รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ จากการที่ได้รับฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายกัน เป็นเวลาหลายวันนี่นะครับ ก็รู้สึกว่าสาเหตุหนึ่งนะครับ ที่ทําให้พวกเราหาจุดร่วมกันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีหลักการทํานองเดียวกัน หลักการที่สําคัญที่สุดครับผมคิดว่าพวกเรา เห็นตรงกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาในสภาแห่งนี้ หรือประชาชนคนไทยทั่วประเทศเห็นตรงกันทั้งสิ้นครับว่าประเทศไทยนั้นปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งถ้าหากว่าพวกเราได้ย้อนกลับมาดู กันนะครับว่าหลักการในการปกครองระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วนะครับท่านมี ประมาณ ๙ อย่างด้วยกันครับท่านประธาน เป็นหลักการประชาธิปไตยสากลที่ยึดถือกัน ทั่วโลก ถ้าหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปผมก็เชื่อว่าก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย หลักการประชาธิปไตยดังกล่าวครับท่านประธานครับ ได้แก่หลักสิทธิไรทซ์ (Rights) นะครับ เสรีภาพ ลิเบอร์ตี้ (Liberty) ครับ ความเสมอภาค อิควอลิที (Equality) ครับ ท่านประธานครับ หลักภราดรภาพ ฟราเทอร์นิที (Fraternity) ครับ หลักการแบ่งแยก อํานาจการปกครอง เซพพะเรชั่น ออฟ พาวเวอร์ส (Separation Of Powers) หลักเชคกิ้ง แอนด์ บาลานซ์ (Checking and Balance) หลักการถ่วงดุลครับ ท่านประธานครับ หลักเรื่องของเสียงส่วนใหญ่ครับ เมจอริตี้ รูล ไมนอริตี้ (Majority Rule Minority Right) เราให้สิทธิ เรารับฟังสิทธิของเสียงส่วนน้อย แต่ในขณะเดียวกันในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ก็เป็นการตัดสินบนพื้นฐานของเสียงข้างมาก รวมทั้งหลักการเรื่องของหลักนิติธรรม รูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) และที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน คือหลักการที่ว่าอํานาจอธิปไตยนั้น เป็นของประชาชนและเป็นสิ่งที่ประชาชนชอบที่จะเป็นผู้มอบให้กับตัวแทนของเขาในการใช้ อํานาจอธิปไตยครับท่านประธาน ซึ่งถ้าหากพวกเรามาดูว่าหลักการทั้ง ๙ นี้ ถ้าหาก มาทดลองใช้กับเรื่องของ ส.ว. ควรจะเป็น ส.ว. เลือกตั้งหรือ ส.ว. สรรหานะครับ ท่านประธานก็คงจะเห็นได้ชัดเจนนะครับว่า เมื่อเราเอาหลักการทั้ง ๙ ซึ่งเป็น หลักประชาธิปไตยสากลนะครับจับเข้ากับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างน้อยที่สุดเราจะพบเห็นว่า เรามีปัญหาอย่างน้อยที่สุด ๔ ประการครับท่านประธานครับ

ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องของความเสมอภาค จริง ๆ แล้วประชาชนทุกคน น่าจะมีสิทธิเลือก ส.ว. ๑ คน เท่า ๆ กันนะครับ แต่พอเรามีระบบสรรหาขึ้นมาทําให้หลัก เรื่องของความเสมอภาคนี้บิดเบือนไปไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้ ผมขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียดครับเนื่องจากว่าชัดเจนอยู่แล้วนะครับ

ประการที่ ๒ ที่มีปัญหาครับท่านประธาน คือหลักเรื่องของการแบ่งแยก อํานาจอธิปไตยครับ อํานาจอธิปไตยควรจะมีการแบ่งแยกเป็น อย่างน้อยที่สุดนะครับท่าน อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจตุลาการ แล้วก็อํานาจฝ่ายบริหาร แต่ระบบของการออกแบบ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ ทําให้หลักการแบ่งแยกอํานาจของเรามีปัญหาครับ นอกจากนี้ครับ ท่านประธาน การถ่วงดุลอํานาจของอํานาจต่าง ๆ ในองค์กรประชาธิปไตยเกิดปัญหาขึ้น อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าหากว่าพวกเราได้เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นรอบด้านเราจะ พบว่าการถ่วงดุลอํานาจของเรามีปัญหาจริง ๆ ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด ท่านประธานครับ และที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน หลักอํานาจอธิปไตยมาจากปวงชน ชาวไทยบังคับใช้ไม่ได้ในบางส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของ ส.ว. ถามว่าหลักที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้นเป็นหลักการที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยสากล ที่ทั่วโลกยอมรับหรือไม่ ทั่วโลกในปัจจุบันนี้มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้นมากน้อย เพียงใด เราจะสังเกตเห็นนะครับถ้าเราตัดประเทศที่กําลังพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ออกไปเราก็จะพบว่าประเทศที่เป็นอารยประเทศนั้นล้วนแล้วแต่ใช้ ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้งทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งทางตรงหรือทางอ้อมก็ไม่ได้มีข้อยกเว้น ไม่ว่า จะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมัน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ซึ่งอาจจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านเข้าใจผิดว่า ส.ว. อิตาลีมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา แต่ความจริงแล้ว ส.ว. อิตาลี ๓๑๕ ท่าน มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น ส่วนอีก ๒ ท่านที่มาจาก การแต่งตั้งหรือสรรหานั้นท่านหนึ่งก็เป็นอดีตประธานาธิบดี อีกท่านหนึ่งก็เป็นอดีต นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีที่มายึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกันครับท่านประธาน แม้แต่ประเทศ แคนนาดาก็มีบางคนบอกว่าเป็น ส.ว. ที่มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งเช่นเดียวกัน แต่ท่านประธานครับ การแต่งตั้ง ส.ว. ของแคนนาดานั้นเป็นการแต่งตั้งที่อาศัยคําแนะนํา ของนายกรัฐมนตรี กัฟเวอร์เนอร์ เจเนอรัล (Governor General) ซึ่งเป็นตัวแทนของควีน (Queen) ของพระราชินี ท่านก็เป็นคนแต่งตั้งตามคําแนะนําของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็มีที่มาจากประชาชนเช่นเดียวกัน ยังคงสามารถรักษาหลักการที่อํานาจ อธิปไตยมาจากประชาชนได้เช่นเดียวกันครับ ประเทศแม่แบบประชาธิปไตยอีกประเทศหนึ่ง ก็คือประเทศอังกฤษ ท่านประธานครับ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะครับว่าทําไม ประเทศอังกฤษถึงมี ส.ว. ที่มาจากการสรรหาหรือมาจากการแต่งตั้ง ถ้าหากว่าเราพิจารณากันอย่างเด่นชัดนะครับว่าประเทศอังกฤษมีที่มาที่ไป มีประวัติศาสตร์ อย่างไร ก็คงจะไม่ต้องสงสัยครับว่าทําไมถึงยังต้องมี เฮ้าส์ ออฟ ลอร์ด อยู่ และการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภาของอังกฤษนั้นก็เป็นการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ครับท่านประธาน ไม่ใช่ เป็นการสรรหาโดยบุคคลอื่นนะครับ ซึ่งแตกต่างจากระบบของประเทศไทย และที่สําคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน ส.ว. ของอังกฤษไม่ได้ใช้อํานาจอธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับ ส.ว. ในประเทศไทย ในประเทศไทยนั้นเราจะสังเกตเห็นนะครับว่า ส.ว. มีอํานาจที่จะสามารถ ถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทุกระดับ สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรี ที่มีที่มาจากประชาชนได้ สามารถถอดถอน ส.ส. ที่มีที่มาจากประชาชนได้ สามารถถอดถอน บุคลากรในองค์กรอิสระต่าง ๆ ได้ ซึ่งอํานาจอันนี้เป็นอํานาจอธิปไตยที่ต้องมีอํานาจยึดโยง กับประชาชนเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ในประเทศอังกฤษนั้นแม้ ส.ว. จะมาจากการแต่งตั้งนะครับ แต่ก็มิได้มีการใช้อํานาจอธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบนะครับ เมื่อไม่มีการใช้อํานาจอธิปไตย อย่างเต็มรูปแบบ ความจําเป็นที่จะยึดโยงกับประชาชนก็ไม่ได้มีความจําเป็นเพียงนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเราได้พิจารณาถึงประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยโดยละเอียดลึกซึ้งแล้วนะครับ ก็จะพบว่ายังคงรักษาหลักการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยทั้ง ๙ หลักโดยเคร่งครัดครับ ท่านประธานครับ มีประเด็นหนึ่งที่สงสัยกันมากว่า ถ้าหากว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วนะครับ องค์กรอิสระจะเป็นอย่างไร องค์กร อิสระจะยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ สิ่งนี้นะครับผมขออนุญาตเรียนว่า เหรียญทุกเหรียญนะครับมี ๒ ด้าน เมื่อเรากําหนดให้ ส.ว. ส่วนหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมาจาก หรือได้รับการสรรหาจากองค์กรอิสระ ในด้านหนึ่งเราจะมีองค์กรอิสระที่เข้มแข็ง แต่ในอีก ด้านหนึ่งเราก็จะมีองค์กรอิสระที่ยากแต่การตรวจสอบ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาของเหรียญ ๒ ด้าน แต่ถ้าหากว่าเราตัดอคติออกไปนะครับ และได้ดูประวัติศาสตร์ ดูวิธีการที่อารยประเทศ ในต่างประเทศได้มีการใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลายาวนาน เราก็จะเห็นว่ามีทางออก ที่อารยประเทศได้ใช้อยู่ ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงบางประเทศนะครับ ประเทศแรกครับ เป็นประเทศฝรั่งเศสครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างองค์กรเดียวนะครับก็คือองค์กรที่เรียกว่า สภารัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส คณะกรรมาธิการที่กระผมเป็นประธานนะครับ ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนความเห็นกับท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ฝรั่งเศสนะครับ ท่านบอกว่าของประเทศฝรั่งเศสมีตุลาการรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ๑๑ ท่านครับ ท่านประธานครับ ถามว่าที่มามาอย่างไรครับ มาจากประธานาธิบดีเลือก ๓ ท่าน มาจากประธานวุฒิสภาเลือก ๓ ท่าน มาจากประธานสภาผู้แทนราษฎรเลือกอีก ๓ ท่าน รวมแล้วเป็น ๙ ท่าน ทั้ง ๙ ท่านนี้ ต่างก็ยึดโยงกับประชาชนทั้งสิ้น ส่วนอีก ๒ ท่านครับท่านประธาน ก็มีอดีตประธานาธิบดี อีก ๒ ท่าน ซึ่งก็มีที่มายึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกันนะครับ ดังนั้นก็จะสังเกตว่าทั้ง ๑๑ ท่าน มีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชนโดยสิ้นเชิงครับ ทั้งทั้งสิ้นครับท่านประธาน อีกประเทศหนึ่ง ครับเยอรมันครับท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันมีทั้งสิ้น ๑๖ ท่าน มาจากการเลือกตั้ง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ๘ ท่าน มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกวุฒิสภาอีก ๘ ท่าน รวมแล้วเป็น ๑๖ ท่าน ครับ ทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบหนึ่งขององค์กรอิสระ ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปต่างก็มีองค์กรอิสระที่มีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชนเช่นเดียวกัน และประเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีประสบการณ์การดําเนินการโดยที่มีองค์กรอิสระที่มีอํานาจ ยึดโยงหรือมีที่มายึดโยงกับประชาชนมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ก็มิได้มีปัญหาในการ ดําเนินการแต่อย่างใดครับท่านประธาน ดังนั้นถ้าหากว่าเรามาตั้งทฤษฎีบอกว่าถ้าหากว่า องค์กรอิสระถูกแต่งตั้งหรือถูกสรรหาโดยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว องค์กรอิสระจะไม่สามารถดําเนินหน้าที่โดยอิสระได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสรุปผลที่เร็ว เกินไปและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่แน่นอนที่สุดครับ ในการออกแบบ วิธีการได้มาซึ่งองค์กรอิสระนั้นเป็นสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้หรือว่าประชาชนคนไทยทุกคนคงจะได้มี โอกาสได้พิจารณาโดยละเอียดต่อไป เพื่อที่จะให้องค์กรอิสระยังคงมีความเป็นอิสระ และมีความเข้มแข็งตามสมควร แล้วก็เมื่อองค์กรอิสระจะใช้อํานาจอธิปไตยก็จะต้องยึดโยง กับประชาชนเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ

อีกประเด็นหนึ่งนะครับที่ได้มีการกล่าวหากันค่อนข้างมากนะครับว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอาจจะไม่เป็นกลางทางการเมือง หรือว่า มีการดําเนินการที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองอย่างที่มีการกล่าวหามาตลอด ๓ วันนะครับ พวกกระผมไม่มีโอกาสได้อภิปรายมากมายนัก ก็เนื่องจากมีความประสงค์ที่จะให้ การดําเนินการอภิปรายเป็นไปด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมจะขออนุญาตกล่าว เพียงสั้น ๆ ครับว่า การที่จะกล่าวในเรื่องใดนั้นจะต้องดูข้อเท็จจริงด้วยครับ การตั้งสมมุติฐานขึ้นมา หรือจินตนาการไปโดยที่ไม่ได้ดูหลักฐานหรือพฤติการณ์ที่แท้จริงน่าจะไม่เป็นธรรม กับพวกกระผมครับ ถ้าหากพวกเราได้ดู ถ้าหากว่าท่านประธาน ผมก็เข้าใจว่าท่านประธาน ได้ติดตามมาตลอดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแถลงนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนํา หรือที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนํา พวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้เข้าร่วมประชุมเป็นจํานวนมาก ทุกครั้งครับ ไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล หรือแม้แต่การผ่านกฎหมายสําคัญ ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดส่งมา ถ้าหากว่ามีความชอบธรรมพวกกระผมก็ผ่านให้โดยตลอด กฎหมายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณก็เช่นเดียวกันครับ แล้วการปฏิบัติหน้าที่โดยที่พวกเรา คํานึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสําคัญนี้ถือว่าไม่เป็นกลางหรือครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตขอให้ประชาชนและเพื่อนสมาชิกได้ให้ความเป็นธรรมกับพวกกระผมด้วยครับ

ประเด็นที่มีการพูดกันเป็นอย่างมากก็คือเรื่องของการขัดกันของผลประโยชน์ พวกผมก็อดทนฟังมาเป็นเวลาเช่นเดียวกัน ขณะนี้ก็ขออนุญาตกล่าวเพียงเล็กน้อยถึงประเด็น เรื่องนี้นะครับ เรื่องของการขัดแย้งของผลประโยชน์นั้นถ้าหากว่าเราจะพิจารณา ผมขอ อนุญาตให้มีการพิจารณาใน ๒ มิติครับ มิติแรก เป็นเรื่องของบรรทัดฐานของประเทศไทย ประเทศไทยเคยมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้อย่างไร เป็นเรื่องที่ ๑ ส่วนเรื่องที่ ๒ นะครับ ก็คือ เรื่องของหลักประชาธิปไตยสากลนะครับ ได้พิจารณาหรือว่ามีหลักการในเรื่องนี้อย่างไรครับ ในเรื่องของบรรทัดฐานของประเทศไทย ผมขออนุญาตให้ได้มีการพิจารณาถึงการ ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้นะครับ ว่าบุคคลที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมาคือผู้ใดครับ สสร. เกี่ยวข้องอย่างไร กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้อง อย่างไร สนช. เกี่ยวข้องกับการผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย กกต. ว่าด้วย ส.ส. ส.ว. อย่างไร แล้วพวกเราเห็น สสร. คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สนช. ได้มีการดํารงตําแหน่งใดบ้าง ในปัจจุบันนี้ทั้งในองค์กรอิสระ ทั้งในรัฐสภามีบุคคลเหล่านั้น ในปัจจุบันนี้ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามครับ มีจํานวนเท่าไรที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในองค์กรอิสระ ในรัฐสภา หรือตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ท่านประธาน ถ้าหากเราได้พิจารณาถึงประเด็นนี้แล้วนะครับ ก็จะสังเกตเห็นว่าหลักการที่จะพยายามบังคับใช้ในเรื่องนั้นนะครับ ในเรื่องของการขัดแย้ง ของผลประโยชน์นั้นไม่เคยมีการบังคับใช้ก่อนหน้านี้ในประเทศไทยในเรื่องของการตรา พระราชบัญญัติหรือตรารัฐธรรมนูญครับ ไม่เคยมีบรรทัดฐานในเรื่องนี้มาก่อน บรรทัดฐาน ที่ผ่านมาใช้บรรทัดฐานของการมีส่วนร่วมครับ เราจะพิจารณาเรื่องของบุคคลที่เป็นคนพิการ เราก็ปรารถนาจะให้มีคนพิการเข้ามามีส่วนร่วม มีคนพิการมาเป็นกรรมาธิการ มีคนพิการ ที่สามารถที่จะยื่นร่างพระราชบัญญัติเข้ามาได้ ในเรื่องของการตราพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ครับ ป.ป.ช. ก็ยื่นได้ และ ป.ป.ช. ก็มาเป็นกรรมาธิการด้วย สตง. เช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ หรือแม้แต่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวที่แล้วที่มีการแก้ไขในเรื่องที่มาของ ส.ส. ครับท่านประธาน ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธานก็เป็นรัฐสภาแห่งนี้ ก็เป็น ส.ส. หลายท่านที่ผ่านรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้น ก็เป็น ส.ส. ที่มาเป็น ส.ส. ชุดนี้เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ดังนั้นจะสังเกตเห็นว่าเราได้ข้อสรุปแล้วครับว่าในเรื่องของการตรารัฐธรรมนูญหรือการตรา พระราชบัญญัตินั้น พวกเราไม่ได้ดูเรื่องของการขัดแย้งกันของผลประโยชน์ครับท่านประธาน แต่ดูเรื่องการมีส่วนร่วมเป็นสําคัญ ซึ่งหลักการนี้ถ้าจะพูดไปแล้วก็เป็นหลักการที่ตรงกับหลักการ ประชาธิปไตยสากลที่ใช้กันอยู่ เราจะมีกฎกติกาที่จะบังคับใช้ในครอบครัว ก็ควรที่จะให้บุคคล ในครอบครัวเป็นคนกําหนดกติกา เราจะดําเนินการใด ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชน อย่างมีสาระสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนหรือเรื่องใด ๆ ก็แล้วแต่ เราก็บอกว่าต้องให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องมีการประชาพิจารณ์ ต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ในเรื่องที่มีความสําคัญ เช่น การตรารัฐธรรมนูญถ้าหากเราไม่ให้ประชาชนหรือตัวแทน ของประชาชนมีส่วนร่วมในการร่าง แล้วเราจะได้รัฐธรรมนูญที่จะมีปกครองคนไทยได้อย่างไร ถ้าหากเราบอกว่าในการร่างรัฐธรรมนูญหรือในการตรารัฐธรรมนูญนั้นต้องเอาบุคคล ที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยสิ้นเชิง ผมเข้าใจว่าไม่ว่ามาตราใดครับท่านประธานประชาชนคนไทย ทั้ง ๖๕ ล้านคน ไม่มีใครเลยครับท่านประธาน ที่จะสามารถมาตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่มี ส่วนได้เสียได้ แม้แต่บุคคลที่อยู่ต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอังกฤษก็ไม่สามารถที่จะตรารัฐธรรมนูญให้ประเทศไทยได้ ถ้าหากว่าจะยึดหลัก ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกาก็อาจจะมีส่วนได้เสีย ในเรื่องการค้ากับประเทศไทยเช่นเดียวกัน

ดังนั้นกล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน ในเรื่องของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นสาระสําคัญ แต่เดิมรัฐสภาแห่งนี้เคยมีความคิดที่จะ โหวตในวาระที่สาม ในเรื่องของมาตรา ๒๙๑ แล้วก็ให้ สสร. ซึ่งเลือกโดยประชาชนเป็นคนไป ร่างขึ้นมา ซึ่งตัวนั้นจริง ๆ แล้วก็เป็นวิธีการที่ถูกต้องนะครับ แล้วก็ใช้โดยทั่วไปในสากล แต่ก็ ปรากฏว่าก็มีการกําหนดกติกาเพิ่มเติมครับท่านประธาน บอกว่าต้องให้มีการทําประชามติ เสียก่อน แล้วประชามตินั้นแทนที่จะใช้บรรทัดฐานเดิมประมาณ ๑๔ ล้านเสียง ก็บอกว่า ไม่ได้แล้ว ๑๔ ล้านเสียงน้อยไป จะต้องตีความว่าต้องใช้ถึง ๒๑ ล้านเสียง ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่า ทําไมตอนที่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น บอกว่า ๑๔ ล้านเสียง เสียงข้างมากพอแล้วนะครับ แต่พอเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนจะร่างกันเองบอกว่า ๑๔ ล้านเสียงไม่พอ ต้องเป็น ๒๑ ล้านเสียง เป็นที่มาที่พวกเราต้องมาพิจารณารัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในปัจจุบันนี้ แล้วก็มีความพยายามที่จะขัดขวางเช่นเดียวกันไม่ให้มีการตรารัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ประชาชนที่รักความเป็นธรรมท่านก็คงทราบ แล้วก็คงจะให้ความเป็นธรรมกับรัฐสภาของเราครับ ผมคิดว่าเราคงจะสามารถดําเนินการ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยึดหลักนะครับ ผมขอเน้นย้ําว่ายึดหลักประชาธิปไตยทั้ง ๙ ข้อ ผมคิดว่า ก็คงสามารถทําได้สําเร็จลุล่วง แต่อย่างไรก็ดีครับ แม้ผมจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ ในหลักการ แต่ก็อาจจะมีประเด็นอื่นในมาตราอื่นที่ผมขออนุญาตสงวน ความเห็นไว้ แล้วก็จะได้อภิปรายในโอกาสต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ