนอว่าควรเป็นเรื่องที่ดําเนินการทันที เราก็คิดว่าอะไรที่สามารถ ขับเคลื่อนได้เร็วแล้วสามารถดําเนินการได้ทันที เราก็คิดว่าภายในช่วงเวลา ณ ขณะนี้ จะ ๑๘ เดือน หรือน้อยกว่า ๑๘ เดือน ปีครึ่งอะไรก็แล้วแต่ เราจับเรื่องนั้นแล้วเรามองว่า ก็ตรงกับทิศทางที่เราจะเดินด้วย เราหยิบเรื่องมาทั้งหมด ๔ เรื่อง
เรื่องแรก คือเรื่องกําหนดขอบเขต อํานาจหน้าที่ของราชการบริหาร ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้เกิดความชัดเจน
เรื่องที่ ๒ เรื่องการทบทวนและจําแนกบทบาทภารกิจภาครัฐ
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการออกแบบโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับภารกิจ ต่าง ๆ ของภาครัฐ
เรื่องที่ ๔ พัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
ใน ๔ เรื่องที่นําเรียนนี้เราก็มากําหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ แล้วก็กําหนด ผลผลิต วิธีการดําเนินการ รวมทั้งระยะเวลา ขอนําเรียนดังนี้ว่าในเรื่องแรก ในเรื่องที่กําหนด ขอบเขต อํานาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนั้น มี ๓ ประเด็นที่จะดําเนินการ
ประการแรก ก็คือจะต้องมีการลดหรือเพิ่มจํานวนหน่วยงานส่วนกลางที่ไป ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เหมาะสมกับภารกิจที่สําคัญ แล้วก็สนองต่อความต้องการของ ประชาชน ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป้าหมายจะเป็นเรื่องการลดเป็นหลัก แล้วก็มีการจัดระบบ อํานวยความสะดวกในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ อันที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาความซ้ําซ้อน ระหว่างส่วนราชการ แน่นอนในการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก็จะต้องเป็นการทบทวน ความจําเป็นในการกําหนดหน่วยงานของส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ว่าเขาจะยังคงเป็น หน่วยงานสภาพแบบนี้ต่อไป หรือควรจะต้องปรับเปลี่ยนไปรวมอยู่กับส่วนภูมิภาคหรือยกเลิก เพราะฉะนั้นจะต้องมีการทบทวน แล้วที่สําคัญก็จะต้องมีการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง ให้ท้องถิ่นที่มีความพร้อมเป็นผู้ดําเนินการ ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการประมวลข้อมูลทั้งหลาย ซึ่งก็มีการดําเนินการส่วนหนึ่งแล้วว่าถ่ายโอนอะไรไป ถ่ายแล้วมันมีปัญหาในประการไหน อย่างไร อะไรถ่ายไปแล้วที่ยังมีปัญหาควรจะมีการแก้ไข ในเรื่องนี้กําหนดเวลาที่กําหนดไว้ เราคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วเรื่องสําคัญ ในการทําปฏิรูปทั้งหลายก็กําหนดเวลาไว้จนกระทั่ง คงมีงานออกมาเป็นระยะ ๆ แต่กรอบของงานทั้งหมดนั้นก็คงเอาเต็มเวลาเลย งบประมาณ ก็คงจะต้องเป็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบก็คงเป็นหน่วยงานตามภารกิจที่กําหนดไว้ก็คือทาง ก.พ.ร. แล้วหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องก็เป็นหน่วยงานกลางแล้วก็ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ประการที่ ๒ เรื่องการทบทวนและจําแนกบทบาทภารกิจของภาครัฐ ตรงนี้ เคยนําเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ว่าภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้การทํางานของภาครัฐเอง มีหลายบทบาทอยู่ในที่เดียวกันหรือว่ารวมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในเรื่องการกําหนด นโยบาย กําหนดเป้าหมาย กําหนดหลักเกณฑ์ กติกา อะไรทั้งหลายกับการไปปฏิบัติการ ด้วยตัวเอง ตรงนี้ก็คงจะมีการจําแนกออกมาให้ชัดเจนว่าควรจะเป็นส่วนราชการอยู่หรือเปล่า หรือควรจะเป็นหน่วยงานประเภทอื่น หรือที่สําคัญนะคะ อะไรที่เอกชนมีความพร้อม คิดว่ามีหลายเรื่องมาก แล้วเรื่องนี้สิ่งหนึ่งที่สําคัญนอกจากเราฟังเสียงของส่วนราชการแล้ว เราจะฟังความเห็นของภาคเอกชนประกอบด้วยว่าภาคเอกชนนั้นเขาพร้อมในเรื่องอะไร อย่างไร ถ้าเอกชนบอกว่าพร้อมเราก็คงจะต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานด้านนั้น ๆ ว่า เอกชนเขาพร้อม หน่วยงานจะยังคงทําต่อไปหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่ท่านควรจะถ่ายตรงนี้ ให้เอกชน แล้วคนที่มีอยู่ท่านอาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่น ดิฉันคิดว่าตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่สําคัญในการที่จะปรับบทบาทภารกิจของภาครัฐที่มีอยู่แล้วก็ขจัดความซ้ําซ้อน แล้วก็ถ่ายโอนไปให้เอกชนอย่างที่นําเรียน เราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ก็อยากจะ มีการเร่งให้งานด้านนี้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ก็กําหนดว่าเรื่องนี้จะใช้เวลาถ้านับจากนี้ไป ก็คือ ๑ ปี เพราะฉะนั้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๙ เราจะเห็นผลในเรื่องนี้ออกมาที่เป็นรูปธรรม
ประการที่ ๓ เรื่องออกแบบโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับภารกิจของ ภาครัฐ ตรงนี้ก็จะมีการออกแบบในลักษณะอะไรที่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่สําคัญ แล้วก็ต้องการ บูรณาการ เป็นงานที่หลายหน่วยงานทําร่วมกัน แล้วก็จะมีการออกแนวหรือออกแบบ ตัวหน่วยงานตรงนี้ว่าควรจะออกมาเป็นลักษณะไหน อย่างไร
ประการสุดท้าย ในเรื่องการพัฒนากลไกหรือเครื่องมือในการสนับสนุนให้เกิด การบูรณาการความร่วมมือระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตรงนี้จะวางระบบในการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วนให้สามารถดําเนินการได้ แล้วเราก็จับว่า เรื่องอะไรที่เป็นเรื่องสําคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลเองก็มองอยากให้บรรลุผลสําเร็จ แล้วก็มองว่า ตรงจุดนี้อะไรที่จะทําให้ความยั่งยืนหรือความมั่นคงของหน่วยงานภาครัฐบางลักษณะ สามารถดําเนินการไปได้โดยไม่ต้องอาศัยอํานาจพิเศษ ตรงนี้เราก็มีข้อคิดเห็น ในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค ตรงนี้เราก็มีข้อคิดเห็นในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคที่จะให้บริการ ถึงประชาชนโดยตรงนะคะ เรื่องนี้เราก็ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วก็คิดว่าจะใช้เวลาภายใน ๖ เดือนคงจะนํามาเรียนที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งค่ะ โดยภาพรวมของการปฏิรูปโครงสร้างที่คิดว่า ในช่วงเวลาปีครึ่งนะคะ ควรจะดําเนินการในสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมได้ ก็ขอนําเรียนที่ประชุมดังที่กล่าวมาค่ะ ขอบคุณมากค่ะ