กรณี จาติกวณิช ระบุว่า วุฒิสภาไม่ควรเลือกตั้ง แต่ควรแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร และมีบทบาทหน้าที่ 3 ประการ คือ การตรวจสอบกฎหมาย การแต่งตั้งกรรมการ และการพิจารณาถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แต่กรณี ยืนยันว่าควรเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่มีความเป็นอิสระ และเสนอให้เลือกตั้งผู้แทนจากสาขาอาชีพ 10 สาขา
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ แล้วก็ขอใช้สิทธิในการอภิปรายมาตรา ๓ ร่างแก้รัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก เพราะว่าผมมีความกังวลในส่วนของตรรกะที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ใช้ในการที่มีข้อสรุปการเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญในมาตรานี้ อันดับแรกนะครับ ท่านประธาน ในวันนี้เราก็ทราบกันอยู่ว่าทางรัฐบาลได้มีความพยายามในการจัดเวทีที่ทางรัฐบาล อ้างว่าเพื่อนําไปสู่การปฏิรูปประเทศ และแน่นอนที่สุดส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศก็คือ การปฏิรูปการเมือง ซึ่งตามตรรกะที่เราเข้าใจกันได้ เราควรที่จะได้มีข้อสรุปในเรื่องของการ ปฏิรูปประเทศก่อน ว่าต้องการที่จะนําพาประเทศไปทางใด ต่อที่จะนําไปสู่การแก้ กฎระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะกฎหมายสูงที่สุดของประเทศ ก็คือรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้เรามานั่งพิจารณาเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีความชัดเจนว่าเรามีความ ต้องการที่จะนําพาประเทศไปในทิศทางใด ซึ่งก็จึงเป็นสาเหตุที่ทําให้ประชาชนส่วนหนึ่ง มีความกังวลต่อความจริงใจในกระบวนการปฏิรูปของประเทศของรัฐบาล แต่ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ผมเองอยากที่จะรีบเร่งในการเข้าสู่รายละเอียด สาเหตุในการแปรญัตติของผม แต่ผมขออีกประโยคหนึ่งในเรื่องนี้ครับ คืออยากที่จะบอกว่ารัฐบาลเองก็อยากที่จะเห็นพวกเรา ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเข้าร่วมเวทีการปฏิรูปประเทศของทางรัฐบาล แต่วันนี้เราก็ไม่แน่ใจนะครับว่าความต้องการของรัฐบาลนั้นเพียงเพราะต้องการให้ฉาก ของรัฐบาลนั้นมีความสมบูรณ์หรือไม่ เพราะเราได้มีการอภิปรายประเด็นสําคัญในการปฏิรูป กฎหมายคือการแก้รัฐธรรมนูญมาหลายวันหลายคืน แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีสมาชิกของรัฐบาล ให้ความสนใจในการเข้ามาฟังความคิดเห็นของพวกเราที่เป็นฝ่ายค้านแต่อย่างใด ท่านประธานครับ ในส่วนของข้อเสนอการแก้มาตรา ๓ ของทางกระผมก็สะท้อนถึงการตกตรรกะในความคิด ของทางกรรมาธิการ โดยเฉพาะในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมากในการพิจารณาในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ เราจะแก้อะไรก็แล้วแต่ เราควรที่จะต้องมีการตั้งคําถามสําคัญ และมีคําตอบกับทั้ง ๓ คําถามก่อน คําถามแรก มันมีอะไรบกพร่องต่อสิ่งที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งจําเป็นที่ทําให้เราต้องดําเนินการแก้ไข คําถามที่ ๒ เราหวังผลอะไรจากการแก้ คําถามสุดท้าย เมื่อมีความชัดเจนแล้วว่าผลที่ต้องการจากการแก้ไขคืออะไรนั้น เราควรที่จะต้องแก้อย่างไร เพื่อที่ทําให้เรานําไปสู่ผลที่เราต้องการ ทั้ง ๓ คําถามนี้ตลอดช่วง การฟังการอภิปราย โดยเฉพาะการชี้แจงในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมยังไม่ได้ เห็นความชัดเจนว่ามีคําตอบให้กับเรา แล้วก็ให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้าใจหรือไม่ว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ทําไปเพื่ออะไร มีอะไรที่บกพร่องอยู่แต่เดิม และเมื่อแก้แล้วจะทําให้ เรามีสิ่งที่ดีขึ้นได้อย่างไร ประชาชนก็รอคําตอบในส่วนนี้อยู่
ต่อคําถามแรกครับท่านประธาน ทําไมต้องแก้ อย่างที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ ฟังมากี่วันก็ยังไม่ปรากฏความชัดเจนว่าที่ผ่านมาวุฒิสภา วุฒิสมาชิก โดยเฉพาะ ในส่วนของวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหานั้นมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร แม้แต่ฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการหรือท่านสมาชิกที่อยากที่จะเสนอให้รื้อ เรื่องของการสรรหาวุฒิสมาชิก ทุก ๆ ท่านก็ลุกขึ้นชมเชยการทํางานของวุฒิสมาชิก ที่มาจากการสรรหาโดยตลอด ดังนั้นจึงขาดความชัดเจนว่า ทําไมถึงจะต้องแก้ไข แต่เท่าที่ฟังได้นี่ผมคิดว่าสาเหตุหลักที่ใช้ในการอ้างเหตุผลที่เราต้องมาเสียเวลา ในการพิจารณาเรื่องนี้กันมาหลายวันหลายคืนนั้น ก็เป็นเพียงเพราะเราต้องการที่จะปรับ เข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คําว่าเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น เราก็ต้องยอมรับว่าหมายถึงกระบวนการ แต่ที่ผมอยากที่จะเห็นก็คือมีการพูดถึงผลลัพธ์ ว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่เสนอให้มีการแก้นั้นต้องการที่จะให้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจาก ที่เรามีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้อย่างไร ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับไปสู่เพื่อนสมาชิก แม่แบบของระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะประชาธิปไตยที่ใช้ระบบสภานั้นก็คือประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษเองจนถึงวันนี้ก็ยังมีอยู่ ๒ สภา สภาสูงของประเทศอังกฤษก็เป็นที่ถกเถียงกัน ในแวดวงการเมืองประเทศอังกฤษว่าควรที่จะมีการปฏิรูปอย่างไรหรือไม่ อย่างที่เรียน ท่านประธานครับว่ามีการถกเถียงกันมากว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ก็ยังไม่มีข้อสรุป จนกระทั่งทุกวันนี้ วุฒิสภาหรือสมาชิกสภาสูงของประเทศอังกฤษนั้นแบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ ส่วนแรกมาจาก การสืบทอดจากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก อีกส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งไม่ได้มีแม้แต่การสรรหา แน่นอนที่สุดยังไม่มีสมาชิกสภาสูงที่มาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งเมื่อปี ๒๕๔๐ มีการปฏิรูป ในระดับหนึ่งในสภาสูงของอังกฤษก็คือการลดจํานวนสมาชิกสภาสูงที่มาจากการสืบทอด ให้เหลือเพียง ๙๒ ท่าน ๙๒ ท่าน จากประมาณ ๗๐๐ กว่าท่านที่เหลือมาจากการแต่งตั้งทั้งสิ้น วันนี้ก็มีข้อสรุปโดยพรรคการเมืองใหญ่ของอังกฤษนะครับว่าอยากที่จะมีการปฏิรูปให้นําไปสู่ การเลือกตั้งผนวกกับการสรรหา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้นะครับว่าสัดส่วนระหว่างการเลือกตั้ง กับการสรรหานั้นควรจะเป็นเช่นใด แต่มีใครไหมครับที่จะกล่าวหาว่าสภาของประเทศอังกฤษนั้น ไม่เป็นประชาธิปไตย มีใครกล่าวหาไหมครับว่าระบบสภาของประเทศอังกฤษนั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของสหราชอาณาจักรตลอดช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมาแม้แต่ ในช่วงสภาวะปัจจุบัน ไม่มีครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นคําตอบให้กับเราได้ในระดับหนึ่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเราก็ต้องนํามาในการเปรียบเทียบว่าระบบสภาโดยเฉพาะระบบสภาที่มีสภาล่าง สภาบนนั้นมีความแตกต่างกันได้ในแง่ของที่มาของสมาชิกแล้วก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อ ความเป็นประชาธิปไตยของระบบนั้นแต่อย่างใด
ส่วนประเด็นที่ ๒ นะครับ ต่อคําถามว่าเราแก้เพื่อหวังผลอะไรนั้น ผมคิดว่าก่อนอื่นเราต้องตอบโจทย์ให้ชัดก่อนว่าบทบาทหน้าที่ของวุฒิสมาชิกนั้นมีอะไรบ้าง ผมคงไม่ลงรายละเอียด เพราะเพื่อนสมาชิกได้บรรยายในรายละเอียดให้พวกเราฟังกันมาแล้ว หลายท่าน แต่หลัก ๆ บทบาทหน้าที่ของวุฒิสมาชิกมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก ก็คือ การตรวจสอบกลั่นกรองกฎหมายที่ออกโดยพวกเราที่เป็น ส.ส.
เรื่องที่สอง ก็คือ บทบาทหน้าที่ในการแต่งตั้งกรรมการอิสระในองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ที่มีบทบาทหน้าที่สําคัญในการตรวจสอบ ส.ส. ในการตรวจสอบรัฐบาล
และบทบาทที่สําคัญบทบาทที่สามของวุฒิสมาชิกก็คือการพิจารณาถอดถอน ถอดถอนใครครับ ก็คือถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงวุฒิสมาชิกกันเอง
ชัดเจนครับว่าบทบาทหน้าที่หลัก ๓ ข้อ ของวุฒิสมาชิกนั้นล้วนแล้วแต่ เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและของฝ่ายบริหาร ทั้งสิ้น จึงพอเข้าใจได้และสรุปได้นะครับว่าวุฒิสมาชิกจะปฏิบัติหน้าที่ตาม ๓ หน้าที่หลัก ของวุฒิสภาได้นั้น สมาชิกของวุฒิสภาต้องไม่เป็นพวกเดียวกับ ส.ส. และต้องไม่เป็น พวกเดียวกับรัฐบาล ถ้าเป็นทํางานไม่ได้ครับ และถ้าเป็นพวกเดียวกัน การถ่วงดุลในระบบ สภาของเราก็จะล่มสลาย ประเด็นนี้จะนําไปสู่การรวบอํานาจซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคน ต้องการที่จะหลีกเลี่ยง ดังนั้นถึงจุดนี้เราจึงพอสรุปได้ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก เราอยากให้มีการเลือกตั้ง ผมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าจริง ๆ ไม่ได้จําเป็นหรอกครับที่จะต้องมีการเลือกตั้งที่จะมีของดี ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบ เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ แต่เมื่อข้อสรุปของเสียงข้างมาก และคําแปรญัตติของผมเองก็ได้แปรไว้ว่าเราควรที่จะมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ผมก็ขอถือว่าอันนั้นเป็นข้อสรุปแรก แต่ข้อสรุปที่ ๒ ก็คือเมื่อเลือกมาแล้วเราต้องการให้ วุฒิสมาชิกไม่ได้เป็นพวกเดียวกับ ส.ส. และไม่ได้เป็นพวกเดียวกับรัฐบาลคือมีความเป็นอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงสรุปได้ตามตรรกะนะครับว่า อันดับแรก ต้องมีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งนั้นต้องไม่ใช้ระบบเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะถ้าเรา มีการเลือกตั้งเดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ส. เราก็จะได้มาผู้แทนที่มีความคล้าย มีความ เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง ซึ่งจะขัดต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ตามตรรกะ ที่ผมได้อภิปรายมา ท่านประธานครับผมอยากที่จะยกตัวอย่างให้เห็นนะครับว่าถ้ามี การเลือกตั้งในระบบที่คล้ายกับการเลือกตั้ง ส.ส. ตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เกือบจะปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าสุดท้ายแล้วเราก็จะได้คนที่เป็นคนของพรรค ผมขอหยิบยก ตัวอย่างล่าสุดที่ใกล้ตัวมากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้สมัครโดยรวม มีทั้งหมด ๒๕ คน นะครับ โดยที่มี ๒๓ คน เป็นผู้สมัครอิสระ อีก ๒ ท่าน เป็นผู้สมัครในนาม ของพรรคการเมืองใหญ่ ก็มีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ผลเป็นอย่างไรครับ ตามกฎหมายไม่ได้มีข้อจํากัดนะครับว่าผู้ว่าราชการต้องเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง แต่ผล ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการเลือกตั้งครั้งนั้น พบว่าผู้ชนะคือผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ ๑,๒๕๐,๐๐๐ คะแนน คิดเป็นสัดส่วนของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดคือ ๔๕.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยได้รับ ๑,๑๐๐,๐๐๐ คะแนน หรือเท่ากับ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มาใช้สิทธิ รวมกัน ๒ ท่าน ๘๖.๗๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ผู้สมัครที่ได้คะแนนอันดับที่ ๓ ได้คะแนนทั้งสิ้นเพียง ๑๗๐,๐๐๐ คะแนน คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ ๔ ลงไปเหลือเพียงแค่ ๘๐,๐๐๐ คะแนนครับ หรือเท่ากับ ๓ เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิ โดยรวมนะครับ ผู้สมัครอิสระ ๒๓ คน ได้คะแนนโดยรวมเพียงเท่ากับ ๑๓.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนั้น ถามว่าคุณสมบัติ เฉพาะตัว ประสบการณ์ความสามารถในการทํางานของ ๒๓ ท่านนั้นถ้าถามกันตามตรงนะครับ ด้อยกว่าผู้สมัครในนามของพรรคประชาธิปัตย์หรือผู้สมัครในนามของพรรคเพื่อไทย ถึงขนาดนี้หรือไม่ ผมคิดว่าใคร ๆ ก็ตอบได้ว่าอาจจะด้อยกว่า แต่ไม่ถึงขนาดนี้ไม่ใช่ต่างกัน ๑๐ เท่า ๒๐ เท่าในแง่ของคะแนนที่ได้รับ ถามว่าทําคะแนนสุดท้ายแล้วถึงจะมีส่วนต่าง มากถึงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะอีก ๒ ท่านนั้นลงในนามพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นตัวชี้ ให้เห็นได้แน่นอนครับว่าถ้าเรามีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในระบบเดียวกันกับ ส.ส. ถึงแม้ ไม่สามารถประกาศตนชัดเจนว่าเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ถ้า ได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคการเมืองแล้ว โอกาสที่จะชนะผู้สมัครที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงนั้น มีความชัดเจนและผมคิดว่าปฏิเสธไม่ได้ พวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้ผ่านการเลือกตั้งมาวิธีใด วิธีหนึ่ง ผมคิดว่าเราเข้าใจในประเด็นนี้และเป็นประเด็นที่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วง น่ากังวล และอยากที่จะให้ทางคณะกรรมาธิการกลับไปทบทวนและพิจารณา
ทีนี้ในส่วนของประเด็นสุดท้ายนะครับว่าเมื่อเราเลือกผู้แทนในระบบเดียวกันกับ ส.ส. แล้วจะมีผลทําให้อิทธิพลของพรรคการเมืองนั้นมีสูงมาก เมื่ออิทธิพลของพรรคการเมืองมีสูง เป้าหมายของเราตามตรรกะที่เราอยากจะเห็น ส.ว. ปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเป็นอิสระก็จะหมดไป อํานาจหรือบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลก็จะหายไปด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ผม ได้แปรญัตติไว้นะครับ ผมยืนยันว่าผมสนับสนุนให้วุฒิสมาชิกทุกท่านมาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ผมได้แปรญัตติไว้นี่ผมได้สรุปเลยครับว่าทั้ง ๒๐๐ ท่าน และผมไม่เกี่ยงในแง่ของจํานวนด้วย ท่านเสนอไว้ ๒๐๐ ผมก็ยืนยันที่จํานวนเดียวกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมได้เสนอว่า ทั้ง ๒๐๐ ท่าน เป็นการเลือกจากบัญชี บัญชีอะไรครับ ก็คือบัญชีตามสาขาอาชีพ ๑๐ สาขา หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ว่าเหตุผลใดเราถึงอยากที่จะมีผู้ที่มีความรู้เฉพาะทาง เข้ามาทําหน้าที่ในฐานะวุฒิสมาชิก ก็ต้องยอมรับครับว่า ส.ส. เป็นคนของประชาชน ใกล้ชิด กับประชาชน เลือกตั้งมาโดยตรงจากประชาชน อํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง แล้วก็ ตรวจสอบพวกเราควรที่จะดําเนินการโดยผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีความรู้ ที่จะมาเสริมเติมสิ่งที่เรา อาจจะขาดไปในสภาล่างได้ ดังนั้นผมถึงได้กําหนดมานะครับว่าที่มาของวุฒิสมาชิก ๒๐๐ ท่าน ควรจะมาจาก ๑๐ สาขาอาชีพ ยกตัวอย่างเช่น สภาทนายความ องค์กรวิชาชีพ ด้านสาธารณสุข คุรุสภา สภาวิชาชีพบัญชี สภาเกษตร สภาอุตสาหกรรม สมาคมนักข่าว และอื่น ๆ โดยเฉลี่ยก็คือ ๒๐ ท่าน จากแต่ละสาขาอาชีพให้มีการเลือกตั้ง ความจริงที่ผมว่า จะดีกว่านั้นอีก ก็คือแทนที่เราจะให้แต่ละสภา แต่ละสมาคม ตามสาขาอาชีพเสนอชื่อมาให้ ประชาชนได้เลือกในจํานวนเท่ากันกับจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ผมคิดว่าให้เสนอเกินมาเลยก็ดีครับ ถ้าเราต้องการวุฒิสมาชิก ๒๐๐ ท่าน เสนอมาเลยครับ ๒,๐๐๐ ท่าน และนอกเหนือจากนั้น ให้สิทธิประชาชนเลือกทั้ง ๒,๐๐๐ ท่าน ว่าอยากได้ท่านใดมากที่สุด ส่วนที่เหลือนี้จับฉลากเอา ว่าใครได้ ตรงนี้ก็จะเป็นตัวสะท้อนในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอีกแบบหนึ่งนะครับ ย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณเลยที่เขาถือว่าไม่ใช่เพียงแค่สิทธิของประชาชนที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้ง แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนด้วยที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทน เขาจับฉลากเลยครับว่า ประชาชนคนไหนจะขึ้นมาเป็น ส.ส. ในจังหวะไหน ของเราถ้าเราผสมผสานระบบนี้สิ่งที่เรา จะได้ก็คือผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และลดเรื่องของการซื้อเสียง ซื้อสิทธิ แล้วก็ข้อกล่าวหา เพราะว่าเมื่อมีการจับฉลากเกิดขึ้นผมคิดว่าผู้สมัครที่พร้อมที่จะลงทุนเพื่อที่จะได้มา ซึ่งตําแหน่งก็คงจะลดลงตามสัดส่วนด้วย นอกเหนือจากนั้นท่านประธานครับ และเป็น ประเด็นสุดท้ายของผม ก็คือผมอยากที่จะให้มีการจํากัดวาระ ผมคิดว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สําคัญ เพราะถ้าไม่มีการจํากัดวาระและผมก็อยากจะเสนอให้จํากัดไว้เพียงแค่ ๑ สมัย ความยาวของวาระก็คือ ๖ ปีนี่นะครับ ถ้าไม่มีการจํากัดวาระโดยธรรมชาติ เมื่อท่าน ที่อยากที่จะกลับมาเลือกตั้งเพื่อที่จะกลับมาดํารงตําแหน่งใหม่ก็จะถูกบังคับโดยเกมให้วิ่งเข้า เอาใจพรรคการเมือง หรือไม่ก็เข้าไปสู่การเอาใจประชาชนในรูปของประชานิยม ซึ่งผมต้อง ขอเรียนว่าเพียงแค่ ส.ส. นะครับ มีความรู้สึกว่าต้องขับเข็นนโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจ ประชาชนก็เพียงพอแล้ว ถ้ามีวุฒิสมาชิกมีแรงบันดาลใจต้องทําเช่นเดียวกันนี่ ผมคิดว่า ประเทศชาติเสียหาย ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุนะครับที่ผมไม่อยากที่จะเห็นว่าวุฒิสมาชิกจะต้อง ทําเช่นนั้น และคิดว่าไม่ได้ตรงต่อบทบาทหน้าที่ที่เราคาดหวังจากวุฒิสมาชิกด้วย ผมจึงขอให้ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ถือโอกาสนี้ในการที่จะทบทวนแล้วก็พิจารณาความคิดของท่าน มิเช่นนั้นผมเองอีกคนหนึ่งกล้าที่จะยืนยันได้ครับว่า เมื่อระบบการตรวจสอบของเราล่มสลาย ประเทศชาติในอนาคตมีโอกาสล่มจมแน่นอน ขอบพระคุณครับ