รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๒๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านมณเฑียรครับ ท่านครับ เอาอย่างนี้นะครับ ให้ชี้แจงเฉพาะประเด็นที่ถูกพาดพิงนะครับ ในส่วนที่เขาพาดพิง ว่าในกลุ่มคนด้อยโอกาสอะไรทํานองนั้น เอาเฉพาะประเด็นนี้นะครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เนื่องจากว่ากระผมได้ถูกพาดพิงจนทําให้ อาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่ากระผมไม่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา อันจะทําให้ผมเกิดความเสียหายได้นะครับ ผมก็เลยจะขอใช้สิทธิพาดพิงโดยจะขอชี้แจงว่า ไม่ว่าจะเป็นในเวทีสาธารณะที่ใดหรือแม้กระทั่งในเวทีรัฐสภาแห่งนี้ กระผมได้พูดมาโดยตลอด ว่าผมสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในคําแปรญัตติของกระผมซึ่งได้มี การสงวนคําแปรญัตติและได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ กระผมก็ได้พูดอยู่เสมอว่าการเลือกตั้งนั้น เป็นหัวใจสําคัญของระบอบประชาธิปไตย และกระผมมีความเชื่อมั่นและสนับสนุน การเลือกตั้งครับ เพียงแต่ว่าในการแปรญัตติของผมนั้น กระผมเห็นว่ากติกา รูปแบบ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นควรจะออกแบบให้แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ เพื่อออกแบบสภาสูงนั้นให้มีความยึดโยงกับประชาชนในเชิงประเด็นตามกลุ่มประชากร ตามสาขาอาชีพและสถานะของบุคคลมากกว่าเชิงพื้นที่ เพราะว่าบทบาทหน้าที่ต่างกัน โดยทั่วไปแล้วกระผมมีความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งครับ แล้วผมคิดว่าเราควรจะต้อง เสนอให้มีการส่งเสริมการเลือกตั้งกันในทุกระดับ
ท่านมณเฑียรครับ กรณี ท่านถูกพาดพิง กรณีที่ผมได้กราบเรียนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้เข้าประเด็น ที่พาดพิงครับ อย่าถือโอกาสตรงนี้อภิปรายครับ เดี๋ยวมีคนประท้วงมันก็จะทําให้ เสียบรรยากาศ ขอความกรุณานะครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมกําลังชี้แจงประเด็นที่ผมคิดว่าผมอาจจะเสียหายได้อย่างไรครับท่านประธาน ผมคิดว่าการเลือกตั้งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะเป็นคนที่มาจากกลุ่มคน ที่ถือว่าเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสหรือคนพิการก็ตาม กระผมก็ยังเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นหัวใจ สําคัญของระบอบประชาธิปไตย
ก็ชัดเจนแล้วครับ ถือว่า ท่านได้ยืนยันแล้ว พอสมควรกระมังครับ
ท่านประธานครับ แล้วผม คิดว่าเราน่าจะใช้หลักการเลือกตั้งกับทั้งองคาพยพในประเทศนี้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือแม้กระทั่งอธิบดีกรมต่าง ๆ ก็ควรจะมาจาก การเลือกตั้ง ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญครับท่านรังสิมา
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิกจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้ง
เหตุผลที่ดิฉันได้สงวนคําแปรญัตติไว้คือเจตนารมณ์เดิมของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ก็คล้ายกับดิฉัน แล้วก็มีการสรรหา ทีนี้สรรหาชุดแรกมาเขาให้เป็น ๓ ปีแล้วจับฉลากออกครึ่งหนึ่งถูกไหมคะ แล้วพอเสร็จ จับฉลากออกครึ่งหนึ่ง คนที่ถูกจับฉลากออกก็มีสิทธิที่จะได้กลับเข้ามาใหม่ ถ้าคนที่ได้ กลับเข้ามาใหม่ก็จะได้เป็น ๙ ปี ทีนี้ดิฉันก็คิดว่าการที่เจตนารมณ์ของปี ๒๕๕๐ เขาต้องการ ให้วุฒิสภามามีอํานาจตามรัฐธรรมนูญ คือกลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดิน ให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญต่าง ๆ พิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง ถอดถอน บุคคลออกจากตําแหน่ง อํานาจหน้าที่อื่น ๆ ทีนี้ดิฉันก็มามอบว่าเมื่อเขาให้วุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้ง แล้วเป็นได้ครั้งเดียวสมัยเดียวคือ ๖ ปี แต่คนที่จับสลากมาได้ ๙ ปีนะคะ ถ้าได้ต่อเนื่อง ๒ ครั้ง แต่คนที่มีอํานาจนาน ๆ มันก็จะเป็นคนที่มีบารมีด้วย อย่างดิฉันเป็นมา ๔ สมัย ก็เริ่มอํานาจนิดหน่อย มีบารมีนิดหน่อย ไม่เหมือนท่านประธานเป็นมาหลายสมัย แต่ทีนี้เขาต้องการให้บุคคลพวกนี้ที่เป็นวุฒิซึ่งจะต้องถอดถอน ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ แล้วก็ ต้องให้เว้นวรรคตรงนี้ ดิฉันเห็นด้วยอย่างมากเลย เพราะว่าถ้ามันมีบารมีมาก แล้วก็มีอํานาจ มันก็จะมีผลต่อการทําหน้าที่ของวุฒิสภา ทีนี้ในปัจจุบัน ส.ส. มี ๕๐๐ คน วุฒิสมาชิก ๑๕๐ คน ดิฉันก็คิดว่ามันมากพอสมควรแล้ว ดิฉันไม่อยากให้มีมากขนาดนี้ด้วย เพราะว่ามันไม่ค่อยมาประชุมเห็นไหมคะ ท่านก็เห็น ถูกไหมคะ ถ้ามีมาก ยิ่งมากเท่าไรคนก็บอกไหน ๆ มันก็มาแล้ว เดี๋ยวเราไม่มาคนเดียว ก็ไม่เป็นไร แต่คนคิดอย่างนี้เยอะ แล้วท่านก็จะเห็นดิฉันต่อสู้มา ๔ สมัยแล้ว กดบัตรแทนกัน คนไม่มา กดบัตรเป็น ๑๐ ๒๐ แล้วก็ไม่เคยมีความผิดอะไรที่ดิฉันพูดให้ท่านประธานฟัง เสียเงินเดือนปี ๆ หนึ่งตั้งกี่ล้านบาท มีมากไม่มีประโยชน์ แต่ถ้ามีน้อยแล้วมาประชุมทุกคน ดิฉันคิดว่าดีกว่า เพิ่มไป ๒๐๐ คน ถ้ามี ๑๐๐ คน หรือมี ๑๕๐ คน แล้วมาครบ ดิฉันเห็นด้วย คือมันคุ้มค่ากับภาษีของประชาชน คือดิฉันก็เป็นคนตรงไปตรงมานะ คือพูดนี้อาจจะ แทงใจดําคนอื่น ดิฉันก็คิดว่าถ้าแทงใจดําก็ลุกขึ้นประท้วง ถ้าเดือดร้อนนะคะ คือปัจจุบันนี้ ที่จอดรถเองก็ยังไม่มีเลย ไม่พอเลย ห้องทํางานก็ไม่มีนะคะ จะมามีให้มันมาก แล้วก็ กินเงินเดือนอย่างเดียวไม่ถูก ดิฉันไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าดิฉันไม่ได้รังเกียจ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าดิฉันคิดว่าถ้าให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจะมีนักการเมือง ที่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง คือถ้าไม่มีนักการเมืองหนุนหลังมันจะยากนะคะ ที่จะเข้ามาได้ อย่างที่ผ่านมานี้ดิฉันก็เห็นว่าให้แนะนําตัว แต่แนะนําตัวมันจะทั่วถึงได้อย่างไรทั้งจังหวัด จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุด ดิฉันก็คิดว่าพอทําเนา แต่อย่างจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครศรีธรรมราชมันจะเดินอย่างไรไหวแค่ระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน ถูกไหมคะ ถ้าไม่มี ฐานพรรคการเมืองหนุนหลัง มันจะยาก เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะสนับสนุนให้มี การเลือกตั้งจังหวัดละคน ๗๗ จังหวัด ก็ ๗๗ คน ที่เหลืออีก ๗๓ คน ให้มาจากการสรรหา แต่เหตุที่เราต้องมานั่งอดตาหลับขับตานอนทุกวันนี้ ท่านประธานก็น่าจะทราบดีนะ ต้องมานั่งนี่กี่วันแล้ว แล้วจะต่ออีกกี่วันก็ยังไม่รู้ เพราะว่าเหตุจาก ส.ว. สรรหานี้แหละ ดิฉัน พูดตรง ๆ เลย คือว่า ส.ว. สรรหานี่ ถ้า ส.ว. สรรหา โดยเฉพาะกลุ่ม ๔๐ ส.ว. ถ้าท่านยกมือ ตามเขาสั่ง คือเขาสั่งหันซ้ายท่านก็หัน สั่งยกมือซ้ายท่านก็ยก สั่งยกมือขวาท่านก็ยก วันนี้ ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเพราะมันตามใบสั่งได้ แต่นี่ ส.ว. สรรหาบางท่าน โดยเฉพาะ กลุ่ม ๔๐ ส.ว. หัวแข็ง ไม่ยอมทําตาม มันเลยทําให้พวกเราต้องมานั่งอยู่อย่างนี้นะคะ ดิฉัน ก็คิดว่าถ้าเกิดมันเป็นอย่างนี้ มันเหมือนกันหมดเลยมันไม่มีอะไรแตกต่างกับ ส.ส. เลย ยกเว้น ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง สมมุติดิฉันจะลง ส.ว. พรุ่งนี้ ดิฉันลาออกวันนี้ แต่ดิฉัน เป็นสมาชิกมานี้ร่วมตั้ง ๒๐ ปี แล้วท่านคิดดูมันอยู่ในใจแล้ว ถึงแม้จะลาออกถูกต้อง ตามกฎหมาย แต่ว่าทางพฤตินัยมันรู้ ๆ อยู่แล้ว ถูไหมคะ ท่านพยักหน้า ท่านเห็นดีกับดิฉัน ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าเมื่อมันไม่แตกต่างเลยก็มีมันสภาเดียวไปเลยสิ ไม่ต้องไปมี ๒ สภา เพราะมี ๒ สภามันก็เหมือนกับ ส.ส. นี่แหละ ไปกลั่นกรองมันก็ไม่ได้กลั่นกรองอะไร มากมาย เพราะความคิดคล้าย ๆ กันนะคะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือดิฉันก็คิดว่าการที่ ส.ว. ในปัจจุบันนี้มี ๑๕๐ คน คือจริง ๆ แล้ว พูดกันจริง ๆ พอวันลงคะแนนเสียงข้างมาก คือมันมี สรรหา ๔๐ แล้วก็มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วน แต่พอลงคะแนนอะไรส่วนใหญ่ มันก็จะสู้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่าขณะนี้มันก็มีการแทรกแซง ทั้งสภาบน สภาล่าง สภาล่างเมียคุม สภาบนผัวคุม ไม่รู้จะถูกไหมนะคะ ทางท่าน ส.ว. คงจะทราบดีนะคะ ดิฉันก็คิดว่าถ้ามันมี การแทรกแซงแบบนี้มันก็น่าจะเหลือสภาเดียวเสียยังจะดีกว่านะคะ
ประการต่อมาคือ ที่คิดฉันได้สงวนคําแปรญัตติไว้ว่า ๑๕๐ คน เลือกตั้ง ๗๗ คน เพราะตอนนี้มันเพิ่มมาอีก ๑ จังหวัด เป็น ๗๗ จังหวัด มันก็จะเหลือสรรหา ๗๓ คน ดิฉันก็จะให้เหตุผลว่าทําไมดิฉันจึงอยากให้มีการสรรหาด้วย ทีนี้ทีแรกดิฉันคิดว่าทาง ท่านประธานตัดสิทธิดิฉันไม่ให้พูด แต่การที่ดิฉันเสนอเหตุผลท่านอาจจะเห็นดีกับดิฉัน ถ้าเห็นดีกับดิฉัน กรรมาธิการก็เปลี่ยนแปลงได้นะคะ คือว่าการสรรหานี่ดิฉันอยากจะให้ สรรหาจากกลุ่มอาชีพ แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ คือที่หลากหลาย หลาย ๆ อาชีพ อย่างเช่น อาจารย์ที่ปลดเกษียณ ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถมีมากมายเลย ทีนี้เมื่อสรรหา ๗๓ คน ดิฉันอยากให้คณะกรรมการที่มี ๗ คนปัจจุบันนี้ สรรหาคนอาชีพต่าง ๆ หลากหลาย ให้มากกว่า ๗๓ คน คือกลั่นกรองมาแล้วหนึ่ง เลือกมาแล้ว ๑ รอบ แล้วก็ให้มาลงสมัคร เหมือนกับปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ของพรรคการเมืองต่าง ๆ มันก็จะได้มาจากทุกสาขาอาชีพ แล้วแต่ประชาชนแต่ละจังหวัดเขาจะเลือกว่าจะให้อาชีพอะไรเข้ามา ให้เหลือ ๗๓ คน ทีนี้อาชีพต่าง ๆ ดิฉันก็จะยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่ท่านมณเฑียร บุญตัน ต้องขออนุญาตนะคะ ดิฉันก็จะบอกว่าท่านอย่าเพิ่งประท้วงเลย ดิฉันก็จะเอ่ยพาดพิงถึงท่าน แต่พาดพิงในทางที่ดี คือดิฉันคอยเฝ้ามองท่านอยู่ตลอดเลยว่าท่านเป็น ส.ว. ที่ดีมาก ชื่นชมค่ะ ขนาดท่าน เป็นอย่างนี้แล้วท่านมาประชุม ผิดกับคนที่มือดี เท้าดี มีครบ ๓๒ แต่ฝากบัตรให้เพื่อนมากดนี่ อันนี้น่าประณาม แล้วท่านลองคิดดูว่าอย่างเช่นคุณกฤษณะ ละไล ดิฉันก็ชื่นชม ถึงแม้เขา จะพิการ แต่ใจเขานี่เกินร้อย แล้วก็ทํางานให้กับสังคมมากมาย แล้วก็ครู นักข่าว แพทย์ พยาบาล เกษตรกร สมาคมลูกจ้างต่าง ๆ ธนาคาร ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพ พร้อมทั้ง บุคคลที่เป็นเพศที่สาม ตอนนี้เพศที่สามเยอะแยะเลย เกย์ (Gay) กะเทย ทอม (Tomboy) อะไรนี่เยอะแยะ ท่านลองคิดดูถ้าให้คนพวกนี้ไปลงแต่ละจังหวัดมันไม่สามารถที่จะชนะ เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพได้ แต่ถ้าเขาลงแบบระบบบัญชีรายชื่อ คล้าย ๆ แบบบัญชีรายชื่อ ที่สรรหาแต่ละอาชีพมาแล้ว หรือว่าคนพิการ อย่างจะให้ท่านมณเฑียรไปลงเขตไม่ต้องมากเลย ไปลงจังหวัดดิฉัน ดิฉันเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดนะคะ ไม่ต้องไปเดินมากอย่างโคราช มันเดิน ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันที่ท้องร่องมีคลองตั้งร่วม ๔๐๐ คลอง ถ้าเดินสะพานไม้กระบอกไม่ได้ ไม่มีสิทธิที่จะชนะเลย ขนาดดิฉันอายุยังไม่มาก คือไม่ใช่ไม่มาก ครึ่งคน ๆ นะคะ ดิฉันเดินหาเสียง เมื่อปี ๒๕๓๙ เดินจนไข่ดันบวมเลย แต่ถ้าให้คนที่สายตาไม่ดีแล้วก็เดินไม่ได้อย่างคุณกฤษณะอย่างนี้ หรือว่าตามาองไม่เห็น จะไปเดินไม้กระบอกได้ไหม มันไม่ได้หรอกค่ะ แล้วมันก็จะเป็นปัญหา ว่าบุคคลพวกนี้ที่มีความรู้ความสามารถก็จะไม่ได้เข้ามาทําหน้าที่ในสภาเลยนะคะ ดิฉัน จึงอยากจะเรียนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการนะคะว่า ท่านฟังเหตุผลดิฉันแล้ว ดิฉันอยากให้ท่านเปลี่ยนใจนะคะว่า ให้บุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่หลากหลายได้เข้ามาเป็นตัวแทน ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะได้คนกลุ่มเดิม ๆ เดี๋ยวดิฉันจะพูดต่อไป คือการที่แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ดิฉันก็มาดูแล้ว ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่ได้ประโยชน์คือใคร นักการเมือง ทั้งนั้นเลย ท่านมาดูได้ เมียเป็น ส.ส. คราวหน้าผัวลง ส.ว. ได้นะคะ คราวหน้าลูกลงได้ เพราะว่าเขตมันมีเยอะ จังหวัดหนึ่งบางทีมันก็สามารถที่จะ ถ้าคิดตามที่กรรมาธิการ ๒๐๐ คน จังหวัดหนึ่งมันมี ๔-๕ คน ลงมันหมดตระกูลเลย ซื้อยกเข่งมันไป บ้านหนึ่งเอาไปเลย บ้านละ ๒๐,๐๐๐ บาท เลือกพ่อ เลือกแม่ เลือกลูก เลือกมันให้หมดเลยทั้งตระกูล แล้วมันก็ เข้ามาครองในสภาอยู่อย่างนี้ เขาต้องการให้หลากหลาย ไม่ให้นักการเมืองมามีบารมีมาก มามีอํานาจต่อรองตําแหน่งต่าง ๆ ในสภา เพราะฉะนั้นดิฉันจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานค่ะว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ประชาชนไม่ได้อะไร แทนที่จะเอางบประมาณตรงนี้เอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างเช่น ตอนนี้คนที่เขาเดือดร้อนเรื่องยางพาราราคาตกต่ําเอาเงินที่จะมาเลือกตั้งตรงนี้ เอาไปช่วยเกษตรกรพยุงราคายางพารา มันจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่จะรุนแรงเหมือนปัจจุบันนี้ นะคะ แล้วก็สินค้า วันที่ ๑ พี่น้องคนยากคนจนจะเดือดร้อนขนาดไหนท่านลองคิดดูสิ อย่างท่านไม่เดือดร้อนหรอกเพราะท่านมีสมบัติเยอะ แต่คนที่หาเช้ากินค่ํามันจะทําอย่างไร แก๊สก็ขึ้น น้ํามันก็ขึ้น ทางด่วนก็ขึ้น พอพวกนี้ขึ้นแล้วอย่างอื่นก็ขึ้นหมด รายได้ก็ไม่ได้ขึ้น แต่รายจ่ายมันมากขึ้น แล้วมันแพงหมดทุกอย่างเลยถึงได้บอกว่า มันแพงทั้งแผ่นดิน ที่ดิฉันบอกนะคะ แล้วก็เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่ปีที่แล้วดิฉันพูดกับประธานมา เป็นสิบหนแล้ว อย่างหอยที่จังหวัดสมุทรสงครามเน่า ป่านนี้ยังไม่ได้เลยสักบาทหนึ่ง คิดดูสิ นี่ปีหนึ่งแล้ว จะชนเดือนตุลาคมนี้ปีหนึ่งแล้ว เขาก็มาร้องเรียนดิฉันตลอดเวลา พอไปปิดถนน ประท้วงก็โดนจับ แล้วจับแต่พวกที่ไม่ใช่ซีกคนเสื้อแดง ซีกคนเสื้อแดงไม่โดนเลย นี่ท่านลอง ไปดูสิ ดิฉันจึงบอกอย่างไรมันไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงนี้ประชาชนเดือดร้อน เงินนี่ คุณเอามาใช้ในการเลือกตั้งตรงนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าเอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จะได้ประโยชน์มากเลย ดีกว่าเรามาออกกฎหมายเพื่อพวกเรากันเอง ผัว เมีย ลูก บางคน มีเมียน้อย พูดจะสะเทือนท่านประธานหรือเปล่าดิฉันไม่ได้เจาะจงนะคะ คือดิฉันพูดภาพรวม มีเมียน้อย ไม่ต้องส่งเสียเมียน้อยรายเดือน ก็ให้เมียน้อยมาลงสมัครเสีย แล้วก็ได้เป็นตําแหน่ง ก็กินเงินเดือน ไม่ต้องเลี้ยงดู ประหยัดไปอีกเดือนละแสนกว่าบาท อย่างนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็น สภาผัวเมีย สภาโคตรเหง้าศักราชของนักการเมืองทั้งนั้นเลย มันจะทําให้การเมืองถอยหลังนะคะ ดิฉันก็คิดว่า ส.ว. ๑๕๐ คน ดีแล้ว แล้วก็มาจากการสรรหาส่วนหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง ก่อนที่ดิฉันจะจบ มีคนฝากดิฉันมานะคะ ดิฉันก็จะอ่านให้ท่านประธานฟัง
สภาผัวเมียจะนัวเนียถึงลูกผูกถึงหลาน
เป็นสภาเครือวงศ์พงศ์พาน
จะเป็นลานสร้างเครือข่ายขยายวง
สภาผัวเมียหวังไว้เลียเพื่อนายหมายประสงค์
เป็นสภาฝักถั่วมั่วพานพงศ์
จะเป็นดงเครือข่ายทองของใครเอย
ท่านประธานฟังแล้วก็คงเข้าใจนะว่ามันหมายความว่าอย่างไร เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญ คุณหมอสุกิจครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมอยากให้ท่านประธานนั่งทั้งวันเลยครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ได้เป็นการแก้ไขในมาตรา ๑๑๑ และ มาตรา ๑๑๒ ได้กําหนดในบรรทัดที่สําคัญนะครับ บอกว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คนนะครับ ซึ่งมาตรานี้ ผมได้เสนอขอตัดทั้งมาตรา นั่นก็หมายถึงว่าผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญแก้ไขอันนี้ แล้วก็ยังเห็นว่าที่มาของ ส.ว. ก็ควรจะมีความหลากหลาย คือควรจะมี ส.ว. สรรหาเหมือนดัง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถ้าผมตัดตรงนี้หมายความว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรานี้ ก็จะโผล่ขึ้นมาอีกนะครับ หมายถึงว่ายังคงมี ส.ว. สรรหา ผมไม่ใช่คนที่ไม่เห็นด้วย กับการเลือกตั้งครับ เพราะผมเองก็มาจากการเลือกตั้ง ผมศรัทธาการเลือกตั้ง แต่ว่าวิถีทางของประชาธิปไตยมันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาจากการเลือกตั้ง นะครับ ในกรณีของการเลือกตั้ง ส.ว. นี่ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งผมก็จะให้เหตุผลต่อไปนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการกําหนดให้ ที่ผมอ่านเมื่อครู่นะครับ ตรงที่เป็นบรรทัดสําคัญที่บอก ว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้ง จํานวน ๒๐๐ คน อันนี้ผมได้เข้าไปชี้แจง กับกรรมาธิการ คือถ้าพูดถึงเจตนารมณ์ท่านประธานกรรมาธิการท่านจะพูดถึงบ่อยนะครับ ว่าเจตนารมณ์เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้นะครับ แต่เจตนารมณ์นี่จริง ๆ แล้วมันก็อยู่ บนอากาศแต่บนกระดาษนี่มันคือของจริง เพราะฉะนั้นอีก ๑๐ ปีข้างหน้า เจตนารมณ์นี้ อาจจะไม่มีใครพูดถึงหรอกครับ แต่บนกระดาษนี่จะยังคงอยู่ ซึ่งก็สามารถที่จะตีความไปได้ หลากหลายเมื่อถึงวันนั้น ซึ่งคนเขาอาจจะลืมกันแล้วว่าวันนี้เราคิดกันอย่างไร คนอีก ๑๐ ปี ข้างหน้าเขาอาจจะไม่คิดเหมือนเราใช่ไหมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าตีความอย่างนี้ ผมยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขอันนี้ยังเปิดช่อง ยังเปิดช่องให้มี ส.ว. ที่มาจากวิธีอื่น ซึ่งอาจจะสรรหา หรืออะไรก็ตาม แต่ในเมื่อผมตัดทั้งมาตราอย่างนี้ก็คงหมายถึง ส.ว. สรรหา นั่นเองนะครับ เพราะท่านไม่ได้กํากับเอาไว้ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ได้เข้าไปเรียกว่าโต้ตอบ กับท่านประธานกรรมาธิการในวันที่ผมเข้าไปชี้แจงว่าถ้าท่านกํากับไว้ว่า วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน ถ้าท่านกํากับว่าวุฒิสภาทั้งหมด ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน อย่างนี้ผมจะยอมนะครับ แต่เมื่อ ท่านไม่มีคําว่า ทั้งหมด กํากับ ตัวหนังสือมันก็ดิ้นได้ ถ้าผมจะเถียงท่านว่าถ้าไม่มีคําว่า ทั้งหมด กํากับ จะมีแบบอื่นได้ไหมวุฒิสภา ถ้าสมมุติว่าคนอื่นเขาเสนอแบบอื่นเข้ามาจะได้ไหม อันนี้ในที่สุดท่านก็บอกว่าการตีความมันก็แล้วแต่ความเห็นเรา เราตีความต่างกัน ก็ดังที่ปรากฏละครับว่าในที่สุดแล้วพอมาถึงเวลาจริง ๆ ท่านก็มาตัดสิทธิผมนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ คือผมก็มีความรู้สึกว่าท่านประธานกรรมาธิการ ท่านจะยึดมั่นอยู่กับ ส.ว. สรรหา ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แล้วก็ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถ้าใครมาพูดถึง ส.ว. สรรหา ท่านก็จะเรียกไปหมดเลย บอกว่าพวกนี้ แปรฯ ขัดหลักการซึ่งรวมทั้งผมด้วยนะครับ ความจริงเรื่องนี้ผมได้พร่ําชี้แจงมา รู้สึกว่าไม่ต่ํา กว่า ๒ ครั้งแล้วครับ แล้วในช่วงหลัง ๆ นี้ก็มีท่าน ส.ส. และ ส.ว. อีกหลายท่านที่ท่าน ได้ออกมาชี้แจงมายืนยันเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ส.ว. สรรหาหลายท่าน ท่านได้เล่าถึงตัวเองว่า กว่าที่ท่านจะได้มาเป็น ส.ว. ในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า ส.ว. สรรหา จริง ๆ แล้ว ได้ผ่านการกลั่นกรองมาจากสมาชิกในกลุ่มของท่าน ในกลุ่มอาชีพในวิชาชีพของท่าน เป็นจํานวนเป็นร้อยเป็นพันคน ผมก็อยากจะถามว่าแบบนี้มันเป็นการเลือกตั้งไหม ก็น่าจะ เป็นวิธีการเลือกตั้งแบบหนึ่ง เพียงแต่มันไม่ใช่ทางตรงเท่านั้น แล้วแถมยังไม่ใช่ว่าเลือกมาแล้ว ก็จะได้เป็นในกลุ่มนั้นนะครับ ก็ต้องมาผ่านคณะกรรมการสรรหาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพอท่าน เรียกว่า ส.ว. สรรหาท่านก็จะไปตัดความเป็นประชาธิปไตย ตัดขาดของการยึดโยง จากประชาชนทันที ซึ่งผมถือว่าอันนี้ก็คงจะไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ท่านนํามากล่าวอ้างก็คือ อันนี้ไม่ใช่ท่านประธานนะครับ แต่เป็นเหตุผลประกอบร่างที่บอกว่า โดยที่เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ไม่ทราบว่าคนเขียนเหตุผลท่านลืมนึกไปหรือเปล่าว่าตอนนี้ การได้มาซึ่ง ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรามันมี ๒ ทาง นะครับ ไม่ได้เป็น การเลือกตั้งระบบเขตเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด จริง ๆ แล้วก็คือมี ส.ส. ที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อด้วย ท่านจะบอกผมเต็มปาก ท่านกล้าพูดเต็มปากไหมครับว่า การเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อเป็นการเลือกแบบทางตรงจากพี่น้องประชาชน เพราะว่า จริง ๆ แล้วเขาเลือกพรรคครับ ประชาชนเขาเลือกพรรค แล้วพรรคก็เลือก ส.ส. อีกทีหนึ่ง ผมสมมุติง่าย ๆ ว่าท่านประธานขออภัยนะครับ ท่านประธานอยู่อันดับที่ ๒๐ ในบัญชีรายชื่อ อย่างนี้ แล้วผมนี่อยากเลือกท่านประธานจริง ๆ เลย ผมทําได้ไหมครับ ที่ผมจะเจาะจงว่า ในบัญชีรายชื่อผมต้องการจะเลือกท่านประธานซึ่งอยู่อันดับ ๒๐ ผมก็ทําไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าเป็นวิธีการเลือกตั้งโดยตรงของ ส.ส. ไม่ได้ แล้วทีนี้ท่านกําหนดให้ ส.ว. ท่านบอกว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด แต่ยกตัวอย่างการเลือกตั้ง ส.ส. ประกอบว่าเป็นวิธีเดียวกัน แค่การยกเหตุผลมันก็ผิดแล้วละครับ เพราะฉะนั้นขอให้ ท่านประธานกรรมาธิการท่านเปลี่ยนโปรแกรมในสมองท่านสักนิดหนึ่งนะครับว่า ส.ว. สรรหา มันไม่ได้เป็นที่น่ารังเกียจอะไรในระบอบประชาธิปไตย ในเมื่อถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว ส.ว. สรรหา ก็คือผู้ที่มาจากการเลือกตั้งวิธีหนึ่ง ท่านประธานครับ ในระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกตําแหน่งที่มีอยู่ในประเทศเราต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ เหล่านี้ก็เป็นผู้ปกครองที่มีส่วนได้เสียในการใช้งบประมาณเหล่านี้ ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ขนาดคนที่เขาบอกว่าจะมาออกแบบประเทศไทยซึ่งประชุมกัน เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้นะครับ คือสภาปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปการเมืองนี่ท่านบอกว่า จะมาออกแบบประเทศไทย จะมากําหนดทิศทางของประเทศไทย คนพวกนี้ยังไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งเลยครับ แล้วก็มาจากการสรรหาจากคนแค่ ๒ คนเท่านั้น คือท่านรัฐมนตรีพรเทพ กับรัฐมนตรีวราเทพเท่านั้นนะครับ หลายอันก็เป็นเหมือนกับยาหมดอายุ ท่านประธาน ก็รู้ครับ ยาหมดอายุไม่ใช่ว่ากินไปแล้วเฉย ๆ นะครับ บางทีก็เป็นพิษด้วย เพราะฉะนั้น ผมก็กราบเรียนว่าถ้าเรายึดมั่นกับการเลือกตั้งว่าประเทศของเราเป็นประชาธิปไตย ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ตอนนี้เราก็ทําผิดอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยเหตุนี้เองผมถึงเห็นว่าในระบอบประชาธิปไตยเราก็ต้องมีข้อยกเว้นบ้าง เหมือนกัน ไม่สามารถที่จะเลือกตั้งได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราฉลาดเราก็คงจะต้องมองถึงอํานาจ หน้าที่ของเขาเป็นหลักครับ เพื่อจะได้คนที่ดี ๆ คนที่เหมาะสม เข้ามาทําหน้าที่เหล่านั้นนะครับ ระบอบประชาธิปไตยในโลกในระบบรัฐสภาซึ่งเรายึดมั่นอยู่นี่หลายประเทศก็มีสภาเดียว หลายประเทศก็เป็นแบบเรา ก็คือมี ๒ สภา ถ้าเป็นแบบ ๒ สภา ไม่มีประเทศไหนครับ ที่จะกําหนดให้ ๒ สภานั้นมีที่มาเหมือนกัน เพราะถ้าอย่างนั้นจะมี ๒ สภาไปทําไมครับ มีสภาเดียวก็พอ แต่เพราะต้องการให้มาทําหน้าที่ที่มันแตกต่างกัน จึงต้องกําหนดให้มี ๒ สภา แล้ว ๒ สภานั้น ลักษณะของคนที่มาทํางานก็คงจะต้องไม่เหมือนกันครับ ไม่อย่างนั้นก็อย่างที่ผมกราบเรียน หรือสมาชิกหลายท่านกราบเรียนไปแล้ว สู้เรามีสภาเดียวจะไม่ประหยัดเงิน ประหยัดคน มากกว่าหรือครับ ส่วนมากที่มาของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือจะเรียกว่าสภาสูง หรือจะ เรียกว่า เฮาส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lord) หรืออะไรก็ตามนะครับ แต่เป็นสภาที่อยู่ แยกไปจาก ส.ส. อีกสภาหนึ่งนั้น หลาย ๆ ประเทศเขาจึงกําหนดให้มาจากการแต่งตั้ง หรือการเลือกตั้งทางอ้อม ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ของ ส.ว.
ทีนี้เรามาดู ส.ว. ของเราสิครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กําหนดให้ทํา หน้าที่อะไร ให้สมกับที่ท่านประธานชอบพูดถึงเจตนารมณ์บ่อย ๆ ถ้าดูในรัฐธรรมนูญ ก็ปรากฏว่าหน้าที่ของ ส.ว. หลัก ๆ นะครับท่านประธาน อันแรกก็คือกลั่นกรองกฎหมาย ที่ผ่านจาก ส.ส. อันที่ ๒ คือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการสามารถที่จะตั้งกระทู้ถาม ต่อคณะรัฐมนตรี หรือการตั้งกรรมาธิการเพื่อจะมาศึกษาเรื่องราวใด ๆ ต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา ของประเทศแล้วก็เสนอแนะต่อรัฐบาล อันที่ ๓ ก็คือการเลือกแต่งตั้ง ให้คําแนะนํา หรือให้ ความเห็นชอบบุคคลดํารงตําแหน่งในองค์กรต่าง ๆ อย่างเช่นในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ และอื่น ๆ และอันที่ ๔ คือการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง ผมใช้เวลา ไม่นานหรอกครับท่านประธาน ให้สมกับที่เราได้ตกลงกันเมื่อวานนี้ แต่ต้องพูดประเด็นนี้ ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เป็นเหตุเป็นผลที่จะมาสนับสนุนความคิดของผมนะครับ ก็จะเห็นว่าจากอํานาจหน้าที่ในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย ท่านประธานกับผม ส.ส. ทุกคน ส.ว. ทุกคน ที่อยู่ในสภานี้มานานก็รู้ว่ากฎหมายมันมีความหลากหลายเพียงใดครับ หลายเรื่องเราไม่เคยรู้จัก เราไม่ได้เชี่ยวชาญในทางนั้น ถ้าเป็นเรื่องทางการแพทย์ เรื่องอะไร อย่างนี้ ผมพอจะคุ้นเคย แต่ถ้าเป็นเรื่องของการเกษตรอะไรอย่างนี้ก็ต้องให้มีอีกคนหนึ่ง ในเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องมีอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นในความเชื่อของผม ผมก็เชื่อว่า ส.ว. ต้องมีความหลากหลายมาจากสาขาอาชีพ ซึ่งสามารถที่จะมาดูแลกลั่นกรองกฎหมายเหล่านี้ได้ นะครับ ในขณะที่ ส.ส. อาจจะผ่านไปแบบที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ เราจะไปหวังพึ่งข้าราชการอย่างเดียว เราจะมาเลือก ส.ว. ทําไมล่ะครับถ้าอย่างนั้น อันนี้ชัดเจนก็คือเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย ต้องอาศัย ส.ว. ที่มีความหลากหลายในสาขาอาชีพและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จํานวนมาก ซึ่งอันนี้เรารับประกันได้ไหมครับ ว่าถ้าให้มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดต่าง ๆ เราจะได้ ส.ว. เหล่านี้มาครบ แต่ถ้ามาจากการสรรหาโดยวิธีการของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เราก็อาจจะได้มาเกือบครบนะครับ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความสามารถ แล้วก็มีความรอบรู้ในกลุ่มของ ส.ว ก็ควรจะมีคนที่มีความรอบรู้ไปหลายทาง ไม่อย่างนั้นก็จะมาถามกระทู้ถามในเรื่องที่ตน ไม่รู้เรื่องได้อย่างไรนะครับ จากข้อ ๓ ข้อ ๔ การแต่งตั้งและการถอดถอน อันนี้ผมก็คงจะไม่ ลงรายละเอียดมากนัก เพราะว่าก็รู้ ๆ อยู่แล้วนะครับว่าคนที่จะไปทําหน้าที่เหล่านี้ ไปแต่งตั้ง หรือถอดถอนคนอื่น ต้องเป็นคนที่มีวุฒิภาวะพอสมควร แล้วก็ต้องมีประสบการณ์สูง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ส.ว. ที่ได้รับคัดเลือกจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ก็มีความพร้อมในเรื่องนี้ ในประเด็นนี้อาจจะไม่เด่นกว่า ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งสักเท่าไรนะครับ แต่ถ้ามีเข้าไปมันก็ยิ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ ส.ว. มากยิ่งขึ้น แต่เมื่อท่านมาแก้ ให้มาตราหลัง ๆ นี้ ปรากฏว่าไม่ห้าม ท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ไปทําลายความเป็นกลาง บางส่วน ได้ไปทําลายการยึดโยงกับพรรคการเมือง กับการเมืองบางส่วน ทําให้พ่อแม่ ลูก เมีย ก็สามารถที่จะเข้ามาเป็น ส.ว. ได้ ผมหมายถึงว่าพ่อแม่ ลูก เมีย ของ ส.ส. นะครับ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นในการที่จะทําให้การถอดถอนอะไรอย่างนี้จะมีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้นนะครับ ก็จะมีการกล่าวหากันอีก ผมก็เคยเป็น ส.ว. ครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ ผมเคยได้รับ เลือกตั้งเป็น ส.ว. เข้ามาแล้วก็เห็นนามสกุลของเพื่อนร่วมคณะ ร่วมกลุ่ม ส.ว. รู้สึกนามสกุลนี้ คุ้น ๆ เหลือเกิน ปรากฏว่าหลายส่วนก็มาจากวิธีอย่างนี้นะครับ เขาถึงเรียกกันว่า สภาผัวเมีย ในตอนนั้นนะครับ ผมก็เชื่อว่าถ้าเรายิ่งแก้โดยวิธีของกรรมาธิการในการเสนอแก้ครั้งนี้ ยิ่งนําประเทศถอยหลัง เรื่องของการทําหน้าที่ของ ส.ว. ก็จะถดถอยลง แล้วที่สําคัญก็คือ ในเมื่อ ส.ว. ไม่ต่างจาก ส.ส. ที่มาไม่ต่างกัน ลักษณะของการทํางานต่างกันนี่ มันร่วมกัน ไม่ได้อยู่แล้วครับ ถ้าจะให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส.ว. มาถอดถอน ส.ส. ผมก็มีความรู้สึกกระไรอยู่ ในเมื่อท่านก็มาวิธีการเลือกตั้งแบบเดียวกับเรา แล้วท่าน มาเหนือกว่าพวกเราตรงไหนละครับ ถึงมามีอํานาจมาถอดถอนพวกเราได้ สิ่งเหล่านี้ทําให้ผม มีความรู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะรับกับการแก้ไขอันนี้ได้นะครับ ผมจึงขอตัดมาตรา ๓ ออก ทั้งหมดครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสามารถ มะลูลีม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอแปรญัตติในเรื่องจํานวนของวุฒิสภา ที่มาจากประชาชนและโดยสาขาอาชีพ ขอเรียนครับว่า ในฐานะที่ผมเคยเป็นวุฒิสมาชิก ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๙ มีจํานวน ๒๐๐ คน ในกรุงเทพมหานครมีจํานวน ๑๘ คน ที่วันนี้ก็ลดเหลือ ๑ คน คือท่าน ส.ว. รสนา โตสิตระกูล นั้น ฉะนั้นผมก็มีเพื่อน จาก ส.ว. ปี ๒๕๔๙ หลายท่านครับ ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ในปี ๒๕๕๑ มีหลายท่าน ที่เข้ามาเป็น ส.ว. สรรหาในสมัยนี้ก็คืออย่างท่าน พลตํารวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ท่านได้รับเลือกตั้งพร้อมผม แล้วท่านก็ได้เป็น ส.ว. สรรหาสมัยนี้ แล้วผมก็ยังมีเพื่อนที่เป็น ตั้งแต่สมาชิกสภาเขต ปี ๒๕๒๘ คือท่าน ส.ว. วันชัย สอนศิริ ท่านเป็นสมาชิกสภาเขตปทุมวัน ซึ่งมี ส.ก. ขณะนั้นชื่อ องอาจ คล้ามไพบูลย์ ก็อยู่ในสภาแห่งนี้เช่นเดียวกันเป็นวุฒิสมาชิก เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเรียนว่าในการเป็น ส.ว. อยู่ ๕ เดือน เลือกตั้งวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ แล้วก็มาปฏิวัติกันวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น เป็นเวลา ๕ เดือนก็ยังไม่ได้ทําหน้าที่ อะไรนะครับ ก็ต้องบอกว่าในการที่มาวุฒิสมาชิกนั้นทุกคนมีเจตจํานงว่า อย่างกฎหมายบอกว่า ส.ก. นั้นต้องอายุ ๔๐ ปีขึ้นปี ก็แสดงถึงวุฒิภาวะในการมาลงสมัคร อายุ หรือคุณสมบัติต่าง ๆ กําหนดไว้ ท่านสมัคร สุนทรเวช ท่านเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านหมดวาระ ท่านก็ตั้งใจละครับว่าสนามสุดท้ายของท่านนั้นคือวุฒิสมาชิก ท่านชัย ชิดชอบ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามนะครับ ท่านก็อยู่ในสภาแห่งนี้ ผมดูประวัติท่านไม่ลง ส.ส. ปี ๒๕๔๘ เพราะว่า ท่านตั้งใจครับว่าปี ๒๕๔๙ มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกท่านจะลง ท่านชัย ชิดชอบ ก็มาทําหน้าที่ในฐานะวุฒิสมาชิก ท่านได้รับเลือกตั้งครับ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลง การปกครองเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายนนั้น ใครจะคิดละครับว่าคนที่คิดจะจบการเมือง อย่างท่านสมัคร สุนทรเวช ก็มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศไทย ท่านชัย ชิดชอบ คนที่คิดว่าตําแหน่งสุดท้ายในชีวิตของท่าน คือวุฒิสมาชิกจะมาเป็นประธานรัฐสภา ต้องเรียนนะครับ ท่านชัย ชิดชอบ นั้น ผมก็ตั้งใจว่าตอนเป็น ส.ว. นั้นมีท่านสมัคร สุนทรเวช หรือท่านชัย ชิดชอบ ก็เป็นบุคคลที่น่าจะได้เป็นประธาน ส.ว. ในขณะนั้น แต่เหตุการณ์ กลายมาเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและวุฒิสมาชิก ส.ว. ได้มาเป็นรัฐมนตรี อย่างเช่นคุณพรทิวา นาคาศัย ท่านระนองรักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ก็มาเป็นรัฐมนตรีนะครับ วิถีชีวิตบางคน ก็ได้รับเลือกตั้งมาเป็น ส.ส. ปี ๒๕๕๔ หรือปี ๒๕๕๐ มาเป็น ส.ส. นะครับ ขอโทษครับ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ก็ไปเป็น ส.ส. หลายท่าน อย่างคุณวินัย ภัทรประสิทธิ์ ก็มาทําหน้าที่กัน อยู่ในสภานะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าการที่แต่ละคน แต่ละตําแหน่งที่ลงสมัครก็ถือว่าได้ทําหน้าที่กันไป แต่ท่านสมัคร สุนทรเวช นั้นท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่น่าชื่นชมท่านคือว่าท่านเป็นคนที่ ชอบตอบกระทู้ถามมากครับ ผมเป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร ในขณะที่ท่านเป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านตอบกระทู้จน ส.ก. ทุกคนมีอะไรรู้ว่าท่านสมัครตอบได้ทุกเรื่อง ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านตอบกระทู้ถามทุกเรื่อง ให้ความสนใจสภามาก จนผมมานึกถึง ความแตกต่างระหว่างสภาชุดนี้กับชุดที่มีท่านสมัคร สุนทรเวช ว่าทําไมความสนใจงานสภา ช่างแตกต่างกัน
ท่านสามารถ ผมว่า เข้าประเด็นดีกว่านะครับ บรรยากาศกําลังดีครับ เข้าประเด็นดีกว่าครับ
เคยเป็นหัวหน้าพรรคของท่านนี่นะครับ ก็ยกตัวอย่างความดีของท่านสมัคร สุนทรเวช ครับ ท่านทําดีมากครับ เป็นมาตรฐาน ตัวท่านประธานเองละครับตอนท่านเป็นรองประธาน สภากรุงเทพมหานครคนก็ชื่นชมว่าเป็นขุนค้อนที่ดีมาก ผมก็เลยเรียนว่าบางคนไม่รู้นะครับ อย่างท่านสุทธิก็ไม่ทราบ ท่านสมศักดิ์เป็นอดีตหัวหน้าค่ายมวยเกียรติสุรนนท์ มวยท่าน ก็เป็นแชมป์ ถ้าเป็นนักมวยนี่ท่านถูกไล่ลงแน่ครับ ถ้าปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าอดีตท่านสมศักดิ์ศรีมากนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกครับว่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้
ท่านครับ เข้าประเด็นดีกว่า กระมังครับ ขอบคุณครับ
ท่านก็คงจะชกให้สมศักดิ์ศรีต่อไปนะครับ ท่านครับ ส.ว. ทุกคนที่ลงสมัครในชุดปี ๒๕๕๑ จะครบวาระปี ๒๕๕๑ นั้นทุกคนนะครับ ผมขอทํานายเลยนะครับว่าจะมีผู้สมัครระบบ บัญชีรายชื่อ จะพรรคไหนก็แล้วแต่นะครับ จะย้ายไปลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิกจํานวนมาก ผมพูดไว้ตรงนี้เลยนะครับ เพราะว่าอยู่มาประมาณเกือบ ๓ ปีแล้ว ถ้าไปลง ส.ว. เป็นสมาชิกพรรค ลาออกจากสมาชิกพรรคปั๊บลง ส.ว. ปุ๊บ อยู่ไปอีก ๖ ปี เชื่อเถอะครับมีจํานวนมาก ซึ่งตรงนี้ ก็ไม่ต้องเว้นวรรค ผมเห็นศักยภาพ ส.ว. หลายคนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ อย่างท่าน ส.ว. วันชัย สอนศิริ ถ้าท่านไปลง ส.ว. กรุงเทพมหานคร มี ๑๘ คน ผมบอกได้เลยครับว่าท่านก็ได้ แน่นอน หรืออย่างท่านคํานูณ สิทธิสมาน หรือท่านมณเฑียร บุญตัน ที่ท่านมาจากกลุ่ม ทางคนพิการก็ตาม ถ้าลง ส.ว. กรุงเทพมหานคร ๑๘ คน ผมก็เชื่อมั่นครับว่าท่านได้ครับ หลาย ๆ คน ท่านรสนา โตสิตระกูล ที่ท่านก็เคยพูดแล้วครับว่ามี ๑๘ คน ท่านลงท่านก็ได้ เพราะฉะนั้นเราทุกวันนี้เรามี ส.ว. อยู่ ๒๐๐ ท่าน แล้วถ้าเผื่อเลือกตั้งผ่านกฎหมายนี้มา เราต้องมีบทเฉพาะกาลให้ ส.ส. ๗๔ ท่านไปจนครบวาระ ส.ว. ก็จะมี ๒๗๔ คนครับ เฉพาะ ๗๔ คนนี้ผมคํานวณแล้วปีหนึ่งเกือบ ๆ ๓๐๐ ล้านบาท ๓ ปีก็ประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมก็ทราบจากท่านประธานกรรมาธิการ ท่านธนา ชีรวินิจ ว่าเมื่อก่อนนี้มีการลงมติกันไปแล้วนะครับ ท่านประธานสามารถที่อยู่ข้างบนจะตอบก็ได้นะครับ ว่าลงไปแล้วครับว่า ส.ว. อยู่ได้ ๔ ปี แต่อย่างไรไม่ทราบครับกลับไปกลับมามาลงใหม่ครับ ให้อยู่ ๖ ปี แล้ว ๖ ปีก็แบบไม่จํากัดวาระเสียด้วยนะครับ ซึ่งก็จะกลายเป็นว่าลงไปได้ตลอดเลยครับ ถ้ายังมีแรงจะลงได้ก็ลงกันไปเลยครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเอาเปรียบเพื่อน ๆ ส.ส. สภาผู้แทนราษฎร ว่าเพราะ ส.ส. รู้แล้วครับว่าอยู่ ๔ ปี จะอยู่ ๔ ปี เต็มที่แค่ ๔ ปีนะครับ แต่ในข้อเท็จจริง นาน ๆ จะเจอ ๔ ปีสักครั้ง ๖ เดือนมี ปีหนึ่งมี ๒ ปีมี ๓ ปีมี เต็มที่ ๔ ปี แล้วก็ถ้ามีปฏิวัติ เท่านั้นละครับ ไม่ว่าจะ ส.ว. หรือ ส.ส. ก็ต้องไปทั้งนั้น แล้วบางท่านนะครับเคยลง ส.ว. ได้รับเลือกตั้ง แต่ไม่ได้รับสรรหา ยกตัวอย่างอย่างท่านอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล ส.ว. จังหวัดปัตตานี ท่านเป็นเพื่อน ส.ว. ผม ปี ๒๕๔๙ พอท่านโดนปฏิวัติ ท่านก็ได้เป็น สสร. พอเป็น สสร. เสร็จ ท่านก็ได้เป็น สนช. เป็น สนช. เสร็จท่านก็ได้เป็น ส.ว. สรรหา ๓ ปี เป็น ส.ว. สรรหา ๓ ปีเสร็จ ท่านก็ได้เป็น ส.ว. สรรหาอีก ๖ ปี อย่างนี้นับรวม ๆ ก็ประมาณ ๑๓-๑๔ ปี เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่านี่ละครับ แต่ต้องถือว่าเราอย่าไปคิดอะไรครับ เราต้องถือว่า ท่านเป็นคนที่มีบุญ เพราะว่าพี่น้องชาวจังหวัดปัตตานีที่ผมรู้จักก็ยืนยันว่าท่านเป็นคนดีจริง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องเรียนละครับว่าท่านเป็นคนที่มีบุญครับ ท่านประธานครับ ท่าน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทุก ๆ ท่าน ท่านก็ทราบครับว่าท่านอยู่ได้ ๖ ปี แล้วต้องหยุด ๑ สมัย ทุกคน ทราบกติกา แล้ว ส.ว. เลือกตั้งชุดปัจจุบันนี้ก่อนจะลงสมัครท่านไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคย้อนหลังไป ๕ ปี ผมยกตัวอย่าง เพื่อนผมคนหนึ่งครับ คุณอภิชาต ดําดี เป็น ส.ว. ปี ๒๕๔๙ พร้อมกัน แต่ท่านพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองไปไม่ถึง ๕ ปี ท่านพ้นไป ๔ ปี กับ ๗ เดือน ท่านลง จังหวัดกระบี่ครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ ท่านก็ลงสมัครไม่ได้ครับ เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่า ต้องพ้น ๕ ปี เพราะฉะนั้นคนที่เป็น ส.ว. ในชุดปัจจุบันนี้ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเรียนเลยครับว่าบางที ท่านก็อาจจะไปเจอคู่ต่อสู้ที่ไม่แข็งมากนัก นี่ไม่ใช่เป็นการพูดเปรียบเปรยอะไรนะครับ เพราะคู่ต่อสู้บางทีจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้นการที่ท่านมาแก้ตรงนี้ การที่ ส.ว. เลือกตั้งลงใหม่นั้นก็จะต้องไปเจอกับญาติพี่น้องของนักการเมืองอย่างแน่นอนนะครับว่า ในการที่จะสู้นั้นก็คงจะสู้หนักกว่าเก่าด้วย แล้วโดยเฉพาะท่านถ้าเป็นนักมวยก็ต้องเรียกว่า ไม่ค่อยได้เตรียมตัวเท่าไร เพราะท่านเพิ่งจะมาฟิตเมื่อ ๓ เดือนก่อนจะมาหมดวาระว่าจะมีแนวโน้ม จะมีการลงเลือกตั้งใหม่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าผ่านมา ๔-๕ ปี เราก็ต้องเรียนครับ มันไม่เหมือนผู้แทนราษฎรต้องซ้อมตลอดเวลา ไปงานตลอดเวลา อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าต่อไปนี้กฎหมายนี้ผ่านนะครับ ส.ว. ก็จะเหมือนกับอีกตําแหน่งหนึ่ง ส.ส. เป็น ๖ ปี ออกมา เป็น ๖ ปี ออกมาเป็น ๖ ปี ออกมาเป็น ๖ ปี อาจจะเป็นเหมือน ส.จ. ๕ สมัย ส.จ. ๖ สมัย เป็นไป ๒๔ ปี ๒๕ ปี ก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่านี่คือกฎกติกา ที่เราก็จะได้เห็นอยู่ อย่างบางท่าน นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์เรานั่นละครับ ตอนนั้นอยู่ปาร์ตี้ลิสต์อยู่เบอร์ ๖ เมื่อสมัยที่แล้ว หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ท่านลาออกไปลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณแม่ท่านเป็นวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ระหว่างแม่เป็น ส.ว. ลูกจะได้เลื่อนเป็น ส.ส. ทําอย่างไรครับ คุณแม่ลาออกจาก ส.ว. ครับ เพื่อให้ลูกได้เป็น ส.ส. เพราะมันจะขัดกฎหมาย มาตรา ๑๑๕ ที่ห้ามบุพการีมาเป็นสภาผัวสภาเมีย อย่างที่พูด ๆ กัน หรือสามีภรรยาก็ตาม มันห้าม เพราะฉะนั้นหมอท็อปก็ได้เป็นผู้แทนราษฎร คุณแม่ก็ออกจาก ส.ว. ไป นี่คือ กฎหมายที่เรายอมรับกันมาตลอดเวลาว่ามันเป็นอย่างนี้ นี่คือกฎกติกามารยาท แล้วการที่ มาพูดกันว่า ส.ว. เลือกตั้ง บางทีผมก็ไม่ค่อยสบายใจนะครับ ที่ไปพูดกันว่า ส.ว. สรรหานั้น ส้มหล่น อะไรก็ตามผมเห็นว่าคนเรานี่นะครับไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ส.ว. สรรหา ที่เก่ง ๆ เยอะแยะมากเลยครับ โดยเฉพาะท่านมณเฑียร บุญตัน ผมชื่นชมท่านมาก ๆ ครับ สมแล้วครับที่รัฐสภาของเราตั้งให้ท่านเป็นคนดีศรีสภา อย่างนี้ละครับผมถึงบอกว่าแม้กระทั่ง ท่านมาลงเลือกตั้งก็ชนะ แต่ท่านเป็นคนดีจริง ๆ ครับ อันนี้ต้องเรียนครับ เพราะฉะนั้น การใครดี ใครไม่ดี อย่าไปพูดกันเลยครับ ผมขอร้องเลยครับ เราเป็นคนที่มาจาก การทําหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนด้วยกัน อยากให้นึกคําของพระพุทธทาสภิกขุ ผมเป็นมุสลิม แต่ผมศึกษาทุกศาสนาว่า ที่ท่านบอกว่า
เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์ต่อโลกบ้างยังน่าดู
ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
อย่าหาคนมีดีโดยส่วนเดียว
อย่าไปเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง
ท่านประธานครับ พุทธทาสไม่พอครับ ต้องประกอบกับขงจื้อด้วยครับ ขงจื้อ บอกว่า อย่าไปห่วงเลยครับว่าใครจะไม่รู้ว่าท่านเก่งหรือมีความสามารถ แต่จงห่วงแต่ว่า สักวันหนึ่งมีคนยกย่องหรือเลื่อนตําแหน่งให้ท่าน ท่านจะทํางานสมกับเขายกย่อง หรือเลื่อนตําแหน่งให้ท่านหรือเปล่า ตรงนี้ละครับผมขอเลยครับว่าขอยก ๒ ตัวอย่างนี้ ให้เห็นว่าอย่าไปโจมตีกันไปโจมตีกันมาว่าคนนั้นดีกว่าคนนี้ คนนี้ดีกว่าคนนั้น สรรหา เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมถึงแปรญัตติอย่างไรครับว่าให้มาจากทั้งการเลือกตั้งและการสรรหานะครับ เพราะว่าเลือกตั้งผมก็ใส่ไว้ ๑๐๐ คน ถ้ามาจังหวัดละคนก็ ๗๔ คน กรุงเทพมหานครผมนี่นะครับ มีคนตั้ง ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ คน มี ๑ คน มันก็โหดเกินไป ถ้ามีสัก ๔-๕ คน ก็ยังพอประมาณนะครับที่อยู่ใน ๑๐๐ คน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ต้องเรียนครับว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจะเป็นการที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะหน้าที่สําคัญของ ส.ว. ก็พูด ๆ กันมาละครับว่ากลั่นกรองกฎหมาย ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน การเลือกแต่งตั้งให้คําแนะหรือให้ความเห็นชอบ กําหนดบทบาท อํานาจหน้าที่ องค์การตรวจสอบใช้อํานาจรัฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตุลาการ ถอดถอน บุคคลออกจากตําแหน่ง ก็ยังไม่เห็นถอดถอนใครได้สักคนหนึ่งเลยนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็ต้องบอกว่า ผมก็เห็นควรว่ามันควรจะมาจากสาขาอาชีพสัก ๑๐ สาขาอาชีพที่ผมบอก ก็คือว่าจากสภาทนายความ อย่างคุณสัก กอแสงเรือง ท่านมาจากการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๓ ท่านพ้นไปแล้วมีการเสนอชื่อในฐานะท่านเป็นนายกสภาทนายความ เสนอเข้ามา ท่านทํา หน้าที่ดีแล้ว ท่านทําหน้าที่ได้ดีมาก ๆ ครับ คุณสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความนะครับ แต่อย่างไรครับ มาตีความกันว่าท่านพ้นจากวาระเมื่อปี ๒๕๔๙ มา มาถึงปี ๒๕๕๔ มันขาดไป เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเองเพราะท่านสรรหากันวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านหมดวาระ ประมาณต้น ๆ เดือนมีนาคม ๒๕๔๙ อะไรประมาณนั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าท่านก็ต้อง หลุดไป เพราะว่ากฎหมายบอกไม่เกิน ๕ ปี แล้วท่านมาคิดทุกวันนี้สิครับว่า ลงปั๊บ ลงใหม่ได้ ลงใหม่ได้ ลงใหม่ได้หมด ลงใหม่หมด ลงใหม่ ปาร์ตี้ลิสต์ลาออกไปลงอย่างนี้ได้ แต่คุณสัก กอแสงเรือง ถ้ามีการสรรหา หรือผมคิดว่าอย่างท่านสัก กอแสงเรือง ถ้ามี ๑๘ คน ผ่านไป ๒๐๐ คน ท่านลงใหม่ท่านก็รับเลือกตั้งนะครับ อย่างด้านสาธารณสุข อย่างนายแพทย์พินิจ กุลละวณิชย์ อดีต ส.ว. ผมเห็นท่านเป็นบุคลากรที่มีความสําคัญทางการแพทย์มาก ๆ ของประเทศไทย แต่สมัยนี้ท่านก็ไปรับการสรรหาเข้ามานะครับ หรือครุสภาที่ผมพูดนี้ อยากจะให้มีตําแหน่งละ ๑๐ คน ๑๐ คน ๑๐ คนนะครับ สภาวิชาชีพ บัญชี
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ ครับ กรุณาอยู่ในกรอบการพิจารณาของเรา แล้วก็เข้าประเด็นว่าท่านมี การแปรญัตติอย่างไร เพราะว่าท่านเริ่มไกลไปนิดหนึ่งนะครับ ขอความกรุณาครับ
ก็นี่อย่างไรครับ ที่ผมบอกว่าผม
ท่านสามารถ ผมวินิจฉัยก่อนครับ ก็ค่อนข้างจะฟุ่มเฟือยไปนิดหนึ่งครับ ช่วยกระชับนะครับ ก็อยู่ ในประเด็นอยู่หรอกครับ แต่มันฟุ่มเฟือยไปหน่อย กระชับด้วยนะครับ เพราะว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเราได้คุยได้ข้อสรุปที่บรรยากาศดีมากครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความร่วมมือให้อยู่ใน ประเด็น ซึ่งท่านก็อยู่ในประเด็นอยู่แล้ว แล้วก็ให้กระชับ เพราะตอนนี้มีผู้ที่ต้องอภิปราย อีกเยอะเลยครับ ก็ขอความร่วมมือให้กระชับนะครับ เพราะวิปเราได้คุยกันเป็นข้อตกลง อย่างนั้นครับ ขอความกรุณานะครับ
ที่แปรญัตติไว้ก็คือว่า ส.ว. ๑๐๐ คน แล้วก็ ๑๐ อาชีพ นี่ผมก็อ่านมา ๓-๔ อาชีพแล้ว อีก ๖ บรรทัดก็จะจบแล้วว่ามีใครบ้าง มีวิทยาศาสตร์ สภาวิศวกร สภาเกษตรกรแห่งชาติ อย่างชาวนา ในอดีตสมัยผมเด็ก ๆ ผมจําได้ว่าคนขับสามล้อ ถีบสามล้อชื่อประทีป เสียงหวาน ก็เคยได้รับการสรรหาให้มาเป็นวุฒิสมาชิก นั่นคือมาจากแรงงาน อันนั้นก็มีครับ ในอดีต สภาอุตสาหกรรม สมาคมนักข่าว สมาคมสุดท้ายที่ผมจะเสนอก็คือข้าราชการ พลเรือน ทหาร ตํารวจนอกราชการแห่งประเทศไทย นี่คือที่บอกมีตํารวจด้วย ตํารวจนี่นะครับ ต้องเรียนพี่น้องประชาชนว่าดีก็มีเยอะ ที่ไม่ดีก็มี ไม่มีอาชีพไหนหรอกครับในโลกนี้ หรือไหนประเทศไหนที่จะมีคนไม่ดีทั้งหมด มันต้องมีทั้งดีและไม่ดี เพราะฉะนั้น ผมก็ยกตัวอย่างให้ฟังก่อนจะจบ เขาเล่ากันครับว่า มีคุณยายแก่คนหนึ่งเป็นคนจนมาก ไปขอพรจากย่าโมบอกว่าขอเงินค่ารถย่าโมสัก ๕๐๐ บาทจะกลับบ้าน ตํารวจท่านหนึ่ง ท่านก็ดีมากสงสารเอาเงินไปให้ ๓๐๐ บาท คุณยายคนนี้ก็ไม่รู้ว่าคนนี้เป็นตํารวจ คุณยาย รับไป ๓๐๐ บาทก็เข้าใจผิด เพราะว่าอาจจะมีความเข้าใจเชื่อตัวเองผิด ไปกราบย่าโมบอกว่า คุณย่าทีหลังอย่าฝากเงินมากับตํารวจ ตํารวจมันอมไป ๒๐๐ บาท ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัช ร่มเย็น ครับ
(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านสาธิตมีอะไรครับ
ผมหารือ ท่านประธานนิดเดียวครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมหารือนะครับ ผมหารือสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่าเมื่อวานนี้ตอนที่พวกเราได้พบท่านนายกรัฐมนตรีมาอยู่ในสภาแห่งนี้ ก็ได้มีการหารือเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางพาราในเรื่องราคา ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ลุกขึ้นพูดกับท่านประธานว่าจะช่วยอย่างเต็มที่นะครับ แต่ว่าข่าวล่าสุดขณะนี้ท่านประธาน อาจจะยังไม่ทราบนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ไปเจรจากับพี่น้องชาวสวนยางพาราทั้ง ๔ ภาค ผมคิดว่าถ้าทําอย่างนี้ มันไม่มีความจริงใจ แล้วก็เหมือนกับ
ท่านอย่างนี้ดีกว่า พรุ่งนี้ ท่านยื่นเป็นกระทู้ถามหรือเป็นญัตติน่าจะดีกว่า เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่าครับ วันนี้เดี๋ยวจะมี คนประท้วงอีก เพราะฉะนั้นไม่อยากให้เสียเวลา เพราะพรุ่งนี้อย่างไรก็สามารถที่จะยื่นได้อยู่แล้ว อย่างนั้นขอให้อย่ากระทบนะครับ เชิญครับ
ที่ผมจะเรียนกับ ท่านประธานก็คือผมอยากให้สภาแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ครับ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรี ยืนยันชัดเจนกับท่านประธานเองว่าจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สิ่งที่ผมคาดหวังเมื่อวานนี้ก็คือ ผมอยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรีไปนั่งที่หัวโต๊ะ แล้วก็ไปต่อรองวิธีการ แล้วก็ราคานะครับ เขาเรียกร้องมา ๑๒๐ บาทหรือ ๑๐๐ บาท รัฐบาลจะรับปากได้เท่าไร แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือกลายเป็นว่าส่งตัวแทน ซึ่งท่านสุภรณ์ไปรับทุกเรื่องนะครับแต่ยังไม่เคยปฏิบัติได้จริง สักเรื่องเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องย้ํา แล้วก็ต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี เคารพสภาให้มากกว่านี้นะครับ แล้วก็ที่สําคัญพรุ่งนี้นายกรัฐมนตรีต้องให้ความสําคัญมาตอบ กระทู้ถามสด แล้วก็ญัตติด่วนของสภาแห่งนี้นะครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ
ท่านจุลพันธ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๕ เรามีระเบียบวาระการประชุมกําหนดการปฏิบัติงานในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นลําดับ เรามีข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙๙ บอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทําอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ท่านประธานอนุญาตให้เพื่อนสมาชิกหลายครั้งหลายหนเหลือเกินในการมา ปรึกษาหารือเรื่องที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราต้องดําเนินการตามที่กําหนดไว้นะครับ แล้วงาน มันก็จะเลี้ยวออกไปข้างทาง ในที่สุดมันก็ไม่เสร็จ นี่เราพิจารณามาตราเดียวมาตรา ๓ ๓ วัน ๔ วันเข้าไปแล้วยังไม่มีทิศทางว่าจะจบได้ ท่านประธานต้องกําหนดอยู่ในกรอบการประชุมครับ พรุ่งนี้เราก็มีการเปิดโอกาสให้มีกระทู้ถามสด กระทู้ถามแห้ง รวมถึงการเปิดโอกาสให้มี การตั้งญัตติในเรื่องของปัญหาราคาพืชผลการเกษตรอยู่แล้ว พรุ่งนี้ก็จะถึงวาระที่เราจะได้มา คุยกันในเรื่องนั้น ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมอย่างเคร่งครัดครับ
ขอบคุณครับ ก็พยายามอยู่ ทีนี้บางอย่างก็อะลุ่มอล่วยกัน เล็กน้อยใช้เวลาสักนาทีหนึ่งก็คงไม่มีกระทบอะไร อย่างนั้น เชิญต่อเลยครับ เชิญท่านวิรัช ร่มเย็น ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ควบคู่กันไป ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วการให้สมาชิกได้ลุกขึ้นแสดงความเห็น ในการแปรญัตติน่าจะควบมาตรา ๕ ไปด้วย เพราะผมเห็นว่าหลายครั้ง หลายท่าน เวลาอภิปรายก็ออกไปมาตรา ๕ แต่อย่างไรก็ดีผมก็พยายามรักษากติกา นั่นก็คือผมแปรญัตติ มาตรา ๓ โดยเฉพาะมาตรา ๑๑ ซึ่งมีการแก้ไข ผมแปรญัตติอย่างนี้นะครับ ก่อนจะบอกว่า แปรญัตติอย่างไรก็ขออนุญาตว่าร่างเดิม มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน กรรมาธิการไปพิจารณาแล้ว ท่านประธานครับ ก็ไม่มี การเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่ผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมแปรญัตติใหม่เป็นดังนี้ มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๗๗ คน ๗๗ คนเท่านั้นครับ นั่นแปลว่าจังหวัดละ ๑ คน ผมมีเหตุผลครับท่านประธาน เดิมทีถ้าไม่เคร่งครัดกติกา ผมก็จะแปรญัตติว่าควรจะมี ส.ว. สรรหาด้วย แต่เมื่อกฎกติกาวางไว้เคร่งครัด ซึ่งแรก ๆ เมื่อเราเปิดหนังสือฉบับรายงาน ของคณะกรรมาธิการ ของรัฐสภานี้นะครับ ปรากฏว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขอประทานอภัยเอ่ยนาม ท่านสามารถ แก้วมีชัย และคณะ โดยเฉพาะท่านประธานสามารถ ก็บันทึกไว้ว่าจํานวน ๕๗ ท่าน ๕๗ คนนี้ผิดกติกา เอาง่าย ๆ สั้น ๆ ก็เลยไม่อนุญาตให้มี การพูดจาปราศรัยในสภาแห่งนี้ ไม่อนุญาตให้มีการแสดงความคิดเห็นในสภาแห่งนี้ แต่ในที่สุดด้วยบรรยากาศ ท่านประธานก็ได้กรุณาที่จะทําให้บรรดาเพื่อน ๆ ซึ่งแปรญัตติ ในทัศนะของท่านประธานกรรมาธิการนี้บอกว่าขัด แต่จริง ๆ ถ้าผมจะเถียงก็บอกไม่ขัด แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงการแปรญัตติ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ก่อนที่จะเข้ามาตรา ๑๑๑ ท่านประธานครับ ผมคิดว่ารอบนี้กรรมาธิการทําผิดหลายสถาน หลายประการ อย่างน้อยที่สุดหลักการของกฎหมายฉบับนี้ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เขียนไว้กว้าง ๆ หลักก็คือว่าให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรงจากประชาชน เขียนไว้ชัด ส่วนจะจํานวนเท่าไร อย่างไรนั้น ก็สามารถจะเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายกันได้ ท่านประธานครับ เขาให้หลักไว้อย่างนี้ แต่ในขณะเดียวกันนี้ท่านประธานครับ กรรมาธิการชุดนี้จะเป็นใครบ้างก็แล้วแต่ เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย แน่นอนที่สุดเสียงข้างมากย่อมชนะเสียงข้างน้อย ไปแปรญัตติเพิ่ม นั่นก็คือ ทําให้ขัดหลักการ ไปแก้ไขคุณสมบัติ ซึ่งเป็นหลักการสําคัญนะครับ เป็นหลักการสําคัญมาก แล้วเดี๋ยวผมจะชี้ในมาตรา ๑๑๒ ว่าบางข้อความกรรมาธิการน่าจะต้องมีการแก้ไข ทบทวน ผมนําเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าฟังเมื่อวานนี้เราได้รับเอกสารฉบับหนึ่งจากประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ลงนามโดย ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร จริง ๆ แล้ว กรรมาธิการต้องรับฟังนะครับ แล้วหลายครั้งที่เราดําเนินการได้ ไม่ผิดกฎกติกา สามารถที่จะ พักการประชุม แล้วไปดําเนินการประชุมคณะกรรมาธิการเต็มคณะ แล้วมีมติอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่เห็นสมควรหรือตามข้อเสนอของคณะของประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็เป็นได้ อันนี้เป็นข้อเรียกร้อง เป็นข้อเสนอ ก็สุดแท้แต่ท่านประธานกรรมาธิการจะดําเนินการ ประการใด แต่ผมนําเรียนเบื้องต้นเมื่อสักครู่ว่าเรื่องนี้กฎหมายฉบับนี้ ผมจะไม่ย้อนรอยไป หรอกครับ เพียงแต่บอกว่าหลายประการที่สภาแห่งนี้ก็ดี แม้กระทั่งตัวท่านประธานก็ตาม ได้ดําเนินการในทัศนะความเห็นของผมเท่าที่ได้เรียนกฎหมายมา ไม่ถูกต้องนะครับ แต่ละไว้ครับ ท่านประธาน ละไว้ เพราะอยู่ในขั้นที่ผมจะอธิบายว่าทําอย่างไรมาตรา ๑๑๑ ผมถึงได้ แปรญัตติว่าให้มี ส.ว. ทั่วประเทศ ๗๗ คน แปลว่าจังหวัดละคน ท่านประธานครับ ผมบอก เมื่อสักครู่นะครับว่าใจจริงแล้วถ้าไม่ผิดกติกา ดูกฎหมายแล้ว ปรารถนาเหลือเกินจะให้มี ส.ว. สรรหาด้วย เพราะผมก็รู้จักหลายท่าน ทํางานเข้มแข็ง แต่นั่นไม่ใช่หลักใหญ่ครับ หลักใหญ่ก็คือว่า ส.ว. ก็ควรมีการผสมผสานกัน เพราะ ส.ว. เป็นสภา หลายท่านบอกเป็น สภาพี่เลี้ยง หลายท่านก็บอกเป็นสภากลั่นกรอง ความหมายคล้าย ๆ กัน แต่บทที่สุด ของสมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทยของเรา หลักใหญ่ก็คือหน้าที่สําคัญในการถอดถอน ในการสรรหาตําแหน่งสําคัญ ๆ ของประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับ หน้าที่ของ ส.ว. จริง ๆ นะครับ ใหญ่มาก เดี๋ยวผมจะบอกว่า ถ้าใหญ่มากแล้วทําไมให้ ๗๗ คน ใหญ่มากก็คือไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด มีใครใหญ่กว่านี้ไหมในประเทศไทยที่ผมเอ่ยมานี่ กุมบังเหียนสําคัญในทุกเรื่อง ท่านประธานครับ เขาบอกว่าคนเหล่านี้ ท่านเหล่านี้ จริง ๆ ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเมื่อมี การถ่ายทอดพี่น้องประชาชนฟังอยู่ ถ้าเราลัดขั้นตอน ท่านประธานเข้าใจครับ กรรมาธิการเข้าใจ ประธานเข้าใจ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาเข้าใจ แต่พี่น้องที่รับฟังอยู่นี่ไม่ว่าทางวิทยุหรือโทรทัศน์ก็ตาม อาจจะยังไม่เข้าใจ ขอประทานอภัยท่านประธาน เขาบอกว่าท่านเหล่านี้ เมื่อ ส.ส. ๑ ใน ๔ ของสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา นั่นประการหนึ่ง แต่ว่าบุคคลที่ผมเอ่ย ทั้งหมดนี้นะครับ คือเรามีพฤติการณ์ พฤติการณ์อะไรครับ ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริต ต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือว่าฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เหล่านี้ครับท่านประธาน สมาชิกวุฒิสภา มีอํานาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตําแหน่งได้ นี่คือตําแหน่งที่ใหญ่มาก ๆ เป็นตําแหน่ง ที่สามารถจะบันดาลอะไรก็ได้ครับ ด้วยความเป็นไปตามกฎหมายนะครับ ด้วยความเป็นธรรม นอกจากนั้นท่านประธานครับ แน่นอนที่สุดที่ผมเอ่ยเมื่อครู่ว่ามีประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน นี่เฉพาะที่เราพอเข้าใจกัน แต่ยิ่งกว่านั้นท่านประธาน คําว่า ผู้พิพากษาตุลาการ ผู้พิพากษาตุลาการ พนักงานอัยการ หรือว่าผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง เหล่านี้ครับ ก็ไม่พ้นหน้าที่ ของ ส.ว. ที่จะมีการตรวจสอบ ที่จะมีการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ ผมพูดมาทั้งหมด เพื่อจะบอกว่าอํานาจของสมาชิกวุฒิสภานั้นยิ่งใหญ่ ทีนี้เมื่อยิ่งใหญ่ขนาดนี้ถามว่าทําไมล่ะ ท่านประธาน ผมให้แค่ ๗๗ คน ให้มีเพียง ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน ผมเป็นผู้แทน จังหวัดระนองมา ๒๑ ปี ผมก็ทํางานได้ ผมมั่นใจว่าจังหวัดละ ๑ คนทํางานได้ ในปัจจุบัน ก็มีอยู่นะครับ ก็สามารถทํางานได้ ถ้าตั้งใจทํางาน ถ้ามีความขยัน ถ้ารับผิดชอบต่อหน้าที่ ตามที่พี่น้องประชาชนมอบหมายมา ผมบอกแล้วว่าอยากจะให้ ส.ว. สรรหามีอยู่ด้วย แต่เมื่อกฎกติกาเป็นอย่างนี้ ผมก็กลัวว่าแปรญัตติไปแล้วจะขัด ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะเป็น ปัญหา ผมก็เลยแปรญัตติ ๗๗ ท่าน ๗๗ คน ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้หลายเรื่อง ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ได้ทําตามกฎกติกาหรอก บางท่านนะครับ บางท่าน ท่านประธานเชื่อไหม จังหวัดท่านเจอหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ว่าหลายจังหวัดที่ผมทราบมา วุฒิสมาชิกหรือสมาชิกวุฒิสภา ก็มีหน้าที่เต็มมืออยู่แล้ว ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ แต่บางท่าน ผมเน้นว่าบางท่าน ก็ทํานอกเหนือหน้าที่ บางท่าน บางจังหวัดมีงบประมาณในรัฐบาลแต่ละยุคที่ดําเนินการไปนี่ ท่านเชื่อไหมครับ บางจังหวัดวุฒิสภาเขาไปชี้เลย เขาบอกนี่คือผลงานของเขานะ ถนนเส้นนี้ เขานํามานะ เอามาวิธีไหนครับ นี่ผมยกตัวอย่างแล้วไม่เอ่ยว่าใคร แต่มีแน่นอนในประเทศไทย ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าแม้ว่าเราไม่แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ วุฒิสมาชิกหลายท่าน บางท่านดีกว่า อย่าบอกหลายท่านเลย ก็ออกนอกทางครับ ผมมีความจําพอสมควรนะครับ ในอดีตที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกจะมีเป็นร้อยคนหรือไม่ถึงร้อยก็ตาม บางยุคมี ๒๐๐ คน ยุคนี้ ๑๕๐ คน บางยุคก็เลือกตั้งอย่างเดียว จะอย่างไรก็ตาม ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาต้องยอมรับนะครับที่เขาพูดกันนั้นไม่ใช่เรื่องเท็จ ผมเองเคยมีโอกาสทําหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญในฐานะฝ่ายกฎหมายของพรรค ผมทราบดีครับ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องลับหรอกครับ ในเว็บไซต์ (Web site) ต่าง ๆ มีมากมาย วุฒิสมาชิก บางท่านอีกละครับ ก็พูดกันง่าย ๆ ท่านประธานว่ามีได้รับผลประโยชน์จะเรียกว่าเงินเดือน เงินตอบแทนอะไรก็ตามแต่จากผู้นํารัฐบาลในบางยุค ผมไม่เอ่ยชื่อนะ แต่ท่านประธาน ท่านทราบแล้ว ท่านประธานครับ เรื่องแบบนี้มีครับ เพราะฉะนั้นจํานวนกี่คนกี่ท่านนี่ อย่าไปคิดว่ามีวุฒิสมาชิกสัก ๓๐๐ คน แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยทุกอย่างจะดี จะไม่มีอย่างที่ ผมพูดมา ผมพูดนี่เป็นเล็กน้อยเท่านั้นจริง ๆ ก็เกรงใจท่านประธานครับ ความจริงมีเยอะนะครับ แต่ว่าส่วนใหญ่เขาดีส่วนใหญ่เขาอยู่ในกติกา ผมถึงเห็นใจครับเห็นใจวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหาจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมนําเรียนท่านประธานว่ากรณี ๗๗ คนที่ผมแปรญัตตินี่ ผมยังยืนยันว่า ๗๗ คนนี้ ถ้าตั้งใจทํางานนะครับ เอาคนที่มีความรู้ความสามารถดุลยพินิจ ของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด แล้วเลือกมาอย่างมีคุณภาพเขาทํางานได้ครับ ไม่ได้ เสียหายแต่ประการใด ผมอาจจะแปรญัตติไม่เหมือนคนอื่นเขานะครับ ท่านประธานครับ ความจริงแล้วผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมบอกเมื่อสักครู่นี้นะครับว่านอกจาก มาตรา ๑๑๑ ในมาตรา ๓ ใหญ่นี้นะครับ มาตรา ๑๑๑ แล้วก็มีมาตรา ๑๑๒ ครับ ในมาตรา ๑๑๒ นี้ ท่านประธานครับ ที่ผมจะนําเรียนท่านประธานก็คือว่าผมเข้าใจว่ากรรมาธิการน่าจะต้องไป แก้ไขนะครับ ไปแก้ไขในถ้อยคําในบางประการนะครับ มาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นร่างของ คณะกรรมาธิการครับท่านประธาน เขียนอย่างนี้ครับ เอาร่างเดิมก่อนขอประทานอภัย เดี๋ยวพี่น้องประชาชนงงนะครับ มาตรา ๑๑๒ ร่างเดิมนะครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขียนเลือกตั้ง การคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัด จะพึงมีให้คํานวณตามวิธีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม เดี๋ยวผมจะเน้นว่าโดยอนุโลม กรรมาธิการเข้าใจผิดในประเด็นนี้นี่คือทัศนะความเห็นของผม ท่านประธานครับ วรรคสาม เขาบอกว่า เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ก็แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา และวรรคสี่ของมาตรา ๑๑๒ ซึ่งผ่านวาระที่หนึ่งไปก็คือว่าหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข ในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการก็ไปดําเนินการครับ จะกี่วันกี่คืนก็ตามออกมาเป็นว่ามาตรา ๑๑๒ การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ก็ต่อเติมไปครับท่านประธาน ต่อจาก มาตรา ๑๑๒ ไปที่ผมพูดเมื่อสักครู่ ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ได้ ๑ คน และให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ท่านประธานครับ ตรงนี้ขออธิบาย อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าที่ว่า ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง อย่างของผมนี่นะครับ ๗๗ คน เมื่อสักครู่นี่ล่ะเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ของกรรมาธิการบอกให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขต เลือกตั้ง ในขณะเดียวกันท่านไปเขียนไว้ในวรรคสามมีการขีดเส้นใต้แปลว่าเพิ่มใหม่ ในกรณีที่ จังหวัดใดมีสมาชิกวุฒิสภาได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุด เรียงลําดับจนครบจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีได้ในจังหวัดนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา ก่อนหน้าวรรคสามมีวรรคสองยืนพื้นไว้ก็คือ การคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัด จะพึงมีได้ ให้คํานวณตามวิธีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม นี่อย่างไรท่านประธาน ผมบอกไว้เมื่อสักครู่ว่าถ้าท่านไปดูมาตรา ๙๔ นะครับ มาตรา ๙๔ อันนี้ผมพูดก็แล้วแต่ว่า กรรมาธิการจะเห็นเป็นประการใด ท่านประธานกรรมาธิการก็ดี ท่านกรรมาธิการก็ดี ไม่ว่าอยู่ข้างล่างข้างบน ท่านจะมีความรู้สึกว่าความเห็นของผมไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แต่นักกฎหมายย่อมจะมีความเห็นกัน ไม่จําเป็นต้องเหมือนกันท่านประธานครับ มาตรา ๙๔ ตามรัฐธรรมนูญที่ถูกระบุ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละ ๑ คน หลังจากนั้นก็มีวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคสอง ก็การคํานวณเกณฑ์จํานวนราษฎร ต่อสมาชิก ๑ คน วรรคสาม จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี วรรคสี่ ก็บอกว่าเมื่อได้จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดตามวรรคสามแล้ว อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่เติมให้ครบตามรัฐธรรมนูญ ทีนี้วรรคที่ผมจะนําเรียนก็คือวรรคห้า จังหวัดใด มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่เกินหนึ่งคน ให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และจังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินหนึ่งคน แปลว่า ๑ คน ๒ คน ๓ คนนี่นะครับ ๒ คนขึ้นไป ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งมีจํานวนเท่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พึงมี ภาษากฎหมายที่เขาบอกว่า การคํานวณเกณฑ์จํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัด จะพึงมีได้ ให้คํานวณตามวิธีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม มันต้องเป็นนัยเดียวกัน เป็นแนวทางเดียวกัน และน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน ของร่างของท่านกรรมาธิการ แปลว่าเลือกไป ชาวบ้านไปเลือกลงได้ ๑ คะแนน นาย ก นาย ข นาย ค แล้วก็นับคะแนน สมมุติจังหวัดนั้น มี ส.ว. ได้ ๓ คน ก็เรียงไปครับ จะมีผู้สมัคร ๑๐ คนก็ไม่เป็นไร แต่ว่าลําดับ ๑ ลําดับ ๒ ลําดับ ๓ นี่ได้เป็น เพราะได้ ๓ คนตามกฎกติกา แต่ว่ามาตรา ๙๔ ตามรัฐธรรมนูญ ที่ยกตัวอย่างเปรียบเปรย ขอประทานอภัย อนุโลมที่ว่านี้ในวรรคห้า มันเป็นเรื่องการแบ่งเขต ในแต่ละจังหวัด แต่ละจังหวัด จังหวัดระนองของผมไม่ต้องแบ่ง เขตเดียว คนเดียว มีหลายจังหวัด ต้องแบ่งครับ ก็ต้องยกตัวอย่าง ถ้าของท่านประธาน จังหวัดขอนแก่นก็ต้องแบ่ง จะเป็นกี่เขต กี่คนก็ว่าไป จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งพี่น้องเดือดร้อนอยู่ขณะนี้ เรื่องยางพารา มันก็ต้อง แบ่งเขต ปัจจุบัน ๙ เขต คุณเจือบอกจังหวัดสงขลาก็แบ่ง ก็แบ่งครับ นี่คือกติกาของมาตรา ๙๔ ของรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม แต่ผมไม่ทราบว่ากรรมาธิการไปเอา ๒ เรื่องมาเทียบเคียงกัน แล้วบอกว่านี่โดยอนุโลม นี่นอกจากหลายเรื่องนะที่มันขัดกฎกติกา แล้วจะรู้เองว่าขัดอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ แต่เรื่องนี้สามารถจะประชุมกัน ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพ แล้วที่ประชุม แล้วก็เปลี่ยนแปลงข้อความเสียใหม่ ผมคิดว่ามาตรา ๑๑๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ถ้าเอากันง่าย ๆ คิดกันง่าย ๆ ก่อนยังไม่ต้องสละสลวยนะครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้แบ่งเขตในแต่ละจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้คิดง่าย ๆ ก่อนนะครับ หรือให้แบ่งเขต เลือกตั้งในแต่ละจังหวัดเป็นเขต ๆ หรือโดยแบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ ผมคิดว่าต้องทําให้ชัด เขียนให้ชัด เวลาจะอนุโลมตามเขาไป ต้องดูเจตนารมณ์ด้วย ดูวิธีการด้วย ย้ําอีกทีของท่านกรรมาธิการเป็นการเลือกตั้ง จังหวัดนั้นมี ส.ว. ได้ ๓ คน แล้วก็ปรากฏว่ามี ผู้สมัคร ๑๐ คน คะแนนที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ได้ แต่ที่ว่าอนุโลมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๔ เขาแบ่งเป็นเขต ๆ เขต ๆ นะครับ ไม่ได้เกี่ยวกันนะครับ ความเห็นผมเป็นอย่างนี้ ความเห็น ท่านกรรมาธิการจะเป็นประการใดไม่ทราบ แต่ผมก็ขอสะกิดท่านว่าอย่าให้ออกไปในลักษณะ ที่มันไม่ครบไม่สมบูรณ์นะครับ ท่านประธานครับ ผมก็ขออนุญาตใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ สําหรับมาตรา ๓ แล้วก็มาตรา ๑๑๑ และ มาตรา ๑๑๒ ครับท่านประธาน ผมไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ประเด็นมันไม่เยอะ นะครับ ทีนี้เราพูดกันมาหลายวันมันก็เลยเริ่มซ้ําแล้ว เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือขอให้ กระชับด้วยครับ ท่านสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ เชิญครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกรัฐสภา กรุงเทพมหานคร เขต ๒๓ พระโขนง บางนา วันนี้ก็ได้ยื่นแปรญัตติ มาตรา ๓ มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ นะครับ เรื่องขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๑ เป็นดังนี้ครับ
มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิกจํานวน ๑๕๐ คน ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวม ข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลดังนี้ครับว่า ผมเองก็ได้ มีโอกาสรับฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภานะครับ จํานวนมากว่าต่างคนต่างมีเหตุผลอย่างไร ซึ่งผมเอง ก็ตั้งใจนะครับว่าถ้าเผื่อเกิดท่านประธานและท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านรับฟังในทุกเรื่อง ผมเองก็คงไม่จําเป็นต้องขึ้นมายื่นอภิปรายในวันนี้ครับท่าน แต่ผมก็ดูแล้ว โอกาสที่จะแก้ไขตามที่ต้องการรับฟังจากเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติด้วยกันก็คงจะลําบากนะครับ ผมดูว่าพี่น้องพรรคประชาธิปัตย์เรา เรายอมเสียภาพลักษณ์ที่ผ่านมาเพื่อรักษาประเทศชาติเอาไว้ ในส่วนตรงนี้ เราก็ดู ผมเชื่อนะครับว่าท่านประธานก็เข้าใจดี และท่านประธาน สามารถ แก้วมีชัย ก็เข้าใจ แต่ไม่ทราบความเข้าใจตรงนี้มันจะตรงกันหรือเปล่าครับท่าน ผมมานั่งอยู่ที่สภานี้ ๖ ปี ผมรับฟังในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นไม้พิษ มีผลไม้พิษ แล้วก็มาดูว่า จริง ๆ ทําไมมันถึงเป็นพิษ ถ้าเป็นพิษจริงนะตอนนี้ก็จูบปากกันคงไม่ได้ คงจะตายไปแล้ว ทั้งรัฐบาล ทั้งฝ่ายปฏิวัติ ที่จูบปากกันอย่างนี้ ผมก็พยายามดูนะครับว่ามันเป็นอย่างไร ผมก็ มาตรึกตรองดู คิดดู ทําไมต้องมาแก้รัฐธรรมนูญในวันนี้ ก็เกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้โอกาสครับท่าน ให้โอกาสผู้บริหารที่สามารถที่จะบริหารประเทศชาติ ด้วยความคล่องตัว สบาย แต่ปรากฏว่าถ้าเผื่อเกิดเราได้ผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์ มีความดี ที่เข้าใจ โอกาสเปิดก็ไม่กอบโกย ไม่โกงกิน ปัญหาผมเชื่อว่าคงจะไม่มี
ท่านครับ ผมว่าเข้าประเด็น มันไกลไปครับ ขอให้กระชับด้วยนะครับ เพราะมันยังเหลืออีกหลายท่านจริง ๆ ขอความร่วมมือนะครับ เพราะว่าเราก็พูดมาหลายวันแล้วครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผมบอกว่าถ้าเผื่อท่านประธานกล้าสาบานต่อหน้าพระ ที่อยู่ข้างหน้านี้ครับท่าน ธูปก็อยู่ตรงนี้ครับท่าน
อย่าไปขนาดนั้นเลยครับ เอาเข้าประเด็นดีกว่าครับ
ท่านครับ ผมจะหยุดพูดเลยครับ ธูปอยู่ตรงนี้ ถ้าท่านประธานกล้าสาบานต่อหน้าพระ อยู่ตรงข้างหน้านะครับ
ท่านเอาเข้าประเด็นดีกว่าครับ อย่าไปนอกประเด็น เดี๋ยวมีผู้ประท้วง ขอให้กระชับด้วยนะครับ
(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านวรชัยอย่าประท้วง เลยครับ ขอบคุณครับ เชิญต่อเลยครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธาน คือตรงนี้ผมก็เอาความจริงมาพูดกัน เพราะผมเห็นว่าสิ่งที่เป็น ปัญหาก็คือมีปัญหาของทั้งประเทศ เป็นที่ไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับ เพราะว่ามีการโกงกินถึงทําให้เกิดการปฏิวัติ แล้วก็เกิด
ท่านครับอย่าไปใส่ร้าย อย่างนั้น เอาในกรอบที่ท่านได้สงวนไว้แล้วอภิปรายตรงนั้น มันดี ไม่ดีอย่างไร จํานวน ของวุฒิสมาชิกและที่มา อย่าไปเลยถึงขนาดนั้น แล้วก็อย่าไปพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย บรรยากาศกําลังดีครับท่านสุทธิ ขอความกรุณานะครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ เขตกรุงเทพมหานครนะครับ คือผม พูดอยู่ในประเด็นครับ เพราะว่าผมกําลังพูดถึงที่มาของ ส.ว. ว่าทําไมถึงเราจะต้องเลือกตั้ง ส.ว.อย่างเดียว แล้วเลือกตั้ง ส.ว. อย่างเดียวมันดี ไม่ดีตรงไหนอย่างไร คือจําเป็นต้องลากตรงนี้ มานิดหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามีข้อจํากัดสูงนะครับ แล้วเผอิญผมเองก็อยู่ในกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ผมก็ เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นการจํากัด ควบคุม สร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นให้ได้ ก็เลย เป็นปัญหาครับ เพราะผมเชื่อนะครับถ้าเพื่อเกิดเราให้มีการตรวจสอบไม่ดีพอ ผมเชื่อว่า การโกงกินจะหนักยิ่งกว่านี้อีก แล้วก็เป็นห่วงว่าการที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. เราก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่บริหารประเทศชาติที่ไม่โปร่งใส ทําให้ลอยนวลไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมายครับ เพราะว่าเรามาดูอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. มันสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สูงกว่า ส.ส. เพราะว่ามีหน้าที่กลั่นกรอง แต่งตั้งและถอดถอน ในส่วนตรงนี้ถ้าเพื่อหากเกิดมา จากการเลือกตั้งทั้งหมดทําไมเราไม่เป็นสภาเดียวล่ะครับ ถ้าคิดว่าดี เราก็ให้เป็นสภาเดียวไปเลย เพราะผมเห็นว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งปัญหาคืออะไรครับมันจะเกิดสภาผัวสภาเมีย สภาลูก แล้วก็สภาทาส เพราะอะไรครับ เพราะหากไปลงธรรมดาอิสระทั่วไป โอกาสชนะนักการเมืองอาชีพ ไม่มีทางหรอกครับ เพราะว่าโอกาสชนะมองไม่เห็น แล้วก็จะต้องไปเป็นทาสนักการเมือง พรรคการเมือง ในส่วนตรงนี้นะครับเพราะต้องอิงกับการเมือง เพราะไม่อิงการเมืองโอกาสชนะไม่มี โอกาสที่จะได้เป็นผู้แทนไม่มี ถึงบอกว่าจําเป็นอย่างยิ่งครับว่า ส.ว. วุฒิสมาชิกจะต้องเป็นอิสระ และต้องเป็นกลาง ในขณะที่จะต้องเป็นอิสระและเป็นกลางก็ต้องไม่ไปผูกมัด ไม่ไปลิดรอน ไม่ไปจํากัดสิทธิในส่วนตรงนั้นครับ คือจริง ๆ เป็นการสรรหาครับ ที่บอกว่าที่ฟังว่ามาจาก ๗ คน มาจากคนจํานวนน้อยส่วนน้อยจะไปดีกว่าประชาชนเลือกมาอย่างไร ในส่วนตรงนั้นผมบอกว่า เข้าใจผิดครับ ผมเองก็มีโอกาสดูหลายวันที่ผ่านมา หลายครั้งที่ผ่านมา คุณภาพ ส.ว. ที่มา จากการแต่งตั้ง คุณภาพที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเชื่อนะครับว่าพี่น้องประชาชนทางบ้าน ได้มองเห็นได้เล็งเห็นว่ามันต่างกันมากเหลือเกิน แล้วถ้าดีจริง ผมถามท่านว่าท่านประธาน กรรมาธิการท่านทําไมต้องเปลี่ยน สภาเราทําไมต้องแก้ไข เพราะเราเปลี่ยนจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ต้องเสียงบประมาณ ๖ ปี เป็นพันล้านบาท แล้วเปลี่ยนไปทําไม ค่าเงินเดือน อย่างเดียว ค่าใช้จ่ายอย่างเดียวนิดหน่อยก็เป็นพันล้านบาทแล้ว ทําให้เงินเป็นเม็ดเงิน เก็บภาษีมาจากพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น และส่วนตรงนี้ผมมองนะครับว่าถ้าหากเราไม่เปิด โอกาสให้ ส.ว. สรรหา
มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๙๙ ต้องอภิปรายเฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่แก้ไขเพิ่มเติมหรือสงวนคําแปรญัตติ นี่ท่านไปพูดนอกประเด็นที่ท่านได้สงวน คําแปรญัตติไว้ แล้วเมื่อวานนี้ท่านประธานสภาได้ประชุมกันแล้ว ตกลงมาจะพูดอยู่ในกรอบ ข้อบังคับใช่ไหมครับ แล้วที่จริงแล้วเราก็อะลุ่มอล่วยครับ เพราะว่าเราไม่ได้เลิกข้อบังคับ ตามมาตรา ๑๑๖ เราไม่ได้ใช้มติของสภาเลย เรายังอะลุ่มอล่วยครับ แล้ววันนี้ประชุมเมื่อวานแล้ว ก็ยังมาทําผิดข้อบังคับอภิปรายนอกกรอบ นอกประเด็นกันอีกครับท่านประธาน และเมื่อวานนี้ ผมได้พูดแล้วว่ากําหนดเวลาได้ไหม กําหนดกรอบได้ไหม ให้ทําตามข้อบังคับได้ไหม ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อวานนี้เราก็ไม่ยอมครับ ท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสุทธิครับ ผมว่าให้กระชับสักหน่อยก็ดีนะครับ มันจะฟุ่มเฟือยไปหน่อย ท่านช่วยขอความร่วมมือด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ ผมก็ยังอยู่ในกรอบครับท่านครับ เพราะเพียงแต่ ผมจําเป็นต้องหาข้อมูล หาเหตุผลมาให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้ฟัง แล้วก็ท่านเพื่อน สมาชิกได้ฟังเหตุผลว่าทางฝ่ายเห็นต่างคิดเห็นอย่างไร ท่านครับ ถ้าเผื่อเกิดไม่อย่างนั้น ก็ไม่รับฟังกัน ก็เป็นกฎก็เหมือนกับกฎหมู่ละครับท่านครับ มีอํานาจสูงกว่าก็เหนือกว่าครับ
เข้าประเด็นท่านเถอะครับ
ท่านครับ ส.ว. ไม่ต้องเว้นวรรคเป็นทีหนึ่ง ๖ ปี ผมก็มองท่านครับว่าปกติก็มีหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างก็เหนือกว่าอยู่แล้ว แล้วเราก็ยังไม่มาดูว่ามันเป็นอิสระอย่างไร ไม่เป็นกลาง อย่างไร ผมก็ยังมองไม่เห็นภาพว่าเรื่องมันจะถูกแก้ไขปัญหาอย่างไร ถ้าเผื่อเกิด ส.ว. นะครับ ท่านสังเกตไหมครับว่า ส.ว. วันชัย เขาก็ไม่ได้ยึดติด ส.ว. ตวง ก็ไม่ได้ยึดติด ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ส.ว. ประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว. อีกหลาย ๆ ท่านผมก็ฟังเหตุผลว่า ส.ว. ที่มาจาก การสรรหา ถ้าเผื่อหากไม่มีคุณภาพจริงวันนี้ผมคงไม่มาพูดอย่างนี้ครับท่านครับ เพราะปกติแล้ว เราก็เข้าใจว่าในหน้าที่ของการประชุมสภาแห่งนี้เราก็คงไม่อยากจะมาพูดให้เสียความรู้สึกกัน เราก็มาดูว่าหลาย ๆ ปัญหาถ้าเผื่อหากเราไม่มาดู ฟังเหตุผลซึ่งกันและกันปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ไข แล้วเราจะทําอย่างไร เมื่อเช้าผมก็ฟังท่านสามารถ มะลูลีม ท่านก็ได้ยกตัวอย่างของท่านขงจื้อ ของพระพุทธทาส และแม้แต่สํานักปฏิรูป ท่านครับ เราก็ไม่ได้ใส่ใจไม่ได้ฟังในส่วนตรงนี้ครับ เราก็เป็นกังวลใจว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ตรงนี้ได้อย่างไร ผมก็ยังไม่ทราบนะครับว่า ท่านจะลงเอยอย่างไร และสิ่งที่พูดคุยมาตั้ง ๓ วัน ๔ วัน อย่างที่ท่านประธานพูด บอกว่า อยากให้พูดสั้น ๆ อยากให้พูดเพื่อจํากัดไม่ให้ฟุ่มเฟือย ก็ไม่ทราบว่าส่วนตรงนี้เราจะได้รับ การหยิบหยกปัญหาขึ้นมานะครับ หยิบหยกรับฟังปัญหาอย่างไร ถ้าตราบใดเรายังใช้ ๒๐๐ ใช้การเลือกตั้งมาทั้งหมด ความหลากหลายของ ส.ว. มันก็ไม่ได้ถูกเลือกสรรขึ้นมา ก็จะถูกอยู่ ในการควบคุม ถูกจํากัดในคนกลุ่มหนึ่ง ผมมองว่าอย่างนี้โอกาสที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน ค่อนข้างจะสูงครับท่าน ในส่วนตรงนี้ท่านประธานปฏิเสธไม่ได้ครับท่านครับ ในส่วนที่ทําให้ การรวมศูนย์อํานาจอยู่ในที่เดียว และไม่จําเป็นจะต้องรับฟังใครเลย ในส่วนตรงนี้ ก็อยากจะ ฝากท่านประธานครับท่านครับ ว่าตรงนี้ถ้าหากไม่ได้ถูกเอาใจใส่ ไม่ได้แก้ไขในส่วนตรงนี้ ผมก็เป็นห่วงท่านประธานนะครับท่านครับ ท่านขุนฆ้อน และมันจะเกิดเหตุการณ์ที่ท่าน ไม่คาดคิดนะครับ จะรุนแรงกว่านั้น ท่านอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาไว้อยู่ด้านขวาของท่านประธาน ผมเป็นห่วงนะครับว่าวันหนึ่งจะคุ้มครองท่านไม่ได้ จะดูแลท่านไม่ได้ ก็ไม่ทราบว่าจะเกิด อะไรขึ้นอีก ท่านครับ ก็ขอฝากความปรารถนาดีท่านประธานไว้ตรงนี้ครับ แค่นี้ครับท่านครับ
ขอบคุณครับ เชิญ ท่านอันวาร์ สาและ ครับ เชิญครับ
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านวิชาญมีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ ในเรื่องของการใช้เวลานี่ ผมขออนุญาตท่านประธาน นะครับ คือตอนนี้เราใช้วิธีการฟังแล้วก็ใช้ข้อบังคับ แต่ผมว่าเพื่อนสมาชิกบางท่านเอง ท่านไม่ทราบหรอกครับว่าท่านใช้เวลาไปเท่าไร ขออนุญาตท่านประธาน ที่จอ เดินหน้าเวลา ขึ้นสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะบางทีเพื่อนสมาชิกเขาไม่ทราบ อย่างผมมองนี่ มันอยู่เวลาปกติครับ ๑๒.๐๐ นาฬิกา และโดยปกติเพื่อนสมาชิกจะได้รู้ว่าขณะนี้ตัวเองใช้เวลาประมาณเท่าไร ขออนุญาตครับท่านประธาน
ก็ไม่เป็นไร ฝ่ายเลขาฯ ก็ตั้ง เวลา คนอภิปรายจะได้รู้ว่าตัวเองใช้เวลาไปสักเท่าไรนะครับ ก็จะได้บริหารเวลาได้ ให้มันเหมาะสมนะครับ ก็ขอความกรุณานะครับ ได้กราบเรียนสมาชิกหลายครั้งแล้วครับ เราพิจารณามาตรานี้มาตราเดียวมาหลายวันแล้ว แล้วประเด็นก็ไม่เยอะครับ ประเด็น นิดเดียว แล้วก็เริ่มจะซ้ํากันแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะกรุณากระชับได้ก็ดีนะครับ นอกจากอยู่ในประเด็นแล้วก็อยากจะให้กระชับด้วยครับ ให้ช่วยกันบริหารเวลาด้วยนะครับ เชิญท่านเลยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ นี้ผมเป็นบุคคลหนึ่ง ที่สงวนแล้วก็แปรญัตติ แล้วก็ไม่เอาทั้งมาตรา นั่นหมายถึงว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ที่เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. และจํานวนของ ส.ว. นั้น ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสําคัญมากนะครับ เราแน่ใจหรือครับว่า การเลือกตั้งเป็นการตอบโจทย์ทั้งหมดในระบอบของประชาธิปไตยได้ มันมีองค์ประกอบอยู่ หลายอย่างครับ ถ้าสมมุติว่าไม่เป็นตามเจตนาที่เราวางไว้ในข้ออื่น ๆ ด้วยผมคิดว่าเป้าหมาย ที่เราจะให้การปกครองในเรื่องของความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองก็ไม่สามารถที่จะเดินไปได้
ท่านประธานครับ ถ้าเรามองดูตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ของปี ๒๕๔๐ นะครับ กําหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แต่ห้ามไม่ให้มีการหาเสียงและทําให้เกิดเป็นจุดอ่อน ที่ทําให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องไปพึ่งพาฐานเสียงจากพรรคการเมืองและนักการเมืองในท้องที่ เมื่อชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วย่อมมีโอกาสถูกครอบงําจากฝ่ายบริหาร จนทําให้การทําหน้าที่ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นี่ของปี ๒๕๔๐ ครับ และพอมาปี ๒๕๕๐ ก็มีการปรับแก้ใหม่ ทําให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา มาจาก ๒ ด้านด้วยกัน ด้านหนึ่งก็คือสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากกระบวนการการเลือกตั้ง โดยตรง จากเลือกตั้งจากประชาชนซึ่งจะมีจังหวัดละ ๑ คน และอีกทางหนึ่งก็คือมาจาก การสรรหา ท่านประธานครับ การเลือกตั้งวันนี้ถ้าเราดูในสังคมนะครับมีเกือบทุกระดับ แต่ถามว่าสังคมวันนี้ปัญหาต่าง ๆ ได้หมดสิ้นหรือไม่ ก็ไม่ครับ เราดูการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. นายก อบจ. ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนะครับมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน แต่แน่นอนที่สุดครับ เมื่อคุณสมบัติหรือคุณภาพของคน ยังไม่ถึงในจุดที่เราคาดหวังไว้ ปัญหาก็มีแน่นอนครับ เพราะว่าการเลือกตั้งนั้นแน่นอนที่สุดพยายามที่จะหาเสียงหรือหาแนวร่วมให้มากที่สุด บางครั้งก็มีการจ้างอามิสสินจ้าง ชาวบ้านที่อยู่ข้างนอกไม่ได้รู้จักกับผู้สมัครทุกคนหรอกครับ ท่านประธาน นี่ก็เป็นช่องว่างที่การใช้เงินเข้าไปจ้างเพื่อให้มีการทําอย่างไรก็ได้ให้เข้ามาได้ เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากจะได้เป็นในตําแหน่งนั้น ๆ ท่านประธานครับ ในมุมที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น ของการเลือกตั้งก็มีอยู่หลายข้อครับ อย่างเช่นมีการเลือกตั้งที่ไหนเงินสะพัดที่นั่น แล้วมี การใช้อามิสสินจ้างกัน ท่านทราบไหมครับ ในพื้นที่ของภาคใต้วันนี้การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน เสียงหนึ่งบางพื้นที่ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท มันเกิดขึ้นแล้วครับ แล้วลองคิดดูสิครับ ถ้ามี การใช้เงินใช้ทองอย่างนี้โอกาสที่เราจะได้คนดีมีคุณภาพเป็นไปได้ไหมครับ ก็ยากครับ เรื่องของการเกิดการขู่บังคับเพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงก็เกิดขึ้นแล้ว นี่ก็เป็นมุมไม่ได้ของ การเลือกตั้งนะครับ การจ้างหน่วยงานหรือว่าบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ กําหนดของตัวเองก็ทําขึ้นแล้วครับ เกิดขึ้นเกือบทุกระดับที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าการเลือกตั้งถ้าสมมุติว่าความรู้สํานึกดี การศึกษาของพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้เลือกตั้ง คุณภาพของคนยังไม่ดีพอ การเลือกตั้งเองก็ไม่สามารถจะได้อย่างที่เราคาดหวังที่จะได้คนดี ตามที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมเองไม่ได้รังเกียจการเลือกตั้งครับ การเลือกตั้งถ้าสมมุติ ว่าคุณภาพอย่างที่ผมบอกของพี่น้องประชาชนเข้าถึงแล้วก็รู้จักผู้สมัครเป็นอย่างดี แล้วก็ เป็นไปตามเป้าหมายเลือกคนดี เลือกคนมีคุณภาพเข้ามา ผมคิดว่าอันนั้นจะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นมันก็อาจจะเกิดโทษขึ้นมานะครับ ท่านประธานครับ อย่าลืมนะครับว่า ในงานทุกงานในหน้าที่ทุกหน้าที่นั้นมันมีความสําคัญในตัวของมัน เพราะฉะนั้นถ้าเราดู ส.ว. สถานะของ ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาแน่นอนที่สุดครับ ตั้งแต่อดีตมาต้องการสถานะของ ความเป็นกลาง แล้วก็อยู่เหนือการเมืองอยู่เหนือผลประโยชน์เป็นสําคัญ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมันก็จะกําหนดบทบาทหน้าที่ บทบาทหน้าที่ของ ส.ว. ถ้าเราดูนะครับ เป็นบทบาทหน้าที่ที่สําคัญมาก มีผลต่อความเป็นอยู่ที่สงบสุขของประเทศ นั่นก็คือ การกลั่นกรองกฎหมาย กฎหมายที่มาจาก ส.ส. แล้วเพื่อให้เกิดความรอบคอบเข้าไปในสภา ของ ส.ว. ก็มีการกลั่นกรองอีกครั้ง เผื่อว่าจะมีข้อไหนที่ตกหล่น แน่นอนที่สุดครับ ข้อนี้ ก็ต้องการคนที่มีความเป็นกลาง ไม่เอนเอียง ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือของพวกพ้องเข้าไป ๒. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านลองคิดดูสิครับว่าถ้าสมมุติว่าความไม่เป็นกลางของวุฒิสมาชิก เกิดเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งก็แล้วแต่เข้าข้างคนผิด อาจจะเป็นในวันนั้นสมมุติว่าฝ่ายบริหารทําผิด แล้ว ส.ว. เป็นฝ่ายเดียวกันโอกาสที่จะทําให้หลุดรอด แล้วก็ทําผิดขึ้นมา แล้วเกิด ความเสียหายต่อประเทศมีหรือไม่ ผมคิดว่าแน่นอนที่สุดครับเราปฏิเสธไม่ได้ ๓. ในความ เห็นชอบในเรื่องของสําคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงอะไรต่าง ๆ ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่ง ส.ว. ไม่อยู่ในความเป็นกลาง แน่นอนที่สุดถ้ามีการเลือกตั้งก็ต้องไปเอนเอียงเข้าไปสู่ ไม่ว่าจะเป็น พรรคการเมืองไปโน้มเอียงกับการเมืองท้องถิ่น ถามว่าความเป็นกลางแล้วก็คุณภาพของเขา ยังจะมีอยู่หรือไม่นะครับ แน่นอนที่สุดถ้าเป็นพวกเดียวกันก็อาจจะต้องยกมือหรือผ่าน ในเรื่องของสิ่งที่พวกเดียวกันต้องการ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทําให้ความเสียหายเกิดขึ้น ต่อประเทศชาติได้ โดยเฉพาะข้อ ๔ พิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่ง ตําแหน่งสําคัญ ๆ วุฒิสมาชิกมีบทบาทที่จะเลือกคนดีเข้ามา ถ้าสมมุติว่าวุฒิสมาชิกไม่มีความเป็นกลาง โน้มเอียงไปฝั่งใดก็แล้วแต่ แล้วก็เลือกพรรคพวกพี่น้องของตัวเองหรือพวกพ้อง ถามว่าสิ่ง เหล่านี้ประเทศชาติจะได้อะไรครับ ผมคิดว่าคงปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต และข้อที่ ๕ เรื่องของการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง ถ้าสมมุติมีเครือญาตินะครับ แล้วก็มีพรรคพวกเพื่อนพ้องทําผิดแล้วก็ยังเข้ามาในข้อ ๕ ถอดถอนเขาออกจากตําแหน่ง ไม่ได้ แน่นอนที่สุดครับ ประเทศก็คงเดินไปไม่ได้ เพราะในสังคมก็ยังมีคนเหล่านี้ คนไม่ดีอยู่ การถอดถอนก็ไม่สามารถที่จะทําตามกระบวนการที่ได้กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานครับ ผมเองสนับสนุนให้มีการสรรหาอยู่ในนั้นด้วย เพราะว่าอะไรครับ โดยหลัก ของอิสลาม เราสนับสนุนในเรื่องของแบบอย่างที่ดีของมุสลิมก็คือให้มีหลักของการซูรอ ก็คือ การสรรหา แต่การสรรหาในทรรศนะของอิสลามนั้นเขาให้ทําอย่างไรครับ ผู้ที่จะสมัคร หรือผู้ที่จะลงในตําแหน่งนั้นไม่สามารถที่จะเสนอตัวด้วยด้วยซ้ํา เพราะเขาป้องกันครับ ป้องกันว่าคนที่มีความอยากได้หรือมีอะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในใจต้องการตําแหน่งเหล่านี้ ไปเรียกร้อง ไปชักจูงให้คนอื่นมาเลือกตัวเอง แต่เขาทําอย่างไรครับ คนที่จะเข้าในหลักเกณฑ์ ของการซูรอหรือสรรหาของทางทรรศนะของอิสลามหมายถึง บุคคลที่ทําความดีมาตั้งแต่ เริ่มต้นจนมาถึงตลอดชีวิต ในขณะนั้นเองความโดดเด่นของเขาในการสะสมความดีก็แน่นอนครับ เป็นที่ประจักษ์ของสังคม เมื่อเป็นที่ประจักษ์ของสังคมแน่นอนที่สุดการเลือกตั้งจะไม่มีครับ เพราะอะไรครับ เพราะคุณสมบัติหรือว่าสิ่งที่สะสมต่าง ๆ ที่เป็นคุณงามความดีเขาไม่แลกกับ สิ่งที่จะทําให้เขาเสื่อมเสียหรือเสียหายได้ แน่นอนที่สุดครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในสังคม ก็จะเห็นในหลักอันนี้ด้วย เมื่อเป็นหลักอันนี้ด้วย การสรรหาคนดีโดยที่ความโดดเด่นของเขา ที่เขาสะสมมาทั้งชีวิต แน่นอนที่สุดทุกคนก็จะไปในทิศทางเดียวกัน เห็นไหมครับว่า ความแตกแยกก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ในสังคมเดี๋ยวนี้นะครับ มีเลือกตั้งที่ไหนก็มีเรื่องของ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเสียหาย ในเรื่องของความแตกแยก หลายพื้นที่บานปลายถึงขนาดเอาชีวิตกัน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เราคงประจักษ์ แล้วท่านประธานเอง ก็คงได้เห็นอยู่แล้วในสังคมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้นะครับ ในสภาวะของการแตกแยก การแบ่งกลุ่มเป็นพรรคเป็นพวก เป็นกลุ่มในสังคม ผมคิดว่า ยิ่งจะต้องสรรหา ส.ว. ที่มีคุณภาพ ที่มีความเป็นกลางอยู่เหนือจากการเมือง เหนือผลประโยชน์ แล้วก็ไม่เห็นซึ่งผลประโยชน์อะไรที่เป็นส่วนตัว โดยเห็นผลประโยชน์ของสังคม แล้วก็พี่น้องประชาชนเป็นหลัก ผมคิดว่าด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการ และผมคิดว่าการที่จะสรรหาให้ได้คนดี ๆ อาจจะมีวิธีการที่เราจะต้อง มาดู แต่ไม่ใช่วิธีของการเลือกตั้งอย่างเดียวครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
เชิญคุณหมอปรีชา มุสิกุล เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานครับ กระผม ปรีชา มุสิกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติ มาตรา ๓ ดังนี้ครับ ให้ยกเลิกความใน มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ ๑. สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนจํานวน ๑๐๐ คน และ ๒. สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กร วิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียนจํานวน ๑๐๐ คน โดยแบ่งเป็นประเภทละ ๑๐ คน ดังนี้ครับ
ก. สภาทนายความ
ข. องค์การวิชาชีพด้านสาธารณสุข
ค. คุรุสภา
ง. สภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมธนาคารไทย
จ. สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ฉ. สภาวิศวกรและสถาปนิก
ช. สภาเกษตรแห่งชาติ
ซ. สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า
ฌ. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ
ญ. สมาคมข้าราชการแห่งประเทศไทย สมาคมทหาร ตํารวจนอกราชการ ที่มาก็คงจะต้องพูดไปถึงมาตรา ๑๑๒ ด้วยนะครับ ก็คือว่าการเลือกตั้งที่มาโดยตรงนั้น เราก็ใช้จํานวนของประชากรนี่ละครับ แล้วก็หารด้วยจํานวนของวุฒิสมาชิกซึ่งจะมี ๑๐๐ คน ก็คํานวณไปว่าจังหวัดหนึ่งจะมีกี่คนตามจํานวนประชากรเหล่านั้น และในข้อ ๒ ที่จะมาจาก การเลือกตั้งจากสมาคมวิชาชีพ อันนี้จะไปเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๔ ขออนุญาตท่านประธาน ที่จะก้าวไปถึงในมาตรานั้นด้วยเพราะว่ามันจะต่อเนื่องกัน และในมาตรา ๔ เมื่อถึงแล้ว ผมก็จะไม่พูดแล้วครับ อนุญาตนะครับ คือในมาตรา ๔ ผมก็ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ในมาตรา ๑๑๓ ให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้เขตประเทศเป็นเขต เลือกตั้ง โดยให้สมาชิกที่มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึง วันเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หนึ่งเสียง และให้ใช้วิธี ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งหลักการ วิธีการ ก็ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งกําหนด
คุณหมอครับ ผมจะอนุญาต นะครับ แต่ขอให้กระชับสักนิดนะครับ
เดี๋ยวจบแล้วครับ ผมไม่นานหรอกครับ
ขอบคุณครับ
เพราะว่า ผมได้บอกวิธีการ แล้วก็จะบอกที่มาสักนิดหนึ่งว่าจะมาอย่างไร ก็ได้บอกแล้วว่า ส.ว. นี้ครับ ของผมนี้มาจากการเลือกตั้งทั้ง ๒ ประเภท แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังยืนยันว่าขอให้ทั้ง ๒ ประเภท คือมีทั้งการเลือกโดยตรง แล้วก็ขอให้มีทั้งเลือกองค์กรวิชาชีพ ก็โดยเหตุผลที่ว่านี้ครับว่า ส.ว. เรากําหนดให้เป็นองค์กรที่จะเป็นพี่เลี้ยง ส.ส. แล้วก็จําเป็นที่จะต้องให้มีผู้เชี่ยวชาญ ในแต่ละสาขาวิชาชีพเข้ามาช่วยเพื่อจะขัดเกลากฎหมายต่าง ๆ ที่ออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นที่จะต้องมี ส.ส. ที่เลือกจากองค์กรวิชาชีพ แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอง เรายังต้องมีการเลือกตั้ง ๒ ประเภทเหมือนกันครับ คือ เลือก ส.ส. เขต แล้วก็เลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ เหตุผลก็คล้าย ๆ กัน เพราะว่า ส.ส. เขตนั้นบางทีการเลือกตั้งประชาชนเองก็ใช้ ความใกล้ชิด ความสัมพันธ์ แล้วก็โดยหลาย ๆ ปัจจัยละครับ เลือกเข้ามา แต่บางทีก็ไม่ใช่ หลากหลายในวิชาชีพ เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นจะต้องมีจาก ส.ส. บัญชีรายชื่อเพื่อจะได้บุคคล ที่มีความรู้ความสามารถทั้งหลายเข้ามาช่วย ดังนั้น ส.ว. นี่ครับ จึงมีความจําเป็นที่จะต้องมี พวก ส.ว. ที่มาจากองค์กรวิชาชีพด้วย นี่เป็นเหตุผลอันที่ ๑ นะครับ
เหตุผลอันที่ ๒ ก็พูดกันเสมอว่าอยากจะได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็มีเหตุผลตรงที่ว่าการเลือกสรรนั้นส่วนมากจะบอกว่าไม่ค่อยยุติธรรมบ้าง อะไรต่าง ๆ บ้าง ผมจึงได้แปรญัตติไว้ให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ก็บังเอิญนี่ครับ ผมก็ไปดูว่าในสํานักงาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเขาได้เขียนเอาไว้เหมือนกันนะครับว่า คณะกรรมการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาที่ได้กําหนดไว้ในมาตรา ๑๑๓ ของรัฐธรรมนูญนั้น อาจไม่สอดคล้องเหมาะสม ถ้าหากจะปรับปรุงก็ควรเห็นปรับปรุงในส่วนของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งหมายความว่าคงไม่เกี่ยวกับผู้ที่ได้รับสรรหาเข้ามา ให้ไปปรับปรุงที่คณะกรรมการสรรหา ผมจึงได้ตัดปัญหานี้ไปเลย ไม่ต้องมีคณะกรรมการสรรหา ให้มีการเลือกตั้งมาโดยตรง และโดยเฉพาะการเลือกตั้งโดยตรงนั้น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ยังบอกไว้ว่า ในทางปฏิบัติ คือเลือกตั้งโดยตรงเข้ามานี้ดี แต่ว่าในทางปฏิบัตินั้น ห้ามไม่ให้มีการหาเสียง ทําให้มีจุดอ่อนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องพึ่งพาฐานเสียงจากพรรคการเมืองและนักการเมือง ในท้องที่ เมื่อชนะการเลือกตั้งเข้ามาก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็มีโอกาสถูกครอบงํา จากฝ่ายบริหารได้ง่าย เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นที่ว่าต่อไปนี้ผู้สมัครอาจจะต้องมีการหาเสียงบ้าง ซึ่งอันนี้ก็ตรงกับที่คณะกรรมาธิการก็กําหนดไว้ แต่ว่าไม่ใช่ว่าหาเสียงเหมือนอย่าง ส.ส. แต่อย่างไรก็ตามครับ การถูกครอบงําต่าง ๆ นั้น จะเป็นฝ่ายบริหารก็ดี หรือจากพรรค การเมืองก็ดีนั้น ผมก็ลงเลือกตั้งมา ๑๔ ครั้งแล้วครับ อดไม่ได้หรอกครับที่จะต้องมี เพราะฐานเสียงทั้งหลายก็มักจะเกิดจากตัวบุคคลที่ลงเลือกตั้ง ที่ลงมาหลาย ๆ ครั้ง และฐานเสียงหนึ่งก็จะมาจากพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นผู้ที่ลงไปใหม่ ๆ ถึงแม้ว่าจะให้มี การหาเสียงก็ตามก็อดไม่ได้ครับที่จะต้องอาศัยฐานเสียงจากพรรคการเมือง และจากผู้ที่เคยเป็น ส.ส. มาแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมจึงมีความเห็นสรุปก็คือว่า ส.ว. ยังคงจําเป็น ที่จะต้องมีทั้ง ๒ ประเภท คือ ส.ว. ที่เลือกตั้งโดยตรงและ ส.ว. ที่มาจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งและไม่มีการสรรหาก็ตาม ก็ขอให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ทั้ง ๒ ประเภทครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนเบื้องต้นกับท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพนะครับว่า โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ผมจึงมี ความจําเป็นต้องกราบเรียนท่านประธาน อยากจะให้ท่านประธานได้ลําดับว่า ก่อนนี้ เขาทําอย่างไร เพื่อจะได้เห็นว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนะครับ ไม่ได้ถอยหลังไปมาก ท่านประธานครับ เพราะว่าวันที่เสียงข้างมากในรัฐสภาแห่งนี้ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยให้มีการตั้ง สสร. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ของกระผมได้กรุณาให้ผมเข้าไปเป็นกรรมาธิการด้วย วันแรกที่ผมบอกว่าเรากําลังทําผิดกฎหมายในห้องประชุมกรรมาธิการ ผมถูกไล่ออก จากห้องประชุมนะครับ แต่สุดท้ายท่านประธานครับ พวกกระผมก็ได้ใช้สิทธิไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญกับคณะ โดยก่อนใช้สิทธินั้น ก็ได้ไปยื่นกับอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดรับเรื่องไว้ ก็เฉยครับ แต่สุดท้ายศาลท่านก็ได้วินิจฉัยมาเป็นบรรทัดฐาน เป็นหลักว่าในการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะต้องถามประชาชนเจ้าของอํานาจ ก็คือทําประชามติก่อน แต่ไม่ขัดข้อง ที่จะแก้รายมาตรา ตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ จึงมีที่มาของการแก้รายมาตรา ๓ ร่างในครั้งนี้ แต่ท่านประธานลองดูดี ๆ ครับว่า ทั้ง ๓ ร่างนี้นะครับ เป้าหมายจริง ๆ ก็เผื่อ ร่างใดตกก็ให้ร่างที่เหลือผ่าน แต่ ๓ ร่างมีนัยเหมือนกันนะครับ อยู่ที่การลดทอนอํานาจ ขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ซึ่งระบอบยังครอบงําไม่ได้ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือศาลปกครอง ก็คือ ป.ป.ช. ผมกล้ายืนยันกับท่านประธานได้เลยว่า ในการแก้ที่มา ของ ส.ว. ในครั้งนี้จะอ้างเหตุอะไรก็ว่ากันไปเถอะครับ แต่นัยสําคัญก็คือว่าถ้า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งตรง ๒๐๐ คน อย่างที่เสียงส่วนใหญ่ต้องการ แน่นอนครับเขาย่อมได้เสียงเกิน ๓ ใน ๕ ตามรัฐธรรมนูญ นั่นก็แปลว่าเสียงข้างมาก ก็สามารถเอาจํานวน ส.ว. นี้ไปขู่องค์กรอิสระ ไปขู่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไปขู่ตุลาการ ศาลปกครอง ไปขู่ ป.ป.ช. เป็นรายคนว่า ถ้าคุณไม่ทําตามนี้อะไรจะเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ผม ตั้งข้อกล่าวหาเสียงข้างมากมาโดยตลอด และผมเชื่อว่านี่เป็นนัยสําคัญ เพราะอะไรที่ผม กล้ายืนยันกับท่านประธานอย่างนี้ เพราะว่าในญัตติต่อไปเรื่องมาตรา ๑๙๐ นัยสําคัญ ที่ฝ่ายเสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้ต้องการแก้ก็คือ ต้องการไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา มีอํานาจวินิจฉัยกรณีสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งมันเคยมีข้อกระแนะกระแหนว่าเอฟทีเอ (FTA) บางเรื่องไปแรกกับผลประโยชน์องศาดาวเทียมของใครบ้างคน หรือแม้แต่มาตรา ๖๘ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้กรุณาอนุญาตให้ผมเข้าเป็นกรรมาธิการด้วย สาระสําคัญของมาตรา ๖๘ ก็คือการตัดตอนอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้รับเรื่องโดยตรงจากพี่น้องประชาชน ผู้ทราบเหตุว่ามีใครคิดล้มล้าง ว่ามีใครคิดไม่ดีกับบ้านกับเมืองหรือกับรัฐธรรมนูญ โดยทั้ง ๆ ที่นะครับ ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับเรื่อง ทั้งโดยตรงจากผู้ทราบเหตุประชาชนทั่วไป และจากอัยการสูงสุด เสียงข้างมากก็บอกว่าไม่เอา ตัดอํานาจประชาชนออก ให้ผ่านอัยการสูงสุดฝ่ายเดียว สิ่งที่เป็นเรื่องจริงจับต้องได้ก็คืออะไรครับ ท่านประธาน ก็คือว่า
ท่านวิรัตน์ครับ มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปราย ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ และข้อ ๔๓ ครับ ท่านประธานครับ ท่านแปรญัตติในมาตรา ๓ ไว้นะครับว่า ในเนื้อหานั้นมันต่างกันกับที่ท่าน อภิปรายครับ เพราะว่าอภิปรายนี่จะต้องอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคํา ข้อความที่ท่านสงวนไว้ แล้วท่านไปพูดเสียดสีใส่ร้ายคนอื่นนะครับ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ขอให้ท่านประธาน ช่วยพิจารณาด้วยครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าผมนั้นผมได้พูดประท้วงเมื่อรอบที่แล้ว แล้วก็ขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับว่า ถ้าท่านไหนอภิปรายไม่ตามข้อบังคับ ท่านก็ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ นะครับ
ไม่เป็นไรครับ อันนั้น เป็นดุลยพินิจของประธาน ท่านวิรัตน์ครับ ขอให้กระชับเข้าประเด็นนะครับ ถ้าตีวงกว้าง ออกไปหน่อย แล้วไปพูดกระทบมันอาจจะทําให้คนอื่นเสียหาย มันก็จะทําให้มีผู้ประท้วงนะครับ เอาเป็นว่าเข้าสู่ประเด็นเลยดีกว่าครับ ชี้ประเด็นที่ท่านสงวนไว้นะครับ ตรงนั้นเลยดีกว่านะครับ
ขอบคุณครับ ผมกําลังอธิบายกับท่านประธาน ท่านสมาชิกและประชาชนชาวไทยครับว่า ที่มาที่ไปของการ แก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เขาประสงค์อะไร แต่ว่าเมื่อท่านประธานฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ก็จะพยายามไม่เอ่ยชื่อก็แล้วกันนะครับ ที่ผมจําเป็นต้องเอ่ยขึ้นมาถึง ๓ ญัตตินะครับว่า เป้าหมายจริง ๆ อยู่ที่การลดเลิกอํานาจองค์กรอิสระ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และ ป.ป.ช. ทั้ง ๓ ร่าง ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว เหตุผลที่เสียงข้างมากประสงค์ ที่จะแก้รัฐธรรมนูญนี้ก็อ้างว่ามาจากค่ายทหาร มาจากการปฏิวัติ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านประธาน แต่ผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธานว่า เหตุการณ์ก่อน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่เป็นที่มาของความไม่ดี ความเสียหายของบ้านเมืองนี้ ผมไม่พูดเองครับท่าน ผมเอา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเรียน เพราะฉะนั้นไม่มีข้อความใดเป็นเท็จ ไม่มีข้อความใด ส่อเสียด และไม่มีข้อความใดที่
ท่านวิรัตน์ครับ มันไกล เกินไปครับ มันก็จะเหมือนอภิปรายวาระที่หนึ่งนะครับ ฉะนั้นท่านจะมีสิทธิอภิปรายได้ เฉพาะที่ได้สงวนไว้ ก็หมายถึง จํานวนวุฒิสมาชิกแล้วก็ที่มานะครับ ก็เอาเข้าประเด็นให้มันแคบ เข้ามาหน่อยครับถ้าไปไกลนักมันก็จะกลายเป็นนอกประเด็นไปครับ ขอความกรุณานะครับ บรรยากาศกําลังดี ท่านวิรัตน์ครับ ขอบคุณมากครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ้างคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ในหน้าที่ ๙๗ โดยสรุปก็คือว่า ก่อนเหตุการณ์ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นะครับ มีการทุจริตเชิงนโยบาย มีการแทรกแซงสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ เช่น กกต. สามหนาห้าห่วง ซึ่งผมเป็นผู้ฟ้องเองนะครับ ท่านสุเทพฟ้อง ผมฟ้อง มีการลดความน่าเชื่อถือ ของสถาบันหลัก ซึ่งผู้กระทําผิดมาตรา ๑๑๒ ได้เพิ่มขึ้นเป็นจํานวนพันเปอร์เซ็นต์ จํานวนมากนะครับ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่าก่อน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ศาลได้วินิจฉัยไว้ว่า ที่มาของการยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ นะครับ มีสาเหตุจากการที่ประชาชนไม่พอใจที่ พันตํารวจโท ทักษิณ หัวหน้าพรรค ผู้ถูกร้องที่หนึ่ง
ท่านครับ เตือนหลายครั้งครับ ขอความร่วมมือหลายครั้งแล้วครับ บรรยากาศไปได้ดีจริง ๆ ครับ หลังจากเมื่อคืนวิป ๓ ฝ่าย หารือกันนะครับ แล้วที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายก็เห็นตรงกันให้ผมทําหน้าที่กํากับดูแล ในเรื่องของข้อบังคับนะครับ แล้วผมก็ขอความร่วมมือจากที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายนั่นแหละว่า ถ้าผมยึดข้อบังคับแล้วท่านสมาชิกก็ต้องให้ความร่วมมือด้วยนะครับ ซึ่งก็บรรยากาศดีมากครับ ท่านครับ แล้วการประชุมของเราหลังจากที่วิป ๓ ฝ่ายได้ประชุมหารือกัน บรรยากาศก็ดี มาตั้งแต่เมื่อคืนนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ท่านได้อภิปรายได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องมีใครมาขัดจังหวะ ไม่ต้องมีใครมาประท้วงแล้วก็ไม่ต้องเสียเวลานี่ครับ ผมว่า ท่านเข้าประเด็นเลยดีกว่าครับ ขอความกรุณานะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ
ขอบคุณ ท่านประธาน คือถ้าพออภิปรายท่านก็บอกว่าซ้ําเนื้อหา แต่ผมกําลังจะเรียนให้ พี่น้องประชาชนและสังคมได้ทราบนะครับว่าที่มาที่ไปของการแก้รัฐธรรมนูญนี้มาเรื่องอะไร เพราะว่าถ้าพี่น้องประชาชนได้เข้าใจที่มาที่ไปและเขาประสงค์อะไรนี่นะครับ มันก็จะ เกิดประโยชน์ ดีกว่าอภิปรายซ้ํากัน
ท่านครับ อันนั้นเราอยู่ใน วาระที่หนึ่งได้พูดกันมามากแล้วครับ นี่เราอยู่ในวาระที่สองครับ ต้องยึดข้อบังคับนะครับ อภิปรายได้เฉพาะในส่วนที่มีการสงวนไว้เท่านั้นแหละครับ หรือมีการแก้ไข อันนี้ชัดเจนครับ เราก็เห็นตรงกันหมด แล้วก็ได้รับความร่วมมือกันมาด้วยดีโดยตลอด ไม่อย่างนั้น สมาชิกก็ตําหนิผมครับ ผมก็ต้องทําหน้าที่ของผมเหมือนกัน ก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ท่านครับ ขอความกรุณาครับ บรรยากาศดีครับ ขอความกรุณาเถอะครับ
ผมให้ ความร่วมมือกับท่านประธานนะครับ เพียงแต่ว่าผมขอให้จบเนื้อหาของศาลรัฐธรรมนูญ ในหน้าที่ ๙๗ อีก ๓ บรรทัดเท่านั้นเอง ท่านประธานทนฟังนิดเดียวครับ ท่านครับ เหตุการณ์ ยุบสภาเมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ นะครับ เพราะประชาชนไม่พอใจ พันตํารวจโท ทักษิณ หัวหน้าพรรค ผู้ถูกร้องที่ ๑ ที่ขายกิจการที่ได้รับ
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ ที่จริงไปพาดพิงคนอื่นมันก็อย่างนี้ครับ มันก็มีปัญหา เชิญท่านวรชัย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เที่ยวนี้ผมต้อง ประท้วงท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานรักษาระเบียบข้อบังคับของการประชุม ตามข้อ ๔ ครับ เพราะว่าผู้อภิปรายได้พูดผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ข้อ ๔๓ หลายรอบซ้ําซากครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานได้เตือนแล้วก็ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้ไหมครับท่านประธาน
ครับ เข้าใจครับ ขอบคุณครับ เข้าใจครับ
ขอบคุณครับ
ท่านวิรัตน์ครับ ขอความกรุณาเถอะครับ
นิดเดียวครับ
เอาเข้าประเด็นเลย ดีกว่าครับ
คือให้ผมจบสาระ ตรงนี้หน่อยเดียวแล้วท่านประธาน
ผมคงไม่อนุญาตนะครับ ขอเข้าประเด็นเลยดีกว่าครับ
ถ้าอย่างนั้น ก็บอกว่าอยู่ในหน้า ๙๙ ของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างนั้นก็ได้นะครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมนําเรียนตั้งแต่ต้นว่าผมไม่เห็นด้วยกับแก้อันนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่า มันก็กลับไปอีหรอบเดิม ก็คือถ้ายึดวุฒิได้ ถ้ายึด ป.ป.ช. ได้ ถ้ายึด กกต. ได้คนนั้น ก็ยึดประเทศไทยได้เบ็ดเสร็จ ท่านประธานสภาคงได้ยินมีการจ่ายเงินจ่ายทองกันในห้องน้ํา เพราะฉะนั้นถ้ามีการเลือกตั้งทั้งหมดนะครับท่านประธาน เหตุการณ์ที่ว่าจะมีการซื้อกัน มีการยึดสภาสูงเป็นไปได้โดยไม่ยากเลย เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนท่านประธานว่า ๑. เลือกตั้งตรงสัก ๑๐๐ คน ๒. เลือกตั้งโดยอ้อมสัก ๑๐๐ คน เลือกตั้งโดยอ้อม ๑๐๐ คน มาจากไหนท่านประธาน ก็มาจากองค์กรวิชาชีพทั้งหลาย สภาทนายความ สภาแพทย์ สภาวิศวกร สภาวิชาชีพ หรือเอ็นจีโอ (NGO) ทั้งหลาย ให้เขาเลือกกันเองภายในกลุ่ม สภาทนายความ ๖๐,๐๐๐ คน ก็เลือกกันมา อาจจะได้เลือกสัก ๒๐ คน แล้วก็ขึ้นบัญชีรายชื่อ สภาแพทย์ก็เลือก ๒๐ คน แล้วขึ้นบัญชีรายชื่อ แล้วเอารายชื่อนี้มาเปิดให้พี่น้องประชาชน ได้เลือก มันก็จะเหมือนกับบัญชีรายชื่อของ ส.ส. ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อ เป็น ส.ส. ที่มีคุณภาพ มีความรู้ มีความซื่อสัตย์สุจริต เหตุผลที่กระผมกราบเรียนเพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้ามิฉะนั้นแล้วท่านประธานครับ การที่เสียงข้างมากเปิดโอกาสให้ผัว เมีย ลูกลงได้ การที่เสียงข้างมากเปิดโอกาสไปปรับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ ส.ว. มีวาระ รอบนี้กลายเป็น ไม่มีวาระลงจนตายก็ได้ หรือเป็น ส.ส. ไปเป็น ส.ว. มีระยะเวลาห้าม ตัดออกหมด ท่านประธานครับ อันนี้ให้เห็นชัดเจนว่ามีการเตรียมการวางแผนว่า ส.ส. เสียงคนไหนมีมาก ส่งเมียลงจะได้เป็น ส.ว. ส.ส. คนไหนมีลูกคล่อง ๆ ส่งให้ลูกเป็น ส.ว. มันก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ ตรวจสอบทําหน้าที่ แล้วก็จะได้เข้ามารองรับระบอบที่คิดจะครอบงําประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยเลยนะครับ เพราะว่าเป็นไปได้ไหมครับว่า ถ้า ส.ส. เสนอเลือก ส.ว. ส.ส. เสนอลดวาระ ๖ ปี ส.ว. เหลือ ๒ ปี หรือ ส.ส. เสนอกฎหมาย ว่าห้าม ส.ว. ถอด ส.ส. มันนอกหลักการทั้งนั้นครับ เพราะหลักการที่ท่านประธานตั้งมาก็คือ แค่เลือกตั้ง แต่ว่าพอในรายละเอียดลงไปถึงขนาดว่าสภาผัวเมียเกิดได้ วาระไม่ต้องมี จาก ส.ว. เป็น ส.ส. จาก ส.ส. เป็น ส.ว. ได้ทันที ตรงนี้เองถึงอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าโดยนัยที่ลึก ๆ ก็คืออยากจะได้มีการครอบงําสภาสูง ถ้าครอบงําสภาสูงได้ ระบอบก็จะได้ยึดประเทศไทยเบ็ดเสร็จ และถ้าได้เสียงเกินกว่า ๓ ใน ๕ แน่นอนผู้ที่มีอํานาจ ก็จะได้เอาเสียง ส.ว. ที่อยู่ในมือนี้นะครับไปขู่เข็ญบังคับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการ ศาลปกครองหรือแม้แต่ ป.ป.ช. เพื่อให้ยอมจํานนและทําตามความต้องการของเสียงข้างมาก เพราะผู้มีอํานาจที่แท้จริงกระทําการหลายเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล ทั้งที่ปรากฏเป็นข่าว และไม่ปรากฏเป็นข่าวนะครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยที่มีการแก้ไข ในมาตรา ๓ และขอยืนยันตามที่ได้อภิปรายไปและที่ได้แปรญัตติ ขอบคุณครับท่านประธาน
รัฐสภายินดีต้อนรับพี่น้อง จากอําเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ด้วยความยินดีนะครับ เชิญท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับตามรายงาน ของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๓ นี้ ท่านได้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๑๑ ท่านใช้คําว่า วุฒิสภาประกอบด้วย สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน ท่านประธานครับ ผมจะประหยัดเวลาให้กับท่านประธาน ด้วยการอภิปรายเพียงมาตราเดียวคือ มาตรา ๑๑๑ และจะอยู่ในกรอบเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ คําของ มาตรา ๑๑๑ ที่มีการแก้ไข ถึงแม้จะเป็นบรรทัดสั้น ๆ แต่มี ความหมายในบรรทัดนี้ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือมีการแก้ไขจํานวน ส.ว. จาก ๑๕๐ คน มาเป็น ๒๐๐ คน ประการที่ ๒ มีการแก้จากการสรรหามาเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด สาระหลัก มีอยู่แค่นี้นะครับ แต่สาระหลักมีอยู่แค่นี้ความสําคัญมันมีมากกว่าคําจํากัดความนี้เยอะ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าปกติการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันย่อมมีที่มาและที่ไป เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สูงสุด มิใช่ว่านึกจะแก้ก็แก้ได้ ไม่ใช่ มิใช่ว่า อยากจะแก้ก็แก้ได้ ไม่ใช่ มันจําเป็นต้องมีที่มาและที่ไป ที่มาและที่ไปเป็นอย่างไร ขออนุญาต นําเรียนท่านประธานถอยหลังไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ นิดเดียว กับปี ๒๕๓๘ แล้วก็ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ กับปี ๒๕๓๘ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งทั้งสิ้นครับ มาจาก การแต่งตั้งของใครครับ ของท่านนายกรัฐมนตรี ทําไมเขาถึงให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ส.ว. ในรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนั้น เหตุผลเพราะต้องการให้ ส.ว. เป็นเหมือนกับพี่เลี้ยงให้กับ ส.ส. ต้องการให้ ส.ว. มีหน้าที่หลักสําคัญก็คือกลั่นกรองกฎหมายที่ไปจากสภาผู้แทนราษฎร ให้มีความสมบูรณ์และใช้งานได้ประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนและประเทศชาติมากที่สุด หลักมีอยู่แค่นั้นละครับ พอต่อมาครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขาก็มาแก้ครับ มาแก้รัฐธรรมนูญใหม่จากปี ๒๕๓๔ มาเป็นปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๘ มาเป็นปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ เขาก็มีสาระว่าต้องเพิ่มอํานาจหน้าที่ให้กับ ส.ว. ด้วย ๒ ประการครับ ประการที่ ๑ ก็คือให้มีอํานาจหน้าที่ในการแต่งตั้งและให้ความเห็นชอบ ประการที่ ๒ ให้มีอํานาจหน้าที่ ในการถอดถอนครับ ทีนี้เขาก็เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีความหลากหลาย เพื่อไม่ให้มีการล็อบบี้ (Lobby) กันได้ ก็เลยมีความจําเป็นครับต้องมี ส.ว. จํานวน ๒๐๐ คน เพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและยุติธรรมในการแต่งตั้งและถอดถอนได้มากที่สุด แต่ปรากฏครับว่าใช้ไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีความจําเป็นครับ ต้องมาขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ละครับ ที่เราเรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เขามาแก้ไขมาจาก ๒ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ จากเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ต้องแก้เป็นสรรหาครึ่งหนึ่งและเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ทําไมถึงต้อง ทําอย่างนั้นครับ เพราะในช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ช่วงระหว่างปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๘ มีข่าวอื้อฉาวครับ มีข่าวอื้อฉาวในการยึดครอง ครอบงํา และแทรกแซง ส.ว. ได้ มีข่าวการซื้อตัว ส.ว. จํานวน ๗๐-๘๐ ท่าน มีการจ่ายเงินเดือนให้กับ ส.ว. จํานวนหนึ่ง ทําให้ การทําหน้าที่ของ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้เกิดการบิดเบี้ยวครับ เขาถึงเรียกว่า เป็นสภา ส.ว. พิการครับในยุคนั้น นี่คือที่ไปที่มาที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทีนี้ก็มาแก้จาก ๒๐๐ คน เป็น ๑๕๐ คน แบบที่เมื่อสักครู่กราบเรียน เพื่อต้องถ่วงดุลให้มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการสรรหา ครึ่งหนึ่ง เขาบรรยายไว้ครับในเอกสาร ในเอกสารของคณะกรรมาธิการวิสามัญ บันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญในยุคนั้น เขาบอกไว้อย่างนี้ครับว่า วิธีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีความเชื่อมโยงโดยตรง กับประชาชนและรู้ถึงปัญหาของพื้นที่เป็นอย่างดีเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ตรงจุด นี่จําเป็นต้องมาจากการเลือกโดยตรงครึ่งหนึ่ง แต่อีกวิธีหนึ่งก็คือวิธีการสรรหาเพื่อให้ได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มีความหลากหลายทางวิชาชีพและเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งหากใช้ระบบเลือกตั้งเพียงเดียว กลุ่มบุคคลเหล่านี้อาจจะไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิก วุฒิสภา จึงมีความจําเป็นที่ต้องมา ๒ ทางครับ วันนี้ท่านมาแก้มาตรา ๓ จาก ๑๕๐ คน ท่านก็ไปเพิ่มเป็น ๒๐๐ คน แล้วก็แก้กลับไปครับจากการสรรหาครึ่งหนึ่ง เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ไปเป็นเลือกตั้งทางตรงทั้งหมด มีเอกสารอีกฉบับหนึ่งครับในการแก้รัฐธรรมนูญเขาก็เขียน เอาไว้ครับให้พวกเราได้ศึกษา เขาบอกไว้ว่า วิธีการเลือกตั้งโดยตรงนั้นสมาชิกวุฒิสภาจะต้อง อิงกับฐานเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาว่าอย่างนั้นครับ และโดยข้อเท็จจริงทําให้ได้ ทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันมาทําหน้าที่ ซึ่งทําให้ การปฏิบัติการให้เป็นไปตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาเกิดความไม่โปร่งใสหรืออยู่ภายใต้ การครอบงําของพรรคการเมือง นี่เอกสารครับ เขาทําไว้ อยู่ในสภานี่แหละครับ ถ้าท่านประธานกรรมาธิการได้ไปสืบค้น ๒ ฉบับที่ผมพูด ท่านก็จะพบความจริงว่า การเลือกตั้งทางตรงอย่างเดียวมันถูกครอบงําโดยพรรคการเมืองแน่นอนครับ ไม่มีทาง เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ครับ ดังนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับการมี ส.ส. ๒ สภา ต่อไปก็จะมี ส.ส. สภาล่างก็คือสภาที่พวกเราเป็นกันอยู่นี่แหละครับ กับมี ส.ส. สภาบน เพียงแต่ ส.ส. สภาบน มีหน้าที่แต่งตั้งให้ความเห็นชอบและถอดถอน แล้วความยุติธรรมจะอยู่ที่ไหนครับ เพราะตามรัฐธรรมนูญ การถอดถอนมีเพียง ๒ มาตราครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ กับมาตรา ๒๗๑ มีอํานาจถอดถอน ทีนี้แต่งตั้งมีเยอะแยะครับ แต่งตั้ง กกต. มาตรา ๒๒๙ แต่งตั้ง ป.ป.ช. มาตรา ๒๔๖ แต่งตั้ง สตง. มาตรา ๒๕๒ แต่งตั้งอัยการสูงสุด มาตรา ๒๕๕ แต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๔ แต่งตั้งศาลปกครองสูงสุด มาตรา ๒๒๕ แต่งตั้ง กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา ๒๒๑ ท่านแต่งตั้งได้หมดครับ แล้วท่านก็ไปครอบงํา เขาบอกแล้วว่าถูกพรรคการเมืองครอบงํา แล้วก็ไปแต่งตั้งพวกนี้ได้ ถ้าพวกนี้ทําอะไรไม่ถูกใจ ก็ไม่แต่งตั้ง ถ้าแต่งตั้งไปแล้วทําอะไรไม่ถูกใจก็ถอดถอน และที่สําคัญมีผลประโยชน์มหาศาลครับ เพราะ กสทช. ก็ต้องแต่งตั้งโดยวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๗๐ ทุกคนทราบครับ กสทช. มีผลประโยชน์มหาศาลขนาดไหนในประเทศไทย ทุกคนทราบ แต่ต้องไปขึ้นกับ วุฒิสภา ผมถึงไม่เห็นด้วยกับคําแถลงของท่านประธานกรรมาธิการเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา บอกว่าทุกอย่างได้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีแล้ว วุฒิสภาเป็นเพียงผู้เห็นชอบเท่านั้น ท่านไม่ต้องห่วงว่าจะไปครอบงําอะไรได้ ผมไม่เห็นด้วยกับคําแถลงของท่านประธาน กรรมาธิการในคําพูดนี้ แต่ผมคิดว่าถ้าแก้อย่างนี้ไปแล้ว
ประการที่ ๑ แก้เพื่อให้เกิดการทุจริตครั้งยิ่งใหญ่ในอนาคต
ประการที่ ๒ แก้แล้วเพื่อให้ตัวเองทําผิดแล้วก็พ้นผิดได้ในอนาคตครับ
ประการที่ ๓ แก้แล้วต่อไปนี้ซื้อสิทธิขายเสียงก็ไม่ต้องโดนใบแดงครับ เพราะ พวกผมหมด
ประการที่ ๔ แก้แล้วจะไปครอบงําสิทธิมนุษยชน แก้แล้วก็จะไปปิดปาก ผู้ตรวจการแผ่นดินได้
ผมจึงไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๓ ของคณะกรรมาธิการที่ทําเสนอต่อสภาในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธาน กรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับว่าผมเองในฐานะเป็นประธานกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการเราก็คงจะตอบชี้แจงได้เฉพาะเรื่องที่อยู่ในภาระหน้าที่ ผมคงไม่ไป ตอบโต้หรือหักล้างประเด็นที่อยู่นอกเหนือเรื่องที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ในวาระที่สอง ก็คือ การพิจารณาตามลําดับมาตรา คงไม่ไปตอบโต้เรื่องที่ท่านก็พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่า การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดเมื่อกันยายน ๒๕๔๙ หลายท่านให้น้ําหนักไปบอกว่า เพราะสาเหตุมาจากที่เรามีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง มีการครอบงําวุฒิสมาชิก ซึ่งนั่นคง จะต้องไปพูดกันอีกวงหนึ่ง มันคงมีเรื่องลึกลับซับซ้อนที่จะต้องลงลึกกันมากกว่าเรื่องนี้นะครับ แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้คณะกรรมาธิการเราได้ไปดําเนินการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญการแก้ไขเพิ่มเติมตามหลักการที่เราได้รับไปจากรัฐสภาด้วยเสียงเกินกว่า กึ่งหนึ่งของรัฐสภาที่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญและให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน ขณะนี้เรากําลังพิจารณากันอยู่ที่มาตรา ๓ นะครับ มาตรา ๓ เป็นแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ ๒ มาตราครับ ก็คือมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในมาตรา ๑๑๑ ก็เป็นการวางหลักว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของราษฎร จํานวน ๒๐๐ คน แล้วก็พูดถึงอีก ๒ วรรค ว่าเวลาสมาชิกวุฒิสภามันไม่ครบ ๒๐๐ คน มีการลาออก มีการเสียชีวิตก็ให้คงสมาชิกวุฒิสภาเหลือเท่าที่เหลืออยู่แล้วก็ไปเลือกซ่อมมาเสีย หรือในกรณีเริ่มต้นวุฒิสมาชิกจะทํางานได้ไม่จําเป็นเลือกตั้งเสร็จ อาจจะรอ กกต. รับรอง อาจจะไม่ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เอาสัก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าครบองค์ที่จะดําเนิน การประชุมได้ อันนั้นอยู่ในมาตรา ๑๑๑ เป็นหลัก ส่วนมาตรา ๑๑๒ ก็จะมาพูดถึงที่มาว่า ๒๐๐ คนนี้จะมาอย่างไร ก็บอกว่าให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดใดจะมีสมาชิก วุฒิสภาได้กี่ท่านก็ไปใช้วิธีเฉลี่ยจํานวนประชากรโดยให้ไปยกเอารัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เข้าใจง่าย ๆ ก็คือว่าวุฒิสภาเรามี ๒๐๐ คนทั่วประเทศ จังหวัดไหน จะมีวุฒิสมาชิกได้กี่ท่านก็เอาจํานวนประชากรทั้งประเทศตั้ง เอา ๒๐๐ หาร วุฒิสมาชิก ๑ คน จะเฉลี่ยต่อประชาชนประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าท่าน แล้วก็พูดถึงว่าการลงคะแนน เลือกวุฒิสมาชิกถ้าสมมุติจังหวัดใดมีวุฒิสมาชิกเกิน ๑ ท่าน ก็ให้ใช้วิธีให้ผู้มีสิทธิลงคะแนน ๑ ท่าน กาได้เพียง ๑ เบอร์ ไม่ได้เอาเป็นพวงนะครับ ไม่ได้เอาทั้งหมดผมยกตัวอย่างจังหวัดผม ผมอยู่เชียงรายเฉลี่ยแล้วจะมีวุฒิสมาชิกได้ ๔ คน ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ ๑ คน จะกาได้ ๔ เบอร์นะครับ กาได้เบอร์เดียว แล้วก็เอาคะแนนมาเรียงลําดับดู ใครได้อันดับคะแนนมากที่สุดก็เป็นคนที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ทีนี้อยากกราบเรียนนะครับว่าที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบด้วยเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง หลักง่ายนิดเดียวครับ เราถือหลักว่าในเมื่ออํานาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญเราก็บัญญัติชัดเจนในมาตรา ๓ ท่านไปอ่านนะครับ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และสภาเรา รัฐสภา ประกอบด้วย ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ๒ สภารวมกันเรียกว่ารัฐสภา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ก็เขียนชัดเจนครับว่า รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ฉะนั้นเพื่อยืนยันว่ารัฐสภาจะประกอบด้วยสมาชิกที่ยึดโยงอยู่กับประชาชน ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ที่บอกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เราก็คิดว่าเราน่าจะคืนอํานาจการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่ง เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของรัฐสภาให้กับเจ้าของอํานาจอธิปไตยก็คือพี่น้องประชาชน และ เราก็เคยทํามาแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปี ๒๕๔๙ แล้วเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนั้น และมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๐ ที่เขียนอยู่นี้นะครับ ก็ให้มีสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกันครับ แต่แทนที่จะให้ ประชาชนเลือกตั้งทั้งหมด ก็บอกว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ๑๕๐ ท่าน ให้ประชาชนเลือก จังหวัดละคน วันนี้ก็ได้มาจังหวัดละคน ๆ ที่เหลือให้มาจากการสรรหา ที่สรรหานี่ครับก็ให้คน ๗ คน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้คน ๗ คนเป็นคนไปสรรหามาแทนประชาชนทั้งประเทศ ก็มีจํานวน ๗๓ คนวันนี้นะครับ ใครบ้างครับที่เป็นคนสรรหาแทนประชาชน ๗ คนก็มี ๑. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ๒. ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓. ประธานผู้ตรวจการ แผ่นดิน ๔. ประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ๕. ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ๖. ตัวแทนที่ให้ศาลฎีกาเขาไปเลือกกันมา ๑ คน และ ๗. ตัวแทนที่ให้ ศาลปกครองสูงสุดไปเลือกกันมาอีกคนหนึ่ง ๗ คนนี่ละครับไปเลือกแทนพี่น้องประชาชนมา รวมกับที่เลือกจากประชาชนมาจังหวัดละคนเป็น ๑๕๐ คน วันนี้เลือกไม่ถึง ๑๕๐ ครับ ๑๔๙ เพราะมี ๑ จังหวัดที่ตั้งใหม่เลยยังไม่ได้เลือกจากประชาชน ฉะนั้นวันนี้เราคิดว่าเราจะ ไว้ใจคน ๗ คน หรือจะไว้ใจประชาชนแต่ละจังหวัดที่เขาจะเลือกของเขาตามกระบวนการ ที่เราเขียนไว้ และท่านไม่ต้องไปห่วงว่าพรรคการเมืองหรือใครจะไปครอบงําจนกระทั่ง สมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๐๐ คน จะเป็นของพรรคนั้นพรรคนี้ก็โดยวิธีการเลือกตั้งที่ผมเรียนให้ท่าน ทราบนี่นะครับ ไม่ใช่ว่าประชาชน ๑ คนกาได้ทั้งพวง ประชาชน ๑ คนกาได้ ๑ เบอร์ สมมุติพรรค ก มีอิทธิพลมากในจังหวัดนั้น และจังหวัดนั้นมีผู้แทนราษฎร ๔ คน พรรค ก ไม่มีทางหรอกครับที่จะไปบอกประชาชน บอกว่าให้คุณเลือกเบอร์ ๑ คนนี้เลือกเบอร์ ๒ เบอร์ ๓ เบอร์ ๔ มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นคนที่ได้คะแนนสูงสุดอาจจะเป็นคนของพรรคนั้นมา ๑ คน ได้คะแนนเยอะกว่าเพื่อน แต่ขณะเดียวกันคะแนนจะกระจายไปยังพรรคอื่น กระจาย ไปยังคนที่เป็นกลาง ๆ คนที่มีความดีเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นท่านไม่ต้องห่วงครับ หลาย ๆ คน บอกว่าเข้ามาอยู่ในสภานี้แล้ว ๒๐๐ คนจะถูกครอบงํา เกิดมีการแต่งตั้ง ถอดถอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถอดถอน เดี๋ยวจะไปขู่องค์กรอิสระว่าท่านไม่เอาใจผมนี่ผมจะถอดถอนนะ ถอดถอนใช้เสียง ๓ ใน ๕ นะครับ ๓ ใน ๕ ของ ๒๐๐ คน คือ ๑๒๐ คน ท่านคิดว่าคน ๑๒๐ คนที่มาจาก พี่น้องประชาชนที่มาทําหน้าที่แล้วพี่น้องประชาชนเขานั่งมองอยู่นี้นะครับจะมีพฤติกรรม แบบนั้น จะถูกครอบงําแบบนั้น จะทําให้พี่น้องประชาชนเขาผิดหวังขนาดนั้น ผมไม่เชื่อ
-๓๓/๑ แล้ววันนี้ท่านทั้งหลายคงตระหนักดีว่าการเมืองภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง เรารณรงค์ ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง จนกระทั่งการเข้าใจการใช้ดุลยพินิจทางการเมืองของประชาชนมันก้าวหน้าไปกว่าที่พวกเรา คิดมาก ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายได้โปรดศรัทธาในประชาชน เห็นความสําคัญของประชาชน เพราะหัวใจของประชาธิปไตยก็คือประชาชน ถ้าท่านไม่ไว้ใจประชาชนท่านยังไว้ใจคน ๗ คน ท่านไม่ไว้ใจประชาชนท่านยังไปไว้ใจกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ผมก็ไม่ทราบครับว่าความหมาย ของประชาธิปไตยมันคืออะไร เราเป็นประชาธิปไตยมาปีนี้ย่างเข้าปีที่ ๘๑ นะครับ และการ เป็นประชาธิปไตยของเราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ไม่ได้ต่อเนื่อง ปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอํานาจ พี่น้องประชาชนไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้ประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง เราอย่าไป คาดหวังว่าเราจะเหมือนอเมริกาซึ่งเขาเป็นมาเป็น ๒๐๐ ปีแล้ว เรากําลังจะให้โอกาส ประชาชนได้เรียนรู้ เรากําลังจะให้ความสําคัญประชาชน เรากําลังจะยกภาระบ้านเมือง ให้เจ้าของอํานาจเขาเป็นคนไปดูไปตรวจสอบ ผมเลือก ส.ว. จังหวัดผมเข้ามาทําหน้าที่ ผมต้องติดตามดูพฤติกรรม และความงดงามของประชาธิปไตยก็คือมันมีวาระดํารงตําแหน่ง เมื่อครบวาระถ้าคุณทําไม่ดีผมก็ไม่เลือกคุณ อันนี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการเราได้พิจารณา ใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน แล้วผมตบท้ายนิดเดียวครับว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทั้งหลายที่ท่านห่วงว่า ส.ว. จะไปหยิบใครมาแล้วคนนั้นก็จะเป็นพวกของรัฐบาล คนนั้น ก็จะเป็นคนที่จะถูกครอบงําได้ ผมย้ําอีกทีนะครับ ส.ว. มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบตามที่มี กรรมการสรรหาเขาสรรหาใส่ถาดมาให้เลือกแล้ว ยกตัวอย่างให้ดูอีกทีครับ หลายคนเป็นห่วง ว่ากรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่กํากับดูแลการเลือกตั้งถ้าเกิดไม่เป็นกลางแล้วจะเป็น อย่างไร เป็นของพรรคพวกของนั้นคนนี้ของรัฐบาล ท่านดูสิครับ กรรมการเลือกตั้งมี ๕ คน ส.ว. ต้องเลือกจากอะไรครับ เลือกจากที่มีกรรมการสรรหามา ๓ คนแรกที่เสนอมาให้ ส.ว. ให้ความเห็นชอบมาจากไหนครับ สรรหามาจากประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด
ท่านครับ ท่านมีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากสรรหาปฏิบัติหน้าที่เป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ที่พูดแล้วพูดเล่าถึงความรับผิดชอบของคณะกรรมการสรรหา ๗ ท่าน ทั้ง ๗ ท่านในขณะนี้ ไม่มีโอกาสที่จะมาชี้แจงความเป็นจริงให้กับรัฐสภาแห่งนี้และประชาชนได้รับทราบว่า ความรับผิดชอบของทั้ง ๗ ท่านนั้นมีมากขนาดไหน ท่านประธานครับ คณะกรรมการสรรหา เลือกบุคคล ๗๓ คนที่ผ่านมา แต่ยังมีประเด็นหนึ่งครับซึ่งท่านไม่ได้พูดถึงครับ พูดไม่หมด คน ๆ เดียวแต่งตั้งคน ๓๕ คนครับ คือท่านนายกรัฐมนตรี
เอาละครับ เอาเฉพาะที่เขา พาดพิงถึง เข้าใจครับ ท่านนั่งเถอะครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย ท่านนั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัยครับ ที่จริงก็ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ เพราะว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่ให้ ๗ ท่าน เป็นคนเลือกวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงที่เอามาโต้กัน ด้วยเหตุด้วยผลเท่านั้น เชิญท่านต่อเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้กล่าวชื่อบุคคลใด ผมอธิบายรัฐธรรมนูญเท่านั้นเองว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบัน ส.ว. มาอย่างไร ใครเป็นคนสรรหา ท่านก็ไปอ่านได้ตามรัฐธรรมนูญนะครับ ทีนี้ผมกําลังจะ ยกตัวอย่างว่าองค์กรอิสระที่เราเป็นห่วง ผมยกตัวอย่าง กกต. ส.ว. ไม่ได้ไปหยิบใครมาเป็น กกต. ๕ คนก็ได้นะครับ กกต. ก็ต้องมาจากการสรรหาก่อนที่จะเสนอชื่อมาให้วุฒิสภา ให้ความเห็นชอบ กกต. ๕ คน มีที่มา ๒ ทาง ๓ ท่านแรกก็จะมาจากการสรรหา ซึ่งคณะกรรมการสรรหาจะประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ บุคคลที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมา ๑ คน และบุคคลที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดเลือกมา ๑ คน ทั้ง ๗ คนนี่นะครับเลือกคนมาเป็น กกต. ๓ คน และอีก ๒ คนก็มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาให้อีก ๒ คน วุฒิสภาก็มีครับ โอกาส ของวุฒิสภาก็คือดูบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่ในถาด อยู่ในชื่อที่เอามาให้แล้ว จะเอา ไม่เอา เช่นเดียวกันนะครับผมไม่อยากเสียเวลา ความจริงผมพูดไปรอบหนึ่งแล้วครับ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ป.ป.ช. ก็ดีก็ออกมาลักษณะองค์กรทั้งหลายสรรหามาให้เหมือนกัน และแถมซ้ําผมย้ํานะครับว่าถ้าวุฒิสภาปฏิเสธโหวตแล้ว ท่านใดท่านหนึ่งไม่ได้คะแนน ตามที่วุฒิสภาโหวต โหวตแล้วไม่ได้คะแนนตามเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญก็ตีชื่อกลับไป ถ้าคณะกรรมการสรรหาเหล่านั้นประชุมแล้วมีมติเอกฉันท์ว่าให้เอาคนนี้วุฒิสภาก็ทําอะไร ไม่ได้แล้วครับ ประธานวุฒิสภาก็ต้องกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงพระปรมาภิไธย แต่ถ้าไม่ได้เอกฉันท์ก็เอาไปสรรหาใหม่ ท่านประธานครับ ผมจบแล้วครับ ผมไม่ทราบว่าท่านจะประท้วงอะไร ผมก็เรียนชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ตามหน้าที่ของผมนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านจุรินทร์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมมีประเด็นสอบถามท่านประธานรัฐสภาครับ ต้องขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ ครับ มีประเด็นที่จะสอบถามท่านประธานรัฐสภา เพราะเกรงว่าเดี๋ยวท่านจะลงไปเสียก่อนครับ ประเด็นที่จะสอบถามก็คือประเด็นที่ปรากฏ มีข่าวว่าท่านประธานจะนัดประชุมแก้รัฐธรรมนูญอีกแล้วในวันศุกร์ที่จะถึงนี้คือวันมะรืน เป็นข้อเท็จจริงอย่างไรครับ แล้วก็สัปดาห์หน้าท่านยังมีความประสงค์หรือคําสั่งใดที่จะ นัดประชุมอีกวันไหน อย่างไร เรื่องแก้รัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ ขอความชัดเจนครับ
วันศุกร์ผมยังไม่ได้หารือนะครับ แล้วกับวิปผมก็ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่ความเห็นส่วนตัววันศุกร์ที่จะถึงนี้ก็คิดว่าน่าจะงด เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ส่วนสัปดาห์หน้าคงต้องหารือว่าจะอย่างไร ผมคงไปตอบ ล่วงหน้าอะไรคงไม่ได้ก็ดูความเหมาะสมอีกที อย่างนี้นะครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ในดุลยพินิจเบื้องต้นของท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่ากระผมได้พูดคุยกับ ท่านรองประธานเจริญอย่างไม่เป็นทางการ แล้วก็ประธานวิปรัฐบาล
อย่างนี้ครับ การประสานงาน ขอให้ประสานกับคณะกรรมการวิปนะครับ ท่านรองเจริญไม่ได้เป็นกรรมการอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไปคนละทิศคนละทาง เพื่อความชัดเจนเอาประสานกับกรรมการวิป ๓ ฝ่าย ซึ่งรายชื่อก็น่าจะมีอยู่แล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นว่าไปคนละทิศคนละทาง
ไม่ประสานกับท่านรองเจริญก็ได้ครับ แต่ว่าผมได้คุยกับท่านประธานวิปรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ ที่แล้วในวันที่มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๗ แล้วก็ได้เรียนท่านแล้วว่ามันไม่ควรจะมีการนัดประชุมแก้รัฐธรรมนูญวันศุกร์นี้อีกแล้ว เพราะว่าสัปดาห์นี้ก็มีทั้งวันอังคาร วันพุธ แล้วกระผมก็ได้ร้องขอว่าวันพรุ่งนี้ควรจะประชุม สภาผู้แทนราษฎร เราจะได้แก้ปัญหาประชาชนบ้าง นอกจากแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ซึ่งท่านประธานก็กรุณาอนุญาตนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรพรุ่งนี้แล้ว เพราะฉะนั้นก็หวังว่า วันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้คือวันศุกร์จะไม่มีการนัดประชุมแก้รัฐธรรมนูญอีก ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญครับ วิปรัฐบาลใช่ไหมครับ ท่านพิเชษฐ์
ขออนุญาตคุยกับท่านประธานก่อนครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ทางพรรคประชาธิปัตย์ขอวันพฤหัสบดีเพื่อที่จะ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ แล้วเราตั้งใจที่จะประชุมให้มันจบตามที่เราได้ตั้งใจไว้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่ามาตรา ๓ ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ท่านประธานก็บอกว่าอีกประมาณ ๖ ชั่วโมง วันนี้ก็เลยเวลามามากก็ยังไม่จบ ถ้าท่านประธานจะงดอีก ผมว่าประชุมเป็นเดือน ก็ไม่จบ อยากจะให้ท่านประธานแก้ไขได้ไหม ความเห็นส่วนตัวเมื่อสักครู่ว่าอาจจะงดนี่ ท่านแก้ไขได้ไหมครับ เดี๋ยวเขาก็เอาไปเป็นบรรทัดฐานที่จะเอามาต่อรอง
ไม่เป็นไรครับ ก็เป็นแค่ ความเห็นส่วนตัว แต่สุดท้ายก็ที่มติของวิป ไม่มีปัญหาหรอกครับ
แล้วก็ ฝากท่านประธาน จากเมื่อคืนถึงตอนนี้ผมฟังมาตลอด ขอให้ท่านช่วยกระชับการประชุมด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน
ก็พยายามอยู่ครับ เชิญครับ ท่านรังสิมา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้รู้สึกท่านประธานใจดี เป็นพิเศษ ก็อยากจะเรียนท่านประธานว่าดิฉันไม่เห็นด้วยที่จะเพิ่มวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ที่ท่านประธานนิคม ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เพราะว่าท่านพูดเอาไว้ว่าท่านเป็นประธาน ทั้งวันศุกร์ ทั้งวันเสาร์ ทั้งวันอาทิตย์ ดิฉันก็มามองว่าท่านจะรีบไปไหน อันนี้มันเป็นเรื่องของ พวกเรา ให้ประชาชนที่เขาเดือดร้อนปากท้องเขาไม่มีจะกิน เขาต้องเดือดร้อน ทําไมเราไม่ไปแก้ ตรงนี้ให้เขา
เอาละครับ พอแล้วครับ สมควรแล้วครับ
คือดิฉัน อยากจะเรียนท่านประธานว่าท่านประธานไม่ค่อยเดือดร้อนหรอก ท่านลงอย่างไรท่านก็ได้อยู่แล้ว แต่คนอื่นเขาต้องไปลงพื้นที่นะคะ อย่างดิฉันนี่ ซองดิฉันไม่ใส่ พวงหรีดดิฉันไม่วาง แล้วดิฉัน ไม่ลงพื้นที่ดิฉันก็ต้องสอบตกอีก ท่านประธานลอยนวลสบาย ท่านประธานนิคมก็สบาย ไม่ต้องไปลงพื้นที่ ท่านเห็นใจคนอื่นบ้างสิคะ เห็นใจประชาชน ไม่ใช่มาเห็นใจพวกนักการเมืองกันเอง ไม่ต้องไปรีบหรอกค่ะ อย่างไรก็ไม่ผ่านอยู่แล้ว ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญค่ะ
ขอบคุณครับ เลือกตั้งไม่มีใคร สบายหรอก ก็เหนื่อยกันทุกคน ผมว่าเรื่องกําหนดวันมันยังไม่ชัดเจน เอาไว้ให้เขาหารือกัน ดีกว่า เราเข้าประเด็นของเราดีกว่ากระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นวิปครับท่านประธาน ก็น่าที่จะชี้แจงต่อประเด็นนี้ได้ จริง ๆ ก็เห็นใจพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็โดยเฉพาะท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน ที่ได้ทําหน้าที่อย่างดีเยี่ยมแล้วก็เหน็ดเหนื่อย ผมเข้าใจครับ ต่อกรณีที่ว่าท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ที่จะถามว่าวันศุกร์นี้ประชุมต่อหรือเปล่า อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าพรุ่งนี้ก็ประชุมสภา ตามปกติ ที่วิปประชุมลงมติกันมาก็คือในเรื่องของการประชุมไม่ว่าจะกระทู้ถามสด กระทู้ถามทั่วไป แล้วก็ญัตติเรื่องของปัญหาราคายางพาราแล้วก็ปัญหาพืชทางการเกษตร แล้ววันศุกร์เราลงมติในที่ประชุมวิปรัฐบาลว่าประชุมต่อครับ แล้วก็ได้หารือกับทางฝ่าย วุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ถ้าไม่เสร็จ เห็นท่าทีจะไม่เสร็จ จะต่อไปวันเสาร์ วันอาทิตย์ แน่นอนครับ อันนี้ชัดเจนนะครับ ผมบอกตั้งแต่เมื่อวานนี้ อันนี้ชัดเจนแล้วครับท่านประธาน ผมขอการันตี (Guarantee) ในความเป็นชื่อครูมานิตย์ได้ครับว่าที่ประชุมออกมาอย่างนี้ ชัดเจน เพราะว่ากฎหมายทุกฉบับมันสําคัญเหมือนกันหมด เราอยากเห็นฉบับนี้ผ่านสักฉบับหนึ่ง หรือส่วนเขาจะไปยื่นเหมือนกับที่คุณรังสิมาว่า ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ไม่เสียหายนะ ไปยื่น ที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นเรื่องของอีกกระบวนการหนึ่ง เพราะยังมีกฎหมายฉบับอื่น ทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสินค้าทางการเกษตร หรือกฎหมายอื่นรออีกเยอะ อันนี้ก็ประชุมกันมาหลายวันแล้วนะครับ เฉพาะมาตรา ๓ นี้ วันนี้เข้าไปวันที่ ๔ วันที่ ๕ แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีท่าทีว่าจะจบสักทีหนึ่งนะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานไว้ ทั้ง ๒ ท่าน นั่งอยู่พอดี เป็นเบื้องต้นครับ ขอบพระคุณครับ
เมื่อกี้ที่ผมหารือกัน ก็เรื่องนี้ละครับ ตอนที่ท่านจุรินทร์ทักท้วงผม ก็หารือกันเรื่องนี้ครับจะเอาอย่างไร ทีนี้ ท่านประธานวุฒิสภาก็บอกว่าของท่านมีความจําเป็นสัปดาห์หน้ามีความจําเป็นวันจันทร์ วันอังคารจะประชุมเรื่องงบประมาณ แล้ววันศุกร์ท่านก็มีเรื่องถอดถอนอะไรนี่นะครับ เพราะฉะนั้นท่านยืนยันว่ามีความจําเป็นคือ วันจันทร์ วันอังคาร กับวันศุกร์ ผมว่าอย่างนี้ ดีกว่าครับ วิป ๓ ฝ่ายไปเจรจากัน แล้วเรื่องวันศุกร์จะประชุมหรือไม่ประชุม หรือจะเอาอย่างไร แล้วสัปดาห์หน้าจะประชุมกันอย่างไร ก็ให้ได้ข้อยุติทั้งหมดเลยนะครับ เพราะมันเกี่ยวพันกัน หลายฝ่าย มัน ๓ ฝ่ายครับ เพราะมาถกกันตรงนี้มันก็คงไม่จบ เอาเป็นว่าวิปไปถกกันดีกว่านะครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียน ไว้ตรงนี้เลยครับท่านประธานครับ ว่าในส่วนของวิปฝ่ายค้านนั้น พวกกระผมไม่เห็นด้วย ที่จะให้มีการนัดประชุมในวันศุกร์นี้อีกเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุผลกระผมกราบเรียน ชัดเจนเลยครับ พวกกระผมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นโยชน์กับประชาชนส่วนรวมแต่อย่างใด นอกจากเป็นประโยชน์นักการเมืองบางกลุ่มบางคนเท่านั้น เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธาน ได้ใช้ดุลยพินิจ และแม้วิปรัฐบาลจะอ้างว่าได้หารือกับวิปวุฒิสภาแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แต่ว่าการที่ท่านประธานมอบหมายให้วิป ๓ ฝ่ายไปคุยกัน นั่นแปลว่าจะต้องเอาความเห็นพ้อง มากราบเรียนกับท่านประธาน คือหมายความว่า ต้องเห็นตรงกันทั้ง ๓ ฝ่ายแต่ถ้าเห็น ไม่ตรงกันทั้ง ๓ ฝ่าย ไม่ควรถือว่าเป็นความเห็นมติที่จะมานํากราบเรียนกับท่านประธาน เพราะอย่างน้อยที่สุดผมขอแสดงความเห็นไว้เป็นหลักฐานตรงนี้ว่า กระผมไม่เห็นด้วย อย่างน้อยก็ ๑ ฝ่าย ใน ๓ ฝ่าย แต่ถ้าจะใช้เสียงข้างมาก ถ้าอย่านั้นไม่จําเป็นต้องมีวิป ๓ ฝ่ายครับ ก็ใช้เสียงข้างมากในที่ประชุมตัดสินไปทุกกรณี ถ้าเป็นอย่างนั้นวิปก็ไม่มีความหมาย แต่ที่ต้องมี ๓ ฝ่าย เพื่อไปหาความเห็นพ้อง อะไรที่ไม่เห็นพ้องต้องกันก็ไม่ทํา ยกเว้นสิ่งที่เห็นพ้องต้องกัน แต่เรื่องการนัดประชุมวันศุกร์ และนัดประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ อย่างน้อย ๑ ฝ่ายละครับที่ไม่เห็นด้วย ขอกราบเรียนไว้เป็นหลักฐาน และผมคิดว่า ท่านประธานอยู่ในฐานะของผู้ที่ใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าอะไรเหมาะ อะไรควรได้ ไม่ใช่ว่า วิปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมาสั่งการท่านประธานให้ดําเนินการไปได้ตามอําเภอใจ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ผมชี้แจงท่านจุรินทร์นะครับ หลายครั้งที่ผมจะเอาความเห็นของวิปเป็นหลัก บางครั้งความเห็นของวิปก็ไม่ค่อยตรงกับผมนะครับ แต่ผมก็ยึดถือว่าเอาความเห็นของวิปเป็นหลัก ถ้าผมเอาแต่ความเห็นส่วนตัวมันก็จะไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นอย่างไรก็แล้วแต่ครับ ผมก็ต้องฟัง ไม่ใช่ไม่ฟังนะครับ เชิญท่านประธาน วิปรัฐบาลครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนว่าในเรื่องของการพูดคุยผมอยากจะ เอาไว้พูดคุยกัน แต่ในขณะนี้ผมอยากให้ท่านประธานดําเนินการประชุมต่อไปครับ ท่านประธานครับ
ถ้าอย่างนั้นไม่เสียเวลานะครับ เอาไว้ไปหารือกันก็แล้วกัน ได้ข้อสรุปอย่างไร เชิญท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งได้เป็นผู้ที่แปรญัตติ มาตรา ๑๑๑ และมีเหตุผลมีความเห็นที่แตกต่างไปจากคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานว่า ในมาตรา ๑๑๑ กระผมได้ยื่นคําแปรญัตติ โดยแปรญัตติว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนจํานวน ๑๐๐ คน และ (๒) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กร วิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียนจํานวน ๑๐๐ คน แล้วก็ได้แบ่งประเภทออกเป็น จากสภาทนายความ จากองค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทย์ สภากายภาพบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ให้มาจากสมาชิกของคุรุสภา สภาวิชาชีพบัญชี สมาคมธนาคารไทย สภาวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมตํารวจ ทหารนอกราชการ ท่านประธานครับ ผมขอซักซ้อมกับท่านประธานว่า กระผมจําเป็น ที่จะต้องอภิปรายให้เห็นว่าสิ่งที่กระผมได้เสนอคําแปรญัตตินั้นมีเหตุ มีผล มีที่มาอย่างไร โดยกระผมจะอภิปรายเหตุผลประกอบเป็น ๕ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ผมจะได้อภิปรายถึงอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา
ประเด็นที่ ๒ ผมจะได้อภิปรายถึงอํานาจหน้าที่ขององค์กรตรวจสอบ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นผู้ที่มาจากการแต่งตั้งของวุฒิสภา
ประเด็นที่ ๓ ผมจะอภิปรายถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๔ ผมจะได้อภิปรายถึงเหตุผลที่วุฒิสภาจะต้องมีที่มา ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่ามีความเป็นมาอย่างไร
ประเด็นที่ ๕ กระผมจะได้สรุปว่าเพราะเหตุเหล่านี้กระผมจึงไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ
ที่ต้องกราบเรียนกับท่านประธานถึงประเด็นการอภิปรายของผมไว้ เป็นการล่วงหน้า เพื่อที่จะไม่ให้มีใครลุกขึ้นมาประท้วงว่ากระผมได้อภิปรายนอกประเด็น ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า ประชาชนทั่วไป คนทั่วไป ถ้าได้ติดตามเรื่องการทํางานของรัฐสภาก็จะเกิดความสงสัยว่า ทําไมการแก้ไข มาตรา ๓ เพียงเพื่อบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีจํานวนเท่าไร และจะมีที่มาอย่างไร ทําไมพวกเราจึงต้องใช้เวลาอภิปรายกันหลายวัน กระผมอยากจะกราบเรียนในที่ประชุม เป็นเบื้องต้นว่า วุฒิสภามีอํานาจหน้าที่ที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน ถ้าจะให้ เรียนกันตรง ๆ ก็ต้องบอกว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นมีอํานาจหน้าที่ที่มีความสําคัญต่อบ้านเมือง ต่อระบบการปกครองในบ้านเมืองมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยซ้ําไป กล่าวคือสมาชิกวุฒิสภานั้นนอกจากจะต้องมีหน้าที่ในการกลั่นกรอง แต่งตั้งบุคคล กลั่นกรองกฎหมายแล้วก็จะต้องมีหน้าที่ในเรื่องของการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลด้วย ผมได้ไปตรวจดูครับ ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๖๑ ของวุฒิสภา จะเป็นอํานาจในเรื่องของการควบคุมการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ด้วยการที่จะเปิด อภิปรายทั่วไป แม้ว่าการเปิดอภิปรายทั่วไปของวุฒิสภาจะไม่มีการลงมติ แต่การเปิด อภิปรายทั่วไปของวุฒิสภาก็จะทําหน้าที่ในตรวจสอบในการควบคุมรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร เพราะจะได้ซักไซ้ไล่เลียง จะได้ให้ฝ่ายรัฐบาลมาอธิบายว่าที่ได้ดําเนินการเรื่องต่าง ๆ ไปนั้น มีผลกระทบต่อประเทศชาติต่อประชาชนอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องถือว่าเป็นการอภิปราย ที่มีคุณค่ามีความหมาย
ในประการที่สอง ในหน้าที่ในฐานะเป็นสภานิติบัญญัติตามมาตรา ๑๔๘ การกลั่นกรองกฎหมายทั้งหลายมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าวุฒิสภาจะมีมุมมอง จะมีทัศนะที่แตกต่างออกไปจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้ง มาจากประชาชนโดยตรง เพราะว่าทัศนะของวุฒิสภาเป็นทัศนะของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ซึ่งจะทําให้ กฎหมายที่จะผ่านรัฐสภานั้นได้มีความเหมาะสม มีความถูกต้อง มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น แต่ว่าหน้าที่ที่สําคัญยิ่งยวดของวุฒิสภาก็คือหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคล ที่จะไปทําหน้าที่ในองค์กรอิสระทั้งหลายและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ในประการแรก คือการแต่งตั้งตุลาการของศาล ซึ่งก็อยากจะให้ประชาชน ทั้งหลายได้ทราบว่าผู้แทนราษฎรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่วุฒิสมาชิกเข้าไปทําหน้าที่ รับผิดชอบในส่วนนี้ คือการแต่งตั้งตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ และการแต่งตั้งตุลาการของศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา ๒๒๔
ในประการที่ ๒ วุฒิสภาโดยวุฒิสมาชิกจะเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการแต่งตั้งกรรมการตุลาการ คือการเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิในศาลยุติธรรม และในศาลปกครอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือกรรมการซึ่งไปประกอบเป็นกรรมการตุลาการ จะเป็นผู้พิจารณาการแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ รวมทั้งการที่จะให้ผู้พิพากษาและตุลาการ พ้นจากตําแหน่งด้วย
ในประการที่ ๓ วุฒิสภาจะทําหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคลให้ดํารงตําแหน่ง ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมี ๒ ลักษณะ คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งกรรมการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็คือแต่งตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนการแต่งตั้ง บุคคลเข้าดํารงตําแหน่งในองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญนั้น ที่สําคัญก็คือการแต่งตั้ง อัยการสูงสุดและการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นอกเหนือจากอํานาจ ในการแต่งตั้งตุลาการและคณะกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่กระผมได้กราบเรียน ไปแล้วนั้น วุฒิสภายังมีอํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ใครบ้างครับที่วุฒิสภา จะมีอํานาจในการถอดถอน วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนนายกรัฐมนตรี มีอํานาจถอดถอน รัฐมนตรี มีอํานาจถอดถอนรัฐมนตรี มีอํานาจถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีอํานาจถอดถอน สมาชิกวุฒิสภา มีอํานาจถอดถอนประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลปกครองสูงสุดและอัยการสูงสุด ถ้าหากว่าคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไป ในทางทุจริตต่อหน้าที่ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือจงใจใช้อํานาจหน้าที่โดยขัดต่อกฎหมาย และอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๒๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญ กระผมจึงอยากจะเรียน ให้ได้ทราบเป็นเบื้องต้นว่า วุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกมีบทบาท มีหน้าที่ที่สําคัญอย่างยิ่ง ต่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการทําหน้าที่ในการ แต่งตั้งและถอดถอนบุคคลเหล่านี้ ซึ่งจะมีผลต่อชีวิตของประชาชนและความผาสุก ของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ทีนี้เราไปดูกันครับท่านประธานครับว่า อํานาจหน้าที่ขององค์กร อิสระที่สําคัญ ๆ ที่บุคลากรในองค์กรเหล่านั้นจะได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกวุฒิสภานั้น มีอะไรบ้าง ผมจะขออนุญาตชี้ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ตระหนักถึงความสําคัญ ขององค์กรอิสระเฉพาะบางองค์กร ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้อยู่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งค่อนข้างจะมีอํานาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะทําการกํากับ ควบคุมการดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การสรรหาวุฒิสมาชิก การเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งสภาท้องถิ่น ทั้งผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อที่จะให้ การเลือกตั้งเหล่านี้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทําหน้าที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง อํานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจ ที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ถ้าเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งใดไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ที่สําคัญ ก็คือว่านอกจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งยังมีอํานาจดูแลเรื่องการออกเสียงประชามติ ของประชาชนในเรื่องสําคัญ ๆ อีกด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. นี่ละครับ มีอํานาจที่จะเพิกถอนสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๓๗ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นคณะกรรมการที่มีความหมายมีความสําคัญ มีฐานะหน้าที่ ตามกฎหมายที่ค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จและเป็นเรื่องที่ผู้คนประชาชนทั้งหลายเป็นห่วงกันมากว่า อํานาจเบ็ดเสร็จของคณะกรรมการการเลือกตั้งนี่แหละที่จะเป็นตัวล่อให้ผู้ที่อยากได้อํานาจ เข้ามาแทรกแซงคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็มีตัวอย่างกันมาแล้วว่าได้มีการแทรกแซง คณะกรรมการการเลือกตั้งจริงในอดีต ท่านประธานครับมีเรื่องหนึ่งที่พูดจากันมาโดยตลอด
ท่านสุเทพครับ ขออนุญาต เสียมารยาทนิดหนึ่ง ขอขัดจังหวะท่านหน่อย พอดีมีแขกผู้มีเกียรติซึ่งเป็นแขกของรัฐสภา มาเยี่ยมชมนะครับซึ่งขณะนี้ ออน บีฮาล์ฟ ออฟ เดอะ รอยัล ไทย พาร์เลียเม้นท์ ไอ วูล์ด ไลค์ ทู วอร์ม เวลคัม ออฟ เอ็กเซลเลนซี มาดาม ฮาริมา จาค็อบ เพรสซิเด้นท์ ออฟ เดอะ สปีคเคอร์ ออฟ เดอะ รีพับลิค ออฟ สิงคโปร์ แอนด์ ดีลิเกชันส์ นาว วี อาร์ ดีเบท ออน คอนสทิทิวชั่น เอเมนเดน อิน เดอะ ลีดดิ้ง เซคคั่น ไอ วูลด์ ไลค์ ทู เวลคัม ยู แอนด์ ทู นาว ฮู ดีเบท อีส มิสเตอร์สุเทพ เทือกสุบรรณ ฮี อีส เดอะ เฟมัส โพลิทิเชียน อิน ไทยแลนด์ ไอ ธิงค์ ยู โนน วูลด์ ยู พลีส ทู กิฟว์ บิ๊ก แฮนด์ ฟอร์ เอ็กเซลเลนซี วูลด์ ยู พลีส พลีส (On behalf of the Royal Thai Parliament. I would like to warm welcome of Excellency Madam Harima Jacob, President of the Speaker of the Republic of Singapore and Delegations. Now we are debate on Constitution Amendment in the Leading Second, I would like to welcome you and too. Now who debate is Mr. Suthep Thaugsuban, he is the famous politician in Thailand, I think you known. Would you please to give big hand for Excellency, would you please, please.) ปรบมือต้อนรับหน่อยครับ
เชิญท่านสุเทพต่อครับ
ผมขออนุญาตพูดภาษาไทยนะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ มีเรื่องหนึ่ง ที่แม้ว่าจะไม่สบายใจสําหรับผู้ที่ได้ยิน แต่ก็ต้องพูด ปัญหาสําคัญของระบบการเลือกตั้ง ในประเทศไทยก็คือเรื่องของความไม่สุจริต ความไม่เที่ยงธรรม และทําให้ผลของการเลือกตั้ง เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของประชาชนเจ้าของประเทศ สิ่งที่ทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และไม่เที่ยงธรรม เรื่องใหญ่ก็คือเรื่องเงินครับ ที่เป็นเหตุให้ได้มีคนกล่าวหากันว่าระบบ การเลือกตั้งหรือระบบประชาธิปไตยในประเทศไทยมันถูกครอบงําด้วยเงินทุน จนกระทั่ง มีคนบอกว่ามันเป็นระบบทุนสามานย์ เพราะว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง และการซื้อสิทธิขายเสียงนี้ได้กลายเป็นปัญหาสําคัญที่ทําให้การเลือกตั้งไม่สะท้อนถึง เจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน ตรงนี้ละครับที่เขาจึงได้มีความคิดที่จะให้มีองค์กรกลาง มาทําหน้าที่ในการกํากับ ในการควบคุม ในการดูแลจัดการการเลือกตั้ง ซึ่งเดิมเป็นหน้าที่ของ กระทรวงมหาดไทย ต่อมาจึงได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งขึ้น เพื่อหวังว่าองค์กรกลางแห่งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งนี้ จะมาดูแลให้การเลือกตั้ง เป็นไปโดยบริสุทธิ์ โดยโปร่งใส โดยสุจริตและเที่ยงธรรม เขาจึงให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอํานาจวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีอํานาจสืบสวนสอบสวนกรณีที่มีการฝ่าฝืน กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง และมีอํานาจตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่ รวมทั้งการเพิกถอน สิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ทุจริต จึงเห็นได้ครับว่าบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งมีความหมาย มีความสําคัญ ต่อระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย และคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นบุคคลที่มาจากการให้ความเห็นชอบหรือว่าให้การแต่งตั้ง โดยสมาชิกวุฒิสภา นี่เป็นองค์กรแรกที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ได้ทราบ
ในองค์กรต่อไปครับ ที่มีความสําคัญอย่างยิ่งและได้มีบทบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ หน้าที่สําคัญของ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญ การควบคุมกฎหมาย มิให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ มีทั้งก่อนการประกาศใช้กฎหมาย คือในขณะที่กฎหมายได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อที่จะ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจในการตรวจสอบ ว่ากฎหมายนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๖๒ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกําหนด ไม่ว่าเป็น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นผู้วินิจฉัยว่ากฎหมายเหล่านั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนที่จะนําไปประกาศใช้ ในทํานองเดียวกันครับร่างข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ร่างข้อบังคับการประชุม ของวุฒิสภา หรือร่างข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ถ้ามีข้อความที่ขัดหรือแย้ง กับรัฐธรรมนูญ ก็เป็นภาระหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้วินิจฉัย นอกจากนั้นครับศาลรัฐธรรมนูญยังมีอํานาจหน้าที่ในการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญ ภายหลังจากที่มีการประกาศใช้กฎหมายนั้นแล้ว ถ้ามีผู้สงสัยว่ากฎหมายนั้นขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือว่ามีกรณีที่ศาลได้ส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยในเรื่องนี้ อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ มีมากกว่านั้นครับ การสิ้นสุดสมาชิกภาพจะเป็นของ ส.ส. จะเป็นของ ส.ว. ผู้ที่จะวินิจฉัยชี้ขาด ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามความในมาตรา ๙๖ การวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรี จะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ ก็เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยตามมาตรา ๒๑๖ และมาตรา ๙๖ การวินิจฉัยว่าข้อบังคับของพรรคการเมืองใดขัดต่อสถานะหรือการปฏิบัติ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะเป็นผู้วินิจฉัยเช่นเดียวกัน ที่เคยมีปรากฏ
ท่านสุเทพครับ ด้วยความเคารพนะครับ มีผู้ประท้วงท่านครับ ท่านจุลพันธ์เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตประท้วงท่านผู้อาวุโสตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๔๓ ผมเข้าใจว่านี่อยู่ในช่วงของการอารัมภบทแล้วก็เตรียมที่จะเลี้ยวเข้า ในส่วนของเนื้อหาการแปรญัตตินะครับ แต่นี่ใช้เวลามา ๑๘ นาที ก็ขอท่านประธานได้โปรด ควบคุม แล้วก็วินิจฉัยให้อยู่ในกรอบ แล้วก็ให้เหมาะสมในระยะเวลาด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ ในกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มทั้งหมด ๓๙ ท่าน เป็นผู้ที่ขอแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ที่มาของ ส.ว. มาจากเลือกตั้ง แล้วก็มาจากกลุ่ม ซึ่งขณะนี้อภิปรายไปแล้ว ท่านสุเทพเป็นคนที่ ๑๙ เพราะฉะนั้นท่านครับอะไรที่เริ่มได้เป็นไปตามข้อตกลงก็คือท่านเริ่มเหตุและผล แล้วก็อะไร ที่มันซ้ําแล้วท่านกรุณานะครับละเว้น ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวพันบ้างก็ได้มันไม่มีปัญหานะครับ แต่ว่าขอความกรุณาท่านกระชับหน่อยครับ ท่านสุเทพครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผมขอความกรุณาท่านประธานนะครับ ผมได้ซักซ้อมกับท่านประธานแล้วว่า เหตุผลที่ผมจะได้กราบเรียนต่อที่ประชุมว่าผมมีความเห็นที่ไม่ตรงกันกับคณะกรรมาธิการนั้น มีอะไรบ้าง แล้วผมได้กราบเรียนเป็นประเด็น ๆ ผมยังอยู่ในประเด็น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจที่จะวินิจฉัยคําร้องอุทธรณ์ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกขับออกจากพรรค มีมติ ให้ขับออกจากพรรค ศาลรัฐธรรมนูญยังมีอํานาจที่สําคัญก็คือว่าการวินิจฉัยสั่งการให้บุคคล และพรรคการเมืองเลิกการกระทําที่มีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือว่าการกระทําใด ๆ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็อาจจะมีคําสั่งยุบพรรคการเมืองที่กระทําการดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๖๓ ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธาน เห็นว่ามันมีเรื่องที่สําคัญอยู่เรื่องหนึ่งคือศาลรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าพระราชกําหนด ที่ออกมานั้นมันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยสาธารณะหรือไม่ นี่เป็นหน้าที่เป็นอํานาจที่มีความหมาย มีความสําคัญอย่างยิ่ง ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมต้องการที่จะนํามาแสดงและย้ําไว้เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิก ได้ตระหนักว่าวุฒิสภาจะเป็นผู้มีบทบาทในการที่จะแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ ต่อระบอบการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย มีองค์กรอิสระอื่นซึ่งกระผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ผมกราบเรียนว่ามีความสําคัญ อย่างยิ่ง และองค์กรเหล่านั้นบุคลากรมาจากการแต่งตั้งของวุฒิสภา ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดให้ ป.ป.ช. นี่แหละครับ เป็นผู้ที่จะดําเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีที่นักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูงทําการทุจริตต่อหน้าที่ โกงชาติโกงประเทศ ก็เป็นอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในทํานองเดียวกันครับ ศาลปกครอง ซึ่งจะเป็นศาลที่ดูแล เรื่องสิทธิของประชาชนในกรณีที่ถูกละเมิดด้วยคําสั่งทางปกครองขององค์กรของรัฐ และจะเป็นผู้วินิจฉัยในกรณีที่องค์กรของรัฐมีความขัดแย้งกัน ที่ผมได้นําอํานาจหน้าที่ ขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบดูแลการบริหารราชการแผ่นดินมาเป็นตัวอย่างเพื่อที่จะ กราบเรียนต่อท่านประธานนั้นเพื่อต้องการที่จะย้ําให้ท่านประธานเห็นว่าองค์กรอิสระเหล่านั้น จะไม่มีทางที่จะทําหน้าที่ของตนได้โดยอิสระ ถ้าหากว่ามีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง รัฐธรรมนูญจึงได้มีบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง ในองค์กรตรวจสอบและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และตรงนี้แหละครับที่จะต้องเกี่ยวพัน เกี่ยวโยงกับที่มาของวุฒิสมาชิกที่พวกเรากําลังพิจารณากันอยู่ขณะนี้ ในเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันต้องการที่จะให้องค์กรเหล่านี้ องค์กรอิสระเหล่านี้มีความเป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือศาลปกครอง เขาต้องการให้องค์กรเหล่านี้ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง สามารถที่จะทําหน้าที่โดยอิสระ ปฏิบัติหน้าที่ โดยสุจริต โดยเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นที่มาของบุคคลที่จะประกอบอยู่ในองค์กรอิสระ หรือองค์กรตรวจสอบเหล่านี้ต้องย้ําว่าปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ เพราะถ้าขืนเข้าไปแทรกแซงแล้วมันจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ มันจะเกิด ความเสียหายต่อประชาชน ต่อบ้านเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าเพราะองค์กรอิสระเหล่านี้มีที่มาจากวุฒิสภา เพราะฉะนั้นที่มา ของวุฒิสภา ตัววุฒิสภาเองจึงมีความหมาย จึงมีความสําคัญต่อประเทศชาติ ต่อระบบ การปกครองประเทศของเราเป็นอย่างยิ่ง ผมได้ไปศึกษาดูครับว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องที่มาของวุฒิสภาเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญกําหนดให้เรามีสภา ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมีฐานที่มาอย่างเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของราษฎร เป็นตัวแทน ของประชาชน ถูกแล้วที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่วนวุฒิสภานั้นสมาชิก ของวุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกเป็นตัวแทนพิเศษของกลุ่มคนพิเศษบางประเภทที่แตกต่างไปจาก ประชาชนธรรมดา ในหลายประเทศครับต้องถือว่าสมาชิกสภาสูงหรือวุฒิสภาเป็นตัวแทน ของขุนนาง เป็นตัวแทนของกลุ่มประโยชน์ เป็นตัวแทนของเจ้าของกิจการใหญ่ ๆ บางประเทศสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของมณฑล เป็นตัวแทนของมลรัฐ เพราะฉะนั้น ความคิดอย่างนี้ครับเขาแบ่งแยกไว้ชัดว่าวุฒิสภาไม่ใช่สภาที่มาจากฐานเดียวกับ สภาผู้แทนราษฎร วิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจึงมีวิธีการในการคัดเลือก หรือการเลือกตั้งที่เป็นพิเศษแตกต่างออกไปจากวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้ผู้ที่จะสมัครลงรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกนั้นเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นพิเศษ แตกต่างไปจาก ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่กําหนดไว้ชัดเจนในแทบทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ในส่วนของประเทศไทยเขาจึงได้กําหนดไว้ครับว่าให้สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรอบรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในวิชาชีพสาขาต่าง ๆ และจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ มีวิธีการเลือกตั้งเป็นพิเศษแตกต่างออกไปจากที่เราเลือก ส.ส. กัน ผมจึงได้แปรญัตติตรงนี้ว่าต้องการที่จะเห็นวุฒิสมาชิกมาจากกลุ่มวิชาชีพหรือสาขาอาชีพต่าง ๆ เพราะผมไปดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญต้องการที่จะใช้ประโยชน์ จากความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอาชีพต่าง ๆ มาช่วยกัน กลั่นกรองกฎหมาย มาช่วยกันพิจารณากฎหมายในมุมมองของมืออาชีพจากสาขาอื่น ๆ ที่จะต้องมีความคิด มีทัศนะที่แตกต่างจากผู้แทนราษฎรโดยทั่วไป หวังที่จะให้กฎหมาย ได้รับการกลั่นกรองอย่างพิถีพิถันจากผู้ที่มีผลประโยชน์หลากหลายแตกต่างไปจาก ผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะให้กฎหมายที่จะใช้บังคับในประเทศไทยของเราเป็นกฎหมายสําหรับ คนทุกคน เป็นกฎหมายสําหรับคนทุกกลุ่ม และเป็นกฎหมายที่ใช้ไป บังคับไป เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลสําคัญที่ผมจําเป็นที่จะต้อง เอามากราบเรียนกับท่านประธานสภา ผมไปดูครับว่าความคิดอย่างนี้มันพัฒนามาอย่างไร ไม่ต้องย้อนไปดูไกลครับ ดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แน่นอนครับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่มีผู้คนยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง แต่ก็มีข้อบกพร่องอยู่หลายประการ ข้อบกพร่องที่สําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ คือเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก เพราะว่า อะไรครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ นั้นได้กําหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชนทั้งหมด และผลเป็นอย่างไรครับ ผลก็ปรากฏว่าพรรคการเมือง ที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างเด็ดขาดสามารถเข้าไปแทรกแซง ครอบงําวุฒิสภา แล้วก็เป็นเหตุให้การถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบ การใช้อํานาจของฝ่ายบริหารนั้นเสียหายไป มีลักษณะที่ถูกคนกล่าวหาว่ามันเป็นลักษณะ ของเผด็จการรัฐสภา เพราะว่าได้มีการแทรกแซงการใช้อํานาจขององค์กรอิสระ เช่น แทรกแซงการใช้อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ แทรกแซงการใช้อํานาจของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ทําให้เกิดการใช้อํานาจที่ไม่ชอบธรรมและฝ่ายรัฐบาลได้อาศัยข้อได้เปรียบ ทําให้เกิดการใช้อํานาจอย่างที่ว่า โดยปราศจากขอบเขต ผมเรียนกับท่านประธานครับว่า เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นคืออํานาจทั้งหมด หรืออํานาจเกือบทั้งหมดถูกผูกขาดอยู่ในมือของคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว หรือพรรคเดียว ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพวกเดียวกัน ไม่มีหนทางที่จะทําให้การตรวจสอบถ่วงดุล เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ มีการแทรกแซงองค์กรตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร ทําให้ระบบการตรวจสอบที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกแบบไว้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเมื่อคน ๆ เดียว คนกลุ่มเดียวสามารถควบคุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ควบคุม ทั้งฝ่ายบริหาร ควบคุมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เกิดความเสียหายกับประเทศไทย กับชาติไทยก็คือว่า ได้ปรากฏการใช้อํานาจอย่างไม่เป็นธรรมขัดต่อกฎหมายเกิดขึ้นให้เห็น ผมยกตัวอย่าง เช่น กรณีการปราบผู้มีอิทธิพลและผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ที่ทําให้มีผู้คน ล้มตายตั้ง ๒,๕๐๐ คน หรือกรณีการใช้อํานาจในการปราบปรามประชาชนใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ทําให้เกิดเหตุการณ์สลดที่เสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะ ที่ตากใบ ผู้บริสุทธิ์ ล้มตายลงเป็นจํานวนมาก นี่ยังไม่ได้นับเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องของการแต่งตั้ง ญาติพี่น้องเข้าไปรับตําแหน่งต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ละครับ ทําให้เกิดการผูกขาดอํานาจรัฐ การใช้ อํานาจที่ไม่เป็นธรรมและทําให้การเมืองเกิดความไม่โปร่งใส ระบบการตรวจสอบอํานาจ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นี่เป็นความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส่วนหนึ่งละครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ตรงนี้พูดกันมาก และผมก็จะขออนุญาตพูดสั้น ๆ ว่าการที่ทําให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งหมดนี้ ทําให้ สมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นอิสระจากพรรคการเมือง เป็นช่องทางให้พรรคการเมืองเข้าไปครอบงํา เข้าไปมีอิทธิพลเหนือสมาชิกวุฒิสภา เพราะอะไรครับ เพราะสมาชิกวุฒิสภาที่จะต้องมาจาก การเลือกตั้งของประชาชนนั้นแม้จะเป็นคนดีมีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ แต่ว่า สู้นักเลือกตั้งไม่ได้ ลงไปสนามจริงสู้นักเลือกตั้งไม่ได้ จะต้องไปพึ่งนักเลือกตั้งครับ จะต้องไปพึ่งหัวคะแนน จะต้องไปพึ่งเครือข่ายโครงข่ายของพรรคการเมือง ของนักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ คนดีคนมีความสามารถธรรมดาผ่านมาได้ครับ แต่ว่า น้อยมาก เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ก็จะต้องไปติดหนี้บุญคุณพรรคการเมือง ไปติดหนี้บุญคุณ นักเลือกตั้ง และนั่นคือที่มาที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นอิสระจากพรรคการเมือง ท่านประธานครับ นี่ผมยังไม่พูดถึงเรื่องคุณสมบัติทั่วไปที่จะต้องอภิปรายกันในมาตราอื่น แต่ผมกราบเรียนว่าการที่วุฒิสมาชิกไม่เป็นอิสระและถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง นั่นแหละครับถึงเป็นบันไดที่จะทําให้พรรคการเมืองเข้าไปครอบงําองค์กรอิสสระและองค์กร ตรวจสอบอื่น ๆ ที่กระผมได้กราบเรียนมาแล้ว ฉะนั้นพอมาถึงการที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คณะกรรมการ คณะกรรมาธิการและสภาร่างรัฐธรรมนูญเขาจึงได้แก้ไขตรงนี้ ที่เคยกําหนดว่าสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงว่า ครึ่งหนึ่งให้มาจากการเลือกตั้ง อีกครึ่งหนึ่งให้มาจากการสรรหา ที่จริงก็ไม่ครึ่งทีเดียวหรอกครับ เอาตัวเลขที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนก่อน เหลือเท่าไรเอาไปลบ ๑๕๐ ก็เป็นจํานวนของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ผมเห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่ให้มีวุฒิสมาชิกเพียง ๑๕๐ คน และมาจากการเลือกตั้ง ๗๖-๗๗ คน มาจากการสรรหา ๗๓ หรือ ๗๔ คนนั้นเหมาะสมอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว และผมเห็นว่าองค์ประกอบของวุฒิสภา ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ทําหน้าที่ใกล้เคียงหรือสมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมชอบใจมากเป็นพิเศษก็คือว่า ไม่ได้ผูกขาดอ้างว่าจะต้องยึดโยงกับประชาชนเท่านั้น ยอมให้ประชาชนได้เลือกส่วนหนึ่ง แล้วก็ไปมีกระบวนการสรรหา คัดเลือกคนดีมีความรู้ มีประสบการณ์ที่มีใจเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ผูกพันทางการเมือง ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ว่าจะต้องเป็นนักการเมืองอาชีพไปอีกประเภทหนึ่ง แล้วเขาก็ได้ทําหน้าที่ของเขา อย่างสมบูรณ์ ผมไม่ต้องการยกตัวอย่างคนอื่นหรอกครับ เพราะว่าไม่ต้องการที่จะไปเอาใจ ท่านวุฒิสมาชิก แต่ผมได้ฟังท่านวุฒิสมาชิกอภิปรายเรื่องนี้ใน ๒-๓ วันที่ผ่านมาในการ พิจารณานี่ ผมได้เห็นและผมซาบซึ้งถึงคุณค่าของความเป็นมืออาชีพ ของความเป็นผู้มี ประสบการณ์ ถึงความเป็นผู้ที่ไม่ผูกยึดกับผลประโยชน์ทางการเมืองและท่านวุฒิสมาชิกเหล่านั้น ก็ได้แสดงความคิดความเห็นให้บันทึกเอาไว้ในสภาแห่งนี้อย่างน่าชื่นชม ที่ผมต้องขออนุญาต ยกเป็นพิเศษวันนี้ก็คือว่าท่านวุฒิสมาชิก มณเฑียร บุญตัน ซึ่งถ้าเป็นระบบการเลือกตั้ง ตามปกติ ท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน คงไม่มีโอกาสมานั่งเป็นวุฒิสมาชิก แต่ว่า เพราะกระบวนการสรรหาที่เปิดโอกาสให้แม้กระทั่งการรับคัดเลือกบุคคลจากกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส ท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน ท่านตาบอด ถ้าให้ไปหาเสียงเลือกตั้งแข่งกับ ส.ว. อื่น ไม่มีทางลงได้ครับ ยากที่จะสู้กับเขาได้ แต่ว่าเพราะมาตามกระบวนการสรรหา กลุ่มผู้ด้อยโอกาสจึงได้มีโอกาสส่งตัวแทนเข้ามานั่งอยู่ในวุฒิสภา อย่างท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านประธานครับ ผมเรียนกับท่านประธานเพราะว่าท่านประธานก็เป็นประธานวุฒิสภา ถ้าท่านประธานฟังคําอภิปรายของคุณมณเฑียร บุญตัน ในวันนั้นผมรู้สึกว่าคนตาดี ควรจะต้องอับอายที่คนตาบอดได้ชี้ทางสว่างให้ แล้วคนตาดีมองไม่เห็น นี่ผมจะต้อง ขออนุญาตกราบเรียนไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่คณะกรรมาธิการได้ไปแปรญัตติ ได้ไปกําหนดเอาไว้ว่าต่อไปนี้วุฒิสภาจะต้องเป็นสภา ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้ง ๒๐๐ คน เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วย นอกจาก เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาที่จะไปแต่งตั้งบุคลากรในองค์กรต่าง ๆ ไปถอดถอนคนที่มีความสําคัญต่าง ๆ แล้ว ผมเห็นประสบการณ์จริงในชีวิตทางการเมืองของผม ผมเห็นเลยครับว่าในยุคที่องค์กรอิสสระเหล่านั้นถูกแทรกแซงมันเกิดความชั่วร้ายขึ้น ในบ้านเมืองจริง ๆ คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ท่านสุเทพครับ มีผู้ประท้วงท่านครับ เชิญท่านปวีณครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อวานนี้ตกลงกันว่าจะต้องพูด ให้ตรงประเด็น เฉพาะถ้อยคําที่แปรญัตติเท่านั้น ผมนั่งฟังท่านบรรยายถึงอํานาจหน้าที่ ขององค์กรอิสระ ไม่ต้องบรรยายขนาดนั้นครับ เราพอรู้กันทุกคน ผมต้องการให้ตรงประเด็น เพราะเวลาขณะนี้ท่านใช้ไปเกือบ ๔๐ นาที แล้วที่เหลือท่านจะใช้อีกกี่ชั่วโมง ประเด็นของท่าน ไม่ได้แตกต่างกับผู้ที่เคยอภิปรายมาเลยนะครับ เพียงแต่ท่านมีข้อปลีกย่อย ผมไม่ได้พูดว่า ท่านไม่มีความสามารถ แต่ผมใช้คําว่า ท่านใช้ข้อความประกอบในการอภิปรายมันมากเกินไปครับ เพราะฉะนั้นก็อยากให้ท่านได้ชี้ประเด็น ประธานจะต้องควบคุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้ได้ ใช้เวลาตามสมควรเผื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้อภิปรายบ้าง ซึ่งผมคิดว่าจะขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายในวาระใกล้ ๆ สุดท้าย ขอบคุณมากครับ
ท่านปวีณครับ ผมขอวินิจฉัยก่อน นะครับ และก่อนท่านสุรเชษฐ์นะครับ ผมขอวินิจฉัยของท่านปวีณ ความจริงกลุ่ม ๓๙ คน ที่ผมเรียนท่านสุเทพไว้เมื่อกี้นะครับ อภิปรายไปแล้ว ๑๙ คน ในประเด็นความจริงแล้วก็คือ ประเด็นมาตรา ๑๒ กรรมาธิการมีการแก้ไขเรื่องเขตเลือกตั้ง วิธีการนับคะแนนของ ส.ว. ผมให้เกียรติท่านสุเทพนะครับ ความจริงแล้วท่านจะต้องอภิปราย เพราะเราตกลงกัน เมื่อวานว่าเราจะอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ก็คือประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไข แต่นี่ผม ให้เกียรติท่านนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกรุณา ไม่อย่างนั้นคนก็จะประท้วงอีก ท่านสุรเชษฐ์ ไม่ต้องหรอกครับ เชิญท่านสุเทพต่อครับ
ขอบคุณที่ท่านประธานบอกว่าให้เกียรติผม แต่ว่าไม่จําเป็นครับ ที่ไม่จําเป็นเพราะว่าผมไม่ได้ ทําผิดข้อบังคับ สิ่งที่ผมอภิปรายอยู่ในประเด็น ผมไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ แล้วทําไม ผมจะพูดรายละเอียดไม่ได้ว่าผมมีเหตุผลอย่างไร จะบอกว่าผมพูดซ้ําซากเหมือนกันคนอื่น ประธานกรรมาธิการพูดมา ๓-๔ วันนี้ซ้ําซากทุกวัน ทําไมให้พูด ทําไมจะมาจํากัดสิทธิผม ท่านประธานครับ ไม่ต้องบอกว่าให้เกียรติผม ผมใช้สิทธิของผมในการทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ตามที่ผมได้รับมอบหมายมาจากประชาชน ยั้งผมไม่ได้หรอกครับ แล้วผมก็พยายาม ระมัดระวังที่จะไมพูดจาพาดพิงไปถึงตัวบุคคล ชื่อพรรคการเมืองให้เป็นเหตุที่ต้องประท้วง แต่ถ้าจะประท้วง ต่อไปนี้ผมจะพูดชื่อและพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ทําให้เสียหาย มาแล้วเป็นตัวอย่างเมื่อมีการแทรกแซงองค์กรอิสระในอดีต
ท่านสุเทพท่านอภิปราย ของท่านเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนประท้วงท่านอีก
ประท้วงก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็ยืนฟังได้
เชิญท่านปวีณครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่ได้ประท้วงผู้อภิปราย ผมประท้วงท่านประธานว่าไม่พยายามที่จะควบคุม การประชุม เพราะว่าเวลาที่ท่านให้กับท่านผู้อภิปราย ๔๑ นาทีแล้วครับ ท่านให้ ๑๐ คน ก็ ๔๐๐ นาที กี่ชั่วโมง คือผมอยากจะเรียนว่า
ท่านปวีณครับ ท่านนั่งลงได้แล้ว ผมขอวินิจฉัย
ผมจะเรียนว่า ท่านประธานจะต้องดูแลควบคุมการประชุมครับ ผมไม่มีสิทธิที่จะไปต่อล้อต่อเถียง ไปชี้แจง ไปพูดคุยกับผู้อภิปราย ท่านจะเปิดเผยชื่อใครอย่างไรท่านเปิดเผยไปเลย ผมไม่ได้สนใจ ไม่ได้ให้ราคาครับ พูดไปเลยว่าใครพาดพิงถึงใคร แต่ผมไม่ได้พูดพาดพิงถึงท่าน ผมเรียน ท่านประธานว่าท่านประธานต้องดูเวลาด้วย เราตกลงกันแล้วว่าตามสมควรแต่ละท่าน ขอบคุณมากครับ
อย่างนี้ครับ คือผู้ฟังทางบ้าน หรือผู้ชม ผมกําลังเรียนท่านสุเทพบอกว่าในมาตรา ๑๑๒ ที่กรรมาธิการขอแก้ไขก็คือ เขตเลือกตั้งกับวิธีการนับคะแนน เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้คุณหมอสุกิจบอกให้ผมรักษากติกา ก็คือข้อ ๙๙ ผมก็เรียนท่านว่าผมพยายามรักษากติกา คือท่านอภิปรายได้เฉพาะประเด็น ที่กรรมาธิการแก้ไข นี่คือหลักการที่ถูกต้อง แต่ท่านบอกว่าท่านมีสิทธิที่จะอภิปราย ตรงนี้ก็เป็นประเด็น ไม่อย่างนั้นก็จะมีการประท้วง กันอีก นี่คือสิ่งที่ผมพยายามนะครับ ความจริงแล้วเรื่องนี้ กลุ่ม ๓๙ คนนั้นอภิปราย ความ จริงแล้วผมอยากจะหารือที่ประชุมนะครับ ผมให้เกียรติ ผมบอกว่าอยากเห็นบรรยากาศ ของการประชุมนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น ท่านกรุณาอย่างประท้วงกันเลยครับ ไหน ๆ เราก็ อะลุ่มอล่วยกันมาหลายวันแล้วครับ ก็เชิญกันต่อนะครับ ไม่ต้องประท้วง เชิญท่านสุเทพครับ ท่านไม่ต้องประท้วงผม ถ้าประท้วงผม ผมยึดข้อบังคับแน่นเลยนะครับ ท่านสุเทพท่านต่อเลย ครับ
(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ถ้าอย่างนั้นให้ท่านสุรเชษฐ์ ประท้วงก่อน
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๕ การประท้วงใด ๆ ของเพื่อนสมาชิกนี้ ผมคิดว่าอยู่ในดุลยพินิจของท่านประธาน ถ้าประท้วงไร้สาระ เพียงแต่ว่าเบื่อที่จะฟัง ผมบอกว่าถ้าทุกคนถ้าเบื่อจะฟังเชิญข้างนอกก็ได้ ไม่ต้องฟังอยู่ในห้อง เดี๋ยวเข้ามา
เอาอย่างนี้นะครับ อย่างนี้ เดี๋ยวก็จะมีคนประท้วงกันอีก
ไม่ใช่ ผมประท้วงท่านประธาน เพราะฉะนั้นการประท้วงของผู้ประท้วงนี้มีเหตุผลหรือไม่ ท่านประธานต้องใช้อํานาจพิจารณาดูว่าไร้สาระหรือไม่ ขึ้นมาเพื่อที่จะตัดตอน หรือว่า เพื่อต้องการที่จะทําลายสมาธิของผู้อภิปรายเท่านั้น ผมคิดว่าท่านประธานไม่ควรอนุญาต ให้ซ้ําซากอย่างนี้
ท่านสุรเชษฐ์ครับ คือ ที่เขาประท้วงนี้เขาบอกว่าท่านสุเทพใช้เวลา ๔๐ กว่านาที แล้วก็เป็นประเด็น ความจริงแล้ว ไม่อยู่ในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไข
ท่านประธาน ก็คงคิดว่าคงมีเหตุผล ฟังท่านสุเทพอภิปรายไม่มีสาระหรือ ไม่มีเหตุผลหรือ
ผมก็ตั้งใจฟัง ผมบอกฟังเขา
เพราะฉะนั้น คนประท้วงไม่มีสาระไง ท่านประธานตัดสินได้เลยว่าการประท้วงถ้าไม่มีสาระไม่ต้องให้ ประท้วง
ท่านครับ เขาใช้สิทธิถูกต้อง นะครับ
(นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ไม่ครับ ท่านพุทธิพงษ์ครับ ท่านพุทธิพงษ์ประท้วงเรื่องอะไรครับ เดี๋ยวผมจะให้เขาประท้วง ประท้วงอะไรครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน นานพอสมควรครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ท่านประธานพยายามที่จะวินิจฉัยว่า ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้แปรญัตติของท่านไว้ ท่านพยายามจะพูดว่า ท่านสุเทพได้พูดอยู่ในการแปรญัตติของท่านสุเทพ มาตรา ๑๑๒ ผมอยากให้ท่านประธานช่วยกรุณากลับไปดูครับ ผมเห็นท่านสุเทพได้แปรญัตติไว้ใน มาตรา ๑๑๑ ด้วย ซึ่งก็เป็นเหตุที่ท่านพยายามจะอธิบายถึงที่มา แล้วก็แนวทาง ของวุฒิสมาชิกว่ามีความสําคัญอย่างไรในแต่ละเรื่อง แต่เมื่อสักครู่ถ้าท่านประธานจําได้ ท่านวินิจฉัยเมื่อสักครู่นี้เองครับ ท่านพยายามยืนยันว่าให้อยู่ในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งท่านดูครับ อยู่ที่หน้า ๒๑ ต่อหน้า ๒๒ ครับ ท่านได้แปรญัตติไว้ทั้ง ๒ มาตรานะครับ ทั้งมาตรา ๑๑๑ แล้วก็มาตรา ๑๑๒ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยไว้เมื่อสักครู่ตามที่ ท่านผู้ประท้วงได้ประท้วง มันไม่ใช่ครับ ถ้าท่านจําได้เมื่อสักครู่ผมตั้งใจฟังท่านนะครับ หน้า ๒๑ ต่อหน้า ๒๒ ครับ ทั้ง ๒ มาตรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านประธานวินิจฉัยผมคิดว่า อาจจะไม่ถูกต้อง แล้วก็ขอฝากไปถึงท่านประท้วงให้ช่วยดูให้ชัดเจนด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านปวีณครับ เดี๋ยวผม วินิจฉัยก่อนนะครับ พอดีท่านพุทธิพงษ์ก็คือประท้วงถูกต้องครับ เพราะว่าในหน้า ๒๑ มีท่านสุเทพขอแปรญัตติมาตรา ๑๑๑ ด้วย แล้วก็มาตรา ๑๑๒ ด้วย ก็คือถ้าท่านจะพูดก็คือ พูดได้เฉพาะเรื่องเขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นไม่ต้องหรอกครับ ท่านสุเทพพูดต่อเลยครับ เชิญครับ ท่านปวีณครับ ท่านพาดพิงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง ครับ เมื่อสักครู่ได้มีเพื่อนสมาชิกได้มาประท้วงผมว่าประท้วง ไร้สาระ แล้วประท้วงเพื่อขัดจังหวะ ผมเรียนตรง ๆ ว่าท่านผู้อภิปราย ท่านสุเทพ ขออภัย ที่ต้องเอ่ยนาม การอภิปรายของท่านไม่มีติดขัดหรอกครับ ผมไม่ได้ประท้วงท่านว่า ท่านพูดจาวกวนอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่บอกท่านประธานว่าไหนที่ได้ตกลงกันไว้ว่าจะได้ กําหนดเวลาให้มีท่านผู้อภิปรายใช้เวลาตามสมควร ท่านจะตามสมควรกี่นาที ผมก็แค่นั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ผมเคารพสิทธิคนอื่น เพราะผมมีความเป็นลูกผู้ชายพอ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ละครับ
เข้าใจแล้วครับ ท่านสุเทพว่าต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ ขณะนี้ผมกําลังอภิปรายตามสิทธิของผมซึ่งได้แปรญัตติ มาตรา ๓ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๑ คือเรื่องจํานวนของวุฒิสภาและที่มาของวุฒิสภา ผมยังไม่ได้พูดถึงมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ ซึ่งผมจะพูด แต่ว่า เป็นสิทธิของผมที่จะพูดในเรื่องมาตรา ๑๑๑ ผมได้ทวนให้ท่านประธานฟังแล้วว่า มาตรา ๑๑๑ นี้ เดิมมีสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ๑๕๐ คน ร่างนี้ที่ผ่านกรรมาธิการนี้บอกว่าให้มี ๒๐๐ คน และ ๒๐๐ คนนั้นให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งผมไม่เห็นด้วย แล้วผมก็ได้ชี้ว่า เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าวุฒิสภามีบทบาทมีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย และต่อระบบการปกครองของบ้านเมืองไทย เพราะวุฒิสภาเป็นผู้แต่งตั้งบุคลากรในองค์กร ตรวจสอบและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่พูดทุกองค์กรก็บุญถมไปแล้ว นี่ผม ยกเฉพาะองค์กรสําคัญ ๆ เอามาชี้ให้ท่านประธานดู และที่ผมต้องเน้นเรื่องคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ก็เพราะว่าการเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสําคัญของกระบวนการประชาธิปไตย ถ้าการเลือกตั้งมันไม่สุจริต ถ้าการเลือกตั้งมันไม่เที่ยงธรรม มันก็จะทําให้ระบบการปกครอง ของเรา ระบบรัฐสภานี่บิดเบือนไปหมด เบี่ยงเบนไปหมด ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ ของประชาชน ผมก็ขอยกตัวอย่างกับท่านประธานว่า ในช่วงที่หลังจากมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เพราะวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จึงทําให้เกิดเหตุ เสียหายกับบ้านเมือง กล่าวคือ มันเป็นช่องทางให้พรรคการเมือง ให้นักการเมืองเข้าไป แทรกแซงองค์กรอิสระ แล้วที่แทรกแซงจนมีหลักฐานชัดเจนแล้ว ก็คือการเข้าไปแทรกแซง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเรียนกับท่านประธานเลยครับ ผมมีประสบการณ์ตรง ผมเห็น ของจริง เพราะเรื่องนี้เกิดกับผม ได้มีพรรคการเมืองคือพรรคไทยรักไทย ได้กระทําการทุจริต การเลือกตั้ง แล้วผมไปร้องเรียนต่อ กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ การเลือกตั้งไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตรงไปตรงมา แต่กลับไปเข้าด้วยช่วยเหลือพรรคไทยรักไทย ผมจึงได้นําเรื่องนี้ไปฟ้องศาล แล้วศาลก็ได้มีคําพิพากษา เมื่อวันที่ ๑๕ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ลงโทษจําคุกคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓ คน คนละ ๒ ปี แล้วให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกําหนด ๑๐ ปี เพราะไปเข้าด้วยช่วยเหลือพรรคไทยรักไทย คนที่ถูกลงโทษจําคุกทั้ง ๓ คนนี้ ก็ไปอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เขาบอกว่าอย่างไรครับ ศาลอุทธรณ์บอกว่า คนที่จะ เป็นกรรมการการเลือกตั้งได้ต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๓๑ ต้องผ่านกระบวนการสรรหาและการเลือก จากสมาชิกวุฒิสภา โดยจะต้องเลือกจากผู้ที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้วุฒิสภาถวายคําแนะนําให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ตามมาตรา ๑๓๖ แห่งรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการเป็นกรรมการการเลือกตั้งเป็นบุคคล ที่เข้าไปมีบทบาทภาระหน้าที่ในการจรรโลงให้การดําเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีการต่อสู้ ทางการเมือง ให้ดําเนินไปโดยบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม จําเลยได้รับการเลือกสรรจากคณะกรรมการสรรหา กรรมการการเลือกตั้งและจากที่ประชุมใหญ่ ของศาลฎีกา ตลอดจนได้รับเลือกจากวุฒิสภาจนกระทั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แทนที่จําเลยจะใช้ประสบการณ์ของตนดํารงไว้ซึ่งความเป็นกลาง จัดการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความแตกแยกจนเป็นวิกฤติของชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นกลาง เป็นธรรม โปร่งใส บริสุทธิ์ อันจะนําไปสู่ความสมานฉันท์ สร้างสันติสุขให้แก่ประเทศชาติสมตามเจตนารมณ์ของการเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่จําเลยหาได้สํานึกในหน้าที่ไม่ จนได้กระทําความผิดนี้ขึ้นจึงไม่เป็นเหตุที่ศาลอุทธรณ์ จะเปลี่ยนแปลงดุลยพินิจของศาลชั้นต้น คําอุทธรณ์ของจําเลยฟังไม่ขึ้น นี่เป็นคําพิพากษา ของศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ในระบบการปกครองของเรานี้หลังจากที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้มีการใช้อํานาจ เกินขอบเขตที่กฎหมายกําหนดเอาไว้ ได้มีการแทรกแซงองค์กรอิสระจริงตามตัวอย่างที่ผม ยกมาให้เห็นและยังมีอีก ผมยกแค่นี้ และคนที่จะเป็นเครื่องมือ เป็นกลไกให้คนที่กระหายอํานาจ ในทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระเหล่านั้นได้ก็คือการใช้วุฒิสภาเป็นสะพาน ผมจึงมี ความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เหตุการณ์นี้จะหมุนกลับไปเป็นอย่างสมัยที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คือให้มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกโดยตรงอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอมา ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเห็นบ้านเมืองกลับไปสู่กลียุคเกิดวิกฤติอย่างนั้นอีก เพราะฉะนั้น วันนี้ผมถือว่าเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องต่อสู้ ที่จะต้องแสดงเหตุผล ที่จะต้องยับยั้ง ตามกระบวนการทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกต่อไป ไม่ให้มีการแทรกแซงองค์กรอิสระอีก ไม่ให้พรรคการเมืองเข้ามาคิดอ่านรวบอํานาจโดยอาศัย ช่องว่างของกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราที่ว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก ซึ่งมันจะเป็นข้อเสียหาย อย่างยิ่งต่อบ้านเมืองในอนาคต ผมถึงกราบเรียนกับท่านประธานครับ ถ้าใจจริงของผมแล้ว ผมไม่ต้องการเห็นวุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ใช่ว่า ผมไม่เป็นประชาธิปไตย ผมเป็นนักการเมืองมาจากการเลือกตั้งมาแล้ว ๓๔ ปี ผมเคารพ กฎเกณฑ์กติกาของประชาธิปไตย แต่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าหน้าที่ของวุฒิสมาชิกแตกต่าง จากหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในสาระสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าจะให้วุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงแบบพวกผม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จําเป็นต้องมีวุฒิสภา ก็เอาสภาผู้แทนราษฎร นี่ละครับ ไม่ต้องไปอ้างว่าไม่ยึดโยงกับประชาชน ยึดโยงอยู่แล้ว เลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนอยู่แล้ว ต่อไปนี้ก็ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แต่งตั้ง กกต. เป็นผู้แต่งตั้ง ป.ป.ช. เป็นผู้แต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าขืนทําได้อย่างนั้นบ้านเมืองก็เสียหายยับเยินครับ เพราะว่า พรรคการเมืองที่คุมเสียงข้างมากก็จะไปคุม กกต. ก็จะไปคุมคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็จะไปคุมศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ทําให้ การเมืองเสียงข้างมากสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกมาตราเพื่อที่จะรวบอํานาจไว้ในมือ ของกลุ่มคนเพียงคนเดียว พรรคเดียว แล้วก็ปกครองกดหัวคนไทยทั้งประเทศ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ก็จะทุจริตการเลือกตั้งกันอย่างขนานใหญ่ไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะว่าทุจริตไปก็จะมี กกต. คอยช่วย
ท่านสุเทพครับ มีผู้ประท้วงครับ เอาท่านวรชัยก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๙๙ ครับ อภิปรายนอกประเด็น อภิปรายวาระที่หนึ่งครับ ท่านประธาน แล้วก็ข้อ ๔๓ เสียดสี ใส่ร้าย มันผิดหลักการที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมก็วินิจฉัยหลายครั้งแล้ว นะครับว่าท่านผู้แปรญัตตินั้นต้องถือปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ท่านแปรญัตติว่าอย่างไร ท่านก็แสดงเหตุผลในสิ่งที่แปรญัตติ ถ้ากรรมาธิการมีการแก้ไขอย่างไรก็ขอให้ท่านอภิปราย ในประเด็นที่ประธานกรรมาธิการแก้ไข นี่ผมบอกหลายครั้งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ขอความเห็นจากท่านสุเทพนะครับ เพราะขณะนี้มีนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ได้มาเยี่ยมชมนะครับ ซึ่งขณะนี้เยาวชนได้มาเยี่ยมชมอยู่ เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือนะครับในการปฏิบัติตาม ข้อบังคับการประชุมครับ
(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านปรีชาพลมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธานปล่อยปละละเลยนะครับ จริง ๆ แล้วผมนั่งฟังท่านผู้อาวุโสมาตั้งแต่เริ่มต้น แล้วก็เห็นว่ามีข้อมูลที่น่ารับฟัง เพียงแต่ว่า เมื่ออภิปรายไปนาน ๆ เข้าท่านประธานครับ มีการพูดวกไปวนมา เวียนไปวนมา แล้วก็เสียดสี ซึ่งท่านประธานเป็นประธานในที่ประชุมท่านประธานต้องควบคุมนะครับ เพราะเมื่อวานนี้ เราก็มีการพูดคุยกันระหว่างวิป ๓ ฝ่าย ให้ช่วยกันควบคุม ให้ท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับ อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผิดอยู่ที่ท่านประธานขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
ผมวินิจฉัยครับ ผมก็เตือนท่าน หลายครั้งนะครับ ท่านสุเทพครับ ข้อ ๙๙ นะครับ ท่านได้กรุณานะครับเอาเฉพาะประเด็นของท่าน ที่ขอแปรญัตติเพราะท่านบอกมาจากเลือกตั้ง จะเลือกตั้งโดยตรง เลือกตั้งทางอ้อม จากหมวดวิชาชีพหรือว่าเรื่องของถ้าจะก้าวไปถึงมาตรา ๑๑๒ ก็เรื่องของที่กรรมาธิการ แก้ไขนะครับ ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เชิญท่านสุเทพว่าต่อครับ พยายามนะครับ
ท่านประธานครับ ผมอยู่ในประเด็น ประเด็นของผมก็คือว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ได้มีการแก้ไขมาตรา ๓ โดยเฉพาะ มาตรา ๑๑๑ ที่ให้สมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ผมไม่เห็นด้วย ที่จริงผมควรจะแปรญัตติให้มาจากการเลือกตั้งโดยผู้มีอาชีพ สาขาอาชีพต่าง ๆ ทั้งหมด แต่ผมไม่ต้องการให้ผมถูกตัดสิทธิว่าผมแปรญัตติผิดกับหลักการ ผมจึงได้ แปรญัตติมาว่าครึ่งหนึ่งให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ของสมาชิกองค์กรอาชีพและวิชาชีพต่าง ๆ เมื่อผมพูดอย่างนี้ เมื่อผมไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการอย่างนี้ กรรมาธิการก็จ๋อย จ๋อย จ๋อย พูดมาทุกวันว่าดีอย่างนั้น วิเศษอย่างนี้ ผมก็มีสิทธิที่จะอภิปรายว่าเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ผมจึงไม่ได้อยู่นอกประเด็น ผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานครับว่าการที่วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทําให้ วุฒิสมาชิกถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง ถูกครอบงําโดยนักเลือกตั้ง การติดหนี้บุญคุณ พรรคการเมืองและนักเลือกตั้งอาชีพทั้งหลายทําให้วุฒิสมาชิกต้องกลายเป็นสภาทาส แล้วทําตามคําสั่งของผู้บงการแล้วทําให้เกิดความเสียหายกับชาติบ้านเมือง ผมประสบ ด้วยตัวเองมาแล้วว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งคือพรรคไทยรักไทยได้กระทําการทุจริตฉ้อโกง การเลือกตั้ง แล้วผมไปร้องเรียนกับกรรมการการเลือกตั้ง แต่กรรมการการเลือกตั้ง ก็ถูกครอบงําโดยพรรคไทยรักไทยจึงไปเข้าด้วยช่วยเหลือพรรคไทยรักไทย แล้วผมก็ไปต่อสู้ต่อ เอาเรื่องนี้ไปฟ้องศาล แล้วในที่สุดศาลก็พิพากษาลงโทษคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงโทษ จําคุก ๒ ปี ตัดสิทธิ ๑๐ ปี กรรมการเลือกตั้งไปอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ยืนว่าลงโทษจําคุก ๒ ปี ตัดสิทธิ ๑๐ ปีเหมือนเดิม แล้วพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบพรรคไป มันมีของที่เกิดขึ้นจริง แล้วคําวินิจฉัยของศาลนี่ชัดเจนครับ เห็นเลยว่าพรรคการเมืองนั้นต้องการอํานาจในการปกครองประเทศโดยไม่ได้คํานึงถึงวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมือง เพราะพรรคการเมืองอย่างพรรคไทยรักไทยนั้นทําให้การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไปนั้นเป็นเพียงแบบพิธีที่จะนําไปสู่ การผูกขาดอํานาจทางการเมืองเท่านั้น ไม่ให้ความสําคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้ง ของประชาชนอันเป็นรากฐานสําคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพยําเกรง ต่อกฎหมายบ้านเมือง
ท่านสุเทพหยุดก่อน ท่านสุเทพครับ มีผู้ประท้วง ๒ ท่านแล้วครับ เชิญท่านวิชาญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้กําลังอภิปราย คือในกรณีที่ท่านยกตัวอย่างว่ามีการฟ้องร้อง พรรคไทยรักไทย แล้วกล่าวถึงศาลว่ามีคําพิพากษาในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ผมขออนุญาตครับ ว่าในกรณีนี้ท่านควรจะอ่านให้หมดครับว่าศาลฎีกามีคําพิพากษาอย่างไรนะครับ เพราะว่า ในส่วนนี้ท่านอ่านอยู่ ๒ ส่วน แต่ผมทราบมาว่าในส่วนของศาลฎีกาได้มีคําพิพากษาให้ยก ในเรื่องดังกล่าวครับ ขออนุญาตครับท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นมันไม่ชัดเจนครับ
ไม่เป็นไรครับ อนุญาต ให้เขาว่าก่อนครับ ท่านสุเทพ เชิญครับ
ก่อนที่ ท่านประธานจะพลาดไปกับข้อมูลที่คุณวิชาญนําเสนอต่อสภา ผมกลัวท่านประธานจะพลอย วินิจฉัยผิด ที่คุณวิชาญยกคําพิพากษาศาลฎีกามานั้น เป็นกรณีที่คุณถาวร เสนเนียม ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็เป็นไปอย่างที่คุณวิชาญว่า แต่กรณีของผมนี่ ผมเป็นโจทก์ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขณะนี้ยังไม่มีผลคําวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่ล่าสุด ก็คือคําวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ วันที่ ๒๒ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ผมกลัวว่าคุณวิชาญ จะพลาดมากไปกว่านี้ แล้วท่านประธานจะพลอยพลาดไปด้วย ท่านประธานครับ ผมไม่ตั้งใจ ที่จะไปเอาเรื่องเก่ามาทะเลาะกัน ผมบริสุทธิ์ใจและจริงใจ เพียงแต่จะชี้ให้ท่านประธาน เห็นว่าในอดีตนั้น
เดี๋ยวครับ ท่านวิชาญ ก่อนครับ
ท่านประธานครับ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณครับท่านเพื่อนสมาชิก ท่านสุเทพครับ ด้วยความเคารพที่ช่วยกรุณาบอก ผมเข้าใจครับว่ากรณีของท่านถาวรไปร้อง แล้วก็มีการยกคําร้องแต่เป็นกรณีเดียวกัน แต่ขณะนี้กําลังรอในช่วงของศาลฎีกา ฉะนั้น ที่ท่านอ่านมานี่นั่นหมายถึงว่าท่านตีความคลุมลงไป ผมไม่ได้ว่าครับ แต่การบันทึกผมขอให้ บันทึกไว้เป็นรายละเอียดซึ่งเมื่อกี้ท่านสุเทพได้มีการพูดไปแล้ว ก็ขอบันทึกไว้เพียงเท่านี้ครับ
ทําไมผมจะควบคุมไม่ได้ครับ ท่านสุรเชษฐ์ ได้ครับ ท่านประท้วงผม ท่านสุรเชษฐ์ท่านว่าอย่างไรครับ ว่ามาเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ เหมือนเดิม ถ้าท่านประธานควบคุมอย่างนี้ แน่นอนจะมีผู้ประท้วงอยู่เรื่อย ๆ คุณวิชาญไม่ได้ยกมือเพียงแต่ลุกขึ้นมาทําท่าจะประท้วง ท่านประธานอนุญาตให้แล้ว แต่คนที่ยกมือท่านไม่อนุญาต แล้วท่านประธานสิฟังว่า คุณวิชาญประท้วงข้อหาอะไร ผิดข้อบังคับข้อไหน เพียงแต่จะขึ้นมาชี้แจง ท่านประธานก็ให้ โอกาสไปแล้ว อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าท่านประธานทําหน้าที่ควบคุมอย่างนี้ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์หรอกครับ
ท่านจะให้ผมเข้มงวด เลยไหม
แน่นอนครับ ท่านมีอํานาจ ถ้าหากประท้วงไร้สาระ
ท่านสุรเชษฐ์ เดี๋ยวผมจะใช้ ข้อ ๔๔ ด้วยนะครับ
ก็สุดแล้วแต่ ท่านประธานใช้อํานาจไปสิ
คืออย่างนี้ คือผมพยายาม อะลุ่มอล่วยแล้วครับ เมื่อเขากล่าวหา
อย่าอะลุ่มอล่วย ถ้าหากว่านี่ล่ะสภามันถึงได้
เอาอย่างนี้ไหม ที่วุ่นวาย เพราะอะไรครับ
ก็เพราะท่านประธานไม่ใช้ข้อบังคับอย่างเด็ดขาด
ได้ครับ ถ้าผมใช้ข้อบังคับ โดยเด็ดขาด ถ้าท่านอภิปรายนะ ผมเตือนท่านสุเทพหลายครั้งแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นผมใช้ ข้อ ๔๔ นะครับ ผมจะให้ท่านยุติการอภิปรายนะครับ
เชิญเลยครับท่านประธาน
นี่ครับเพราะท่านสุรเชษฐ์ เป็นคนที่บอกให้ผมเข้มงวด
ท่าน ประธานเชิญใช้ข้อบังคับข้อที่ว่าเลยครับไม่ต้องขู่ผม ท่านประธานไม่ต้องขู่ผม เชิญเลยครับ
ไม่ได้ขู่ครับ
ถ้าไม่ขู่ ก็ต้องเชิญเลยสิครับ ผมจะได้รู้ไปว่าท่านประธานก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกครอบงําเหมือนกัน เอาสิ ใช้เลยสิครับท่านประธาน ใช้สิครับ ลูกผู้ชายต้องใช้ครับ จะได้รู้กันเลยว่าถูกครอบงํา หรือเปล่าครับ แล้วบอกกับสังคมด้วยว่าผมทําผิดตรงไหน
ท่านสุรเชษฐ์พยายาม บอกให้ผมใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ผมต้องใช้เหมือนกันทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ท่านกรุณารักษา มารยาทหน่อยครับ ท่านสุเทพครับท่านอภิปรายต่อนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากให้บรรยากาศเสียหาย แต่ว่าผมต้องการให้ทุกอย่าง เป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกา ไม่มีการใช้อํานาจมาข่มขู่กัน ผมเป็นผู้แทนราษฎรของประชาชน ผมมีหน้าที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ผมเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่จะทําให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอย่างรุนแรงในอนาคต เหมือนที่เกิด ความเสียหายรุนแรงขึ้นมาแล้วในอดีต ผมไม่ต้องการให้วัฏจักรอันชั่วร้ายทางการเมือง ที่นักการเมืองคนเดียวพรรคเดียวเข้าไปครอบงําทุกอย่างในประเทศไทยนี้จนเกิดวิกฤตการณ์ ในบ้านเมืองอย่างรุนแรงผมจึงยืนยันและจะยืนหยัดคัดค้านบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๑ นี้ ต่อไปครับ ท่านประธานครับ
ท่านวรชัย ท่านจะประท้วง อะไร เอาอย่างนี้ครับให้เขาอภิปรายไปเถอะครับ ท่านสุเทพเชิญต่อครับ จบแล้วนะครับ จบแล้วนะ
ผม ไม่ต้องการต่อแล้วครับ
ไม่ใช่ ผมอยากให้ท่าน อภิปรายมาตรา ๑๑๒ โอเค ท่านสละสิทธิมาตรา ๑๑๒ นะครับ
ผมไม่ได้ สละสิทธิครับ นี่ผมอภิปรายมาตรา ๑๑๑ แล้วผมก็จะอภิปรายมาตราต่อไปเมื่อถึงเวลาครับ
ไม่ คืออย่างนี้ครับ
ท่านประธานบังคับผมไม่ได้ครับ ตอนนี้พิจารณามาตรา ๑๑๑
ได้ครับ เชิญท่าน กรรมาธิการชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ จริง ๆ แล้วก็ไม่ประสงค์จะชี้แจงซ้ําซาก แต่เนื่องจากว่าถูกพาดพิงว่า ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการที่ชี้แจงซ้ําซากก็อยากจะ กราบเรียนครับว่าที่จําเป็นต้องชี้แจงเป็นระยะ ๆ ก็ไม่ได้ซ้ําซาก ก็เนื่องจากว่าการอภิปราย วันนี้ก็รู้สึกจะวนเวียนซ้ําซากกันไปอยู่ตลอดครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมอยากจะ ยกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมาให้เพื่อนสมาชิกได้พิจารณาก่อนที่จะชี้แจง ประเด็นต่าง ๆ นะครับ ในคําปรารภของรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านดูหน้า ๑๐ จะเขียนบอกว่า อันนี้เอาแบบคัดย่อมานะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดทําใหม่นี้มีสาระสําคัญ ผมตัดต่อไปที่ เกี่ยวข้องนะครับ เป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาท และมีส่วนร่วมในการปกครองและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรมนะครับ เจตนาคืออยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมและให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ผมก็กราบเรียนนะครับว่าวุฒิสภาซึ่งเรากําลังจะออกแบบให้มาจากการเลือกตั้ง ตามร่าง รัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขอยู่นี่นะครับ จะมาใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่ใช่ไปใช้ อํานาจตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เลิกไปแล้วนะครับ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ได้บัญญัติอํานาจหน้าที่ซึ่งท่านผู้อภิปราย ท่านสมาชิกอาวุโสท่านก็ได้ บรรยายอย่างละเอียดแล้ว สิ่งที่ผมเกรงว่าพี่น้องประชาชนก็ดี ผู้ฟังก็ดีท่านก็จะเข้าใจผิดว่า วุฒิสภาสามารถจะเข้าไปครอบงํา ไปสั่งการ ไปชี้นําองค์กรต่าง ๆ ที่สําคัญซึ่งเป็นองค์กร ตรวจสอบได้ ผมย้ํา จะว่าผมวนเวียนซ้ําซากก็จําเป็นนะครับว่าจริง ๆ แล้ววุฒิสมาชิก หรือวุฒิสภาที่เลือกตั้งเข้ามาเป็นเพียงผู้ให้ความเห็นชอบในบุคคล ในบุคลากรที่จะเข้าไป ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่มีการสรรหารายชื่อของผู้ที่ มีคุณสมบัติและนํามาให้พิจารณาเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ผมยกตัวอย่างแค่ ๒ องค์กรครับ ขอย้ํา เช่นที่ท่านพูดว่า ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีบทบาทสําคัญในการดูแลเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลก็ได้แสดงบทบาทมาอย่างเต็มที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีอยู่ ๙ คน ประธาน ๑ คน และตุลาการอีก ๘ คน ๙ คนมาจากไหนครับ ท่านประธานครับ ก็มาจากการที่ให้มีองค์กรสรรหา ๓ คนแรกจะมาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่ง ไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่เสนอชื่อมา ๓ คน อีก ๒ คน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกในที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุดส่งมาอีก ๒ คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ๒ คน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสังคมศาสตร์ อีก ๒ คน ๔ คนหลังนี้ก็มาจากกระบวนการสรรหาของใครครับ ๔ คนหลังนี้ ของประธานศาลฎีกา ของประธานศาลปกครองสูงสุด ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ของผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ของประธานองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญให้เลือกกันมา อีก ๑ คน ก็สรรหามาอีก นิติศาสตร์ ๒ คน รัฐศาสตร์ ๒ คน เป็น ๔ คน บวกกันเป็น ๙ คน เช่นเดียวกันครับ ป.ป.ช. ๙ คนก็มาแบบนี้ ฉะนั้นถามว่าผู้เป็นวุฒิสมาชิกไม่สามารถจะไปชี้ เอาใครก็ได้นะครับ ก็จะชี้เอาเฉพาะที่เขาเสนอชื่อมาแล้ว และผมยังย้ําและขีดเส้นใต้ หลายเส้นนะครับว่า ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบตามรายชื่อที่เขาเสนอมาตีกลับไป ถ้าองค์การสรรหา ประชุมยืนยันด้วยมติเป็นเอกฉันท์ก็ต้องนําขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ ผมเรียนให้ทราบ ตามกฎหมายนะครับ ผมไม่ได้ไปพาดพิงถึงใคร กําลังอธิบายให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ กฎหมายเท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ
ท่านประเสริฐครับ ให้เขา ชี้แจงก่อนครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ การปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานผมไม่อยากใช้คําว่า ๒ มาตรฐาน แต่ท่านประธาน บางที ทางนี้ยังไม่ได้พูดซ้ําเลยทางซีกของพวกผมอภิปราย ท่านก็มีคนประท้วงว่าพูดซ้ํา ท่านประธานก็วินิจฉัยตามที่เขาบอกว่าพูดซ้ํา ท่านประธานกรรมาธิการพูดซ้ําอย่างนี้หลายรอบ เมื่อสักครู่ผมอภิปรายบังเอิญว่าท่านสมศักดิ์ แล้วก็ท่านเข้ามาคั่นผมก็เลยไม่อยากประท้วง ท่านยังบอกว่าท่านก็ชี้แจงอย่างนี้มีอยู่ ๗ คน แล้วก็สุดท้ายท่านก็บอกว่าไม่เชื่อประชาชน ไปเชื่อ ๗ คน ใครบอกว่าไม่เชื่อประชาชนครับ มีคนไหนในซีกพวกผมที่บอกว่าไม่เชื่อ ประชาชน มีไหมครับ ไม่มี ท่านประธานใส่ร้าย ใส่ร้าย ใส่ร้าย แล้วประธานก็ไม่ห้าม พวกผม ไม่ได้ไม่เชื่อประชาชน พวกผมเชื่อประชาชน แต่เมื่อประชาชนเลือกมาแล้วพวกท่าน ไปครอบงําเขา พวกผมถึงไม่เห็นด้วยอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นชี้แจงอย่าบิดเบือนครับ
เดี๋ยวครับท่านเกียรติ์อุดม ให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนครับนะครับ เดี๋ยวครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ
พาดพิงประธาน กรรมาธิการ เดี๋ยวประธานกรรมาธิการขออนุญาตชี้แจงหน่อย ก็ไม่มีปัญหาเลยนะครับ กระผมกราบเรียนว่าผมก็ชี้แจงตามหลักกฎหมาย ชี้แจงตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพื่อทําความเข้าใจให้เห็นและผมไม่ได้บอกนะครับว่าท่านทั้งหลายไปดูถูกประชาชน ผมเพียงแต่บอกว่าในระบอบประชาธิปไตยนี่ ประชาชนคือหัวใจสําคัญ ประชาชนคือเจ้าของ อํานาจอธิปไตย ถ้าเราไม่ไว้ใจประชาชนแล้ว เราจะไปไว้ใจใคร จะไปไว้ใจคนอื่นที่จะแต่งตั้ง แทนเราหรือ ก็มอบอํานาจให้ประชาชนเขาไป ก็เท่านั้นเองครับ ไม่ได้ไปว่าใครครับ ท่านประธานครับ
เดี๋ยว ท่านประเสริฐครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วง ผู้อภิปราย คือท่านประเสริฐนะครับ บอกว่าพวกท่านครอบงํา อย่างนี้นะครับ แล้วก็พูดให้ร้าย วาจาไม่สุภาพ ข้อ ๔๓ นะครับ ใช้วาจาแดกดัน แล้วก็ทําท่าขู่ประธาน ชี้หน้าประธานนะครับ แล้วก็บอกว่าพวกท่านครอบงํา พวกท่านก็คือพวกผมแหละครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพช่วยวินิจฉัยนะครับ คืออันนี้นะครับท่านประธานครับ การพูดจา ในรัฐสภาต้องให้เกียรติรัฐสภา เพราะอันนี้คือสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่สภานักเลงนะครับ ท่านประธาน ผมเห็นว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ให้เกียรติท่านประธาน ไม่ทําตามข้อบังคับ ผิดทุกข้อบังคับนะครับท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยนะครับ
พอ ๆ เชิญครับ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากท่านเกียรติ์อุดมครับ ประธานทนได้ครับ ไม่เป็นไรครับ ท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานครับ ก่อนอื่นนะครับท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ครับ ส.ส. ยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขออนุญาตตําหนิ ท่านประธานอีกแล้วครับ เขาบอกว่าสภานักเลง ท่านประธานบอกว่าท่านฟังได้ ท่านต้องให้ เขาถอนก่อนครับ สภานักเลง ท่านประธานก็จะเป็นประธานสภานักเลงไปด้วยครับ
เอาอย่างนี้ ท่านประเสริฐครับ ท่านเอาประท้วงของท่านดีกว่านะครับ ที่เขาพูดนี่นะครับว่าเวลานี้ คือเมื่อทุกคนชี้หน้าผม
ท่านประธานรับได้ใช่ไหมครับ รับได้ไม่เป็นไร
ไม่ใช่ครับ คือท่านขว้างแฟ้ม ใส่ผม ท่านพูดจา ท่านชี้หน้าผม ผมไม่ได้ว่าสักคํานะครับ
ไม่ได้ชี้ครับ ไม่ได้ชี้ เป็นลีลา ขอโทษครับ ถ้าท่านประธานเข้าใจว่าชี้หน้าท่าน ขอโทษครับ ไม่มีปัญหาครับ พวกผมสุภาพชนครับ ไม่มีปัญหาครับ
โอเคครับ ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เรารู้จักกันมานานแล้วครับ ไม่เป็นไรครับ
ที่ผมเรียนนี่ เมื่อสักครู่ท่านประธานกรรมาธิการก็ลุกขึ้นมาอีก ก็พูดทํานองให้ประชาชน เข้าใจผิด หาว่าพวกผมไม่ไว้วางใจประชาชน พูดทํานองอย่างนี้ตลอดครับ ผมเห็น ๒-๓ วัน ท่านพูดตลอด แล้วที่ผมบอกว่า อยู่ภายใต้การครอบงําของพรรคการเมือง ผมก็บอก ผมเอา เอกสารนี้มาจากสภา ถ้าท่านประธานไม่เชื่อ เดี๋ยวผมจะถ่ายแล้วส่งให้ครับ เขาบอกว่า เปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งโดยตรง เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นวิธีการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา โดยเห็นว่าวิธีการสรรหานี้จะได้ บุคคลที่เหมาะสมทําหน้าที่ ซึ่งวิธีการเลือกตั้งโดยตรงนั้นสมาชิกวุฒิสภาจะต้องอิงกับฐาน เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาว่าอย่างนั้นครับ และโดยข้อเท็จจริงทําให้ได้ทั้งสมาชิก วุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันมาทําหน้าที่ เขาว่าอย่างนั้นครับ ซึ่งทําให้การปฏิบัติการให้เป็นไปตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาเกิดความไม่โปร่งใส หรืออยู่ ภายใต้การครอบงําของพรรคการเมือง ผมไม่ได้กล่าวอ้าง ผมไม่ได้กล่าวหาใคร ผมกล่าวตาม เอกสารที่ผมไปค้นมาจากสภาครับ อย่างนี้ผมพูดผิดตรงไหนครับ
คืออย่างนี้ครับ ขอโทษครับ เวลาเอาเอกสารมาอ่านก็กรุณาให้ผมได้อนุญาตก่อน ให้ผมได้ดูก่อนนะครับ ขอให้ผม ได้ดูก่อนนะครับ
ได้ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมจบแล้วครับ ผมไม่ต่อล้อต่อเถียงครับ แต่สิ่งที่เสียหายขอความกรุณา อย่าได้ทําครับ พวกผมก็พยายามจะอภิปรายอยู่ในประเด็น
เชิญนั่งได้แล้วครับ เชิญนั่งนะครับ เอกสารให้ผมขออนุญาตก่อนครับ เชิญท่านชวลิตครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ด้วยความเคารพในความเห็นของผู้แปรญัตติ แม้เราจะมีความคิดเห็นต่างกัน แต่เราจะเคารพในความเห็นของกันและกัน ไม่ได้มองว่า ท่านผิดผมถูก หรือผมถูกท่านผิด เรามีความคิดเห็นที่ต่างกัน โดยเฉพาะหลักคิดต่างกัน อย่างสิ้นเชิง หลักคิดของกรรมาธิการก็คือเราเชื่อในอํานาจของประชาชน เจ้าของ อํานาจอธิปไตยก็คือประชาชน หลักคิดจะอยู่ตรงนี้เป็นหลักนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ที่ท่านได้ให้ข้อมูลซึ่งถ้าหาก มามองย้อนกลับมาในสภาผู้แทนราษฎรของเราก็จะเห็นได้ว่าพี่น้องประชาชนจะเลือกคนที่มี ความรู้ความสามารถที่จะเป็นตัวแทนของเขาได้เข้ามา ท่านลองดูในสภาของเรา มีหมอจํานวนมาก มีครูจํานวนมาก มีเกษตรจํานวนมาก วิชาชีพกฎหมายก็มาก องค์กร ปกครองท้องที่ที่เป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็มี ท้องถิ่นนายก อบจ. ก็มี วิศวกรก็มี นี่ ๗-๘ สาขาแล้ว อยู่ตามกรรมาธิการต่าง ๆ ดังนั้นท่านไม่ต้องห่วงว่าจะขาดหลากหลายสาขาอาชีพที่จะเข้ามา เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในสิ่งที่มีการเปรียบเทียบในเรื่อง การครอบงําองค์กรอิสระแล้วพูดถึงประวัติศาสตร์ในการยุบพรรคไทยรักไทย ยุบพรรคพลัง ประชาชน ผมคิดว่าทุกพรรคการเมืองคงไม่ใช่เพียงพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน สมาชิกของพรรคที่ถูกยุบไปนั้น บางพรรคถึงกับร้องห่มร้องไห้กันทั้งพรรค เราเข้าใจดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรเราก็ภูมิใจ แม้พรรคจะถูกยุบเพื่อให้ล่มสลาย แต่พี่น้องประชาชน ก็หยาดน้ําทิพย์ชโลมใจมา เราได้รับเลือกตั้งทุกครั้งหลักจากถูกยุบ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบมา เรามาด้วยอํานาจประชาชน และขณะนี้ก็กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง สิ่งที่เห็นแตกต่างกันอย่างเป็นสาระสําคัญก็คือหลักคิด เรามั่นใจในพลังอํานาจของประชาชนครับ ขอบคุณครับ
คิวต่อไปท่านสุชีน เอ่งฉ้วน
เรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมได้ขอแปรญัตติไว้ในวาระนี้ก็อยากจะกล่าวถึงที่มาของ ส.ว. เพราะว่าเราก็ พูดกันมามากแล้ว แต่ว่าเราจะชี้กันให้ชัดเลยนะครับ อย่างที่พี่น้องเกษตรกรภาคใต้ในขณะนี้ ที่มาเรียกร้องราคายางพารา ถามว่ามันเกี่ยวข้องกับการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร ผมสามารถบอกได้เลยว่านี่คือการเกี่ยวข้องโดยตรงเลย เพราะว่าถ้าเกิดท่านให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด แล้วท่านก็ยังให้ ส.ว. มีโอกาสเลือกตั้งในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ เวลา เกิดเหตุการณ์อย่างนี้นะครับ เกิดเหตุการณ์ที่พี่น้องมาเรียกร้องความถูกต้องจากรัฐบาล หรือมาเรียกร้องราคายางพาราจากรัฐบาล พี่น้องเขาก็จะถามหาว่า ส.ส. ของเขาอยู่ไหน มันก็จะเกิดคําถามที่ ๒ ขึ้นมาว่า ส.ว. ของเขาอยู่ไหน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ถ้าเกิดเลือกตั้งมันก็จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แล้วพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น มันก็จะเอียง ส.ว. ก็ต้องเอียงเข้ากับพรรคการเมืองเพื่อที่จะให้ได้เลือกตั้งกลับมาในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ อันนี้ที่พูดถึงเรื่องยางพาราก็เพราะว่าเราให้ความสําคัญของพี่น้อง เรื่องปัญหาราคายางพารา เพราะพี่น้องของผมก็หัวแตกไปหลายคน
ต่อมาในเรื่องของที่มาของ ส.ว. ที่ขยายจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน ขึ้นมา ๕๐ คน ท่านลองคํานวณดูว่า ส.ว. ๑ ท่าน มีเงินเดือนเท่าไร ผู้ช่วยเท่าไร ผู้ชํานาญการ แล้วก็ ผู้เชี่ยวชาญอีกนะครับ เฉลี่ยอยู่ที่คนละประมาณ ๒๔๒,๕๖๐ บาทต่อ ๑ คน ๕๐ คนก็จะได้ อยู่ที่ประมาณ ๑๒ ล้านบาทต่อเดือนนะครับ นี่ถ้าคูณ ๑๒ เดือนเข้าไปก็จะได้ปีหนึ่ง ๑๔๔ ล้านบาท ๖ ปีก็จะมีงบประมาณที่จะต้องเพิ่มขึ้นมา ๘๖๔ ล้านบาท งบประมาณตรงนี้ ที่เพิ่มขึ้นมาถามว่า ส.ว. ๒๐๐ คนจะทําหน้าที่ได้ดีกว่า ส.ว. ๑๕๐ คนจริงหรือ อันนี้ผมก็ ตั้งคําถามไว้กับท่านประธานนะครับ นี่ยังไม่รวมไปถึงค่าเดินทาง ค่ายานพาหนะ ค่าเครื่องบิน เวลาเรามาพูดถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเราก็ต้องยอมรับกันก่อนว่า การเลือกตั้งในเมืองไทย มันยังมีการใช้เงินซื้อสิทธิซื้อเสียง ไม่ได้ระบุไปว่าใครซื้อ แต่เหมารวมกันเลยนะครับ เอาเป็นว่า ตั้งแต่ อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน นายกเทศบาล อบจ. รวมไปถึงท่าน ส.ส. ส.ว. เอง ยังไม่ได้ ปราศจากการซื้อเสียงอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าในการเลือกตั้งในทุกระดับ เราก็ยังมีการซื้อเสียงกันอยู่ ฉะนั้นเวลาที่เลือกตั้ง ส.ว. มาทั้งหมด ๒๐๐ คน มันก็มีส่วนหนึ่ง ที่เป็น ส.ว. ที่ได้มาจากการซื้อเสียงนะครับ มีผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านมาเล่าให้ผมฟัง แล้วก็ทําให้ ผมวิตกกังวลมากว่าประเทศไทยนี่สามารถซื้อได้นะครับ จะใช้เงินประมาณ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถามว่าเกี่ยวอะไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ฉบับนี้ การแก้ไขที่มาของ ส.ว. ฉบับนี้คือกุญแจดอกแรกนะครับในการที่จะซื้อประเทศไทย ซื้ออย่างไรครับท่านประธาน กุญแจดอกที่ ๑ ก็คือจ่ายเงินซื้อ ส.ว. ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ให้ ส.ว. ไปคนละ ๑๐๐ ล้านบาท ให้อย่างไร ให้ไปเลยก็ได้ ให้ ส.ว. ไปเลือกตั้งเลยก็ได้ หรือไม่ก็เลือกตั้งเสร็จแล้วพอได้เป็น ส.ว. แล้วมารับ ๑๐๐ ล้านบาทแล้วคุณมาอยู่กับผม จ่ายเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทไปก็จะได้ ส.ว. มา ๑๒๐ คน เท่ากับที่ท่านประธานกรรมาธิการบอกพอดีเลยว่าจํานวน ๑๒๐ คนนี่ สามารถไปแต่งตั้งหรือถอดถอน กกต. ได้ นี่คือกุญแจดอกที่ ๑ ที่จะซื้อประเทศไทย
ต่อมาหลังจากการที่ซื้อ ส.ว. ไปได้แล้ว ๒๐๐ คนเอาแค่ ๑๒๐ คนพอ พอซื้อ ๑๒๐ คนก็เอา ๑๒๐ คนก็เอา ๑๒๐ คนที่อยู่ในมืออันนั้นก็บวกกับเศษ ๆ ที่เหลือไปแต่งตั้ง ตั้งแต่องค์กรอิสระ เอาเป็นแค่ง่าย ๆ ว่าไปแต่งตั้ง กกต. ๕ คนนี้ก่อน นี่คือกุญแจดอกที่ ๒ ที่เป็นการที่จะซื้อประเทศไทย มีทั้งหมด ๔ ดอกท่านประธาน
ดอกที่ ๓ คือถึงการซื้อ ส.ส. ลงทุนต่ออีกนิดหนึ่งครับ เมื่อสักครู่นี้ลงทุนไป ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ลงทุนต่ออีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทให้ ส.ส. อีกคนละ ๑๐๐ ล้านบาท ซื้อ ส.ส. อีก ๓๐๐ คน ก็จะได้ ส.ส. เข้ามานั่งในสภา ๓๐๐ คน จาก ๕๐๐ คน อันนี้คือ ดอกที่ ๓ ที่จะไขประเทศไทยนะครับ
หลังจากได้ทั้งหมดมา ๓๐๐ คนแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นครับที่มัน ต่อเนื่องมาจากการแก้ไขที่มาของ ส.ว. ทั้งหมดเหล่านี้นะครับ ดอกที่ ๑ เปิดประตูเข้าบ้าน ดอกที่ ๒ นี่เข้าถึงห้องรับแขก ดอกที่ ๓ นี่เข้าถึงห้องนอน หลังจากที่ได้ ส.ส. มาแล้ว ดอกที่ ๔ ก็คือการที่ทําให้ ส.ส. มาอนุมัติงบประมาณ ปี ๆ หนึ่ง
ท่านสุชินเดี๋ยวครับ มีคนประท้วงครับ
ท่านประธานครับ ผม มงคล ศรีคําแหง ส.ว. จันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอประท้วงทั้งท่านประธาน ทั้งผู้อภิปราย ต้องขอขัดจังหวะนิดหนึ่ง ผมคิดว่าท่านฝัน มันไม่ใช่ฝันเล่น ๆ นะครับ นี่มันเพ้อฝันด้วย ผมคิดว่าท่านไปพูดเรื่องอะไร ท่านแปรญัตติมาตราไหนท่านก็ท่านก็ว่าไป แต่ไม่น่าที่จะมาพูดเรื่องตั้งธงว่าพรรคไหนจะซื้อ ส.ว. ส.ส. ผมคิดว่ามันไม่ใช่ซื้อกันได้ ประชาชนไม่ใช่ใครที่จะไปซื้อได้ ไม่ได้จับมือใครเขากา ผมคิดว่าท่านประธานคงจะให้เขา อภิปรายในประเด็น ผมขอประท้วงท่านประธานด้วยครับ
ครับ ขอบคุณครับ คือวินิจฉัยนะครับ
ข้อ ๕ (๔) พูดจา เลอะเทอะ วกวน ฝันครับ ผมคิดว่าอันนั้นเป็นการฝัน เอาความความจริงมาพูดดีกว่าครับ ขอบพระคุณครับ
คืออย่างนี้ครับ คือ ท่านสุชีนอภิปรายก็คือใช้สิทธิตาม ๕๗ คน คือขอยกเลิก ไม่เห็นด้วยกับมาตรา ๓ ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นอันนี้อะลุ่มอล่วยให้ เพราะฉะนั้นท่านสุชีนพยายามอยู่ในประเด็น ที่ท่านได้อภิปรายแล้วกันนะครับ
(นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านอย่าตะโกนสิครับ ท่านประท้วงผมมองไม่เห็น อยู่ไกลเหลือเกินครับ ท่านธนิตพลอยู่ไกลเหลือเกิน มองไม่เห็นครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านที่ประท้วงท่าน ส.ส. สุชีน เอ่งฉ้วน เมื่อสักครู่ครับ ท่านกล่าวหาว่าท่าน ส.ส. ซึ่งมีวุฒิภาวะและได้รับการเลือกตั้งจากคนจังหวัดกระบี่พูดจาเพ้อฝันในสภา ผมต้องขอ ให้ท่านถอนคําพูดท่านประธานครับ เพราะว่านี่ครับ ผมกําลังนั่งฟังว่าท่านสุชีนกําลังพูดถึง กุญแจ ๔ ดอกที่จะไขในการซื้อประเทศไทย ผมไม่แน่ใจ นี่ดอกที่ ๑ ที่ท่านสุชีนพูดนี้ใช่ท่าน หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจนะครับถ้าพูดอย่างนี้ นี่ขึ้นมาแล้วครับ เพราะฉะนั้นต้องถอนครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยให้ท่าน ส.ว. เมื่อสักครู่นี้ถอน แล้วก็คําว่า เลอะเทอะ ด้วย
จะให้ถอนคําไหนครับ เดี๋ยวท่านธนิตพลครับ
๑. ถอน ที่ประท้วงว่าท่าน ส.ส. สุชีน เอ่งฉ้วน พูดจาเพ้อฝัน คนมีวุฒิภาวะอย่างท่าน ส.ส. สุชีน นี่ ประชาชนจังหวัดกระบี่เขาเลือกไปนี่ท่านมาดูถูก ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างนี้ผมว่า ไม่สมควรครับ กับ ๒. ที่พูดว่า ท่านสุชีนอภิปรายเลอะเทอะนี่ พูดได้อย่างไรครับ มันเดือดร้อนมากเลยหรือครับที่มาบอกว่ากุญแจดอกที่ ๑ เป็นอย่างไร เดือดร้อนมาก
เอาละครับ ผมได้ความแล้วครับ เรื่องเพ้อฝันกับเลอะเทอะนะครับ ท่านมงคลครับ เพื่อความสงบสุขนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม มงคล ศรีคําแหง ส.ว. จังหวัดจันทบุรี ท่านครับ คือผมก็อยากให้ท่านถอนก่อนว่า ท่านบอกว่า เลือกตั้งมาแล้ว ส.ว. ก็ให้คนละ ๑๐๐ ล้าน หรือไม่เอา มาเอาทีหลังให้คนละ ๑๐๐ ล้าน ท่านพูดอะไรของท่านนี่
เดี๋ยว ๆ ท่านมงคลครับ ท่านไม่ชอบหรืออย่างไร
(นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุพจน์อย่าเพิ่งครับ ถ้าต่อล้อต่อเถียงอย่างนี้มันจะมีคนประท้วงไปประท้วงมา
ท่านประธานครับ พอ ส.ส. พูด ไม่ว่าเสียดสีหรืออะไร ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ท่านก็ไม่ให้ถอน ก็เอาน่าอะลุ่มอล่วย แต่พวกผม พูดความจริงขึ้นมาก็จะให้ผมถอน มันอย่างไรกันนี่
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านมงคล ถ้าท่านจะกรุณานะครับ เขาประท้วงบอกว่าคํานี้ เพ้อฝัน หรือว่า เลอะเทอะ นี่
ผมก็ให้เขาถอน เขาดูถูก ส.ว. ผมให้เขาถอนก่อน
คนไหนครับ หรือว่าทั้งสภา
ก็ทั้งสภา ท่านพูดอะไร ว่าไปเลือกตั้งมาต้องใช้เงินใช้ทอง พรรคการเมืองซื้อให้ ได้เป็นแล้วก็มาเอาอีกคนละ ๑๐๐ ล้าน อะไร ท่านพูดอะไร
ก็นี่อย่างไรล่ะ ที่เป็นปัญหา ของการแก้ไข ส.ว. ครั้งนี้
เอาอย่างนี้ทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ต้อง ๆ
ทุกคนมีวุฒิภาวะ เหมือนกัน ส.ส. ก็เหมือนกัน ส.ว. ก็เหมือนกัน ท่านว่าผมได้ ผมก็ว่าท่านได้
ท่านมงคล ผมปิดไมค์แล้วนะ ผมขอวินิจฉัยอันนี้ก่อนสิ เอาอย่างนี้ ท่านสุชีนครับ เรื่องที่ว่า ส.ว. รับ ๑๐๐ ล้านอะไร ท่านก็ ถอนไปเสีย แล้วท่านมงคลก็ถอนเรื่องของเลอะเทอะอะไรนี้ ถอนไปเสียนะครับ
(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวเอาทีละคนครับ ผมให้ สุภาพสตรีดีกว่านะ คุณรังสิมาครับ คุณรังสิมายกนานกว่าครับ
กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานต้องฟังแล้วก็ตั้งสติหน่อยว่าท่านที่อภิปรายนี้ เขาอภิปรายไว้ถึงอนาคต เขาไม่ได้ ว่าตอนนี้ คนที่ลุกขึ้นนี้มันเดือดร้อนอย่างไร เขาไม่ได้ว่าตัวเองสักหน่อยหนึ่ง กินปูนร้อนท้อง ไว้อนาคตหรืออย่างไร แล้วจะมาให้เขาถอนนี้มันถอนไม่ได้นะคะ เพราะว่าเหตุผลของเขา ท่านอย่าเพิ่งคะ ฟังดิฉันก่อน อย่าเพิ่งตัด
ไม่ตัด เชิญครับ
โอเค คืออย่างนี้เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ก็เป็นความคิดของแต่ละคน เขาก็มีสิทธิที่จะคิดได้ ไม่อย่างนั้นมันก็เหมือนกันหมด ก็ไปยกมือให้หมดเลย ก็ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ
จบหรือยัง
ไม่ใช่ ดิฉันว่า ถ้าท่านประธานจะให้ท่านสุชีนถอนนี้ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับท่านประธาน ดิฉัน จะประท้วงท่านประธานอีก แล้วต้องให้ทางโน้นขอโทษด้วย ต้องถอนด้วยว่า เลอะเทอะ เขาเลอะเทอะที่ไหน คนที่ลุกขึ้นมาน่ะเลอะเทอะ กลัวว่าจะสะเทือนตัวเองอนาคตข้างหน้า เดือดร้อนอะไร กินปูนร้อนท้อง
นั่งลงก่อน ๆ เชิญท่านกุลเดชครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ต้องขออนุญาต ท่านประธานท้วงผู้ที่ขึ้นประท้วงเมื่อสักครู่ พฤติกรรมของท่านเป็นประจําอย่างนี้เลยครับ แสดงความเป็นทาสออกมาชัดเจน แล้วเที่ยวบังคับให้คนโน้นคนนี้
อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าท่านพูด อย่างนี้ก็เป็นเรื่องอีก ท่านประท้วงว่าเขาพูดจาไม่นั้น ท่านก็บอกให้เขาพอ
ท่านจะให้ ผมถอนไหมครับ ให้เขาถอนสิครับ ผมจะถอน เมื่อกี้ผมให้เขาถอน เขาไม่ถอนเขาเถียง ท่านประธาน แต่ถ้าท่านวินิจฉัยชี้ขาดให้ผม
เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ถ้าใครไม่ถอน ผมสั่งให้ถอนหมดเลย
เขาถอนครับ ผมถอน
ถ้าอย่างนั้น ผมต้องให้ทุกคน ถอนหมดเลย
ต้องให้เขา ถอนครับ ผมถอน
ถ้าท่านมงคลถอน ท่านกุลเดชถอน ท่านสุชีนถอน
ผมถอน ครับ
ท่านสุชีนถอน
สุชีนถอน ไม่ได้ครับ ท่านประธานฟังนะครับ ขออนุญาตใช้ตรงนี้หน่อยครับ ท่านรังสิมา ให้ผมอธิบายท่านประธานหน่อย
ท่านยืนไว้ก่อน พอดี ส.ว. ประท้วงท่านอีก
ท่านประธาน ฟังผมนิดหนึ่งครับ เมื่อกี้ท่านสุชีนอภิปราย ท่านสุชีนให้เหตุผลประกอบกับที่ท่านไม่เห็นด้วย กับมาตรานี้ โดยท่านเห็นว่า ถ้าเป็นธุรกิจการเมือง สมมุติว่าผมมีสตางค์หลายหมื่นล้านบาท ผมอยากได้ ส.ว. ๑๒๐ คน ผมให้ ส.ว. ไปเลยคนละ ๑๐๐ ล้านบาท ไปเลือกตั้ง รับรองได้แน่ และผมก็ซื้อคนที่จะไปลง ส.ส. อีก ๓๐๐ คน คนละ ๑๐๐ ล้านบาท รับรองว่าได้แน่ มันก็จะ เกินครึ่งหนึ่งของสภานี้เท่านั้นละครับ จะให้ถอนอะไรผมอยากรู้มันผิดตรงไหน
ท่านสมชาติก่อนครับ
ไม่ได้ พาดพิง ส.ว. คนใดเลยครับ นี่เพียงแต่พูดถึงว่าถ้าที่มาของรัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้มันจะเป็น แบบนี้
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ ข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ
เชิญครับ
ผมฟัง ๔ วันติดต่อกัน วันนี้วันที่ ๕ แล้วครับ มาตรา ๓ ไปถึงไหนแล้วครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน ผมก็เห็น ๔ วันนี้อภิปรายวนไปวนมา อันนั้นเป็นสิทธิ ของท่าน
เดี๋ยวครับ คือเขาประท้วง กันอยู่
ท่านประธานครับ เพราะผมนี้เห็นในสภาแห่งนี้
เดี๋ยวท่านสมชาติครับ ผมกําลังให้เขาประท้วงเรื่องของการพูดจาเมื่อกี้นะครับ
ผมได้ยิน ท่านประธาน แต่ถ้าถามผมนี่มันไม่เกี่ยวกับผม แต่ในฐานะผมเป็นสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่ง
เดี๋ยวท่านสมชาติ ท่านฟังผมก่อน คือเขาประท้วงกันนะครับ ท่านมงคลประท้วง แล้วบอกว่าผู้อภิปราย พูดถึงอนาคตเพ้อฝัน แล้วก็เลอะเทอะ ตอนนี้ก็มีคนประท้วงบอกให้ถอนคําพูดนะครับ พอท่านกุลเดชบอกว่าถ้าท่านมงคลถอน ท่านก็จะถอนคําพูดท่าน ก็แค่นี้นะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมชาติอย่าเพิ่งเอ่ยเรื่องประเด็นนี้ เดี๋ยวผมขอให้คนประท้วงอีกคนหนึ่ง ท่านสิงห์ชัยประท้วงก่อนนะครับ เชิญครับ เดี๋ยวให้เขาประท้วงทีละคน ท่านยืนทีหลัง ท่านอภิชาตท่านนั่งก่อน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ จริง ๆ แล้วสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ก็ต่างมีกระบวนความคิด ที่ต่างกัน ความเชื่อที่ต่างกัน ความศรัทธาที่ไม่เหมือนกัน แน่นอนครับการใช้คําก็ต้องมี โต้เถียงกัน ท่านประธานจะต้องวินิจฉัยเลย ไม่ได้หมายความว่าพอประท้วงคนโน้นตอบโต้ อันนี้มันเป็นการตอบโต้กันข้างถนนนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานเป็นกรรมการ ท่านประธานต้องรีบตัดสินใจแล้วก็ตัดสินใจไม่ต้องกังวลครับ วันนี้กติกาอยู่ที่ท่านประธานนะครับ ผมจะไม่โทษทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ผมคิดว่าเวทีแห่งนี้มันไม่ใช่ พอท่านประธานไม่ตัดสินทางโน้น ก็ประท้วงมา ด่ากันไปด่ากันมา เอาชนะกันเหมือนสมัยผมเด็ก ๆ ครับ ด่ากันบนหัวครู แล้วชกกันครับ ไม่ได้ครับ ตรงนี้ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องใช้อํานาจของท่านประธาน ในการควบคุมการประชุมครับ ขอบคุณครับ
เอาละครับ ผมอย่างนี้ครับ คือถ้าไม่ถอน ผมสั่งให้ถอนนะครับ ท่านมงคลถอนคําว่า เลอะเทอะ ท่านกุลเดชเมื่อกี้ท่านพูด ว่าอะไรนะครับ สภาทาส ท่านถอนนะครับ ต่างคนต่างถอนแล้วก็อภิปรายต่อนะครับ เชิญถอนก่อน เชิญท่านมงคลถอนก่อน
ท่านประธานครับ ผมลุกขึ้น ประท้วงผู้อภิปรายคนนั้น บอกว่าพูดจาเพ้อฝัน ท่านไปสมมุติทําให้คนอื่นเขาเสียหาย ท่านประธานวินิจฉัยว่าให้เขาถอน ถ้าเขาถอนเสร็จ ผมก็จะถอนที่ผมพูดบอกว่าเขาพูดจาเลอะเทอะ นะครับ ผมเชื่อฟังประธาน แล้วเมื่อสักครู่ ส.ว. จังหวัดอุทัยธานี บอกว่าผมเป็นทาส พูดอย่างนี้ เคยเป็นทาส ผมเป็นทาสอะไรใคร เขาก็ต้องถอน แล้วท่านประธานอย่าออกนอกกรอบ
เดี๋ยวเอาอย่างนี้ ถอนหมด ดีกว่าครับ ถอนหมดนะครับ เพื่อให้ทุกอย่างสงบนะครับ ท่านสุชีนท่านก็ถอนนะครับ
ถอนเรื่องอะไรครับ ท่านประธาน
ท่านกุลเดชก็ถอน ท่านมงคล ก็ถอนนะครับ อย่างนี้ครับคือถ้าท่านไม่ถอน ผมก็ให้ท่านออกไปอยู่นอกห้องประชุมก่อน
ผมถอนในสิ่งที่กําลัง จะเกิดขึ้น แต่ยังไม่เกิดนี่ผมถอนได้หรือครับ
คืออย่างนี้ คือท่านวาดฝันไว้นี่ ทําให้คนเขาประท้วงท่าน คือท่านไปสมมุติว่าจะเกิดอย่างนี้ ว่าถ้ารับเงินคนละ ๑๐๐ ล้าน ก็สามารถมาเป็น ส.ว. ได้ ท่านก็ถอนคําพูดนั่นเสีย แล้วท่านมงคลก็ถอน ท่านกุลเดชก็ถอน ถ้าอย่างนี้มันยุติธรรมนะครับ ท่านไม่ต้องแล้วครับ ไม่ต้องประท้วงนะครับ เดี๋ยวผมให้ ท่านอภิชาตินะครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ข้อแรกเลย มีท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งที่พูดก่อนท่าน ส.ว. สิงห์ทองหรืออะไรนั่นละครับ
สิงห์ชัยครับ
สิงห์ชัยนะครับ ผมไม่ค่อยรู้จักชื่อจริง ๆ คนที่ประท้วงก่อนนะครับ ท่านประธานปล่อยได้อย่างไรครับ ปล่อยให้มาพูดโดยที่ผมไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร เขามาในฐานะอะไรไม่ได้บอกเลย อยู่ ๆ ขึ้นมา ประท้วงอย่างนั้นละครับ ท่านประธานต้องควบคุมตรงนี้ด้วย
ขอบคุณครับ
แล้วประเด็นที่ ๒ ครับ ที่ท่านประธานบอกจะให้ถอนที่ว่ารับเงินคนละร้อยล้าน ร้อยล้านนั่นละครับ ใครเสียหายครับ ต้องบอกมาให้ได้ครับว่าใครเสียหาย ถ้าบอกได้ว่าใครรับเงินมาแล้วเสียหาย ประเดี๋ยวผม จะให้ท่านสุชีนถอนเองครับ แล้วผมยืนยันกับท่านประธานได้เลยว่า ถ้ามีคนรับว่า เขาเดือดร้อนเพราะเขารับเงินมา ผมจะเดินไปบอกท่านสุชีนเดี๋ยวนี้เลยครับว่าให้ถอน ถ้าท่านสุชีนไม่ถอนเดี๋ยวผมลากออกไปเองครับ
อย่างนี้ครับท่านอภิชาติครับ ท่านสุชีนอภิปรายมองไปข้างหน้าว่า สมมุติว่าถ้าคนมีเงินปั๊บ ร้อยล้านนี่ก็สามารถจ่ายแล้วก็ เข้ามาได้ จะรับก่อนหรือไปรับหลังก็ได้อย่างนี้นะครับ ท่านพูดอย่างนี้ ท่าน ส.ว. มงคล ก็ประท้วงนะครับ ทีนี้เมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็บอกว่าท่านมงคลถอนคําพูดเสียว่า เรื่องของ สร้างอนาคตหรือสร้างภาพ แล้วก็เลอะเทอะนี่ถอน ผมบอกท่านสุชีนท่านก็อย่าไปสมมุติ ท่านก็ถอนเสีย ท่านพูดเองก็ถอนนะ อย่างนี้มันก็สามารถอภิปรายต่อไปได้นะครับ ผมว่า ผมยุติธรรมแล้วนะครับ ไม่แล้วนะครับ ท่านมงคลครับ คือถ้า ๓ ท่านนี้ไม่ถอน ผมก็จะ ขอเชิญท่านออกไปพักสงบอารมณ์เสียก่อนนะครับ
ผมกําลังอภิปราย ด้วยสิทธิของผมนะครับท่านประธาน
เดี๋ยวอย่างนี้ ท่านมงคลครับ เอาอย่างนี้ ขอความร่วมมือนะครับ ผมเอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพื่อให้คุณสุชีนได้อภิปรายต่อ คุณสุชีนพยายามรักษาการอภิปรายไว้อยู่ในประเด็น
แล้วเรื่องเลอะเทอะ ละครับ
เพราะฉะนั้นท่านมงคลถอน ท่านกุลเดชถอนนะครับ ที่ใครพาดพิงเมื่อสักครู่ถอนนะ แล้วมันก็จะพูดต่อไปได้นะครับ อย่างนี้ดีกว่านะครับ จะได้อภิปรายได้นะครับ เอาถอนเถอะครับ แล้วท่านกุลเดชจะได้ถอน ท่านสุชีนจะได้อภิปรายต่อ
ท่านประธานครับ คนที่พูดให้คนอื่นเสียหายทําไมท่านไม่ให้ถอนละ ผมยินดีถอนอยู่แล้ว
ก็นี่อย่างไร ผมกําลังบอกว่า ท่านถอนซะ ก็จะมีคนที่ถอนตามท่าน ท่านถอนซะนะครับ ท่านมงคลขอเถอะครับ
ครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมขอถอนครับ
เขาถอน ท่านกุลเดชครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เมื่อเขากล้าถอน ผมก็ถอนเพราะความเป็น ขี้ข้าน้อยลง
ครับ เอาละครับ ทุกคน ถอนนะครับ ขอบคุณมากนะครับที่ถอนนะครับ ท่านสุชีน นี่ ๆ อย่าได้สร้างความวุ่นวาย ในสภานะครับ ไม่ต้อง ๆ นะครับ เอาอย่างนี้ ๆ คือถ้าวุ่นวายเชิญท่านออกไปข้างนอกก่อนนะครับ ท่านจะเถียงกับท่านไหนไปอยู่ข้างนอกครับ ไปนอกห้องเลยครับ ในห้องนี้ท่านสุชีน อภิปรายต่อครับ ชี้หน้าผมยังไม่ว่าเลยสักคํานะครับ ใช้สิทธิก็ไม่เอา คือมันจะเป็นการเริ่มต้นนะครับ อย่างนี้ดีกว่าผมให้ผู้ใหญ่ดีกว่า ท่านอภิชาติดีกว่า ท่านอภิชาตท่านผู้ใหญ่หน่อยนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี คือเมื่อสักครู่จริง ๆ แล้วท่านครับ มันจบไปแล้วละครับ คือทางโน้นถอน ทางนี้ก็ถอน ส่วนท่านสุชีนไม่ต้องถอนเพราะว่าทางโน่นบอก เลอะเทอะเสียหาย ก็ถอน ทางท่านกุลเดชไปว่าทางท่าน ส.ว. เขาเสียหายก็ถอน จริง ๆ แล้วมันควรจบ จบตามวุฒิภาวะ ของการเป็นผู้นําเป็นตัวแทนประชาชนด้วย ไม่ควรจะมีมาชี้หน้ากัน ถ้าชี้หน้ากันแบบนี้ ประธานบอกว่าจะให้ออกไปทั้ง ๒ คน จะให้เขาออกไปต่อยกันหรือครับ
ผมเชื่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไม่ต่อยหรอกครับ ไม่ต่อยนะครับ เอาอย่างนี้พอแล้วครับ ขอบคุณมากท่านอภิชาตครับ ขอบคุณมากที่แนะนํา เอาท่านสุชีนว่าต่อเลยครับ ว่าต่อ เชิญครับ ไม่ต้องหรอกครับ ท่านนั่งครับ ท่านสุชีนว่าต่อครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ
นี่ท่านกุลเดชครับ ความจริงแล้วผมยังไม่พูดถึงท่านสักคําหนึ่งนะครับ ท่านถอนว่าเป็นทาสแค่นั้นก็จบแล้ว เป็นทาสน้อยลงหรืออะไรท่านอย่าต่อสร้อยนะครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ ท่านสุชีนว่าต่อครับ ท่านสุชีนพูดต่อครับ
การที่ผมอภิปราย นี่นะครับ ผม ส.ส. สุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกรัฐสภานะครับ ผมหมายถึง ส.ว. ในอนาคตที่ท่าน กําลังจะตั้ง ท่านกําลังจะตั้ง ๒๐๐ คนใช่ไหมครับ แล้ว ๒๐๐ คนนี้ ถ้าเกิดไปเลือกตั้ง แบบโดยตรง แบบให้ประชาชนเลือก จะได้ ส.ว. ที่อาจจะอยู่ยึดโยงกับการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียง ท่านไม่ต้องเดือดร้อนและผมไม่ได้พูดถึงใครไม่รู้เที่ยวหน้าจะได้กลับมาอีกหรือเปล่า นี่คืออนาคตของ ส.ว. ที่เรากําลังแก้รัฐธรรมนูญ ผมกําลังพูดถึงในอนาคตอยู่ว่าผลร้าย จากการแก้รัฐธรรมนูญ แก้ ส.ว. นี่อะไรจะเกิดขึ้น ก็คือว่าจะเกิดการซื้อประเทศไทย ซื้อประเทศไทยด้วยกุญแจ ๔ ดอก ๑. ซื้อ ส.ว. ๒. ซื้อ กกต. ๓. ซื้อ ส.ส. หลังจากซื้อ ส.ส. มาแล้ว ก็ได้ ส.ส. ๓๐๐ คนในสภา ไม่ใช่สภาชุดนี้ด้วย สภาชุดต่อไป ไม่รู้ว่าใครได้กลับมาบ้าง นี่ผมก็พูดว่า ส.ส. รับเงินมาคนละ ๑๐๐ ล้านบาท ข้างผมไม่เห็นมีใครเดือดร้อนสักคนนะครับ ผมไม่ใช่พูดแค่ ส.ว. นะครับ นี่คือเรื่องที่มาที่ไปทั้งหมด แล้วทีนี้ดอกที่ ๔ คืออะไร ดอกที่ ๔ คือพอได้มาเป็น ส.ส. แล้วก็จะต้องมาทํางบประมาณ งบประมาณปีหนึ่ง ๒ ล้านล้านบาท ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทอนกลับไปเท่าไร ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบน้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทอนกลับไปเท่าไร ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจํานําข้าว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทอนกลับไป เท่าไร ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันแล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือมีคนที่บอกผม แล้วผม ก็วิตกว่าถ้าลงทุนแค่ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท คุณจะได้กลับไปปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔ ปี คุณได้กลับไป ๑.๖ ล้านล้านบาท มันคุ้มไหมครับท่านประธาน ลงทุนแค่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้กลับไป ๑,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันคุ้ม ผมก็จะอภิปรายอยู่เท่านี้นะครับ ใจความเกี่ยวกับ การที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ที่มาของ ส.ว. แบบเลือกตั้งเท่านี้เอง เพราะว่าคน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมรู้ว่าอยู่ที่ดูไบ
คือท่านอย่าได้กล่าวถึง บุคคลที่สามนะครับ ต่อไปนะครับ ต่อไปท่านกุลเดชครับ เชิญครับ ไปไหน ไม่อยู่ถือว่าสละ สิทธินะครับ
ท่านประธานครับ
อยู่นะ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานขอเว้น สักครึ่งนาทีได้ไหมครับ เนื่องจากผมวิ่งมาเหนื่อยนะครับ
เชิญท่านหอบให้หายเหนื่อย ก่อนครับ
ต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๓ นี้เป็นการแก้ที่มาของ ส.ว. ทั้งจํานวน แล้วก็วิธีการได้มา ก็ต้องเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับ เดิมทีเดียวผมยังเห็นความสําคัญ ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการคัดสรรเพราะวุฒิสภาที่มาจากการคัดสรรนั้นมาจากสาขา วิชาชีพซึ่งมีความจําเป็นในสังคม เป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิที่สามารถจะมาให้แง่คิด ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติโดยไม่ต้องเกรงอิทธิพลหรืออํานาจใด ๆ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ให้ ส.ว. ดํารงตําแหน่งเพียงสมัยเดียว ๖ ปีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่โดยสาเหตุที่ว่าถ้าหากผมแปรญัตติหรือสงวนคําแปรญัตติ ไว้เช่นนั้น ท่านก็จะหาว่าผมขัดต่อหลักการ ไม่สามารถที่จะอภิปรายในวาระที่สองได้ ผมก็เลย มีความจําเป็นที่จะต้องขออนุญาตท่านประธานเสนอคําแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๑๑๑ ดังนี้ครับ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน ใน ๒๐๐ คน ที่ผมเห็นตามร่างของกรรมาธิการนะครับ เพราะผมถือภาษิตโบราณว่า รกคนดีกว่ารกหญ้า หลายท่านอาจจะเห็นไม่ตรงกับผม เห็นว่าเปลืองค่าใช้จ่าย แต่ในการนี้ผมยังเชื่อ ภาษิตโบราณอยู่บ้าง โดยสมาชิกวุฒิสภาจํานวน ๒๐๐ คนนั้นมีที่มาจาก ๒ แหล่งด้วยกันดังนี้ (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจํานวน ๑๐๐ คน และ (๒) สมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพที่ได้รับการจดทะเบียน ๑๐๐ คน โดยแบ่งเป็นประเภท ประเภทละ ๑๐ คน ๑๐ ประเภทดังนี้ครับ สภาทนายความ องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข คุรุสภา สภาวิชาชีพ บัญชีและสมาคม ธนาคาร สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาเกษตรกร แห่งชาติ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมทหาร ตํารวจนอกราชการแห่งประเทศไทยครับ จะเห็นได้ว่า ๑๐ องค์กรวิชาชีพที่ผมเสนอนั้นครอบคลุมเกือบทุกสาขาอาชีพในสังคมไทย ในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ ท่านประธานครับ ผมถามว่าเหตุและผลในการนําเสนอแบบนี้ เพราะอะไร ก็อยากจะให้ท่านประธานที่เคารพ รวมทั้งเพื่อนสมาชิก ลองย้อนกลับไปดู ข้อเท็จจริงเมื่อ ๕-๖ ปีที่ผ่านมา ระยะเวลา ๕-๖ ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการเมืองเรา เปลี่ยนรูปแบบกลับไปกลับมา เราเปลี่ยนวิธีการจากการเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรงทั้งหมด เนื่องจากมีข้อครหาว่าเป็นสภาผัวเมีย สภาทาส สภาขี้ข้า สภาชิน เป็นหมดแล้วครับ เป็นทุกสภา ที่สื่อมวลชนตั้งให้ รวมทั้งบุคคลภายนอก วันนี้เรากําลังจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อจะ แก้ข้อบกพร่อง ผมเรียนให้ท่านทราบครับว่าการแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับมันจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อสังคมมีปัญหาจากกฎหมายฉบับนั้นครับ แต่ผมสอบถามท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการนะครับว่าวันนี้ผมถามหน่อยว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันผิดตรงไหน มันทํา อะไรผิด มันทําให้สังคมเดือดร้อนหรือไม่ มันไม่ได้ทําให้สังคมส่วนใหญ่เดือดร้อนเลยครับ สิ่งที่ทําให้สังคมส่วนใหญ่เดือดร้อนเรื่องสินค้าราคาแพงนี่ครับ แพงทั้งแผ่นดินนี่ครับ สินค้าพืชผล เกษตรตกต่ําทุกตัวนี่ครับ ไม่ว่าจะอ้อย มันสําปะหลัง ข้าว ยางพารา ปาล์ม ทุกอย่าง นี่ละครับ เป็นสิ่งที่ควรจะแก้กฎหมายเพื่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน วันนี้ผมละอายพี่น้องประชาชน จริง ๆ ครับ พี่น้องประชาชนพูดให้ผมฟังหลายคนมาก ว่านี่หรือเข้าไปแก้กัน ปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่แก้ คุณแก้ด้วยเรื่องของพวกคุณกันเอง โดยคําอ้างว่า ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการครับ ส.ส. ทุกคน ส.ว. ทุกคนที่อยู่ในสภานี้ครับยึดโยงกับพี่น้องประชาชนทุกคนครับ ผมเองมาจากการเลือกตั้ง ที่บริสุทธิ์ยุติธรรมด้วย ผมไม่ได้ซื้อเสียงด้วย เพราะฉะนั้นผมยึดโยงกับพี่น้องประชาชนจริง ๆ มากกว่าใครด้วย ก็ต้องกราบเรียนท่านครับอย่าใช้คําพูดสวยหรูแต่เนื้อในซ่อนด้วยของมีคมครับ ผมจะเรียนให้ท่านทราบว่าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อ ๕-๖ ปี บ้านเมืองวุ่นวายปราศจาก ความสงบ หาคนเป็นกลางก็ได้ค่อนข้างยาก คนที่เป็นกลางอยู่แล้วถ้าใจไม่เที่ยงตรงพอ เจออามิสสินจ้างหนัก ๆ ก็เป๋ได้ วันนี้เสนอ ๑๐ ล้านยังยืนแข็ง พรุ่งนี้ ๒๐ ชักเริ่มยืนไม่ตรง ๓๐ เป็นอย่างไร ๕๐ พอ ๑๐๐ อ่อนเลยครับ ผมเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์เป็นอย่างนี้ทุกคน ไม่ได้ว่าคนอื่น ว่าตัวผมเองด้วย แต่ทุกคนต้องยอมรับความจริงครับ เมื่อสักครู่ท่านสุชีนพูด ไม่ได้ไกลเกินความเป็นจริงเลยครับ ไม่ได้เพ้อ ไม่ได้ฝัน แต่มันเป็นเรื่องที่จริง ท่านสุชีนยังพูด ไม่หมดด้วยครับ นอกจากซื้อก่อนเลือกตั้งแล้ว ซื้อหลังเลือกตั้งง่ายกว่าอีกครับ เพราะได้ซื้อตัว ส.ว. เลย แล้วก็เกิดมาแล้วด้วยในสภาแห่งนี้ในอดีต วันนี้ทุกคนต้องยอมรับความจริงครับ ไม่ใช่แต่เอาความดีมาพูดกันต่อหน้าออกทีวีให้ประชาชนฟัง แล้วก็โยนความเป็นผู้ร้ายให้คนอื่น ผมเองนี่ครับในภาพอาจจะไม่ใช่ผู้ดีนัก แต่ผมก็มีหลักการในฐานะของนักกฎหมายคนหนึ่ง ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แต่จําเป็นต้องสงวนสิทธิในการเสนอ คําแปรญัตติไว้ เพื่อบอกต่อฟ้องกับพี่น้องประชาชนที่ฟังการถ่ายทอดสดอยู่ ณ ขณะนี้ว่า วันนี้สภาแห่งนี้ละเลยความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กําลังนําเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง มาพิจารณาก่อนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วก็จะเห็นได้ว่าพยายามที่จะ พิจารณาต่อเนื่องไม่ปล่อยให้เพื่อน ส.ส. ในสภาแห่งนี้ได้กลับไปเยี่ยมเยือนพี่น้องประชาชนครับ ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับ ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมพี่น้องประชาชน เพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นนะครับ ปกติได้เยี่ยม ๒ วัน
เดี๋ยวนะครับ มีคนประท้วง ท่านนะครับ ท่านวรชัยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ครับ ท่านอภิปรายนอกประเด็น ที่ท่านสงวนคําแปรญัตติไว้ แล้วก็ผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อ ๔ ท่านประธาน ต้องรักษาข้อบังคับ ถ้าปล่อยอย่างนี้ ทุกท่านขึ้นมาอภิปรายนอกประเด็นหมด นอกคําสงวน แปรญัตติหมด ก็เป็นอย่างนี้ตลอดท่านประธาน เมื่อวานได้มีการตกลงแล้วว่าจะควบคุม การประชุมให้อยู่ในข้อบังคับ พวกผมลุกขึ้นประท้วงตามข้อบังคับทุกคนครับท่านประธาน ผมไม่เคยตีรวน ไม่เคยป้ายสีใส่ร้ายใครเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธาน รักษาข้อบังคับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔ ในการประชุมครับท่านประธานครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ เมื่อวานนี้ ก็มีข้อตกลงกันระหว่างวิป ก็พยายามบอกจะอยู่ในข้อบังคับและพยายามรักษาเวลา ไม่วกวน ไม่ซ้ํานะครับ เมื่อสักครู่ผมก็เลยให้เจ้าหน้าที่ตั้งเวลาดู เวลาผู้อภิปรายเขาจะได้รู้ว่าใช้เวลา เท่าไรนะครับ อย่างไรพยายามให้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่เราตกลงกันไว้นะครับ เชิญท่านกุลเดช ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครบ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องเรียน ท่านว่าผมเพิ่งใช้เวลาไป ๘ นาทีนะครับ แล้วผมเป็นผู้อภิปรายคนที่ ๒๐ ครับ ผมยังไม่ได้ ออกนอกประเด็นเลยครับ ผมกําลังให้เหตุผลถึงในการแก้ไขสงวนคําแปรญัตติ ในมาตรา ๑๑๑ ของผมอยู่ครับ
ขอโทษนะครับ คุณกุลเดช เดี๋ยวจะบันทึกหลักฐานผิดครับ ท่านเป็นคนที่ ๔๘ แล้วครับ บันทึกไว้นะครับ ไม่ใช่ ๒๐ นะครับ
ครับ ก็ขอบคุณท่านครับ มันเป็นธรรมดาอยู่เองครับในมาตรานี้มันก็วนเวียนอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อผู้ประท้วงเมื่อสักครู่จะให้ผมตอบตามคําแก้ไข จริง ๆ ผมเป็นผู้สงวนคําแปรญัตตินะครับ ผมพูดได้ทุกเรื่องตามข้อบังคับ แล้วก็ไม่มีจํากัดเวลาสําหรับผมด้วยครับ เพียงแต่ผมเอง มีนิติภาวะที่พอจะรู้ได้ว่าควรจะใช้เวลาเท่าไร ไม่ต้องมาบังคับผมหรอกครับ แต่ถ้า ยิ่งมีประท้วง ผมก็จะเริ่มไปใหม่เรื่อย ๆ ผมถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของผมครับ ท่านประธานครับ
พอท่านไม่ทันจบเลย มีคน ลุกประท้วงอีก เอาอย่างนี้ท่านวรชัย เดี๋ยวผมคุยกับท่านกุลเดชดีกว่า ท่านไม่ต้องประท้วงนะครับ เพราะว่าท่านบอกแล้วว่าท่านจะอยู่ในข้อบังคับ แล้วก็พยายามพูดในประเด็นที่ท่านขอ แปรญัตติเอาไว้ นั่นละครับก็คือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเมื่อวานเราได้ตกลงกันแล้วว่าเราจะพูด ในสิ่งที่เราขอแปรญัตติไว้นะครับ เชิญครับ
ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมไม่ใช่คนดื้อหรอกครับ ผมมีเหตุมีผล แต่ถ้าใครไม่มีเหตุไม่มีผลกับผม ผมก็ไม่มีเหตุมีผลด้วยครับท่านประธาน เหตุผลของผมนี่ครับ ในการที่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ๑๐๐ คน แล้วก็มาจาก การเลือกตั้งโดยองค์กรวิชาชีพ ๑๐๐ คน ไม่ใช่เพราะผมไม่ศรัทธาประชาชนหรอกครับ เพียงแต่ว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสภานั้นเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่ในการพิจารณา กลั่นกรองกฎหมายครับท่านครับ ไม่ได้มีหน้าที่พิจารณากฎหมายแบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นการได้มาของ ส.ว. กับ ส.ส. น่าจะมีฐานที่แตกต่างกัน ผมต้องย้ํา กับท่านประธานอย่างนี้นะครับ ในเหตุผลของผมที่เสนออย่างนี้ เพราะว่าผมต้องการให้ที่มา ของ ส.ส. กับที่มาของ ส.ว. ต่างกัน เนื่องจากว่าอํานาจหน้าที่ในการทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ ต่างกัน เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณากฎหมายครับ แต่สมาชิกวุฒิสภา กลั่นกรองจากกฎหมายที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติวาระที่สามแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าการได้มาซึ่ง ส.ว. และ ส.ส. มาจากฐานการเมืองเดียวกัน เชื่อได้เกิน ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่า ส.ว. ที่ได้รับการเลือกตั้งจะเป็น ส.ว. ที่มี ฐานเสียงจากพรรคการเมืองใหญ่ ๆ หรือนักการเมืองผู้มีอํานาจและอิทธิพลในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ หลายคนอาจจะออกมาปฏิเสธครับ แต่ผมบอกว่าท่านอย่าปฏิเสธตัวท่านเองเลยครับ ท่านรู้อยู่แก่ใจพี่น้องประชาชนก็รู้ว่าวันนี้การเมืองการเลือกตั้งมันเป็นอย่างไร ก็กราบเรียน ท่านประธานไว้อย่างนี้ครับ
เหตุผลข้อที่ ๒ วุฒิสภามีอํานาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระ ซึ่งโดยทางกลับกันองค์กรอิสระนั้น ๆ ซึ่งถูกแต่งตั้งจะกลับมาพิจารณา ส.ว. และ ส.ส. ได้ มันเหมือนกับอะไรละครับ ผมใช้คําพูด ผลัดกันไปผลัดกันมาครับ ก็ต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ มันเป็นวิธีการที่จะคืบคลานเข้าไปยึดประเทศไทย ถามว่าเพ้อฝันอีกหรือไม่ ก็อย่างที่บอกท่านประธานละครับ หลายคนที่ไม่คิดไปข้างหน้า ก็อาจจะว่าเพ้อฝัน คือวันนี้คิดแต่อดีตกับคิดแต่ปัจจุบันย้ําอยู่ตรงนี้ อนาคตข้างหน้าไม่มอง ไม่มีวิชัน (Vision) ไม่มีวิสัยทัศน์ อาจจะเป็นวิสัยทัศน์ที่ไม่ดีนัก แต่เป็นข้อสังเกตที่ต้อง ตั้งข้อสังเกตกันไว้ก่อนที่จะมีการประพฤติปฏิบัติแบบนั้น พวกเราเองในฐานะผู้ที่ ออกกฎหมาย เราก็อยากได้กฎหมายที่ดีที่สุดไปบังคับใช้กับพี่น้องประชาชนครับ ใครมี เหตุผล ใครมีข้อสังเกต ใครมีมุมมองอย่างไรก็ต้องมาพูดกันครับ บางทีกฎหมายเพียงแค่ ๒ บรรทัด หรือบรรทัดเดียว หรือคําเดียวนี่ครับ ถ้ามันตกลงกันไม่ได้ มันตีความได้หลายช่องทาง ตรงนั้นก็ต้องถกเถียงกันเป็นวันเป็นคืน อย่าปล่อยผ่านเลยไปไม่ได้ครับ มันเป็นปัญหา กฎหมายประเทศนี้มันเป็นปัญหาเมื่อออกไปแล้วต้องตีความ ต้องส่งกฤษฎีกาตีความ ต้องส่ง ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ส่งทุกหน่วยงานตีความ พวกเราเป็นผู้ออกกฎหมายเราต้องคํานึงถึง เรื่องนี้ด้วยครับ วันนี้ถึงได้มาพูดกันให้มันชัดเจนแจ่มแจ้ง แล้ววันนี้ถามว่าทําไมไม่ไปพูดใน วาระอื่น ต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ เลยครับ พูดวาระอื่นพี่น้องประชาชนไม่รู้หรอกครับ หลายท่านอาจจะบอกพูดซ้ําคนนั้นซ้ําคนนี้ พี่น้องประชาชนไม่ได้ฟังเราตลอด ๒๔ ชั่วโมง อาจจะมาฟังคนหนึ่งพูดหน่อยหนึ่ง แต่จะมาฟังจากผม คนนี้พูดดีขอฟังตั้งแต่ต้น ถ้าประธานตัด ผมก็ได้พูดครึ่งเดียว พี่น้องประชาชนก็รู้ไม่จบอีก มันก็เป็นที่มาของการสร้างความไม่เข้าใจ ในพี่น้องประชาชน วันนี้ต้องบอกครับ ท่านครับ ความเข้าใจของพี่น้องประชาชนเป็นหลักครับ ท่านเห็นไหมครับ ม็อบสวนยางพาราที่อําเภอชะอวดมาประท้วงเรื่องความเดือดร้อนแท้ ๆ แต่เป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงของประเทศเชื่อคํารายงานของข้าราชการระดับล่างว่า เป็นม็อบหน้ากากขาวกับม็อบมาต่อต้านรัฐบาล มันถึงมีมาตรการที่ไปสลายม็อบอย่างไรครับ วันนี้เป็นอะไรนักหนาครับ ใช้เวลาชั่วโมง ๒ ชั่วโมงพูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มันจะพูด ไม่ได้เชียวหรือครับ พูดให้พี่น้องประชาชนเข้าใจให้มันแจ่มแจ้งแดงแจ๋ ใครจะตัดสินใจ อย่างไรก็ว่ากันไป ท่านประธานครับ ผมเองก็ไม่อยากให้เวลาในสภานี้มากนักหรอกนะครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกยังจะอภิปรายอีกหลายคน แล้วผมเองก็ยังสงวนคําแปรญัตติไว้ ในอีกหลายมาตรา ก็อยากจะกราบวิงวอนไปยังเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล แล้วก็เพื่อนสมาชิก วุฒิสภาทุกท่านครับ ผมอยากเรียกร้องให้ท่านจริง ๆ ใช้อิสระจริง ๆ อิสระเหนืออิสระ ให้ใช้ ความเด็ดเดียว ความรู้ความสามารถ พิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท ของประเทศให้ออกมาสามารถบังคับใช้กับพี่น้องประชาชนทุกคนได้ โดยที่พี่น้องประชาชน ทุกคนมีความสบายใจว่าได้รับความยุติธรรมเพียงพอ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านกษิต ภิรมย์ แล้วต่อด้วย ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เชิญท่านกษิตครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ใช้เวลามากครับท่าน ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนร่างมาตรา ๓ ไว้ในการที่จะแก้ไข มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอขึ้นมาครับ เพราะผมมีเหตุผลดังนี้ครับ ประเด็นแรกเลยก็คือ เท่าที่เป็นอยู่ ณ วันนี้ที่เกี่ยวกับวุฒิสภาก็ไม่ได้ยินเสียงประชาชนเรียกร้องให้มี การเปลี่ยนแปลง แล้วผมก็คิดว่าโดยทั่ว ๆ ไปประชาชนก็มีความชื่นชมต่อผลงานของบรรดา วุฒิสมาชิก อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ที่ได้ออกมาเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมก็เป็นที่เคารพนับถือ ในสติปัญญา ความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่การงาน ทีนี้การที่จะเสนอให้มีการแก้ไข มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และอื่น ๆ ในหมวดเดียวกันนั้นมันก็มาจากกลุ่มนักการเมืองอาชีพ ซึ่งกลุ่มนักการเมืองอาชีพเป็นแค่กลุ่มเดียวในกลุ่มอาชีพที่มีมากมายในสังคมไทยและในสังคม ทั่วโลก แล้วเมื่อเสนอได้กลุ่มเดียว และกลุ่มนี้ก็อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แล้วก็ยังจะคืบ เข้ามาอยู่ในวุฒิสภา แล้วก็โดยปริยายก็จะมีการเอากลุ่มอาชีพอื่น ๆ ออกไป ก็เสมือนว่า กลุ่มอาชีพนักการเมืองนั้นอยากจะผูกขาดงานนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ อยากจะเข้ามาผูกขาดงานในวุฒิสภาซึ่งเกี่ยวกับการถอดถอน ควบคุม แต่งตั้งองค์กรอิสระ ทั้งหลาย ท่ามกลางบรรยากาศอะไรครับ แล้วก็ข้อเท็จจริงของอุดมการณ์ว่าด้วยเสียงข้างมาก เป็นประกาศิต แล้วก็เป็นใหญ่ แล้วมันก็เป็นความเป็นจริง เพราะได้มีการปฏิบัติในการที่จะ ใช้เสียงข้างมากนั้น ใช้อํานาจรัฐ แล้วก็บริหารราชการไปในทิศทางที่มันสวนทางกับความเป็น ประชาธิปไตย แล้วก็เป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นในร่างมาตรา ๓ ที่จะให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ นี้ มันก็เสมือนกับเป็นการเปิดช่องทางให้ชนกลุ่มหนึ่ง เข้ามามีอํานาจ ยึดอํานาจ แล้วก็ใช้ทฤษฎีว่าด้วยเสียงข้างมาก มันก็จะทําให้สังคม ประชาธิปไตยของเรานั้นจืดจางลงไป ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดการมีส่วนร่วมของฝ่ายอาชีพ หรือมืออาชีพอื่น ๆ เพราะฉะนั้นผมหวาดหวั่นในเรื่องของการแพร่ขยายของลัทธิเสียงข้างมาก เป็นเผด็จการในรัฐสภาแล้วก็ในการบริหารราชการบ้านเมือง ในขณะเดียวกันครับ ท่านประธานในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งความเป็นไปในเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อมนั้น มันมีความสลับซับซ้อน และประเทศไทยก็มีพันธกรณีระหว่างประเทศมากมาย และเรา ต้องการผู้ที่มีคุณวุฒิ มีชํานาญการ มีประสบการณ์ที่จะมานั่งอยู่ในวุฒิสภาเพื่อจะช่วย กลั่นกรอง คัดท้ายการดําเนินการของภาครัฐและของสภาผู้แทนราษฎร ยิ่งมีผู้ชํานาญการเท่าไร มันก็จะสร้างความอุ่นใจว่ากฎหมายก็ดี มติต่าง ๆ เรื่องที่สําคัญต่อประเทศชาติบ้านเมือง แล้วก็กระทบกับประชาชน ๖๕ ล้านคนของเรานั้นได้มีผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีเกียรติประวัติ อันงดงามในการรับใช้บ้านเมืองมาก่อนนั้นได้สามารถที่จะทําการกลั่นกรอง เป็นเครื่อง เตือนสติ แล้วก็ในการที่จะช่วยในการที่จะคัดเลือกองค์กรอิสระจากการเมืองที่จะใช้กฎหมาย เป็นตัวตั้ง แล้วเสริมสร้างความยุติธรรมและสังคมประชาธิปไตยในประเทศไทยให้มันแพร่ขยาย กว้างขวาง แล้วก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่อยู่ ๆ กลุ่มอาชีพการเมืองก็จะเข้ามายึดหมดทั้งสภาสูง สภาล่าง นั่นเป็นเหตุผลอันสําคัญที่ผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับร่างมาตรา ๓ อันนี้ได้นะครับ
นอกจากนั้นแล้วครับท่านประธาน สังคมไทยก็เหมือนกับสังคมอื่น ๆ ทั่วโลก ที่มีความเป็นพหุสังคม คือมันมีความหลากหลายของคนต่างสายเลือด เลือดผสมก็ดี ต่างศาสนา ต่างความเชื่อถือ และในประเทศไทยก็มีชนกลุ่มน้อยที่เป็นชาวเขาก็ ๔๐-๕๐ กลุ่ม มีชนเผ่าไทยแท้ ๆ นี่ละครับที่เป็นชนกลุ่มน้อยของคนไทย เพราะมันมีภาษา ประเพณี วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากภาษาไทยหรือคนไทยส่วนกลาง
-๖๖/๑ ในขณะเดียวกันในแถบทะเลอันดามันก็มีชาวเล ชาวเกาะต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ตรงจังหวัดระนอง ก็มีคนผสมผสานกันระหว่างกึ่งไทยกึ่งพม่าที่ติดค้างมาตั้งแต่ลัทธิอาณานิคม บุคคลต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เขาเป็นชนกลุ่มน้อย แม้กระทั่งกลุ่มของความเชื่อถือทางด้านศาสนานั้น เขาก็ควรจะมี มืออาชีพ มีคนของเขาเองนั้น สามารถที่จะมีที่นั่งในวุฒิสภาเพื่อจะสะท้อนเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ผลประโยชน์ของเขา ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเขา แม้กระทั่งเรื่องง่ายของสิทธิ ในการที่จะเป็นพลเมืองไทย มันก็เป็นเรื่องคั่งค้างกันมาเป็นเวลา ๗๐-๘๐ ปีแล้ว มันก็ยัง ไม่เสร็จสิ้นเสียที หรือว่าสิทธิของชุมชนว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ทรัพยากรที่อยู่ใต้ดินบนดิน ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ถ้าเผื่อจะให้มีกลุ่มอาชีพการเมืองทั้งหมดเข้ามาฮุบอํานาจทางการเมือง ในกรอบของสภานิติบัญญัตินั้น แล้วเขาจะมีซุ่มมีเสียงอย่างไรล่ะครับ ทําไมเราไม่เปิดทางให้ แล้วเขาก็มีอยู่แล้วนะวันนี้ ใน ๑๕๐ คน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็เป็นกลุ่มที่สามารถจะสะท้อน ความต้องการของอาชีพ ของชนกลุ่มน้อยได้ แล้วบัดนี้มันก็จะหมดไป ในขณะเดียวกัน แล้วก็มาพูดกันบอกว่า ประชาธิปไตยจะต้องมีส่วนร่วม ต้องขยายการมีส่วนร่วม ประชาชน ต่างอาชีพ ต่างสาขา ต่างรายได้ต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในกระบวนการประชาธิปไตย ร่วมในการออกกฎหมาย ติชม ตรวจสอบต่าง ๆ เหล่านี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อยากจะให้มีประชาธิปไตยโดยทางตรง หรือเข้ามานั่งในสภา เพื่อจะได้มีส่วนอย่างเต็มที่ แต่เรากําลังเริ่มที่จะลิดรอนกลุ่มคน กลุ่มอาชีพบางคนออกไป ผมคิดว่าอันนี้เป็นบาปนะครับ แล้วเหมือน ๆ กับว่าเราพูดอย่างทําอย่าง เราบอกว่าเราเป็น นักประชาธิปไตย เป็นผู้แทนอันทรงเกียรติของประชาชนชาวไทย แต่เราสามารถที่จะทําร้าย เพื่อนคนไทย แล้วก็กลุ่มอาชีพสาขา รวมทั้งชนกลุ่มน้อยกันไปได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ความสลับซับซ้อนของโลกาภิวัตน์ การมีส่วนร่วมการที่จะต้องสะท้อนความหลากหลาย ในสังคมไทยนั้น ผมจึงได้มีข้อเสนอว่าในวุฒิสภามันต้องมีการเลือกตั้งทั้งกลุ่มการเมือง สาขาอาชีพนี้ แล้วก็มีการเลือกตั้ง กลุ่มสาขาอาชีพต่าง ๆ เพื่อจะสะท้อนความหลากหลาย แล้วก็การมีส่วนร่วม ในวิถีชีวิตของสังคมประชาธิปไตยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ถ้ายังจะมายืนกรานให้กลุ่ม อาชีพการเมืองยึดอํานาจ ก็แน่นอนครับ ก็เหมือน ๆ กับเพื่อน ๆ สมาชิกของผมอีกหลายคน ว่าจะต้องต่อสู้ไปให้ถึงที่สิ้นสุด เพราะว่าผมเข้ามามีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย เพื่อจะได้เห็นความเป็นประชาธิปไตยนั้นงอกงาม ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศโดยจริง เพราะผมก็เกรงว่าอีกไม่นานเราก็จะมาพิจารณา มาตรา ๖๘ และมาตรา ๑๙๐ ก็ยิ่งเป็นการ ทําร้ายประชาธิปไตย แล้วก็เป็นการทําร้ายสิทธิเสรีภาพและสิทธิในการมีส่วนร่วมในวิถีทาง ประชาธิปไตย แล้วก็ในอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น เรากําลังทําร้ายประเทศไทยครับ เรากําลังทําร้ายประชาธิปไตย ผมขอวิงวอนมาทางท่านประธานผ่านมาที่กรรมาธิการ เพื่อน ๆ ส.ส. หรือว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายที่ฝักใฝ่อยู่กับทางฝ่ายรัฐบาลนั้น ให้คิดให้ดีครับ ท่านอาจจะชนะในครั้งนี้ก็เป็นสงครามระยะสั้นเท่านั้นเอง แต่ว่าอํานาจของประชาชน การมีส่วนร่วม สังคมที่เป็นประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะขจัดได้ด้วยเสียงมากในรัฐสภาครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล แล้วเดี๋ยวต่อด้วยท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระผมเองได้แปรญัตติตามรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ ของรัฐสภา หน้าที่ ๑๕ นะครับท่านประธาน ในมาตรา ๓ คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไข และมีสาระที่สําคัญอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า มาตรา ๓ ก็คือ วุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ ท่าน หลายท่าน โดยเฉพาะประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ หลายท่านพยายามที่จะมองว่า วันนี้ฝ่ายค้านหรือสมาชิกวุฒิสภาบางท่านไม่เห็นด้วยกับ การเลือกตั้ง เสมือนว่านะครับ ผมเรียนเสมือนว่าวันนี้พอคณะกรรมาธิการกําลังบอกว่าวุฒิสภาจะต้องมา จากการเลือกตั้งให้อํานาจกับพี่น้องประชาชน ทําไมพรรคประชาธิปัตย์ ทําไม ส.ว. บางท่าน ถึงคัดค้าน ท่านประธานครับ ถ้าดูให้ดีในการแปรญัตติผมพยายามศึกษาว่ามีผู้แปรญัตติ ทั้งหมดเท่าไร แล้วดูที่มาตรา ๓ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน พออ่านดูในคําแปรญัตติมีเรื่องการเลือกตั้งทุกท่าน ทุกคน ผมเรียนนะครับพรรคประชาธิปัตย์สมาชิกของเรา เราเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสเลือกตัวแทนเขาเข้ามา แต่ท่านประธานครับ เนื่องจากกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเริ่มส่อไปในทางที่ทําให้บ้านเมืองเสียหาย เสียหายเรื่องอะไรบ้างครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานพูดทั้งหมด ๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกก็คือ ถ้าเกิดใช้การเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ ท่าน จะทําให้สมาชิก วุฒิสภาที่มีความเก่ง มีความรู้ เป็นคนที่มีคุณวุฒิ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหายไปจากสมาชิกวุฒิสภา ในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ในการแปรญัตติของผมให้มีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๑ ท่าน ส่วนที่เหลือผมให้ใช้มีการสรรหาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้ส่วนที่เหลือของวุฒิสภามาจากการสรรหา เนื่องจากผมตัด มาตรา ๓ ทั้งหมด ก็เลยให้คงตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ที่ผมให้คงไว้ก็คือให้มีวุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจํานวนหนึ่งรวม ๑๕๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะมีสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ๗๗ คน และมาจากการสรรหา เท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คือมีสมาชิก จากการสรรหาจํานวน ๗๓ คน ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ถ้าเกิดท่านไปเลือกตั้งทั้งหมด แน่นอนเราให้อํานาจกับพี่น้องประชาชนเพราะเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่เราขาดหายไปก็คือ ส.ว. ที่เก่งที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่ ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้รู้จักท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ผมคิดว่าท่านเป็นคนที่มีความรู้เฉพาะด้าน เฉพาะทางจากการเขาสรรหามา ผมยกตัวอย่าง ทางด้านวิทยาศาสตร์ ท่าน ส.ว. นิลวรรณจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ผมรับทราบว่าท่านเป็นคนเก่งมาก เรื่องการศึกษา ท่าน ส.ว. ตวง เรื่องทางเศรษฐกิจ ท่าน ส.ว. ถาวร อย่างนี้ครับ หรือเรื่อง สิ่งแวดล้อมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสมุทรสาคร ท่านครับ หลายเรื่องที่วุฒิสมาชิกที่เขา มีความชํานาญเฉพาะด้านเขาจะเข้าไปช่วยดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชน เรื่องโรงไฟฟ้า เรื่องปัญหาน้ํามันรั่วในแต่ละแห่ง มีท่านสมาชิกเขาเดินทางกันไปดูแล นี่คือกลุ่ม ส.ว. ที่เก่ง ท่านครับ แต่วันนี้ถ้าเกิดท่านเอาตัวแทนของพี่น้องประชาชนจากพื้นที่เข้ามา แน่นอนละครับ เราได้ตัวแทนจริง ๆ จากพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ ส.ว. จะเข้ามาดูแลเรื่องการกลั่นกรอง กฎหมาย ดูแลเรื่องสิ่งสําคัญที่ ส.ส. เสนอกฎหมายเข้าไป แล้ว ส.ว. กลั่นกรอง มันก็จะขาดหายไป ท่านประธานครับ วันนี้เราเสียดายเห็นไหมครับ ส.ว. ที่มีความรู้ทางด้านการเกษตรก็มีหลายท่าน ปัญหาที่รัฐบาลจําเป็นจะต้องพึ่งพาจาก ส.ส. ต้องพึ่งพาจาก ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไข ปัญหายางพารา ท่านประธานเห็นไหมครับ มันเริ่มเป็นปัญหา เนื่องจากเราได้เฉพาะตัวแทน พี่น้องประชาชนมา เราไม่ได้ตัวแทนที่มาจากคนที่มีความรู้ความสามารถ เรื่องสตรี เราบอกแล้วว่า ถ้าเกิดเป็นการเลือกตั้งเราจะได้สตรีเข้ามาน้อยมาก เพราะเชื่อว่าถ้าเกิดสตรีมีโอกาสเข้ามาสู่ การบริหาร ทําให้การทุจริตลดลง ท่านประธานคงทราบนะครับ วันนี้ประเทศไทยเราอยู่ลําดับ ๗ ของเอเชียแปซิฟิกนะครับ การทุจริตรุนแรงมากโดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลดังกล่าว ท่านประธานครับ เรื่องพลังงาน เรื่องกีฬา และโดยเฉพาะที่น่าเสียดายในอนาคตข้างหน้านะครับ ผู้ด้อยโอกาสหลายท่าน ได้พูดแล้ว ส.ว. ที่เป็นผู้ด้อยโอกาส คนพิการ แทบจะไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านรู้จัก ส.ว. หยุยนะครับ ครูวัลลภ เป็น ส.ว. ที่ดูเรื่องสิทธิของเด็ก แต่วันนี้ไม่มีโอกาส ถ้าให้ ส.ว. หยุยไปเลือกตั้ง เขาก็คงจะสู้นักเลือกตั้งไม่ได้ และโดยเฉพาะเป็นนักเลือกตั้ง ของพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ก็ยากขึ้น ผมเลยเรียนว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านออกนะครับ ท่านตัด ส.ว. ที่เก่งไป ส.ว. ที่จะถูกตัดตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ ส.ว. ที่มีความเป็นกลาง ท่านประธานก็คงเชื่อว่าหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ที่สําคัญเยอะมากครับ แต่ถ้าเกิด พรรคการเมืองหรือทางรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเข้าไปแทรกแซง ท่านประธานก็คงทราบว่า หลายท่านได้อภิปรายแล้ว วันนี้ศาลถูกแทรกแซงนะครับ วันนี้คณะกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ จะถูกแทรกแซงถ้าเกิดกรณีพรรคการเมืองสามารถที่จะไปครอบงําได้ ท่านประธานครับ หลายคนก็พยายามบอกว่าแล้วทําไมพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปก็คงมีโอกาสเป็นรัฐบาล ก็คง จะได้ประโยชน์จากหลักการดังกล่าวในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมเชื่อ ในหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ครับ เราเชื่อหลักการในกฎหมายว่าวันนี้ใครทําผิดก็ต้อง ติดคุก ใครทําดีก็ต้องได้ดี ใครทําชั่วก็ต้องได้ชั่วครับ ในแนวคิดของพรรคเราไม่เคยแสวงหา หลักการที่ผิด ๆ ครับ เราไม่จําเป็นจะต้องเอาเงินไปแทรกแซง เอาเงินไปยัดเยียดเพื่อเปลี่ยนคดี ท่านครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเกิดใช้ ส.ว. จากการเลือกตั้งทั้งหมดนะครับ สิ่งที่จะเสียหาย ก็คือในเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน ท่านประธานครับ เดิมกรรมาธิการก็มีความคิดว่า เราจะมี ส.ว. ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนะครับ จากการเลือกตั้ง ๒๐๐ ท่าน แต่ท่านประธานครับ วันนี้เราพิจารณาถึงมาตรา ๓ ผลปรากฏว่าคณะกรรมาธิการไปแก้ถึงมาตรา ๕ น่ากลัวมากครับ ท่านประธาน เหตุผลที่ผมจะต้องโยงมาตราเพียงแค่เล็กน้อยเพื่อจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า วันนี้มีการเตรียมการเพื่อที่จะทําการยึดประเทศ เพื่อที่จะทําการยึดสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ เขายกเลิกเรื่องบุพการี คู่สมรส บุตรที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก วุฒิสภา ยกเลิกคุณสมบัติข้อนี้ออก เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนนะครับ ต่อไป ส.ส. รัฐมนตรีถ้าเกิดลาออกปั๊บก็สามารถไปสมัคร ส.ว. ได้ทันที ตรงนี้เป็นผลประโยชน์ตอบแทนที่เกิดขึ้น ในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เดิมตอนช่วงรับหลักการตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ถึงวันที่ ๔ เมษายน ท่านประธานก็อยู่ในสภากับผม ยังไม่มีการแก้ไข แต่กรรมาธิการใช้เสียงข้างมากไปแก้ไข ตรงนี้ครับ เหตุผลผมเชื่อว่าเพื่อจะเอาเข้ามาสู่รัฐสภา เพื่อจะเอาคะแนนจาก ส.ว. บางส่วน เป็นอย่างไรครับ เพื่อเอาให้ได้เกินครึ่ง วิธีที่จะให้เกินครึ่งก็คือต้องมีข้อต่อรอง วันนี้ท่านก็เอา เครื่องต่อรองตรงนี้ครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงถือว่าเป็นกฎหมายที่ทําลายประเทศ ในอนาคต ท่านประธานครับ เหมือนที่ผมกราบเรียนว่าวันนี้ถ้าเกิด ส.ว. ของเราถูกครอบงํา ประเทศไทยต่อไปในอนาคต แน่นอนครับ เรื่องการตรวจสอบทุจริตที่เราเป็นปัญหากันอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะถูกตรวจสอบทุจริตได้ การออกกฎหมาย การแก้รัฐธรรมนูญก็ออกตามใบสั่งได้ ผมกราบเรียนท่านประธานถึงกรรมาธิการครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปแล้วทําให้คนชั่ว มีโอกาสได้ครองเมือง ท่านก็จะเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการทําลายประเทศ ประวัติศาสตร์ จะจารึกไว้ว่า ท่านไม่ใช่เพียงแค่คนทําลายประชาธิปไตย แต่ท่านเป็นคนทําลายประเทศไทย ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป
เชิญท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านแปรญัตติไว้ในส่วนของจํานวนวุฒิสมาชิกครับ เชิญท่านครับ
๒ ประเด็นครับท่านประธาน อยู่ในหน้า ๓๖ ส่วนหนึ่งครับ แล้วก็ดูจะปรากฏในรายงาน ในหน้า ๕๕ อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับร่างมาตรา ๓ ด้วยกันทั้งสิ้นครับ ท่านประธานเห็นแล้วนะครับ
เห็นแล้วครับ เชิญท่านเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภาครับ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นให้ได้รับความสบายใจว่า กระผมคงไม่ใช้เวลาให้ยาวนานมากนัก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าเพื่อนสมาชิกของกระผมที่อยู่ ในพรรคเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการอภิปรายไป เมื่อสักครู่นี้ ดูจะได้อภิปรายในส่วนที่กระผมอยากจะอภิปรายไปมากแล้วตามสมควร ก็ทําให้ กระผมคงจะได้ประหยัดเวลาในส่วนนั้นมาเน้นย้ําถึงเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับร่างของ คณะกรรมาธิการ และเน้นย้ําถึงความน่าจะเป็นไปได้ของคําแปรญัตติของกระผม ขอกราบเรียน ท่านประธานว่ากระผมแปรญัตติ ในมาตรา ๓ โดยมีสาระสําคัญ ๒ ประการครับดังที่ท่านประธาน ได้เห็นในรายงานด้วยแล้ว
สาระสําคัญประการแรก ก็คือ สาระสําคัญที่ขอลดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง จํานวน ๒๐๐ คน ลงเหลือจํานวนเพียง ๑๕๐ คนเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสาระสําคัญประการที่ ๒ ที่กระผมได้แปรญัตติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการและที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ผิดแผกแตกต่างไปจากร่าง ของคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก กระผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ กับร่างอันเป็นที่มา อันเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการ
ท่านครับ มีผู้ประท้วง ท่านจุฤทธิ์มีอะไร
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใคร่หารือ ท่านประธานนิดเดียวครับ ตอนนี้ช่อง ๑๑ ไม่มีการถ่ายทอดอยู่ครับ ช่อง ๑๑ ไม่มี การถ่ายทอดท่านช่วยตรวจสอบด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านเลขาธิการช่วยดูด้วย แจ้งด้วยนะครับ เชิญท่านบัญญัติต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ กระผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในหลักเกณฑ์และวิธีการอันเป็นที่มา ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามรูปแบบที่คณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก กําหนดขึ้นครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าผมมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งครับว่า ถ้ารัฐสภานี้ ได้ให้ความเห็นชอบกับร่างของคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก จนวันหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้จะได้รับการประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย สิ่งที่กระผมคาดไว้ อย่างแน่นอนก็คือว่า สิ่งที่จะตามมาก็คือจะเป็นการบั่นทอนผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ เชิงโครงสร้างของการมีวุฒิสภาตามเจตนารมณ์ที่ได้มีกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างไม่ต้อง สงสัยเลยครับ และกระผมเข้าใจว่าคงจะเป็นเหตุนี้ละครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาในสภานี้ ทั้งที่มาจากพรรคการเมือง และทั้งที่มาจากสมาชิกวุฒิสภาครับ จึงได้มีจํานวนของการยื่น ขอแปรญัตติในบทมาตรานี้อย่างมากมายเป็นพิเศษ ชนิดที่ไม่เคยปรากฏกันมาก่อน อะไร คือภารกิจเชิงโครงสร้างของการมีวุฒิสภาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญครับ สาระนี้ ว่าตามจริงก็ได้มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภานี้ได้พูดจากันเอาไว้แล้วมากมาย กระผมจึงใคร่ขอสรุป เป็นประเด็นสั้น ๆ เพียง ๓ ประการเท่านั้นครับ
ประการที่ ๑ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้มีวุฒิสภานั้น ก็ด้วยความประสงค์จะให้ทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรอง เป็นสภายับยั้ง เป็นสภาตรวจสอบ และเป็นสภาถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกันเอง คือต่อสภาผู้แทนราษฎร และต่อฝ่ายบริหาร
ประการที่ ๒ ที่สําคัญมากไปกว่านั้น ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ได้เริ่มมีการบังคับ จากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จนวันหนึ่งเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือปี ๒๕๕๐ ก็ได้นําสาระสําคัญนั้นมาบัญญัติไว้ชัดเจนเป็นพิเศษ ภารกิจที่ว่านี้ก็คือภารกิจ ในการให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ในองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือองค์กรอิสระซึ่งดูจะมีบทบาทค่อนข้างสูง ทั้งเป็นองค์กรของการจัดการ บริหารในเรื่องสําคัญ ๆ และที่สําคัญยิ่งก็คือการตรวจสอบ
ประการที่ ๓ ที่สําคัญมากไปกว่านั้น ก็คืออํานาจหน้าที่หรือภารกิจในการ ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงครับ ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาเปิดดูส่วนที่ ๓ ของรัฐธรรมนูญในเรื่องการถอดถอนออกจากตําแหน่งแล้ว ก็จะพบความจริงว่าบทบาท ของสมาชิกวุฒิสภาหรือบทบาทของวุฒิสภาในเรื่องนี้ค่อนข้างสูงมากเป็นพิเศษ นอกจากจะได้ ทําหน้าที่ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงแล้ว ที่สําคัญเป็นอย่างยิ่ง และความจริง ก็เป็นเรื่องที่สังคมนี้ปรารถนาอย่างมากเช่นเดียวกัน ก็คือการถอดถอนฝ่ายการเมือง ด้วยกันเองครับ ในกรณีที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อว่ามีการทุจริตในการใช้อํานาจหน้าที่ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ข้อนี้สําคัญมาก และผมเข้าใจว่าด้วยภารกิจเช่นนี้จึงมักจะมี การช่วงชิงการครอบงําวุฒิสภาอยู่บ่อย ๆ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาแล้ว
เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าถ้าเรามีความประสงค์ที่จะให้การมีวุฒิสภาของเรานั้น สมดังเจตนารมณ์ที่กฎหมายกําหนดไว้ทั้ง ๓ ประการ ความจําเป็นที่เราจะต้องมีวุฒิสภา ที่มีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระ และสําคัญที่สุดก็คือว่าปลอดจากการครอบงํา จากฝ่ายการเมืองโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าข้อนี้เป็นข้อที่มีความสําคัญมาก และกระผมเข้าใจว่า ที่คณะผู้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ทั้งในชั้นของคณะกรรมการยกร่างและในชั้นของ สมาชิกสภาร่าง ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมต้นฉบับของปี ๒๕๔๐ แล้วก่อให้เกิดมีสมาชิกวุฒิสภา แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงกับประเภทที่มาจากการสรรหา ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลา ๒-๓ วันที่ผ่านมา กระผมเข้าใจว่าประเด็นเหล่านี้ดูจะเป็นประเด็น ที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดจากันในสภานี้มากมายเป็นพิเศษ กระผมเป็นคนหนึ่งที่ให้ ความสําคัญในเรื่องนี้และติดตามการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาโดยตลอด กระผม ค่อนข้างจะเห็นด้วยครับ เพราะทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยเหตุผลทํานองเดียวกับที่มีเพื่อนสมาชิก ในรัฐสภานี้ได้หยิบยกเป็นข้อพิจารณาอยู่เสมอว่าสภา ๒ สภา น่าจะต้องมีความแตกต่างจากกัน ตามสมควร บางทีการแบ่งแยกสมาชิกวุฒิสภาออกเป็น ๒ ประเภท นอกเหนืออยากจะได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มีความหลากหลายในมากมายหลายสาขาแล้ว การถ่วงดุลอํานาจในระหว่าง สมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ผมคิดว่าก็ดูจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อยต่อการทําหน้าที่ให้สมตามเจตนารมณ์ ของการมีวุฒิสภา แน่นอนครับ ท่านประธานครับ ไม่มีกฎเกณฑ์ไหนที่จะได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะมีคํากล่าวอยู่เสมอว่าเมื่อมนุษย์เป็นคนกําหนดกฎเกณฑ์ มนุษย์ก็ย่อมสามารถที่จะหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์นั้น เพียงแต่ว่าในเวลาที่จะได้มีโอกาสจัดทํา กฎเกณฑ์ที่มีความสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญ กระผมเข้าใจว่าภารกิจอย่างหนึ่งที่เป็นภารกิจ ที่สําคัญมาก ซึ่งผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถปฏิเสธได้ ก็คือว่าแม้พวกเขาจะไม่ได้มีโอกาสและไม่มีโอกาสที่จะจัดทํากฎเกณฑ์ให้มีผลสัมฤทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ผมยกตัวอย่างมาแล้ว แต่ภารกิจสําคัญที่พวกเขาควรจะได้ตระหนัก ก็คือว่าต้องพยายามหาทางปิดช่องป้องกันไม่ให้มีการเบี่ยงเบนในการใช้กฎหมายนั้นให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ซึ่งกรณีเช่นนี้ผมคิดว่าถ้าเราเหลียวกลับมาดูร่างมาตรา ๓ ในมาตรา ๑๒ ครับ หรือมาตรา ๑๑ อันเป็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามร่างของคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก กําหนดมาแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง นั่นก็หมายถึงว่า ถ้าหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามร่างของคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากแล้ว ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างน้อยที่สุดกระผมคาดว่าจะมีอยู่ ๓ ประการด้วยกันครับ
ประการที่หนึ่ง การได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับท่านประธานครับ ว่าเมื่อมาจากพื้นที่เดียวกันมาจากฐานคิดวิธีการ เดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ความคาบเกี่ยวระหว่างฐานอํานาจที่ว่านี้ก็จะเป็น ความคาบเกี่ยวและมีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิก วุฒิสภาอย่างไม่ต้องสงสัยเลยแม้ว่าจะไม่ทั้งหมดก็ตาม ยิ่งท่านคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก เกิดไปแก้คุณสมบัติ ซึ่งความจริงก็เป็นคุณสมบัติที่ผู้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้แก้ไข ไปครั้งหนึ่งแล้ว คือเพื่อตัดความสัมพันธ์ความเกี่ยวโยงระหว่าง ๒ สภา โดยการห้ามมิให้ บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ที่ดํารงตําแหน่งอยู่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ เพราะฉะนั้น เมื่อคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากคณะนี้ได้กลับไปหยิบยกเอาคุณสมบัติที่ว่านี้มาใช้กับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จะเกิดมีขึ้นในวันข้างหน้าอีกครั้งหนึ่ง พร้อม ๆ กับยังเปิดโอกาส ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาหรือแม้แต่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าเมื่อไรปลอดจากความเป็นสมาชิกแล้วก็สามารถจะลงสมัคร รับเลือกตั้งได้ทันที ท่านประธานครับ ฐานคิดเช่นนี้ ฐานทางการเมืองในพื้นที่เช่นนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลต่อการได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาจํานวนมาก อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วในประการที่สองครับ กระผมมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ที่เราหวังจะเห็นสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นอิสระปราศจากความผูกมัดโดยอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงําของบุคคลใด ซึ่งกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มาตรา ๑๒๒ ว่าเป็นคุณสมบัติ ที่สําคัญยิ่งเป็นภารกิจที่สําคัญยิ่งก็ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
แต่ในประการที่สามที่น่ากลัวมากไปกว่านั้นก็คือว่าอาจจะมีฝ่ายการเมือง ส่งนอมินี (Nominee) ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบลับ ๆ แล้วใช้การบริหารจัดการโดยอาศัย เครือข่ายอุปถัมภ์ โดยอาศัยเครือข่ายของพวกพ้องในพื้นที่ โดยอาศัยเครือข่ายทางการเมือง จัดการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นจํานวนมากเพื่อครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาตามหลัก ที่ว่ารัฐบาลใดครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ รัฐบาลนั้นย่อมได้มาซึ่งอํานาจเบ็ดเสร็จ กระผมคิดว่าถ้าปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมน่าจะเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่า สัญญาณอันตรายนั้นได้เกิดขึ้นกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยแล้วอย่างแน่นอน ทีเดียว ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะมีความสําคัญมาก อย่างไรก็ตามครับเมื่อเสียงข้างมาก ในรัฐสภานี้ได้รับหลักการไปแล้วว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องมาจากการเลือกตั้งจะต้องยึดโยง จากการเลือกตั้ง ความจริงประเด็นยึดโยงนี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ควรจะได้พิจารณากัน ด้วยความรอบคอบเช่นเดียวกันครับ ถ้าไปถือหลักที่ว่าในระบอบประชาธิปไตยทุกส่วน ต้องยึดโยงกับประชาชน ยึดโยงกับฝ่ายการเมืองแล้ว ผมคิดว่าค่อนข้างอันตรายเหมือนกันครับ เพราะวันหนึ่งการได้มาซึ่งตําแหน่งประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการจะต้อง ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภานี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นกระผมไม่มั่นใจเหมือนกันว่าอํานาจตุลาการ ซึ่งเป็นอํานาจหนึ่งของอํานาจอธิปไตยจะไม่ถูกแทรกแซงไปจากฝ่ายการเมืองด้วย เรากล่าวถึงความยึดโยงระหว่างอํานาจหลายอํานาจกับประชาชนได้ครับ แต่ว่าสิ่งที่เราควร จะต้องคํานึงเป็นอย่างมากก็คือว่า ความยึดโยงที่ว่านั้นเป็นเพียงความยึดโยงเป็นข้ออ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจตามที่เราต้องการ หรือเป็นความยึดโยงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยแท้ ผมคิดว่าประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญมาก แน่นอนครับ กระผมมาจาก การเลือกตั้ง กระผมได้ตําแหน่งมาจากการยึดโยงกับประชาชน แต่เมื่อมาเห็นการยึดโยง หลายการยึดโยงที่พยายามกล่าวอ้างอยู่ในขณะนี้แล้ว กระผมค่อนข้างเป็นห่วงครับว่าวันหนึ่ง ระบอบประชาธิปไตยของเราที่ยึดหลักการแบ่งแยกอํานาจ ยึดหลักการกระจายอํานาจ เป็นสาระสําคัญนั้นจะกลายเป็นประชาธิปไตยที่มีการรวบอํานาจหรือมีการรวมศูนย์อํานาจ เอาไว้ในกํามือของคนไม่กี่คน ซึ่งอย่างนั้นก็นับว่าอันตรายยิ่ง กระผมจึงได้ถือโอกาสขอแปรญัตติ ให้แตกต่างไปจากที่มาของคณะกรรมาธิการ คือแทนที่จะใช้พื้นที่เขตเลือกตั้งจากจังหวัดหนึ่ง จังหวัดใดเป็นเขตเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งแน่นอนครับกรณีเช่นนี้เราย่อมอธิบายได้ ๑ ๒ ๓ ข้อ อย่างที่กระผมอธิบายมาแล้ว กระผมมีความคิดว่าถ้าเผื่อคณะกรรมาธิการใจกว้าง ยอมกระจายพื้นที่เขตเลือกตั้งให้กว้างขวางออกไปมากกว่าเขตเลือกตั้งในจังหวัดหนึ่งจังหวัดใด ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะกว้างขวาง กว่าเขตเลือกตั้งคนเดียวก็ตามที ยอมกระจายพื้นที่เขตเลือกตั้งให้กว้างออกไปตามที่ผม ขอแปรญัตติ นั่นก็คือว่าแทนที่จะใช้เขตพื้นที่จังหวัดหนึ่งจังหวัดใดเป็นเขตเลือกตั้งเท่านั้น กระผมขอแปรญัตติให้ใช้พื้นที่กลุ่มจังหวัด โดยรวมเอาหลาย ๆ จังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกัน โดยแบ่งออกเป็น ๑๐ เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งละ ๑๐ คน และอย่างน้อยที่สุดใน ๑ จังหวัดจะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย ๑ คน ท่านประธานครับ กระผมเข้าใจว่าถ้าทําได้เช่นนี้ซึ่งแน่นอนครับก็คงไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ดีที่สุด แต่มันน่าจะเป็น กฎเกณฑ์ที่น่าจะดีไปกว่ากฎเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากกําหนดเอาไว้ เพราะอย่างน้อยที่สุด พื้นที่จะไม่ทับซ้อนจนทําให้วิตกกังวลว่าจะมีฐานที่มาของการได้ตําแหน่งจากฐานการเมือง ฐานเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วกระผมเข้าใจว่าข้อวิตกกังวลในหลาย ๆ ประการ นับตั้งแต่ จะมีฐานที่มาฐานเดียวกันแล้วทําให้เกิดความใกล้ชิดติดกัน เป็นหนี้บุญคุณต่อกัน ขาดความเป็นอิสระ และสามารถที่จะนําไปสู่การรวบอํานาจหรือรวมศูนย์อํานาจทางการเมืองได้ ประการสําคัญที่สุด ก็คือว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาของเราจะได้รับเลือกตั้งมาจากพื้นที่ที่กว้างขวางในหลาย ๆ จังหวัด คือนอกเหนืออยากจะเป็นการปฏิเสธความเกี่ยวโยง ความครอบงําของอํานาจการเมือง ในพื้นที่แล้ว กระผมมั่นใจว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาจะได้รับเลือกตั้งมาจากพื้นที่ที่กว้างขวางเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุด ความภาคภูมิใจของตัวสมาชิกวุฒิสภาเองในการปฏิบัติหน้าที่ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ย่อมจะเกิดขึ้นได้มากทีเดียวครับ ท่านประธานครับ ตลอดช่วงนี้เวลา ๓-๔ วัน ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นดูจะได้รับข้อวิพากษ์ วิจารณ์กันมากมาย แล้วสําคัญที่สุดก็คือว่าถ้าคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากจะใจกว้าง พอสมควร จะพบความจริงทีเดียวว่าในตลอดช่วงเวลา ๓-๔ วันที่อภิปรายกันมานั้น เพื่อนสมาชิกของเรามีข้อเสนอดี ๆ ในเชิงโครงสร้างของสมาชิกวุฒิสภาให้ได้รับการพิจารณากัน กระผมจึงใคร่ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมากว่าเปิดใจกว้างสักหน่อยเถอะครับ ทบทวนสักหน่อยเถอะครับ เพราะบัดนี้จากความเห็นของคนเป็นจํานวนมาก ดูจะสรุปได้ อย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่าถ้าท่านใช้ฐานเสียงให้ได้มาซึ่งตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ความเป็นอิสระ ความเป็นกลางย่อมจะเกิดขึ้นได้ยาก การครอบงํา การแทรกแซง จากฝ่ายการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ นั่นก็หมายถึงว่าในอนาคตประชาธิปไตยของเราก็ย่อมจะเกิดปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย มีหลายท่านพูดจาชัดเจน ซึ่งเป็นข้อน่าพิจารณาเหมือนกันว่าถ้าดูเนื้อหาสาระของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๓ ทั้งในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญนั้น วันนี้ ยังกล่าวอ้างได้ยากครับ แม้ว่าจะยึดหลักการยึดโยงกับประชาชนก็ตาม แต่ว่าผลที่เกิดขึ้นมา จากความพยายามในการแก้ไขดังกล่าวนี้จะเรียกว่าเป็นผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เสียทีเดียวคงไม่ได้ แต่ว่าคนที่ได้รับนั้นก็คือบรรดานักการเมืองทั้งหลายเอง รวมไปถึง ครอบครัวด้วย กระผมคิดว่าถ้าเราทําให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเช่นนี้แล้วก็ย่อมจะไม่มี ความเป็นมงคลนักสําหรับรัฐสภาแห่งนี้ จึงขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการฝ่ายข้างมาก เปิดใจกว้างทบทวนเสียใหม่เถอะครับ ถ้าท่านมีความสุจริตใจอย่างจริงจัง ให้การแก้ รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้รัฐธรรมนูญที่จะก่อให้เกิดคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตย ของเราโดยแท้ ทั้งหมดนี้เป็นข้อเรียกร้องของกระผมและเพื่อนสมาชิกหลายต่อหลายคนที่ได้ ลุกขึ้นอภิปรายตลอดช่วงระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา รวมทั้งวันนี้ ช่วยกรุณาพิจารณาครับ ท่านประธานกรรมาธิการและท่านประธานรัฐสภา กระผมขอกราบขอบพระคุณมากครับ
เชิญท่านธนิตพล ไชยนันทน์ ครับ คุณหมอสุกิจมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีที่คุณจุฤทธิ์ได้ลุกขึ้นหารือท่านประธานเมื่อกี้เกี่ยวกับการถ่ายทอดสดการประชุม ของพวกเรานะครับ
เขาตัดไปถ่ายทอดข่าว ต้นชั่วโมง
คืออย่างนี้ครับ จริง ๆ แล้วตามที่ท่านประธานได้บอกพวกเราไว้ การถ่ายทอดข่าวต้นชั่วโมงอะไรอย่างนี้ ต้องไม่มีนะครับ การอภิปรายของท่านบัญญัติไม่มีการถ่ายทอดไปหลายนาทีทีเดียว ท่านประธานเคยบอกเราว่าจะมีเฉพาะข่าวในพระราชสํานักตอน ๒ ทุ่มเท่านั้น และที่สําคัญกว่านั้น ก็คือกรณีของการเอาข่าวต้นชั่วโมงมาเสนอนะครับท่านประธานครับ เป็นการเอาเรื่องด้านลบ ของพี่น้องชาวสวนยาง สวนปาล์ม ที่ชุมนุมอยู่มาเสนอนะครับ พูดถึงผลกระทบอะไรต่าง ๆ ซึ่งผมถือว่าไปบังควรอย่างยิ่งที่เอาเรื่องอย่างนี้มา เป็นการเจตนาที่จะใส่ร้ายผู้ชุมนุม แล้วก็ เอาอกเอาใจรัฐบาลนะครับ ผมอยากเรียกร้องท่านประธานนะครับว่าให้ช่อง ๑๑ ได้ยกเลิก พฤติกรรมอันนี้ แล้วให้ปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ท่านประธานได้แจ้งให้กับพวกเราด้วยนะครับ
เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันนะครับ เรื่องช่อง ๑๑ เมื่อสักครู่พอได้ยินข่าวก็ไปดูครับ เป็นอย่างนั้นจริงครับ เพียงแต่ว่าเนื่องจากว่า ปัญหายางพารามันเป็นวิกฤติเขาก็เลยออก แต่ว่าออกรู้สึกไม่กี่นาทีครับท่านประธานครับ แล้วผมคิดว่าคงไม่ใช่เป็นเรื่องบังอาจอะไรหรอกครับ ถ้าท่านประธานกําชับก็ขึ้นอยู่กับ ท่านประธาน แต่ว่าเป็นกระบวนการของข่าวสารเขา เขาไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรครับ ผมดูอยู่ครับ พอท่านบัญญัติผู้อาวุโสอภิปรายมีนิดเดียวแล้วก็ตัดกลับมาเลยครับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ยังเป็นอยู่ครับ ไม่มีอะไรเสียหาย กราบขอบพระคุณครับ
ก็เป็นเรื่องข้อเท็จจริงนะครับ ก็เป็นข่าวต้นชั่วโมง แต่ทีนี้ฝากท่านเลขาธิการประสานทางกรมประชาสัมพันธ์นะครับ ไม่น่าจะต้องมีการตัดไปข่าวต้นชั่วโมง ให้มีการถ่ายทอดต่อเนื่องตามที่ได้ตกลงกันไว้นะครับ น่าจะจบกระมังครับ เชิญท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีที่มีการหารือกันเมื่อสักครู่นี้ คือการตัด ไปเข้าข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เมื่อเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกาที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือ จากเป็นการทําให้การถ่ายทอดการอภิปรายในญัตติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลใช้เวลานี้ในการใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ไปปฏิบัติ การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อที่จะทําลายเครดิตการเคลื่อนไหวของพี่น้องเกษตรกร ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อหาสาระของการเสนอข่าวไม่ใช่เป็นการเสนอข่าวธรรมดานะครับ แต่เป็นการเสนอข่าวด้านเดียว โดยไปหยิบยกเอากรณีที่มีพี่น้องชาวบ้านที่ไปใช้บริการที่ โรงพยาบาลอําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช อ้างว่าได้รับความไม่สะดวกและขณะนี้ กําลังเกิดการขาดแคลนยารักษาโรคขนานใหญ่เนื่องจากการปิดการชุมนุม ซึ่งเป็น การบิดเบือนและเป็นการเสนอข่าวด้านเดียวโดยที่ไม่แสดงความรับผิดชอบไม่มีจรรยาบรรณ ในการเสนอข่าวในลักษณะเช่นนี้ ก็ขอนําเรียนกับท่านประธานเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยทั่วกันด้วย และพวกผมคิดว่าการตัดไปปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะเช่นนี้ ขอให้ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ยุติการกระทําเถอะครับ ขอบคุณครับ
มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงนะครับ ผมคงไปชี้อะไรไม่ได้ แต่ผมให้หลักการไปแล้วว่า ให้เลขาฯ ประสานเพื่อให้ทางช่อง ๑๑ เขาได้ถ่ายทอดต่อเนื่องยกเว้นรายการช่วงข่าวในพระราชสํานักที่ได้ตกลงกันไว้ตามนั้นนะครับ แต่ทีนี้ให้พูดฝั่งละ ๒ ท่านนะครับ ก็จะให้ท่านพร้อมพงศ์ แล้วก็ขอจบนะครับ เพราะมันเป็น เรื่องข้อเท็จจริง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่ประท้วงนะครับว่าผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การกล่าวหา ไปเสียดสีถึงบุคคลภายนอกซึ่งเป็นสื่อมวลชน ช่อง ๑๑ ถึงจะเป็นสื่อในสังกัด กรมประชาสัมพันธ์เขาก็เป็นสื่อมวลชน การรายงานข่าวต้นชั่วโมง ผมเรียนว่ามีทุกช่องครับ ไม่ว่าช่อง ๓ ช่อง ๙ ช่อง ๗ หรือฟรีทีวีเขามีมีทุกช่อง แม้แต่ช่อง ๑๑ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ เป็นปกติครับ แล้วที่สําคัญผู้ที่ประท้วงกําลังไปกล่าวหาสื่อมวลชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่เขาไม่ได้รับการชี้แจงนะครับ ผมอยากให้ผู้ประท้วงให้ท่านประธานพิจารณาในการวินิจฉัย ว่าผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ
เอาละครับ ฝ่ายละ ๒ คน พอแล้วกระมังครับ ท่านธนิตพลมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมมีคิวในการอภิปรายต่อจากนี้ จริง ๆ ฟังแล้วผมไม่ค่อยสบายใจ กลัวเดี๋ยว พี่น้องประชาชน รวมไปถึงเพื่อนสมาชิกจะเข้าใจผิดครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านอภิชาตได้ลุกขึ้นมา เป็นการหารือของวิปที่เป็นหารือเรื่องเกี่ยวกับมติของสภาที่จะให้มีการถ่ายทอดสดในตลอด ระยะเวลาการประชุม แล้วก็ปรากฏว่าทางช่อง ๑๑ นอกจากไม่ได้ถ่ายทอดสดแล้วยังใช้ ในส่วนของการถ่ายทอดข่าวในทางที่ทําให้ผู้ที่เดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องของราคายางพาราตกต่ํา เสียหาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อสักครู่ที่ท่านพร้อมพงศ์พูดคงไม่ใช่การประท้วงครับ แล้วจริง ๆ ท่านประธานควรให้วิปเขาเป็นคนตัดสินใจ ท่านพร้อมพงศ์ผมไม่แน่ใจ เป็นวิปหรือเปล่าที่ขึ้นมา
อย่างนี้ครับ ท่านครับ ทราบแล้วครับประเด็น ผมได้สั่งการให้เลขาฯ ช่วยประสานแล้วนะครับให้เป็นตามข้อตกลง ที่วิป ๓ ฝ่ายคุยกันนั่นละครับ ก็ถือว่าจบนะครับ ท่านธนิตพลต่อเลยดีกว่ากระมังครับ เชิญท่านอภิปรายต่อเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับผมได้แปรญัตติในรายงานของคณะกรรมาธิการของรัฐสภา เรื่องการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔) ผมเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลที่ผมได้แปรญัตติไว้ เพราะผมคิดว่าในส่วนของการที่ คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้ไปพิจารณากันนั้นมีบางส่วนที่ผมเห็นด้วยครับ และบางส่วน ที่ผมไม่เห็นด้วย ต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับ ผมสังกัดอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์หลายท่านก็ได้แปรญัตติไว้คล้าย ๆ กับของผม ก็คือมีส่วนที่เห็นด้วย ในบางส่วนกับของรายงานของคณะกรรมาธิการ และมีบางส่วนที่พวกเราก็ไม่เห็นด้วย โดยเหตุผลต่างกันครับ ในส่วนที่ผมแปรญัตติไว้แล้วผมเรียนว่าผมไม่ได้ปรับแก้นะครับ แต่ต้องขอพูดเพราะว่าอยู่ในส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการได้พูดถึงก็คือจํานวนของสมาชิก วุฒิสภา จํานวนสมาชิกวุฒิสภาคณะกรรมาธิการได้เพิ่มจากปกติ ๑๕๐ คนในปัจจุบัน เป็น ๒๐๐ คน ส่วนนี้ผมเห็นด้วยครับ เหตุผลที่เหตุด้วยก็เพราะว่าส่วนตัวผม ผมค่อนข้าง มีความเป็นห่วงเรื่องของดุลอํานาจในฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ วันนี้เราคงปฏิเสธ ไม่ได้ครับว่าในการทํางานของฝ่ายนิติบัญญัตินั้นสิ่งสําคัญที่สุดที่พวกเราพยายามพูดกันอยู่เสมอ ก็คือว่าเรามีเสียงข้างมากและเรามีเสียงข้างน้อยครับ ดุลอํานาจในการที่จะทําให้ประเทศไทยนั้น สามารถดําเนินต่อไปในการออกกฎหมายหรือแม้แต่ภารกิจของรัฐสภาของพวกเรา มันควรจะ เป็นดุลอํานาจที่สามารถถ่วงดุลกันได้อย่างสมดุล จํานวน ๒๐๐ คนของวุฒิสภานั้น ผมถือว่า เป็นจํานวนที่เหมาะสมนะครับ เพราะถ้าเราย้อนกลับมาดูว่า ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรเรามี จํานวน ๕๐๐ คน วุฒิสภามีเพียงแค่ ๑๕๐ คน ไม่ถึง ๒ ใน ๕ เมื่อไม่ถึง ๒ ใน ๕ หากใคร หรือกลุ่มอํานาจใดที่ต้องการที่จะครอบครอง ครอบงําวุฒิสภา ผมคิดว่าเขาสามารถทําได้ อย่างง่ายกว่าจํานวน ๒๐๐ คน นี่คือเหตุผลครับว่าทําไมผมจึงเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ในตัวเลข ๒๐๐ คนของวุฒิสภา แต่ผมได้ขอแก้ไขไว้ครับว่าใน ๒๐๐ คนนี้วุฒิสภาควรจะ ได้รับการเลือกตั้งทั้งหมด จริงครับ แต่การเลือกตั้งทั้งหมดนี้ผมไม่เห็นด้วยว่าจะต้องเลือกตั้ง มาจากพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัดโดยใช้วิธีคิดง่าย ๆ คือมีจังหวัดทั้ง ๗๗ จังหวัด เอาตัวเลข ๒๐๐ ไปหาร การถ่วงดุลอํานาจอย่างนี้ง่ายไปหรือเปล่าครับ ถ้าคิดอย่างนี้ผมคิดว่า จริง ๆ ไม่ต้องไปนั่งพิจารณากันก็ได้ครับคณะกรรมาธิการ เพราะว่าถ้าเกิดสมมุติว่าเราต้องการ คัดสรร ส.ว. โดยให้ประชาชนเลือกไป ผมคิดว่าประชาชนที่เลือกไปนั้นส่วนหนึ่งผมไม่ปฏิเสธครับ ควรให้คนในจังหวัดนั้น ๆ ได้เลือก แต่ถ้าจะเหมารวมทั้ง ๒๐๐ คน ผมก็เห็นว่าวุฒิสภาก็คือ สภาของผู้ทรงคุณวุฒิ คําว่า วุฒิสภา คือสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ แต่คําว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ วันนี้ กลุ่มสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เขามีทักษะดี ๆ เขารู้จักในเรื่องของทักษะอาชีพต่าง ๆ ของเขานั้น หายไปไหน ทางคณะกรรมาธิการกําลังจะทําลายล้างวุฒิสภา ด้วยการทําให้วุฒิสภานั้นกลายไปคล้ายกับ สภาผู้แทนราษฎร คือเป็นตัวแทนของราษฎรในจังหวัด จุดประสงค์จริง ๆ นั้น ไม่ใช่ครับ ชื่อแปลไทยเป็นไทย ออกตรงตัว วุฒิสภา คือสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ คนที่เลือกไปนี่จริงอยู่ครับ ในจังหวัด ๆ หนึ่ง อย่างเช่นจังหวัดของผม จังหวัดตาก ก็มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ในจังหวัดตากอยู่เยอะ ก็ให้คนจังหวัดตากเขาเลือกมาคนหนึ่งครับ ก็เท่านั้น ส่วนที่เหลือ ผมคิดว่าควรจะให้คนที่เขาอยู่ในสาขาอาชีพต่าง ๆ ไปเลือก
ในส่วนต่อมาครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่เราจะให้คนในแต่ละจังหวัด เลือกผู้ทรงคุณวุฒิของเขาและสามารถเลือกเข้ามาเพื่อถ่วงดุลอํานาจของรัฐบาล ของฝ่ายค้าน สร้างเสาหลักนิติบัญญัติที่พวกเราพูดถึงให้เป็นเสาหลักที่น่าเชื่อถือ ผมคิดว่าควรจะให้ ผู้ทรงคุณวุฒิจากจังหวัดเพียงแค่ครึ่งเดียวก็พอ มันจะเอาอะไรไปมากมายตั้ง ๒๐๐ คนครับ ท่านประธาน เอาแค่ครึ่งเดียวก็พอครับ จังหวัดมีทั้งหมด ๗๗ จังหวัด ไม่ต้องเอาแค่ ๗๗ คน ก็ได้ครับ เอา ๑๐๐ คนเลย ๑๐๐ คนเสร็จแล้ว เหลืออีก ๑๐๐ คน ขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาอาชีพนั้น ๆ เขาได้มีโอกาสเลือกได้ไหม หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพพวกนี้ เขาไม่ใช่คนไทยหรือครับ เป็นพม่า เป็นลาว เป็นกัมพูชาหรือครับท่านประธาน ถึงไม่เปิดโอกาส ให้เขาเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาเป็นตัวแทนของเขาเข้ามาทํางานในฐานะวุฒิสภา หากเรา สามารถที่จะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่ทํางานที่เป็นตัวแทนของจังหวัด ๑๐๐ คน และเราสามารถที่จะ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ได้อีก ๑๐๐ คน นี่คือการสร้างสมดุลภาพที่ดีที่สุดครับ ถามว่าทําไม ท่านประธานครับ เพราะว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากทั้ง ๒ ฝั่งนี้ครับ ส่วนใหญ่ ถ้ามาจากจังหวัด เราคงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากจังหวัดนั้นอาจจะมี บางส่วนที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง แต่วุฒิสมาชิกที่มาจากสาขาอาชีพครับ ผมเชื่อว่าวันนี้สาขาอาชีพต่าง ๆ ที่ผมได้แปรญัตติไว้นั้นพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่สามารถเข้าไปครอบงําได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นจะทําให้วุฒิสมาชิกอย่างน้อยส่วนหนึ่ง เป็นผู้ที่ปลอดจากการเมืองในระดับพรรคการเมือง เมื่อปลอดจากการครอบงําของพรรคการเมือง เวลาที่เรามาประชุมรัฐสภากันอย่างนี้ละครับทําให้บุคคลที่ปลอดจากการที่ครอบงําของพรรคการเมือง มีอิสระในการให้ความเห็น มีอิสระในการอภิปรายเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านกฎหมายสําคัญ ๆ
-๗๗/๑ ยกตัวอย่างอย่างเช่นกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมค่อนข้าง ให้ความสําคัญเกี่ยวกับอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติเพราะอะไร ผมต้องเรียนกับท่านประธาน ว่าผมค่อนข้างให้ความสําคัญเกี่ยวกับดุลอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติเพราะอะไร ผมเป็นห่วง ประเทศไทยท่านประธาน ผมเป็นห่วงประเทศไทย วันนี้เราต้องยอมรับครับว่าประเทศไทยเรานั้น กําลังเดินหน้าไปสู่วิกฤติในหลาย ๆ ด้านครับ ท่านประธานเองก็คงทราบครับ เพราะตลอดระยะเวลา ที่ท่านประธานนั่งเป็นประมุขในฝ่ายนิติบัญญัตินี้ ท่านประธานก็ทราบว่าวันนี้วิกฤติ ของประเทศมันมีอยู่ในหลาย ๆ มิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการความขัดแย้ง ของพี่น้องประชาชน ที่ขณะนี้พี่น้องประชาชนมีความขัดแย้งกันสูงมาก เริ่มจากเรื่องของ การเมือง ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วครับ ตั้งแต่เรามีเสื้อเหลือง แล้วก็มีเสื้อแดง เอามาขัดกับเสื้อเหลือง แล้วก็มีกลุ่มการเมืองอื่น ๆ อีกเยอะที่ออกมาชุมนุมประท้วงเพิ่มความขัดแย้งให้เกิดขึ้น กับคนในชาติ วิกฤตินอกเหนือจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของคนในชาติแล้ว ท่านประธาน คงปฏิเสธไม่ได้ครับ เรามีวิกฤติเศรษฐกิจ ขณะนี้ท่านประธานก็ทราบครับ เมื่อสักครู่นี้ท่าน ส.ส. จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านก็ลุกขึ้นมาพูดเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจก็คือปัญหา ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ํา ไม่ใช่มีเฉพาะยางพาราครับ บ้านผมนี่จังหวัดตาก ข้าวโพด อ้อย อีกเร็ว ๆ นี้ที่จะออก ถั่ว เดี๋ยวนี้ราคาตกต่ําหมด ในขณะที่พี่น้องประชาชนต้องใช้ของ ที่มีราคาแพงขึ้น นอกเหนือจากวิกฤติเรื่องของเศรษฐกิจเรายังมีวิกฤติเรื่องของสังคม เรื่องของวัฒนธรรมที่เสื่อมทรามลงตามลําดับ เช่น วันนี้ผมเชื่อว่ามีพี่น้องประชาชนหลายคน เห็นด้วยกับผมครับว่าการทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องที่ปกติในสายตาของคนบางคน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ท่านธนิตพลครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่ ในข้อบังคับที่ ๔๓ กระผมนั่งฟังมาโดยตลอดในการอภิปราย วกวน ซ้ําซาก นอกประเด็น ซึ่งผมคิดว่าถ้าหากพูดอย่างนี้พี่น้องประชาชนที่รับฟังที่รับชมอยู่ทางบ้านก็คงได้แต่ประเด็นเดิม ๆ นะครับ ก็อยากให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ
ที่จริงประเด็นมันก็มีอยู่แค่นี้ ประเด็นแคบ ๆ เท่านั้นเอง ขออย่างนี้ครับท่านธนิตพลครับ จากที่เราหารือกันวิป ๓ ฝ่าย ที่ผมได้กราบเรียนไปบ่อยหลายครั้ง บรรยากาศก็เป็นไปได้ด้วยดีครับเพราะฉะนั้นก็อยากจะ ให้ช่วยกระชับ คงน่าใกล้จบแล้วมั่งครับ ๑๐ กว่านาทีแล้วครับ ช่วยกระชับสักนิดนะครับ เชิญต่อครับ
อีกสักพักหนึ่ง ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ผมพยายามทําความเข้าใจกับท่านประธาน แล้วก็ผู้ประท้วง นิดเดียวครับ จะไม่ให้เกิดความต่อล้อต่อเถียงกัน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมฟัง ผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่านมาโดยตลอด แล้วผมก็มั่นใจว่าสิ่งที่ผมอภิปรายไม่ได้ซ้ําประเด็น กับคนอื่น
ท่านอย่าไปนั่นเลยครับ เอาเป็นว่าท่านช่วยกระชับหน่อยก็แล้วกัน ใช้เวลาพอสมควรแล้วครับ
ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีคนประท้วงผมก็จะจบง่ายกว่าที่มีคนประท้วงนะครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมต่อเมื่อสักครู่นี้ผมอภิปรายไปในส่วนของเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นของประเทศที่ผมเป็นห่วง ก็คือในเรื่องของในความขัดแย้งของพี่น้องประชาชน ในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหา สังคมที่เสื่อมทราม และผมกําลังพูดถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นครับ หลายท่านอาจจะคิดว่า นี่เป็นเรื่องนอกประเด็น แต่จริง ๆ ผมจะเล่าให้ฟังว่า ถ้าท่านประธานได้ดูว่าสิ่งทั้งหมด ที่เกิดขึ้นนี่
ท่านธนิตพลครับ ท่านครับ ขอให้กระชับเข้ามาสักนิดนะครับ
พยายามอยู่ครับ ท่านประธาน
อย่าไปกว้างมากนักนะครับ ก็ผมฟังมาตั้งแต่ต้นแล้วครับ ก็ขอให้กระชับเท่านั้นเองครับ ใช้เวลาพอสมควรนะครับ วิป ๓ ฝ่ายก็พยายามหารือกัน หาทางออกร่วมกันครับ ก็ขอความกรุณาครับ
ผมพยายามอยู่ครับ ท่านประธานครับ แต่ถ้าท่านประธานขัดผมก่อนที่ผมจะพูดนี่ ผมก็ไม่สามารถกระชับได้ ท่านประธาน ผมก็เตรียมเอกสารไว้สําหรับการอภิปรายของผม เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงเรื่อง ของการคอร์รัปชั่น ว่ามันเป็นอีกวิกฤติหนึ่งที่ผมเป็นห่วงประเทศและมันเกี่ยวข้อง กับรัฐธรรมนูญที่เรากําลังแก้ในเรื่องของที่มาของ ส.ว. ในการเลือกตั้งหรือเราจะเลือกแบบ จังหวัดทั้งหมดหาร ๒๐๐ คน ผมก็บอกครับว่าในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นผมคิดว่าวันนี้ หากเราสามารถที่จะทําให้สภาของเราที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติสมดุลขึ้นมา มันจะช่วยเพิ่ม การแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลหรือผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาล จะช่วยอย่างไรครับ ๑. ผมคิดว่า ถ้าในสภาแห่งนี้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และผู้ที่มีบางครั้งเห็นด้วย และบางครั้งไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เขาก็จะอภิปรายในทุกมิติให้กับรัฐบาลฟัง ให้กับสภาฟัง และพี่น้องประชาชนฟัง เพื่อให้คนได้มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกันครับ วันนี้วิกฤติที่เกิดขึ้น เพราะ ๑. มีคนพยายามจะคิดว่าหากมีอํานาจเบ็ดเสร็จหรือเสียงข้างมาก แล้วก็ไม่ต้องฟังฝ่ายที่มีเสียงข้างน้อยก็ได้ หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ได้ พวกผมนี่ครับ เวลาที่ลงมติกัน ยกมือแพ้ฝ่ายรัฐบาลเสมอครับ ดุลอํานาจตรงนี้นี่ผมจึงบอกว่าเราควรจะมี การเพิ่มปริมาณคนที่ออกมาให้ข้อสังเกตตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกสักนิดหนึ่ง เพื่อสร้าง ดุลอํานาจให้มันแข็งแรงมากขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานว่าเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย ที่พูดกันอยู่เสมอ ๆ นี่ฝ่ายรัฐบาลเองก็คงลืมไปครับ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง สมมุติ เป็นการเลือกตั้ง ส.ส. นี่ ส.ส. ในสภามีทั้งหมด ๕๐๐ คน ๕๐๐ คนนี้ถ้าจะเป็นรัฐบาลต้องมี เสียงข้างมาก มากกว่า ๒๕๑ เสียงขึ้นไป ยกตัวอย่างพรรคเพื่อไทยวันนี้มีเสียง ๓๐๐ เสียง ก็ได้เป็นรัฐบาลไป แล้วก็บอกว่าเวลามีปัญหาอะไรก็จะใช้เสียงข้างมาก ผมก็บอกว่า แล้วเคยคํานึงถึงพวกผมที่เป็นเสียงข้างน้อยบ้างไหม ว่าพวกผมเองก็ไม่ด้อยไปกว่าท่าน เพราะเสียงของผมเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ เมื่อเสียงของผมเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ การที่เราจะบอกว่ายึดเสียงข้างมากเป็นหลักนั้นมันคงทําไม่ได้ครับ แต่พวกผมก็เคารพในกติกา เพียงแต่พวกผมกําลังสนับสนุนว่าหากสามารถที่จะคัดสรร เอาวุฒิสภาเข้ามา แล้วมาเป็นฝ่ายตรวจสอบ เป็นฝ่ายที่คัดค้านรัฐบาลได้บ้าง ถึงพวกเราจะแพ้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราได้สามารถตั้งข้อสังเกตให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาได้รับทราบ ส่วนที่เหลือรัฐบาลฟังเสร็จแล้วเขาจะไปดําเนินการอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของเขา ถ้าถูกก็โชคดีไป เอาไปหาเสียงสมัยหน้าต่อ แต่ถ้าผิดรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ นี่คือกติกา สิ่งที่ผมกราบเรียน เพราะผมกลัวว่าวันนี้กติกาที่พูดถึงนี้มันกําลังจะบิดเบี้ยว แล้วในอดีตที่ผ่านมาท่านประธาน ให้ผมย่อ ผมเอานิดเดียวก็แล้วกัน ในอดีตที่ผ่านมามันเคยเกิดขึ้นครับว่าการที่มีคน หรือกลุ่มอํานาจใดอํานาจหนึ่งมันสามารถครอบครองสภาผู้แทนราษฎรได้ ครอบครอง วุฒิสภาได้ กลุ่มอํานาจนั้นเขาสามารถที่จะออกกฎหมายให้อํานาจตัวเองได้ และสุดท้าย สามารถออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของประเทศได้ครับ เมื่อวานนี้ผมได้ยิน คนพูดถึงบุคคลคนหนึ่งซึ่งคนทั้งโลกรู้จักดีคือฮิตเลอร์ ผมต้องเรียนท่านประธานครับว่า ฮิตเลอร์คือคนที่ออกกฎหมายเพื่อให้ตัวเองมีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก่อนที่ประธานาธิบดี จะเสียชีวิตเพียงแค่ ๑ วัน รัฐบาลที่มีฮิตเลอร์เป็นผู้นํารัฐบาลอยู่นั้นได้ผ่านกฎหมายฉบับหนึ่ง เพื่อมอบอํานาจให้ฮิตเลอร์มีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยที่ไม่ต้องผ่านสภา และ ส.ส. ในสภา เขาก็ยกมือให้ฮิตเลอร์ทั้งหมด วันนั้นมันทําให้ประเทศเยอรมันีทั้งประเทศกลายเป็นประเทศ เผด็จการ พี่น้องประชาชนในประเทศเยอรมันีเขาเดือดร้อนไปทั่ว
ท่านธนิตพลครับ ใช้เวลา ๒๑ นาทีนะครับ ที่จริงผมไม่อยากตัดบทจริง ๆ ครับ เพียงแต่มันฟุ่มเฟือย ขอให้กระชับเถอะครับ อย่าไปพูดไปเรื่อย ๆ เหมือนวาระที่หนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็มีผู้ประท้วงหลายคน เชิญท่านจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วท่านประธานช่วยควบคุมครับ คือประวัติฮิตเลอร์เขารู้กันทั่วโลก ท่านไม่ต้องมา
เอาละครับ อย่าไปต่อเลยครับ ก็พยายามให้กลับมาครับ ขอความร่วมมือให้กระชับหน่อยครับ ท่านธนิตพลกระชับหน่อย เถอะครับ วิป ๓ ฝ่ายคุยกันบรรยากาศดีนะครับ คุยกันว่าน่าจะอยู่ประมาณคนละ ๑๐ นาที ด้วยซ้ํา แต่ก็ไม่อยากมาหารือในที่ประชุม เป็นอันทราบกันเป็นการภายในนะครับ นี่ก็ ๒๐ กว่านาทีแล้ว ก็ขอให้กระชับด้วย ขอความกรุณานะครับ
ขอความกรุณานะครับ ท่านประธานอย่างนี้ครับ ในส่วนของวิป ๓ ฝ่ายที่คุยกันนี้ผมก็เป็นวิปอยู่ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ด้วย สมาชิกบางท่านเขาก็ให้พูดได้มากกว่าสมาชิกบางท่าน เพราะว่า แต่ละคนเตรียมมาคงจะบังคับให้พูด ๕ นาที ๑๐ นาทีทุกคนคงไม่ได้ ท่านต่อไปท่านอาจจะ ๕ นาที ท่านต่อไปท่านอาจจะ ๗ นาที ของผมนี่ผมได้ขอ
ท่านครับ ไม่อยากขัดเลยครับ เอาว่าท่านกระชับเข้ามาในประเด็นหน่อย อย่าไปพูดให้มันออกไปยาวไปไกลนัก มันฟุ่มเฟือย เราอยู่ในสภามานานฟังก็รู้ ก็ไม่รู้จะแย้งไปทําไม ท่านก็มอบอํานาจให้ผมทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ผม กํากับดูแล พอกํากับแล้วก็ไม่ฟังแล้วจะให้ทําอย่างไร วินิจฉัยแล้วก็ยังโต้แย้งอยู่อย่างนี้ แล้วมันจะไปจบกันตรงไหน ผมให้เกียรติสมาชิก สมาชิกก็ให้เกียรติผม มันก็จบครับ มันก็ ทําให้การประชุมเรียบร้อยครับ ก็ขอความร่วมมือครับ กระชับหน่อยเถอะครับ
ผมเรียน ท่านประธานที่ยกตัวอย่างฮิตเลอร์นี่นะครับ เพราะมันคือเหตุการณ์ของการที่สมดุล ของรัฐสภามันไม่สมดุล และสิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่ออีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ผมเชื่อว่ามันหนีไม่ออกหรอกครับ เวลาที่เราปล่อยให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ภายในจังหวัดแต่ละจังหวัด ผมพยายามยกตัวอย่างเพราะว่าเราเรียนรู้อดีตเพื่อไปสร้าง อนาคตกัน ปัญหาก็คือเราก็รู้กันอยู่ครับ ว่าวุฒิสมาชิกในแต่ละจังหวัดเวลาเลือกตั้ง ถ้าเราลงเลือกตั้งในจังหวัดวันนี้ ผมถามท่านประธานครับ เขาให้พูดกับประธาน ผมถาม ท่านประธานก็ได้ นักเลือกตั้งที่เก่งที่สุดนี่คือองค์กรไหนครับ มันคือพรรคการเมืองครับ ส.ส. ในสภามีหัวคะแนน มีแกนนํา จัดตั้งกันไว้ทุกคนเรียบร้อยหมดแล้ว เวลาตัวเองเลือกตั้ง มันก็จะได้ไม่เหนื่อยไงครับ ทีนี้ใครที่อยากจะเป็นนักการเมืองในระดับจังหวัด ถ้าไม่มี ฐานอํานาจนี้เข้าไปสนับสนุนโอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งก็มีน้อย ยกตัวอย่างไม่ต้องวุฒิสภา ก็ได้ครับ เดี๋ยวจะขึ้นมาประท้วงกันอีก ผมยกตัวอย่างอย่างเช่น สภาท้องถิ่น อย่างองค์การ บริหารส่วนจังหวัด ท่านประธานคงจําได้ครับ ในช่วงที่มีการเลือกตั้งสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนั้น มีนักการเมืองท้องถิ่นที่ต้องการเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หลายท่านครับ ที่อยู่ในหลาย ๆ จังหวัดพยายามที่จะเข้ามาลงสมัครในนามของพรรคการเมือง เพื่อให้ฝ่ายการเมือง พรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ในการจัดการเลือกตั้งนั้น ได้สนับสนุนไงครับ หนีไม่พ้นครับ และวันนี้ผมก็บอกว่ามันก็บอกว่ามันก็ไม่ผิดนะครับ ถ้ากรรมาธิการบอกว่า วุฒิสภาจะมาจากจังหวัด ถ้าวุฒิสภาบางท่านในอนาคตอยากจะลงในส่วนของจังหวัดนั้น ๆ แล้วต้องไปแอบอิงพรรคการเมืองก็คงมีบ้างครับที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ผมเชื่อด้วยใจบริสุทธิ์เลยท่านประธานว่ามันต้องมี แต่ผมกําลังจะบอกกําเพื่อนสมาชิก รวมไปถึงท่านกรรมาธิการครับ และพี่น้องประชาชนว่า แล้วทําไมเราไม่เผื่อความเสี่ยงไว้บ้าง อย่าให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปครอบครองได้มาก เผื่อไว้สักครึ่งหนึ่งได้ไหมครับ ที่จะเอาวุฒิสภา มาจากภาคส่วนที่มันปลอดจากพรรคการเมือง อย่างเช่น ฝ่ายอาชีพ ผมเรียนท่านประธานครับ ว่าการเผื่อเหลือเผื่อขาดตรงนี้มันส่งผลกระทบไปถึงอนาคตระบอบการปกครองของประเทศ มันส่งผลกระทบไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาวัฒนธรรม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีชอบพูดถึงนะครับ ทําไมเราต้องเดินอยู่บนความเสี่ยงให้ประเทศไทย เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่เคยมีปัญหาแล้ว เพียงเพราะดุลอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัตินั้น มันอ่อนแอ อย่างเช่นผมพูดถึงนี่ ประเทศเยอรมันีเมื่ออดีตเคยเจอ ประเทศลิเบีย ประเทศอียิปต์ก็ใช่ครับ เพื่อนบ้านเราเองหลายประเทศก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า นี่คือเหตุผลที่ผมพยายามจะอธิบายว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นเราเคยเห็น ปัญหาจากเพื่อนบ้าน จากประเทศอื่น อย่าทําซ้ํา เพราะฉะนั้นผมได้แปรญัตติไว้ ผมก็หวังว่า ทางคณะกรรมาธิการจะได้เผื่อเหลือเผื่อขาดตรงนี้ไว้ให้กับลูกหลานของพวกเรา ว่าวันหนึ่ง หากมีใครต้องการที่จะมาครอบครอง ครอบงําฝ่ายนิติบัญญัตินั้น ก็จะได้ไม่สามารถทําได้ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านกรณ์ จาติกวณิช ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ แล้วก็ขอใช้สิทธิในการอภิปรายมาตรา ๓ ร่างแก้รัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก เพราะว่าผมมีความกังวลในส่วนของตรรกะที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ใช้ในการที่มีข้อสรุปการเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญในมาตรานี้ อันดับแรกนะครับ ท่านประธาน ในวันนี้เราก็ทราบกันอยู่ว่าทางรัฐบาลได้มีความพยายามในการจัดเวทีที่ทางรัฐบาล อ้างว่าเพื่อนําไปสู่การปฏิรูปประเทศ และแน่นอนที่สุดส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศก็คือ การปฏิรูปการเมือง ซึ่งตามตรรกะที่เราเข้าใจกันได้ เราควรที่จะได้มีข้อสรุปในเรื่องของการ ปฏิรูปประเทศก่อน ว่าต้องการที่จะนําพาประเทศไปทางใด ต่อที่จะนําไปสู่การแก้ กฎระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะกฎหมายสูงที่สุดของประเทศ ก็คือรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้เรามานั่งพิจารณาเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีความชัดเจนว่าเรามีความ ต้องการที่จะนําพาประเทศไปในทิศทางใด ซึ่งก็จึงเป็นสาเหตุที่ทําให้ประชาชนส่วนหนึ่ง มีความกังวลต่อความจริงใจในกระบวนการปฏิรูปของประเทศของรัฐบาล แต่ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ผมเองอยากที่จะรีบเร่งในการเข้าสู่รายละเอียด สาเหตุในการแปรญัตติของผม แต่ผมขออีกประโยคหนึ่งในเรื่องนี้ครับ คืออยากที่จะบอกว่ารัฐบาลเองก็อยากที่จะเห็นพวกเรา ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเข้าร่วมเวทีการปฏิรูปประเทศของทางรัฐบาล แต่วันนี้เราก็ไม่แน่ใจนะครับว่าความต้องการของรัฐบาลนั้นเพียงเพราะต้องการให้ฉาก ของรัฐบาลนั้นมีความสมบูรณ์หรือไม่ เพราะเราได้มีการอภิปรายประเด็นสําคัญในการปฏิรูป กฎหมายคือการแก้รัฐธรรมนูญมาหลายวันหลายคืน แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีสมาชิกของรัฐบาล ให้ความสนใจในการเข้ามาฟังความคิดเห็นของพวกเราที่เป็นฝ่ายค้านแต่อย่างใด ท่านประธานครับ ในส่วนของข้อเสนอการแก้มาตรา ๓ ของทางกระผมก็สะท้อนถึงการตกตรรกะในความคิด ของทางกรรมาธิการ โดยเฉพาะในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมากในการพิจารณาในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ เราจะแก้อะไรก็แล้วแต่ เราควรที่จะต้องมีการตั้งคําถามสําคัญ และมีคําตอบกับทั้ง ๓ คําถามก่อน คําถามแรก มันมีอะไรบกพร่องต่อสิ่งที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งจําเป็นที่ทําให้เราต้องดําเนินการแก้ไข คําถามที่ ๒ เราหวังผลอะไรจากการแก้ คําถามสุดท้าย เมื่อมีความชัดเจนแล้วว่าผลที่ต้องการจากการแก้ไขคืออะไรนั้น เราควรที่จะต้องแก้อย่างไร เพื่อที่ทําให้เรานําไปสู่ผลที่เราต้องการ ทั้ง ๓ คําถามนี้ตลอดช่วง การฟังการอภิปราย โดยเฉพาะการชี้แจงในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมยังไม่ได้ เห็นความชัดเจนว่ามีคําตอบให้กับเรา แล้วก็ให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้าใจหรือไม่ว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ทําไปเพื่ออะไร มีอะไรที่บกพร่องอยู่แต่เดิม และเมื่อแก้แล้วจะทําให้ เรามีสิ่งที่ดีขึ้นได้อย่างไร ประชาชนก็รอคําตอบในส่วนนี้อยู่
ต่อคําถามแรกครับท่านประธาน ทําไมต้องแก้ อย่างที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ ฟังมากี่วันก็ยังไม่ปรากฏความชัดเจนว่าที่ผ่านมาวุฒิสภา วุฒิสมาชิก โดยเฉพาะ ในส่วนของวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหานั้นมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร แม้แต่ฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการหรือท่านสมาชิกที่อยากที่จะเสนอให้รื้อ เรื่องของการสรรหาวุฒิสมาชิก ทุก ๆ ท่านก็ลุกขึ้นชมเชยการทํางานของวุฒิสมาชิก ที่มาจากการสรรหาโดยตลอด ดังนั้นจึงขาดความชัดเจนว่า ทําไมถึงจะต้องแก้ไข แต่เท่าที่ฟังได้นี่ผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ใช้ในการอ้างเหตุผลที่เราต้องมาเสียเวลา ในการพิจารณาเรื่องนี้กันมาหลายวันหลายคืนนั้น ก็เป็นเพียงเพราะเราต้องการที่จะปรับ เข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คําว่าเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น เราก็ต้องยอมรับว่าหมายถึงกระบวนการ แต่ที่ผมอยากที่จะเห็นก็คือมีการพูดถึงผลลัพธ์ ว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่เสนอให้มีการแก้นั้นต้องการที่จะให้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจาก ที่เรามีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้อย่างไร ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับไปสู่เพื่อนสมาชิก แม่แบบของระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะประชาธิปไตยที่ใช้ระบบสภานั้นก็คือประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษเองจนถึงวันนี้ก็ยังมีอยู่ ๒ สภา สภาสูงของประเทศอังกฤษก็เป็นที่ถกเถียงกัน ในแวดวงการเมืองประเทศอังกฤษว่าควรที่จะมีการปฏิรูปอย่างไรหรือไม่ อย่างที่เรียน ท่านประธานครับว่ามีการถกเถียงกันมากว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่มีข้อสรุป จนกระทั่งทุกวันนี้ วุฒิสภาหรือสมาชิกสภาสูงของประเทศอังกฤษนั้นแบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ ส่วนแรกมาจาก การสืบทอดจากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก อีกส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งไม่ได้มีแม้แต่การสรรหา แน่นอนที่สุดยังไม่มีสมาชิกสภาสูงที่มาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งเมื่อปี ๒๕๔๐ มีการปฏิรูป ในระดับหนึ่งในสภาสูงของอังกฤษก็คือการลดจํานวนสมาชิกสภาสูงที่มาจากการสืบทอด ให้เหลือเพียง ๙๒ ท่าน ๙๒ ท่าน จากประมาณ ๗๐๐ กว่าท่านที่เหลือมาจากการแต่งตั้งทั้งสิ้น วันนี้ก็มีข้อสรุปโดยพรรคการเมืองใหญ่ของอังกฤษนะครับว่าอยากที่จะมีการปฏิรูปให้นําไปสู่ การเลือกตั้งผนวกกับการสรรหา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้นะครับว่าสัดส่วนระหว่างการเลือกตั้ง กับการสรรหานั้นควรจะเป็นเช่นใด แต่มีใครไหมครับที่จะกล่าวหาว่าสภาของประเทศอังกฤษนั้น ไม่เป็นประชาธิปไตย มีใครกล่าวหาไหมครับว่าระบบสภาของประเทศอังกฤษนั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของสหราชอาณาจักรตลอดช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาแม้แต่ ในช่วงสภาวะปัจจุบัน ไม่มีครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นคําตอบให้กับเราได้ในระดับหนึ่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเราก็ต้องนํามาในการเปรียบเทียบว่าระบบสภาโดยเฉพาะระบบสภาที่มีสภาล่าง สภาบนนั้นมีความแตกต่างกันได้ในแง่ของที่มาของสมาชิกแล้วก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อ ความเป็นประชาธิปไตยของระบบนั้นแต่อย่างใด
ส่วนประเด็นที่ ๒ นะครับ ต่อคําถามว่าเราแก้เพื่อหวังผลอะไรนั้น ผมคิดว่าก่อนอื่นเราต้องตอบโจทย์ให้ชัดก่อนว่าบทบาทหน้าที่ของวุฒิสมาชิกนั้นมีอะไรบ้าง ผมคงไม่ลงรายละเอียด เพราะเพื่อนสมาชิกได้บรรยายในรายละเอียดให้พวกเราฟังกันมาแล้ว หลายท่าน แต่หลัก ๆ บทบาทหน้าที่ของวุฒิสมาชิกมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก ก็คือ การตรวจสอบกลั่นกรองกฎหมายที่ออกโดยพวกเราที่เป็น ส.ส.
เรื่องที่สอง ก็คือ บทบาทหน้าที่ในการแต่งตั้งกรรมการอิสระในองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ที่มีบทบาทหน้าที่สําคัญในการตรวจสอบ ส.ส. ในการตรวจสอบรัฐบาล
และบทบาทที่สําคัญบทบาทที่สามของวุฒิสมาชิกก็คือการพิจารณาถอดถอน ถอดถอนใครครับ ก็คือถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงวุฒิสมาชิกกันเอง
ชัดเจนครับว่าบทบาทหน้าที่หลัก ๓ ข้อ ของวุฒิสมาชิกนั้นล้วนแล้วแต่ เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและของฝ่ายบริหาร ทั้งสิ้น จึงพอเข้าใจได้และสรุปได้นะครับว่าวุฒิสมาชิกจะปฏิบัติหน้าที่ตาม ๓ หน้าที่หลัก ของวุฒิสภาได้นั้น สมาชิกของวุฒิสภาต้องไม่เป็นพวกเดียวกับ ส.ส. และต้องไม่เป็น พวกเดียวกับรัฐบาล ถ้าเป็นทํางานไม่ได้ครับ และถ้าเป็นพวกเดียวกัน การถ่วงดุลในระบบ สภาของเราก็จะล่มสลาย ประเด็นนี้จะนําไปสู่การรวบอํานาจซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคน ต้องการที่จะหลีกเลี่ยง ดังนั้นถึงจุดนี้เราจึงพอสรุปได้ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก เราอยากให้มีการเลือกตั้ง ผมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าจริง ๆ ไม่ได้จําเป็นหรอกครับที่จะต้องมีการเลือกตั้งที่จะมีของดี ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบ เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ แต่เมื่อข้อสรุปของเสียงข้างมาก และคําแปรญัตติของผมเองก็ได้แปรไว้ว่าเราควรที่จะมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ผมก็ขอถือว่าอันนั้นเป็นข้อสรุปแรก แต่ข้อสรุปที่ ๒ ก็คือเมื่อเลือกมาแล้วเราต้องการให้ วุฒิสมาชิกไม่ได้เป็นพวกเดียวกับ ส.ส. และไม่ได้เป็นพวกเดียวกับรัฐบาลคือมีความเป็นอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงสรุปได้ตามตรรกะนะครับว่า อันดับแรก ต้องมีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งนั้นต้องไม่ใช้ระบบเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะถ้าเรา มีการเลือกตั้งเดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ส. เราก็จะได้มาผู้แทนที่มีความคล้าย มีความ เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง ซึ่งจะขัดต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ตามตรรกะ ที่ผมได้อภิปรายมา ท่านประธานครับผมอยากที่จะยกตัวอย่างให้เห็นนะครับว่าถ้ามี การเลือกตั้งในระบบที่คล้ายกับการเลือกตั้ง ส.ส. ตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เกือบจะปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าสุดท้ายแล้วเราก็จะได้คนที่เป็นคนของพรรค ผมขอหยิบยก ตัวอย่างล่าสุดที่ใกล้ตัวมากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้สมัครโดยรวม มีทั้งหมด ๒๕ คน นะครับ โดยที่มี ๒๓ คน เป็นผู้สมัครอิสระ อีก ๒ ท่าน เป็นผู้สมัครในนาม ของพรรคการเมืองใหญ่ ก็มีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ผลเป็นอย่างไรครับ ตามกฎหมายไม่ได้มีข้อจํากัดนะครับว่าผู้ว่าราชการต้องเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง แต่ผล ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการเลือกตั้งครั้งนั้น พบว่าผู้ชนะคือผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ ๑,๒๕๐,๐๐๐ คะแนน คิดเป็นสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดคือ ๔๕.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยได้รับ ๑,๑๐๐,๐๐๐ คะแนน หรือเท่ากับ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มาใช้สิทธิ รวมกัน ๒ ท่าน ๘๖.๗๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ผู้สมัครที่ได้คะแนนอันดับที่ ๓ ได้คะแนนทั้งสิ้นเพียง ๑๗๐,๐๐๐ คะแนน คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ ๔ ลงไปเหลือเพียงแค่ ๘๐,๐๐๐ คะแนนครับ หรือเท่ากับ ๓ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ โดยรวมนะครับ ผู้สมัครอิสระ ๒๓ คน ได้คะแนนโดยรวมเพียงเท่ากับ ๑๓.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนั้น ถามว่าคุณสมบัติ เฉพาะตัว ประสบการณ์ความสามารถในการทํางานของ ๒๓ ท่านนั้นถ้าถามกันตามตรงนะครับ ด้อยกว่าผู้สมัครในนามของพรรคประชาธิปัตย์หรือผู้สมัครในนามของพรรคเพื่อไทย ถึงขนาดนี้หรือไม่ ผมคิดว่าใคร ๆ ก็ตอบได้ว่าอาจจะด้อยกว่า แต่ไม่ถึงขนาดนี้ไม่ใช่ต่างกัน ๑๐ เท่า ๒๐ เท่าในแง่ของคะแนนที่ได้รับ ถามว่าทําคะแนนสุดท้ายแล้วถึงจะมีส่วนต่าง มากถึงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะอีก ๒ ท่านนั้นลงในนามพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นตัวชี้ ให้เห็นได้แน่นอนครับว่าถ้าเรามีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในระบบเดียวกันกับ ส.ส. ถึงแม้ ไม่สามารถประกาศตนชัดเจนว่าเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ถ้า ได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคการเมืองแล้ว โอกาสที่จะชนะผู้สมัครที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงนั้น มีความชัดเจนและผมคิดว่าปฏิเสธไม่ได้ พวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้ผ่านการเลือกตั้งมาวิธีใด วิธีหนึ่ง ผมคิดว่าเราเข้าใจในประเด็นนี้และเป็นประเด็นที่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วง น่ากังวล และอยากที่จะให้ทางคณะกรรมาธิการกลับไปทบทวนและพิจารณา
ทีนี้ในส่วนของประเด็นสุดท้ายนะครับว่าเมื่อเราเลือกผู้แทนในระบบเดียวกันกับ ส.ส. แล้วจะมีผลทําให้อิทธิพลของพรรคการเมืองนั้นมีสูงมาก เมื่ออิทธิพลของพรรคการเมืองมีสูง เป้าหมายของเราตามตรรกะที่เราอยากจะเห็น ส.ว. ปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเป็นอิสระก็จะหมดไป อํานาจหรือบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลก็จะหายไปด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ผม ได้แปรญัตติไว้นะครับ ผมยืนยันว่าผมสนับสนุนให้วุฒิสมาชิกทุกท่านมาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ผมได้แปรญัตติไว้นี่ผมได้สรุปเลยครับว่าทั้ง ๒๐๐ ท่าน และผมไม่เกี่ยงในแง่ของจํานวนด้วย ท่านเสนอไว้ ๒๐๐ ผมก็ยืนยันที่จํานวนเดียวกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมได้เสนอว่า ทั้ง ๒๐๐ ท่าน เป็นการเลือกจากบัญชี บัญชีอะไรครับ ก็คือบัญชีตามสาขาอาชีพ ๑๐ สาขา หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ว่าเหตุผลใดเราถึงอยากที่จะมีผู้ที่มีความรู้เฉพาะทาง เข้ามาทําหน้าที่ในฐานะวุฒิสมาชิก ก็ต้องยอมรับครับว่า ส.ส. เป็นคนของประชาชน ใกล้ชิด กับประชาชน เลือกตั้งมาโดยตรงจากประชาชน อํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง แล้วก็ ตรวจสอบพวกเราควรที่จะดําเนินการโดยผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีความรู้ ที่จะมาเสริมเติมสิ่งที่เรา อาจจะขาดไปในสภาล่างได้ ดังนั้นผมถึงได้กําหนดมานะครับว่าที่มาของวุฒิสมาชิก ๒๐๐ ท่าน ควรจะมาจาก ๑๐ สาขาอาชีพ ยกตัวอย่างเช่น สภาทนายความ องค์กรวิชาชีพ ด้านสาธารณสุข คุรุสภา สภาวิชาชีพบัญชี สภาเกษตร สภาอุตสาหกรรม สมาคมนักข่าว และอื่น ๆ โดยเฉลี่ยก็คือ ๒๐ ท่าน จากแต่ละสาขาอาชีพให้มีการเลือกตั้ง ความจริงที่ผมว่า จะดีกว่านั้นอีก ก็คือแทนที่เราจะให้แต่ละสภา แต่ละสมาคม ตามสาขาอาชีพเสนอชื่อมาให้ ประชาชนได้เลือกในจํานวนเท่ากันกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ผมคิดว่าให้เสนอเกินมาเลยก็ดีครับ ถ้าเราต้องการวุฒิสมาชิก ๒๐๐ ท่าน เสนอมาเลยครับ ๒,๐๐๐ ท่าน และนอกเหนือจากนั้น ให้สิทธิประชาชนเลือกทั้ง ๒,๐๐๐ ท่าน ว่าอยากได้ท่านใดมากที่สุด ส่วนที่เหลือนี้จับฉลากเอา ว่าใครได้ ตรงนี้ก็จะเป็นตัวสะท้อนในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอีกแบบหนึ่งนะครับ ย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณเลยที่เขาถือว่าไม่ใช่เพียงแค่สิทธิของประชาชนที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้ง แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนด้วยที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทน เขาจับฉลากเลยครับว่า ประชาชนคนไหนจะขึ้นมาเป็น ส.ส. ในจังหวะไหน ของเราถ้าเราผสมผสานระบบนี้สิ่งที่เรา จะได้ก็คือผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และลดเรื่องของการซื้อเสียง ซื้อสิทธิ แล้วก็ข้อกล่าวหา เพราะว่าเมื่อมีการจับฉลากเกิดขึ้นผมคิดว่าผู้สมัครที่พร้อมที่จะลงทุนเพื่อที่จะได้มา ซึ่งตําแหน่งก็คงจะลดลงตามสัดส่วนด้วย นอกเหนือจากนั้นท่านประธานครับ และเป็น ประเด็นสุดท้ายของผม ก็คือผมอยากที่จะให้มีการจํากัดวาระ ผมคิดว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สําคัญ เพราะถ้าไม่มีการจํากัดวาระและผมก็อยากจะเสนอให้จํากัดไว้เพียงแค่ ๑ สมัย ความยาวของวาระก็คือ ๖ ปีนี่นะครับ ถ้าไม่มีการจํากัดวาระโดยธรรมชาติ เมื่อท่าน ที่อยากที่จะกลับมาเลือกตั้งเพื่อที่จะกลับมาดํารงตําแหน่งใหม่ก็จะถูกบังคับโดยเกมให้วิ่งเข้า เอาใจพรรคการเมือง หรือไม่ก็เข้าไปสู่การเอาใจประชาชนในรูปของประชานิยม ซึ่งผมต้อง ขอเรียนว่าเพียงแค่ ส.ส. นะครับ มีความรู้สึกว่าต้องขับเข็นนโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจ ประชาชนก็เพียงพอแล้ว ถ้ามีวุฒิสมาชิกมีแรงบันดาลใจต้องทําเช่นเดียวกันนี่ ผมคิดว่า ประเทศชาติเสียหาย ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุนะครับที่ผมไม่อยากที่จะเห็นว่าวุฒิสมาชิกจะต้อง ทําเช่นนั้น และคิดว่าไม่ได้ตรงต่อบทบาทหน้าที่ที่เราคาดหวังจากวุฒิสมาชิกด้วย ผมจึงขอให้ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ถือโอกาสนี้ในการที่จะทบทวนแล้วก็พิจารณาความคิดของท่าน มิเช่นนั้นผมเองอีกคนหนึ่งกล้าที่จะยืนยันได้ครับว่า เมื่อระบบการตรวจสอบของเราล่มสลาย ประเทศชาติในอนาคตมีโอกาสล่มจมแน่นอน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ ก็ตามที่ เราตกลงกันไว้นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของ มาตรา ๓ นี้ครับ ความจริงมีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่แค่ ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรก คือกําหนดจํานวน ส.ว. ใหม่ หรือวุฒิสมาชิกใหม่ จาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน
เรื่องที่ ๒ คือมีการจัดการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกใหม่ จากสรรหาบวกเลือกตั้ง เป็นเลือกตั้งอย่างเดียว แล้วก็จะมีการลงคะแนนซึ่งจะไปออกกฎหมายตามหลังอีกครั้งหนึ่ง ก็มีแค่ ๒ เรื่องเท่านี้ครับ
ประเด็นของผมก็คือว่าผมมีข้อสงสัยอยู่ ๒ ประการ จากการที่ได้รับฟัง การชี้แจงของกรรมาธิการวิสามัญในส่วนที่ท่านประธานชี้แจงมาหลายรอบ คือท่านประธาน สามารถ ประเด็นของผมก็คือว่าทฤษฎีของท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านยึดหลักทฤษฎี ตรงไปตรงมา เช่น ถ้าใช้คําว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งแล้ว ถ้าใครเสนอว่ามี ส.ว. สรรหา แสดงว่าขัดหลักการ ไม่มีสิทธิแปรญัตติ แต่ในเนื้อหากฎหมาย ในมาตรา ๓ ที่ผมมีข้อสงสัย
ประการแรก ก็คือว่าท่านกําหนดให้มีวุฒิสมาชิก ๒๐๐ คน แต่เมื่อกฎหมายนี้ มีผลบังคับใช้ สมมุติว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา ท่านประธานครับ จะมีห้วงเวลาหนึ่ง ห้วงเวลาหนึ่งที่ว่าก็คือตั้งแต่หลังการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกใหม่ จนถึงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๐ นับจากนี้ไปอีก ๓ ปีกว่า เราจะมีวุฒิสมาชิก ๒๗๓ คน ซึ่งไม่ตรงกับมาตรา ๓ อันนี้ครับ เพราะมาตรา ๓ กําหนดไว้ว่า ๒๐๐ คน ๗๓ คนที่เกินขึ้นมามาจากไหนครับ มาจาก วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ผมจึงมีคําถามเรียนถามไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านสามารถว่าถ้าท่านยึดหลักทฤษฎีตรงไปตรงมา ต้องยึดหลักตัวอักษรทุกตัวอักษร ทําไม ท่านให้มีวุฒิสมาชิก ๒๐๐ กว่าคนได้ ไม่ใช่ ๒๐๐ คนเป๊ะ ทําไมท่านไม่กล้าหักดิบวุฒิสมาชิก ที่มาจากการสรรหาครับ ถ้าท่านมั่นใจว่าทฤษฎีของท่านถูก ถ้าท่านมั่นใจว่าวุฒิสมาชิก ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ท่านคงไว้ทําไมครับ อีก ๗๓ ท่าน ท่านปลดไปเลยครับ อันนี้ คือคําถามของผมนะครับว่าท่านมีหลักคิดอย่างไร ถ้าจะเอาแบบตรงไปตรงมา
ประการที่ ๒ การที่ท่านคงวุฒิสมาชิกไว้ ๒๗๓ คน มันทําให้กฎหมายฉบับนี้ ก็ขัดกับหลักการอีก เพราะวุฒิสมาชิกในห้วงเวลาจนถึงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๐ ก่อนวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาจะหมดวาระ ท่านกลายเป็นว่ามีวุฒิสมาชิก ๒ ประเภท ตามที่ท่านแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วอีก เพราะท่านจะมีวุฒิสมาชิกจากการสรรหา ๗๓ คน คาอยู่ในสภา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งครับ มาจากการสรรหารตามรัฐธรรมนูญอันเดิม ก่อนท่านมีการแก้ไข นี่คือเหตุผลประการที่ ๒ ที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วเป็นข้อสงสัย และอยาก ให้ท่านตอบให้ชัด ไม่ว่าท่านจะอ้างว่าเป็นบทเฉพาะกาลอย่างไร ไม่ว่าจะอ้างว่ามีมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ ที่ให้คงเรื่องนี้ไว้อย่างไร ผมก็เห็นว่าถ้าท่านบอกว่าจะตรงไปตรงมา ตรงนี้มันขัดหลักการครับ
ท่านประธานครับ ก่อนจะข้ามไปเรื่องอื่น ผมเอาเรื่องนี้ก่อนครับอีกเรื่องหนึ่ง คือเอกสารที่แจกในรายงานของคณะกรรมาธิการของรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เล่มนี้นะครับ เดี๋ยวให้ เจ้าหน้าที่มารับไปได้เลยครับ ผมเคยจับผิดเรื่องรถโรงเรียนมาแล้วครั้งหนึ่งว่าพิมพ์เอกสารผิด อันนี้เล่มนี้ครับ เอกสารเสนอแก่สภาครับ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครับ เล่มนี้ครับ เดี๋ยวให้ เจ้าหน้าที่มารับไปได้ ท่านประธานตรวจสอบด้วยครับ ผมเปิดไปดูหน้า ๕๘ เสร็จ เป็นหน้า ๖๗ เลยครับ หายไปไหน ๑๐ หน้าครับ หายไปไหน ๕ แผ่นครับ ผมคิดว่าสภานี้ถึงเวลาต้อง ตรวจสอบแล้วครับ ระบบการทําเอกสารที่ส่งให้สมาชิกวุฒิสภา ส่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้สมาชิกรัฐสภา ผมไม่ทราบว่าเล่มอื่นเป็นอย่างนี้หรือเปล่า แต่เล่มนี้เป็นอย่างนี้ครับ เดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่มารับ แล้วท่านประธานตรวจสอบให้ผมด้วย
ท่านประธานครับ ต่อเนื่องในส่วนมาตรา ๓ ในส่วนที่ผมแปรญัตติไว้ก็คือว่า ผมเห็นว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหายังมีประโยชน์ต่อสภาไทย อย่างน้อยมีเหตุผลอยู่ ๒-๓ ประการ
ประการที่ ๑ ก็คือ ถ้าเป็นระบบการเลือกตั้ง ที่สุดแล้วจังหวัดขนาดเล็กก็จะมี วุฒิสมาชิกได้จังหวัดละ ๑ คน เช่น ภูเก็ต ระนอง สมุทรสงคราม ประชากรอย่างไรก็มากอย่างไร ผมก็คิดว่าอย่างไรก็ตามเรามีวุฒิสมาชิกได้ไม่เกิน ๑ คน แต่ถ้ามีระบบสรรหา เช่น จังหวัดสมุทรสงคราม มี ส.ว. สรรหาอีก ๑ คน กลายเป็นว่ามี ส.ว. ได้ ๒ คนครับ จังหวัดสมุทรสงคราม อย่างน้อยก็จะเป็นช่องทางให้ประชาชนที่ต้องการเสนอความเห็นด้านกฎหมายหรือเสนอ ความเห็นด้านต่าง ๆ มีโอกาสเสนอผ่านวุฒิสมาชิกได้อย่างน้อยอีก ๑ ท่าน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า การที่มีวุฒิสมาชิกจากการสรรหาไม่ได้โทษอย่างเดียว อย่างน้อยก็มีคุณมีช่องทางเพิ่มเติมที่ จะให้ประชาชนมีโอกาสได้เข้าหาผู้ตรวจสอบกฎหมาย ผู้เสนอองค์การอิสระต่าง ๆ
ส่วนที่ ๒ ในส่วนของวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาผมถือว่าเป็นความ หลากหลายในทางการเมืองครับ ความหลากหลายในระบบการเมืองมันนํามาซึ่งความ หลากหลายของอาชีพ เพราะหลายอาชีพผมคิดว่าไม่มีโอกาสเข้ามาทํางานทางการเมือง เช่น คนขับแท็กซี่ วันนี้แท็กซี่ไปประท้วงเรื่องแอลพีจี (LPG) อยู่ ผมว่าถ้ามีวุฒิสมาชิกที่มาจาก กลุ่มอาชีพแท็กซี่วันนี้มีโอกาสมาพูดในสภาครับว่าปัญหาของเขาคืออะไร รวมไปถึงเช่นกลุ่ม เกษตรกรชาวสวนยาง ถ้าวันนี้เรามีวุฒิสมาชิกที่มาจากชาวสวนยางโดยตรง ผมว่าวันนี้เขามี โอกาสที่จะเอาเรื่องปัญหาการทําสวนยางมาพูดในสภาแห่งนี้
ท่านประธานครับ ส่วนสุดท้ายของวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาก็คือในส่วน ของผู้พิการครับ ผมเรียนว่าถ้าเรามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเรียนฟ้อง คนพิการทั้งประเทศนะครับ ท่านไม่มีสิทธิเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ตอนนี้เรามีท่านวุฒิสมาชิก ๑ ท่านครับ ขอประทานอภัยที่เอ่ยนาม คือ ท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านพิการทางสายตาครับ แต่ท่านมีสิทธิเป็นวุฒิสมาชิกเพราะสิทธินี้เกิดจาก ส.ว. สรรหา หรือวุฒิสมาชิกที่มาจาก การสรรหา เราต้องการให้คนไทยทุกคนมีสิทธิตรงนี้ วันนี้คนพิการกําลังจะโดนตัดสิทธิไปครับ ตัดสิทธิอย่างไรครับ เพราะว่าถ้าไม่มีวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา มีแต่วุฒสมาชิกจากการเลือกตั้ง สมมุติท่านมีความพิการทางสายตาแล้วอยากลงสมัครวุฒิสมาชิก ก่อนลงสมัคร กกต. ต้องขอ ใบรับรองแพทย์ ผมถามว่าแพทย์ที่ไหนจะออกใบรับรองแพทย์ให้ครับ ในเมื่อท่านพิการ ทางสายตาและไม่มีโอกาสลงสมัคร ผมเรียนว่าวันนี้รัฐสภากําลังหลอกตัวเองครับ ท่านประธานดูบนจอสิครับ เราบอกเราให้เกียรติคนพิการ เรามีผู้แปลภาษามือเพื่อชี้ให้เห็นว่า เราให้เกียรติคนพิการ ให้คนพิการเข้าถึงสภาของเราได้ แต่วันนี้เรากําลังจะลงมติตัดคนพิการ ออกไปจากมาตรา ๓ ตรงนี้ ผมเลยจึงคิดว่าผู้มีลงมติทุกคนต้องรับผิดชอบครับ พรรคการเมืองที่ลงตัดสิทธิคนพิการต้องรับผิดชอบครับ ที่อยากจะได้ส่วนหนึ่งก็คือ การเลือกตั้งครั้งต่อไปคนพิการที่ได้ยินผมอภิปรายวันนี้ต้องจําไว้ครับ อย่าไปเลือกพรรค ที่ตัดสิทธิคนพิการออกไปครับ ขอบคุณครับ
ต้องขอขอบคุณท่านจุฤทธิ์ จริง ๆ นะครับ ท่านน่ารักมาก อภิปรายตามที่ตกลงกันไว้ทุกประการ ทั้งเรื่องกรอบเวลา เมื่อกี้ท่านใช้เวลา ๙ นาที แล้วก็อยู่ในประเด็นที่สงวนเอาไว้ แล้วก็ไม่พาดพิงคนอื่นให้ เสียหาย น่ารักจริง ๆ ขอบคุณท่านครับ ขอเชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกรัฐสภา กระผม ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสสมาชิกได้อภิปรายในส่วนของที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ซึ่งกระผมได้ไปชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานกรรมาธิการกรุณาให้ผมมาชี้แจง ในสภาใหญ่ แต่ว่าผมก็ได้ชี้แจงช้าเกินไป ความจริงในวันแรกกระผมก็จะต้องชี้แจงว่าเหตุใด ผมจึงแปรญัตติ แต่ว่าสภาก็รวบรัดที่จะบอกว่าผมขัดหลักการ ผมขอยืนยันเพื่อบันทึกไว้ ในที่ประชุมสั้น ๆ ว่าผมไม่ขัดหลักการ เพราะสิ่งที่ผมเสนอไปนั้นเกี่ยวข้องกับหลักการ ของการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก แม้นว่าวุฒิสมาชิกที่ผมเสนอแปรญัตตินั้นเป็นรูปแบบของ การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเป็น การสรรหา ซึ่งผมก็คิดว่ามันก็เป็นการเลือกตั้งทางหนึ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไข ในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น กระผมไม่เห็นด้วยกับการที่ทาง กรรมาธิการชุดนี้ได้พิจารณาให้มีวุฒิสมาชิกจํานวน ๒๐๐ ท่าน เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ละครั้งต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วการแก้ไขแต่ละครั้งต้องมีที่มาและที่ไปนะครับ ผมเป็นคนรุ่นใหม่แล้วก็มีหลักการของเหตุผลนะครับ หลักวิทยาศาสตร์นั้นต้องมีที่มาและมีที่ไป ที่มาของการมีตัวเลข ๒๐๐ คนนั้นมาจากที่ไหน ผมค้นคว้าแล้วก็พิจารณาดูแล้วก็ไม่มี หลักฐานสนับสนุนนะครับ เมื่อไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าเหตุใดจึงจะต้องมี ๒๐๐ คน ผมก็เลยคิดว่าการที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ถือตัวเลข ๒๐๐ คนนี้มาตามร่างเดิมของสมาชิกรัฐสภา ที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมานี้ ทางกรรมาธิการทํางานไม่สมบูรณ์นะครับ ซึ่งจากที่ท่านกรรมาธิการเคยตอบ ผมก็ยังไม่เข้าใจนะครับ ตอบว่า ๑๐๐ คนก็น้อยไป ๑๕๐ คน ก็น้อยไป ๓๐๐ คน ก็มากไป เอาสัก ๒๐๐ คนนะครับ ผมว่าที่มาที่ไปในการแก้ไข รัฐธรรมนูญมันก็จะต้องมีความเป็นเชิงวิชาการด้วย ผมไม่เห็นด้วย เหตุที่ไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่าสิ้นเปลืองงบประมาณนะครับ วุฒิสมาชิกเพิ่มขึ้นมาถึง ๕๐ คน จากของเดิม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ๑๕๐ คน ก็ทํางานได้ดีอยู่แล้ว แล้วผมก็ไม่เห็นว่ามีวุฒิสมาชิก ท่านใดจะบ่นว่าเพื่อนสมาชิกมีน้อยเกินไป ไม่เพียงพอสําหรับการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่เพียงพอสําหรับการประชุมนะครับ ก็ขอเพียงให้วุฒิสมาชิกมาครบองค์ประชุมก็สามารถ เปิดประชุมได้อยู่แล้ว ในส่วนนี้กระผมก็ขอเหตุผลประกอบที่เป็นทางหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นการบันทึกไว้นะครับเพื่อให้เกิดการศึกษาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ต่อไปในอนาคต
ผมไม่เห็นด้วยในประการที่ ๒ ที่ท่านได้ตัดในส่วนของการสรรหาวุฒิสมาชิก ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่เป็นจุดด้อยแล้ว ยังเป็นจุดเด่นของการร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ เพราะเหตุว่าฐานของการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกนั้น หากว่าเป็นฐานเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๐ คน หรือ ๒๐๐ คนที่ออกแบบมาสําหรับการเป็นวุฒิสมาชิก ก็คงไม่แตกต่างจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน ที่มีการเลือกตั้ง เมื่อฐานการได้มาของวุฒิสมาชิก เป็นกระบวนการที่ได้มาเช่นเดียวกันจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ขอเรียนท่านประธานว่าเขาไม่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ เขาใช้ป๊อปปูลาร์ โหวต (Popular Vote) ก็คือว่าใครได้รับความนิยมสูง ผู้นั้นจะได้เป็น ตัวแทน แต่ว่าท่านกรรมาธิการก็คงจะลืมไปแล้วครับว่าวุฒิสมาชิกนั้นมีบทบาทหน้าที่ ที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิกนั้นมีหน้าที่ที่แตกต่างอย่างน้อย ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ก็คือมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ตรากฎหมาย เมื่อตรากฎหมายแล้วก็ส่งไปให้สมาชิกวุฒิสภาทําการกลั่นกรอง การกลั่นกรองกฎหมายนั้นเราต้องการเหลือเกินที่จะได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง บางครั้ง การพิจารณากฎหมายอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ ก็มองเห็นปัญหาเดิม ๆ ก็ร่างกฎหมายเดิม ๆ อาจจะตกหล่นในประเด็นซึ่งมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา ซึ่งมาจากการสรรหาจากผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะนับสิบสาขา จึงเป็นผู้ที่สามารถที่จะมอง ทะลุปรุโปร่งถึงปัญหาในมิติต่าง ๆ นะครับ ขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้ ละเลยการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งตรงของประชาชน เพราะฉะนั้นในส่วนของ การกลั่นกรองกฎหมายตรงนี้ ถ้าหากเป็นฐานเดียวกัน เราประชุมสภาผู้แทนราษฎร ๒ ครั้ง ไม่ดีหรือครับ ประชุมพิจารณากฎหมายเสร็จแล้วเราก็ประชุมพิจารณากฎหมายอีกรอบหนึ่งนะครับ อันนี้ผมขอทักท้วงไว้ และในส่วนนี้ท่านกรรมาธิการจะต้องตอบให้ได้ว่า การกลั่นกรอง กฎหมายที่ต้องการความเห็นที่ ๒ หรือที่เรียกว่าเซคคั่น โอพิเนียน (Second Opinion) จะไม่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด แม้นว่าท่านจะยกย่องการเลือกตั้ง ว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของระบอบประชาธิปไตย แต่ผมกลับมองว่าการเลือกตั้งนั้นเป็น ๑ ในหลาย ๆ อย่างของกลไกในการได้มาหรือกลไกในกระบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น กระผมไม่ได้อภิปรายว่าผมไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง แต่เห็นด้วยกับสัดส่วนของการเลือกตั้ง และการสรรหา
หน้าที่ของวุฒิสมาชิกที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ประการที่ ๒ ก็คือเรื่อง ของการพิจารณาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งอย่างน้อยก็ใน ๘ กลุ่มด้วยกัน ก็คือ ๑ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ จํานวน ๙ คน ๒. ประธานศาลปกครองสูงสุด จํานวน ๑ คน ๓. คณะกรรมการการเลือกตั้ง จํานวน ๕ คน ๔. ผู้ตรวจการแผ่นดิน จํานวน ๓ คน ๕. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จํานวน ๙ คน ๖. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จํานวน ๗ คน ๗. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จํานวน ๑ คน และ ๘. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จํานวน ๗ คน ในส่วนนี้วุฒิสมาชิก จึงมีความหมายเป็นอย่างมากที่จะพิจารณาบุคคลให้ดํารงตําแหน่งที่มีความสําคัญ ต่อกระบวนการซึ่งเป็นกลไกสําคัญของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นหากให้วุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้ง เป็นผลผลิตเดียวกัน สายพานการผลิตเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมจะได้บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับนักการเมือง แล้วก็เห็นอกเห็นใจนักการเมืองที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราต้องการการถ่วงดุล การตรวจสอบ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่หรือครับ ในโรงงานอุตสาหกรรมพนักงานที่เป็นฝ่ายผลิตกับพนักงานที่เป็นแผนกคิวซี (QC) ยังต้องเป็นบุคคลคนละคนกันเลยครับ ถ้าเราให้บุคคลผู้เป็นฝ่ายผลิต แล้วก็ไป ตรวจสอบสินค้าด้วย ย่อมทําให้เกิดความลําเอียง เขาเรียกว่าลําเอียงเพราะเป็นผู้มีฉันทาคติ
วุฒิสมาชิกยังมีความแตกต่างประการสุดท้ายก็คือ เรื่องการถอดถอนบุคคล ออกจากตําแหน่ง ซึ่งการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งนั้นมีความสําคัญมาก แล้วก็บุคคล เหล่านั้นก็เป็นบุคคลซึ่งสําคัญในกลไกของรัฐบาลก็คือ ๑. นายกรัฐมนตรี ๒. รัฐมนตรี ๓. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔. วุฒิสภา ๕. ประธานศาลฎีกา ๖. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ๗. ประธานศาลปกครองสูงสุด ๘. อัยการสูงสุด ๙. กรรมการในองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ และผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือตามกฎหมายอื่น เช่น กรรมการ สิทธิมนุษยชนเป็นต้น กระผมเองรู้สึกกังวลใจที่กรรมาธิการไม่ได้เล็งเห็นถึงการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเป็นหน้าที่หลักที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านไปใช่กลไกเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกระผมคิดว่าในส่วนนี้ท่านกรรมาธิการจะต้องนําไปทบทวนใหม่
ในประเด็นต่อไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกก็มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด แต่จากการเรียนรู้ ๑๐ ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นข้อด้อยอย่างยิ่งของการที่ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ทําไมท่านกรรมาธิการไม่ขอเอกสารหรือขอคําชี้แจงจากการเรียนรู้ ข้อด้อยของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่กลับนํามาใช้ในรัฐธรรมนูญที่ท่านจะแก้ไขเพิ่มเติมนี้ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านอาจจะคิดไม่รอบคอบและจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถอนร่างนี้ ไปพิจารณาใหม่
สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอีกประการหนึ่งก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. แล้วก็ให้แต่ละจังหวัดมี ส.ว. ที่ไม่เท่ากัน นี่ละครับสะท้อนถึงหลักคิด ของท่านกรรมาธิการที่แตกต่างจากประเทศที่เจริญแล้ว ในประเทศสหรัฐอเมริกา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐที่ใหญ่ก็จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก เพราะคิดจากฐาน ประชากร ในรัฐที่เล็กก็จะมีสมาชิกสมาผู้แทนราษฎรน้อย แต่สําหรับวุฒิสมาชิกแล้วทุก ๆ รัฐ จะมีเท่ากัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือให้แต้มต่อแก่รัฐหรือจังหวัดที่เล็กกว่าได้มีตัวแทนของเขา ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน นี่ก็คือหลักของการใช้กลไกการคานอํานาจของสภาสูงที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนที่เป็นรัฐเล็ก ๆ นั้นได้มีโอกาส ได้แสดงความคิดเห็นแล้วก็ได้มีโอกาสที่จะได้ มีมติต่าง ๆ ที่โน้มเอียงในทางที่จะให้รัฐเล็กนั้นมีโอกาสที่จะได้เข้าถึงกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อเขา เพราะฉะนั้นหลักคิดที่ท่านนําสมาชิกวุฒิสภาไปซ้อนทับกับหลักสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่สมเหตุสมผลของการตรวจสอบถ่วงดุลและความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน ของชนกลุ่มน้อยหรือจังหวัดที่มีประชากรน้อย อันนี้มันเป็นในเชิงของหลักการและเหตุผล ซึ่งกระผมจะนําเสนอไว้ซึ่งสมาชิกท่านอื่นก็ยังไม่ได้นําเสนอในประเด็นนี้
ผลกระทบจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผมอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการว่า ท่ามกลางที่กฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องของ ส.ว. เข้าสภาก็เกิดโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นก็คือ ระยะสั้น ปัญหาความเดือดร้อนในประเทศนี้ไม่สามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลย ทําให้พี่น้องประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ก็ดี เกิดปัญหา ความเดือดร้อนอย่างที่เห็น แล้วก็ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอด ๒ ปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลนี้ได้บริหาร ประเทศ แล้วก็ราบรื่นมาพอสมควร แต่พอรัฐธรรมนูญเข้ามาแก้ไขแล้วความที่การแก้ไข รัฐธรรมนูญต้องใช้เวลามาก แล้วก็ยังไม่ตกผลึกในความคิดพอสมควรทําให้มีสมาชิกนั้น ต้องแปรญัตติจํานวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ทําให้ปัญหาความเดือดร้อนไม่ได้รับ การแก้ไข ในส่วนนี้ผมก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการลองดูสิว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านนี้ มันตอบโจทย์เรื่องของปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหรือไม่
ปัญหาแทรกซ้อนประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของความแตกแยกในเชิงความคิด ซึ่งมันเป็นปัญหาในระยะสั้น ผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทําให้พี่น้องประชาชน ซึ่งชอบที่จะ มีความคิดแตกต่างกัน มีความหวาดระแวงกันว่าสังคมนี้จะมีความแตกแยกในเชิงความคิด แล้วก็ทําให้เขามีความกังวลใจ
ปัญหาแทรกซ้อนในระยาวก็คือว่ากลไกการถ่วงดุลในภาครัฐสูญเสียไป แล้วก็ อาจจะทําให้ประเทศนี้จะต้องตกอยู่ในภาวะยุ่งยากลําบากเกิดขึ้นในอนาคต ก็ผลของการ แต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตําแหน่งและผลของการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งที่ไม่ได้เป็นไป ตามความสมดุลที่ควรจะเป็นในระบบออโตเมติก (Automatic) หรือระบบอัตโนมัตินะครับ ตัวนี้ละครับการแก้ไขการได้มาของวุฒิสภานั้นผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญมากเลยที่เป็นการ ถอดสลักเกียร์อัตโนมัติออกให้เหลือเป็นเกียร์แมนนวล (Manual) แล้วรถยนต์ หรือเครื่องยนต์กลไกหรือเครื่องบินเดี๋ยวนี้เขานิยมที่จะพัฒนาไปสู่ระบบอัตโนมัติซึ่งมี การถ่วงดุลมีฟีดแบค เมคคานิซึม (Feedback mechanism) อย่างดี แต่ท่านกลับถอดระบบ อัตโนมัติออกมาเป็นระบบที่ไม่สามารถที่จะมีระบบถ่วงดุลที่ดีพอ
กระผมก็อยากจะขอทิ้งท้ายไว้ให้ท่านคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด วุฒิสมาชิกนี้นอกจากเป็นการแก้ไขที่ตัวเลข หนังสือ ที่เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญที่แก้ไข ในกระดาษ หากรัฐธรรมนูญนี้แก้ไขแล้วไม่ได้มีการบังคับใช้เหมือนที่ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้มีการแปรญัตติตัดในมาตรา ๒ ออก ก็หมายความว่าแก้ไขแล้วก็อยู่ในกระดาษ ก็คง ไม่ออกฤทธิ์ออกเดชอะไร แต่ถ้ารัฐธรรมนูญนี้แก้ไขแล้วผลสุดท้ายในระยะยาวทําให้ ประเทศชาติบ้านเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาวเกิดความเสียหายดังที่เพื่อนสมาชิก ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสมาชิกก็ดี ได้อภิปรายไว้จํานวนมาก แต่ทางกรรมาธิการ ไม่นําไปปรับปรุงแก้ไข ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า หากมีผลเสียเกิดขึ้นในระยะสั้น ระยะยาวเกิดขึ้นท่านคงจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ผมเองก็ขอวิงวอนให้ท่านกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้ ได้ถอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปพิจารณาใหม่ แล้วก็นําเข้ามาให้สภาพิจารณาใหม่ กราบขอบพระคุณครับ
-๙๐/๑
เชิญท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนคําแปรญัตติ ในมาตรานี้ไว้นะครับว่า ผมได้แปรญัตติจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ ท่าน ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๕๐ คน คือมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามเขต ตามจํานวนประชากร เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ๒๐๐ ท่าน แต่เลือกตั้งมาจากสาขาวิชาชีพอีก ๕๐ ท่าน ที่ผมได้แปรญัตติเช่นนี้ ผมมีเหตุผลประกอบที่จะอธิบายได้จากสภาพความเป็นจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นของวุฒิสภา ในช่วงปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๙ ท่านประธานครับ เหตุที่ผมได้แปรญัตติให้มีสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งจากสาขาวิชาชีพนั้น เนื่องจากว่าผมนั้นมีประสบการณ์โดยตรงจากการที่เป็น สมาชิกวุฒิสภา จากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๓ ซึ่งในการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภาในครั้งนั้นมีจํานวนทั้งสิ้น ๒๖๐ คน มาจากทุกสาขาวิชาชีพ แล้วผมกล้าพูดได้ว่า ในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ปี ๒๕๓๙ นั้นน่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของประเทศไทย ที่มาจากสาขาวิชาชีพทุกสาขาวิชาชีพ แต่ละท่านที่มาจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ นั้นเป็นสุดยอด ของคนในสาขาอาชีพนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย นักการเงิน การธนาคาร แพทย์ นักการศึกษา นักสังคม แรงงาน ทนาย ผมเชื่อเหลือเกินว่าในจํานวน ๒๖๐ คน ที่มี การแต่งตั้งนั้น อย่างน้อยที่สุด ๒๐๐ คน ถือว่าเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ มีความสามารถของประเทศไทยในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ทีนี้เรามาดูสิครับว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ผมต้องออกตัวก่อนนะครับ ในชีวิตทางการเมืองของผมนั้น ผมมาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาเป็นส่วนใหญ่ มีครั้งเดียวเท่านั้น คือได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในปี ๒๕๓๙ เป็นสมาชิกวุฒิสภา ครั้งเดียวจริง ๆ ที่มีการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากประชาชน แต่ในครั้งนั้นผมอยากจะเรียนว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี จากรัฐบาล เขาทําหน้าที่อย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาชุดนั้นถึงแม้จะมา จากการแต่งตั้ง แต่ดํารงตนในฐานะสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นกลาง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่เคยเข้าข้างรัฐบาล การพิจารณากลั่นกรองกฎหมายก็ตาม เป็นที่ยอมรับครับ เมื่อวุฒิสภา แก้ไขมานั้น สภาผู้แทนราษฎรในยุคนั้นจะยอมรับการแก้ไขของวุฒิสภาเป็นส่วนใหญ่ และในการแต่งตั้งบุคคลดํารงตําแหน่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของรัฐบาล ซึ่งผมยกตัวอย่างได้ชัดเจนครับว่าเป็นรัฐบาลของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร พอมาในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่ในการอภิปรายสนับสนุนที่ท่าน พลเอก ชวลิตเสนอประธานกรรมการและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงละครับ แต่ว่าการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภาในชุดนั้น ได้พิจารณา ถึงหน้าที่ภารกิจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าควรจะได้ บุคคลเช่นไรที่จะมาทําหน้าที่ตรงนี้ ไม่มีใครอภิปรายถึงความไม่สุจริตของแต่ละท่านเลย แต่มี การอภิปรายถึงว่าบุคคลบางท่าน โดยเฉพาะตําแหน่งประธานเป็นบุคคลที่มีพวกพ้องมาก เอาพวกเอาพ้อง ใจกว้าง ซึ่งการดํารงตําแหน่งตรงนี้ไม่เหมาะสมกับการทําหน้าที่ในการที่ ปราบปรามการทุจริต เพราะมีพวก เอาพวกเอาพ้อง เชื่อไหมครับพิจารณากันโดยใช้เหตุ ใช้ผลมากมาย ในที่สุดมีการลงคะแนนลับ วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบในการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่รัฐบาล พลเอก ชวลิตเสนอมา แล้วรัฐบาล ก็จะยืนยันเสนอเข้ามาอีก แต่คิดแล้วคิดอีกว่าวุฒิสภาคงไม่กลับมติอย่างแน่นอนก็ได้เลย ไม่ได้มีการเสนอ นี่ผมอยากจะให้เห็นว่าถึงแม้จะมาจากการแต่งตั้ง แต่ภาระหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภานั้น มีอย่างไรบ้าง ทุกคนมีจิตสํานึกในการทําหน้าที่อย่างดี ไม่มีใคร มาแทรกแซงการทําหน้าที่ของวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งชุดนั้นได้เลย อันนี้ผมยืนยันได้ เพราะผมเป็นหนึ่งในจํานวน ๒๖๐ คน ในจํานวนวุฒิสมาชิกที่มาจาการแต่งตั้ง ทีนี้บังเอิญ ผมอาจจะโชคดี พอในชุดนั้นก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ให้มีวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ชุดแรกของประเทศไทย ผมนี่เดิมคิดจะหวนกลับมาสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะก่อนที่ผมจะเป็นวุฒิสมาชิกแต่งตั้ง ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองมา ๔ สมัย ก็คิดจะกลับไป แต่ผมเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ผมก็คิดว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ผมน่าจะลงสมัครตรงนี้ แล้วก็ผมภูมิใจว่า เป็นครั้งแรกในประเทศไทยนะครับ ที่วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ผมได้ตัดสินใจลง แล้วก็เป็นหนึ่งในจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกของประเทศไทยนั้นกว่าจะครบจํานวน สมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คน ถึงจะเปิดประชุมได้ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าการเลือกตั้งนั้น หลายจังหวัดมีการเลือกตั้งกัน ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ถึง ๕ ครั้ง กว่าจะได้ครบ ๒๐๐ คน ถึงเปิดประชุมวุฒิสภาได้ เพราะเหตุจากการซื้อเสียง การทุจริตในการเลือกตั้ง ถึงมีการเลือกตั้งกันหลายครั้งเหลือเกิน อันนี้ก็เป็นประการหนึ่งครับ ที่ยืนยันว่าการเลือกตั้งนั้น ไม่ได้ว่ามาจากการบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยตรง เพราะมีการซื้อเสียง มีการทุจริตในการเลือกตั้ง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเจนในการเป็น ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ชุดแรกของประเทศไทย ทีนี้ในช่วงที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาช่วงแรก ๆ ตอนนั้นเป็นรัฐบาล ยุคท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมายุบสภาปี ๒๕๔๔ หลังจากนั้นมา พรรคไทยรักไทย โดยท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็มาเป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี ทีนี้ผมต้องเรียนว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการเลือกตั้ง ถ้าการเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน สนับสนุนจริง ๆ ผมเคยบันทึกไว้ในหลายที่ว่า ผมภูมิใจในการเป็นตัวแทน ประชาชนมาจากการเลือกตั้งมากกว่าการแต่งตั้ง แต่จากประสบการณ์และเหตุการณ์ ที่พบมาในช่วงระยะเวลาที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งนั้น วุฒิสมาชิกต้องเป็นกลาง ทางการเมือง เพราะว่าหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นการกลั่นกรองกฎหมายเบื้องต้น เป็นที่รู้กันครับว่าใครเป็นรัฐบาลก็ตาม ในการเสนอกฎหมายเข้าสภาผู้แทนราษฎรนั้น เสียงข้างมากเป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นการพิจารณากฎหมาย รัฐบาลจะเอาอย่างไรเป็นไปตามนั้นหมด วุฒิสภาเท่านั้นละครับ ที่จะเป็นผู้กลั่นกรองและทําให้กฎหมายออกมาสมบูรณ์ และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และในช่วงนั้นวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ช่วงแรก ๆ ก็ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ได้สมบูรณ์จริง ๆ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ โดยเฉพาะท่านประธานก็อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร กับการแก้ไขของวุฒิสภาเป็นจํานวนหลายฉบับไม่น้อยเลยครับ ทีนี้สําคัญที่สุดคือนอกจาก การกลั่นกรองกฎหมาย ในการแต่งตั้งบุคคลดํารงตําแหน่งองค์กรอิสระ อ้ายนี่ละครับ เป็นปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เริ่มมีการแทรกแซงวุฒิสภาแล้วครับ เพราะมองเห็นว่าวุฒิสภานั้น มีความสําคัญในการให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อีกหลาย ๆ องค์กรอิสระ อ้ายนี่ละครับเป็นที่มาของการแทรกแซงวุฒิสภา การแทรกแซงวุฒิสภานั้น ทําได้อย่างไรบ้างครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า
ประการแรก โดยอาศัยผ่านเข้ามาทางญาติของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นญาติ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล แทรกแซงมาทางญาติพี่น้องนะครับ
ประการที่ ๒ แทรกแซงโดยผ่านสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีญาติเป็นข้าราชการ ซึ่งหวังลาภยศตําแหน่งในทางราชการ
ประการที่ ๓ ก็ช่วงนั้นรัฐบาลจะมีการเลือกตั้งใหม่ บางท่านก็อยากจะไป ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้เว้นวรรค ๑ สมัย ๖ ปีครับ ลงติดต่อกันไม่ได้ เว้นวรรค ๖ ปี มีบางคนครับ ก็สามารถเอ่ยชื่อได้ แต่ผมก็ไม่อยากเอ่ย ก็ไปลงสมัครในนามพรรคการเมืองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แล้วอีกประการหนึ่งสําคัญก็คือ มีการแทรกแซงโดยการให้เงินให้ทอง
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร ครับ จริง ๆ ก็คงไม่ขอประท้วงท่านนิพนธ์ครับ ในฐานะเป็นท่านพี่นะครับ แต่จะขอประท้วงท่านประธานที่ปล่อยให้มีการอภิปรายที่มันมี ลักษณะวกวนมากตามข้อ ๔๓ แล้วก็มีลักษณะบางอย่างซึ่งผมเองไม่อยากจะให้เหตุผล ในการตอบโต้ท่าน เรื่องการกล่าวหา ส.ว. นี่ผมได้ยินตลอดเลยครับ มีการแทรกแซง มีการซื้อ อะไรนี่ ผมว่าเราให้เกียรติกันดีกว่าครับ แล้วที่ประการสําคัญในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ส.ว. ก็ลงคะแนนคล้าย ๆ กันอย่างนี้ ถ้าเราใช้มาตรฐานอย่างนี้ผมว่าเราอธิบาย เหตุผลยากมาก ผมว่าถ้าท่านจะอภิปรายก็ขอให้อยู่ในประเด็น แล้วก็เกินเวลาพอสมควร ก็ขอให้พี่เป็นแบบอย่างน้อง ๆ เถอะครับ สถานการณ์ก็ดีแล้ว แล้วท่านประธานก็ให้เกียรติท่านแล้ว นะครับ อันนี้เป็นการประท้วงให้กําลังใจท่านประธานนะครับ
ครับ เอาหน่อยหรือครับ เชิญครับ
ผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมในฐานะที่เป็น ส.ว. ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ กับท่านนิพนธ์ ท่านกําลัง ที่จะพูดถึง ส.ว. ปี ๒๕๔๓ และปี ๒๕๔๙ และกําลังจะพูดสิ่งที่ท่านพูดปกติ แต่ผมขอ ฝากเรียนให้ท่านไว้ว่าอะไรก็ตามถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พาดพิงไปเสียหายแก่ผู้อื่น และ ส.ว. ๒๕๔๓ ซึ่งผมเองได้ใช้สิทธิในการพาดพิงนะครับ เพราะว่า ส.ว. ทํางานด้วยกัน และอยู่ปี ๒๕๔๓ มาอยู่ในสภานี้ด้วยกันหลายคน รวมทั้งท่านด้วย และโดยส่วนตัวผมเคารพท่าน แต่มีปัญหาทั้งหลาย ผมไม่อยากจะพูดในขณะนี้ อยากเรียนให้ท่านอภิปรายส่วนนั้น ให้ท่านสุนัยว่าควบคุมให้เป็นไปนั้น แล้วอย่าไปพาดพิงให้ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ เสียหาย ถ้าตัวนี้ ผมก็จะใช้สิทธินั้นครับ
ท่านไม่เคยใช้สิทธิประท้วงเลย นะครับ รู้สึกจะเป็นครั้งแรกด้วย ทีนี้ขออนุญาตวินิจฉัยครับ ท่านนิพนธ์ครับ ก็พยายามอย่า ให้กระทบคนอื่นให้เสียหายนะครับ พยายามเลี่ยงและก็ท่านใช้เวลาพอสมควรครับ ถ้ากระชับได้ก็จะขอบพระคุณนะครับ
ขอบคุณพระคุณครับท่านประธาน คือในชีวิตการเมืองผม ๒๗ ปี ผมไม่เคยพูดเท็จ และผมยืนยันคําพูดของผม แล้วก็อันนี้ผมต้องเรียนครับว่ามันเป็นที่มาของ ส.ว. ทําไมผมถึงไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เพราะผมอยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นและจริง ๆ แล้ว ผมไม่อยากพูดหรอก อะไรเรื่องความเสียหาย ผมอยู่ด้วยในวุฒิสภา แต่มันต้องเอาความจริง มาพูดกัน ผมยืนยันครับ ไม่เป็นไรจะประท้วงอย่างไรก็ได้นะครับ เรื่องนี้มันเป็นจริง ในวุฒิสภาที่เกิดขึ้นครับ คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ทําไมถึงมีการแทรกแซง ในการเลือกตั้ง องค์กรอิสระทุกครั้งจะมีโผออกมา และการเลือกทุกครั้งมีการบล็อก (Block) โหวต ชัดเจน เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น อันนี้คือความเป็นจริงที่ปรากฏ แล้วผมก็ อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า
เชิญครับ หลังสุดโน่นครับ
ค่ะ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาค่ะ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับที่ ๔๓ ดิฉันอยากจะ กราบเรียนท่านผู้อภิปรายว่าด้วยความเคารพและดิฉันก็จะเคารพท่านตลอดไปในชีวิตนี้ ดิฉัน อยากจะกราบเรียน ณ ที่ประชุมแห่งนี้ว่า ท่านผู้อภิปรายนี่นะคะเปรียบเสมือนคุณอา เราเป็นสมาชิกวุฒิสภามาด้วยกันตั้งแต่ ปี ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๔๙ เป็นเวลาถึง ๖ ปี แล้วดิฉัน อยากจะกราบเรียนนะคะว่าตัวดิฉันก็เป็นคนหนึ่งนะคะที่สนับสนุนให้ท่านผู้อภิปรายขึ้นเป็น รองประธานของวุฒิสภาสมัยที่เรายังเป็นกันอยู่ และเราก็ทํางานมีผลงานกันมามากมาย ดิฉัน อยากจะกราบเรียนอานิพนธ์นะคะว่าวันนี้เพื่อน ๆ เรา ๒๐๐ คนนี้ ไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาเป็น ผู้แทนราษฎรเหมือนกับพวกเรา แล้วเมื่อมาวันนี้ก็มี อาวิรุฬห์ พื้นแสน อารส มะลิผล อานิพนธ์ แล้วก็ตัวมันแกวนี่ละคะ ที่เรามีโอกาสที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วเราภูมิใจ นะคะว่าเราเป็น ๒๐๐ คนที่เราได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน เราทํางานกัน ๖ ปี ด้วยความมีผลงานมากมายนะคะ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าถ้าอานิพนธ์ได้กล่าวถึง ๒๐๐ คนของเราในทางที่ ถึงแม้ว่าท่านจะว่าพูดความจริงก็ตามแต่ แต่ดิฉันไม่เคยได้ยิน ความจริงอย่างที่ท่านอภิปรายว่าจะมีการซื้อเสียงในช่วงที่เราเป็นอยู่ ดิฉันกราบขอร้องนะคะ ว่าเพื่อน ๆ เราไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วก็อยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าแกวจะเคารพ อานิพนธ์ตลอดไปค่ะ ขอบคุณค่ะ
ก็ขอบคุณมากครับ
ท่านครับ ขอวินิจฉัยนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณนะครับที่ช่วยประท้วงผมหน่อย บางทีถ้าไม่มีประท้วงก็จะกลายว่า เป็นประธานชอบไปเบรก ไปตัดบท ไปรวบรัดอะไรพวกนี้นะครับ ก็ช่วย ๆ หน่อยก็ดี ประท้วงประธานบ่อย ๆ หน่อยก็ดีนะครับ
ไม่มีปัญหาครับท่านประธาน ผมยินดีครับ
ทีนี้ท่านอย่างนี้ครับ จะจริงหรือเท็จประชาชนเขาฟังเขาไม่รู้นะครับ เขาไม่รู้ว่ามันจริงหรือเท็จ แต่ที่แน่ ๆ มันทําให้เกิดความเสียหาย พาดพิงคนอื่นแล้วทําให้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้น ขอความกรุณาท่านผู้อาวุโสครับ อยากให้หลีกเลี่ยงพวกอย่างนี้นะครับ ไม่อย่างนั้น ก็จะมีประท้วงกันอยู่อย่างนี้
ท่านประธานครับ ผมพูดนี่ผมไม่ใช่สบายใจนะ ช่วงเวลาที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งนั้น สื่อทั้งหลาย คนทั้งประเทศเขาตั้งฉายาเป็นสภาทาส ผมชอบหรือครับ ผมเป็นหนึ่งในจํานวนนั้น ผมไม่ชอบนะครับฉายาอย่างนี้ ผมไม่ชอบเลย เขาตั้งให้อย่างนั้นจริง ๆ เอาละครับผมก็เรียนให้ฟังว่ามีการบล็อกโหวตกัน ทีนี้สิ่งที่วุฒิสภาทําเรื่องที่ไม่ควรทําหลายเรื่อง โดยใช้เสียงข้างมาก ในการลงมติแต่งตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินแทนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา โดยมีมติแต่งตั้งคุณวิสุทธิ์ มนตรีวัฒน์ เป็นผู้ตรวจเงินแผ่นดิน เชื่อไหมครับ ไม่มีการโปรดเกล้าฯ นี่คือการกระทําของวุฒิสภาที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นผมก็ต้องเล่าให้ฟัง ผมก็บอกว่าที่เลือกตั้งมา ๒๐๐ คน ผมภูมิใจมาจากการเลือกตั้งประชาชน แต่ก็มีปัญหาที่ถูกแทรกแซง และอีกครั้งหนึ่ง ในการเลือกตั้งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. ซึ่งจะต้องมีมติ เลือกตั้งจาก ๑๘ คน ให้เหลือ ๙ คน กรรมการสรรหาส่งมาให้วุฒิสภา ๑๘ คน แต่บังเอิญ มีท่านหนึ่ง ผมเอ่ยชื่อก็ได้ท่านไม่เสียหาย ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านก็มา ขอลาออกจากการลงแข่งขันเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็เหลือ ที่สรรหามา ๑๗ คน เพราะท่านคงได้ข่าวแว่วมาว่ามีการบล็อกโหวตกัน ท่านก็เลยลาออก ทีนี้อย่างนี้ครับ ก็มีการอภิปรายในวุฒิสภาว่าจะเลือกได้หรือไม่เพราะไม่ครบ ๑๘ คน ตามรัฐธรรมนูญ ก็เสียงข้างมากละครับ ก็ใช้โหวตกันมาอย่างนี้ ดันโหวตไป ๑๗ คน โหวตเหลือ ๙ คน แล้ว ๙ คนเป็นใครบ้าง ข้อเท็จจริงปรากฏในเอกสารการประชุม ของวุฒิสภา ซึ่งผมคัดมาหมดเป็นหลักฐานจริงทั้งสิ้นไม่มีเท็จแม้แต่คําเดียว ปรากฏว่าเรื่องนี้ เมื่อประธานวุฒิสภาเสนอให้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ จํานวน ๙ ท่าน ไม่โปรดเกล้าฯ ลงมาอีกครับ อันนี้ครับสร้างความเสื่อมเสีย ให้กับวุฒิสภาเป็นอย่างมากในช่วงนั้น แต่ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าวุฒิสภาชุดผมนั้นที่มาจาก การเลือกตั้งไม่มีผลงานนะครับ ผลงานหลายด้านเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน อันนี้ เราต้องยอมรับว่าเพราะบุคคล ๒๐๐ คน ที่ได้รับการเลือกตั้งมานั้นก็เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมาก แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมต้องเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและแม้แต่ตัวผมเอง ก็ยังถูกแทรกแซงนี่เป็นความจริงครับ ในการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาก็มีผู้สมัคร ๓ ท่าน ผมต้องถอนตัว แล้วสื่อก็ด่าผมว่าผมรับเงินหรือเปล่า เหตุผลตรงนี้ผมคิดว่าหลายท่าน ในวุฒิสภาก็รู้ดีนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งจํานวน ๒๐๐ คน วุฒิสภานั้นถ้าถูกแทรกแซงแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ทีนี้ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอให้มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คน จากการเลือกตั้งทั้งหมด แล้วมันยังมีการแก้ไปอีกครับ
ท่านนิพนธ์ครับ มีผู้ประท้วงท่านครับ เชิญผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานครับ ผม สุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองได้ขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๔๕ การกล่าวให้เสียหาย แล้วก็ข้อ ๔๓ วรรคสองนะครับ ท่านนิพนธ์ กับผมเป็น สมาชิกวุฒิสภารุ่นเดียวกัน ถูก ผิด ชั่ว ดี รู้ดีครับ ไม่มีใครรู้ดีกว่าเราทั้งคู่ อะไรแท้ อะไรเทียม เรารู้กันหมดครับ ซึ่งผมอยากจะบอกว่าที่ท่านพูดนะครับเป็นสิ่งที่เป็นปัญหา เป็นการทําให้ เสื่อมเสียกับสมาชิกวุฒิสภารุ่นปี ๒๕๔๓ ท่านบอกท่านภูมิใจเป็นสภาทาส ผมขออนุญาต อธิบายให้ท่านประธานทราบก่อนว่าผมเดือดร้อนเสียหายเรื่องอะไร ผมมีความภูมิใจในการ เลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ถ้าผมไม่ได้เลือกตั้งมาผมไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้หรอกครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วผมเองเชื่อว่าคณะกรรมการที่เลือกคงไม่รู้จักผมประเด็นที่ ๑ ก่อน
ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากว่าพอเรามาทํางานในตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วยกัน ท่านบอกมีบล็อกโหวต ผมอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วการเลือกตั้งในการคัดเลือกตําแหน่ง กรรมการทุกองค์กรนะครับจะมีโพยครับ ไม่ว่าจะเป็นโพยจากสื่อก็ดี โพยจากการสนับสนุนกันเองก็ดี ผมเองก็พยายามจะสืบทราบว่าตรงนี้มีการบล็อกโหวตมีการให้เงินกันจริงหรือไม่ ผมหาไม่เจอข้อที่ ๑ ผมหาไม่เจอจริง ๆ ว่ามีการจ่ายเงินจ่ายทองกันอย่างไร ข้อที่ ๒ ครับ ท่านประธาน ท่านพี่นิพนธ์ผมนะครับ ผมเคารพท่านมาก ท่านเป็นรองประธานวุฒิสภา ท่านพูดเมื่อสักครู่ว่าท่านโดนแทรกแซงให้ถอนตัว ผมถามว่าในฐานะที่เราเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว เราต้องมีศักดิ์ศรีครับ ใครแทรกแซงไม่ได้ ถ้าเราโดนแทรกแซงได้ความเชื่อถือจะเกิดขึ้นได้ อย่างไร ผมชี้แจงก่อนอย่าพึ่งประท้วงผม ผมไม่เคยประท้วงเลยท่านประธาน ผมจะเล่าว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนด่าบ้านท่าน ท่านจะปล่อยให้คนด่าได้อย่างไร ไม่ได้นะครับ
พอแล้วครับ พอฟัง ได้ความแล้วครับ พอแล้วครับ
ยังครับ ท่านประธาน เพราะว่าต้องพูดให้จบก่อน
หยุดก่อนครับ มีผู้ประท้วง ซ้อนอยู่ เชิญครับ
ท่านประธานคะ บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ เวลาสมาชิกท่านใดประท้วงก็ตามท่านก็จะบอก ให้เขาแค่ประท้วงข้อใดแล้วท่านก็จะวินิจฉัย แต่นี้ท่านปล่อยให้เป็นการอภิปรายไปแล้วค่ะ ท่านประธาน ท่านโปรดวินิจฉัยด้วยค่ะว่านี่คือการประท้วงหรือการอภิปรายหรือว่าใช้สิทธิ อะไรกันแน่ค่ะท่านประธาน
ผมก็พยายามเปิดนะ ปกติ ผมแม่นข้อบังคับนะ แต่เขาบอกข้อ ๔๕ ผมก็เลยงง พอแล้วนะครับ ผมวินิจฉัยก็แล้วกัน คือท่านนิพนธ์ท่านกําลังเล่าถึง ส.ว. แต่งตั้งปี ๒๕๔๓ ท่านอย่าเพิ่งครับ เอาละครับพอก่อน นะครับ ฟังสักหน่อยครับ เวลาประท้วงก็บอกข้อประท้วงมา ข้ออะไร แล้วอย่างไร คือ ไม่ต้องยาวครับ เอาสั้น ๆ ครับ
ผม ประท้วงข้อ ๔๕ นะครับ ผมเองผมเป็นสมาชิกวุฒิสภามา ๖ ปี ข้อบังคับก็คงไม่ได้ด้อยกว่า ท่านประธานสักเท่าไร เอาง่าย ๆ พอทราบครับ แต่ผมจะบอกว่าวันนี้ใครนะครับ ภาษิต โบราณว่ากินบนเรือนขี้รดหลังคาใช่ไม่ได้ ความกตัญญูกตเวทีใช้ไม่ได้ ประเด็นนี้ผมถึงบอกว่า วันนี้นะครับ
ท่านหยุดก่อนครับ อย่างนี้ ผมไม่ให้ประท้วงแล้วนะครับ เพราะท่านประท้วงข้อ ๔๕ เขายังไม่ได้พาดพิง ยังไม่ได้เอ่ยชื่อท่านเลย นะครับ เดี๋ยวนะครับท่านประท้วงข้อ ๔๓ ท่านบอกว่า ส.ว. ปี ๒๕๔๓ เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อน นะครับ ท่านนิพนธ์ครับคืออะไรที่เล่าแล้วกระทบคนอื่น ผมอาจจะมีสมาชิกที่อยู่นี่ ท่านกรุณาท่านละเว้นนิดหนึ่งนะครับ ด้วยความเคารพนะครับ พอแล้วครับ เชิญท่านนิพนธ์ ต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ขอบคุณท่านสุทัศน์นะครับ แต่ท่านสุทัศน์น่าจะเป็นคนที่รู้ความจริงดี ทั้งหมด อันนี้ผมไม่ว่าครับประท้วงเถอะครับ ทีนี้อย่างนี้ครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันมีข้อเท็จจริง ปรากฏทั้งสิ้น ผมยืนยันว่าตลอดเวลาการเมือง
ท่านนิพนธ์ครับท่านต่อเลยครับ
ทีนี้ ผมก็เห็นว่าอันตราย
เขายังประท้วงอยู่ครับ ท่านนิพนธ์เดี๋ยวครับ ท่านสุทัศน์ยังประท้วงอยู่ เชิญครับ
ในเมื่อ ท่านนิพนธ์ยังยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นจริง
ท่านประท้วงเรื่องอะไร
ข้อ ๔๓ วรรคสอง ผมยืนประท้วงตามข้อ ๔๕ ยืนและยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แต่ประท้วงข้อ ๔๓ ทําให้ ผมเสียหายในวรรคสอง เสียหายเพราะอะไร เพราะท่านพี่นิพนธ์ท่านยืนยันว่าสิ่งที่ท่านพูด เป็นความจริง ท่านเป็นรองประธานวุฒิสภา ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทําไมท่านไม่ดําเนินการ ท่านละเว้น ไม่ตรวจสอบแล้วจับ แล้วแจ้ง ป.ป.ช. หรือแจ้งหน่วยงานของรัฐได้อย่างไร สิ่งนี้ครับผมเองผม เป็นคนหนึ่ง
พอแล้วครับ ท่านสุทัศน์ครับ ผมขออนุญาตจริง ๆ ครับ คือความจริงแล้วเป็นเรื่องที่เหตุการณ์เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ความจริงทําให้ท่านไม่ใช้กระบวนการอะไรที่มันจะตรวจสอบ แล้วกระบวนการทางกฎหมาย ท่านไปว่าเอานะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวท่านสุนัย ประท้วง อะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ในนามสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๕ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่า การที่ไม่ใช้ข้อบังคับเคร่งครัดนี่ มันจะนําไปสู่ ปัญหาอื่น ๆ เมื่อสักครู่ผมก็ประท้วงท่านในเรื่องข้อ ๕ กับข้อ ๔๓ ดังนั้นการที่ท่านประธาน ยังปล่อยให้ผู้อภิปรายมีการอภิปรายอย่างนี้ ไม่ใช่คนเดียวครับ แต่บังเอิญเราก็เกรงใจกัน อยากให้สถานการณ์มันราบเรียบ แล้วให้มันจบได้วันนี้ เพราะเราตกลงกัน วิป ๓ ฝ่าย ตั้งแต่ เมื่อวาน แต่ว่าขออนุญาตรบกวนพี่นิพนธ์แป๊บเดียวครับ ถ้าท่านประธานยังใช้วิธีการ ปล่อยให้ยืดอย่างนี้ มันก็ไม่เป็นธรรมกับฝ่ายของผู้ที่ประท้วง เขาถูกกล่าวหา จะบอกว่าไม่ได้ เอ่ยชื่อ ก็มันชัด ๆ นี่ครับ ดังนั้นถ้าเป็นผม ใจเขาใจเรา มันก็เหมือนกันครับท่านประธานครับ จึงขอให้ท่านประธาน เอาเถอะครับ เมื่อไรจะใช้ข้อบังคับเคร่งครัดสักทีครับท่านประธานครับ สถานการณ์มันจะได้ไม่ลามออกไปครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมขอวินิจฉัย นะครับ
(นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรครับ ท่านบอกข้อประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ และข้อ ๔๓ เช่นกัน เพราะว่าผู้อภิปรายนั้นเท่าที่พวกกระผมนั่งฟังอยู่ เห็นว่าข้อความที่กําลังพูดนั้นอยู่ในประเด็น แล้วก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ําซาก แต่ประการใด และเป็นสิ่งที่พวกผมจะนําไปประกอบการพิจารณาในการโหวตได้เป็นอย่างดี เพราะมีตัวอย่างข้อเท็จจริงประกอบการอภิปราย แม้ว่าถ้าคนอื่นฟังแล้วว่ากระทบ ผมว่าเขาก็ย่อมจะใช้สิทธิในการพาดพิงหรือชี้แจงได้ เพราะฉะนั้นในขณะที่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนิพนธ์พูดนั้น พวกเราในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ฟังอย่างด้วยความตั้งใจ กระเหี้ยน กระหือรืออยากรู้ข้อมูล ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร จะได้ประกอบการโหวตได้อย่างเต็มที่และเต็มใจครับท่านประธาน
เอาละ ขอบคุณครับ นี่ครับ ท่านนิพนธ์ ท่านอย่าได้ไปพาดพิงในเรื่องเก่า ๆ เพราะท่านสุทัศน์ท่านอยู่ที่นี้ ไปซักซ้อม ข้อ ๔๕ วรรคสอง ก็หาว่าผมใส่ร้ายเขา ท่านนิพนธ์ท่านอย่าเลยนะครับ ขอความกรุณา ท่านพอแล้วครับ ท่านพอนะครับ ท่านนิพนธ์ว่าต่อ แต่ท่านอย่าได้ไปก้าวถึงหรือว่าไปอ้างถึง ส.ว. รุ่นท่านนะครับ ยังมีรุ่นท่านอยู่หลาย ๆ คนในที่นี้นะครับ ไม่เอา เชิญครับ
ท่านประธานครับ ความจริงผมเป็นคนเคารพข้อบังคับ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ผมเป็นประธานพิจารณานะครับ เพราะฉะนั้นผมจะไม่ทําอะไรที่ผิดข้อบังคับ ผมอยู่ ในประเด็น แต่เอาละครับ เพื่อเห็นแก่ท่านประธานนะครับ ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่า เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คน ที่ผ่านมานั้นมีเหตุการณ์ อย่างนี้จริง ๆ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมถึงไม่เห็นด้วย ผมถึงให้มีการเพิ่มไปอีก ให้เลือกตั้งจาก ผู้มาจากสาขาวิชาชีพทั้งหลายเพื่อมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการถ่วงดุลกัน ตรงนี้ครับ ผมอยากจะเรียนว่าการแก้ไขของกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งชุดเก่านี่เขาเว้นวรรคนะครับ ไม่ให้ลงเลือกตั้งติดต่อกัน แล้วก็หลาย ๆ อย่าง มีเงื่อนไขเลย แต่ถ้าเป็นไปตามที่กรรมาธิการ ชุดนี้แก้ไข ผมว่าไม่ต้องแทรกแซงหรอกครับ มันเป็นของพรรคการเมืองไปในตัวเลยครับ เบ็ดเสร็จ อันนี้เพราะฉะนั้นการจะแต่งตั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบอะไรทั้งหลายของ วุฒิสภา ผมคิดว่าจะดํารงเป็นกลางยากที่สุดนะครับ
ท่านจะจบหรือยังครับ
ใกล้แล้วครับ ๆ
เพราะว่าท่านสุทัศน์ก็ยืน ยัง ไม่ยอมนั่งครับ เชิญท่านสุทัศน์ จะประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
คือท่านประธานสังเกตไหมว่ามีสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านพูดถึงสภา ผมไม่ได้ติดใจประท้วง เพราะเป็นท่านที่ว่าไม่ได้อยู่สภาพที่อยู่ในองค์กรจริง ๆ
ท่านประท้วงข้ออะไรครับ
ประท้วง เพราะพาดพิงอย่างไรครับ ที่ว่าวันนี้ท่านนิพนธ์ท่านยกเหตุการณ์ขึ้นมาพร้อมอ้างอิงว่าสิ่งที่ ท่านพูดนั้นเป็นความจริง ผมเลยสงสัยท่านเป็นรองประธานวุฒิสภาในขณะนั้น ทําไมท่าน ไม่ดํารงความเป็นธรรม ไม่ดํารงความถูกต้องให้เกิดกับสมาชิกวุฒิสภาเรา แล้วสุดท้าย ท่านประธานผมจะไม่ยืนอีกแล้ว สุดท้ายเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านฝากถามครับว่า ท่านกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา
เอาอย่างนี้ ท่านหยุดพอแล้ว ท่านสุทัศน์ครับ ประท้วงทีละคนนะครับ ท่านจบแล้วผมก็จะวินิจฉัย เพราะว่าผมกําลัง ขอร้องให้ท่านนิพนธ์อย่าได้กล่าวถึง แล้วท่านจบได้แล้วนะครับ ท่านสมชายประท้วงว่าด้วย เรื่องอะไรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ ให้ท่านประธานควบคุมการประชุม แล้วก็ประท้วงท่านผู้ประท้วง เมื่อสักครู่ครับ ผมอยากให้ผู้ประท้วงนั้นใช้สิทธิอภิปรายพาดพิงลับหลังครับ หลังจาก ที่ท่านนิพนธ์ได้พูดเสร็จแล้ว เราเองอยากฟังท่านนิพนธ์ผู้อาวุโสได้เล่าประสบการณ์ ในวุฒิสภาในอดีตครับ เพราะว่าเราเองก็เจอสภาพคล้ายกันจะได้เอามาเปรียบเทียบกันครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
อีกท่านหนึ่งประท้วง จะได้ ตอบทีเดียวเลยครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมใช้โอกาสนี้เป็นโอกาสแรกในชีวิตที่ได้มีโอกาส ประท้วง ต้องขอกราบเรียนว่าผมเฝ้ารอเวลานี้มาหลายวัน เฝ้ารอเวลาที่จะได้ฟังท่านผู้อาวุโส คือท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อภิปราย จึงขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ และข้อ ๔๓ ผมขอกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านนิพนธ์ได้อภิปรายมานั้นเป็นความจริงของส่วนหนึ่ง ของประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ผมได้ใช้เวลาในช่วง ปิดสมัยประชุมไปขลุกตัวอยู่ใน
เอาละครับ ท่านประท้วงแค่นี้
เดี๋ยวครับ ให้ผมได้อภิปรายชี้แจงครับ
ไม่ครับ ท่านประท้วงผม ผมก็จะให้ท่านนิพนธ์เล่าต่อ เดี๋ยวผมให้สิทธิเพื่อความเป็นธรรม คุณหมอพอแล้วนะครับ ท่านนิพนธ์อย่างนี้นะครับเพื่อความเป็นธรรม ท่านจะจบแล้วใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจะให้ ท่านสุทัศน์ได้อภิปราย เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่เป็นธรรมนะครับ ท่านว่าต่อเลยครับ เดี๋ยวท่านสุทัศน์ค่อยว่ากัน เชิญครับ คุณหมอเฉลิมชัยฟังนะครับ เพราะว่าท่านประท้วงผม บอกท่านอยากจะฟังประวัติศาสตร์ ผมกําลังจะให้ท่านนิพนธ์เล่า เชิญครับ
ท่านประธานครับ คือทุกสิ่งทุกอย่างมันปรากฏหลักฐานอยู่ในวุฒิสภาทั้งหมด ผมอายุ ๗๔ ปี แล้วครับ ผมคงไม่เอาเรื่องเท็จมาพูดในสภาแห่งนี้ ผมเป็นนักการเมืองมา ๒๗ ปี ไม่เคยมีเรื่องเสียหาย ผมยืนยันได้ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญของไทย ๑๘ ฉบับ มีการแก้ไขมาเยอะแยะ ไม่ใช่ทุกฉบับจะมีดีหมดหรอกครับ มีปัญหาที่ต้องแก้ไข แต่การแก้ไขนั้น ต้องเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวม เมื่อไม่กี่วันผมอ่าน คอลัมน์นิสต์ เขาบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ก็แก้สันดานนักการเมืองไม่ได้ นักการเมือง ต้องทําตัวให้ดี มีความซื่อสัตย์ สุจริตต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นสําคัญ ตรงนี้ละครับ ถ้ารัฐธรรมนูญแก้แล้วแก้สันดานนักการเมืองได้ตามที่เขาว่ามาผมจะดีใจที่สุดในชีวิต ทางการเมืองครับ ขอบคุณครับ
เพื่อความเป็นธรรมนะครับ ผมจะได้ท่านสุทัศน์ได้ใช้เวลาเล็กน้อยในการอภิปรายนะครับ ท่านวิรุฬห์มีอะไรครับ ผมจะให้ ท่านสุทัศน์ได้อภิปรายชี้แจงหน่อยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๑ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ปกติผมไม่ได้เคยลุกขึ้นประท้วง เพราะผมคิดว่าเป็นความเห็น ของแต่ละท่านซึ่งมีมุมมองในแต่ละสภาต่างกัน แม้บางท่านอาจจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ในขณะนี้ก็ตาม แต่ในสมัยที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภามีคนกล่าวพาดพิงถึงผมในทางเสียหาย หลายครั้งในสภาผมก็ไม่เดือดร้อนใจ เพราะผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าตัวผมเองปฏิบัติด้วยดี ถามพี่นิพนธ์ได้ ผมกล้าให้พี่นิพนธ์เป็นสักขีพยานได้ การปฏิบัติของผมด้วยดีผมถึงบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการอภิปรายคนอื่น ผมไม่เดือดร้อน ไม่รู้สึกกระทบกระเทือน เพราะคนที่มองมาไม่ทราบถึงความเป็นจริง แต่พอพี่นิพนธ์ท่านลุกขึ้นมาพูด ท่านอยู่กับสภาเช่นเดียวกับผม คํากล่าวที่ท่านอยู่ในสภาท่านพูดนั้นมันส่อถึงความสร้าง ความเชื่อถือได้ค่อนข้างเยอะ ผมเองอยากจะถามความเห็นของท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ ทั้งหลายว่า ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาใน พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อท่านนิพนธ์พูดว่า สภาเสียหายอย่างนั้นแล้วนะครับท่านประธาน ท่านนิพนธ์ท่านเป็นรองประธานวุฒิสภา ท่านสมัครประธานวุฒิสภาในขณะนั้นท่านบอกท่านถูกแทรกแซง กระทั่งท่านยังถูก แทรกแซงได้ แล้วความเชื่อถือของท่านจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมสิครับท่านประธาน ใครก็แทรกแซงไม่ได้ ผมมีจุดยืนของผม ผมจะทําทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็น ตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ผมไม่เคยประท้วงครับท่านประธาน ฝากท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่ประท้วงผมด้วย ผมไม่เคยประท้วงเพราะผมคิดว่าสิ่งที่เราจะนําไปสู่สาธารณะ สังคม เขารับทราบ ต้องพูดสิ่งที่มันเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อที่เราทราบข่าวมา ถ้าพี่นิพนธ์คิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ทําไมตอนท่านเป็นรองประธานวุฒิสภาท่านไม่ดําเนินการ ท่านละเว้น หรือเปล่า ผมเองก็ได้ข่าวสิ่งนั้นมาตลอด แต่ว่าผมจะพยายามสืบค้นก็ไม่เจอ สิ่งที่เรา โดนตําหนิและเราค้นไม่เจอเราสรุปว่าอะไรครับท่านประธาน วันนี้ถึงไม่ได้กล่าวชื่อผมก็ตาม แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าเวลาเอ่ยถึงสภาทาส ผมเจ็บปวดใจ ผมกล้าพูดต่อหน้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ว่าผมไม่เคยเป็นทาสใคร พี่นิพนธ์อาจจะยอมรับก็เรื่องของพี่เขา เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่ผมไปพบปะมาในหลาย ๆ จังหวัดฝากผมมาพูดกับพี่นิพนธ์ พี่อย่าได้ กล่าวพาดพิงไป เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาหลายที ฝากว่าวันนี้เขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสมาพูดมาแสดง ข้อเท็จจริง ผมอยากจะรู้ว่าวันนี้พี่นิพนธ์ครับ ถ้าพี่พบว่า พี่ทราบ มีข้อมูลเท็จจริงอย่างไร ว่าใครได้รับการให้สตางค์ ผมจดไว้ ๕ ประเด็นครับพี่ พี่นิพนธ์เขียนว่า ๑. มีการแทรกแซง ผ่านสมาชิกวุฒิสภาโดยญาติ เป็นไปได้ครับ ข้อนี้ผมไม่เถียง เพราะในการเลือกตั้งทุกครั้งนะครับ การเลือกตั้งต้องฝากญาติมาบอกกล่าวกันว่าใครรู้จักใครหรือไม่ อย่างไร สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในวันนี้องค์ประกอบมีความเป็นไปได้ในทางเที่ยงธรรม แต่ว่าในสิ่งที่ท่านบอกว่ามีการให้สตางค์ ผมพยายามสืบค้น ใครให้สตางค์ใคร ใครรับสตางค์ใคร ผมกล้าพูดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ผมเองไม่เคยรับสตางค์จากการแทรกแซงเหล่านั้น ผมอยากบอกฝากท่านสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพทั้งหลาย การฟังนะครับ ฟังนะครับ กาลามสูตร ๑๐ นะครับ ฟังอย่างเดียวนะครับ ต้องตรึกตรองสิ่งที่เป็นจริง ถึงแม้กาลามสูตร ๑๐ จะพูดถึงธรรมของพุทธองค์ก็ตาม แต่เรา นํามาปรับใช้ได้กับรัฐสภาแห่งนี้ วันนี้ผมอยากจะฝากครับว่าการจะพูดสิ่งใดในสถานที่ อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้นะครับ ต้องตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงถึงนํามาพูด ผมเองขอทักท้วง พี่นิพนธ์ที่ผมเคารพยิ่ง ผมเองมีความกตัญญู ผมมีความรู้คุณคน ท่านใดที่มีคุณกับผม ทุกครั้ง ผมให้ความเคารพตลอด วันนี้ครับผมเองก็เคารพองค์กรผม ผมเคารพสภาผม แม้บางท่าน ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาท่านไม่รักองค์กรท่านก็ตาม แต่ผมรัก ผมรักวุฒิสภาของผม เพราะถ้า ใครกระทบกระเทียบ และทําร้ายวุฒิสภาของผมที่ผมเคยเป็นอยู่ผมขออนุญาตปกป้อง ผมเป็นหนึ่งในอดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๔๓ นั้น กราบขอร้องครับท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหลาย ท่านฟังแต่เพียงข่าว ท่านไม่รู้ข้อเท็จจริง ท่านพิสูจน์ไม่ได้ ท่านพูดกันเป็นตุเป็นตะ ทําให้ผม เสียหาย วุฒิสภายุคผมเสียหายมาก จริงอยู่ครับอาจจะมีข่าวเหล่านั้นเกิดขึ้นก็ตาม แต่ว่า ท่านหาหลักฐานได้หรือไม่ การหาหลักฐานไม่ได้แล้วท่านจะไปตําหนิติเตียนเขาผมว่า เป็นเรื่องยาก มุมมองของผมนะครับท่านประธาน ท่านถามสมาชิกวุฒิสภายุคปี ๒๕๔๓ ได้ว่า ผมเป็นคนอย่างไร ผมกล้าพิสูจน์ตัวเองครับ นําคนที่คิดว่าบริสุทธิ์ครับไปกราบพระ ไหว้พระ ด้วยกัน ว่าใครที่จะไม่ถูกแทรกแซง ใครที่ทํางานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง เรามาสาบานกันได้ ผมถือว่าวันนี้ผมไม่อยากให้เราพูดตําหนิสภาอื่นโดยที่เราไม่ได้รับรู้ โดยที่เราไม่รู้ข้อเท็จจริง เป็นการตําหนิเพียงแต่ฟังเขาบอกว่า เขาเล่าว่าเท่านั้นเอง ผมใช้สิทธิในการประท้วงนะครับ แต่ว่าเมื่อกี้ท่านสมาชิกบอกให้ผมใช้สิทธิในการพาดพิงก็เท่ากับเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ปกติ ถ้าประท้วงประท้วงข้อ ๔๕ ยกมือขึ้น แล้วก็ยืน แล้วก็ประท้วงในการเสียหายในวรรคสอง ในเมื่อท่านให้ผมพาดพิงในส่วนนี้โดยการใช้อนุโลมผมก็ถือโอกาสว่าเป็นการชี้แจงว่าขอกราบ ขอร้องครับท่าน สมาชิกรัฐสภาที่เคารพรักทุกท่านครับ ท่านจะตําหนิติเตียนองค์กรใดก็ตามครับ พยายามหาข้อมูลข้อเท็จจริง หรือว่าท่านที่เคยอยู่ในองค์กรนั้นให้หาให้ถ่องแท้ว่าจริงเท็จ อย่างไร ท่านอยู่แล้วท่านออกไปแล้วท่านถีบหัวเรือส่ง ผมว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมเลยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ไปต่อเลยนะครับ ทุกฝ่าย ได้ชี้แจงกันเรียบร้อยนะครับ เอาต่อไปผมขอคิวอย่างนี้นะครับ
(พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวิรุฬห์ครับ ประท้วง
ผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้ประท้วงตามข้อ ๔๓ และพาดพิงนะครับ ในฐานะที่ผมชี้แจง ความจริงผมอยากจะ พูดเรื่องประวัติศาสตร์ของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ ครั้งแรกนั้น ความเป็นมาการเลือกตั้งเราเป็นอย่างไร ผมต้องขอชี้แจงครับเพราะว่าประเด็นนี้ เป็นสาระสําคัญครับ
ท่านขอชี้แจง ท่านเป็น ส.ว. ปีนั้นด้วยหรือเปล่าครับ
ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ ครับ
อย่างนั้นผมจะให้ท่านชี้แจง ข้อเท็จจริงครับ
เลือกตั้งทั้งประธานสภา และรองประธานสภาของสมัยนั้นครับ และขอชี้แจงอย่างนี้นะครับ ว่าผมปกติก็ไม่ค่อยจะพูด แต่เรื่องนี้ก็ของ ส.ว. ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ อยากจะเรียนให้ข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกมาครั้งแรกมีการเลือกตั้งนะครับ ส.ว. ๒๐๐ คน โดยเฉพาะทางกระผมเองนี่จะชี้แจงว่ารับราชการเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตํารวจ แล้วก็ได้รับ การเลือกตั้งให้เป็นกรรมการ ก.ตร. อันดับ ๑ ของตํารวจในขณะนั้น แล้วมาสมัครเป็น สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย และได้เป็น ส.ว. จังหวัดเชียงรายครับ แล้วเข้าอยู่ที่นี่ แล้วอยู่ ตลอดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ ๒ รัฐบาลครับ ในเมื่อปี ๒๕๔๙ วุฒิสภาชุดปี ๒๕๔๙ หมดอายุลง มีการเลือกตั้งเข้าไปทดแทนชุดที่ ๒ จาก ส.ว. เลือกตั้ง และระหว่างที่เรา รักษาการอยู่นั้นกับ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ มีการกลับยึดอํานาจในปี ๒๕๔๙ แล้วก็มีรัฐบาล แล้วมี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออกมา แต่สิ่งที่เราจะเรียนให้ทราบว่าการเลือกตั้งนั้นมันลําบากยากเข็ญ พอสมควรนะครับการที่จะมานี่ แล้วบุคคลที่มาเป็น ส.ว. ปี ๒๕๔๓ อยากเรียนให้ ท่านทราบ มีทั้งนายทหาร นายตํารวจ ทนาย ทนายต่าง ๆ มี แล้วก็รวมทั้งผู้พิพากษา ท่านเข้ามา รวมสาขาอาชีพครบหลายประเภท หลายชนิด ที่กล่าวหาว่า ส.ว. ปี ๒๕๔๓-๒๕๔๙ เป็น ส.ว. ที่บกพร่อง มันก็ย่อมมีบกพร่องทุกส่วน แต่ส่วนที่ดีมันมีส่วนมาก อย่าเอาส่วนเสียมาพูด ส่วนดีต้องเอามาพูดบ้าง แล้วมันเป็นผลอย่างไรครับ อยากจะเรียนให้ท่านทราบ สิ่งเหล่านี้ ที่ผมอยากจะเรียนให้ที่ประชุมทราบนะครับ ปกติผมจะไม่พูดนะ แล้วผมก็ออกจาก ส.ว. ก็มา เป็น ส.ว. เลือกตั้ง ออกมาเป็น ส.ส. พร้อมท่านนิพนธ์ แล้วมาอยู่ในสภาด้วยกัน ท่านพูดแบบนี้ หลายครั้งแล้ว แต่ผมไม่ค่อยจะพูดนะ แต่วันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ในบ้านเมืองของเรา เราอยาก เอาข้อเท็จจริงที่มันเป็นจริง แล้วขอให้อภิปรายกันอยู่ในเรื่องที่เหมาะสมนะครับ ที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบเพียงเท่านี้ละครับ
อย่างนี้ครับ เดี๋ยวครับ เอาเป็นเรื่องผู้ใหญ่นะครับ พี่นิพนธ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ฉายาสภาทาสนี่ผมไม่อยากได้ยิน แล้วผมขมขื่นใจเป็นที่สุด อย่างนี้ครับ ผมมีเอกสารครับ ขออ่านเลยนะครับ มติชน ฉบับวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ ฉายาวุฒิสภา สภาทาส
เดี๋ยวครับ ท่านนิพนธ์ครับ ท่านเอาเอกสารมาอ่านนี่ ผมอย่างนี้ได้ไหมครับ ยังไม่ได้อนุญาตเลย
ผมขออนุญาตครับเป็นเอกสารแผ่นเดียว ผมได้มาครึ่งแผ่นเท่านั้นเอง จะให้พูดให้ฟังครับ นี่ครับ
เอาอย่างนี้ท่านนิพนธ์ อ่านเฉพาะที่ ท่านอย่าได้อ่านจนทําให้เกิดการประท้วงนะครับ ท่านดูด้วยครับ
ครับ ๆ ผมจะอ่านข้อเท็จจริงครับ ใครบอกว่าเวลานี้ประชาชนคนไทยไม่มีทาสอีกแล้ว
เดี๋ยวมีท่านประท้วงแล้วนะครับ ท่านประท้วงว่าให้ผมรักษาข้อบังคับอย่างเคร่งครัดหรืออย่างไร ท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ไม่ได้ขัดขวาง ไม่ได้กลัวเอกสารอันนั้น แต่ว่าเรามีข้อบังคับกันแล้วว่า ถ้าจะอ่านนี่ต้องบอกประธานก่อน แล้วในทางเทคนิคนี่ครับ เวลาถ้าท่านประธานหย่อนตรงนี้ เดี๋ยวจะไปอีกเรื่องหนึ่ง ผมได้รู้มาว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจกันตอนเลือก ประธานวุฒิสภาขณะนั้น ซึ่งท่านเลือกแพ้ เมื่อเลือกแพ้ เลยกลายเป็นเข้าใจว่ามีการซื้อเสียงกัน ดังนั้นถ้าเป็นอย่างนี้มันจะไปกันใหญ่ครับท่านประธาน
ท่านไม่ต้องประท้วงผม นะครับ ท่านสุนัย
ท่านสุนัยครับ ผมถอนตัว นะครับ
ท่านนิพนธ์ครับ ขอความ กรุณานะครับ
ขอความกรุณาเถอะครับมันจะได้ เดินต่อครับ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้เรา ๓ ฝ่ายตกลงกันแล้ว
ไม่อนุญาตครับ เอกสาร ถ้าอนุญาตต้องให้ผมดูก่อน คนอื่นอภิปรายต่อนะครับ เดี๋ยวท่านยุพราช แล้วก็ท่านอภิสิทธิ์ ได้อภิปรายต่อ ผมขอดูเอกสารก่อนครับ เรื่องนี้พักไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน เชิญท่านยุพราชครับ ผมขอดูเอกสารก่อนนะครับ เชิญท่านยุพราช เชิญครับ ท่านยุพราชอภิปรายได้แล้วครับ ท่านประเสริฐนิดเดียวอะไร
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ยังไม่เคยมีธรรมเนียมที่ไหนว่าผู้ที่อภิปรายอยู่นี้ อภิปรายยังไม่จบ แล้วสลับไปให้ท่านอื่นอภิปรายแล้วค่อยกลับมา ผมคิดว่าท่านประธาน กรุณาเถอะครับ ให้ท่านนิพนธ์ได้อภิปรายความจริง ไม่มีปัญหาอะไรนี่ครับ เมื่อพูดความจริง ออกมาแล้วถ้าเกิดว่าไปพาดพิงคนหนึ่งคนใดเสียหายเขาใช้สิทธิได้ แต่ที่ท่านนิพนธ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านอภิปรายผมฟังมานี่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะท่านต้องการ เล่าความจริงเพื่อสนับสนุนเหตุผลของท่านว่า ทําไมท่านถึงไม่เอาการเลือกตั้งทั้งหมด นี่คือเหตุผลครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านนิพนธ์อภิปรายจบไปแล้ว แล้วผมก็ให้ท่านสุทัศน์ซึ่งถูกกล่าวพาดพิงได้อภิปราย เพราะฉะนั้นเวลานี้ท่านนิพนธ์ก็จะลุกขึ้นมาเรื่องที่ ๒ จะเอาเอกสารมาอ่าน ผมบอกแล้ว ผมขอดูก่อน ผมยังไม่อนุญาต ขอนั่งอ่านก่อนนะครับ เชิญท่านยุพราชอภิปรายไปก่อน เชิญครับ ท่านนิพนธ์นั่งลงครับ ท่านจบไปแล้วนะครับ เชิญท่านยุพราช
ท่านนิพนธ์ ยังไม่ได้ใช้สิทธิพาดพิงเลย
ผมยังไม่ได้อ่านอันนี้เลยครับ เชิญท่านอภิปรายไปก่อน ผมขอดูก่อนครับ เดี๋ยวผมขอดูก่อน ผมนั่งดูสาระก่อน ขออนุญาต ผมรับมายังไม่ทันอ่านเลยท่านก็จะให้
ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานผมรอท่านประธานครับ
เชิญท่านยุพราชก่อนครับ เชิญครับ
ผมต้องการ อภิปรายให้ท่านประธานฟังด้วยครับ
ได้ ผมยังฟังอยู่ครับ
ท่านประธานอ่านไปก่อนครับท่านครับ
ท่านอภิปรายไปเลยครับ ท่านอภิชาตไม่เอาแล้วครับ ท่านนั่งลงครับ ท่านยุพราชว่าไปครับ ถ้าท่านพูดแล้วท่านิพนธ์นั่ง ท่านนั่งแล้วมีคนอื่นประท้วงต่อ ท่านรับประกันนะ ท่านไปรู้ท่านนิพนธ์ได้อย่างไรครับ ถ้าท่านนิพนธ์นั่งผมจะอนุญาต แนะนําให้ท่านนั่งนะครับ ถ้าอย่างนั้นได้ผมอนุญาต ท่านอภิชาติ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด เพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้มันจบง่ายเลยนะครับ ท่านอ่านตรงนั้นออกเสียง ไปเลยครับ ท่านนิพนธ์จะได้นั่ง อย่างนั้นจบเลยครับ ท่านอ่านเลยครับ อ่านตามนั้นเลย ถ้าท่านอ่านปุ๊บผมเชื่อว่าท่านนิพนธ์นั่งเลยครับ ท่านอ่านไปในตัวเลย เสร็จปุ๊บ ท่านยุพราช ต่อเลยครับ ขอบคุณครับ
ผมอ่านครับ อันนี้ เป็นการพิมพ์ขึ้นมาใหม่นะครับ ผมอ่านไม่ได้ ผมไม่ยอมอ่านเด็ดขาด เพราะไม่ใช่เป็นหนังสือ มติชนที่เป็นมติชน นี่เป็นการพิมพ์มา เพราะฉะนั้นผมไม่อนุญาตนะครับ เชิญท่านยุพราช อภิปรายครับ เชิญครับ เชิญท่านยุพราชครับ เชิญท่านอภิปรายนะครับ ถ้าท่านไม่อภิปราย ผมจะให้ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายต่อ ไม่ได้ครับ เพราะอันนี้ เป็นการคัดลอกมา ผมไม่ทราบว่าเป็นข้อเท็จจริงอย่างไร
(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านจะประท้วงผม เรื่องอะไร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมเห็นท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ยกมือเห็นว่าจะใช้สิทธิพาดพิง เมื่อสักครู่ซีกหนึ่งก็ได้กล่าว แล้วท่านได้รับความเสียหาย ผมคิดว่าให้จบกระบวนความของท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ แล้วคนอื่นจะได้อภิปรายต่อไป เท่านั้นเองครับ
ขอบคุณครับ ท่านนิพนธ์ อภิปรายเสียยาวนะครับ ท่านเล่าถึง ส.ว. ตั้งแต่แต่งตั้งเมื่อปี ๒๕๓๙ จนมาเลือกตั้งปี ๒๕๔๓ ท่านก็กล่าวพาดพิง ก็มีคนพาดพิงอยู่ในนี้ ก็คือท่านสุทัศน์กับท่านวิรุฬห์ เมื่อที่ประชุมบอกว่า อยากจะฟัง เขาชี้แจงแล้ว ตอนนี้ก็ชี้แจงแล้ว เท่านั้นก็จบ แต่ท่านนิพนธ์จะเอาอันนี้มาอ่าน ผมว่าอ่านไม่ได้ เพราะนี่เป็นการคัดลอกมาบางส่วน ผมอนุญาตไม่ได้ ถ้าอนุญาตไปปั๊บก็นั่นอีก เชิญได้แล้วครับ
(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ไม่แล้วครับ ท่านจะประท้วง ผมอะไร ท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๔๓ ครับ คือท่านนิพนธ์นี่ แน่นอนครับ ท่านกําลัง ขออนุญาตท่านประธานอ่าน ท่านประธานก็ได้ใช้ดุลยพินิจแล้วว่าไม่สมควรที่จะให้อ่าน ซึ่งท่านประธานมีอํานาจจริงตามข้อ ๔๓ แต่ในขณะเดียวกันครับ ถ้าท่านนิพนธ์ไม่อ่าน แต่เล่าข้อเท็จจริงให้ท่านประธานฟังก็ยังมีโอกาส มีสิทธิอยู่ครับ ท่านกําลังจะชี้แจงว่า เป็นสภาทาสอย่างไร ถึงไม่อ่านก็ได้ครับ แต่ท่านนิพนธ์ก็ยังคงสิทธินั้นอยู่ ขอให้ท่านประธาน ดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ด้วยความกรุณาท่านประธานครับ เพราะประเด็นนี้ ว่าเป็นสภาทาสหรือไม่เป็นประเด็นสําคัญในการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ
ผมวินิจฉัยแล้วว่าถ้าเกิด ท่านนิพนธ์อธิบายเรื่องสภาทาสก็จะต้องมีคนทักท้วงขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นผมก็บังคับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมจะต้องดําเนินการควบคุมการทํางานของรัฐสภาให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ถ้าเกิดผมอนุญาตให้อภิปรายต่อ สภาทาส ก็จะมีคนปี ๒๕๔๓ ลุกขึ้นมาเยอะ อาจจะมีปี ๒๕๔๙ อาจจะมีปี ๒๕๕๑ ท่านพอแล้วครับท่านนิพนธ์ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านก็เป็นคนที่ร่างข้อบังคับ เป็นประธาน ผมก็ปฏิบัติตามที่ท่านร่างให้ผมนะครับ พอแล้ว เชิญครับ เอานิดเดียว แต่ท่านอย่าไปพาดพิงคนอื่นให้ประท้วงอีกนะครับ
ครับ ผมไม่อ่านแล้วครับ แต่ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นผมก็ถูกพาดพิง ผมยืนยันเป็นความจริง แม้แต่สื่อ หนังสือพิมพ์มติชนในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ เขาก็ยืนยันการทํางานของวุฒิสภา ในลักษณะที่เป็นอย่างไรเขาถึงตั้งฉายาขึ้นมา อันนี้ผมให้สมาชิกทุกท่าน แล้วก็ พี่น้องประชาชนไปเปิดดูได้ครับ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ นะครับ คิดว่าในเว็บไซต์ ของมติชนคงมี ขอบคุณครับ
โอเคนะครับ ไม่ต้องแล้ว ครับ ถ้าไม่ดูก็ไม่ต้องไปดู
(นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านสุทัศน์ท่านประท้วง อะไรอีกครับ
ผม สุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๑ ท่านพี่นิพนธ์กล่าว พาดพิงครับ ถึงท่านจะอ่านว่าสภาทาสจากหนังสือพิมพ์ก็ตาม ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ ในที่ประชุมรัฐสภาว่าใครจะกล่าวอย่างไรก็ตามผมไม่ใส่ใจ เพราะว่าการกล่าวนะครับ เป็นการกล่าวโดยหน่วยงานอื่น ๆ โดยคนอื่น ๆ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ท่านประธาน สรุปเลยว่าถ้า อย่างนั้นอย่างนี้
ผมขออนุญาตครับ ผมขอ ปิดเสียง ให้ท่านฟังผมก่อนนะครับ คําว่า สภาทาส ผมเห็นอภิปรายกันมาหลายคนแล้ว เรื่องเหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๓๙ ปี ๒๕๔๓ เป็นอย่างไรนั้นเวลานี้ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้อธิบายให้ท่านฟังแล้ว นะครับ ผมคิดว่าผู้ฟังเข้าใจ ถ้าใครสนใจท่านก็ไปเปิดหนังสือดูเมื่อปี ๒๕๔๘ พอแล้วครับ ท่านสุทัศน์พอนะครับ ท่านเอาเอกสารหรือท่านไปเปิดดู สมมุติจะมีปัญหา คดีความ ยังไม่หมดนี่ พอแล้วครับ ท่านยุพราชเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสกระผมได้อภิปรายเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วกระผมไม่เห็นด้วยนะครับ และยังเห็น ว่าประเทศไทยของเรานั้น ยังมีเรื่องราวที่ต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนมากกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ํา ยางพารา ข้าวโพด น้ํามันปาล์ม
ท่านประธานที่เคารพ วันนี้กระผมได้แปรญัตติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา ผมได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๑๑ ดังนี้ มาตรา ๑๑๑ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้ง จํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ สมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จํานวน ๑๐๐ คน และข้อ ๒ สมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้ง โดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียน จํานวน ๑๐๐ คน โดยแบ่งเป็นประเภทละ ๑๐ คน ซึ่งผมจะนําเรียนต่อไป ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกรัฐสภา ตลอดจนพี่น้องประชาชนที่ติดตามรับชมการถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้าน ผมเชื่อว่าท่านทราบและเข้าใจถึงความสําคัญของท่านสมาชิกวุฒิสภา เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ ที่มีต่อประเทศชาติ ระบบนิติรัฐ และนิติธรรมของบ้านนี้เมืองนี้ แน่นอนครับ ท่านประธาน อํานาจในการกลั่นกรองกฎหมายในการตรวจสอบแต่ตั้ง ถอดถอนองค์อิสระ ซึ่งองค์กรอิสระ ก็มีบทบาทสําคัญต่อการรักษาความเป็นธรรมในบ้านเมือง สําหรับผู้ที่จะพิจารณาแต่งตั้ง ถอดถอน จําเป็นที่จะต้องเป็นคนที่ดีพอ และเป็นคนที่มีคุณธรรมพอ ความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระจากนักการเมืองและพรรคการเมือง ปราศจากการครอบงําของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ท่านประธานครับ และที่สําคัญที่สุดนั้น ท่านสมาชิกวุฒิสภาควรจะต้องอยู่เหนือความขัดแย้ง วันนี้เราต้องยอมรับกันตรง ๆ ครับว่า การเลือกตั้งในทุกสนาม ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งในระดับหมู่บ้าน การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. การเลือกตั้ง ส.จ. การเลือกตั้งนายก อบจ. หรือแม้แต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้สร้างความ ขัดแย้งอยู่ในตัวของมันเอง พี่น้องประชาชนถูกแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ มีสมาชิกวุฒิสภานี่ละครับ ที่พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ามีสมาชิกวุฒิสภา ที่อยู่เหนือความขัดแย้ง ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างนะครับ ขออนุญาตยกตัวอย่าง ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสรู้จักท่าน แต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ไม่ได้เสียหาย ท่านดอกเตอร์นิลวรรณ เพชรบูรณิน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้มีโอกาสได้พบเจอท่าน ๒-๓ ครั้ง ในการที่ท่านได้แสดงความคิดเห็น ทัศนคติในที่สาธารณะ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของข้าราชการ คหบดี พ่อค้าและประชาชน โดยทั่วไป นอกจากนั้น ผมยังได้พบกับท่านที่ข้างถนนครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านนี้ ท่านเป็นตัวแทนในการที่จะเข้าไปไกล่เกลี่ยระหว่างปัญหาของพี่น้องประชาชน เกษตรกร กับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคราชการ ท่านประธานครับ แล้วท่านก็ทําสําเร็จ ทําไมละครับ ทําไมบุคคลท่านนี้จึงสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพี่น้องประชาชน และหน่วยงานราชการได้ เพราะท่าน ส.ว. ท่านนี้ท่านอยู่เหนือความขัดแย้ง พี่น้องประชาชน ทั้งจังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ได้เห็นว่าท่านเป็นศัตรูทางการเมือง ดังนั้นท่านจึงได้รับการยอมรับ ในการที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหาสําคัญ ๆ หลายครั้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธาน ที่เคารพ การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ง่ายมากครับ ท่านประธาน สําหรับคนที่มีเงิน มีอํานาจ มีเครือข่าย แต่เป็นเรื่องที่ยากมากเช่นเดียวกันสําหรับคนที่ตั้งใจกระทําความดีมาตลอดชีวิต แต่มีเงินน้อย ขาดเครือข่ายทางการเมืองสนับสนุน ท่านประธานครับ วันนี้ต้องยอมรับกันตรง ๆ นะครับว่าท่านสมาชิกวุฒิสภายังได้รับ การยอมรับนับถือและยังได้รับความศรัทธาอยู่ในสังคมอยู่ แตกต่างจากนักการเมืองที่ยังอยู่ ในวังวนของความขัดแย้ง ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ เลยครับว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้รู้สึกเสื่อมศรัทธาจากนักการเมือง พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป มักจะได้รับการยอมรับและการให้ความสําคัญจากนักการเมืองเฉพาะเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เฉพาะเวลาที่นักการเมืองต้องการคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชน แต่หลังจากนั้น นักการเมืองก็เปลี่ยนไป พี่น้องประชาชนหวังจะพึ่งพาอาศัยก็พึ่งยาก ดังนั้นความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนที่มีต่อนักการเมืองโดยทั่วไปก็คือว่านักการเมืองมันห่วยครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อห่วยกับห่วย พี่น้องประชาชนจึงเลือกห่วยที่ให้เงินอย่างไรละครับ เป็นที่มาของการซื้อสิทธิ การขายเสียง เป็นที่มาของพรรคการเมืองไหนที่มีเงินมาก มีอํานาจมาก ก็จะมี ส.ส. มีนักการเมืองมากเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ วันนี้กระผมไม่เห็นด้วย กับการเลือกตั้งท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ๒๐๐ คน ผมเกรงว่าจะมีการควบรวมอํานาจ ของฝ่ายการเมือง เมื่อมีการควบรวมอํานาจอะไรจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน เมื่อมีการ ควบรวมอํานาจก็จะเกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ องค์กรอิสระจะตกเป็นเครื่องมือ ในการทําล้างฝ่ายตรงข้าม ประเด็นต่อไปเมื่อมีการควบรวมอํานาจของฝ่ายการเมืองก็จะมี การออกกฎหมายล้างผิดคนโกง ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคนเผาศาลากลาง ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้คนที่หมิ่นเบื้องสูง ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา พวกเราเห็นด้วยหรือครับ พวกเราจะปล่อยให้บ้านเมืองของเราเป็นอย่างนี้หรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้แปรญัตติว่าสมาชิกส่วนหนึ่งอีก ๑๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กรวิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียน จํานวน ๑๐๐ คน แบ่งเป็นประเภท ประเภทละ ๑๐ คน ดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน ๑. สภาทนายความ ๒. องค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภากายภาพบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น ๓. คุรุสภา ๔. สภาวิชาชีพบัญชีและสมาคมธนาคารไทย ๕. สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ๖. สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก ๗. สภาเกษตรแห่งชาติ ๘. สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ๙. สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
เดี๋ยวครับ ท่านเกียรติ์อุดม เขากําลังอภิปรายไปลื่น ๆ อยู่ ท่านมีอะไรครับ ประท้วงอะไรครับ ท่านประท้วงด้วยเรื่องอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ ให้ร้ายเสียดสีนักการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ อภิปรายนี้ต้องอยู่ในประเด็น อย่าไปใส่ร้าย เสียดสี ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้ชัดเจน ต้องเคารพกติกาครับท่านประธาน นักการเมืองทุกคนมีจรรยาบรรณทุกคน ประชาชนก็มีจรรยาบรรณ ผมเป็นนักการเมืองมา ๒ สมัย ไม่เคยซื้อเสียงครับท่านประธาน นี่ละครับท่านประธาน ต้องเคารพสถาบันนักการเมือง ต้องถอนคําว่านักการเมืองห่วยครับท่านประธาน ต้องถอนนะครับท่านประธาน ในฐานะที่ คุณเองก็เป็นนักการเมือง ใส่ร้ายนะครับท่านประธาน เสียดสี
พอแล้วครับ พอครับ
ชัดเจน นะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านยุพราชท่านก็เป็นนักการเมืองนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านว่าก็ว่าตัวเองด้วย ท่านอภิปรายต่อ พวกเรามีเยอะนะครับนักการเมือง ๖๕๐ คนอยู่ในนี้นะครับ ท่านจะว่า ตัวเองไม่เป็นไรคนเดียว แต่ว่าอย่าไปกระทบคนอื่นเขานะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมได้กราบเรียนเป็นข้อเท็จจริงครับท่านประธาน เป็นความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่ได้สะท้อนต่อนักการเมือง ซึ่งพวกเราควรจะรับฟัง และพวกเราควรจะแก้ไขและพิสูจน์ตัวเองให้พี่น้องประชาชนได้เห็นได้ทราบได้รู้และสัมผัสได้ ว่าพวกเราไม่ใช่ห่วยอย่างที่เขาว่า ผมไม่ถอน ท่านประธานที่เคารพ องค์กรที่ ๑๐ นะครับ องค์กรสุดท้ายคือสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมทหาร ตํารวจ นอกราชการแห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลทั้งหมดของกระผมที่ผมได้ แปรญัตติในมาตรา ๑๑๑ ไว้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านอภิสิทธิ์นะครับ ท่านขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑๒ ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติ และสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ โดยมาตรานี้เป็นมาตราที่กล่าวถึงการกําหนดระบบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานครับว่าหลายท่านอาจจะสงสัยว่าทําไมเราใช้เวลากันหลายวันหลายคืน พิจารณาเฉพาะมาตรานี้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าการแก้ไขมาตรานี้มาตราเดียวส่งผลสําคัญ ต่อเรื่องของดุลอํานาจและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญอาจจะเรียกได้ว่าทั้งฉบับ ดังนั้นการที่ เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและกระผมก็ได้ติดตามมาโดยตลอด ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่เราอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้รับฟังแล้วก็ได้พิจารณา และแน่นอนผมเห็นว่า ควรจะทบทวนมติหรือแนวคิดของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจะพยายามหลีกเลี่ยง ไม่พูดซ้ําประเด็นกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้ว แต่อาจจะมีการอ้างอิงเพื่อยืนยันว่า เหตุผลทั้งหลายที่เพื่อนสมาชิกให้ไว้มันประกอบกันเป็นเหตุผลสําคัญที่ทําให้เราเรียกร้องว่า คณะกรรมาธิการที่ได้มีมติไปนั้นไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการที่จะขับเคลื่อนระบบ การเมืองไทยไปข้างหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งแรกที่ต้องทําความเข้าใจก็คือว่า เราไม่สามารถที่จะมาพูดถึงเรื่องของที่มาหรือเรื่องของระบบ จะเป็นการเลือกตั้งสรรหา หรือแต่งตั้งได้ จนกว่าเรามีความชัดเจนครับว่าบุคคลที่เรากําลังจะเลือกมาหรือสรรหามา หรือแต่งตั้งมานั้นมีหน้าที่ในการทําอะไร ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทําให้คณะกรรมาธิการ แล้วก็ผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในขณะนี้กําลังมีความสับสน และอาจจะ สร้างความสับสนมากยิ่งขึ้นต่อกระบวนการการพัฒนาการเมืองและระบอบประชาธิปไตย แน่นอนครับถ้าท่านประธานไปถามลอย ๆ ที่ไหนก็ได้ครับ ว่าอยากจะได้คนสักคนหนึ่ง ให้คนจํานวนมากหรือคนทั้งหมดเลือกมา หรือจะให้คนใดคนหนึ่งแต่งตั้ง หรือจะให้ คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งสรรหา โดยธรรมชาตินะครับ ถ้าไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้ ผมว่าเกือบทุกคนก็ต้องบอกว่าเลือกตั้ง เพราะคนมีส่วนร่วมมากกว่า แต่ว่าประเด็นปัญหาว่า ทําไมถ้าเช่นนั้นบรรดาตําแหน่งต่าง ๆ ที่มีอยู่นี่ครับ เราไม่ใช้ระบบเลือกตั้งหมด ทําไม เราไม่เลือกตั้งเวลามีการโยกย้ายข้าราชการละครับ ทําไมเราไม่เลือกตั้งปลัดกระทรวง ทําไม เราไม่เลือกตั้งอธิบดี ทําไมในปัจจุบันเราไม่เลือกตุลาการ เหตุผลครับท่านประธาน กระบวนการการเลือกตั้ง ที่เราใช้เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการประชาธิปไตย เรากําลังพูดถึงการเลือกตั้งผู้บริหารประเทศ จะโดยตรงหรือโดยอ้อมนะครับ ระบบเราก็เลือกตั้งผู้บริหารโดยอ้อม คือเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็มาเลือกนายกรัฐมนตรี นั่นคือเราต้องการให้เจตนารมณ์ ของประชาชนผู้เลือกตั้งถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริหารประเทศและกําหนดทิศทางของประเทศ ก็คือฝ่ายบริหาร ผมก็เป็นนักการเมืองในระบบเลือกตั้งตลอดครับ ผมทํามา ๒๐ กว่าปี มีเลือกตั้งทุกครั้งก็ลงเลือกตั้งครับ ไม่ว่ากระแสความนิยมทางการเมืองเป็นอย่างไร เพราะผม ก็ศรัทธาในระบบการเลือกตั้งและอาสามาทํางานนี้ แต่พอเราพูดถึงองค์กรอย่างเช่นวุฒิสภา เราก็ต้องมาทําความเข้าใจว่าวุฒิสภามีหน้าที่หรือมีอํานาจในลักษณะที่เราจําเป็นจะต้องให้มี การเลือกตั้งโดยตรงแบบเดียวกับเลือกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ คําตอบมันก็ชัดครับ ท่านประธานครับว่าไม่ใช่ และจึงไม่เป็นเรื่องแปลกครับที่ผมอ้างอิงท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว เช่น พันเอก วินัย สมพงษ์ ที่บอกว่าในโลกเรานี่ในบรรดาประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ครึ่งหนึ่งมีสภาเดียวครับ อีกครึ่งหนึ่งสภาคู่ ครึ่งที่มีสภาคู่ก็เพียงครึ่งเดียวครับที่สภาสูงมาจาก การเลือกตั้ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็มาจากการสรรหาบ้าง จากการแต่งตั้งบ้าง หรือมีระบบ ที่แตกต่างกันไป ประเด็นตรงนี้เพื่อที่จะบอกว่าลําพังคําพูดที่ว่า ต้องเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน แล้วก็คิดระบบเลือกตั้งที่ไม่ค่อยต่างจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันจึงไม่ใช่วิธีคิดที่สามารถนํามาใช้ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าในบรรดาประเทศ ที่เขาใช้สภาสูงที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะเขาก็มีเหตุผลว่าสภาสูงนั้นทําหน้าที่แตกต่าง จากสภาล่าง และสภาสูงส่วนใหญ่ไม่มีอํานาจหน้าที่ในการที่จะไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร ราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้บริหาร การไม่ไว้วางใจ หรือไม่ว่าจะเป็นลักษณะ ของการที่จะให้รัฐบาลนั้นต้องรับผิดชอบหรือรัฐมนตรีนั้นต้องรับผิดชอบในการบริหาร ต่อสภาสูง เขาจึงไม่ถืออย่างไรครับว่าสภาที่มาจากการแต่งตั้งบ้าง สรรหาบ้างเขาไม่กล่าวหา หรอกครับว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะบทบาทอํานาจหน้าที่มันคนละบทบาท กับสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันครับ หลายประเทศที่มีการเลือกตั้งโดยตรงก็จะมี ลักษณะเฉพาะเหมือนกันว่าทําไมจึงกําหนดการเลือกตั้งสภาสูงที่แตกต่างจากสภาล่าง ผมยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกากําหนดชัดครับในแนวคิด สภาล่างเป็นตัวแทนประชาชน ทั่วไป แต่สภาสูงเป็นลักษณะของตัวแทนมลรัฐที่ประกอบกันเป็นสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานก็คือว่า เราต้องดูเสียก่อนว่าบทบาทของวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ใช่บทบาทที่เป็นลักษณะเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร หลายท่าน กล่าวไปแล้วครับ ๑. ดํารงความเป็นกลาง นั่นคือเหตุผลว่าทําไมเราจึงให้วุฒิสภามีบทบาท ในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะต้องไปดํารงตําแหน่งองค์กรอิสระ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องทําหน้าที่อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง ๒. ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งก็ชัดเจนครับว่า ในระบบนี้วุฒิสภาทําได้เพียงอย่างมากคือแก้ไขหรือชะลอกฎหมาย ไม่สามารถที่จะ ไปคว่ํากฎหมายได้ เพราะสภาผู้แทนราษฎรยังคงมีสิทธิเหนือวุฒิสภาในการยืนยัน เจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามา อํานาจในการถอดถอน ท่านประธานครับ เป็นคนละเรื่องกับอํานาจในการที่จะไม่ไว้วางใจผู้ดํารงตําแหน่ง การไม่ ไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องการตรวจสอบเชิงนโยบายเป็นหลักครับ แล้วก็เป็น การถกเถียงกันเพื่อเสนอแนวทางของการบริหารประเทศที่แตกต่างกัน แต่เรื่องการถอดถอน ไม่เกี่ยวกับเรื่องไม่ไว้วางใจ เรื่องของการถอดถอนเป็นเรื่องของการตัดสินว่ามีการกระทําฝ่าฝืน กฎหมาย ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ หรือประพฤติในลักษณะที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ของประชาชนนะครับ มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ว่าการกระทํานั้นฝ่าฝืนกฎหมาย ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการทุจริตหรือไม่ พูดง่าย ๆ ลักษณะของอํานาจการถอดถอนก็ไม่ใช่ลักษณะเดียวกับอํานาจของ สภาผู้แทนราษฎรในการไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่จะพูดก็เหมือนกับว่าเป็นอํานาจ กึ่ง ๆ คล้าย ๆ กับตุลาการ เพียงแต่เป็นการตัดสินในคดีซึ่งมีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เป็นกระบวนการพิเศษ ซึ่งหลายประเทศก็ใช้วิธีการแบบนี้ ที่สําคัญครับหลายท่านยังไม่ได้พูดถึง ที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นบทบาทของวุฒิสภา ซึ่งแยกในการทํางานจากสภาผู้แทนราษฎร แต่มีอํานาจที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเราประชุมร่วมกัน เหมือนที่เราทําในโอกาสนี้ครับ แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในมาตรา ๑๓๖ อย่างกรณีวันนี้เรามาพิจารณาในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๖ (๑๖) แต่ท่านประธานไปดูไหมครับ ว่าอีก ๑๕ วงเล็บมันเป็นเรื่องประเภทไหน เช่น การให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาล การรับทราบหรือให้ความ เห็นชอบในการสืบราชสมบัติ การให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ คือข้อตกลงระหว่าง ประเทศ หรือแม้กระทั่งการประกาศสงคราม ถามว่าทําไมเรื่องทํานองนี้ถามว่าเรื่องสําคัญไหมครับ เรื่องคอขาดบาดตายทั้งนั้น ทําไมเขาจึงไม่ใช้กระบวนการเดียวกับการผ่านกฎหมายตามปกติ ที่ให้สภาผู้แทนราษฎรพูดง่าย ๆ เป็นใหญ่ และวุฒิสภากลั่นกรอง คําตอบครับ เพราะเรื่องเหล่านี้ มิใช่เรื่องซึ่งเป็นเรื่องของการต่อสู้กันในเชิงกระแสทางการเมือง ผมกราบเรียนท่านประธานว่า
ท่านอภิสิทธิ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และขอประทานโทษ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านนะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าท่านประธานกําลังทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน สักนิดเถอะครับ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบพระคุณท่านอภิสิทธิ์ครับ ในคําแปรญัตติของท่านนี้ มีความเห็นร่วมกันกับเสียงข้างมากนะครับ ขอประทานโทษถ้าผิดนะครับ เพราะท่านเอง เห็นชอบที่จะให้มีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแบ่งเขต มาตรา ๑๑๒ ท่านก็คงจะ อภิปรายรวมกันไป ท่านประธานครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็อยากจะให้ท่านประธานช่วยดู ข้อบังคับว่า การที่ท่านแปรญัตติอยู่ในหน้า ๔๕ ท่านประธานดูนะครับ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ท่านมีเนื้อความคือเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง ส.ว. โดยแบ่งเขตแตกต่างกันไปเท่านั้นละครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าน่าจะอภิปรายในทางเดียวกัน เขาจะได้เห็นว่าเราเห็นร่วมกันครับ ขอบคุณครับ
ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านพูดถูกแล้วครับ เพราะว่าท่านกําลังเท้าความถึงเรื่องบทบาทหน้าที่อะไรต่าง ๆ เพื่อจะ เข้าสู่เรื่องนั้นครับ เชิญท่านว่าต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมอธิบายให้เพื่อนสมาชิกเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ การเสนอระบบ การเลือกตั้งของผมนี้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญกับระบบที่เป็นมติของกรรมาธิการ แล้วก็ถ้าผมไม่ปูพื้นในเบื้องต้นเพื่อนสมาชิกจะไม่เข้าใจครับ ว่าทําไมผมถึงเสนอระบบแบบนี้ แล้วผมก็กําลังจะอภิปรายต่อไปครับ ใจเย็น ๆ ครับ ผมไม่ได้ออกนอกประเด็นครับ แต่ว่า ถ้าท่านฟังแล้วท่านเข้าใจเผื่อท่านจะเปลี่ยนใจครับ เพราะว่าที่ท่านประท้วงแสดงว่าท่าน ยังไม่เข้าใจว่าผมกําลังลําดับไปสู่จุดนั้นอย่างไร ผมกําลังกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผม ต้องหยิบยกอํานาจในเรื่องสําคัญ ๆ ที่เราประชุมร่วม ให้เสียงสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งเสียงเท่ากับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมร่วมในเรื่องคอขาดบาดตายแต่ไม่ใช้กระบวนการ ตามปกติที่พูดง่าย ๆ คือสภาผู้แทนราษฎรเป็นใหญ่ในระบบนี้ ก็เพราะมีหลายเรื่อง ที่เขาไม่ประสงค์ที่จะให้เป็นเรื่องการต่อสู้แข่งขันตามกระแสทางการเมือง และหลายประเทศ ก็ทําเช่นนี้ ผมจึงกราบเรียนในเบื้องต้นว่าสิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือว่าเราไม่ควรมีเป้าหมาย ในการทําให้วุฒิสภานั้นเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากตรงนี้เราจะไม่ได้ ระบบที่มาที่เหมาะสมครับ ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้วประเด็นต่อไปที่ต้องคิดครับว่า เราเองก็อยากให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาอย่างมีความชอบธรรม ผมกราบเรียนตรง ๆ ครับ ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายมาผมว่ามีเหตุมีผลทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ การออกแบบก็ย่อมจะคิดแตกต่างกันไปแล้วก็มีปัญหาว่าในทางปฏิบัติจะทําได้มากน้อยแค่ไหน ผมฟังหลายท่านนะครับ ถามว่าใจผมอยากให้เลือกมาจากตัวแทนวิชาชีพไหม ในลักษณะ สรรหาไหม ผมก็อยากครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าผมยอมรับว่าผมไม่สามารถที่จะออกแบบ และคิดระบบให้ครบถ้วน ครอบคลุมทุกวิชาชีพได้ ผมจึงไม่กล้าในการที่จะไประบุว่า ให้มาจาก ๘ กลุ่ม ๑๐ กลุ่ม ๑๒ กลุ่ม ๑๕ กลุ่ม แต่ผมยอมรับเลยครับว่า ระบบอย่างนั้น มีข้อดีแน่นอน เพราะจะเป็นระบบซึ่งสามารถสร้างความหลากหลายได้ ซึ่งน่าจะเป็น จุดประสงค์สําคัญของการมีวุฒิสภา เหมือนที่หลายท่านพูดครับ ถ้าเรามีตัวแทนผู้ด้อยโอกาส กลุ่มต่าง ๆ ถ้าเรามีตัวแทนกลุ่มซึ่งมีลักษณะเฉพาะในสังคม จะเป็นสภาที่ดีมากเลยครับ เหมือนกับว่าทําไมในหลายประเทศเวลามีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เขาอาจจะกําหนด เคร่งครัดเลยนะครับ สัดส่วนผู้หญิงต้องเท่าไร สัดส่วนคนที่มาจากกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ต้องเท่าไร เพราะเขายอมรับความจริงไงครับว่า ถ้าเป็นการเลือกตั้งตามปกติหนึ่งคนหนึ่งเสียง มันไม่ได้ ความหลากหลาย โดยคิดง่าย ๆ ท่านประธานครับ เวลาเลือกตั้งหนึ่งคนหนึ่งเสียงมันจะมี ลักษณะของการทําให้กลุ่มคนที่มีลักษณะของความเป็นเสียงข้างมากมีสิทธิมีเสียงมากกว่า ตามสัดส่วนที่แท้จริงเราจึงเห็นว่าหลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งไม่อาจมี องค์ประกอบที่หลากหลายเหมือนกับสังคมที่มีความหลากหลายอยู่ แต่อย่างที่ผมบอกครับว่า ผมไม่สามารถคิดระบบเหมือนที่ ยกตัวอย่างนะครับ ท่าน ส.ส. ยุพราชเคยเสนอว่ากี่องค์กร หรือท่าน ส.ส. อานิก อัมระนันทน์ ท่านก็ไปถึงขั้นที่ว่า ให้คนสามารถไปลงทะเบียนเป็นสถานะ อย่างนั้นอย่างนี้ มันยังค่อนข้างที่จะซับซ้อน กระผมก็บอกว่าจริง ๆ ระบบเหล่านั้นเป็น ประชาธิปไตยไม่แพ้ระบบที่เสนอหรอกครับ แต่พยายามหาทางให้เกิดความหลากหลาย ผมจึงต้องตั้งคําถามก่อนว่า ทําไมท่านต้องติดยึดกับระบบการเลือกตั้งแบบเดิม และเห็นได้ชัดว่า ที่ท่านติดกับระบบเลือกตั้งแบบเดิมท่านพยายามที่จะทําให้มันคล้ายกับปี ๒๕๔๐ แต่ที่ เลวร้ายกว่าซึ่งผมจะไม่ใช้สิทธิในมาตรานี้ก็คือ ท่านไปอนุญาตให้มีการดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันได้หลายวาระ ทั้งที่ความเป็นจริงการจํากัดสิทธิเวลาที่เราเลือกตั้งคนมาปฏิบัติหน้าที่ ว่าสมควรจะจํากัดวาระไหม สมควรจะมีลักษณะต้องห้ามเป็นลักษณะพิเศษไหม เป็นเรื่อง ปกติธรรมดา ผมจึงจําเป็นต้องอภิปรายตรงนี้เพราะว่าเดี๋ยวท่านก็ท้วงว่าทําไมจะไม่เชื่อมั่น ประชาชน ไม่ใช่ไม่เชื่อมั่นครับ แต่เป็นเรื่องของกลไกการกําหนดกติกาที่เราจะเคารพ แล้วก็ ออกแบบให้ดีที่สุด ถามว่าทําไมผู้บริหารในระบบประธานาธิบดีเกือบทุกประเทศครับ เขาห้ามดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๒ วาระ บางประเทศวาระเดียวด้วย ถามว่า เขาดูถูกประชาชนไหม ไม่ไว้ใจประชาชนไหม ถ้าไม่ดีก็อย่าเลือกอีก เขาก็ไม่ได้ดูถูกประชาชนครับ แต่เขายอมรับว่าคนที่เข้าไปมีอํานาจบริหารเด็ดขาดอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งนี่มีความได้เปรียบ ในทางการเมือง มีความได้เปรียบในทางการเลือกตั้ง และมีความสุ่มเสี่ยงต่อการลุแก่อํานาจ การเลือกตั้งตําแหน่งท้องถิ่นหลายประเทศก็จํากัดวาระครับท่านประธาน ไม่ได้แปลว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยไปดูถูกประชาชน ถ้าไม่ดีเขาก็เลือกจะเปลี่ยนเอง ไม่ใช่ครับ แต่มันเป็น กลไกทางกฎหมายที่เขาวางไว้จากประสบการณ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ระบบประชาธิปไตย ระบบเลือกตั้งถูกใช้ไปในทางที่ผิดหรือถูกบิดเบือน ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านประธานครับ ผมเองผมก็เชื่อในระบบการเลือกตั้ง ที่ผมเชื่อในระบบเลือกตั้งเพราะผมก็เรียนตรง ๆ ว่า ผมไม่ค่อยมั่นใจระบบที่จะไปให้ดุลยพินิจคนจํานวนน้อย ซึ่งหลายครั้งอาจจะเริ่มต้นดีครับ แต่พอเป็นศูนย์กลางอํานาจนานก็สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง แต่เมื่อจะต้องไปใช้ระบบ การเลือกตั้งก็ต้องมาคิดต่อว่าก็เมื่อเราอยากจะได้สภาที่ไม่เหมือนสภาผู้แทนราษฎร จะเลือกอย่างไรไม่ให้เหมือน ตรงนี้เป็นปัญหามากครับ ถามว่าทําไมเป็นปัญหามาก เพราะจริง ๆ ถ้าท่านประธานไปดูนะครับ เราจะหาประเทศหรือสังคมที่มีการใช้ระบบ การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แล้วไม่ให้สังกัดพรรคการเมือง โดยอ้างว่าจะให้เป็นกลาง ทางการเมืองนี่ หายากครับ มันฝืนความเป็นจริง ทําไมมันฝืนความเป็นจริงครับ ต้องยอมรับ ว่าในบรรดาระบบประชาธิปไตย สังคมประชาธิปไตยที่พัฒนามานี่ครับ ในที่สุดแล้ว การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีความผูกพันกับพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นเรื่องผิดนะครับ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดา ถามว่าประชาชนทั่วไปนี่ครับ ที่ต้องทํามาหากิน ที่มีภารกิจ มากมาย มีปัญหามากมายในการจะตัดสินใจเลือกคน โอกาสที่จะไปรับรู้ประวัติแนวคิด ของคนได้อย่างละเอียดที่เสนอตัวมาสมัครรับเลือกตั้ง ยากมากครับ สุดท้ายถามว่าเขาใช้ อะไรเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ พรรคการเมืองครับ เพราะว่าถ้าเขารู้ว่าสังกัดพรรคนี้แปลว่า สนับสนุนใคร มีนโยบายอย่างไร แนวโน้มที่จะมีความคิดความอ่านในประเด็นต่าง ๆ ที่จะเป็นเรื่องสําคัญจะเป็นอย่างไร ดังนั้นท่านประธานก็จะเห็นนะครับว่าแม้แต่การเลือกตั้ง ของบ้านเราก็เข้าสู่ลักษณะที่พรรคการเมืองมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น ผมลงเลือกตั้งหลายครั้ง ในกรุงเทพมหานคร แต่ผมเชื่อว่าวันนี้ข้อเท็จจริงนี้จริงกับอีกเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ผมว่าผมได้คะแนนมากคะแนนน้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของพรรคที่ผมสังกัด นี่คือ ความเป็นจริงครับ แล้วผมก็เชื่อว่าหลายคนขณะนี้ปฏิเสธไหมล่ะครับว่าหลายคน ที่ได้รับเลือกตั้งมาจากภาคใต้ไม่ใช่ไม่มีคุณภาพ แต่ถามเพื่อน ๆ ผมที่อยู่ภาคใต้สิครับว่า ยี่ห้อประชาธิปัตย์ช่วยให้เขาได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ต่างจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ที่มี ส.ส. หลายคนครับ คุณสมบัติแตกต่างกันนะครับ ส่วนตัวความรู้ความสามารถ แต่ได้รับ การเลือกตั้งมาเพราะมียี่ห้อเพื่อไทยติดอยู่ แล้วท่านประธานไปตระเวนดูสิครับเดี๋ยวนี้ เวลามีการเลือกต้องท้องถิ่น บอกไม่สังกัดพรรค แต่เคยสังเกตไหมครับ ป้ายหาเสียงแถวเหนือ แถวอีสาน ไม่สังกัดพรรคมักจะใช้สีแดง ลงไปทางใต้ใช้สีฟ้าครับ แม้แต่การตั้งชื่อกลุ่ม การใช้โลโก้ (Logo) ตราสัญลักษณ์ก็พยายามที่จะอิงกับพรรคการเมือง เราปฏิเสธตรงนี้ไม่ได้ เมื่อเราปฏิเสธตรงนี้ไม่ได้ผมไม่พูดถึงว่าเราจะต้องการแทรกแซงหรือไม่แทรกแซงนะครับ แต่ผมถามเถอะครับว่าเวลามีการเลือกตั้งอะไรในพื้นที่ของท่านที่มาจากการเลือกตั้งทุกคน ที่นี่ที่สังกัดพรรคการเมือง ชาวบ้านมาถามท่านไหมครับ ว่าควรจะสนับสนุนใคร ชาวบ้าน ลูกน้อง หัวคะแนน ผู้สนับสนุน ถามท่านไหมครับ เราปฏิเสธอิทธิพลของพรรคการเมืองตรงนี้ ไม่ได้ ผมจึงบอกว่าผมไม่ติดใจเลยว่าที่จริงสรรหา ถ้าทําระบบดีผมถือว่าเป็นประชาธิปไตย ใช้ได้ แต่มันยากที่จะหาระบบสรรหาที่จะเป็นที่ยอมรับกัน แต่มันยากที่จะหาระบบสรรหา ที่จะเป็นที่ยอมรับกัน ก็เลือกตั้ง ท่านสมาชิกที่ประท้วงผมจะได้เข้าใจครับว่าทําไมผมเสนอ ให้เลือกตั้ง แต่ผมไม่เลือกตั้งแบบเลือกผู้แทน ปัญหาถัดมาก็คือว่าพอเราอยากจะเลือกตั้งและบอกไม่ให้สังกัดพรรค ให้เป็นกลาง เราก็ทําได้ เรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามไปว่ากันในมาตราอื่นครับ แต่เรามาติดกับดักอีกกับดักหนึ่งครับ คือการยึดติดกับเรื่องจังหวัด ผมว่าที่ผ่านมาเราล้มเหลวตรงนี้เพราะเราไปให้ความสําคัญ ยึดติดกับจังหวัด ถามว่าทําไมวันนี้วุฒิสภามี ๑๕๐ ผมว่าส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไปยึดเอาจํานวน จังหวัด แล้วก็บอกว่ามีสมาชิกสรรหาจํานวนเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน บวกกันมาก็ให้เป็น ประมาณ ๑๕๐ แต่ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปก็คือว่าผมเห็นด้วย สมาชิก วุฒิสภายึดโยงกับประชาชน แต่ถามว่าอํานาจตรงไหนของวุฒิสภาครับที่เราต้องยึดกับ เรื่องพื้นที่กับเรื่องของจังหวัด กรรมาธิการไม่เคยตอบผมนะครับ วันที่ผมไปแปรญัตติเรื่องนี้ ผมได้รับคําตอบสั้น ๆ จากท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะมี จังหวัดละ ๑ คนเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วที่เหลือตามสัดส่วนประชากร แล้วก็อยากมี ๒๐๐ คน ท่านก็เริ่มจํากัดตัวเองว่าอย่างน้อยจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่มี ๑ คนก่อน ผมถามทําไมครับ สิ่งที่เราต้องการก็คือเราอยากได้บุคคลซึ่งมีความรู้ มีชื่อเสียง ผมก็บอกว่าคนที่จะได้รับ การเลือกตั้งที่มีความรู้ มีชื่อเสียง ถ้าเขตใหญ่มีโอกาสรับเลือกตั้งกว่าถ้าเป็นเขตเล็ก นอกจากนั้นในเมื่อการเมืองเข้ามาสู่ระบบที่เป็น ๒ พรรคใหญ่ เราก็ต้องมาดูสิครับว่าจะมีวิธี อย่างไรที่จะให้ประชาชนเลือกแล้วเสียงมันกระจายไป แม้พรรคการเมืองมีฐานเสียง ที่เข้มแข็งก็ไม่สามารถที่จะกินรวบในการเลือกตั้งในพื้นที่ที่เป็นเขตเลือกตั้งได้ พอเราคิดอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เราจึงต้องคิดเขตเลือกตั้งที่ใหญ่และใหญ่กว่าจังหวัด และไม่ยึดกับเรื่อง จังหวัดครับ เพราะว่าผมไม่เห็นเหตุผลว่าทําไมสมาชิกวุฒิสภาจะต้องมีลักษณะของการเป็น ตัวแทนของจังหวัด เราต้องการเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยมากลั่นกรองกฎหมาย มาเป็นกลาง มาเป็นอิสระมิใช่หรือ ผมก็คิดต่อว่าแล้วเขตเลือกตั้งสักเท่าไรครับ ผมเห็นด้วยนะครับที่ท่าน แก้จาก ๑๕๐ เป็น ๒๐๐ เพราะผมเห็นว่าถ้าเราจะมีสภาที่มาถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๐ มาถ่วงดุลกับ ๕๐๐ มันไม่ได้ ๒๐๐ ผมเห็นด้วย แต่เมื่อเป็น ๒๐๐ เลือกตั้งโดยตรงหมด ผมก็เลยคิดว่าถ้าเช่นนั้นเรากําหนดเขตเลือกตั้งให้มีสัก ๕ คนได้ไหม แล้วก็ให้ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้เพียงคะแนนเดียว ผมไม่ทราบท่านประธานจําได้หรือเปล่านะครับ แต่ตอนร่างนี้เสนอเข้ามาครั้งแรกไม่เขียนว่าให้เลือกคะแนนเดียว ท่านเพิ่งมาแก้ ผมอภิปราย ในวาระที่หนึ่งครับว่าต้องแก้ ไม่อย่างนั้นไม่กระจาย แต่พอท่านยึดติดกับจังหวัดนี่ มันกระจาย ไม่พอครับ พูดง่าย ๆ นะครับถ้าพรรคการเมืองมีอิทธิพลต่อการลงคะแนนเสียง จังหวัดไหน มี ส.ว. ๑ คน แนวโน้มก็คือเป็นไปตามฐานเสียงของพรรคการเมืองนั้น ถ้ามี ๒ คน เกิดพื้นที่นั้น พรรคการเมืองหนึ่งมีความเข้มแข็งมาก เลือกตั้งมาได้รับคะแนน ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังจะ ได้รับเลือกตั้งมาทั้ง ๒ คนครับ ผมก็จึงบอกว่าทําให้มันใหญ่ ทําให้มันทุกเขตมีเขตละ ๕ คนไปเลย เมื่อ ๕ คนไปเลยก็ ๒๐๐ คน ก็แปลว่ามี ๔๐ เขต การแบ่งเขตก็ใช้เกณฑ์แบบเดียวกับแบ่ง เขตผู้แทนครับ เอาประชากรใกล้เคียงกัน เอาพื้นที่ติดกัน ผมว่าอย่างนี้สิครับ เราเดินไป ข้างหน้า ผมคิดว่าการที่จะคิดแต่เพียงว่ายึดโยงกับประชาชนแล้วถอยหลังไป เราไม่ควรทําตัว เหมือนกับสังคมที่ไม่เรียนรู้นะครับ ผมไม่ลงรายละเอียด ผมไม่เอ่ยชื่อใครนะครับ แต่ผมเรียนว่า เมื่อสักครู่ที่ท่าน ส.ส. นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ประทานโทษเอ่ยนามท่าน พูดถึง ประสบการณ์ที่ผ่านมามันเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ครับ จะจริงหรือไม่จริง ผมก็กราบเรียนว่า มันมีการบันทึกอยู่ ความจริงไม่ใช่ความคิดเห็นของท่าน ส.ส. นิพนธ์เท่านั้นละครับ รายละเอียดว่าถูกแทรกแซงอย่างไร มีการให้การในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ครับ เพราะพวกผมถูกยื่นร้องให้ถูกยุบพรรค โดยหาว่าพวกผมไปใส่ร้ายว่ามีการแทรกแซงวุฒิสภา จึงมีการนําเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแทรกแซงวุฒิสภา หรือการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการแทรกแซง วุฒิสภาไว้ และในคดีนั้นตุลาการก็บอกว่าพวกกระผมไม่ได้ใส่ร้าย กรณีของท่านอดีต ส.ว. นิพนธ์ ระบุชัดเจนเลยครับว่ารูปแบบการแทรกแซงใครติดต่อใครผ่านมาอย่างไร ผมก็บอกว่าเราจะ ย้อนกลับไปที่จุดนั้นทําไมครับ ถึงมีฉายาเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงไม่ทราบ แต่ทําไมสังคม มองอย่างนั้น สื่อมวลชนมองอย่างนั้น แล้วปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าความล้มเหลวตรงนั้น นํามาสู่ความล้มเหลวในเรื่องขององค์กรอิสระ ท่านประธานเห็นไหมครับ องค์กรอิสระชุดแรก ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมากกล้าใช้อํานาจในการตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินให้คนถูกตัดสิทธิ ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ว่า พอกระบวนการแทรกแซง การครอบงําเริ่มเข้ามาทํางาน องค์กรอิสระชุดที่ ๒ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกิดอะไรขึ้นครับ กกต. ถูกดําเนินคดีเสียเองว่ามีส่วนทุจริตในการ เลือกตั้ง ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งไปเพราะทุจริตต่อหน้าที่ แล้วสุดท้ายความล้มเหลวตรงนั้น มันมาทําลายดุลอํานาจที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สสร. ปี ๒๕๔๐ เขียนหนังสือว่า รัฐธรรมนูญตายแล้ว ปี ๒๕๔๙ นายกรัฐมนตรีทักษิณตอนนั้นยอมรับว่าถึงเวลาต้องรื้อ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ช่วงที่มีการยุบสภาแล้วก็มีการเลือกตั้งที่ต่อมาเป็นโมฆะ ผมจึงติดใจว่า กรรมาธิการไม่สนใจประวัติศาสตร์หรือครับ กรรมาธิการเอาสิ่งที่ล้มเหลวแล้วกลับมาใช้อีก ทําไมครับ แล้วถ้าไปมาตราต่อ ๆ ไปหนักกว่าเดิมอีกครับ วันนี้ไม่ใช่เรื่องเป็น ไม่เป็น ประชาธิปไตยนะครับ ที่ผมแปรญัตติที่ต่างจากท่าน ของผมยึดโยงประชาชนไม่แพ้ท่าน วันนี้ ไม่ใช่เรื่องไม่ไว้ใจประชาชน เพราะของผมประชาชนมีสิทธิกับระบบที่ท่านเสนอ แต่อย่างน้อย ผมพยายามเรียนรู้จากความล้มเหลวในอดีต แล้วคิดค้นวิธีการแก้ที่ไม่ขัดหลัก กับประชาธิปไตย ผมไม่เข้าใจว่าท่านปฏิเสธแนวความคิดที่จะพัฒนาเดินไปข้างหน้าเพราะอะไร ทําไมเดินย้อนหลังกับไปสู่จุดที่มันเคยล้มเหลวแล้ว หรือเรื่องนี้เป็นเพียงต้องการให้เรื่องเก่า ๆ กลับเข้ามา ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ คําตอบที่ผมรอจากกรรมาธิการอยู่ตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้นกรณีของผมท่านไม่ต้องตอบซ้ําเหมือนที่ท่านตอบซ้ํากับคนอื่นนะครับ ทําไม ไม่เชื่อประชาชน ทําไม ของผมยึดโยง ของผมเชื่อประชาชน ความต่างของผมคือผมเรียนรู้ จากความล้มเหลวในอดีต ถามว่าทําไมท่านไม่เรียนรู้ ทําไมท่านไม่ยอมรับคําแปรญัตติของผม ขอขอบพระคุณครับ
เชิญประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงครับ เดี๋ยวให้ประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านพาดพิงอะไรครับ ท่านบอกสิครับพาดพิงตรงไหนครับ
ท่าน ประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ขอประทานโทษ ผมขอใช้สิทธิ พาดพิงก่อน แล้วก็เนื่องจากว่าความจริงผมควรจะท้วงติงตั้งแต่ตอนที่ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน อภิปราย แต่ด้วยความเคารพในเกียรติซึ่งกันละกัน ท่านเป็นหัวหน้า แล้วก็ท่านต้องแสดง เหตุผล ผมก็เลยไม่ประท้วงต่อ ท่านครับ ผมเป็นกรรมาธิการในชุดนี้ด้วย และไม่เคยใช้สิทธิ อภิปราย ผมก็จะไม่อภิปราย แต่จะขอใช้สิทธิพาดพิงและขอเหตุผลเล็กน้อยครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเถอะครับ
เดี๋ยวผมจะฟังว่าเขาพาดพิง อย่างไร เดี๋ยวฟังเขาก่อนครับ อย่าเพิ่งประท้วงสิ ฟังเขาก่อนครับ เขากําลังจะบอกว่าครับ ว่าพาดพิงอะไร ตรงไหนนะครับ
นี่ครับ เป็นอย่างนี้ครับ
อย่าเพิ่งประท้วง
ผมไม่ได้ ใช้สิทธิอภิปรายอะไรเลยครับ
พาดพิงตรงไหนครับ เชิญเลยครับ
ประเด็นแรก คุณสุนัยไม่เข้าใจ ถ้าคุณสุนัยเข้าใจแล้วจะเห็นด้วยกับผม ท่านครับ เราเป็นผู้แทนราษฎร ด้วยกัน ผมกําลังจะใช้เหตุผลนี้ได้
ท่านไม่ต้องประท้วง คือผมจดไว้ไม่เป็นไร
๒. นะครับ ผู้ประท้วงไม่เข้าใจผม ท่านครับ ๓. กรรมาธิการไม่สนใจประวัติศาสตร์ ไม่เรียนรู้จากอดีต ผมเป็นกรรมาธิการด้วยครับ ผมว่าเราให้เกียรติกันดีไหมครับ
ก็ปล่อยให้เขาได้อธิบาย นิดหนึ่งครับ ฟังก่อนครับ
ประเด็นแรก ท่านประธานครับ ผมเองไม่กล่าวอ้างถึงวัยวุฒิ กระผมเองนี่ครับ เมื่อปี ๒๕๑๖ ผมเป็น อนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๑๗
เดี๋ยวอย่าเพิ่งครับ นั่งลงครับฟังเขาหน่อยครับ ปล่อยให้เขาได้อธิบายนิดเดียว อย่าเพิ่งนะครับ ท่านก็อ้างแต่ เอกสิทธิ์ อ้างเอกสิทธิ์ เขาบอกเขาพาดพิงแล้วเขากล่าวถึง
ผมไม่ทําให้ท่าน เสียหายหรอกครับ รับประกันได้ครับท่านประธานครับ ด้วยเกียรติครับ
เดี๋ยวครับ ทีละคนครับ ท่านสุนัยไปก่อนครับ
ความจริง ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านท่านไม่ได้แปรญัตติ มาตรา ๑๑๑ ไว้ ดังนั้นเท่ากับท่านเห็นด้วยกับ มาตรา ๑๑๑ ท่านแปรญัตติเฉพาะมาตรา ๑๑๒ ผมก็ต้องกราบขอบพระคุณเพื่อจะให้ ท่านประธานเห็นความเป็นจริงว่า ท่านพูดถูกครับ ท่านบอกว่า ท่านเสนอให้มีการวัน แมน วัน โหวต (One man one vote) เฉพาะ ส.ว. ซึ่งก็อยากจะบอกท่านประธานว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ กรรมาธิการไม่เข้าใจ เราหาเหตุผลร่วมกันครับ แล้วก็มีความเห็นดัดแปลงไป
เรื่องที่ ๒ ท่านครับ ที่บอกว่าควรจะมีการเลือกตั้งแบ่งกลุ่มอาชีพ ผมเอง ก็เห็นด้วยนะครับ เพียงแต่ว่าเราไม่มีกระบวนการจัดการทางกฎหมายแบ่งอาชีพ และอีกประการหนึ่งถ้าเราจะเลือกกลุ่มอาชีพเราจําเป็นที่จะต้องพูดถึง เหตุผลก็คือว่า
ท่านอดทนหน่อยสิครับ ท่านฟังเขาหน่อย เขากําลังอธิบายเสริมของท่านอภิสิทธิ์
ทําไม ไม่รับฟังคนอื่นเลยล่ะครับ แล้วเขาพูดติดต่อกันผมก็ไม่เคยว่ากระไรนี่ครับท่านประธานครับ
เดี๋ยวครับ เดี๋ยวท่านสุนัยครับ ผมอย่างนี้ พาดพิงท่านเมื่อสักครู่นี้เรื่องของที่ท่านบอกท่านไม่เข้าใจท่านชี้แจงเรียบร้อยแล้ว นะครับ
เดี๋ยวครับ ยังไม่ได้พูดอะไรเลยครับ
พอแล้วครับ ท่านสุนัยครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ
ท่านประธานครับถ้าท่านประธานจะให้ใช้วิธีการว่าฝ่ายที่ทําตามระเบียบกับคนที่ไม่ทํา ตามระเบียบ และผมต้องนั่งนิ่ง ๆ นี่ผมว่ามันไม่เป็นธรรมนะครับท่านครับ ฝ่ายโน้น เขาอภิปรายทั้งวันทั้งคืน ๔-๕ วันมาแล้ว ของเรานี่น้อยมากครับ ผมกําลังจะบอก กับท่านประธานว่า
ท่านสุนัยครับ ความจริง มันเป็นเอกสิทธิ์ ความจริงท่านเป็นกรรมาธิการ ถูกไหมครับ ความจริงแล้วท่านก็สามารถ ที่จะขอแปรญัตติเลยได้ เพียงแต่ว่าวันนี้ทางพรรคทางด้านนี้เขาแปรญัตติกันเยอะ ๑๐๐ กว่าคน นะครับ ท่านก็บอกว่าเมื่อพาดพิงท่าน ท่านก็อธิบายไปแล้ว ก็เรียบร้อยนะครับ ท่านก็บอก เห็นท่านอภิสิทธิ์บอกว่าให้เลือกตั้งแบ่งเป็นกลุ่มอาชีพ ท่านก็บอกท่านก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ท่านก็อธิบายไปเรียบร้อยว่าเหตุและผลท่านได้กรุณานะครับ ผมอยากให้การประชุมนี้ เดินหน้าต่อไปครับ เชิญ นิดเดียวนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอใช้สิทธิกรรมาธิการได้ไหมครับ ได้ไหมครับ
อย่างนี้ครับ ผมจะให้ ท่านสามารถอภิปรายนะครับ
เปล่าครับ ผมจะขอใช้สิทธิกรรมาธิการถ้าเป็นเช่นนั้น
ไม่ ๆ ถ้าท่านใช้สิทธิ ท่านนั่งอยู่ข้างบนนี้ครับ
ได้ครับ และกรุณาอย่าใช้วิธีการที่ไม่สุภาพอย่างนี้นะครับ ขอบคุณครับ
เชิญครับ นั่งลงครับ เชิญท่านสามารถครับ ท่านประท้วงถูกต้องไหมครับหรืออย่างไร เวลานี้ผมบอกว่า
ท่านประท้วงมา ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ท่านสุนัยลุกขึ้นมาประท้วงท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วท่านประธาน ก็บอกว่าให้นั่งลงก่อน แล้วท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็พูดไปว่าท่านสุนัยต้องฟังก่อน จะได้เข้าใจ ก็เมื่อฟังแล้วเมื่อท่านติดใจ ท่านจะชี้แจงท่านก็ขึ้นไปบนบัลลังก์ในฐานะ กรรมาธิการสิคะ ท่านอยู่ข้างล่างเท่ากับท่านอภิปราย ท่านไม่ได้ประท้วงนี่ ก็ท่านมาพาดพิงก่อน พอเวลาท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายก็ให้ฟังเหตุฟังผล เมื่อท่านจะตอบท่านก็ ขึ้นไปตอบข้างบน แล้วท่านบอกว่าอันนี้จะมาประท้วงท่านได้อย่างไร ท่านขึ้นไปข้างบน ดิฉันไม่ว่าหรอกค่ะ แต่อย่ามานั่งข้างล่าง
เชิญ พอแล้วครับ ท่านบอกว่า พาดพิงท่านก็ชี้แจง แต่ท่านจะชี้แจงในฐานะกรรมาธิการ ผมบอกต้องขึ้นมาข้างบน แต่วันนี้ ผมให้ประธานกรรมาธิการเขาชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ต้อง กราบขอบพระคุณท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่กรุณาแปรญัตติ ท่านแปรญัตติ ถูกต้องตามข้อบังคับทุกประการนะครับ ที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านได้ เสนอคําแปรญัตตินั้นผมอยากกราบเรียนสรุปนะครับ คือขณะนี้เรากําลังพิจารณามาตรา ๓ มาตรา ๓ นี้แก้ไข ๒ มาตรา คือมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ กราบเรียนว่าท่านเห็นด้วย กับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านเห็นด้วยกับจํานวน ส.ว. ตามร่างกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือมี ๒๐๐ ท่าน และท่านก็เห็นด้วยที่ได้มีการปรับปรุงถ้อยคําถึงวิธีการเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิ ๑ คนกาได้ ๑ เบอร์ ความแตกต่างจะอยู่ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากขอใช้เขตจังหวัดเป็นเขต เลือกตั้ง ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านแปรญัตติ ท่านขอใช้การจัดเป็น กลุ่มจังหวัด แบ่งเป็น ๔๐ กลุ่มจังหวัด ให้เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกันแล้วเฉลี่ยประชากรแต่ละ กลุ่มจังหวัด ท่านให้มี ส.ว. ได้ ๕ คน ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นพ้องกับท่านก็เพราะเรามาคํานึงถึงในทางปฏิบัติมันจะมีปัญหา จริงอยู่ท่านอยากจะให้ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งมีความแตกต่างกับ ส.ส. วันนี้ ส.ส. เรามาจากเขตละคนของแต่ละ เขตเลือกตั้ง มีทั้งหมด ๓๗๕ คน กรรมาธิการก็คิดว่าถ้าเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ว. ต้องได้รับความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชนทั้งจังหวัด มันก็แตกต่างจากที่มา ของ ส.ส. อยู่แล้ว แต่ท่านเองท่านอยากจะให้เป็นเขตใหญ่กว่านั้น ทีนี้ผมกราบเรียนนะครับ ว่ามันจะมีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างไร ท่านประธานครับ ขณะนี้ประชากรของประเทศเรา ทั้งหมดมีอยู่ ๖๔,๔๕๖,๖๙๖ คน ตีเป็นตัวเลขกลม ๆ ว่าประมาณ ๖๕ ล้านคน ส.ว. มี ๒๐๐ คน จะเฉลี่ย ส.ว. ๑ คนต่อประชากร ๓๒๕,๐๐๐ คน ถ้าเราจัดกลุ่มจังหวัดอย่างที่ท่านพูด ๔๐ กลุ่มจังหวัด จังหวัดหนึ่งมี ส.ว. อยู่ ๕ คน ก็ ๑ กลุ่มจังหวัดจะต้องมีประชากรเฉลี่ย ๑,๖๒๕,๐๐๐ คน ผมก็ลองมาจัดคร่าว ๆ ดูรายละเอียด ผมยกตัวอย่างใกล้ตัวผม จังหวัดเชียงรายผมมี ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ประชากรนะครับ จังหวัดพะเยามี ๔๘๘,๑๒๐ คน ๒ จังหวัดนี้จะใกล้เคียงกับ ๑,๖๒๕,๐๐๐ คน เพราะมี ๑,๖๘๘,๕๒๓ คน ทีนี้สมมุติเราจัดกลุ่มแบบนี้ มี ส.ว. ๕ คนท่านลองนึกสิครับว่าผู้สมัครจากจังหวัดเชียงราย จากจังหวัดพะเยา แต่ผู้โหวต ผู้ลงคะแนนน้ําหนักจะมาอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ฉะนั้นจังหวัดพะเยา เผลอ ๆ จะไม่ได้ ส.ว. สักคนนะครับ จะมาอยู่ที่จังหวัดเชียงรายหมด เพราะจังหวัดไหน ผมเชื่อว่าก็จะเชียร์จังหวัดนั้น ผมยกตัวอย่างอีก เอาภาคใต้บ้างครับ จังหวัดระนอง มีประชากร ๑๘๒,๖๔๘ คน จังหวัดระนองก็เขตติดต่อกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีมี ๑,๐๒๓,๒๘๘ คน ยังไม่พอนะครับ อาจจะต้องหาจังหวัดชุมพรมาแปะอีก อีก ๔๙๕,๓๑๐ คน พอเวลาเลือกกันมาปั๊บผมมั่นใจนะครับว่าจังหวัดระนองจะไม่มี ส.ว. เป็นตัวแทนมาเลย ก็จะไปอยู่ที่จังหวัดใหญ่ ๆ อันนี้คือปัญหาอันที่ ๑ นะครับ
อันที่ ๒ ท่านมาดูกรุงเทพมหานครนี่นะครับ มีประชากรปัจจุบัน ๑๐,๔๕๕,๘๐๐ คน เราก็ต้องมาซอยเขตกรุงเทพมหานครออกนะครับ ให้เขตหนึ่งมีประชากรประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนั้นเราก็มาดูโคราชมีประชากร ๒,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน จังหวัดอุบลราชธานี ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน จังหวัดขอนแก่น ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน จังหวัดเชียงใหม่ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน ก็คงเป็นจังหวัดใครจังหวัดมัน แล้วเผลอ ๆ จะต้องเฉือนไปแชร์ (Share) เฉลี่ยกับจังหวัด ใกล้เคียงอีก คือผมก็เห็นด้วยกับท่านนะครับที่อยากจะให้มันเป็นกลุ่มจังหวัดใหญ่ ๆ แต่ในทางปฏิบัติมันจะเป็นปัญหา แล้วในที่สุดสิ่งที่เราหวังว่าจะมี ส.ว. โดยเฉลี่ยประชากร แต่ละจังหวัด จังหวัดเล็กก็จะเสียเปรียบ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วกรรมาธิการก็ยังเห็นว่า การใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็เฉลี่ยประชากรนะครับ เพื่อให้มี ส.ว. จังหวัดละเท่าไรนี่ ก็จะเฉลี่ยว่า ส.ว. ๑ ท่าน ต่อประชากร ๓๒๕,๐๐๐ คน ก็เฉลี่ยกันลงไป แม้จังหวัดไหน จะมีประชากรไม่ถึง ๓๒๕,๐๐๐ คน เราก็ให้มี ส.ว. ได้ ๑ ท่าน ก็ให้เลือกกันไป ทีนี้ความห่วงใย ที่ท่านเป็นห่วงว่าพรรคการเมืองจะไปครอบงําชี้นําประชาชนให้เลือกคนของพรรคนั้น พรรคนี้ ผมกราบเรียนว่าด้วยวิธีการเลือกที่ ๑ คนกาได้ ๑ เบอร์ มันก็จะช่วยทําให้เฉลี่ยคะแนน ของประชาชนนะครับ ซึ่งประชาชนที่นิยมพรรคใหญ่ก็อาจจะทําให้ผู้สมัครของพรรคใหญ่ ได้คะแนนโด่งไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้ทุกคนนะครับ ก็จะเฉลี่ยไปยังพรรคเล็ก ไปยังคนที่เป็นกลาง ๆ และที่สําคัญเราพูดเสมอว่าวิธีการนี้เราอยากจะให้ได้คนดีเป็นที่ ประจักษ์เข้ามาทําหน้าที่นะครับ ท่านก็คงมีประสบการณ์การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในกรุงเทพมหานคร เมื่อเรามีการเลือกโดยประชาชนโดยตรงนะครับ กรุงเทพมหานครมี ๑๘ ท่าน ท่านแรกมีผลงานดีเด่นก็ได้คะแนน ๔๐๐,๐๐๐ คะแนนขึ้นไปเลย แต่ท่านสุดท้าย ก็ได้คะแนน ๑๘,๐๐๐ คะแนน ท่านก็มาเป็น ส.ว. เหมือนกัน เพราะฉะนั้นกราบเรียนด้วย ความเคารพในความคิดเห็นของท่าน กรรมาธิการก็เห็นว่าวิธีการของกรรมาธิการที่ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้งก็น่าจะสมเหตุสมผล ไม่ใช่กรรมาธิการไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่คิดว่า มันต่างจากเดิมนะครับ แต่กรรมาธิการเขาคิดว่าถ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้วถ้ามันไม่ดีกว่าเดิม มันมีปัญหามากกว่าเดิม มันก็จะเป็นปัญหา แล้วอีกอย่างหนึ่งครับ ท่านลองคิดดูสิครับ ถ้าเกิด ส.ว. กลุ่มจังหวัดหนึ่ง จังหวัดใดมีอันเป็นไป เสียชีวิตไป ต้องเลือกซ่อมอย่างนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหลายในการเลือก แทนที่จะเลือกเฉพาะในจังหวัดมันต้องเลือกในกลุ่มจังหวัด ก็สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากมาย แล้วที่สําคัญอีกอันครับ ที่ผมกราบเรียนเสมอว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ถ้าเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขต เลือกตั้ง ผมนี้เป็นคนเลือก ส.ว. จากจังหวัดผม ส.ว. จังหวัดผมจะไปอะไร ผมจะตามดู พฤติกรรม ถ้าทําไม่ชอบนะครับ มันมีความรู้สึกมันใกล้ชิดกัน มันมีความรู้สึกว่าถ้าครบวาระ ผมจะไม่เลือกคุณ หรือผมสามารถวิพากษ์วิจารณ์คุณได้ เพราะมันอยู่ใกล้ตัวผมนะครับ แต่ถ้า เราใช้กลุ่มจังหวัด จังหวัดใหญ่แล้วก็เกิดไป ๆ มา ๆ ไม่ได้คนจากจังหวัดเราเลย ไปไหนก็ไม่รู้นะครับ ได้คนของจังหวัดอื่น ซึ่งมีประชากรมากกว่า ความห่างเหินการที่จะติดตามตรวจสอบมันก็ อาจจะอ่อนด้อยไป ฉะนั้นก็กราบเรียนนะครับ ท่านประธานครับ ผมก็คิดว่ากรรมาธิการ ก็ยืนยันว่าร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งเหมาะสมแล้วครับ ขอบคุณครับ
ท่านผู้นําฝ่ายค้านฯ ครับ ท่านจะขอชี้แจงเรื่องนี้นะครับ กรรมาธิการครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ เพื่อทําความเข้าใจ ผม สุนัย จุลพงศธร ในนามของกรรมาธิการ อันแรกก็ยืนยันว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านฯ พูดถูกครับ ในประเด็นเรื่องการลงคะแนน การลงคะแนนนั้นร่างเดิมไม่ได้พูด แต่ว่าท่านพูดถูกว่าเมื่อมี การพูดถึงนี่ก็มีการให้ใช้ ๑ คน ๑ คะแนน เพื่อจะได้กระจายคะแนนได้ ตรงนี้เองอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าบรรยากาศในห้องกรรมาธิการจริง ๆ ครับ เป็นเหตุเป็นผลมากเลยครับ เรารับฟังกัน อีกประเด็นหนึ่งครับ ที่เราพูดกันมาตลอดว่าอยากให้มีสภาตัวแทนกลุ่มอาชีพ เรื่องนี้ขอกราบเรียนท่านประธานครับ ลึก ๆ ผมเองชอบมากครับ แต่ปัญหาที่ท่านบอกว่า ทําไมไม่ศึกษาจากข้อบกพร่องของเดิม กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า
ประการที่ ๑ อาชีพนี่เราจะเอามาจากอาชีพไหนบ้าง ถ้าอย่างนั้นสมาคมสามล้อ ก็น่าจะสมัครได้ ถูกไหมครับ เรายังไม่เคยมีกฎหมายจํากัดอาชีพว่าเป็นกลุ่ม กลุ่ม กลุ่ม
ประการที่ ๒ ถ้าจะทําเช่นนั้น ท่านประธานครับ มันต้องแก้รัฐธรรมนูญ มากกว่า ๓-๔ มาตรานี้ครับ ต้องแก้ทั้งฉบับเลยครับ มันถึงจะไปพูดถึงเรื่องกระบวนการ เลือกกลุ่มอาชีพ เพราะมันจะต้องยึดโยงกันหลายมาตรามาก แต่เราก็ถูกจํากัดจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีข้อพิพาทไปแล้ว เราก็จึงมาแก้เป็นรายมาตรา
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานครับ เป็นที่น่าแปลกใจมากครับ ผมก็ยังงง ๆ อยู่วันนี้ คือคําที่เราบอกว่าไม่เห็นด้วย อีกฝ่ายหนึ่งบอกไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง อยากให้มีการสรรหาแบบเดิมนี่นะครับ เอาเข้าจริง ๆ ท่านประธานครับ ขอประทานโทษ มาตรา ๑๑๑ เป็นหัวใจ ที่บอกว่าให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ไม่ได้แปรญัตติไว้ครับ แปรฯ เฉพาะ มาตรา ๑๑๒ วิธีการเลือกตั้ง ถ้าเป็นอย่างนี้ผมจะเข้าใจ ผิดหรือเปล่าครับ แสดงว่าท่านเห็นด้วย ถูกไหมครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นทําไมเราอภิปรายกันมา ยืดยาวตั้ง ๔-๕ วัน โดยอภิปรายไปคนละทางกับท่านหัวหน้าหมดในส่วนของพรรคของท่าน ท่านจะบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวผมก็ไม่ว่าครับ แต่นี่คือข้อเท็จจริง ผมว่าถ้าท่านหัวหน้า พรรคฝ่ายค้านได้รับรองว่า มาตรา ๑๑๑ ท่านเห็นด้วยกับ ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด โอเค อย่างนี้ ก็ถูกต้อง ผมก็ไม่อยากค้านท่านตรงนี้
อีกประการหนึ่งครับ ถ้าท่านประธานได้ดูคําแปรญัตติหลายอย่างในนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านโจมตีว่าสภาผัวเมีย ทําไมใช้สิทธิลาออกวันเดียวแล้วไปสมัครได้ เราเห็นร่วมกันเป็นเสียงข้างมาก ไม่ใช่เฉพาะพรรคเพื่อไทยครับ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน พรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วยหลายท่านครับ ดังนั้นจริง ๆ มันไม่มีข้อขัดแย้งมากเท่าไรหรอกครับ ท่านประธานครับ ดังนั้นในเรื่องนี้ผมเองก็กราบขอบพระคุณท่านนะครับ ที่ท่านบอกว่า ถ้าเข้าใจแล้วจะได้ลงเหมือนท่าน ผมว่าถ้าท่านเข้าใจแล้วอาจจะลงเหมือนเสียงข้างมากก็ได้ เพราะเป็นที่ท่านแปรญัตติไว้
อีกประการหนึ่ง สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นอนุกรรมการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ตอนที่ท่านคึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน ความเข้าใจ ต่อรัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่า ไม่ได้หมายความว่าผมอายุมากแล้วจึงเข้าใจกว่าคนที่อายุน้อยนะครับ แต่เราก็มีประสบการณ์ ดังนั้นผมคิดว่าวันนี้เรามาหาทางที่จะหาทางออกในทางรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุด ในเงื่อนไขที่จํากัดที่สุด คืนสิทธิแก่ประชาชนเขาโดยเร็วนะครับ เราแก้ทั้งฉบับไม่ได้ ด้วยจํากัด ท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร เราก็หาทางประนีประนอมมาแก้เป็นรายมาตรา ด้วยการเช่นนี้ละครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
ท่านอภิสิทธิ์ครับ เชิญครับ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นยังสงสัย อยู่ว่าตกลงผมไปพาดพิงท่านกรรมาธิการสุนัยเสียหายอย่างไรนะครับ แล้วก็ที่ท่านพูดมานี่ ก็ไม่ได้มีอะไรที่ขัดแย้งกับที่ผมพูด แต่อธิบายให้ท่านเข้าใจนิดนะครับ ที่ผมอภิปรายช่วงต้น ตอนที่ท่านลุกขึ้นมาประท้วงนี่ ผมกําลังจะบอกว่าที่ท่านไปต่อว่าบรรดาคนที่เขาแปรญัตติว่า ให้มาจากสรรหาบ้าง จากเลือกกลุ่มอาชีพบ้าง ผมบอกว่ามันไม่เป็นธรรม เพราะการไปกล่าวหา ว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตยนี่มันไม่จริง เพราะดูจากกลไกของสภาสูงทั่วโลกเป็นเกณฑ์ ผมก็ กราบเรียนว่าข้อเสนอจะเป็นสรรหาจะเป็นเลือกกลุ่มอาชีพนี่ผมถือว่าเป็นข้อเสนอ ที่ใช้ได้ เพียงแต่ผมก็เห็นว่าอาจจะยังมีข้อจํากัดบางอย่างผมก็ลองดูว่าถ้ามาในแนวเลือกตั้ง จะเลือกอย่างไรให้ได้สภาสูงที่สามารถที่จะดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ที่เหมาะสมได้ ไม่ได้ขัดแย้งกันครับ ไม่ได้ขัดแย้งกัน
ทีนี้เมื่อมาถึงตรงนี้ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน กรรมาธิการนะครับ รู้สึกท่านจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วก็น่าจะใช้ตรรกะที่ คลาดเคลื่อนด้วยนะครับ
ประการแรก ผมไม่ได้พูดเรื่องกลุ่มจังหวัดเลยนะครับ ท่านมีสิทธิจะแบ่งเขต ผ่าจังหวัดก็ได้ครับ และที่ผมพูดตั้งแต่อย่างไรครับว่าผมถามคําถามว่าเหตุผลอะไรครับ ที่สมาชิกวุฒิสภาต้องยึดติดกับจังหวัดเมื่ออํานาจหน้าที่ไม่ใช่เป็นในลักษณะเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ สมมุติจะทําจังหวัดเป็นกลุ่มและมีจังหวัดเล็กรวมกับ จังหวัดใหญ่ ท่านประธานครับ โดยหลักทั่วไปนะครับ สมมุติท่านพูดจังหวัดเชียงราย กับจังหวัดพะเยา ผมเชื่อว่าผู้สมัครจากจังหวัดเชียงรายเยอะกว่าจากจังหวัดพะเยาครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดท่านไปคิดแทนประชาชนนะครับ ผมไม่ได้คิดแทนประชาชน อันนี้ ท่านคิดแทนเองนะว่าคนจังหวัดเดียวกันต้องเลือกกันเอง คะแนนมันกระจายไปในลักษณะ เท่าเทียมกันครับ เพราะมันเป็นไปตามสัดส่วนประชากรครับ เพราะฉะนั้น ๑. ท่านเข้าใจ ระบบที่ผมเสนอก็ผิดนะครับ ผมไม่ได้พูดเรื่องกลุ่มจังหวัด ๒. ตรรกะที่ท่านใช้ก็ผิดครับ จังหวัดเล็ก จังหวัดใหญ่ไม่เสียเปรียบกัน ที่จริงถ้าพูดหลักเสมอภาคผมต้องถามว่าระบบ ที่ท่านเสนอนี่ทําไมคนจังหวัดระนองกับคนกรุงเทพมหานครไม่มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา กติกาเดียวกัน ทําไมละครับ เพราะฉะนั้นจะยึดโยงกับประชาชนผมก็ยึด หลักความเสมอภาค ผมก็ยึด ความเป็นธรรมผมก็ยึด ปฏิบัติได้ครับ แต่ที่แตกต่างที่ผมถามก็คือว่าท่านบอก ก็นี่อย่างไรพยายามกระจายแล้ว แต่ของท่านมันลองมาแล้ว มันล้มเหลวมาแล้ว มันสร้างปัญหา กับการเมืองไทยมาแล้ว ของผมผมก็อาจจะไม่สามารถกล่าวได้ละครับว่ามันจะดีกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยผมก็มีเหตุผลว่าทําไมมันจะดีขึ้น ผมก็จึงถามว่าทําไมปฏิเสธ แล้วเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาอํานาจหน้าที่นี้สิ่งที่เขาต้องมาทํานี่มันไม่เหมือนกับลักษณะ ของการเป็นผู้แทนราษฎรไปพัฒนานะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าจะมีคนไปติดตาม ในลักษณะพื้นที่ ท่านเคยได้ยินคํานี้ไหมครับ คนดีของจังหวัดแต่เป็นคนเลวระดับชาติครับ ท่านประธานครับ
เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวให้ประธาน ดีกว่าครับ ให้ประธานเถอะครับท่าน ให้ประธานสามารถดีกว่านะครับ ท่านอภิปราย ไปกี่คนแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็ไม่มีอะไรครับ ก็กราบขอบพระคุณ ที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้แลกเปลี่ยนประเด็นนะครับ ทีนี้อย่างที่ท่านได้ เรียนต่อที่ประชุมนะครับว่าเราก็ไม่ทราบในปัจจุบันที่กรรมาธิการเสียงข้างมากนําเสนอ กับสิ่งที่ท่านนําเสนอนี่ว่ามันจะเป็นอย่างไร แต่ท่านก็บอกว่าที่ผ่านมานี่ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้งมันก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันล้มเหลวนะครับ ผมว่าเราอาจจะด่วนตัดสินพิพากษา ส.ว. รุ่นเลือกตั้งชุดแรกไวเกินไป เพราะว่าปัจจัยอื่นในทางการเมืองมันมีอีกมากนะครับ ไม่ใช่เฉพาะ ส.ว. ที่ทําให้การเมืองไทยที่ผ่านมามันมีปัญหานะครับ ก็ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ และคงต้องหาข้อมูลรอบด้านนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมเหลือ สมาชิกที่อภิปรายทั้งหมดอีก ๗ ท่านนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอดําเนินการต่อนะครับ เอาท่านยุคลก่อนครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะเรียนถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ถามคําถามหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ เมื่อมีการเลือกตั้ง ส.ว. เรียบร้อยแล้ว เมื่อครบวาระ ๖ ปีแล้ว ทําไมเว้นวรรคเพราะอะไร แต่อันนี้ทําไมไม่เว้นวรรคเพราะอะไรผมอยากจะถามเพื่อให้ พี่น้องประชาชนคนที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบเข้าใจกันทั่วถึงด้วยครับ และมีเหตุผลอะไรครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขออนุญาตครับ กรรมาธิการ ชี้แจงครับ เชิญท่านสามารถครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการ ที่ท่านสมาชิกได้สอบถามนะครับเอาไว้ถึงมาตรา ๗ เราค่อยอภิปรายกันตอนนี้ยังไม่ได้อยู่ประเด็นนั้นเพราะว่าเดี๋ยวจะผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ต้องพิจารณาเรียงมาตรานะครับ เดี๋ยวเรื่องที่ท่านถามจะอยู่ในมาตรา ๗ ครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมขอ ดําเนินการต่อนะ เหลือท่านฝ่ายค้าน ๒ ท่าน ส.ว. อีก ๕ ท่าน เชิญท่านบัญญัติครับ
ท่าน ประธานที่เคารพ กระผม บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตติดพันกับท่านประธานกรรมาธิการสักเล็กน้อยครับ เพราะว่าบังเอิญกระผมเป็นคนแปรญัตติให้ใช้เขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ฟังคําชี้แจง ของท่านประธานคณะกรรมาธิการดูท่านยังมีความเข้าใจผิดว่าถ้าจัดแบ่งกลุ่มพื้นที่ กลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งแล้ว จังหวัดที่ใหญ่กว่าอาจจะได้เปรียบ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในจังหวัดเล็ก ๆ ที่รวมอยู่ในกลุ่มจังหวัดอาจจะไม่ได้รับเลือกตั้ง ข้อวิตกอย่างนี้กระผมคิดว่า ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านจะได้ดูเนื้อหาสาระที่กระผมแปรญัตตินั้นปัญหานี้ไม่มีครับ กระผมเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าจังหวัดหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสมาชิกวุฒิสภา ๑ คน นั่นก็หมายถึงว่าเวลาที่ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดใดก็ยังคงลงสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดนั้น เพียงแต่ว่าในเวลาลงคะแนนเลือกตั้งผู้ใช้สิทธิ เลือกตั้งในพื้นที่กลุ่มจังหวัดก็จะมีสิทธิในการลงคะแนนให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกจังหวัด ไม่เกินไปกว่าจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดนั้นพึงมีครับ กรณีเช่นนี้ถึงเวลานับคะแนน ก็จะแยกผู้สมัครรับเลือกตั้งออกเป็นรายจังหวัด ผู้สมัครรับเลือกตั้งในจังหวัดใดจะได้รับ เลือกตั้งก็คือผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งนั้นมากที่สุดแม้ว่าคะแนนที่ได้จะเป็น คะแนนรวมของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในจังหวัดอื่นด้วย ที่กระผมทําเช่นนี้นอกเหนือจากจะเป็น การคงสิทธิของแต่ละจังหวัดให้มีสมาชิกวุฒิสภาแล้ว สิ่งสําคัญที่กระผมได้พูดถึงในเวลาที่ อภิปรายว่าในระหว่างพื้นที่ที่ใหญ่กว่ากับเล็กกว่า ก็คือระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ ระบบ เครือข่ายพวกพ้อง ระบบเครือข่ายพรรคการเมือง กรณีเช่นนี้แม้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคน จะได้รับความนิยมในจังหวัดตัวเองไม่ว่าด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ จะด้วยเครือข่ายอุปถัมภ์ เครือข่ายพวกพ้อง หรือซื้อสิทธิซื้อเสียง หรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ว่าปัจจัยตรงนั้นจะไม่เป็น ปัจจัยชี้ขาดที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ หากแต่จะอยู่ที่คะแนนรวม ของจังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดเดียวกันซึ่งมีสิทธิที่จะลงคะแนนให้กับผู้สมัคร รับเลือกตั้งทุกจังหวัดไม่เกินไปกว่าจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่แต่ละจังหวัดพึงมี ถ้าท่านประธาน ยังไม่เห็นกับเรื่องเหล่านี้ด้วยวัตถุประสงค์อย่างอื่น หรือด้วยธงคําตอบที่ตั้งเอาไว้แล้ว ในลักษณะที่ว่าไม่ประสงค์ต่อผลก็อาจจะย่อมเล็งเห็นผลก็สุดแท้แต่ แต่ถ้าไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าจะเป็นอุปสรรคในการดําเนินการผมขออนุญาตเรียนไว้ตรงนี้ว่าไม่เป็นอุปสรรคครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านสามารถอีกครั้งครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน นะครับ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ท่านได้แปรญัตตินะครับ แต่กรรมาธิการก็เห็นว่า วิธีของท่านก็ซับซ้อนขึ้นไปอีกหน่อยนะครับ กรรมาธิการก็ยังยืนยันว่าการใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้งเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
อภิปรายต่อไปนะครับ ท่านสาคร เกี่ยวข้อง แล้วผมขอสับที่ ส.ว. ท่านประสาร มฤคพิทักษ์ นะครับ ท่านสาคร มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ เชิญครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นก็ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมเองก็ได้นั่งรับฟังความคิดความเห็นจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภามาหลายวัน ก็ได้รับฟัง ทุกความคิด เพราะว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ของเราในวันนี้คือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ข้อความที่ปรากฏในร่าง จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ผู้แทนปวงชนอย่างพวกเราได้ติติง ท้วงติง เพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดความสมบูรณ์ กับประเทศของเรามากที่สุด ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ และได้สงวน คําแปรญัตติไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างในวาระที่หนึ่ง และร่างของ คณะกรรมาธิการที่พิจารณามาในวาระที่สอง ประเด็นของที่มาของ ส.ว. ทั้ง ๒๐๐ คน ผมเอง ได้ขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑๑ คือวุฒิสภาต้องประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการสรรหาหรือเลือกตั้ง ทางอ้อมเท่ากับจํานวนข้างต้น หักกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความคิดเห็นว่าสมาชิกที่ผ่านการสรรหาและสมาชิก ที่ผ่านระบบการเลือกตั้งในเขตจังหวัดที่ได้ทําหน้าที่มาในสมัยที่ผ่านมา มีความสมบูรณ์ มีความงดงาม ในทางประชาธิปไตย ส่วนในเรื่องของการเลือกตั้งทางอ้อมหรือการสรรหา ก็อย่างเช่นที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายมาแล้ว ควรจะสรรหามาจากสาขาอาชีพ ควรจะสรรหามาจากความหลากหลาย หลายแนวคิด หลายมิติ เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ของวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดผลเกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน อย่างเคยมีท่านสมาชิก อาวุโส ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ได้ยกตัวอย่างถึงท่านสมาชิกสรรหาจากกลุ่มอาชีพ อย่างเช่น ท่านมณเฑียร บุญตัน ที่ท่านได้ทําหน้าที่อย่างเข้มแข็งและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อรัฐสภา ต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย ท่านครับ ถ้าหากท่านเอา ๒๐๐ คน จากสมาชิกวุฒิสภา ลงไปเลือกตั้งหมด ผมเองก็เกรง แล้วก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของเส้นทางที่มาของ การเลือกตั้ง เป็นห่วงในเรื่องของการรวบอํานาจเบ็ดเสร็จ เป็นห่วงในเรื่องของ ความปรองดองทางการเมืองและการปลอดจากการเมืองของสมาชิกทั้ง ๒๐๐ ท่าน เพราะผมเองได้มีความรู้สึกนึกคิดกับทางท่านวุฒิสมาชิกว่าท่านเป็นสภาสูง ท่านเป็น สภากลั่นกรอง ท่านเป็นดุลยภาพของอํานาจที่จะรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงและเอกราช ของชาติไทย การออกแบบวุฒิสมาชิกที่ท่านออกแบบมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมมีความเชื่อว่าเส้นทางทางการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน ที่จะเข้ามาสู่ ตําแหน่งวุฒิสมาชิกก็ต้องไปใช้เครือข่าย ก็ต้องไปใช้วิธีการของนักเลือกตั้งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายผ่านพรรคการเมืองก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายของระบบการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น ระดับท้องถิ่นหรือจะเป็นระดับชาติที่ใช้กันอยู่ ทําให้ความเป็นกลาง การใช้ดุลภาพในฐานะ ของสมาชิกวุฒิสภาที่กํากับอํานาจของรัฐธรรมนูญที่เป็นสภากลั่นกรอง สภาพี่เลี้ยงต่าง ๆ นี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในการพิจารณาในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงที่ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการทําหน้าที่ขององค์กรอิสระ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ผมเห็นห่วงถึง การถ่วงดุลการตรวจสอบที่จะกําหนดให้วุฒิทําการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลต่าง ๆ เกรงว่า การแต่งตั้งถอดถอนบุคคลต่าง ๆ อาจจะไม่มีประสิทธิภาพในโอกาสต่อไป ผมเป็นห่วงถึง การกลั่นกรองพิจารณากฎหมาย เป็นห่วงถึงความมุ่งหมายที่ท่านจะทําการกลั่นกรอง และถ่วงดุลในกระบวนการร่างกฎหมายต่าง ๆ เพราะว่ากรณีที่ผมเป็นห่วงทั้ง ๓ กรณีนี้ ได้เคยเกิดปัญหาในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาของเรามาแล้วและเกิดปัญหาในช่วงที่สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง จนเป็นที่กล่าวขานจนเป็นที่พูดถึงว่ามีฉายาต่าง ๆ ดังเช่นท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านสมาชิกผู้อาวุโสได้อภิปรายจนไม่เป็นที่พอใจของหลายฝ่าย ท่านครับ ผมจึง ขอแปรญัตติในมาตรา ๑๑๑ นี้ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งในระบบเขตจังหวัด ๗๗ คน และมาจากการสรรหาหรือการเลือกตั้งทางอ้อมจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ อย่างเช่น ท่านสมาชิกได้อภิปรายมาแล้วอีก ๑๒๓ คน เพราะมีความเชื่อในความหลากหลายทางสาขาอาชีพ หลากหลายทางแนวคิด หลากหลายมิติ และเชื่อว่าท่าน ส.ว. ที่จะเข้ามาสามารถจะทําหน้าที่ รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ดีที่สุด ขอบคุณครับ
พอท่านประสารจบแล้ว มาที่ท่านแทนคุณ แล้วกลับมาที่อาจารย์วรวิทย์ครับ เชิญท่านประสารครับ
กราบเรียน ประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหาวิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณที่อนุญาตให้ใช้สไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปราย ในมาตรา ๓ ซึ่งมีทั้งหมดแค่ ๓ สไลด์สั้น ๆ กรุณาให้เจ้าหน้าที่ได้เปิดสไลด์ให้ดูด้วยครับ ท่านประธานครับ ตัวหนังสืออาจจะไม่แจ่มชัดเท่าไร แต่ก็ขอเรียนว่าในตัวหนังสือบนจอนั้น ในหัวข้อประเด็น คอลัมน์ (Column) ซ้ายสุดนั้นมีหลักการและคุณสมบัติ คอลัมน์ต่อมาเป็น เรื่องของมาตรา คอลัมน์ถัดไปเป็นสาระหรือเนื้อหา ถัดไปคอลัมน์ที่ ๔ หรือแถวที่ ถ คือผล ขวาสุดเป็นผู้รับประโยชน์ครับ ผู้รับประโยชน์มี ๕ ช่อง ส.ว. ส.ส. สมาชิกพรรคการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง รัฐมนตรี ช่องที่ ๔ ของผู้รับประโยชน์คือรัฐมนตรี หรือตําแหน่งการเมืองอื่น ช่องขวาสุดเป็นช่องประชาชนครับ ช่องขวาสุดเป็นช่องประชาชน ในหัวข้อหลักการนั้นมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ เลือกตั้ง ๗๗ คน สรรหา ๗๓ คน ก็เปลี่ยนเป็นเลือกทั้งหมด ๒๐๐ คน ผลก็คือ เลิก ส.ว. สรรหา เปลี่ยนและเพิ่มเป็น ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน เครื่องหมาย ถูก ขีดในช่อง ส.ว. ครับ ช่องอื่นว่าง ท่อนล่าง เป็นคุณสมบัติ มาตรา ๕ ยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๕) ขออภัยที่พาดพิงมาตรา ๕ เพราะเป็น การอธิบายที่เกี่ยวโยงกับมาตรา ๓ ในมาตรา ๕ ยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๕) นั้น เลิกข้อห้าม พ่อ แม่ ลูก เมีย สามี สมัคร ส.ว. ก็แปลว่าปลดล็อกให้พ่อแม่ ลูก เมีย สมัคร ส.ว. ได้ ก็จะเห็นว่าเครื่องหมายถูกนั้นอยู่ในช่อง ส.ว. ส.ส. สมาชิกพรรค ตําแหน่งในพรรคการเมือง และรัฐมนตรี
ท่านประสารครับ เอาเฉพาะ มาตรา ๓ ก่อนครับ เดี๋ยวถึงมาตรา ๕ ค่อยว่าต่อ
อย่างนั้นผม ขอสรุปก็แล้วกันตรงนี้เพื่อเชื่อมโยงให้เห็น ผมกําลังอธิบายเชื่อมโยงไปถึงหลักการ และคุณสมบัติ บรรดายกเลิกมาตราทั้งหลายที่พูดกันมาแล้ว ถ้าดูในนี้ก็จะพบว่า ผู้รับประโยชน์นั้นเป็น ส.ว. ส.ส. สมาชิกพรรค ตําแหน่งในพรรค ตําแหน่งรัฐมนตรี หรือตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ทั้งนั้นไม่ว่าเลิกข้อห้ามสมาชิก ไม่ว่าเลิกข้อห้ามคนเป็น ส.ว. ส.ส. เว้นวรรค ๕ ปีหรืออะไรก็ตาม แต่ช่องประชาชนในขวาสุดนั้นไม่มีเครื่องหมายถูก แม้แต่เพียงเครื่องหมายเดียว โดยสรุปเป็นอย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมกําลังจะชี้ว่าอะไร ถ้าว่าตามที่มาหมายถึงหลักการและเหตุผลนั้นบอกว่าอย่างไรครับ บอกว่าตามมาตรา ๓ บอกว่ากําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เมื่อกําหนดอย่างนี้แล้วก็แปลว่าอย่างไรครับ บรรดาการแก้ไขอื่น ๆ ที่ยกเลิกประมาณ ๕-๖ รายการ ที่เพื่อนของผม คุณคํานูณ สิทธิสมาน ใช้คําว่า ขายเหล้าพ่วงเบียร์ ผมขอแถมว่าแถมหลอด แล้วก็แถมลังไปด้วยนะครับ มันเป็น เรื่องของคุณสมบัติทั้งสิ้น เมื่อเป็นเรื่องคุณสมบัติทั้งสิ้นนั้นมันหมายถึงอะไร หมายถึงการไป ล่วงล้ําก้ําเกินสิ่งที่เป็นหลักการครับ หมายถึงการไปล่วงล้ําก้ําเกินสิ่งที่เป็นหลักการ คุณสมบัติ ทั้งหลายนี่ไม่ใช่หลักการเลยครับ หลักการคือท่านจะให้ที่มาของ ส.ว. เป็นอย่างไร จะเลือกตั้งจะสรรหาจะกําหนดเขตเลือกตั้งอย่างไร เพราะฉะนั้นนี่เป็นประเด็นที่ ๑
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของการเอื้อสิทธิ ทั้งหลายทั้งปวงใน ๔ ช่องที่มี เครื่องหมายถูกเต็มไปหมด ไม่มีเครื่องหมายถูกในช่องประชาชนนั้นก็แปลว่าเอื้อสิทธิใน ส.ว. ส.ส. เครือญาติและเครือข่ายนักการเมือง ผมคิดว่าไม่เกิน ๓,๐๐๐ คน ที่ไม่มีสิทธิก็ได้สิทธิ ที่ไม่ได้ประโยชน์ก็ได้ประโยชน์ ที่ไม่ได้เป็นก็ได้เป็น แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่านี่คือการขัด ตามมาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญ คือการขัดกันของผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นประเด็นสําคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะหยิบยกมาเป็นประเด็นนะครับ เมื่อวานนี้ ท่านประธานได้กรุณาแจกเอกสารของ คปก. คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งทําถึง ประธานรัฐสภา ลงนามโดยอาจารย์คณิต ณ นคร ผมขออนุญาตอ่านในหน้า ๑๕ มีความเกี่ยวพันและสําคัญมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการแก้ไขที่มาคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาในครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของ “ระบบ รัฐสภาที่มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการ ถ่วงดุลยภาพ” อย่างมีนัยสําคัญ แล้วก็ว่าไป เน้น ก. อาจส่งผลกระทบต่อการทําหน้าที่ อย่างอิสระของรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพราะตุลาการ และกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญย่อมมีฐานมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาทั้งสิ้น ข. ระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่กําหนดให้วุฒิสภาทําหน้าที่ในการตรวจสอบถอดถอน หรือแต่งตั้งบุคคลไม่อาจดําเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป เพราะอํานาจของฝ่าย พรรคการเมืองย่อมไปตรวจสอบหรือถอดถอนบุคคลที่มาจากฐานอํานาจเดียวกัน ค. ระบบ การพิจารณากลั่นกรองกระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมายของวุฒิสภาย่อมสูญเสีย ความมุ่งหมายที่จะช่วยทําหน้าที่ในการกลั่นกรองยับยั้งหรือถ่วงดุลในกระบวนการ ร่างกฎหมาย สุดท้ายตรงนี้เขียนว่า กรณีปัญหาทั้ง ๓ กรณีดังกล่าวได้เคยเกิดขึ้นในช่วงของ การใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาแล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านได้ฟัง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นนะครับ ต่อนะครับ และถือได้ว่า เป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทยที่มีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนําไปสู่ ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ผมคิดว่านี่เป็นคําทักท้วงที่สําคัญมาก และเป็นคําทักท้วงที่มีน้ําหนักอย่างยิ่ง แล้วก็อยู่ในสายตาของนักกฎหมายหรือของประชาชน โดยทั่วไป
ท่านประธานครับ ผมคงจะขอพูดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คําหนึ่งที่มักจะพูดกัน ก็คือว่า ส.ว. สรรหานั้นไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และไม่ได้เคารพประชาชนหรืออะไรก็ตาม เมื่อวานนี้มีการพาดพิงนะครับ บอกว่านี่เป็นหนี้ประชาชนในเขตเลือกตั้ง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ดีกว่าเป็นหนี้คน ๗ คน ก็ขอเรียนว่าพวกเราเป็น ส.ว. สรรหา มาจาก ๗ คนก็จริงครับ แต่ว่าไม่ว่าก่อนและหลัง เราไม่เคยมีอะไรที่เป็นพันธนาการ พวกเรา เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงครับ จะมาสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ครับ จะมายก ๒ นิ้ว บอกว่าเห็นด้วย ยก ๓ นิ้ว ไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้เหมือนกันครับ ด้วยเหตุนี้เอง ขออภัย คุณรังสิมา รอดรัศมี ถึงบอกว่าพวกกลุ่ม ๔๐ ส.ว. เป็นพวกหัวแข็ง หัวแข็งก็แปลว่าสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ เมื่อท่านเอ่ยว่าเป็นหนี้ประชาชน ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ดีกว่าเป็นหนี้คนเพียง ๗ คน ผมก็คงจะขอให้ท่านคิดต่อว่าถ้าผมเป็นหนี้คน ๗ คนที่เป็นคนดี มันมีค่ามากกว่าเป็นหนี้คน ๑ คนที่เป็นคนชั่วหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตที่ฝากไว้
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ที่ย้ํากันนักย้ํากันหนาว่าอะไรก็ตามควรถือหลัก เสียงข้างมาก เสียงข้างมากดูจะเป็นสิ่งวิเศษ เป็นแก้วสารพัดนึก เป็นสิ่งที่จะบัญชา ทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ท่านทั้งหลายครับผมเรียนว่าเสียงข้างมากนั้นตัดสินตัณหาครับ ตัดสิน ความต้องการครับ แต่ไม่ได้ตัดสินความถูกต้องครับ เสียงข้างมากตัดสินความต้องการ แต่ไม่ได้ตัดสินความถูกต้อง ณ ที่นี้ผมพูดหลายครั้ง เสียงข้างมากของโจรไม่ใช่ความถูกต้องครับ เมื่อปี ๒๕๔๔ ถ้าผมจะทบทวนความกันก็คือคดีซุกหุ้น เอาหุ้นไปซุกที่คนใช้ ที่คนรถ ที่เลขานุการ ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องครับ แต่แล้วเสียงข้างมากก็ ๘ ต่อ ๗ แล้วในความเป็นจริงนั้น เสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญ ๗ ต่อ ๖ ครับบอกว่าไม่ถูกต้อง แต่อีก ๒ เสียง ที่ไม่เป็นองค์คณะถูกรวมเป็น ๘ เสียงก็เลยเป็น ๘ ต่อ ๗ ครับ
ท่านประสารครับ ขอโทษครับ ท่านประสารฟังก่อนนะครับ ท่านครับ มาตรา ๓ ท่านอภิปรายได้เฉพาะแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ก็คือเฉพาะเขตเลือกตั้งครับ
ผมกําลังเรียน ให้ท่านทั้งหลายทราบว่าเสียงข้างมาก ถ้าเสียงข้างมากที่ฉ้อฉล เหมือนอย่างที่ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าในช่วง ๖ ปีนั้นมีเสียงข้างมากที่ฉ้อฉลอย่างไร เพื่อที่ท่าน จะได้เข้าใจตรงกันว่าเสียงข้างมากไม่ใช่ถูกต้องเสมอไป เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วครับ ฮิตเลอร์นั่นเสียงข้างมากครับ ขึ้นเป็นใหญ่ปั๊บก็ออกกฎหมายเรียกว่า กฎหมายมอบอํานาจ ตนเอง ภาษาอังกฤษใช้คําว่า เอนนาบลิ้ง แอคท์ (Enabling Act) สามารถจะลิดรอนสิทธิ สามารถจะทําอะไรก็ได้ตามอําเภอใจของคนที่ใช้เสียงข้างมากเพราะมอบอํานาจให้กับตัวเอง ในที่สุดฆ่าคนไป ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ทําสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ฆ่าคนไปอีก ๑๖ ล้านคน
ท่านครับ ท่านนอกประเด็นแล้วครับ เอามาตรา ๑๑๒ นะครับ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ผมจะสรุปตรงนี้ ผมก็อยากจะเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก เมื่อสักครู่ฟังจากประธานวิป บอกว่าวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์นี้ก็จะประชุมกันอีกในเรื่องนี้ ต่อให้จบ ก็ขอเรียนว่ามีความจําเป็นอะไรที่จะต้องมีเดดไลน์ (Deadline) ครับ จะต้อง ลงเลือกตั้งให้ทันในเดือนมีนาคมที่จะหมดวาระนี้หรืออย่างไร กฎหมายงบประมาณมีเดดไลน์ได้ แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญตรงนี้ทําไมจะต้องเส้นตายครับ เพื่ออะไรครับ ย้อนกลับไปสู่สิ่งที่ ท่านใช้ความพยายามที่จะเร่งเวลาให้เสร็จ นี่ก็คืออะไรครับ ถ้าเผื่อท่านจะเขียนกฎหมาย ท่านต้องไม่เขียนกฎหมายเพื่อที่จะเอื้อประโยชน์ตัวเอง เขียนกฎหมายแล้วเสวยผลตัวเอง รับด้วยตัวเอง มันไม่ใช่สิ่งที่น่าอายหรือครับ ท่านเขียนกฎหมายแล้วท่านก็เว้นวรรคไปสิครับ ท่านไม่ต้องรับผล ถึงจะมีสปิริต (Spirit) ถึงจะเชื่อว่าท่านได้เห็นแก่ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นผมก็ฝากเป็นข้อสังเกตไว้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านแทนคุณครับ ท่านแทนคุณเสร็จท่านอาจารย์วรวิทย์ บารู นะครับ แล้วก็ท่านสิงห์ชัยนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแทนคุณ จิตต์อิสระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๒ กรุงเทพมหานคร ดอนเมือง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาและท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ที่ให้โอกาสในการอภิปราย มาตราที่มีการแก้ไขในมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ นะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในประเด็นนี้ดังต่อไปนี้ ผมเสนอให้มีการเลือกตั้ง ๑๐๐ ท่าน แล้วก็มี การสรรหาโดยวิชาชีพอีก ๑๐๐ ท่าน โดยผมขออนุญาตยกเหตุผลประกอบนะครับ แท้ที่จริงแล้ว ผมเองก็มีความตั้งใจที่อยากจะทํางานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ แล้วก็ อยากจะใช้เวลาของสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะว่าได้รับปากกับพี่น้องประชาชนไว้ว่า จะใช้โอกาสนี้ในการทํางานนะครับ ในการเรียกร้องเรื่องปัญหาค่าครองชีพ เรื่องก๊าซแอลพีจี หรือเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นคุณูปการต่อพี่น้องประชาชน เพราะว่าวันนี้นะครับ อย่างที่เราเห็นกัน ก็คือว่าเราใช้เวลาของสภาในหลายวันนี้ไปเหมือนกับคําที่เขากล่าวหากันว่าเพื่อผลประโยชน์ ของพวกพ้องตัวเอง แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมอยากจะกราบเรียนว่านับจากนี้ต่อไป ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีความสําคัญขนาดไหน แล้วการแก้ไขแต่ละมาตรานั้นจะยึดโยงผลประโยชน์ผลประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร ผมคิดว่าเราก็จะถูกพี่น้องประชาชนที่เฝ้าจับตามองทั้งประเทศ ตําหนิได้ครับ เหตุผลที่ผมอยากเสนอให้มีการคงไว้ซึ่งการมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ๑๐๐ ท่าน เพราะว่าเป็นการกระจายโอกาสให้กับผู้ที่มีคุณวุฒิทางวิชาชีพต่าง ๆ ได้เข้าถึง แล้วก็เป็นการถ่วงดุลอํานาจของผู้ที่จะใช้อํานาจในการถ่วงดุลอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเป็นที่ ทราบดีอยู่แล้วนะครับ ผมเชื่อว่าท่านที่ผ่านการเลือกตั้งย่อมทราบดีว่าระบบหรือกลไกในการ ที่จะหาเสียงเลือกตั้ง หรือได้มาซึ่งคะแนนนิยมนั้นปฏิเสธไม่ได้ครับว่าต้องยึดโยงกับระบบ อุปถัมภ์หรือหัวคะแนนเป็นตัวช่วยหลัก แล้วก็ถ้าหากว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ปรารถนาที่จะมาเป็น นักการเมือง ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันนะครับว่า สมาชิกวุฒิสภาก็คือรูปแบบหนึ่ง ของนักการเมือง แล้วก็เมื่อทุกคนที่ลงสมัครมีการลงทุนในการที่จะมีค่าใช้จ่ายในการหาเสียง เลือกตั้งก็ดี ป้ายประชาสัมพันธ์ก็ดี การจัดเวทีปราศรัยก็ดีนะครับ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องคาดหวัง ที่จะได้รับผลสัมฤทธิ์ความสําเร็จได้รับเลือกตั้งอย่างแน่นอนนะครับ ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่า ความเป็นห่วงเป็นใยของเพื่อนสมาชิกหรือว่าพี่น้องประชาชนจํานวนไม่น้อยทีเดียวนะครับว่า ถ้าหากว่าปล่อยให้มีการควบรวมอํานาจหรือว่าการที่ไม่มีกระบวนการถ่วงดุล เพราะว่าหน้าที่ หรือบทบาทของ ส.ว. จริง ๆ แล้วมีบทบาทที่สําคัญมากในเรื่องของการถอดถอนนะครับ ไม่ว่า จะเป็นการถอดถอนผู้ที่มีบทบาทสําคัญตั้งแต่นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๐ นะครับ ถอดถอนสมาชิก ถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถอดถอนประศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลฎีกาเป็นต้นนะครับ ซึ่งหมายความว่าการถอดถอนดังกล่าวนั้น ถ้าหากว่า การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่ถูกต้องชอบธรรมกลไกในการที่เราจะตรวจสอบคนอื่น ก็จะชํารุดไปด้วย วันนี้สิ่งที่ผมคิดว่าประเทศไทยและนักการเมืองไทยและสังคมไทยทั้งหมด กําลังปรารถนาที่จะเห็นผู้นําทางการเมืองอย่างพวกเราทุกคนในที่นี้นะครับ ได้แสดงบทบาท ที่สําคัญก็คือการคํานึงถึงธรรมาภิบาลที่แท้จริงของประเทศไทยที่จะต่อสู้กับ ผมอาจจะใช้ คําว่า ระบบโลกาภิวัตน์ ที่มันจะเคลื่อนทําให้สังคมหรือการได้มาหรือการเป็นตัวแทนของคน ในสังคมไทยนะครับ
เดี๋ยว ท่านแทนคุณครับ มีผู้ที่จะประท้วงครับ จะจบอยู่แล้วนะครับ จะประท้วงข้ออะไรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานค่ะ อยากให้ท่านประธานควบคุมข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ผู้ที่ไม่ได้มีชื่อแปรญัตติไว้ แล้วจะลุกขึ้นพูดก็ต้องเป็นประเด็นที่กรรมาธิการได้แก้ไข ซึ่งในมาตรา ๑๑๒ เป็นเรื่อง เกี่ยวกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้นเอง ท่านประธานช่วยควบคุมด้วยค่ะ
ผมวินิจฉัย ท่านแทนคุณครับ ท่านอภิปรายเอาเข้าสูประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๑๑๒ นะครับ เชิญครับ
ผมอภิปรายอยู่นะครับ ขอบคุณมากครับ ในส่วนนี้สิ่งที่ผมต้องการจะเน้นย้ําก็คือว่าการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ความจําเป็นที่จะต้องมีกระบวนการที่ได้มาซึ่งส่วนของสรรหามีความจําเป็นมาก เพราะว่า อย่างที่กราบเรียนว่าปัจจุบันนี้กลไกของการเลือกตั้งนั้นมีระบบอุปถัมภ์ ถ้าเรายึดโยงกับเรื่อง ของพรรคการเมืองเองมันก็จะทําให้คนที่เข้ามาเป็น ส.ว. เองไม่มีความสง่างามในการที่จะ ตรวจสอบ ดังคํากล่าวที่ว่า แอบโซลูท พาวเวอร์ คอร์รัปชั่น แอบโซลูทลี่ (Absolute Power Corruption Absolutely) ก็หมายความว่าการมีอํานาจเต็มขั้น คอร์รัปชั่นก็เต็มที่ เช่นเดียวกัน ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าการได้มาซึ่งจํานวนสมาชิกวุฒิสภา มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านได้กล่าวไว้ ผมอาจจะเห็น คนละประเด็นกับท่าน แต่จํานวนนี่ผมเห็นเท่ากับท่านคือ ๒๐๐ คน เพราะว่ามันมี ความจําเป็นตรงที่ว่าถ้าหากว่าจะถ่วงดุลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดียวกันคือ ๕๐๐ จํานวน ๒๐๐ นั้นก็สมเหตุสมผลนะครับ และในขณะเดียวกันการกระจายโอกาสการเข้าถึง ผู้ที่มีคุณวุฒิทางวิชาชีพในแต่ละด้านนั้นก็มีความจําเป็นเช่นเดียวกันนะครับ เพราะทุกวันนี้ ถ้าหากว่าเราอยู่ในระบบที่เรียกว่า ทุนนิยมเสรี พรรคการเมืองที่มีอํานาจหรือว่ามีเงินเยอะ ก็สามารถซื้อตัวนักการเมืองหรือสามารถเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการได้มาซึ่งตําแหน่งหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธาน กรรมาธิการถึงสิ่งที่พวกเราทุกคนห่วงใย ถึงว่าจะทําอย่างไรถึงจะทําให้ความมั่นใจในเรื่อง ของจํานวนที่มีต่อการถ่วงดุลนี้สมเหตุสมผล แล้วก็สามารถทําให้ความเชื่อมั่นได้ว่าจะทําให้ ตรวจสอบโดยไม่อิงกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการได้มา ซึ่งผมให้ความสําคัญมากก็คือเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้ามีการแต่งตั้ง คณะกรรมการเลือกตั้ง ซึ่งอิงแอบกับพรรคหรือพวกของตัวเอง การวินิจฉัย การตัดสิน การดําเนินการเลือกตั้ง ก็เป็นอันเชื่อได้ว่าจะไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วอย่างนั้นความเชื่อมั่น ที่มีต่อธรรมาภิบาลในประเทศไทยก็จะยิ่งลดน้อยถอยลงไปเช่นเดียวกับที่กําลังเป็นอยู่ ในขณะนี้นะครับ ดังนั้นการที่ผมขออนุญาตอภิปรายในประเด็นนี้เพื่อที่จะต้องชี้ให้เห็นว่า จํานวนของผู้ที่จะมาเป็น ส.ว. มีความสําคัญ มีนัยสําคัญอย่างยิ่ง อย่างที่ท่านกรณ์ จาติกวณิช ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้ยกตัวอย่าง การเลือกตั้งผู้ว่าครั้งที่ผ่านมาของผู้สมัครอิสระ กับผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญนะครับ ซึ่งก็เป็น สิ่งสะท้อนว่านับจากนี้ต่อไปถ้าหากว่าเราได้มาซึ่งจํานวนของ ส.ว. ที่ทําหน้าที่แล้วในการ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร กลั่นกรองกฎหมาย แก้ไขหรือชะลอกฎหมาย รวมทั้งการถอดถอน ของผู้ที่ทํางานในส่วนต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ไม่ถูกต้องนั้นก็จะขาดความเชื่อมั่นได้
ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของงบประมาณแผ่นดินซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ ในสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งเป็นยุคข้าวยากหมากแพงโดยแท้จริง แล้วความคาดหวัง ของพี่น้องประชาชนที่มีต่อนักการเมืองทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน ทางภาครัฐ ภาคนิติบัญญัติ หรือว่าทุก ๆ ภาคส่วนนั้น ข้าราชการประจําที่จะแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน เป็นสิ่งสําคัญ ถ้าหากว่าเรามุ่งเน้นแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของ ตัวเอง และมีความผูกพันกับภาระงบประมาณของแผ่นดิน เราก็จะยิ่งซ้ําเติมสถานการณ์ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยคนจน รวมทั้งเรื่องของเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ด้วย นะครับ ดังนั้นผมจึงอยากกราบเรียนว่าขอให้ได้โปรดพิจารณาด้วยว่าการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ นั้น ควรจะคํานึงถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนาคตกาลให้มากขึ้นด้วยครับ ขอบคุณครับ
อาจารย์วรวิทย์ บารู ครับ
-๑๒๓/๑
ผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดปัตตานี โดยการเลือกตั้ง ที่ผมพูดเช่นนี้ ก็เนื่องจากว่าที่เรามาอยู่ที่ตรงนี้ก็เพื่อที่จะสรรหาสูตรที่มันลงตัวที่สุดในการที่จะสรรค์สร้าง ประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าสังคมการเมืองไทยในขณะนี้สิ่งที่เราจะต้อง ช่วยกันอย่างเต็มที่ก็คือการพยายามสร้างทางสายกลางทางการเมือง พยายามสร้าง รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ท่านประธานครบ การที่จะสามารถธํารงไว้ซึ่งทางสายกลาง ทางการเมืองนั้นก็คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแข่งขัน ในการต่อสู้บนเวที ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ตราบใดที่ประชาชนถูกไว้ข้าง ๆ นะครับ เราคิดแต่เรา ก็ไม่มีโอกาส ที่จะแก้ปัญหาที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ เพราะรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม ที่เป็น ประชาธิปไตยเท่านั้นที่สามารถจะแก้ไขได้ ผมอยากจะเรียนที่ตรงนี้นะครับว่าพวกเรา หลายคนที่มายืนอยู่ที่ตรงนี้ได้ก็ด้วยการผ่านการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ผมเอง ผมไม่สามารถที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ แม้จะมีคุณสมบัติที่จะสู้พอฟัดพอเหวี่ยงกับเขาได้ แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะมายืนที่ตรงนี้ได้ เพราะผมอย่างที่อาจารย์เจริญได้พูดเมื่อวานว่าส่วนสูง ไม่ถึงนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่จะยืนยันว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ที่เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ใช้อยู่นี่ ตรงไหนที่เราควรจะแก้ไขก็ควรแก้ไขเสีย แล้วผมก็เชื่อว่าพวกเรา หลายคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้เสพติดการเมืองแน่นอน จะเป็นวันที่ ๒ มีนาคม จะเป็น อะไรก็แล้วแต่นะครับ แต่เราทํางานวันนี้ ทํางานในหลักการของประชาธิปไตย เราสามารถ ที่จะพูดได้อย่างเต็มอกนะครับว่า พวกเราที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้วิเศษวิโสมากกว่าใคร แล้วผมจะแสดงให้เห็นนะครับว่าการกระจายตามสาขาอาชีพที่พวกเราพูดกันมากว่า ส.ว. เลือกตั้งมักจะยึดโยงกับพรรคการเมือง จากฐานการเมือง หรืออะไรต่ออะไรนะครับ ผมไม่มีทฤษฎีที่จะมาอธิบายสิ่งเหล่านี้ที่เป็นสมมุติฐานซึ่งไร้ข้อเท็จจริง ผมมาจากภาคใต้ ซึ่งเป็นฐาน พวกเราคงทราบดีว่าฐานภาคใต้คือฐานเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ ถ้าหากว่า เราต้องไปอยู่ ต้องไปพึ่ง ต้องไปอะไรนะครับ ๑๔ คนจากจังหวัดภาคใต้นี่ แน่นอนเหลือเกิน จะต้องยึดโยงกับภาคนั้น ผมถามที่ตรงนี้ว่ามีความยึดโยงอย่างไร ที่พวกเราได้รับเสียง สัก ๒ เสียงจากท่านหรือไม่ นี่คือความเป็นจริงที่มันปรากฏขึ้นว่าการไม่มายุ่งเกี่ยวกับเรา ของภาคการเมืองนั้นเราต้องขอขอบคุณ นี่เป็นการยืนยันนะครับ การกระจายของอาชีพ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งมีทั้งอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่น้อยกว่า ๖ คน ในขณะที่สรรหามี ๔ คน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เลือกตั้ง ๔ คน สรรหา ๘ คน นายทหาร ๒ คน สรรหา ๙ คน นายตํารวจ ๗ คน สรรหา ๖ คน นักกฎหมาย ๔ คน สรรหา ๑๑ คน แพทย์ ๓ คน สรรหา ๔ คน อาจารย์ ๑๒ ๑๒ เท่ากัน นักการเมืองท้องถิ่น สรรหา ๑ คน เลือกตั้ง ๓ คน นักธุรกิจ ๒๕ กับ ๑๓ เอ็นจีโอก็มี แม้กระทั่งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จากการเลือกตั้ง มีนะครับ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมกํานันครับ จบปริญญาเอกนะครับ เสร็จแล้วก็มีผู้พิการ แต่เลือกตั้งไม่มี แต่เกษตรกรเลือกตั้งมี รวมทั้งวิศวกรด้วย สิ่งเหล่านี้ จะบอกว่าการกระจายในคุณวุฒิ ประสบการณ์ที่แต่ละคน ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้จะได้ เลือกตั้งมานั้นคุณสมบัติที่เขามี วุฒิภาวะที่เขามี ประสบการณ์ที่เขาทํางาน สิ่งเหล่านี้จะเป็น ภาพสะท้อนทําให้ประชาชนได้เลือกเขา ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่งานทางวิชาการ ที่จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาอาศัย เขาใช้ กระบวนการทางวิชาการมาพิจารณา ผมอยากจะเรียน ต้องขออภัย เพราะนั่นเป็นผลงาน ทางวิชาการ ๔ คนที่ได้ ๕ ดาว ๓ คนจากเลือกตั้ง ๑ คนจากสรรหา ๔ ดาว ๑๒ คน ๗ คน จากเลือกตั้ง ๕ คนจากสรรหา และที่ร้ายกว่านั้นนะครับ ๗๓ คนออกไป เข้ามาใหม่ ๓๔ งานวิชาการเดียวกันบ่งบอกว่าคนที่มาทําหน้าที่นั้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์มีอยู่ ๔ คนจากการสรรหา ผมต้องขออภัยนะครับ เป็นผลงานทางวิชาการ นี่จะบ่งบอกอะไรครับ ความรับผิดชอบ ของผู้คนที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ มีความรับผิดชอบที่จะต้องไปผูกมัดกับประชาชน ประชาชนจะถามคอมมิทเม้นท์ (Commitment) ที่เขามี พันธะที่เขามีกับประชาชนจะต้อง ไปบอก จะต้องไปพูดนะครับ สิ่งเหล่านี้ผมไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร เพราะว่าเราผ่าน การเลือกตั้งมา คนที่ได้รับการสรรหาอาจจะไม่มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เรากลับไปบ้าน งานวิชาการเหล่านี้ปรากฏเราจะตอบอย่างไรแก่ประชาชน ซึ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งอยากจะเรียน ให้แก่ท่านได้รับทราบ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้มาแล้วจนกระทั่ง ส.ว. รอบสองเข้ามาจาก การสรรหา และพวกเรากําลังจะหมดวาระในปีหน้า สิ่งเหล่านี้เพียงแค่ครั้งที่ ๒ ของการเลือกตั้ง อาจารย์เจริญได้พูดเมื่อวาน ผมมีโอกาสได้ยืนอยู่ตรงนี้อย่างที่ผมบอกว่าผมอาศัย ถ้าทุกท่าน ติดตามข่าวหลังจากที่เลือกตั้ง ส.ว. ผมไม่อายนะครับ หนังสือพิมพ์มติชนระบุชัดเจนว่า ส.ว. ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือ นายวรวิทย์ บารู ผมเป็นครูบาอาจารย์มา ผมไม่แปลกใจ เพราะครูบาอาจารย์แน่นอนไม่ได้ทําธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ ส.ว. เหล่านี้มีอยู่นะครับ และประชาชน เขาเลือก ประชาชนกรุงเทพมหานครทําไมเขาเลือก ขออภัยที่กล่าวนามท่าน ท่านรสนา เพราะประชาชนรู้ ผลงานไม่ใช่เลือกในวันนั้น เพราะฉะนั้นการยึดโยงอํานาจกับทางการเมืองนั้น ผมไม่มี ไม่มีทฤษฎีจะไปอธิบาย สมมุติฐานสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่ ผมเรียนมา ๑๔ คนจากจังหวัดภาคใต้ ที่เป็นเป็นฐานเสียงที่แน่นหนาของพรรคการเมืองพรรคใหญ่นั้น นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การทําอะไรที่ไม่โปร่งใสมิอาจจะตรวจสอบได้ วิธีการคัดสรร สรรหาของ ส.ว. ๗๓ คนก็เช่นเดียวกัน ประชาชนไม่สามารถจะเข้าถึงได้ ประชาชนไม่สามารถ ที่จะสอบถามได้นะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันจะมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ในขณะที่เวลาเรากําหนด ซึ่งจะอภิปรายกันในมาตราต่อไป เราพูดว่าสภาผัว สภาเมีย สภาทาส ผมเกรงว่าการที่ไม่โปร่งใสเหล่านี้สภาทาสซ่อนรูปมันจะปรากฏขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งมันปรากฏชัด ในการทํางานตลอดเวลามา เราต้องเดินออกไปจะไม่ให้องค์ประชุมครบก็เคยปรากฏ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งซึ่งมันเห็นชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งจะต้องพูดนะครับ ถึงจะอย่างไรก็ตามนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยมีลักษณะที่เป็นพหุสังคม พหุวัฒนธรรม การออกกฎหมายของประเทศกฎหมายสูงสุดมาบังคับใช้พวกเรา แน่นอน เหลือเกินว่าควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการครอบคลุมในทุกมิติของวัฒนธรรม ทุกมิติ ของพหุสังคมนะครับ ในครั้งแรกพี่น้องประชาชนดีใจ คนเกือบ๑๐ ล้านคนในประเทศนี้ มีตัวแทนของเขามาทําหน้าที่โดยผ่านการสรรหา พอมารอบสองอาจารย์เจริญพูดเมื่อวาน ๒๒ คน ผมยังตอบคําถามไหมว่าขาดตกบกพร่องในคุณสมบัติในข้อใด นี่เพียงครั้งที่ ๒ ของการสรรหา ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ จะเป็นเช่นไร คนเหล่านี้ควรที่จะเป็นตัวแทน เหมือนหลายประเทศ ตัวแทนวัฒนธรรมก็ใช้ตัวแทนวัฒนธรรม ไม่ใช่ ตอบไม่ได้นะครับ ผมเคยหยอกล้อกับเพื่อนผมคนหนึ่งถึงเรื่องต่าง ๆ ที่สมัครเข้ารับการคัดสรรว่าต้องทําใจ ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วท่านก็จะเสียใจ ถ้าหากว่าท่านจะสมัครเข้าไป ท่านจะต้องทําใจในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเข้าใจว่าประเทศไทยอํานาจอธิปไตยนั้น ต้องเป็นของประชาชน เป็นอํานาจที่เป็นของประชาชนโดยแท้ และอํานาจรัฐก็ต้องเป็น อํานาจที่ได้มาจากประชาชน อยู่ได้ด้วยการตรวจสอบของประชาชน และจะต้องผ่าน กระบวนการการเลือกตั้งที่โปร่งใส นี่คือประชาธิปไตยในภาคปฏิบัตินะครับ ท่านประธานครับ ที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติ และจะเป็นหนทางของการพัฒนาชาติบ้านเมือง อย่างแท้จริง ถ้าเราหลีกหนีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้และคิดว่าทําเองได้โดยไม่เชื่อมโยงกับประชาชน ไฉนเลยอํานาจอธิปไตยที่เราพูดอยู่ทุกวี่ทุกวันในภาคปฏิบัติของประชาธิปไตยมันเป็นไปไม่ได้เลยครับ ท่านประธานครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านสิงห์ชัย ทุ่งทอง แล้วก็ ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช และท่านสุดท้ายคือท่านจิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ครับ เชิญท่านสิงห์ชัยครับ พยายามให้อยู่ในประเด็นของ มาตรา ๓ คือแก้ไข มาตรา ๑๑๒ นะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ ทุกครั้งที่ผมยืนที่นี่ ผมภูมิใจมาก ตลอด ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้ ผมโดนดูแคลนเหลือเกิน อาจจะไม่ใช่ตัวผมคนเดียว นะครับ แต่หมายถึงเจ้านายผมครับ คือประชาชนครับ วันนี้ประเทศของเราคือประเทศไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะขออภิปรายในมาตรา ๓ ในส่วนของที่มาของ ส.ว. ต้องมาจากเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ถ้าหากวันนี้ไม่มีระบอบ ประชาธิปไตย ไม่มีการเลือกตั้ง ไฉนเลยลูกชาวบ้าน หลานชาวนาอย่างผมจะได้มานั่ง ณ ที่นี้ สําหรับผมนั้นเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าอํานาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวันนี้เป็นที่ประจักษ์ คือประชาชนครับ ผมนั้นประกอบอาชีพคือสถาปนิก มนุษย์เรานั้นมีความคิดแล้วก็เกิดความจริง มีความคิด แล้วก็มีความเชื่อ แต่ผมนั้นมีความคิด มีความเชื่อ มีจิตนาการ ที่มีความเป็นจริงเหมือนอาชีพ ของผม สถาปัตยกรรมคือศิลปะแขนงหนึ่ง แต่เป็นอาร์ต (Art) ที่เป็นซายน์ (Science) คือ เป็นศิลปะที่ต้องทําได้จริง แต่ถ้าเพียวอาร์ต (Pure Art) คือมองอย่างไรให้สวยแล้วกัน แต่บางทีอธิบายไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ระบอบประชาธิปไตยคือระบอบของความจริง วันนี้ ผมจะพูดเรื่องจริง ถามว่ามีหลายส่วนที่อภิปรายกัน พูดว่าอ้างประชาชน ความจริง ความถูกต้อง อ้างประชาชน ประชาชนส่วนไหนครับ คุณเอาอะไรมานับ เอาแค่นี้ครับ วันนี้ บ้านเมืองเราตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงหรือที่เราเรียกกันว่า การปฏิวัตินั้น ผมเชื่อว่ามีอยู่ครั้งเดียวคือปี ๒๔๗๕ ตอนเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากนั้น ไม่ใช่การปฏิวัติ หลังจากนั้นคือการเปลี่ยนถ่ายหรือมาช่วงชิงอํานาจผลประโยชน์ทั้งสิ้น การปฏิวัติทุกครั้ง การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งปนไปด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มคน วันนี้มันก็ เป็นที่ประจักษ์ว่า ตลอดระยะอย่างน้อยที่สุดช่วงอายุของผมขณะนี้ ๕๐ กว่าปี ที่ได้สนใจ การเมืองนั้นมันสามารถพิสูจน์โดยความจริงได้ว่า ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย เท่านั้นที่ทําให้ประเทศไทยดีอยู่ได้ในวันนี้ โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นจิตวิญญาณ ของคนไทย นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเหนือกว่า ผมอยากจะเรียนว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา คนจะพูดเสมอว่าการที่ ส.ว. มาจากเลือกตั้งทั้งหมดไม่ดี ผมก็บอกว่าแล้วไหนคุณลองบอก ผมหน่อยสิ ช่วงอายุผมนี่คุณลองพิสูจน์ผมหน่อยสิ มันมี ส.ว. มาหลายรูปแบบ ไหนคุณอธิบายให้ผมฟัง มันดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมาตรงไหนบ้าง มีแต่คนที่ คิดว่าเขาว่า มันเชื่อเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ มันไม่มีความจริงไงครับ มันเป็นจิตนาการ ที่ไม่เป็นความจริง แต่ถ้าจับปลีกย่อยเอามาพูด พูดได้หมดครับ ปัญหาของการขับเคลื่อน สังคมนั้น ถ้าหากว่าเราจะพูดหยิบประเด็นต่าง ๆ มาด่ามาทอกันนี่มันพูดได้หมด ไม่ต้องห่วงครับ แต่วันนี้ผมทําหน้าที่โดยรวม เหมือนประหนึ่งว่าผมอยู่ที่สูงแล้วมองลงมาว่าขณะนี้คนส่วนใหญ่ ของประเทศนี้เป็นอย่างไร เราเป็นนักการเมืองมาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติสิ่งที่ผมมอง ผมมอง คนส่วนใหญ่ครับ ผมไม่ได้บอกว่าบุคคลที่พูดหลายสิ่งหลายอย่างถึงปัญหาอุปสรรค เรื่องการลงคะแนนการเลือกตั้งต่าง ๆ อันนั้นมันเป็นส่วนย่อย แต่ถามว่าวันนี้คนกลุ่มหนึ่ง อาจจะมองเกินความเป็นคนไทยหรือเปล่าครับ วันนี้เราอยู่ในประเทศไทยเราอยู่ในวัฒนธรรม ของคนไทย เราทําไมว่าเราจะต้องไปเหมือนอังกฤษ อเมริกา เราอาจจะเหมือนครับ แต่อีก ๑๐๐ ปีก็ได้ แต่วันนี้เราเหมือนของเราไม่ได้หรือครับ เหมือนของคนไทยนี่นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันพิสูจน์ได้คืออะไรครับ พิสูจน์ได้ก็คือว่าหลังจากที่เราเคยมีระบอบ ประชาธิปไตยเต็มใบและนานที่สุด แล้วเป็นอย่างไรครับภาพโดยรวมของประเทศนี้ ประชาชนเขาก็มองแค่นี้ละครับ ไม่ต้องไปอ้างกฎหมายอ้างกฎอะไรต่าง ๆ กฎหมายนั้น มีไว้เพื่ออะไรครับ มีไว้เพื่อประคับประคอง ทําให้การอยู่ร่วมกันของสังคมนั้นอย่างสันติสุข และวันนี้ก็มีคนหลายส่วนกล่าวหาผมเหมือนกันว่าการที่มีการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้อาจจะเกิดปัญหา ผมไม่กังวลครับ ผมเชื่อว่าคนที่อยู่ด้านบนคนที่อาวุโสมีความยุติธรรมมองได้ครับ กฎหมายมี ไว้เพื่อให้สังคมขับเคลื่อนแล้ววันนี้สังคมเขาเลือกใครมาบริหารประเทศ วันนี้อาจจะเป็น พรรคเพื่อไทย แต่วันหน้าอาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ เราทําความดีที่ให้ประชาชนเห็นสิครับ แล้วแข่งกัน นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง และวันนี้ผมก็ดีใจตลอด ๓-๔ วันมานี้นะครับ ได้เห็นได้ฟัง ความรู้ทั้ง ๒ ฝ่าย นี่คือสิ่งที่ถูกต้องของระบอบประชาธิปไตย เราจะอารมณ์เสียด่ากันบ้าง ในห้องนี้ แต่มันอยู่ในกรอบ ดีกว่าไปอยู่ข้างถนนครับ ตลอด ๔-๕ ปีมานี่นะครับ ผมเป็น นักการเมือง นายกรัฐมนตรี ๓-๔ คน ได้เห็นการเข่นฆ่ากันของคนไทยด้วยกันวันนี้พอครับ เราต้องมีกติกา และเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าระบอบประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่คือประชาชน เสียงข้างมากลากไปใครกล่าวหา ก็ได้มาจากศรัทธาประชาชน ตามแนวคิดกติกามาเป็นผล ไม่ซ่อนกลฉ้อฉลคิดผิดเสียหาย โปรดเข้าใจแนวคิดจิตส่วนรวม มีส่วนร่วมที่มาประชาธิปไตย ยึดความจริงอิงส่วนใหญ่ในความหมาย ยังไม่สายขอศรัทธาประชาชน ขอบคุณครับ
ครับ เชิญท่านจิตติพจน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ จากการที่ได้รับฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายกัน เป็นเวลาหลายวันนี่นะครับ ก็รู้สึกว่าสาเหตุหนึ่งนะครับ ที่ทําให้พวกเราหาจุดร่วมกันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีหลักการทํานองเดียวกัน หลักการที่สําคัญที่สุดครับผมคิดว่าพวกเรา เห็นตรงกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาในสภาแห่งนี้ หรือประชาชนคนไทยทั่วประเทศเห็นตรงกันทั้งสิ้นครับว่าประเทศไทยนั้นปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งถ้าหากว่าพวกเราได้ย้อนกลับมาดู กันนะครับว่าหลักการในการปกครองระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วนะครับท่านมี ประมาณ ๙ อย่างด้วยกันครับท่านประธาน เป็นหลักการประชาธิปไตยสากลที่ยึดถือกัน ทั่วโลก ถ้าหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปผมก็เชื่อว่าก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย หลักการประชาธิปไตยดังกล่าวครับท่านประธานครับ ได้แก่หลักสิทธิไรทซ์ (Rights) นะครับ เสรีภาพ ลิเบอร์ตี้ (Liberty) ครับ ความเสมอภาค อิควอลิที (Equality) ครับ ท่านประธานครับ หลักภราดรภาพ ฟราเทอร์นิที (Fraternity) ครับ หลักการแบ่งแยก อํานาจการปกครอง เซพพะเรชั่น ออฟ พาวเวอร์ส (Separation Of Powers) หลักเชคกิ้ง แอนด์ บาลานซ์ (Checking and Balance) หลักการถ่วงดุลครับ ท่านประธานครับ หลักเรื่องของเสียงส่วนใหญ่ครับ เมจอริตี้ รูล ไมนอริตี้ (Majority Rule Minority Right) เราให้สิทธิ เรารับฟังสิทธิของเสียงส่วนน้อย แต่ในขณะเดียวกันในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ก็เป็นการตัดสินบนพื้นฐานของเสียงข้างมาก รวมทั้งหลักการเรื่องของหลักนิติธรรม รูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) และที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน คือหลักการที่ว่าอํานาจอธิปไตยนั้น เป็นของประชาชนและเป็นสิ่งที่ประชาชนชอบที่จะเป็นผู้มอบให้กับตัวแทนของเขาในการใช้ อํานาจอธิปไตยครับท่านประธาน ซึ่งถ้าหากพวกเรามาดูว่าหลักการทั้ง ๙ นี้ ถ้าหาก มาทดลองใช้กับเรื่องของ ส.ว. ควรจะเป็น ส.ว. เลือกตั้งหรือ ส.ว. สรรหานะครับ ท่านประธานก็คงจะเห็นได้ชัดเจนนะครับว่า เมื่อเราเอาหลักการทั้ง ๙ ซึ่งเป็น หลักประชาธิปไตยสากลนะครับจับเข้ากับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างน้อยที่สุดเราจะพบเห็นว่า เรามีปัญหาอย่างน้อยที่สุด ๔ ประการครับท่านประธานครับ
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องของความเสมอภาค จริง ๆ แล้วประชาชนทุกคน น่าจะมีสิทธิเลือก ส.ว. ๑ คน เท่า ๆ กันนะครับ แต่พอเรามีระบบสรรหาขึ้นมาทําให้หลัก เรื่องของความเสมอภาคนี้บิดเบือนไปไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้ ผมขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียดครับเนื่องจากว่าชัดเจนอยู่แล้วนะครับ
ประการที่ ๒ ที่มีปัญหาครับท่านประธาน คือหลักเรื่องของการแบ่งแยก อํานาจอธิปไตยครับ อํานาจอธิปไตยควรจะมีการแบ่งแยกเป็น อย่างน้อยที่สุดนะครับท่าน อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการ แล้วก็อํานาจฝ่ายบริหาร แต่ระบบของการออกแบบ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ ทําให้หลักการแบ่งแยกอํานาจของเรามีปัญหาครับ นอกจากนี้ครับ ท่านประธาน การถ่วงดุลอํานาจของอํานาจต่าง ๆ ในองค์กรประชาธิปไตยเกิดปัญหาขึ้น อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าหากว่าพวกเราได้เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นรอบด้านเราจะ พบว่าการถ่วงดุลอํานาจของเรามีปัญหาจริง ๆ ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด ท่านประธานครับ และที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน หลักอํานาจอธิปไตยมาจากปวงชน ชาวไทยบังคับใช้ไม่ได้ในบางส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของ ส.ว. ถามว่าหลักที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นเป็นหลักการที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยสากล ที่ทั่วโลกยอมรับหรือไม่ ทั่วโลกในปัจจุบันนี้มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้นมากน้อย เพียงใด เราจะสังเกตเห็นนะครับถ้าเราตัดประเทศที่กําลังพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ออกไปเราก็จะพบว่าประเทศที่เป็นอารยประเทศนั้นล้วนแล้วแต่ใช้ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทางตรงหรือทางอ้อมก็ไม่ได้มีข้อยกเว้น ไม่ว่า จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมัน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ซึ่งอาจจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านเข้าใจผิดว่า ส.ว. อิตาลีมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา แต่ความจริงแล้ว ส.ว. อิตาลี ๓๑๕ ท่าน มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น ส่วนอีก ๒ ท่านที่มาจาก การแต่งตั้งหรือสรรหานั้นท่านหนึ่งก็เป็นอดีตประธานาธิบดี อีกท่านหนึ่งก็เป็นอดีต นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีที่มายึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกันครับท่านประธาน แม้แต่ประเทศ แคนนาดาก็มีบางคนบอกว่าเป็น ส.ว. ที่มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งเช่นเดียวกัน แต่ท่านประธานครับ การแต่งตั้ง ส.ว. ของแคนนาดานั้นเป็นการแต่งตั้งที่อาศัยคําแนะนํา ของนายกรัฐมนตรี กัฟเวอร์เนอร์ เจเนอรัล (Governor General) ซึ่งเป็นตัวแทนของควีน (Queen) ของพระราชินี ท่านก็เป็นคนแต่งตั้งตามคําแนะนําของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็มีที่มาจากประชาชนเช่นเดียวกัน ยังคงสามารถรักษาหลักการที่อํานาจ อธิปไตยมาจากประชาชนได้เช่นเดียวกันครับ ประเทศแม่แบบประชาธิปไตยอีกประเทศหนึ่ง ก็คือประเทศอังกฤษ ท่านประธานครับ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะครับว่าทําไม ประเทศอังกฤษถึงมี ส.ว. ที่มาจากการสรรหาหรือมาจากการแต่งตั้ง ถ้าหากว่าเราพิจารณากันอย่างเด่นชัดนะครับว่าประเทศอังกฤษมีที่มาที่ไป มีประวัติศาสตร์ อย่างไร ก็คงจะไม่ต้องสงสัยครับว่าทําไมถึงยังต้องมี เฮ้าส์ ออฟ ลอร์ด อยู่ และการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภาของอังกฤษนั้นก็เป็นการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ครับท่านประธาน ไม่ใช่ เป็นการสรรหาโดยบุคคลอื่นนะครับ ซึ่งแตกต่างจากระบบของประเทศไทย และที่สําคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน ส.ว. ของอังกฤษไม่ได้ใช้อํานาจอธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับ ส.ว. ในประเทศไทย ในประเทศไทยนั้นเราจะสังเกตเห็นนะครับว่า ส.ว. มีอํานาจที่จะสามารถ ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับ สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรี ที่มีที่มาจากประชาชนได้ สามารถถอดถอน ส.ส. ที่มีที่มาจากประชาชนได้ สามารถถอดถอน บุคลากรในองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้ ซึ่งอํานาจอันนี้เป็นอํานาจอธิปไตยที่ต้องมีอํานาจยึดโยง กับประชาชนเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ในประเทศอังกฤษนั้นแม้ ส.ว. จะมาจากการแต่งตั้งนะครับ แต่ก็มิได้มีการใช้อํานาจอธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบนะครับ เมื่อไม่มีการใช้อํานาจอธิปไตย อย่างเต็มรูปแบบ ความจําเป็นที่จะยึดโยงกับประชาชนก็ไม่ได้มีความจําเป็นเพียงนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเราได้พิจารณาถึงประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยโดยละเอียดลึกซึ้งแล้วนะครับ ก็จะพบว่ายังคงรักษาหลักการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยทั้ง ๙ หลักโดยเคร่งครัดครับ ท่านประธานครับ มีประเด็นหนึ่งที่สงสัยกันมากว่า ถ้าหากว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วนะครับ องค์กรอิสระจะเป็นอย่างไร องค์กร อิสระจะยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ สิ่งนี้นะครับผมขออนุญาตเรียนว่า เหรียญทุกเหรียญนะครับมี ๒ ด้าน เมื่อเรากําหนดให้ ส.ว. ส่วนหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมาจาก หรือได้รับการสรรหาจากองค์กรอิสระ ในด้านหนึ่งเราจะมีองค์กรอิสระที่เข้มแข็ง แต่ในอีก ด้านหนึ่งเราก็จะมีองค์กรอิสระที่ยากแต่การตรวจสอบ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาของเหรียญ ๒ ด้าน แต่ถ้าหากว่าเราตัดอคติออกไปนะครับ และได้ดูประวัติศาสตร์ ดูวิธีการที่อารยประเทศ ในต่างประเทศได้มีการใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลายาวนาน เราก็จะเห็นว่ามีทางออก ที่อารยประเทศได้ใช้อยู่ ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงบางประเทศนะครับ ประเทศแรกครับ เป็นประเทศฝรั่งเศสครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างองค์กรเดียวนะครับก็คือองค์กรที่เรียกว่า สภารัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส คณะกรรมาธิการที่กระผมเป็นประธานนะครับ ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ฝรั่งเศสนะครับ ท่านบอกว่าของประเทศฝรั่งเศสมีตุลาการรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ๑๑ ท่านครับ ท่านประธานครับ ถามว่าที่มามาอย่างไรครับ มาจากประธานาธิบดีเลือก ๓ ท่าน มาจากประธานวุฒิสภาเลือก ๓ ท่าน มาจากประธานสภาผู้แทนราษฎรเลือกอีก ๓ ท่าน รวมแล้วเป็น ๙ ท่าน ทั้ง ๙ ท่านนี้ ต่างก็ยึดโยงกับประชาชนทั้งสิ้น ส่วนอีก ๒ ท่านครับท่านประธาน ก็มีอดีตประธานาธิบดี อีก ๒ ท่าน ซึ่งก็มีที่มายึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกันนะครับ ดังนั้นก็จะสังเกตว่าทั้ง ๑๑ ท่าน มีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชนโดยสิ้นเชิงครับ ทั้งทั้งสิ้นครับท่านประธาน อีกประเทศหนึ่ง ครับเยอรมันครับท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันมีทั้งสิ้น ๑๖ ท่าน มาจากการเลือกตั้ง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ๘ ท่าน มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกวุฒิสภาอีก ๘ ท่าน รวมแล้วเป็น ๑๖ ท่าน ครับ ทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบหนึ่งขององค์กรอิสระ ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปต่างก็มีองค์กรอิสระที่มีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกัน และประเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีประสบการณ์การดําเนินการโดยที่มีองค์กรอิสระที่มีอํานาจ ยึดโยงหรือมีที่มายึดโยงกับประชาชนมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ก็มิได้มีปัญหาในการ ดําเนินการแต่อย่างใดครับท่านประธาน ดังนั้นถ้าหากว่าเรามาตั้งทฤษฎีบอกว่าถ้าหากว่า องค์กรอิสระถูกแต่งตั้งหรือถูกสรรหาโดยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว องค์กรอิสระจะไม่สามารถดําเนินหน้าที่โดยอิสระได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสรุปผลที่เร็ว เกินไปและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่แน่นอนที่สุดครับ ในการออกแบบ วิธีการได้มาซึ่งองค์กรอิสระนั้นเป็นสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้หรือว่าประชาชนคนไทยทุกคนคงจะได้มี โอกาสได้พิจารณาโดยละเอียดต่อไป เพื่อที่จะให้องค์กรอิสระยังคงมีความเป็นอิสระ และมีความเข้มแข็งตามสมควร แล้วก็เมื่อองค์กรอิสระจะใช้อํานาจอธิปไตยก็จะต้องยึดโยง กับประชาชนเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับที่ได้มีการกล่าวหากันค่อนข้างมากนะครับว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอาจจะไม่เป็นกลางทางการเมือง หรือว่า มีการดําเนินการที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองอย่างที่มีการกล่าวหามาตลอด ๓ วันนะครับ พวกกระผมไม่มีโอกาสได้อภิปรายมากมายนัก ก็เนื่องจากมีความประสงค์ที่จะให้ การดําเนินการอภิปรายเป็นไปด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมจะขออนุญาตกล่าว เพียงสั้น ๆ ครับว่า การที่จะกล่าวในเรื่องใดนั้นจะต้องดูข้อเท็จจริงด้วยครับ การตั้งสมมุติฐานขึ้นมา หรือจินตนาการไปโดยที่ไม่ได้ดูหลักฐานหรือพฤติการณ์ที่แท้จริงน่าจะไม่เป็นธรรม กับพวกกระผมครับ ถ้าหากพวกเราได้ดู ถ้าหากว่าท่านประธาน ผมก็เข้าใจว่าท่านประธาน ได้ติดตามมาตลอดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแถลงนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนํา หรือที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนํา พวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้เข้าร่วมประชุมเป็นจํานวนมาก ทุกครั้งครับ ไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล หรือแม้แต่การผ่านกฎหมายสําคัญ ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดส่งมา ถ้าหากว่ามีความชอบธรรมพวกกระผมก็ผ่านให้โดยตลอด กฎหมายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณก็เช่นเดียวกันครับ แล้วการปฏิบัติหน้าที่โดยที่พวกเรา คํานึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสําคัญนี้ถือว่าไม่เป็นกลางหรือครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตขอให้ประชาชนและเพื่อนสมาชิกได้ให้ความเป็นธรรมกับพวกกระผมด้วยครับ
ประเด็นที่มีการพูดกันเป็นอย่างมากก็คือเรื่องของการขัดกันของผลประโยชน์ พวกผมก็อดทนฟังมาเป็นเวลาเช่นเดียวกัน ขณะนี้ก็ขออนุญาตกล่าวเพียงเล็กน้อยถึงประเด็น เรื่องนี้นะครับ เรื่องของการขัดแย้งของผลประโยชน์นั้นถ้าหากว่าเราจะพิจารณา ผมขอ อนุญาตให้มีการพิจารณาใน ๒ มิติครับ มิติแรก เป็นเรื่องของบรรทัดฐานของประเทศไทย ประเทศไทยเคยมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้อย่างไร เป็นเรื่องที่ ๑ ส่วนเรื่องที่ ๒ นะครับ ก็คือ เรื่องของหลักประชาธิปไตยสากลนะครับ ได้พิจารณาหรือว่ามีหลักการในเรื่องนี้อย่างไรครับ ในเรื่องของบรรทัดฐานของประเทศไทย ผมขออนุญาตให้ได้มีการพิจารณาถึงการ ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้นะครับ ว่าบุคคลที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมาคือผู้ใดครับ สสร. เกี่ยวข้องอย่างไร กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้อง อย่างไร สนช. เกี่ยวข้องกับการผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย กกต. ว่าด้วย ส.ส. ส.ว. อย่างไร แล้วพวกเราเห็น สสร. คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สนช. ได้มีการดํารงตําแหน่งใดบ้าง ในปัจจุบันนี้ทั้งในองค์กรอิสระ ทั้งในรัฐสภามีบุคคลเหล่านั้น ในปัจจุบันนี้ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามครับ มีจํานวนเท่าไรที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในองค์กรอิสระ ในรัฐสภา หรือตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ท่านประธาน ถ้าหากเราได้พิจารณาถึงประเด็นนี้แล้วนะครับ ก็จะสังเกตเห็นว่าหลักการที่จะพยายามบังคับใช้ในเรื่องนั้นนะครับ ในเรื่องของการขัดแย้ง ของผลประโยชน์นั้นไม่เคยมีการบังคับใช้ก่อนหน้านี้ในประเทศไทยในเรื่องของการตรา พระราชบัญญัติหรือตรารัฐธรรมนูญครับ ไม่เคยมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้มาก่อน บรรทัดฐาน ที่ผ่านมาใช้บรรทัดฐานของการมีส่วนร่วมครับ เราจะพิจารณาเรื่องของบุคคลที่เป็นคนพิการ เราก็ปรารถนาจะให้มีคนพิการเข้ามามีส่วนร่วม มีคนพิการมาเป็นกรรมาธิการ มีคนพิการ ที่สามารถที่จะยื่นร่างพระราชบัญญัติเข้ามาได้ ในเรื่องของการตราพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ครับ ป.ป.ช. ก็ยื่นได้ และ ป.ป.ช. ก็มาเป็นกรรมาธิการด้วย สตง. เช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ หรือแม้แต่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวที่แล้วที่มีการแก้ไขในเรื่องที่มาของ ส.ส. ครับท่านประธาน ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธานก็เป็นรัฐสภาแห่งนี้ ก็เป็น ส.ส. หลายท่านที่ผ่านรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้น ก็เป็น ส.ส. ที่มาเป็น ส.ส. ชุดนี้เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ดังนั้นจะสังเกตเห็นว่าเราได้ข้อสรุปแล้วครับว่าในเรื่องของการตรารัฐธรรมนูญหรือการตรา พระราชบัญญัตินั้น พวกเราไม่ได้ดูเรื่องของการขัดแย้งกันของผลประโยชน์ครับท่านประธาน แต่ดูเรื่องการมีส่วนร่วมเป็นสําคัญ ซึ่งหลักการนี้ถ้าจะพูดไปแล้วก็เป็นหลักการที่ตรงกับหลักการ ประชาธิปไตยสากลที่ใช้กันอยู่ เราจะมีกฎกติกาที่จะบังคับใช้ในครอบครัว ก็ควรที่จะให้บุคคล ในครอบครัวเป็นคนกําหนดกติกา เราจะดําเนินการใด ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน อย่างมีสาระสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนหรือเรื่องใด ๆ ก็แล้วแต่ เราก็บอกว่าต้องให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องมีการประชาพิจารณ์ ต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องที่มีความสําคัญ เช่น การตรารัฐธรรมนูญถ้าหากเราไม่ให้ประชาชนหรือตัวแทน ของประชาชนมีส่วนร่วมในการร่าง แล้วเราจะได้รัฐธรรมนูญที่จะมีปกครองคนไทยได้อย่างไร ถ้าหากเราบอกว่าในการร่างรัฐธรรมนูญหรือในการตรารัฐธรรมนูญนั้นต้องเอาบุคคล ที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยสิ้นเชิง ผมเข้าใจว่าไม่ว่ามาตราใดครับท่านประธานประชาชนคนไทย ทั้ง ๖๕ ล้านคน ไม่มีใครเลยครับท่านประธาน ที่จะสามารถมาตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่มี ส่วนได้เสียได้ แม้แต่บุคคลที่อยู่ต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอังกฤษก็ไม่สามารถที่จะตรารัฐธรรมนูญให้ประเทศไทยได้ ถ้าหากว่าจะยึดหลัก ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกาก็อาจจะมีส่วนได้เสีย ในเรื่องการค้ากับประเทศไทยเช่นเดียวกัน
ดังนั้นกล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน ในเรื่องของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นสาระสําคัญ แต่เดิมรัฐสภาแห่งนี้เคยมีความคิดที่จะ โหวตในวาระที่สาม ในเรื่องของมาตรา ๒๙๑ แล้วก็ให้ สสร. ซึ่งเลือกโดยประชาชนเป็นคนไป ร่างขึ้นมา ซึ่งตัวนั้นจริง ๆ แล้วก็เป็นวิธีการที่ถูกต้องนะครับ แล้วก็ใช้โดยทั่วไปในสากล แต่ก็ ปรากฏว่าก็มีการกําหนดกติกาเพิ่มเติมครับท่านประธาน บอกว่าต้องให้มีการทําประชามติ เสียก่อน แล้วประชามตินั้นแทนที่จะใช้บรรทัดฐานเดิมประมาณ ๑๔ ล้านเสียง ก็บอกว่า ไม่ได้แล้ว ๑๔ ล้านเสียงน้อยไป จะต้องตีความว่าต้องใช้ถึง ๒๑ ล้านเสียง ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่า ทําไมตอนที่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น บอกว่า ๑๔ ล้านเสียง เสียงข้างมากพอแล้วนะครับ แต่พอเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนจะร่างกันเองบอกว่า ๑๔ ล้านเสียงไม่พอ ต้องเป็น ๒๑ ล้านเสียง เป็นที่มาที่พวกเราต้องมาพิจารณารัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในปัจจุบันนี้ แล้วก็มีความพยายามที่จะขัดขวางเช่นเดียวกันไม่ให้มีการตรารัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ประชาชนที่รักความเป็นธรรมท่านก็คงทราบ แล้วก็คงจะให้ความเป็นธรรมกับรัฐสภาของเราครับ ผมคิดว่าเราคงจะสามารถดําเนินการ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยึดหลักนะครับ ผมขอเน้นย้ําว่ายึดหลักประชาธิปไตยทั้ง ๙ ข้อ ผมคิดว่า ก็คงสามารถทําได้สําเร็จลุล่วง แต่อย่างไรก็ดีครับ แม้ผมจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในหลักการ แต่ก็อาจจะมีประเด็นอื่นในมาตราอื่นที่ผมขออนุญาตสงวน ความเห็นไว้ แล้วก็จะได้อภิปรายในโอกาสต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ผมอนุญาตให้ท่านใช้เอกสารสําเนาจากศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ท่านพยายามดึงเข้าสู่ ประเด็นนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต้องขอกราบขอบพระคุณที่ท่านอนุญาตให้ใช้เอกสารที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้นะครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับ ในกรณีนี้ในมาตรา ๓ ก็คือกรรมาธิการมีการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างของตัวองค์กรวุฒิสภา กราบเรียนท่านประธานนะครับ การที่กรรมาธิการมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กรวุฒิสภานะครับ โดยลักษณะ เป็นการเปลี่ยนแปลง เท่าที่ผมสรุปนะครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ก็คือว่า องค์กรวุฒิสภาเราถือว่าเป็นองค์กรหนึ่งในอํานาจอธิปไตยของประเทศตามมาตรา ๓ นะครับ ปกติแล้วอํานาจอธิปไตยประกอบด้วยศาล นิติบัญญัติ แล้วก็ฝ่ายบริหารนะครับ ในส่วนของ องค์กรวุฒิสภาถือว่าเป็นองค์กรหนึ่งของอํานาจนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้กรรมาธิการ แก้ไข ถึงแม้จะเป็นการแก้ไขรายมาตราก็เป็นการแก้ไขในส่วนหนึ่งก็คือในส่วนของอํานาจ นิติบัญญัติ ซึ่งกรรมาธิการได้มีการแก้ไข โดยหลักการแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างนะครับ ก็คือโครงสร้างในเรื่องเปลี่ยนแปลงจากระบบ ก็คือว่าจากวุฒิสภาเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราใช้ ๒ ระบบนะครับ เราเรียกว่าวุฒิสภาระบบของการเลือกตั้ง กับวุฒิสภา ระบบของการสรรหา กรรมาธิการได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบเลยนะครับจากระบบ ของการเลือกตั้งโดยใช้ตัวแทนจังหวัด ๑ จังหวัดเป็น ๑ คน และระบบการสรรหานะครับ ซึ่ง ผมคิดว่าวุฒิสมาชิกก็พูดกันเยอะแล้ว ผมขอพูดตัวโครงสร้างแล้วกันนะครับ กรรมาธิการก็มี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากตัวแทนจังหวัดเปลี่ยนแปลงเป็นในลักษณะตัวแทน จากประชากร ใช้จํานวน ๒๐๐ คนของทั้งประเทศก็ตกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ถือว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนะครับ อีกประการหนึ่งก็คือมีการยกเลิกระบบ ส.ว. สรรหา ทิ้งนะครับ อีกอันหนึ่งก็คือเป็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของ ส.ว. ซึ่งตรงนี้นะ ครับผมว่าที่พูด ๆ กันทั้งวันต้องขอเรียนชี้แจงนะครับว่าส่วนใหญ่แล้วสมาชิกอภิปรายกัน เรามองคุณสมบัติของ ส.ว. เลือกตั้งในรูปแบบที่กรรมาธิการมีการแก้ไข ซึ่งผมคิดว่า ส.ว. รุ่นปัจจุบันหรือเรียกว่า ส.ว. รุ่น ๕๐ เป็น ส.ว. ที่โดยคุณสมบัติของรัฐธรรมนูญต้องปลอด จากการเมืองนะครับ ก็คือต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ๕ ปี แต่ขณะเดียวกันแล้วก็ต้อง ไม่มีคุณสมบัติเป็นสามีภรรยาหรือลูก ซึ่งปัจจุบัน ส.ว. ปัจจุบันที่เป็นเลือกตั้งปัจจุบัน อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ๑. ต้องปลอดการเมือง ๕ ปี ๒. ต้องไม่มีคุณสมบัติสามีภรรยา เป็นลูกกันอยู่นะครับ ต้องเข้าใจ แต่เพียงแต่ว่าที่พูด ๆ กันก็คือในส่วนของกรรมาธิการมีการ เพิ่มเติมจากร่างวาระที่หนึ่ง ก็คือเพิ่มเติมคุณสมบัติ ๒ ข้อตามที่สมาชิกพูด ๆ กันนะครับ คืออนุญาตให้เป็นสามีภรรยา เป็นลูก หรือเป็นนักการเมืองที่เพิ่งจะเข้ามานะครับ ก็เลย จะพูดว่าตรงนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งนะครับว่ามีการปรับปรุงคุณสมบัติแล้วก็มีคนคิดว่า จะมีปัญหาอย่างไรถ้าเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ซึ่งผมมองแล้วว่ามันเป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ วิวัฒนาการปี ๒๕๔๐ มาปี ๒๕๕๐ จนมามี การแก้ไขนะครับ ซึ่งเรากลับไปแก้ไข ซึ่งทําให้คุณสมบัติความเป็นนักการเมืองที่เข้าไป เกี่ยวข้อง ลาออกวันนี้พรุ่งนี้สมัครได้ แต่ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ ต้องมีว่างเว้น ๑ ปีนะครับ ตรงนั้น ผมมองว่าที่ส่วนใหญ่คุย ๆ กันก็คือเป็นเรื่องที่ตามความเข้าใจว่าถ้ากรรมาธิการแก้แล้ว มันจะเป็นอย่างไรนะครับ
อีกประการหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติก็คือเรื่องของการเว้นวรรคนะครับ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยภาพรวมนะครับก็คือว่า
ท่านอนุรักษ์ครับ ท่านอยู่ใน มาตรา ๕
มาตรา ๕ ก็คือเป็นโครงสร้างนะครับ สรุปอีกอันหนึ่งก็คือเป็นเรื่องเว้นวรรคซึ่งส่วนใหญ่ก็พูดแล้ว อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของ การยกเลิกอํานาจ ส.ว. นะครับ ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอํานาจ อธิปไตยนะครับท่านประธาน ประการหนึ่งจะขอเรียนท่านประธานก็คือว่าโดยหลักของ การยึดโยงประชาชน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ค่อยมีคนพูดนะครับว่า รัฐธรรมนูญตรงนี้เป็นการสถาปนาโดยประชาชน เริ่มต้นเลยนะครับ เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ประชาชนให้การสถาปนา ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เองก็ยังไม่มีการผ่าน ประชามตินะครับ แล้วก็รัฐธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ โดยผ่านประชามติมีเสียงเห็นชอบ ประมาณ ๑๔ ล้านเสียง แล้วก็ไม่เห็นชอบ ๑๐ นะครับ ในขณะเดียวกันอย่างไรก็ตาม อย่างเป็นสมาชิกทุกท่านวันนี้ก็มาภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้ว สิ่งที่เราก่อตั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราก่อตั้งองค์กรสูงสุด โดยผ่านความเห็นชอบ โดยประชามติ มาก่อน ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ
อีกประการหนึ่งนะครับท่านประธาน ถ้าดูจากเจตนารมณ์นะครับ ผมอยาก ให้ท่านสมาชิกได้อ่านในเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ประชามติ โดยเฉพาะกําหนดไว้ว่าการกําหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทางฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหารให้มีดุลยภาพ ตรงนี้เป็นเจตนารมณ์ ถ้าเราจะไปดูเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ จุดนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่เคยเขียนนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการเน้นดุลยภาพ เนื่องจากเจอปัญหาในอดีตเป็นอย่างไรนะครับ ซึ่งมีสมาชิกหลายท่าน พูดไปแล้ว ผมไม่พูดนะครับ เพราะฉะนั้นการดุลยภาพกันก็คือผมคิดว่าในส่วนกลไกตามที่ ท่านเปลี่ยนแปลงกลไกของสมาชิกวุฒิสภานะครับ กลไกของวุฒิสภาที่เป็นฝ่ายเลือกตั้งที่เป็น ตัวแทนจากใช้จํานวนประชากร ๒๐๐ คนอย่างเดียวนี้นะครับ แล้วมีคุณสมบัติใหม่ตามที่ทาง ท่านกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา ผมคิดว่ามันน่าจะ ก็คือว่าถ้าดูจากแนวความคิด ขอเรียนท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ ในส่วนนี้ที่เอาเอกสารให้ท่านประธานดูนี้นะครับ ก็คือว่า ประเด็นที่ท่านกรรมาธิการพูดเสมอเลยนะครับว่า วันนี้เราสามารถที่จะแก้ไขเป็นรายมาตรา สามารถทําได้ทุกประเภท โดยอิงตามแนวของคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ คําวินิจฉัย ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ที่วินิจฉัยวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ในกรณีที่พวกเรานี้ได้มีการพิจารณา วาระที่สอง แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ซึ่งเราก็หยุดไว้นะครับ แล้วศาลรัฐธรรมนูญ แนะนําบอกว่าให้ไปทําประชามตินะครับ แล้วก็ให้ไปแก้รายมาตราตรงนั้น ผมคิดว่าเท่าที่ ผมไปอ่านคําพิพากษาตรงนั้น ผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจากท่านกรรมาธิการก็คือว่า ในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวบอกว่า อํานาจในการก่อตั้งองค์กร สูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอํานาจของประชาชนอันเป็นที่มา โดยตรงในการกําเนิดรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เป็นหลักการเลยนะครับว่า อํานาจในการก่อตั้ง องค์กรสูงสุดนะครับ หรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอํานาจของประชาชน เพราะฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็เลยบอกว่าถ้าในกรณีนี้นะครับ ถ้าคุณจะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอํานาจสูงสุดนี่ คุณทําไม่ได้ต้องไปทําประชามตินะครับ แต่ขณะเดียวกันเขาบอกว่า คุณอาจจะดําเนินการ แก้ไขเป็นรายมาตราได้ แต่ความคิดเห็นของผมนี้ผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ในกรณีการแก้ไขรายมาตราไม่ใช่ทําได้ทุกกรณีนะครับ ถ้าการแก้ไขรายมาตราเป็นการขัดต่อหลักการในเรื่องขององค์กรสูงสุดทางการเมืองนะครับ เช่น เป็นการเปลี่ยนแปลงอํานาจของฝ่ายศาลนะครับ เช่น ไปเปลี่ยนแปลงบอกว่า ศาลต้องยึดโยงกับประชาชน ให้มีการเลือกตั้งของตัวประธานศาลฎีกา หรือเป็นการเปลี่ยนแปลง องค์อิสระต่าง ๆ เหล่านั้น ที่เป็นเรื่องของดุลยภาพ ผมคิดว่าเป็นการแก้ไขรายมาตรา หรือกรณีของวุฒิสภา ถ้าเป็นการแก้ไขรายมาตราขัดต่อหลักการนี้ผมคิดว่าทําไม่ได้นะครับ การแก้ไขรายมาตราในทางกฎหมายเขาเรียกแค่เป็นนิติวิธีแค่นั้นเอง แต่ไม่สามารถที่จะแก้ไข เข้าไปในเนื้อหาได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจาก ท่านประธานนะครับว่า แก้ไขรายมาตราอย่างไรก็ตามเราก็ต้องกลับไปดูตรงนั้น ถ้าเป็นการ กระทบองค์กรสูงสุดสุดท้ายก็ต้องกลับไปทําประชามตินะครับ
อีกประการหนึ่งนะครับท่านประธาน ก็คือว่าในประเด็นในเรื่องของที่มี ท่านกรรมาธิการพูดนะครับว่าในกรณีนี้ ในอดีตเคยมีการแก้ไขในเรื่องของตัวเขต พวงใหญ่ หรือปาร์ตี้ลิสต์ต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นการแก้รายมาตราทําไมทําได้ในสมัยนั้นนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ เท่าที่ผมเข้าใจตรวจสอบนี้ในสมัยนั้นไม่เคยมีการร้องในมาตรา ๖๘ ในเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญในตอนนั้น จะคิดว่าการดําเนินการแก้ไขดังกล่าวสามารถทําได้หรือทําไม่ได้ แต่ผมเห็นคําวินิจฉัยในกรณี ที่ท่านจะดําเนินการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ดําเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคําวินิจฉัยว่าไม่สามารถทําได้ ต้องไปทําประชามตินะครับ สิ่งที่ผมเห็นผมเห็นตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านสามารถ เท่าที่ผมอ่านจากคําพิพากษาท่านก็เข้าไปเป็นพยานในคดีนี้ โดยหลักแล้วในคดีนี้ศาลก็ไม่ได้ วินิจฉัยตามมาตรา ๒๙๑ นะครับ ที่ท่านอ้างว่า มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เรื่องของ การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของรัฐหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านั้นผมคิดว่าในกรณีนั้นศาลคงใช้ ยึดโยงกับมาตรา ๖๘ นะครับ ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ท่านสมาชิกก็พิจารณานะครับ
อีกประการหนึ่ง ถ้าเราจะดูในปัญหาเรื่องการขัดแย้งทางผลประโยชน์นะครับ ที่วันนี้ที่พูด ๆ กันในมาตรา ๑๒๒ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาประกอบกับ ตัวเจตนารมณ์นะครับว่า ในกรณีนี้ในการเข้าดําเนินการ สิทธิของตัวท่านสมาชิกวุฒิสภา เดิมมันไม่มีสิทธินะครับ แต่ปัจจุบันนี้จะมีสิทธิ แล้วก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินในตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่ประเด็นก็ต้องพิจารณาต่อไป ไม่ว่าเราเองหรือคนทั่ว ๆ ไปจะคิดอย่างไร หรือกรณีที่สามารถที่จะเป็นได้มากกว่า ๑ วาระ เป็น ๒ วาระ ๓ วาระ ๔ วาระ เพราะฉะนั้น ตรงเรื่องของการเว้นวรรคมันเป็น ๒ จุดนะครับ มีสิทธิทันทีแล้วสามารถที่จะดําเนินการ เป็นได้ทุกวาระนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ท่านประธานในโครงสร้างตรงนี้ ซึ่งท่านกรรมาธิการ พูดตลอดนะครับ ในเรื่องของความเป็นอิสระที่เรื่องของการแทรกแซงนะครับ ในเรื่องกรณี จัดตั้ง ในเรื่องของ ส.ว. เลือกตั้ง ผมคิดว่าปัจจุบันระบบของ ส.ว. เลือกตั้งในเรื่องของ การแต่งตั้งถอดถอน ผมคิดว่าถ้าในกรณีที่มีโครงสร้างของ ส.ว. เลือกตั้งตามที่ท่านกําหนดนี่ มันเกือบจะไม่มีคุณสมบัติแตกต่างจากตัว ส.ส. เผลอ ๆ คุณสมบัติของตัว ส.ว. วันนี้ที่ทาง ท่านกําหนดมีคุณสมบัติอาจจะต่ํากว่า ส.ส. อีกนะครับ เพราะในกรณีนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๐ (๑๐) บอกว่า ส.ว. เราพ้นวาระ ๒ ปีแล้วเราถึงจะไปเป็น ส.ส. ได้ แต่ขณะเดียวกันท่านกรรมาธิการแก้ ก็คือสมาชิกพรรคการเมืองหรือ ส.ส. วันนี้ลาออกมา เป็น ส.ว. ได้ ซึ่งผมคิดว่าคุณสมบัติของ ๒ ข้อนี้มันไม่เท่าเทียมกัน โดยหลักแล้วความเป็นกลาง ทางการเมือง ส.ว. ต้องสูงกว่า ส.ส. แต่กลายเป็นว่าวันนี้ยังมีความเขย่งกันอยู่ ซึ่งผมคิดว่า ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในเรื่องดุลยภาพ อํานาจของ ส.ว. ประการหนึ่งก็คือว่าที่มี การพูดกันเยอะ ๆ ผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ ๆ เลยก็คืออํานาจในการแต่งตั้งถอดถอน ซึ่งทางท่านกรรมาธิการอาจจะพูดไม่ตรงก็คือว่า การแต่งตั้ง อํานาจแต่งตั้งและถอดถอน ของวุฒิสภา การแต่งตั้งของ ส.ว. มี ๒ ส่วน ในโครงสร้างของ ส.ว. เลือกตั้งที่ท่านกําหนดไว้อย่างนั้น การแต่งตั้งโดยหลักแล้วการที่จะเข้าไปพิจารณาในเรื่องขององค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านั้น จริงครับ ในเรื่องปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้มีการปรับปรุงปี ๒๕๔๐ ซึ่งปี ๒๕๔๐ ปกติ ส.ว. เป็นคนเลือกเอง แล้วก็ให้ความเห็นชอบเอง แต่ขณะเดียวกันปี ๒๕๕๐ ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาปัจจุบันแค่ให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ แต่สุดท้ายอํานาจสูงสุดอยู่ที่ กรรมการสรรหา ตรงนั้นแต่ท่านลองคิดคนที่ได้รับการสรรหาไม่ว่าจะองค์กรอิสระ จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง สุดท้ายพอมีการผ่านกรรมการสรรหาก็ต้องมาให้ ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่ท่านลองคิดนะครับว่าถ้ามีบุคคลที่ยึดโยง หรือมีความ เกี่ยวข้องกับฐานในการเลือกตั้งตรงนั้น โดยหลักการแล้วเขาเข้ามาในสภาเขาอยากให้ คน ๆ นั้นถูก อย่างไรเขาก็ต้องมีการที่ต้องมาคุย ฉะนั้นโดยหลักแล้วถ้าเกิดไม่เห็นชอบขึ้นมา ผมว่าโดยหลักการแล้วผมคิดว่าคนที่เป็นคนมาสมัครเขาคงไม่อยากจะให้ว่าอย่างไรเขาก็ต้อง มาคุย หรือต้องมาทําความเข้าใจกับสมาชิกในกลุ่มนั้น ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ยังอาจจะ ขาดความเป็นกลางได้
อีกประการหนึ่ง ส.ว. ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องขององค์กรอิสระตามที่ท่านพูดนะครับ ผมคิดว่าในกรณีองค์กรอื่น ๆ อย่างเช่น ในเรื่องของคณะกรรมการตุลาการ คณะกรรมการ ศาลปกครอง คณะกรรมการอัยการ อํานาจเรามันไม่มีคณะกรรมการสรรหานะครับ ปกติ ส.ว. เราเปิดรับเองมันเป็นการแต่งตั้งโดยตาม พ.ร.บ. ตรงนั้นเราเปิดรับขึ้นมา แล้วเราเลือก ๒ เท่า ส.ว. ก็จะเลือก ๒ เท่าให้เหลือ ๑ หรือคณะกรรมการ กสทช. เลือก ๒ เท่า หรือว่า ออดิท คอมมิตตี (Audit Committee) ของ กสทช. ตรงนั้นเราก็เลือก ๒ เท่า ตรงนั้น ไม่มีกรรมการสรรหา หรือเลขาธิการ ปปง. เลขาธิการ ป.ป.ท. ผมคิดว่าโดยหลักการแล้ว ไม่ใช่เฉพาะองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นอํานาจของตัว ส.ว. ทางท่านสมาชิกก็ต้องคิดว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็น ส.ว. เลือกตั้งตรงนั้นโอกาสที่จะยึดโยง เพราะว่ากรณีกลุ่ม ในการที่จะเลือกมันใกล้เคียงกับกลุ่มฐานการเมืองของ ส.ส. ซึ่งมันไม่แตกต่างกันเลย แล้วคุณสมบัติที่ท่านกําหนดเผลอ ๆ ต่ํากว่า ส.ส. อีก
-๑๓๔/๑
อีกประการหนึ่งในเรื่องของการถอดถอน ถ้าคุณสมบัติของท่านกําหนด แล้วเป็นกลุ่มเลือกตั้งแบบนี้ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วความเป็นอิสระในการที่จะถอดถอน ถ้ามีความใกล้ชิดทางการเมือง เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะเป็นเครื่องมือได้ เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้วเราจะทําให้การันตีในเรื่องหลักประกันขององค์กรอิสระได้อย่างไร ในเรื่อง ของศาลได้อย่างไร ในเรื่องขององค์กรอิสระได้อย่างไรที่จะไม่ให้ถูกแทรกแซงในเรื่องของ การถอดถอน ผมคิดว่าในอดีตมันมีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเรานําเอาอดีตกลับมาใช้ แล้วยิ่งกําหนด คุณสมบัติแย่กว่าอีก ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นปัญหา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ว่าผมอยากให้ ท่านประธานมองว่าในโครงสร้างตรงนี้เป็นการกระทบองค์กรสูงสุดทางการเมือง ซึ่งสถาปนา โดยประชาชน โดยประชามติ กรรมาธิการแก้เยอะมากขนาดนั้นเลยนะครับ มันมี ความจําเป็นที่ต้องฟังเสียงประชาชนนะครับ ขอบพระคุณครับ
มีผู้ประท้วงท่านครับ
จบแล้วครับ ท่านประธาน
จบนะครับ จบแล้วจะได้ ไม่ต้องประท้วง จบแล้วครับ ท่านสุดท้าย ท่านจิตต์ ศรีโยหะ กระชับเวลานิดหนึ่งครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และพี่น้องประชาชนชาวไทยที่กําลังรับฟังรับชม และพี่น้องชาวจังหวัดมุกดาหารผู้มีพระคุณของกระผม กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ขออภิปรายเป็นคนสุดท้ายในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ จากวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นเวลา ๘๐ ปีครับท่านประธาน ประเทศไทยได้เป็นประเทศที่ปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาเป็นเวลา ๘๐ ปี ในเวลา ๘๐ ปีนี้ผมก็ได้ศึกษาหาความรู้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็เห็นแล้วว่าอํานาจของ พี่น้องประชาชนซึ่งเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับเป็นอํานาจ ของประชาชนอยู่ ๒๐ ปี เป็นอํานาจเผด็จการ ๕๕ ปี และเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบก็คือ เป็นอํานาจของประชาชน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็นอํานาจขององค์กรอิสระอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในการเลือก ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาเกิดขึ้นครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๘๙ มาจนถึงปี ๒๕๔๓ ระยะเวลาก็คือ ๕๓ ปี มีการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภามาโดยตลอด เพราะฉะนั้นระยะเวลา ส.ว. แต่งตั้งมีเวลามา ๕๓ ปี และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติให้มีวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนเป็นครั้งแรก รวมจํานวน ๒๐๐ คนเมื่อปี ๒๕๔๓ นะครับ แล้วก็ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภา รวมจํานวน ๑๕๐ คน มา ๒ รูปแบบครับท่านประธาน รูปแบบที่ ๑ มาจาการสรรหา จํานวน ๗๔ คน โดยประชาชนคนพิเศษ ๗ คนตามรัฐธรรมนูญเรียกว่าองค์กรอิสระ ๗ องค์กร จากการสรรหาครั้งแรกมีผลเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มีวาระอยู่ในตําแหน่ง ๓ ปีครับ ท่านประธาน ครบวาระ ๓ ปีคือเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ แล้วมีการสรรหาเข้ามาใหม่ เป็นครั้งที่ ๒ มีผลบังคับเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ จํานวน ๗๓ คน ในจํานวน ๗๓ คนนี้ มีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๑ ได้สรรหากลับเข้ามาในปี ๒๕๕๔ อีก จํานวน ๓๓ คนครับท่านประธาน และ ๓๓ คนนี้อยู่ในวาระอีก ๖ ปีจะครบวาระในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ จะเห็นว่ามี ส.ว. สรรหา ๓๓ คน จะเป็น ส.ว. ๙ ปีนะครับ นี่ละครับ คือข้อแตกต่าง รูปแบบที่ ๒ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๖ คนจาก ๔๖ จังหวัด มีผู้ใช้สิทธิทั้งหมด ๔๗ ล้านคน ใน ๖๕ ล้านคนนี้ ใช้สิทธิเลือก ส.ว. เลือกตั้ง ๗๖ คนจาก ๗๖ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ถูกกล่าวหาว่า อาศัยฐานเสียงจากนักการเมืองในพื้นที่ ๒. เป็นพวกเดียวกับนักการเมืองในพื้นที่ ๓. วิ่งหา พรรคการเมือง ๔. ซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริตเลือกตั้ง ๕ เป็นทาส ๖. เป็นขี้ข้า ๗. ไม่เป็นกลาง ๘. เป็นระบบอุปถัมภ์ในการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าทั้ง ๆ ที่คุณสมบัติในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่สังกัดพรรคการเมือง และที่สําคัญคือประชาชน เป็นผู้ใช้อํานาจของเขาตัดสินใจเลือกมาด้วยมือและด้วยใจของเขาเอง ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง พูดดูถูกดูแคลนเหยียดหยามประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ๖๕ ล้านคนว่า เป็นคนไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ประชาชนฟังแล้วเสียใจมาก มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายคนพูดว่า การปกครองในรอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาของไทยได้นํารูปแบบมาจากประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษก็คือมีสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนนะครับ แต่ว่ามีอีกสภาหนึ่ง เรียกว่าสภาสูง หรือที่ชาวอังกฤษเรียกว่าสภาขุนนาง พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งมาจากขุนนาง ท่านประธานครับ ท่านรู้ไหม ส.ว. ประเทศอังกฤษ สภาขุนนางมีกี่คน ๘๒๕ คนครับประธาน ๘๒๕ คน ทรงแต่งตั้งมาทั้งหมด แล้ว ๘๒๕ คนนี้นะครับ ถ้าหากว่า เสียชีวิตไป ภรรยา บุตร ญาติพี่น้องสืบทอดอํานาจต่อไปเรื่อย ๆ ๗ ชั่วโคตร ประเทศไทยเรา ใช้อย่างนั้นไหมครับ ไม่ได้ใช้อย่างนั้นนะครับ ประเทศไทยไม่ได้เอามาทั้งหมด แล้วก็ ไม่มีกําหนดวาระสืบทอดตําแหน่งด้วยทายาท แต่ประเทศไทยไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่า ที่ไม่ใช้อย่างนั้นก็คืออย่างนี้นะครับ ไม่ได้เอามาทั้งหมด ขออนุญาตนะครับ เพราะ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดํารัสทรงลงพระราชหัตถเลขา ในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ นาฬิกาว่า อยู่ข้างหน้านี่ละครับ นี่อยู่หน้าห้องประชุมนี้ ในวันที่พระองค์ทรงสละพระราชอํานาจของพระองค์ว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอํานาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลาย ของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อํานาจนั้นโดยสิทธิขาด และไม่ฟังเสียง อันแท้จริงของประชาราษฎร อํานาจนี้ทรงมอบให้ราษฎรนะครับ ท่านประธานครับ ได้ยินหรือยังครับ มอบให้ราษฎร ไม่ได้มอบให้องค์กรอิสระ ได้ยินหรือยังครับ จึงเห็นได้ว่า จากการเลือกตั้งคราวที่แล้วกระผมนี้แหละครับ เป็นเด็กบ้านนอกคอกนาจบการศึกษา ป. ๔ ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือก็ไปบวชเป็นสามเณรเรียน กศน ครับประธาน ๗ ปีครับ จบออกมาก็สึกออกมาแล้วก็เรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง แล้วก็สอบ เป็นนายตํารวจนะครับ แล้วก็ทํางานมา ๒๘ ปี ถึงวันดีคืนดีประกาศรับสมัครเลือกตั้ง วันที่ ๒๒ มกราคม ถึงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ ผมลาออกในวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ เวลา ๙.๐๐ นาฬิกา ไปสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๑๐.๓๐ นาฬิกาประธาน ผมจะไปหาใคร จะไปปรึกษาใคร ไม่ได้ประธานครับ ผมไม่ได้ปรึกษาใคร
ท่านกําลังจะบอกชีวประวัติท่าน นะครับ ท่านเข้าเนื้อหาเลยครับ
ผมเข้าแล้วครับ จึงสะท้อนความจริงให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๑๘ ฉบับเป็นฉบับของผู้มีอํานาจ ซึ่งเรียกว่าคณะบุคคลคณะหนึ่งคณะใด ซึ่งเรียกตนเองว่า คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) คณะปฏิรูปการปกครอง แผ่นดินในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือ คมช. ครับ มีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวเท่านั้นที่เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งร่างโดยตัวแทน ประชาชนที่แท้จริง เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขออีก ๓ นาทีประธาน รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนใช้มาได้ ๙ ปี ที่เหลือยังใช้ไม่ได้ตลอดก็ถูกฉีก ทั้งฉบับนะครับ และยกร่างขึ้นมาใหม่ในปัจจุบัน แต่ผมก็ขอกราบขอบพระคุณนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอกราบขอบพระคุณ ที่มาเป็น ส.ว. ได้วันนี้ก็คือรัฐธรรมนูญนี้ละครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นปัญหาในทางความคิด ของพี่น้องสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง แยกขั้ว แยกข้างอย่างเด็ดขาด อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และยากแก่การที่จะแก้ไขได้ ยกตัวอย่างในปัจจุบันนะครับ สภาผู้แทนราษฎรได้แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ๒ ฝ่ายก็คือ ๑. ฝ่ายรัฐบาล ๒. ฝ่ายค้าน แล้วก็ส่วนที่ ๒ สภาสูงก็แบ่งเป็น ๒ ฝ่ายอีกครับ สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาหรือสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ก็แบ่งมาตลอดครับ ทําอย่างไรจะไปเป็นฝ่ายเดียวกันเสียทีนะครับ นี่ละครับผมจึงมีความคิดเห็นว่ารัฐสภาคือ มหาวิทยาลัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เส้นทางเข้าสู่ประตูมหาวิทยาลัยประชาธิปไตย แห่งประเทศไทยมีอยู่ ๒ ประตู สําหรับสมาชิกวุฒิสภานะครับ ประตูที่ ๑ ก็คือประชาชนทั่วไป สมัครสอบแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ทั้งประเทศแบ่งเป็นสนามสอบ ๗๖ จังหวัด คัดเลือกเอา คนเดียวจังหวัดละ ๑ คน ดีที่สุดในจังหวัดนั้น บริสุทธิ์ยุติธรรมในจังหวัดนั้น โดย กกต. ได้รับรองถูกต้องเข้าสู่ประตูมหาวิทยาลัยประชาธิปไตยแห่งชาติหรือรัฐสภา ๗๖ คน ด้วยมือ ด้วยใจของพี่น้องประชาชนนะครับ ส่วนที่เหลืออีก ๗๔ คน หรือ ๗๓ คนในปัจจุบันนะครับ เข้าประตูที่ ๒ ประตูที่ ๒ ก็คือประชาชนคนพิเศษ ๗ คน แล้วก็มีประชาชนส่วนหนึ่ง ส่งประวัติให้ ๗ คน หรือว่าไปสมัครแล้วนะครับ ๗ คนนี้ แล้วเดินเข้าประตูที่ ๒ ของมหาวิทยาลัยประชาธิปไตยแห่งนี้ ผมจึงเห็นว่าประตูที่ ๒ นี่ถ้าเป็นที่บ้านผมนะครับ ประตูที่ ๑ ก็คือสอบแข่งขันกับบริเวณสนามสอบ ประตูที่ ๒ เข้าด้านหลังไปพบผู้อํานวยการ ไปพบอธิการบดี พูดคุยกัน ๗ คนนี่ละครับ ลูกหลานใคร ลูกท่านหลานเธอ ถ้าบ้านผมเป็น อย่างนั้น แต่ถ้าชาวนาอย่างพวกผมละครับที่มาจากการเลือกตั้งนี่ ผมจะเข้าประตูหลังได้ไหมนี่ ผมว่าไม่มีสิทธิ ไม่มีตัวแทนเกษตรกรเลยนะครับ ยกตัวอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นผู้สอบผ่าน มาจากสาขาอาชีพหลากหลายในครั้งนี้จังหวัดละ ๑ คน มีทั้งนักกฎหมาย มีทนายความ มีครู มีอาจารย์ มีทหาร ตํารวจ แพทย์ พยาบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน นายก อบต. อบจ. เทศบาล มีหมดทุกอาชีพ เกษตรกรก็มีครับ มีหมดทุกคน เอ็นจีโอก็มีนะครับ มีหมดนะครับ อันนี้จึงเห็นได้ว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวมาในวันนี้ ผมคนหนึ่งนะครับ ที่อภิปรายในวันสุดท้ายนี่ วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ หมอเหวงกับคณะนี้มายื่นขอแก้ไข รัฐธรรมนูญที่หน้ารัฐสภา จํานวนประชาชนที่เข้าชื่อกัน ๑๕๐,๐๐๐ คน ตรวจสอบไป ตรวจสอบมาเหลือ ๗๑,๐๐๐ คน ผมนี่ละครับ ขึ้นเวทีไปรับรายชื่อของพวกท่าน เอาเข้ามา ปรากฏว่าไม่ได้หรอกครับ ผมต้องปีนออกหลังสภาไป แล้วก็เข้าวาระไว้ตั้งแต่ปู่ชัยจนถึง วาระสุดท้ายของท่านปู่ชัยนะครับ เข้ามาแล้วมีการแก้ไขเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ผมจําได้ แม่นนะครับท่านประธาน ก็มีการโหวตรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ร่างของประชาชนตกไป ร่างของรัฐบาลผ่าน ร่างของ ส.ส. ที่เป็นฝ่ายร่วมตกครับ เหลือร่างรัฐบาลอย่างเดียว ในการ แก้ไขครั้งนั้นแก้ไข มาตรา ๙๓ ถึงมาตรา ๙๘ ที่มาของ ส.ส. จากเขต ๔๐๐ คน เหลือ ๓๗๕ คน จากบัญชีรายชื่อ ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน แก้ว่าประชาชนได้ประโยชน์ไหมครับ ประชาชน ได้ประโยชน์ไหมตอนนั้น ถ้าจะพูดถึงว่าตอนนี้แก้ที่มาของ ส.ว. นี่ประชาชนได้ประโยชน์ไหม ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ และการแก้ไขครั้งนี้ ขอยืนยันนะครับว่าตามมาตรา ๓๐ ครับ บุคคลย่อมมีความเสมอภาคทางกฎหมายและย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เท่าเทียมกัน เห็นหรือยังครับท่านประธาน ทุกคนมีความเสมอภาคและมีความเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นประชาชนทุกคนมี ๑ เสียง มี ๑ คน มี ๑ เสียง จะใช้เสียง ๒ ครั้งไม่ได้ แต่ว่ามันมีบุคคลพิเศษก็คือองค์กรอิสระนี่ละครับ ใช้สิทธิ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ไปเลือก ส.ว. สรรหามา ๗๔ คนก่อน ครั้งที่ ๒ ไปใช้สิทธิเลือก ส.ว. เลือกตั้ง นี่ละครับท่านประธาน การแก้ไข ๒ ครั้งนี้ ครั้งที่แล้วผมก็เห็นด้วยนะครับ ครั้งนี้ผมก็เห็นด้วย
ท่านจิตต์ครับ มหาจิตต์ ท่านจิตต์ครับ มีคนประท้วงครับ ถ้าท่านจบนาน
ผมขอ ๑ นาทีครับ
ไม่ขอแล้วครับ พอแล้วครับ
จากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้
พอแล้วอย่าก้าวล่วงนะครับ
เดี๋ยวท่านประธาน จากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
คือบรรยากาศกําลังดี
ผมขอสนับสนุนนะครับ ขอสนับสนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพื่อเป็นการคืนอํานาจคืนสิทธิ พี่น้องประชาชนครับ
เชิญ พูดจนได้เรื่องครับ เอาพี่น้องชาวมุกดาหาร ท่านจิตต์พูดจนได้เรื่อง เอาเชิญท่านคุณหมอครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้ว่าท่านจะพูดจบไปแล้วนะครับ แต่ก็ขอประท้วงท่านประธาน ย้อนหลังไปว่าท่านประธานไม่ได้ทําหน้าที่ดูแลดั่งที่วิปได้ตกลงกันไว้นะครับ ประท้วงท่าน ตามข้อ ๕ เพราะว่าท่านผู้อภิปรายพูดนอกประเด็นเรื่อยเปื่อย แล้วก็ขอประท้วงท่าน ในข้อ ๔๓ ด้วยครับ ท่านใส่ร้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ท่านเอาหลักฐานอะไรมาพูด ท่านพูดได้อย่างไร ท่านเคย ไปถามพี่น้องประชาชนหรือเปล่าว่าเขาได้ประโยชน์อะไรหรือเปล่านะครับ ก็ขอให้เป็น บรรทัดฐานนะครับที่ท่านประธานจะต้องจัดการกับ ถ้าปล่อยให้คนที่พูดใช้ลีลาโวหาร แล้วพูดเรื่อยเปื่อยออย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วยความสนุก ด้วยความมัน มันไม่ได้เกิดอะไร ไม่ได้ เกิดประโยชน์อะไรกับสภานะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานนะครับให้ท่านดูแลการประชุม ในครั้งต่อไปด้วย
ครับ ขอบคุณครับ คุณหมอสุกิจ ขอบคุณมากครับ ผมเตือนหลายหนแล้วนะครับว่าเขากําลังเล่าชีวประวัติ ท่านครับบรรยากาศกําลังดี ๆ นะครับ การพิจารณาในมาตรา ๓ จบนะครับ ผมปิด การอภิปรายนะครับ เชิญประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓ แก้ไข ๒ มาตราครับ คือมาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ กรรมาธิการก็ดําเนินการตามหลักการ ที่รัฐสภาได้ให้ไว้นะครับ ก็คือให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ก็กราบขอบพระคุณนะครับ ทุก ๆ ความเห็นที่ได้เสนอรูปแบบการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งกรรมาธิการได้พิจารณาฟังเหตุฟังผลแล้ว กรรมาธิการเสียงข้างมากขอยืนตามร่างของกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะขอมตินะครับ แต่ก่อนขอมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกครับ ท่านที่อยู่ นอกห้องประชุมเชิญเข้าห้องประชุมครับ เมื่อเข้ามาแล้วขอทุกท่านได้แสดงตนครับ ขอให้ท่าน แสดงตนนะครับ แล้วท่านอย่าเพิ่งไหนนะครับ จนกว่าจะบอกเลิกประชุมนะครับ ห้ามไปไหน เด็ดขาดครับ ท่านใดยังไม่แสดงตนครับ เชิญครับ แสดงตนเรียบร้อยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ส่งผลแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ๓๘๓ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมจะขอมติในมาตรา ๓ นะครับ ผมจะขอมติดังต่อไปนี้นะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรให้คงมาตรา ๓ ไว้ตามร่าง ของกรรมาธิการให้กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยก็คือเห็นด้วยกับผู้สงวน คําแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดประสงค์ที่จะ งดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านลงมติเรียบร้อย หรือยังครับ ท่านใดที่ยังไม่ลงมติและประสงค์ที่จะลงมติ เชิญท่านกุลเดช เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ บัตรผมเสียครับ ผมไม่เห็นด้วยครับ ท่านประธาน
ไม่เห็นด้วยนะครับ บวกไป ๑ นะครับ ถ้าทุกท่านลงมติเรียบร้อยแล้วปิดการลงมติ ส่งผลครับ ผู้เข้าประชุม ๕๑๘ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการในมาตรา ๓ นะครับ ๓๔๔ ไม่เห็นด้วย ๑๔๐ งดออกเสียง ๓๒ ไม่ลงคะแนน ๒ เป็นอันว่าที่ประชุมได้ผ่านมาตรา ๓ ก็คือการแก้ไข มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ นะครับ
ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๔ เลย เพราะเนื่องจากว่า มาตรา ๔ นั้น เป็นการยกเลิกคณะกรรมการสรรหา เนื่องจากว่าในหลักการใหญ่คือมาตรา ๓ นั้น ก็คือ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ ก็คือให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. จากประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้นผมจะขอ มติต่อนะครับ คือท่านจะอภิปรายอย่างไรไม่ได้ เพราะว่ามันถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านสมาชิกครับถ้าท่านใดเห็นด้วย ท่านประท้วงอะไรครับนี่มันเป็นหลักของกฎหมายนะครับ ท่านประเสริฐ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ มาตรา ๔ มีผู้แปรญัตติตามรายงานหลายท่านครับ แล้วท่านประธานจะลงมติได้อย่างไรครับ ท่านประธานก็ต้องให้สิทธิสมาชิกที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ แสดงความคิดเห็นก่อน ถูกไหมครับ เป็นไปตามหลักการข้อบังคับ ถูกไหมครับ
ผมขอชี้แจงนะครับ และขออย่างนี้นะครับ เนื่องจากว่ามาตรา ๓ ในหลักการก็คือเป็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ก็คือให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน แล้วก็มาตรา ๑๑๒ เป็นการอธิบายถึง เขตเลือกตั้งและวิธีการได้มา วิธีการนับจํานวน ส.ว. เพราะฉะนั้นเมื่อที่ประชุมได้เห็นชอบ ก็คือให้มี ส.ว. เลือกตั้ง ก็หมายความยกเลิก ส.ว. สรรหา เพราะฉะนั้นมาตรา ๔ นั้น ก็คือ คณะกรรมาธิการบอกให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ก็คือยกเลิกคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ก็ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นท่านอภิปรายอย่างไรก็อภิปรายไม่ได้ ถูกไหมครับ เพราะนี่คือหลัก ไม่ได้อยู่แล้วครับ ท่านอภิปรายสิ่งที่ไม่มีตัวตนแล้วครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ถูกแก้ไขโดยมาตรา ๓ ท่านไม่มีทางครับ ท่านอภิปรายไม่ได้นะครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธานอย่ามีอาการมากครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ ท่านลองอ่านรายงานนะครับ คําแปรญัตติที่มีการสงวนความเห็นและสงวน คําแปรญัตติมี ๒ แบบ แบบหนึ่งจะมีหมายเหตุข้างหลังว่าประธานคณะกรรมาธิการเห็นว่า ขัดหลักการ ก็คือประเด็นที่ท่านประธานพูด แต่ไม่ใช่ทุกคนนะครับ เพราะบางคนเขาเสนอ แปรญัตติกลับเข้าไปเป็นลักษณะการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งตามวิธีการที่เขาเสนอครับ
เชิญประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย
เดี๋ยวท่านประธานสามารถ ให้ท่านมณเฑียรประท้วงก่อนครับ เชิญท่านมณเฑียรครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาภาคอื่นครับ กระผมขอประท้วงท่านประธานนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้แปรญัตติ และสงวนคําแปร โดยกระผมได้เสนอวิธีการที่จัดทําบัญชีรายชื่อเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๓ ซึ่งกระผมได้แปรญัตติไว้ก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นการแปรญัตติตาม มาตรา ๔ ของกระผมนั้นไม่ได้ขัดต่อหลักการการเลือกตั้งแต่ประการใดครับ ขอบพระคุณมากครับ
อย่างนี้ครับ คือผมให้ ประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงหน่อยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกนะครับ ใน มาตรา ๔ จะเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๓ และ มาตรา ๑๑๔ พูดถึงคณะกรรมการสรรหา สมาชิกวุฒิสภา ขณะนี้ในเมื่อมาตรา ๓ ซึ่งเป็นมาตราหลักที่เราไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งของราษฎรโดยตรงนะครับ ฉะนั้น ท่านใดก็ตามที่แปรญัตติและสงวนไว้ที่จะพูดถึงเรื่องการสรรหา ไม่ว่าท่านจะสรรหา บุคคลมาจากองค์กรอะไรก็ตามนะครับ ขณะนี้เนื่องจากมาตราหลักได้เปลี่ยนไป เสียงข้างมากของรัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบให้มาจากการเลือกตั้งของราษฎรแต่เพียงแห่งเดียว ฉะนั้นคําแปรญัตติใด ๆ ก็ตามที่ท่านสงวนไว้ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องอภิปรายชี้แจงนะครับ เพราะว่ามันจะไม่มีการนํา ส.ว. มาจากกลุ่มอาชีพหรืออะไรทั้งนั้น มาอย่างเดียวคือมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของราษฎร ฉะนั้นมาตรา ๔ ท่านประธานครับ คงไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องให้ผู้สงวนได้อภิปราย แต่ถ้าสมมุติ มาตรา ๓ ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้มีมติให้ ส.ว. ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของจังหวัด อีกส่วนมาจากการเลือกผ่านองค์กรอาชีพ อย่างนั้นละครับท่านก็มีสิทธิที่จะอภิปรายมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ฉะนั้นกราบเรียนมา เพื่อโปรดพิจารณาครับท่านประธาน
ยังมีผู้ประท้วงครับ ท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานวุฒิสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๕ ท่านประธานมีหน้าที่จะต้องดําเนินการประชุมให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ท่านประธานเคยได้พูดแล้วนะครับว่าจะให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิที่ขอแปรญัตติ ไว้ได้มีโอกาสพูด ผมก็พยายามดําเนินการตามนั้นนะครับ ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๔ ในมาตรา ๓ ผมก็พยายามพูดจํากัดขอบเขตให้อยู่ในเฉพาะ มาตรา ๓ ซึ่งผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมอนุญาตกราบขอเรียนท่านประธานว่าผมใช้เวลาไม่มาก ส่วนใหญ่ผมพูด ไม่เก่งครับท่านประธาน ก็ขอได้เปิดโอกาสให้ผมซึ่งขอแปรญัตติไว้ได้มีโอกาสอภิปราย ในมาตรา ๔ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนครับ
เดี๋ยวครับท่านสุรศักดิ์ ผมวินิจฉัยก่อนนะครับ คือในมาตรา ๓ เป็นการเลือก ส.ว. เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นการใดก็แล้วแต่ที่ท่านได้ขอแปรญัตติเอาไว้ที่จะสรรหา ท่านทําไม่ได้อยู่แล้วครับ ท่านสุรศักดิ์ครับ เดี๋ยวให้ท่านสุรศักดิ์เดี๋ยวให้ท่านสุรศักดิ์ท่านชี้แจงก่อนนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ข้อมูลที่ผมจะเรียนนําเสนอท่านประธาน มันสั้นนิดเดียวนะครับ แล้วมันก็มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ถ้าเผื่อสมมุติท่านประธานตัดสิทธิตรงนี้ ผมไม่ทราบว่า ท่านประธานละเมิดสิทธิของสมาชิกวุฒิสภาหรือเปล่า หรือสมาชิกรัฐสภาหรือเปล่าในการที่จะ ออกความเห็นสั้น ๆ ท่านประธานครับ
เอาอย่างนี้ ก็คือท่าน แปรญัตติไว้อย่างไรไม่ทราบ เพราะว่าเนื่องจากว่า ส.ว. สรรหาถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องมีกรรมการสรรหาอีก
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานมองเห็นว่า ส.ว. สรรหาผิด ความจริงผมก็ได้ กราบเรียนท่านประธานหลายครั้งแล้วว่า ส.ว. สรรหาที่มาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันก็ ยึดโยงกับประชาชน เพราะว่าเขาต้องได้รับผ่านจากองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นนิติบุคคลเสนอชื่อ ขึ้นมา ขณะนี้การเลือกตั้งผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้อธิบายแล้วว่ามันมีวิธีการหลายอย่าง ท่านประธานและท่านกรรมาธิการติดยึดอยู่กับการเลือกตั้งเชิงพื้นที่อย่างเดียว ภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่าตัวจีโอกราฟฟิคอล คอมมิวนิตี้ (Geographical community) อันนี้มันเหมาะ สําหรับสมัยโบราณ ท่านประธานครับ ประชากรต่าง ๆ อาชีพไม่มากหลากหลายก็อยู่ตามพื้นที่ ท่านก็ติดอยู่ตรงนี้ ปัจจุบันมันมีมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ
เอาอย่างนี้
ท่านประธาน ฟังครับ การเลือกตั้งไม่จําเป็นที่จะต้องติดเชิงพื้นที่ ท่านถามพวกที่เรียนรัฐศาสตร์มาจะทราบ โลกสมัยใหม่นี่นะครับ มิติทางด้านสังคม
ท่านสุรศักดิ์ครับ หมดไป แล้วครับ วิธีการนั้น เพราะว่ามันลงมติไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผมให้ทางนี้บ้าง ท่านอย่าไปพูดเผด็จการรัฐสภานะครับ ผมดําเนินการตามวาระประชุมนะครับ เดี๋ยวผมเอา ตามรายชื่อนี่นะครับ คุณหมอชลน่านก่อนครับ แล้วก็ท่านสุรชัย ท่านจุฤทธิ์อะไรอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวท่านสุรชัยต่อจากหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในประเด็นเรื่องของการพิจารณาในมาตรา ๔ ประเด็นที่ ท่านประธานได้ยึดถือเอาการลงมติในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ เกี่ยวเนื่องมาในมาตรา ๔ โดยข้อเท็จจริงผมเองก็พยายามดูรายละเอียดกับที่สมาชิกได้ แปรญัตติเอาไว้ เสมือนที่ท่านหัวหน้าฝ่ายค้านได้กรุณาแจ้งต่อสภาว่ามีการแปรญัตติ ในลักษณะเป็นการกําหนดการเลือกตั้งขึ้นมา ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ นะครับ มาตรา ๔ เป็นการยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ สาระคือกรรมการสรรหา และกระบวนการการสรรหาในมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๔ ว่าด้วยเรื่องกระบวนการ หลักเกณฑ์ และวิธีการการสรรหา มาตรา ๑๑๓ ว่าด้วยคณะกรรมการ เพราะฉะนั้น การแปรญัตติของเพื่อนสมาชิก ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ดูในรายละเอียด เขาเอาวิธีการเลือกตั้งมาแปรญัตติในมาตรา ๔ ไปแก้ไขมาตรา ๑๑๓ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว การที่จะแปรญัตติเรื่องการเลือกตั้งควรจะไปแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งเราลงมติไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าลงมติมาตรา ๑๑๒ ไปแล้ว กระบวนการ วิธีการเลือกตั้งถือว่าจบไปตามนั้น เพราะต้องเลือกตั้งทางตรงและลับ จะมาเลือกกลุ่ม จะมาเลือกแบบบัญชีรายชื่ออีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านประธานวินิจฉัยผมว่าชอบ ก็อยากให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ เราไม่ได้รังเกียจเรื่องของที่มา แต่เราเอาหลักการของการตรากฎหมาย ถ้าสมมุติหลักการใหญ่ มันถูกวินิจฉัยโดยสภาไปเรียบร้อยแล้ว หลักการที่เกี่ยวเนื่องที่มันขัดหรือแย้งไปก็ต้องตกไป เราก็น่าจะถืออย่างนั้น ไม่ได้ไม่ให้สิทธินะครับ แต่ว่าการให้สิทธิอภิปรายไปแล้ว สภาได้ลงมติ ไปแล้ว ก็เหมือนกับทวนย้อนกลับมาเพื่อมาพิจารณาเรื่องเดิมอีก ท่านต้องยอมรับนะครับว่า ท่านแปรญัตติ ผมยกตัวอย่างครับ แปรญัตติเรื่องการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ในการแก้ไข มาตรา ๑๑๓ ในรัฐธรรมนูญเดิมในมาตรา ๔ อย่างนี้ครับ การแปรญัตติอย่างนี้มันเข้ากับเรื่อง การแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ไปแล้ว มาตรา ๑๑๒ เขียนชัดเจนครับว่าด้วยวิธีการเลือกตั้ง เราพูดกันไปแล้ว ลงมติไปแล้วครับ ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัย ผมว่าเรื่องนี้เราน่าจะเป็น ที่ยอมรับกันครับ เพื่อเราจะได้ประหยัดเวลา แล้วจะได้พักผ่อนตอนสี่ทุ่มครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ผมก็วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ท่านสุรชัยครับ ผมเรียกตามนี้นะครับ ท่านประท้วงทุกคน ผมก็ตามที่เขาขึ้นมาให้ผมนะครับ ท่านสุรชัย เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะเลขานุการวิปวุฒิสภา และกรรมการวิป ๓ ฝ่าย ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกในห้องประชุมดังนี้ครับว่า อยากจะให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อที่ ๓๑ ก็คือการปรึกษาหารือ และอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ในข้อ ๙๙ ที่เพื่อนสมาชิก ได้ทักท้วงว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นจะต้องให้มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือมีการสงวนความเห็นไว้ได้มีการแปรญัตติ แต่ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติ เป็นอย่างอื่น ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ผมคิดว่าที่ประชุมนี้จะต้องมีญัตติในประเด็นที่ท่านประธานได้กล่าวถึงว่าในมาตรา ๓ นั้น ในที่ประชุมให้ความเห็นว่าเห็นชอบตามมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ แล้ว และในมาตรา ๔ ในหลักการของการแปรญัตตินั้นเมื่อมาตรา ๓ ที่ประชุมเห็นชอบแล้ว มาตรา ๔ นั้น เป็นอันว่าต้องตกไป ซึ่งการแปรญัตติตามข้อกฎหมายนั้น ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านนั้น มีความเข้าใจอย่างแน่นอน เพราะในมาตรา ๔ นั้น เราจะพูดถึงกรรมการสรรหาว่ามีองค์กรใดบ้าง ที่จะเป็นตัวแทน ๗ ท่าน ในการสรรหา และมาตรา ๑๑๔ นั้น ก็จะพูดถึงว่า ส.ว. สรรหานั้น จะมาจากภาคส่วนใดบ้าง ฉะนั้นเมื่อมาตรา ๓ เราเห็นชอบแล้วนั้น มาตรา ๔ นั้นก็จะแปรญัตติ เราจะแปรญัตติอย่างไร เพราะผมได้อ่านในเล่มการแปรญัตติในนี้นะครับ ก็เกี่ยวกับกรรมการ สรรหา และที่มาของ ส.ว. สรรหา ดังนั้นผมเองก็อยากจะเสนอท่านประธานดังนี้ครับว่า อยากจะเสนอเป็นญัตติ เพื่อให้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสมบูรณ์มากขึ้น ก็คือให้ ท่านประธานนั้นได้วินิจฉัย และเป็นญัตติที่จะเสนอลงมติในมาตรา ๔ ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ขอบคุณมากครับ
ครับ มีผู้เสนอญัตตินะครับ ขอให้ลงมติในมาตรา ๔ นะครับ มีผู้รับรองถูกต้อง มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ผู้ประท้วง ผมก็จะให้ ท่านจุฤทธิ์ ทีละคนนะครับ ท่านอย่าได้ตะโกนนะครับ เสียมารยาทอย่างที่สุด ผมบอกแล้ว ผมบอกว่าผมดําเนินการตามนี้นะครับ ท่านจุฤทธิ์ แล้วก็ท่านวิรัตน์ เอา ๒ คนนี้ก่อน เชิญครับ ไม่ต้องครับ ท่านกรุณารักษามารยาทหน่อย เชิญทางนี้ครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผล อย่างน้อย ๒ ข้อครับ ที่จะเรียนทําความเข้าใจกับท่านประธานนะครับ ผมกราบเรียน ให้ท่านประธานเปิดเอกสารในหน้าที่ ๕๘ ครับ ท่านเปิดดูนะครับ ในย่อหน้าที่ ๒ ครับ มีสมาชิก ๔๐-๕๐ ท่าน เช่น นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ นายปรีชา มุสิกุล ไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนบรรทัดสุดท้าย นายวิรัตน์ กัลยาศิริ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกุลเดช พัวพัฒนกุล นางสาวบุญธิดา สมชัย ดังกล่าวนี้ครับ ได้แปรญัตติไว้ และขอสงวนคําแปรญัตติไว้นะครับ แล้วก็ไม่ขัดกับหลักการครับ ผมอ่านสั้น ๆ ครับ แปรญัตติไว้ดังนี้ครับ มาตรา ๑๑๓ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ (๒) ให้ใช้ เขตประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้ง แสดงว่ายังสนับสนุนเรื่องการเลือกตั้งครับ ไม่ใช่เป็นการ สนับสนุนวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา นั่นคือเหตุผลข้อที่ ๑ ครับ คือไม่ขัดกับหลักการ
เหตุผลประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ท่านประธานได้วินิจฉัยไว้แล้ว เบื้องต้นครับ ก่อนที่จะมีการประชุมวิป ๓ ฝ่าย โดยมีท่านรองฯ เจริญเข้ามาเป็นตัวแทนใน การเจรจา ทําให้เราสามารถแปรญัตติอภิปรายได้ในมาตรา ๒ ทั้ง ๕๗ ท่านที่ขัดกับหลักการ รวมทั้งสมาชิกท่านอื่นทั้งสภา ผมเลยอยากให้ท่านประธานรักษาหลักการเดิมไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาในการพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ
ท่านวิรัตน์ครับ
ขออนุญาตนะครับ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงความเห็นของท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานดูรายงานแล้วนะครับ ดูรายงานของกรรมาธิการแล้ว มีการเสนอการเลือกตั้ง อยู่ในหลักการนะครับ เสนอเลือกตั้ง ๑. เลือกตั้งตรง ๑๐๐ คน ๒. เลือกตั้งจากกลุ่มอาชีพอีก ๑๐๐ คน ในมาตรา ๑๑๓ นี้เองนะครับได้เสนอว่าในการ เลือกตั้งกลุ่มอาชีพควรจะทําอย่างไร ซึ่งตรงนี้ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการก็ได้พิมพ์ ข้อความ พิมพ์รายชื่อกรรมาธิการหรือสมาชิกที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็คณะกรรมาธิการที่ได้สงวน ความเห็นไว้นะครับ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อ ๙๙ ให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะ ถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือที่มีการสงวน ความเห็นไว้ อันนี้ตรงไปตรงมาเลยครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการที่ประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการยอมรับโดยได้พิมพ์ไว้ในรายงานนี้นะครับคือยอมรับว่า มีสมาชิกรัฐสภาเสนอความเห็นว่าควรจะมีการเลือกตั้งจากกลุ่มอาชีพอีก ๑๐๐ คน และได้เสนอ ว่าเลือกตั้งอย่างไร เพราะว่าในมาตรา ๔ ซึ่งบัญญัติเป็นมาตรา ๑๑๓ เป็นกระบวนการ เลือกตั้ง วิธีการเลือกตั้งของกลุ่มอาชีพ ซึ่งถ้าดูในรายละเอียดแล้วก็จะมีสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่าเกือบ ๑๐๐ ท่านที่สงวนความเห็นไว้ เพราะฉะนั้นโดยข้อ ๙๙ นะครับ ท่านประธานคงไม่มีทางเลือกอย่างอื่นครับท่านครับ ท่านคงต้องอนุญาตให้สมาชิกรัฐสภา ได้มีการอภิปรายตามความเห็นที่สงวนไว้นะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ท่านประธานครับ จะต้องเปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายความเห็นอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาตามที่ได้สงวนไว้ครับ
ผมให้ทางนี้ประท้วง ๒ คน นะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะให้ประธานคณะกรรมาธิการชี้แจง และผมจะกลับไปทาง ส.ว. ที่ประท้วงอีก ๒ คน แล้วก็กลับมาใหม่นะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ จริง ๆ แล้วก็เป็นหลักตรรกะง่าย ๆ นะครับ คือในมาตรา ๓ ถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากแพ้เสียงของรัฐสภา ไม่ให้เลือกตั้ง จากประชาชน ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งโดยตรง จะใช้วิธีส่วนหนึ่งจากจังหวัด อีกส่วนหนึ่ง จากกลุ่มอาชีพ ถ้าแบบนั้นนะครับ มาตรา ๔ ท่านทั้งหลายที่สงวนไว้ก็มีสิทธิที่จะเลือกเอา แบบใดแบบหนึ่งจะอภิปรายอย่างไรก็ว่ามา แต่วันนี้ขณะนี้เราลงมติไปแล้ว เมื่อมาตรา ๓ คงตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากก็แปลว่ามี ส.ว. ๒๐๐ คนมาจากราษฎรเลือก โดยตรง และใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มันเป็นอื่นไม่ได้นะครับ ฉะนั้นพอมาถึงมาตรา ๔ ท่านวิรัตน์ ด้วยความเคารพ ท่านเป็นนักกฎหมายท่านก็คงทราบนะครับว่าถ้าสมมุติ ผมทํารายงาน ผมไม่ลงคําแปรญัตติและคําสงวนไว้ในมาตรา ๔ เกิดมาตรา ๓ รัฐสภา ไม่เอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วจะไปเดินมาตรา ๔ อย่างไร ฉะนั้นผมก็ให้ผู้เสนอ แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็น ก็ใส่ไว้ในรายงานมาตรา ๔ เผื่อท่านชนะมาตรา ๓ ก็จะเดินมา มาตรา ๔ ได้ ก็เป็นตรรกะง่าย ๆ ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
คุณหมอเฉลิมชัยก่อนครับ เชิญคุณหมอเฉลิมชัยครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่สนใจหรอกครับว่าท่านจะลงมติในมาตรา ๔ หรือไม่ อย่างไร แต่ผลที่จะตามมาที่ขออนุญาตกราบเรียนและนักกฎหมายในรัฐสภาแห่งนี้ช่วยกรุณา ตอบคําถามผม รวมทั้งประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการทั้งหมด สิ่งที่ท่าน แก้ไขเอาไว้ในมาตรา ๔ คือการยกเลิกบทบัญญัติที่ว่าด้วยกรรมการสรรหาและอํานาจหน้าที่ ของกรรมการสรรหา แต่ท่านประธานครับ ถ้าเราผ่านการลงมติในมาตรา ๔ ที่ว่าด้วย การยกเลิกกรรมการสรรหาไปแล้ว ผมขอคําถามไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าในมาตรา ๒๔๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนการสรรหา หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาผู้ใดให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้น สิ้นสุดลง นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง และให้ดําเนินการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่ แทนตําแหน่งที่ว่าง บทบัญญัตินี้ท่านยังคงค้างไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรฐานการร่าง กฎหมาย มาตรฐานการตรากฎหมายเป็นอย่างไร ท่านแก้ไขในบทบัญญัติมาตรา ๒๔๑ แต่ท่านไม่ได้แก้ไขในมาตรา ๒๔๐ ท่านไม่ได้แตะมาตรา ๒๔๐ เลยด้วยซ้ํา ท่านจะปล่อยให้ บทบัญญัตินี้ มาตรานี้ค้างคาเป็นขยะอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วท่านจะปิดปากไม่ให้ สมาชิกรัฐสภาอภิปรายมาตรา ๔ ในการแก้ไขยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้อย่างไร ท่านจะปล่อยให้บทบัญญัตินี้ค้างคาไว้อย่างนี้ โดยที่ ไม่แตะต้องเลย มันจะเป็นมาตรฐานการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เป็นแม่บทสูงสุด ของการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยไว้ได้อย่างไร นี่หรือครับคือการร่าง กฎหมายของท่าน ขอบพระคุณครับ
ให้ประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจงก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอความกรุณาท่านได้กรุณาไปดู มาตรา ๑๐ ซึ่งยังไม่ถึง ในมาตรา ๑๐ นี้ บัญญัติชัดเจนในวรรคสองบอกว่า ในกรณีการดํารง ตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้ง หรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนตําแหน่งที่ว่าง มีคําตอบอยู่แล้วครับ ถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไข เราประกาศใช้บังคับ เกิดมีการว่างลงของวุฒิสภาสรรหาก็ไม่ต้องไปสรรหาแล้วครับ ให้เหลืออยู่เท่าที่เหลือละครับ ขอบคุณครับ
ประท้วง ต่อไปท่านสมชาย ครับ เดี๋ยวท่านสมชายเสร็จ ท่านวิชาญเสร็จ แล้วท่านมาที่คุณหมอนะครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุผลที่ผมต้องลุกขึ้นประท้วง ท่านประธาน ก็เพราะว่าท่านประธานกําลังจะโหวตมาตรา ๔ ซึ่งผมคิดว่าระหว่างนั้น ท่านประธานกําลังฟังความคิดเห็นของสมาชิก ซึ่งก็ประกอบด้วยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านซึ่งเป็น ส.ส. แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา บังเอิญท่านประธานเปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกท่านหนึ่งเสนอญัตติ ซึ่งผมคิดว่าเรายังไปไม่ถึงตรงนั้นนะครับ ต้องขออภัยท่านสมาชิกรัฐสภา ซึ่งต้องค้านท่านประธาน เพราะว่าหลายครั้งแล้วครับที่มันจะเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น ซึ่งผมจําเป็นต้องพูดนะครับ เพราะว่าถ้าเราเดินกันต่อไปได้เหมือนที่เดินมาทั้งวันนี้นะครับวันนี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร เรากําลังถกเถียงกันว่ามาตรา ๔ มันต่อเนื่องจากมาตรา ๓ เป็นไปได้หรือไม่ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ มาตรา ๓ ที่ท่านโหวตกันไปนั้นก็อยู่ในแค่วาระที่สอง จะบอกว่ารับหลักการ ในวาระที่สาม จนเรียบร้อยแล้วหรือไม่ ผมต้องเรียนว่ายังนะครับ เพราะฉะนั้นมีความเห็น ที่ต่างได้ รวมถึงไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่ต้องไปทําเรื่อง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มา ก็ยังต้องมีปัญหาอีกนะครับ ท่านประธานครับ เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันครับว่าเราดําเนินการตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งก็คงต้องไม่พูดนะครับ ว่ามีวิธีการในขั้นตอนพิจารณาอย่างไร ผมว่าเรายึดตรงนี้เป็นตัวหลัก แต่ท่านประธานครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๙๙ มันชัดเจนมากครับว่าเราพิจารณาเรียงลําดับตามมาตรา แล้วให้สมาชิกรัฐสภา อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือที่มีการสงวนความเห็นไว้ จริงอยู่ครับท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงแล้ว แต่ผมเรียนครับว่า ท่านจะอนุมานเอาเองไม่ได้ว่าหลักการเรื่องการสรรหาหมดไปแล้ว ท่านดูสิครับว่าสมาชิกหลายท่าน ขอยกตัวอย่างเพียงแค่ ๒-๓ ท่านนะครับ ท่านธานี อ่อนละเอียด ขอแปรญัตติให้มาตรา ๑๑๓ ยกเลิกนะครับ แล้วให้มาตรา ๑๑๓ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อ ผู้สมัคร รับเลือกตั้งที่คณะกรรมการเลือกตั้งจัดทําขึ้นผู้ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่าง ๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่นที่เป็นประโยชน์ในการ ปฏิบัติการตามอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เลือกบัญชีรายชื่อได้ภาคละไม่เกินสิบห้าคนและให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง มาตรา ๑๑๔ บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๑๓ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําขึ้น ภาคละหนึ่งบัญชี บัญชีละไม่น้อยกว่าสามสิบคน และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ รายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๑๓ ก่อนวันเปิดสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งของภาคใดที่ได้ประกาศไว้แล้ว ถ้าปรากฏว่าก่อนหรือในวันเลือกตั้งมีเหตุไม่ว่าด้วยประการใดที่มีผลทําให้บัญชีรายชื่อของ ภาคนั้นมีจํานวนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่ครบตามจํานวนที่ประกาศไว้ ให้ถือว่า บัญชีรายชื่อของภาคนั้นมีจํานวนผู้มีสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเท่าที่มีอยู่ และในกรณีนี้ ให้ถือว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ หลักเกณฑ์และวิธีการการเลือกตั้ง เงื่อนไขในการจัดทําบัญชีรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ คือที่ผมไม่ได้อ่านทั้งหมดแต่ผมกราบเรียนครับว่า ท่านสมาชิกยกตัวอย่างท่านธานีเพียงท่านเดียว ความจริงมีอีกเยอะมากเลยครับที่แปรญัตติ แตกต่างจากกรรมาธิการ ไม่ได้พูดเรื่องการสรรหาแต่พูดเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ สิทธิเหล่านี้ของท่านสมาชิกยังคงอยู่ครับในการที่จะ สงวนและไม่เห็นตรงกับกรรมาธิการ แล้วก็มีหลายครั้งครับว่าเมื่อสมาชิกอภิปรายแล้ว สมาชิกรัฐสภาเปลี่ยนตามสมาชิกที่เห็นแย้งกับกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เราไม่ได้ หมายความว่าเราเดิน มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ ไปแล้ว มาตรา ๔ จะเปลี่ยนอย่างที่ ท่านสมาชิกธานี อ่อนละเอียด เสนอไม่ได้ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าเรื่องเหล่านี้ ยังอยู่ในประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าเราไม่สามารถเดินอย่างที่ท่านประธานว่าโดยการโหวต มาตรา ๔ ไปได้เลยครับ จําเป็นต้องมีการอภิปรายโดยให้ผู้สงวนความเห็นได้แสดง ความคิดเห็นต่อสภาก่อน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวท่านวิชาญ คุณหมอสุกิจ ครูมานิตย์ ท่านชาดา ท่านจุฤทธิ์ จะใครก่อนครับ ท่านวิชาญ ท่านชาดา คุณหมอก่อนแล้วท่านชาดา ท่านวิชาญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ได้ขอแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๔ โดยมีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ท่านประธานครับ บังเอิญถ้าดูข้อเท็จจริง ในผู้แปรญัตติในมาตรา ๔ ตั้งแต่หน้า ๕๖ ถึงหน้า ๖๗ ท่านประธานครับ ก็เป็นการแปรญัตติ ในมาตรา ๔ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ถ้าดูตามนี้จะแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม ท่านประธานครับ
กลุ่มที่ ๑ ก็คือว่าขอกลับไปใช้รัฐธรรมนูญเดิม คือให้ตัดออกทั้งมาตรา คือกลับไปใช้มาตราเดิมก็คือมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ คือให้คงมีกรรมการสรรหา และมีวิธีการสรรหาอยู่เหมือนเดิม
กลุ่มที่ ๒ แปรญัตติ ซึ่งขัดกับหลักการ ก็คือให้มีการสรรหา ทั้งมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ซึ่งสอดรับกันอยู่
แล้วก็กลุ่มที่ ๓ ให้มีการเลือกตั้งอยู่ในหลักการ แต่การเลือกตั้งนี้มี ๒ แบบ คือแบบที่ ๑ ก็จะเป็นแบบจังหวัด อีกแบบหนึ่งก็จะเป็นแบบสาขาอาชีพบ้าง บัญชีรายชื่อบ้าง แบบกลุ่มจังหวัดบ้าง แบบใช้เขตประเทศบ้าง
ซึ่งทั้งหมดนี้ทั้ง ๓ กลุ่มท่านประธานครับ ถ้าเรากลับไปดูมาตรา ๓ คือ มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ มันมีความเบ็ดเสร็จในตัวของมันเองอยู่แล้วครับท่านประธาน มาตรา ๑๑๑ ก็คือว่าให้มีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จํานวน ๒๐๐ คน มาตรา ๑๑๒ บอกว่ามาตรา ๑๑๒ บอกว่า ๒๐๐ คนนี่ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า ทั้ง ๒๐๐ คนนะท่านประธาน มาจากเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดหนึ่งอาจจะมี มากกว่า ๑ คนก็ได้ แต่สิทธิในการเลือกนี้ประชาชน ๑ คนมีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภา ๑ คน ฉะนั้นในมาตรา ๑๑๒ มันไม่สามารถที่จะทําให้มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ที่มีการแปรญัตติหรือสงวนคําแปรญัตติ สามารถเดินต่อไปได้ เพราะว่ามันจะบังคับว่า ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งแบบเขตจังหวัด เท่านั้น ฉะนั้นการเลือกตั้งที่แปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติทั้งหมดนี้ รวมทั้งของผมด้วย ที่มีการสรรหาก็ดี ที่มีการเลือกตั้งก็ดี ที่มีการเลือกตั้งแบบใช้เขตอื่นที่ไม่ใช่เขตจังหวัดก็ดี มันตกไปแล้วครับ ท่านประธานครับ ฉะนั้นท่านที่จะขอใช้สิทธิอภิปรายมันไม่เกี่ยวกับการที่ จะถูกตัดสิทธิขัดหลักการหรืออย่างไร แต่มันด้วยขัดกับหลักกฎหมายที่เพิ่งลงมติไปเมื่อสักครู่ ท่านประธานครับ คืออันนี้เป็นหลักการทั่วไปในการตรากฎหมายนะครับ เราเรียงลําดับมาตรา ตามข้อ ๙๙ ของข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อเราลงมติมาตรา ๓ ไปแล้ว ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ มันเป็นคําตอบสุดท้ายว่ามาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ไม่สามารถที่จะหยิบยกมาพิจารณาต่อไปได้ เพราะว่าจะขัดกับมาตราที่มีอยู่แล้ว ที่ลงมติไปเรียบร้อยจึงขอให้ท่านประธานดําเนินการต่อโดยการขอมติครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ยังมีผู้ประท้วงอยู่ ต่อไป คุณหมอสุกิจครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ใช่นักกฎหมายนะครับ แต่ผมก็อ่านข้อบังคับ แล้วก็ในการประชุมของเรา เราใช้ ข้อบังคับ ผมจะเรียนถามก่อนว่าที่ท่านประธานจะให้ลงมติมาตรา ๔ รวมทั้งท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วย ท่านอาศัยข้อบังคับข้อไหนครับ
ท่านคุณหมอสุกิจครับ คือ ในหลักการหมายความว่าหลักการก็คือเมื่อ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาถูกยกเลิก
อันนั้นผมเข้าใจ ครับ ผมถามท่านว่าข้อบังคับข้อไหนครับ
เมื่อมันถูกยกเลิกถูกไหมครับ
ผมเข้าใจครับ แต่เป็นข้อบังคับข้อไหนที่ทําให้เกิดอย่างนั้น แต่สําหรับผม ผมจะอ้างว่าท่านทําผิดข้อ ๙๙ ครับ ก็คือในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วให้รัฐสภา พิจารณาเริ่มต้นด้วย ชื่อร่าง คําปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลําดับมาตรา ให้สมาชิกรัฐสภา อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือที่มีการสงวนความเห็นไว้ อันนี้ชัดเจนครับว่าท่านต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่แปรญัตติต้องได้พูด ได้แสดงความคิดเห็นครับ
อีกประการหนึ่งที่ท่านบอกว่าลงมติผ่านไปแล้วแล้วมันเป็นกฎหมายแล้วหรือครับ มันก็ยังเป็นแค่ร่างเท่านั้น ท่านยังไม่ได้ลงมติวาระที่สาม ยังไม่มีการประกาศใช้ วันนี้เรายังใช้ เล่มนี้อยู่ครับ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ อยู่ครับ ยังมีมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ อยู่ในนี้ ครบถ้วนทุกอย่าง เพราะฉะนั้นท่านประธานท่านอย่าเดินหน้าให้มันผิดเลยครับ ใช้เวลานิดหน่อย แล้วก็ทําให้ถูกต้องดีกว่าครับ
ผมฟังเสียงท่านอื่น ครูมานิตย์ ผมฟังเสียงไปเรื่อย ๆ ครับ
ผมขออนุญาต ให้ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ก่อนครับ อยากให้พรรคกลาง ๆ ก่อนนิดหนึ่งแล้วผมจะขอทีหลังครับ ให้ท่านชาดาก่อนครับ เชิญครับ
ข้อแรก ถ้าเป็นสภาของท้องถิ่นคนที่จะต้องให้คําปรึกษาในตอนนี้ได้ก็คือ เลขาธิการสภา เพราะถือว่าเลขาธิการสภานั้นเป็นสภาเป็นองค์กรที่อยู่ในสภานี้มานาน นี่ให้คําปรึกษา
ข้อที่ ๒ ไม่ใช่การตัดสินใจของประธานสภาว่าจะมีการลงมติเลย ไม่ต้องการ อภิปราย สมควรจะเป็นการตัดสินใจของสภานะครับ ให้สภาตัดสินใจว่าไม่ต้องมีการลงมติ แล้วก็ลงมติลับไปก็จบนะครับ แต่อย่าเป็นการตัดสินใจของประธานสภา เพราะมิฉะนั้นแล้ว มันจะมีปัญหาเยอะ ผมมีความเห็นว่ากรณีข้อที่ ๒ ควรใช้สภาแห่งนี้เป็นผู้ลงมติ ว่าจะดําเนินการอย่างไร นี่คือความเห็นของผม ๒ ข้อครับ
ผมถึงโยนไปให้ที่สภานะครับ ว่าท่านจะมีความเห็นอย่างไรผมก็ไม่ได้วินิจฉัยนะครับ แล้วแต่นะครับให้ท่านชํานิ เดี๋ยว ๆ เมื่อสักครู่ครูมานิตย์ไม่ได้สละสิทธิหรือครับ ให้เกียรติ ถ้าอย่างนั้นครูมานิตย์ก่อน เดี๋ยวมา ท่านชํานิ ยัง ๆ ผมไม่ได้เอ่ยชื่อท่านเลยครับ ครูมานิตย์ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมไม่ได้สละสิทธิครับ ท่านประธานครับ ขออภัยที่ตะโกนเสียง จริง ๆ แล้วผมมีมารยาทพอสมควร บังเอิญผมจบครูมาครับ ท่านประธานครับ ก็เรื่องกฎหมายก็ไม่ค่อยรู้หรอกครับ แต่ก็ฟังดูแล้วมีสมองก็วินิจฉัยแล้ว แล้วบังเอิญผมนี่รู้เรื่องศรีธนญชัยอยู่นิดหน่อย จริง ๆ นี่ชัดโดยเฉพาะท่านวิชาญ ท่านวิชาญ นี่บังเอิญผมทราบข่าวว่าเป็นวุฒิสมาชิกจากสายสรรหาด้วย แต่ท่านตีความจนผมอ่าน กฎหมายไม่ออก บอกกฎหมายไม่เป็น แต่ก็เลยเข้าใจกฎหมาย ผมคิดว่าท่านประธานครับ ไม่มีทางออกแล้วอย่างนี้ เห็นได้ชัดเจนเลย ท่านชาดาเสนอไว้ชัดแต่ว่าท่านไม่ได้เสนอข้อ ผมว่าท่านประธานครับ ผมให้ย้อนมาตรา ๓ มาตรา ๔ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ นะครับ ผมขอเสนอญัตติเมื่อไม่มีทางออก ขอเสนอให้ ท่านประธานใช้ข้อ ๑๑๗ ครับ ผมจะอ่านให้ฟังนิดหนึ่งครับ ข้อ ๑๑๗ ของข้อบังคับ การประชุมนะครับ ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ ให้เป็นอํานาจของรัฐสภา ที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภาเป็นประการใด ให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้น เป็นเด็ดขาด การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งอาจกระทําได้โดยประธาน ขอปรึกษาหรือสมาชิกรัฐสภาขอเสนอญัตติโดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คน นี่ผมขอเสนอเลยครับ เป็นญัตติเลยครับท่านประธาน มันไม่มีทางออกครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
เป็นญัตติให้ใช้ข้อ ๑๑๗ นะครับ ผู้รับรองถูกต้อง เดี๋ยวญัตตินี้ค้างไว้ก่อนนะครับ เอาท่านชํานินะครับ ญัตตินี้ค้างไว้ก่อน มี ๒ ญัตติแล้ว
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วที่ผมจําเป็นต้องลุกขึ้นยืนพูดอีกครั้งหนึ่งนี้ บังเอิญข้อวินิจฉัยของท่านประธานและข้อวินิจฉัยของท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ได้ ลุกขึ้นชี้แจงกับประธานนั้นเป็นความเห็นที่ท่านไม่เห็นด้วยกับคําแปรญัตติ ท่านไม่อาจไป วินิจฉัยว่าเราจะพิจารณาหรือไม่พิจารณาคําแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ
ประการแรก ท่านประธานครับ ข้อความทั้งหมดที่ท่านสมาชิกได้อ่านให้ ท่านประธานฟังทั้ง ๓ แบบ เป็นคําแปรญัตติของท่านสมาชิก ซึ่งเขามีสิทธิที่จะเสนอ ความเห็นเพื่อแปรญัตติ มาตราก่อนที่ลงมติไปแล้วไม่ใช่ปัญหาหลักการ แต่เป็นปัญหา ข้อความที่เป็นมติที่เสียงข้างมากเห็นด้วยอย่างนั้น ถ้าข้อความที่เขานําเสนอแปรญัตติใหม่ แล้วที่ประชุมเขาได้เห็นด้วย นั่นก็แปลว่าต้องเป็นไปตามข้อเสนอที่เขาแปรญัตติ แล้วถ้า มันไปขัดกับมาตราอื่นที่เขาได้แปรญัตติไปแล้ว เขาก็ต้องไปแก้ไขในสิ่งที่ขัดกันนั้นกับมาตรานั้น ผมกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าครั้งนี้การวินิจฉัยของท่านประธาน และการวินิจฉัยของ ท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นแบบเดียวกันกับการวินิจฉัย ๕๗ คน ที่แปรญัตติ ที่ท่านบอกว่าเขาแปรแล้วขัดหลักการไม่ยอมให้เขาได้อภิปราย เพราะท่านไม่เห็นด้วย ซึ่งท่านมีสิทธิ ท่านประธานไม่เห็นด้วย ท่านมีสิทธิ แต่ท่านประธานไม่มีสิทธิไปวินิจฉัยว่าเขาไม่มีสิทธิแปรญัตติ และไม่มีสิทธิที่จะไปยับยั้งไม่ให้เขาเสนอคําอภิปรายที่เขาสงวนคําแปรญัตติไว้ ท่านประธานครับ นี่เป็นครั้งที่ ๒ ที่เราเผชิญในปัญหาเดียวกัน ท่านประธานครับ หลักการที่ท่านประธานว่า เมื่อครู่ คําแปรญัตตินี้ไม่ได้ขัดกับหลักการแต่มันอาจจะแตกต่างกับสิ่งที่ลงมติไปแล้ว เมื่อความแตกต่างนั้นยังดํารงอยู่เราก็ต้องไปปรับไปแก้ไข เพราะฉะนั้นผมยังเห็นว่า ท่านประธานต้องให้โอกาสแก่สมาชิกเขาได้ทําหน้าที่นี้และผู้ที่มีสิทธิอภิปรายคือผู้ที่เสนอ คําแปรญัตติและสงวนความเห็นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแก้ไขหรือไม่แก้ไขครับ ท่านประธานครับ
เดี๋ยวนะครับ พอดี ท่านไชยวัฒน์ยืนนานแล้ว ท่านไชยวัฒน์ให้ผู้นําฝ่ายค้านนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอความกรุณาท่านประธานดู ข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ ครับ ข้อ ๑๐๒ บัญญัติว่าเมื่อได้พิจารณาตามข้อ ๙๙ ซึ่งหมายถึง เป็นรายมาตรานะครับจนจบร่างแล้วให้รัฐสภาพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่ง และในการพิจารณาครั้งนี้สมาชิกรัฐสภาอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคําได้ แต่จะขอ แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความใดมิได้ นอกจากเนื้อความที่เห็นว่ายังขัดแย้งกันอยู่ นั่นแสดงว่า อะไรครับ นั่นแสดงว่าข้อบังคับบอกว่าท่านพิจารณาเป็นรายมาตรา แต่ถ้าในที่สุด มีความขัดแย้งกันก็ไปเข้าสู่ขั้นตอนของข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ มิฉะนั้นจะไม่เขียนไว้อย่างนี้ครับ ไม่มีที่ไหนที่บอกว่าถ้าลงมติมาตราหนึ่งแล้ว มาตราต่อ ๆ มาเกิดข้อความขัดแย้งกันแล้ว จะพิจารณาไม่ได้ โดยประสบการณ์ของการพิจารณากฎหมายนะครับ มีหลายครั้งครับที่เรา พิจารณามาตราหลังแล้วเราเห็นว่ามันมีคําแปรญัตติ ซึ่งไปส่งผลต่อมาตราก่อนหน้า แล้วเกิดปัญหาความขัดแย้งกัน เราก็จะดําเนินการไปโดยใช้ข้อ ๑๐๒ บ้าง หรือโดยให้ คณะกรรมาธิการกลับไปทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ผมก็เลยกราบเรียนว่าเราควรจะยึดถือ ตามข้อบังคับและแนวปฏิบัตินี้ แต่เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกมีความสบายใจว่าเราจะร่วมมือกัน ไม่ใช้เวลาฟุ่มเฟือยจนเกินไป ผมก็แนะนําท่านประธานอย่างนี้ครับ วันนี้จบมาตรา ๓ แล้ว ท่านก็พักการประชุมเพียงเท่านี้ แล้วต่อจากนี้ท่านก็นอกรอบครับ เชิญผู้แปรญัตติ ในมาตรา ๔ เพื่อที่จะขอความร่วมมือกันว่าถ้าท่านใดเห็นว่ามันไปไกลจนขัดแย้งจนเกินไป ก็ขอร้องว่าไม่ใช้สิทธิ ทุกอย่างก็เป็นไปตามข้อบังคับครับแล้วก็สามารถที่จะร่วมมือกันได้ครับ แต่ผมคิดว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ ชัดเจนครับว่าเราสามารถพิจารณาไปแล้วเกิดความขัดแย้งกันได้ จึงมีบทบัญญัติเอาไว้ครับ
ผมยังไม่ได้วินิจฉัย อะไรสักอย่างนะครับ ผมก็จะให้อภิปราย เพราะว่ามันถึงทางตัน เชิญคุณหมอชลน่านครับ ผมจะได้ดําเนินการต่อแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง เพื่อนสมาชิกหลายท่านนะครับตั้งแต่เสนอญัตติเรื่องข้อ ๑๑๗ ก็เป็นสมาชิกพรรคผมเอง ต้องขออภัยคุณครูมานิตย์ เสนอญัตติตามข้อ ๑๑๗ ผมประท้วงนะครับว่ากระทําไม่ได้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ที่เคารพยิ่งนะครับ ท่านได้ยกข้อ ๑๐๒ ขึ้นมา ตรงนั้นถูกต้องครับ กรณีถ้าเราพิจารณา ในวาระที่สองจนจบทุกมาตรา แล้วกลับมาทบทวนกรณีที่มีการแก้ไขถ้อยคําใช้ข้อ ๑๐๒ ได้ แต่ประเด็นขณะนี้ไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ เรากําลังก้าวมาสู่มาตรา ๔ ก้าวเข้ามาสู่มาตรา ๔ ถ้าจะมีปัญหาจริง ๆ ท่านประธานครับ ใช้ข้อ ๙๙ วรรคท้ายนะครับ ใช้ข้อ ๙๙ วรรคท้ายก็ได้ ให้สภาช่วยกันพิจารณาว่าคําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกนี่มันเป็นไปตามที่ท่านประธาน วินิจฉัยหรือไม่ ถ้าท่านจะอ้างบอกยังไม่ได้นําเสนอต่อสภาแต่จริง ๆ เราอ่านกันหมดแล้ว ก็ใช้ข้อ ๙๙ ได้ ก็วินิจฉัยได้ โดยหลักการแล้วครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมเองก็แปลกใจนะครับว่าสมาชิกที่เสนอคําแปรญัตติในมาตรา ๔ แก้ไขมาตรา ๑๑๓ กับมาตรา ๑๑๔ ท่านไฉนมาเสนอคําแปรญัตติที่ไปเกี่ยวกับวิธีการเลือกตั้ง ทําไมไม่เกี่ยวกับการสรรหา ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการสรรหา ซึ่งหลักการเดิม มาตราเดิมนี้ มันพูดเกี่ยวกับเรื่องกรรมการสรรหาและกระบวนการการสรรหาใน ๒ มาตรานั้น แต่เวลา ท่านมาแปรญัตตินะครับ ผมยกตัวอย่างเลย ที่ท่านอ่านมาเมื่อสักครู่แปรญัตติเอาประเทศไทย เป็นเขตเลือกตั้ง ในการที่จะเลือก เอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้งในการเลือก ส.ว. แล้วผมถามว่า ถ้าท่านแปรญัตติอย่างนี้ทําไมท่านไม่ไปแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ซึ่งพูดกันแล้ว ผมไม่แน่ใจว่า เป็นความตั้งใจหรือว่าความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือไม่นะครับ แต่เวลาเราพูดในเรื่องของ กระบวนการวิธีการเลือกตั้งในมาตรา ๑๑๓ แล้ว มันก็ไม่สอดคล้องกับร่างกรรมาธิการ เพราะเขาไม่พูดเรื่องนี้เลย เขาตัดเรื่องกรรมการสรรหาออกเท่านั้นเอง ทําไมครับ ท่านหัวหน้าพรรค เวลาท่านแปรญัตติในมาตรา ๑๑๒ ท่านแปรญัตติถูกครับ แปรญัตติ กลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งแปรญัตติได้ครับ เพราะอยู่ในมาตรา ๑๑๒ ถ้าท่านจะแปรญัตติ ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งทําไมไม่แปรญัตติมาตรา ๑๑๒ ผมก็ถามอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะฟังเขาพูดนะครับ ก็วินิจฉัยได้ว่าสิ่งที่ท่านพูดนี่เราพูดจบไปแล้ว มีการลงมติไปแล้ว มติชัดเจนครับว่า ๒๐๐ คน จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งเลือกตั้งทางตรงและลับ ไม่มีอย่างอื่นแล้วครับ ไม่มีอย่างอื่นไปแล้วเพราะเราลงมติไปแล้ว แต่ท่านพูดในตอนที่เราพูดมาตรา ๑๑๒ ท่านอาจจะได้เสียงจากสภาแห่งนี้ก็ได้บอกว่าส่วนหนึ่งเอาประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่ง เป็นเขตก็ได้ แต่ท่านไม่พูดนี่ครับ แล้วก็ท่านมาแปรญัตติในมาตรา ๑๑๓ ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้องเลย กับการเลือกตั้ง มันพูดถึงการสรรหา ผมไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกนะครับ สภาแห่งนี้ควรจะ วินิจฉัย ถ้าจะให้สภาวินิจฉัยผมเสนอใช้ข้อ ๙๙ วรรคท้าย ให้สภาวินิจฉัยเลยครับว่า การแปรญัตติอย่างนี้มันสามารถนํามาพิจารณาได้หรือไม่ เราไม่ได้ตัดสิทธินะครับ ให้ท่าน ชี้แจงได้เลย เราก็วินิจฉัยเป็นเรื่องบุคคลก็ได้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
คือไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เพราะว่าตอนนี้มันมีญัตติที่ค้างอยู่ ๒ ญัตติด้วยกันนะครับ คือถ้าทุกคนประท้วงอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ไปไหนสักทีนะครับ เพราะฉะนั้นผมกําลังจะหาทางออกให้นะครับ เอาอย่างนี้ เดี๋ยวเอาท่านไชยวัฒน์ก่อนดูสิมีทางออกอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมไม่พูดซ้ําประเด็นกับท่านจุฤทธิ์ที่พูดไปแล้วนะครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาใช้เวลา แล้วก็มีความรอบคอบพลิกไปดูเล่มขาว หน้า ๕๘ ซึ่งท่านจุฤทธิ์ได้พูดไปแล้ว ผมไม่ซ้ําว่า มีผู้แปรญัตติอีกหลายท่าน แต่ผมจะพูดประเด็นใหม่ที่ยังไม่มีใครพูดถึงครับ ไม่ใช่ไปพูด ย้อนว่าใครแปรญัตติว่าอย่างไร ท่านประธานช่วยกรุณาพลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๘ ครับ อยู่ในหน้า ๑๗๕ ของสภาที่พิมพ์แจก ขออนุญาตท่านประธานครับ เพื่อความรวดเร็ว มาตรา ๒๓๘ คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดําเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง โดยพลัน เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ (๒) ผู้เข้ารับการสรรหาหรือสมาชิกขององค์กร ตามมาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง คัดค้านว่าการสรรหาสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท่านเอามาตรา ๒๓๘ ไปทิ้งไว้ไหนครับ ในเมื่อมาตรา ๒๓๘ พูดถึง มาตรา ๑๑๔ เอาละครับ ท่านบอกว่ามันเป็นโมฆะไปแล้ว เพราะว่าถูกยกเลิกมาตรา ๑๑๔ ท่านพลิกไปดูอีกหน้าหนึ่งครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๐ หน้า ๑๘๖ หนังสือที่รัฐสภา พิมพ์แจกครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านให้ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ท่านกรุณาดูว่า มาตรา ๒๔๐ บอกว่าในกรณีที่มีการคัดค้านว่าการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดเป็นไป โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมอ่านเท่านี้ท่านก็เห็นแล้วว่าในมาตรา ๒๔๐ ยังพูด ถึงวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา มันมีความขัดแย้งกันอยู่ในตัวครับ มาตรา ๑ ในรัฐธรรมนูญที่แก้ไขบอกว่า ถ้าวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาหมดสภาพลงโดยเหตุใดก็ตาม มาตรา ๑ บอกไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม มาตรา ๑ บอกต้องให้มีการสรรหา ท่านประธานครับ ผม คิดว่าท่านประธานมีความรู้ความสามารถในทางกฎหมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผม ผมไม่รบกวน เวลามากกว่านี้ครับ เห็นว่าการกระทําของท่านประธานที่ตัดสินไปแล้วนั้น ไม่ชอบด้วย ข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ
ครับ ขอไปประชุมต่อ วันศุกร์ ๑๐.๐๐ นาฬิกา พักประชุม ปิดประชุมครับ