สุเทพ เทือกสุบรรณ หารือเรื่องบทบาทของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. ศาลปกครอง และอื่น ๆ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่างการเมืองและองค์กรอิสระ เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและรักษาความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านั้น
ท่านประธานครับ กระผมขอความกรุณาท่านประธานนะครับ ผมได้ซักซ้อมกับท่านประธานแล้วว่า เหตุผลที่ผมจะได้กราบเรียนต่อที่ประชุมว่าผมมีความเห็นที่ไม่ตรงกันกับคณะกรรมาธิการนั้น มีอะไรบ้าง แล้วผมได้กราบเรียนเป็นประเด็น ๆ ผมยังอยู่ในประเด็น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจที่จะวินิจฉัยคําร้องอุทธรณ์ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกขับออกจากพรรค มีมติ ให้ขับออกจากพรรค ศาลรัฐธรรมนูญยังมีอํานาจที่สําคัญก็คือว่าการวินิจฉัยสั่งการให้บุคคล และพรรคการเมืองเลิกการกระทําที่มีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือว่าการกระทําใด ๆ เพื่อให้ได้มา ซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็อาจจะมีคําสั่งยุบพรรคการเมืองที่กระทําการดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๖๓ ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธาน เห็นว่ามันมีเรื่องที่สําคัญอยู่เรื่องหนึ่งคือศาลรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าพระราชกําหนด ที่ออกมานั้นมันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยสาธารณะหรือไม่ นี่เป็นหน้าที่เป็นอํานาจที่มีความหมาย มีความสําคัญอย่างยิ่ง ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมต้องการที่จะนํามาแสดงและย้ําไว้เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิก ได้ตระหนักว่าวุฒิสภาจะเป็นผู้มีบทบาทในการที่จะแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ ต่อระบอบการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย มีองค์กรอิสระอื่นซึ่งกระผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ผมกราบเรียนว่ามีความสําคัญ อย่างยิ่ง และองค์กรเหล่านั้นบุคลากรมาจากการแต่งตั้งของวุฒิสภา ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดให้ ป.ป.ช. นี่แหละครับ เป็นผู้ที่จะดําเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีที่นักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูงทําการทุจริตต่อหน้าที่ โกงชาติโกงประเทศ ก็เป็นอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในทํานองเดียวกันครับ ศาลปกครอง ซึ่งจะเป็นศาลที่ดูแล เรื่องสิทธิของประชาชนในกรณีที่ถูกละเมิดด้วยคําสั่งทางปกครองขององค์กรของรัฐ และจะเป็นผู้วินิจฉัยในกรณีที่องค์กรของรัฐมีความขัดแย้งกัน ที่ผมได้นําอํานาจหน้าที่ ขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบดูแลการบริหารราชการแผ่นดินมาเป็นตัวอย่างเพื่อที่จะ กราบเรียนต่อท่านประธานนั้นเพื่อต้องการที่จะย้ําให้ท่านประธานเห็นว่าองค์กรอิสระเหล่านั้น จะไม่มีทางที่จะทําหน้าที่ของตนได้โดยอิสระ ถ้าหากว่ามีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง รัฐธรรมนูญจึงได้มีบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง ในองค์กรตรวจสอบและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และตรงนี้แหละครับที่จะต้องเกี่ยวพัน เกี่ยวโยงกับที่มาของวุฒิสมาชิกที่พวกเรากําลังพิจารณากันอยู่ขณะนี้ ในเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันต้องการที่จะให้องค์กรเหล่านี้ องค์กรอิสระเหล่านี้มีความเป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือศาลปกครอง เขาต้องการให้องค์กรเหล่านี้ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง สามารถที่จะทําหน้าที่โดยอิสระ ปฏิบัติหน้าที่ โดยสุจริต โดยเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นที่มาของบุคคลที่จะประกอบอยู่ในองค์กรอิสระ หรือองค์กรตรวจสอบเหล่านี้ต้องย้ําว่าปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ เพราะถ้าขืนเข้าไปแทรกแซงแล้วมันจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ มันจะเกิด ความเสียหายต่อประชาชน ต่อบ้านเมืองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าเพราะองค์กรอิสระเหล่านี้มีที่มาจากวุฒิสภา เพราะฉะนั้นที่มา ของวุฒิสภา ตัววุฒิสภาเองจึงมีความหมาย จึงมีความสําคัญต่อประเทศชาติ ต่อระบบ การปกครองประเทศของเราเป็นอย่างยิ่ง ผมได้ไปศึกษาดูครับว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องที่มาของวุฒิสภาเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญกําหนดให้เรามีสภา ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมีฐานที่มาอย่างเดียวกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของราษฎร เป็นตัวแทน ของประชาชน ถูกแล้วที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ส่วนวุฒิสภานั้นสมาชิก ของวุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกเป็นตัวแทนพิเศษของกลุ่มคนพิเศษบางประเภทที่แตกต่างไปจาก ประชาชนธรรมดา ในหลายประเทศครับต้องถือว่าสมาชิกสภาสูงหรือวุฒิสภาเป็นตัวแทน ของขุนนาง เป็นตัวแทนของกลุ่มประโยชน์ เป็นตัวแทนของเจ้าของกิจการใหญ่ ๆ บางประเทศสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของมณฑล เป็นตัวแทนของมลรัฐ เพราะฉะนั้น ความคิดอย่างนี้ครับเขาแบ่งแยกไว้ชัดว่าวุฒิสภาไม่ใช่สภาที่มาจากฐานเดียวกับ สภาผู้แทนราษฎร วิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจึงมีวิธีการในการคัดเลือก หรือการเลือกตั้งที่เป็นพิเศษแตกต่างออกไปจากวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้ผู้ที่จะสมัครลงรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกนั้นเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นพิเศษ แตกต่างไปจาก ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่กําหนดไว้ชัดเจนในแทบทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ในส่วนของประเทศไทยเขาจึงได้กําหนดไว้ครับว่าให้สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรอบรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในวิชาชีพสาขาต่าง ๆ และจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ มีวิธีการเลือกตั้งเป็นพิเศษแตกต่างออกไปจากที่เราเลือก ส.ส. กัน ผมจึงได้แปรญัตติตรงนี้ว่าต้องการที่จะเห็นวุฒิสมาชิกมาจากกลุ่มวิชาชีพหรือสาขาอาชีพต่าง ๆ เพราะผมไปดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญต้องการที่จะใช้ประโยชน์ จากความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอาชีพต่าง ๆ มาช่วยกัน กลั่นกรองกฎหมาย มาช่วยกันพิจารณากฎหมายในมุมมองของมืออาชีพจากสาขาอื่น ๆ ที่จะต้องมีความคิด มีทัศนะที่แตกต่างจากผู้แทนราษฎรโดยทั่วไป หวังที่จะให้กฎหมาย ได้รับการกลั่นกรองอย่างพิถีพิถันจากผู้ที่มีผลประโยชน์หลากหลายแตกต่างไปจาก ผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะให้กฎหมายที่จะใช้บังคับในประเทศไทยของเราเป็นกฎหมายสําหรับ คนทุกคน เป็นกฎหมายสําหรับคนทุกกลุ่ม และเป็นกฎหมายที่ใช้ไป บังคับไป เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลสําคัญที่ผมจําเป็นที่จะต้อง เอามากราบเรียนกับท่านประธานสภา ผมไปดูครับว่าความคิดอย่างนี้มันพัฒนามาอย่างไร ไม่ต้องย้อนไปดูไกลครับ ดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แน่นอนครับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่มีผู้คนยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง แต่ก็มีข้อบกพร่องอยู่หลายประการ ข้อบกพร่องที่สําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ คือเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก เพราะว่า อะไรครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ นั้นได้กําหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชนทั้งหมด และผลเป็นอย่างไรครับ ผลก็ปรากฏว่าพรรคการเมือง ที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างเด็ดขาดสามารถเข้าไปแทรกแซง ครอบงําวุฒิสภา แล้วก็เป็นเหตุให้การถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบ การใช้อํานาจของฝ่ายบริหารนั้นเสียหายไป มีลักษณะที่ถูกคนกล่าวหาว่ามันเป็นลักษณะ ของเผด็จการรัฐสภา เพราะว่าได้มีการแทรกแซงการใช้อํานาจขององค์กรอิสระ เช่น แทรกแซงการใช้อํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ แทรกแซงการใช้อํานาจของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ทําให้เกิดการใช้อํานาจที่ไม่ชอบธรรมและฝ่ายรัฐบาลได้อาศัยข้อได้เปรียบ ทําให้เกิดการใช้อํานาจอย่างที่ว่า โดยปราศจากขอบเขต ผมเรียนกับท่านประธานครับว่า เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นคืออํานาจทั้งหมด หรืออํานาจเกือบทั้งหมดถูกผูกขาดอยู่ในมือของคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว หรือพรรคเดียว ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเป็นพวกเดียวกัน ไม่มีหนทางที่จะทําให้การตรวจสอบถ่วงดุล เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ มีการแทรกแซงองค์กรตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร ทําให้ระบบการตรวจสอบที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออกแบบไว้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเมื่อคน ๆ เดียว คนกลุ่มเดียวสามารถควบคุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ควบคุม ทั้งฝ่ายบริหาร ควบคุมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เกิดความเสียหายกับประเทศไทย กับชาติไทยก็คือว่า ได้ปรากฏการใช้อํานาจอย่างไม่เป็นธรรมขัดต่อกฎหมายเกิดขึ้นให้เห็น ผมยกตัวอย่าง เช่น กรณีการปราบผู้มีอิทธิพลและผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ที่ทําให้มีผู้คน ล้มตายตั้ง ๒,๕๐๐ คน หรือกรณีการใช้อํานาจในการปราบปรามประชาชนใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ทําให้เกิดเหตุการณ์สลดที่เสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะ ที่ตากใบ ผู้บริสุทธิ์ ล้มตายลงเป็นจํานวนมาก นี่ยังไม่ได้นับเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องของการแต่งตั้ง ญาติพี่น้องเข้าไปรับตําแหน่งต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ละครับ ทําให้เกิดการผูกขาดอํานาจรัฐ การใช้ อํานาจที่ไม่เป็นธรรมและทําให้การเมืองเกิดความไม่โปร่งใส ระบบการตรวจสอบอํานาจ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นี่เป็นความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ส่วนหนึ่งละครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กําหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ตรงนี้พูดกันมาก และผมก็จะขออนุญาตพูดสั้น ๆ ว่าการที่ทําให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งหมดนี้ ทําให้ สมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นอิสระจากพรรคการเมือง เป็นช่องทางให้พรรคการเมืองเข้าไปครอบงํา เข้าไปมีอิทธิพลเหนือสมาชิกวุฒิสภา เพราะอะไรครับ เพราะสมาชิกวุฒิสภาที่จะต้องมาจาก การเลือกตั้งของประชาชนนั้นแม้จะเป็นคนดีมีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ แต่ว่า สู้นักเลือกตั้งไม่ได้ ลงไปสนามจริงสู้นักเลือกตั้งไม่ได้ จะต้องไปพึ่งนักเลือกตั้งครับ จะต้องไปพึ่งหัวคะแนน จะต้องไปพึ่งเครือข่ายโครงข่ายของพรรคการเมือง ของนักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ คนดีคนมีความสามารถธรรมดาผ่านมาได้ครับ แต่ว่า น้อยมาก เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ก็จะต้องไปติดหนี้บุญคุณพรรคการเมือง ไปติดหนี้บุญคุณ นักเลือกตั้ง และนั่นคือที่มาที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นอิสระจากพรรคการเมือง ท่านประธานครับ นี่ผมยังไม่พูดถึงเรื่องคุณสมบัติทั่วไปที่จะต้องอภิปรายกันในมาตราอื่น แต่ผมกราบเรียนว่าการที่วุฒิสมาชิกไม่เป็นอิสระและถูกครอบงําโดยพรรคการเมือง นั่นแหละครับถึงเป็นบันไดที่จะทําให้พรรคการเมืองเข้าไปครอบงําองค์กรอิสสระและองค์กร ตรวจสอบอื่น ๆ ที่กระผมได้กราบเรียนมาแล้ว ฉะนั้นพอมาถึงการที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คณะกรรมการ คณะกรรมาธิการและสภาร่างรัฐธรรมนูญเขาจึงได้แก้ไขตรงนี้ ที่เคยกําหนดว่าสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงว่า ครึ่งหนึ่งให้มาจากการเลือกตั้ง อีกครึ่งหนึ่งให้มาจากการสรรหา ที่จริงก็ไม่ครึ่งทีเดียวหรอกครับ เอาตัวเลขที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนก่อน เหลือเท่าไรเอาไปลบ ๑๕๐ ก็เป็นจํานวนของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ผมเห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่ให้มีวุฒิสมาชิกเพียง ๑๕๐ คน และมาจากการเลือกตั้ง ๗๖-๗๗ คน มาจากการสรรหา ๗๓ หรือ ๗๔ คนนั้นเหมาะสมอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว และผมเห็นว่าองค์ประกอบของวุฒิสภา ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ทําหน้าที่ใกล้เคียงหรือสมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมชอบใจมากเป็นพิเศษก็คือว่า ไม่ได้ผูกขาดอ้างว่าจะต้องยึดโยงกับประชาชนเท่านั้น ยอมให้ประชาชนได้เลือกส่วนหนึ่ง แล้วก็ไปมีกระบวนการสรรหา คัดเลือกคนดีมีความรู้ มีประสบการณ์ที่มีใจเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ผูกพันทางการเมือง ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ว่าจะต้องเป็นนักการเมืองอาชีพไปอีกประเภทหนึ่ง แล้วเขาก็ได้ทําหน้าที่ของเขา อย่างสมบูรณ์ ผมไม่ต้องการยกตัวอย่างคนอื่นหรอกครับ เพราะว่าไม่ต้องการที่จะไปเอาใจ ท่านวุฒิสมาชิก แต่ผมได้ฟังท่านวุฒิสมาชิกอภิปรายเรื่องนี้ใน ๒-๓ วันที่ผ่านมาในการ พิจารณานี่ ผมได้เห็นและผมซาบซึ้งถึงคุณค่าของความเป็นมืออาชีพ ของความเป็นผู้มี ประสบการณ์ ถึงความเป็นผู้ที่ไม่ผูกยึดกับผลประโยชน์ทางการเมืองและท่านวุฒิสมาชิกเหล่านั้น ก็ได้แสดงความคิดความเห็นให้บันทึกเอาไว้ในสภาแห่งนี้อย่างน่าชื่นชม ที่ผมต้องขออนุญาต ยกเป็นพิเศษวันนี้ก็คือว่าท่านวุฒิสมาชิก มณเฑียร บุญตัน ซึ่งถ้าเป็นระบบการเลือกตั้ง ตามปกติ ท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน คงไม่มีโอกาสมานั่งเป็นวุฒิสมาชิก แต่ว่า เพราะกระบวนการสรรหาที่เปิดโอกาสให้แม้กระทั่งการรับคัดเลือกบุคคลจากกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส ท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน ท่านตาบอด ถ้าให้ไปหาเสียงเลือกตั้งแข่งกับ ส.ว. อื่น ไม่มีทางลงได้ครับ ยากที่จะสู้กับเขาได้ แต่ว่าเพราะมาตามกระบวนการสรรหา กลุ่มผู้ด้อยโอกาสจึงได้มีโอกาสส่งตัวแทนเข้ามานั่งอยู่ในวุฒิสภา อย่างท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านประธานครับ ผมเรียนกับท่านประธานเพราะว่าท่านประธานก็เป็นประธานวุฒิสภา ถ้าท่านประธานฟังคําอภิปรายของคุณมณเฑียร บุญตัน ในวันนั้นผมรู้สึกว่าคนตาดี ควรจะต้องอับอายที่คนตาบอดได้ชี้ทางสว่างให้ แล้วคนตาดีมองไม่เห็น นี่ผมจะต้อง ขออนุญาตกราบเรียนไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่คณะกรรมาธิการได้ไปแปรญัตติ ได้ไปกําหนดเอาไว้ว่าต่อไปนี้วุฒิสภาจะต้องเป็นสภา ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้ง ๒๐๐ คน เหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วย นอกจาก เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาที่จะไปแต่งตั้งบุคลากรในองค์กรต่าง ๆ ไปถอดถอนคนที่มีความสําคัญต่าง ๆ แล้ว ผมเห็นประสบการณ์จริงในชีวิตทางการเมืองของผม ผมเห็นเลยครับว่าในยุคที่องค์กรอิสสระเหล่านั้นถูกแทรกแซงมันเกิดความชั่วร้ายขึ้น ในบ้านเมืองจริง ๆ คณะกรรมการการเลือกตั้ง