สุเทพ เทือกสุบรรณ เสนอการเปลี่ยนแปลงบทบาทของวุฒิสภา โดยแบ่งประเภทสมาชิก และอภิปรายเหตุผลประกอบ 5 ประเด็น รวมถึงการควบคุมรัฐบาลและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล โดยเสนอให้มีการอภิปรายทั่วไปเพื่อตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องหน้าที่ของวุฒิสภาในการตรวจสอบและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และบทบาทหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และการถอดถอนบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งได้เป็นผู้ที่แปรญัตติ มาตรา ๑๑๑ และมีเหตุผลมีความเห็นที่แตกต่างไปจากคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานว่า ในมาตรา ๑๑๑ กระผมได้ยื่นคําแปรญัตติ โดยแปรญัตติว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คน ดังต่อไปนี้ (๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนจํานวน ๑๐๐ คน และ (๒) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกองค์กร วิชาชีพ องค์กรอาชีพที่ได้รับการจดทะเบียนจํานวน ๑๐๐ คน แล้วก็ได้แบ่งประเภทออกเป็น จากสภาทนายความ จากองค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทย์ สภากายภาพบําบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สภาเภสัชกรรม เป็นต้น นอกจากนั้น ก็ให้มาจากสมาชิกของคุรุสภา สภาวิชาชีพบัญชี สมาคมธนาคารไทย สภาวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สมาคมตํารวจ ทหารนอกราชการ ท่านประธานครับ ผมขอซักซ้อมกับท่านประธานว่า กระผมจําเป็น ที่จะต้องอภิปรายให้เห็นว่าสิ่งที่กระผมได้เสนอคําแปรญัตตินั้นมีเหตุ มีผล มีที่มาอย่างไร โดยกระผมจะอภิปรายเหตุผลประกอบเป็น ๕ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ผมจะได้อภิปรายถึงอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา
ประเด็นที่ ๒ ผมจะได้อภิปรายถึงอํานาจหน้าที่ขององค์กรตรวจสอบ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นผู้ที่มาจากการแต่งตั้งของวุฒิสภา
ประเด็นที่ ๓ ผมจะอภิปรายถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๔ ผมจะได้อภิปรายถึงเหตุผลที่วุฒิสภาจะต้องมีที่มา ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่ามีความเป็นมาอย่างไร
ประเด็นที่ ๕ กระผมจะได้สรุปว่าเพราะเหตุเหล่านี้กระผมจึงไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ
ที่ต้องกราบเรียนกับท่านประธานถึงประเด็นการอภิปรายของผมไว้ เป็นการล่วงหน้า เพื่อที่จะไม่ให้มีใครลุกขึ้นมาประท้วงว่ากระผมได้อภิปรายนอกประเด็น ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่า ประชาชนทั่วไป คนทั่วไป ถ้าได้ติดตามเรื่องการทํางานของรัฐสภาก็จะเกิดความสงสัยว่า ทําไมการแก้ไข มาตรา ๓ เพียงเพื่อบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาควรจะมีจํานวนเท่าไร และจะมีที่มาอย่างไร ทําไมพวกเราจึงต้องใช้เวลาอภิปรายกันหลายวัน กระผมอยากจะกราบเรียนในที่ประชุม เป็นเบื้องต้นว่า วุฒิสภามีอํานาจหน้าที่ที่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจน ถ้าจะให้ เรียนกันตรง ๆ ก็ต้องบอกว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นมีอํานาจหน้าที่ที่มีความสําคัญต่อบ้านเมือง ต่อระบบการปกครองในบ้านเมืองมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยซ้ําไป กล่าวคือสมาชิกวุฒิสภานั้นนอกจากจะต้องมีหน้าที่ในการกลั่นกรอง แต่งตั้งบุคคล กลั่นกรองกฎหมายแล้วก็จะต้องมีหน้าที่ในเรื่องของการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลด้วย ผมได้ไปตรวจดูครับ ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๖๑ ของวุฒิสภา จะเป็นอํานาจในเรื่องของการควบคุมการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ด้วยการที่จะเปิด อภิปรายทั่วไป แม้ว่าการเปิดอภิปรายทั่วไปของวุฒิสภาจะไม่มีการลงมติ แต่การเปิด อภิปรายทั่วไปของวุฒิสภาก็จะทําหน้าที่ในตรวจสอบในการควบคุมรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร เพราะจะได้ซักไซ้ไล่เลียง จะได้ให้ฝ่ายรัฐบาลมาอธิบายว่าที่ได้ดําเนินการเรื่องต่าง ๆ ไปนั้น มีผลกระทบต่อประเทศชาติต่อประชาชนอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องถือว่าเป็นการอภิปราย ที่มีคุณค่ามีความหมาย
ในประการที่สอง ในหน้าที่ในฐานะเป็นสภานิติบัญญัติตามมาตรา ๑๔๘ การกลั่นกรองกฎหมายทั้งหลายมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าวุฒิสภาจะมีมุมมอง จะมีทัศนะที่แตกต่างออกไปจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้ง มาจากประชาชนโดยตรง เพราะว่าทัศนะของวุฒิสภาเป็นทัศนะของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ซึ่งจะทําให้ กฎหมายที่จะผ่านรัฐสภานั้นได้มีความเหมาะสม มีความถูกต้อง มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น แต่ว่าหน้าที่ที่สําคัญยิ่งยวดของวุฒิสภาก็คือหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคล ที่จะไปทําหน้าที่ในองค์กรอิสระทั้งหลายและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ในประการแรก คือการแต่งตั้งตุลาการของศาล ซึ่งก็อยากจะให้ประชาชน ทั้งหลายได้ทราบว่าผู้แทนราษฎรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่วุฒิสมาชิกเข้าไปทําหน้าที่ รับผิดชอบในส่วนนี้ คือการแต่งตั้งตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ และการแต่งตั้งตุลาการของศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา ๒๒๔
ในประการที่ ๒ วุฒิสภาโดยวุฒิสมาชิกจะเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการแต่งตั้งกรรมการตุลาการ คือการเลือกกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิในศาลยุติธรรม และในศาลปกครอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือกรรมการซึ่งไปประกอบเป็นกรรมการตุลาการ จะเป็นผู้พิจารณาการแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ รวมทั้งการที่จะให้ผู้พิพากษาและตุลาการ พ้นจากตําแหน่งด้วย
ในประการที่ ๓ วุฒิสภาจะทําหน้าที่ในการแต่งตั้งบุคคลให้ดํารงตําแหน่ง ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมี ๒ ลักษณะ คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งกรรมการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็คือแต่งตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ส่วนการแต่งตั้ง บุคคลเข้าดํารงตําแหน่งในองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญนั้น ที่สําคัญก็คือการแต่งตั้ง อัยการสูงสุดและการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นอกเหนือจากอํานาจ ในการแต่งตั้งตุลาการและคณะกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่กระผมได้กราบเรียน ไปแล้วนั้น วุฒิสภายังมีอํานาจในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่ง ใครบ้างครับที่วุฒิสภา จะมีอํานาจในการถอดถอน วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนนายกรัฐมนตรี มีอํานาจถอดถอน รัฐมนตรี มีอํานาจถอดถอนรัฐมนตรี มีอํานาจถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีอํานาจถอดถอน สมาชิกวุฒิสภา มีอํานาจถอดถอนประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลปกครองสูงสุดและอัยการสูงสุด ถ้าหากว่าคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไป ในทางทุจริตต่อหน้าที่ หรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือจงใจใช้อํานาจหน้าที่โดยขัดต่อกฎหมาย และอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๒๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญ กระผมจึงอยากจะเรียน ให้ได้ทราบเป็นเบื้องต้นว่า วุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกมีบทบาท มีหน้าที่ที่สําคัญอย่างยิ่ง ต่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการทําหน้าที่ในการ แต่งตั้งและถอดถอนบุคคลเหล่านี้ ซึ่งจะมีผลต่อชีวิตของประชาชนและความผาสุก ของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ทีนี้เราไปดูกันครับท่านประธานครับว่า อํานาจหน้าที่ขององค์กร อิสระที่สําคัญ ๆ ที่บุคลากรในองค์กรเหล่านั้นจะได้รับการแต่งตั้งจากสมาชิกวุฒิสภานั้น มีอะไรบ้าง ผมจะขออนุญาตชี้ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ตระหนักถึงความสําคัญ ขององค์กรอิสระเฉพาะบางองค์กร ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้อยู่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งค่อนข้างจะมีอํานาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะทําการกํากับ ควบคุมการดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การสรรหาวุฒิสมาชิก การเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งสภาท้องถิ่น ทั้งผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อที่จะให้ การเลือกตั้งเหล่านี้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทําหน้าที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง อํานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจ ที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ถ้าเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งใดไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ที่สําคัญ ก็คือว่านอกจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งยังมีอํานาจดูแลเรื่องการออกเสียงประชามติ ของประชาชนในเรื่องสําคัญ ๆ อีกด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. นี่ละครับ มีอํานาจที่จะเพิกถอนสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๓๗ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นคณะกรรมการที่มีความหมายมีความสําคัญ มีฐานะหน้าที่ ตามกฎหมายที่ค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จและเป็นเรื่องที่ผู้คนประชาชนทั้งหลายเป็นห่วงกันมากว่า อํานาจเบ็ดเสร็จของคณะกรรมการการเลือกตั้งนี่แหละที่จะเป็นตัวล่อให้ผู้ที่อยากได้อํานาจ เข้ามาแทรกแซงคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วก็มีตัวอย่างกันมาแล้วว่าได้มีการแทรกแซง คณะกรรมการการเลือกตั้งจริงในอดีต ท่านประธานครับมีเรื่องหนึ่งที่พูดจากันมาโดยตลอด