รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖

อนุรักษ์ นิยมเวช หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงหลักการดุลยภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 และความจำเป็นในการฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระ เช่น ศาลปกครองและคณะกรรมการอัยการ และเสนอแนะว่าควรปรับปรุงโครงสร้างของวุฒิสภาเพื่อให้มีความเป็นกลางและดุลยภาพมากขึ้น

นายอนุรักษ์ นิยมเวช ภาควิชาชีพ

มาตรา ๕ ก็คือเป็นโครงสร้างนะครับ สรุปอีกอันหนึ่งก็คือเป็นเรื่องเว้นวรรคซึ่งส่วนใหญ่ก็พูดแล้ว อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของ การยกเลิกอํานาจ ส.ว. นะครับ ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอํานาจ อธิปไตยนะครับท่านประธาน ประการหนึ่งจะขอเรียนท่านประธานก็คือว่าโดยหลักของ การยึดโยงประชาชน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ค่อยมีคนพูดนะครับว่า รัฐธรรมนูญตรงนี้เป็นการสถาปนาโดยประชาชน เริ่มต้นเลยนะครับ เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ประชาชนให้การสถาปนา ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เองก็ยังไม่มีการผ่าน ประชามตินะครับ แล้วก็รัฐธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ โดยผ่านประชามติมีเสียงเห็นชอบ ประมาณ ๑๔ ล้านเสียง แล้วก็ไม่เห็นชอบ ๑๐ นะครับ ในขณะเดียวกันอย่างไรก็ตาม อย่างเป็นสมาชิกทุกท่านวันนี้ก็มาภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้ว สิ่งที่เราก่อตั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราก่อตั้งองค์กรสูงสุด โดยผ่านความเห็นชอบ โดยประชามติ มาก่อน ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ

อีกประการหนึ่งนะครับท่านประธาน ถ้าดูจากเจตนารมณ์นะครับ ผมอยาก ให้ท่านสมาชิกได้อ่านในเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ ประชามติ โดยเฉพาะกําหนดไว้ว่าการกําหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทางฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหารให้มีดุลยภาพ ตรงนี้เป็นเจตนารมณ์ ถ้าเราจะไปดูเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ จุดนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่เคยเขียนนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการเน้นดุลยภาพ เนื่องจากเจอปัญหาในอดีตเป็นอย่างไรนะครับ ซึ่งมีสมาชิกหลายท่าน พูดไปแล้ว ผมไม่พูดนะครับ เพราะฉะนั้นการดุลยภาพกันก็คือผมคิดว่าในส่วนกลไกตามที่ ท่านเปลี่ยนแปลงกลไกของสมาชิกวุฒิสภานะครับ กลไกของวุฒิสภาที่เป็นฝ่ายเลือกตั้งที่เป็น ตัวแทนจากใช้จํานวนประชากร ๒๐๐ คนอย่างเดียวนี้นะครับ แล้วมีคุณสมบัติใหม่ตามที่ทาง ท่านกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา ผมคิดว่ามันน่าจะ ก็คือว่าถ้าดูจากแนวความคิด ขอเรียนท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ ในส่วนนี้ที่เอาเอกสารให้ท่านประธานดูนี้นะครับ ก็คือว่า ประเด็นที่ท่านกรรมาธิการพูดเสมอเลยนะครับว่า วันนี้เราสามารถที่จะแก้ไขเป็นรายมาตรา สามารถทําได้ทุกประเภท โดยอิงตามแนวของคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ คําวินิจฉัย ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ที่วินิจฉัยวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ในกรณีที่พวกเรานี้ได้มีการพิจารณา วาระที่สอง แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ซึ่งเราก็หยุดไว้นะครับ แล้วศาลรัฐธรรมนูญ แนะนําบอกว่าให้ไปทําประชามตินะครับ แล้วก็ให้ไปแก้รายมาตราตรงนั้น ผมคิดว่าเท่าที่ ผมไปอ่านคําพิพากษาตรงนั้น ผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจากท่านกรรมาธิการก็คือว่า ในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวบอกว่า อํานาจในการก่อตั้งองค์กร สูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอํานาจของประชาชนอันเป็นที่มา โดยตรงในการกําเนิดรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เป็นหลักการเลยนะครับว่า อํานาจในการก่อตั้ง องค์กรสูงสุดนะครับ หรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอํานาจของประชาชน เพราะฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็เลยบอกว่าถ้าในกรณีนี้นะครับ ถ้าคุณจะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอํานาจสูงสุดนี่ คุณทําไม่ได้ต้องไปทําประชามตินะครับ แต่ขณะเดียวกันเขาบอกว่า คุณอาจจะดําเนินการ แก้ไขเป็นรายมาตราได้ แต่ความคิดเห็นของผมนี้ผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ในกรณีการแก้ไขรายมาตราไม่ใช่ทําได้ทุกกรณีนะครับ ถ้าการแก้ไขรายมาตราเป็นการขัดต่อหลักการในเรื่องขององค์กรสูงสุดทางการเมืองนะครับ เช่น เป็นการเปลี่ยนแปลงอํานาจของฝ่ายศาลนะครับ เช่น ไปเปลี่ยนแปลงบอกว่า ศาลต้องยึดโยงกับประชาชน ให้มีการเลือกตั้งของตัวประธานศาลฎีกา หรือเป็นการเปลี่ยนแปลง องค์อิสระต่าง ๆ เหล่านั้น ที่เป็นเรื่องของดุลยภาพ ผมคิดว่าเป็นการแก้ไขรายมาตรา หรือกรณีของวุฒิสภา ถ้าเป็นการแก้ไขรายมาตราขัดต่อหลักการนี้ผมคิดว่าทําไม่ได้นะครับ การแก้ไขรายมาตราในทางกฎหมายเขาเรียกแค่เป็นนิติวิธีแค่นั้นเอง แต่ไม่สามารถที่จะแก้ไข เข้าไปในเนื้อหาได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอาจจะมีความคิดเห็นต่างจาก ท่านประธานนะครับว่า แก้ไขรายมาตราอย่างไรก็ตามเราก็ต้องกลับไปดูตรงนั้น ถ้าเป็นการ กระทบองค์กรสูงสุดสุดท้ายก็ต้องกลับไปทําประชามตินะครับ

อีกประการหนึ่งนะครับท่านประธาน ก็คือว่าในประเด็นในเรื่องของที่มี ท่านกรรมาธิการพูดนะครับว่าในกรณีนี้ ในอดีตเคยมีการแก้ไขในเรื่องของตัวเขต พวงใหญ่ หรือปาร์ตี้ลิสต์ต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นการแก้รายมาตราทําไมทําได้ในสมัยนั้นนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ เท่าที่ผมเข้าใจตรวจสอบนี้ในสมัยนั้นไม่เคยมีการร้องในมาตรา ๖๘ ในเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญในตอนนั้น จะคิดว่าการดําเนินการแก้ไขดังกล่าวสามารถทําได้หรือทําไม่ได้ แต่ผมเห็นคําวินิจฉัยในกรณี ที่ท่านจะดําเนินการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ดําเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคําวินิจฉัยว่าไม่สามารถทําได้ ต้องไปทําประชามตินะครับ สิ่งที่ผมเห็นผมเห็นตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านสามารถ เท่าที่ผมอ่านจากคําพิพากษาท่านก็เข้าไปเป็นพยานในคดีนี้ โดยหลักแล้วในคดีนี้ศาลก็ไม่ได้ วินิจฉัยตามมาตรา ๒๙๑ นะครับ ที่ท่านอ้างว่า มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง เรื่องของ การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของรัฐหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านั้นผมคิดว่าในกรณีนั้นศาลคงใช้ ยึดโยงกับมาตรา ๖๘ นะครับ ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ท่านสมาชิกก็พิจารณานะครับ

อีกประการหนึ่ง ถ้าเราจะดูในปัญหาเรื่องการขัดแย้งทางผลประโยชน์นะครับ ที่วันนี้ที่พูด ๆ กันในมาตรา ๑๒๒ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาประกอบกับ ตัวเจตนารมณ์นะครับว่า ในกรณีนี้ในการเข้าดําเนินการ สิทธิของตัวท่านสมาชิกวุฒิสภา เดิมมันไม่มีสิทธินะครับ แต่ปัจจุบันนี้จะมีสิทธิ แล้วก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินในตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่ประเด็นก็ต้องพิจารณาต่อไป ไม่ว่าเราเองหรือคนทั่ว ๆ ไปจะคิดอย่างไร หรือกรณีที่สามารถที่จะเป็นได้มากกว่า ๑ วาระ เป็น ๒ วาระ ๓ วาระ ๔ วาระ เพราะฉะนั้น ตรงเรื่องของการเว้นวรรคมันเป็น ๒ จุดนะครับ มีสิทธิทันทีแล้วสามารถที่จะดําเนินการ เป็นได้ทุกวาระนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ท่านประธานในโครงสร้างตรงนี้ ซึ่งท่านกรรมาธิการ พูดตลอดนะครับ ในเรื่องของความเป็นอิสระที่เรื่องของการแทรกแซงนะครับ ในเรื่องกรณี จัดตั้ง ในเรื่องของ ส.ว. เลือกตั้ง ผมคิดว่าปัจจุบันระบบของ ส.ว. เลือกตั้งในเรื่องของ การแต่งตั้งถอดถอน ผมคิดว่าถ้าในกรณีที่มีโครงสร้างของ ส.ว. เลือกตั้งตามที่ท่านกําหนดนี่ มันเกือบจะไม่มีคุณสมบัติแตกต่างจากตัว ส.ส. เผลอ ๆ คุณสมบัติของตัว ส.ว. วันนี้ที่ทาง ท่านกําหนดมีคุณสมบัติอาจจะต่ํากว่า ส.ส. อีกนะครับ เพราะในกรณีนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๐ (๑๐) บอกว่า ส.ว. เราพ้นวาระ ๒ ปีแล้วเราถึงจะไปเป็น ส.ส. ได้ แต่ขณะเดียวกันท่านกรรมาธิการแก้ ก็คือสมาชิกพรรคการเมืองหรือ ส.ส. วันนี้ลาออกมา เป็น ส.ว. ได้ ซึ่งผมคิดว่าคุณสมบัติของ ๒ ข้อนี้มันไม่เท่าเทียมกัน โดยหลักแล้วความเป็นกลาง ทางการเมือง ส.ว. ต้องสูงกว่า ส.ส. แต่กลายเป็นว่าวันนี้ยังมีความเขย่งกันอยู่ ซึ่งผมคิดว่า ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในเรื่องดุลยภาพ อํานาจของ ส.ว. ประการหนึ่งก็คือว่าที่มี การพูดกันเยอะ ๆ ผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ ๆ เลยก็คืออํานาจในการแต่งตั้งถอดถอน ซึ่งทางท่านกรรมาธิการอาจจะพูดไม่ตรงก็คือว่า การแต่งตั้ง อํานาจแต่งตั้งและถอดถอน ของวุฒิสภา การแต่งตั้งของ ส.ว. มี ๒ ส่วน ในโครงสร้างของ ส.ว. เลือกตั้งที่ท่านกําหนดไว้อย่างนั้น การแต่งตั้งโดยหลักแล้วการที่จะเข้าไปพิจารณาในเรื่องขององค์กรอิสระต่าง ๆ เหล่านั้น จริงครับ ในเรื่องปัจจุบันรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้มีการปรับปรุงปี ๒๕๔๐ ซึ่งปี ๒๕๔๐ ปกติ ส.ว. เป็นคนเลือกเอง แล้วก็ให้ความเห็นชอบเอง แต่ขณะเดียวกันปี ๒๕๕๐ ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาปัจจุบันแค่ให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ แต่สุดท้ายอํานาจสูงสุดอยู่ที่ กรรมการสรรหา ตรงนั้นแต่ท่านลองคิดคนที่ได้รับการสรรหาไม่ว่าจะองค์กรอิสระ จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง สุดท้ายพอมีการผ่านกรรมการสรรหาก็ต้องมาให้ ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่ท่านลองคิดนะครับว่าถ้ามีบุคคลที่ยึดโยง หรือมีความ เกี่ยวข้องกับฐานในการเลือกตั้งตรงนั้น โดยหลักการแล้วเขาเข้ามาในสภาเขาอยากให้ คน ๆ นั้นถูก อย่างไรเขาก็ต้องมีการที่ต้องมาคุย ฉะนั้นโดยหลักแล้วถ้าเกิดไม่เห็นชอบขึ้นมา ผมว่าโดยหลักการแล้วผมคิดว่าคนที่เป็นคนมาสมัครเขาคงไม่อยากจะให้ว่าอย่างไรเขาก็ต้อง มาคุย หรือต้องมาทําความเข้าใจกับสมาชิกในกลุ่มนั้น ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ยังอาจจะ ขาดความเป็นกลางได้

อีกประการหนึ่ง ส.ว. ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องขององค์กรอิสระตามที่ท่านพูดนะครับ ผมคิดว่าในกรณีองค์กรอื่น ๆ อย่างเช่น ในเรื่องของคณะกรรมการตุลาการ คณะกรรมการ ศาลปกครอง คณะกรรมการอัยการ อํานาจเรามันไม่มีคณะกรรมการสรรหานะครับ ปกติ ส.ว. เราเปิดรับเองมันเป็นการแต่งตั้งโดยตาม พ.ร.บ. ตรงนั้นเราเปิดรับขึ้นมา แล้วเราเลือก ๒ เท่า ส.ว. ก็จะเลือก ๒ เท่าให้เหลือ ๑ หรือคณะกรรมการ กสทช. เลือก ๒ เท่า หรือว่า ออดิท คอมมิตตี (Audit Committee) ของ กสทช. ตรงนั้นเราก็เลือก ๒ เท่า ตรงนั้น ไม่มีกรรมการสรรหา หรือเลขาธิการ ปปง. เลขาธิการ ป.ป.ท. ผมคิดว่าโดยหลักการแล้ว ไม่ใช่เฉพาะองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นอํานาจของตัว ส.ว. ทางท่านสมาชิกก็ต้องคิดว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็น ส.ว. เลือกตั้งตรงนั้นโอกาสที่จะยึดโยง เพราะว่ากรณีกลุ่ม ในการที่จะเลือกมันใกล้เคียงกับกลุ่มฐานการเมืองของ ส.ส. ซึ่งมันไม่แตกต่างกันเลย แล้วคุณสมบัติที่ท่านกําหนดเผลอ ๆ ต่ํากว่า ส.ส. อีก

-๑๓๔/๑

อีกประการหนึ่งในเรื่องของการถอดถอน ถ้าคุณสมบัติของท่านกําหนด แล้วเป็นกลุ่มเลือกตั้งแบบนี้ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วความเป็นอิสระในการที่จะถอดถอน ถ้ามีความใกล้ชิดทางการเมือง เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะเป็นเครื่องมือได้ เพราะฉะนั้น โดยหลักการแล้วเราจะทําให้การันตีในเรื่องหลักประกันขององค์กรอิสระได้อย่างไร ในเรื่อง ของศาลได้อย่างไร ในเรื่องขององค์กรอิสระได้อย่างไรที่จะไม่ให้ถูกแทรกแซงในเรื่องของ การถอดถอน ผมคิดว่าในอดีตมันมีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเรานําเอาอดีตกลับมาใช้ แล้วยิ่งกําหนด คุณสมบัติแย่กว่าอีก ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นปัญหา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ว่าผมอยากให้ ท่านประธานมองว่าในโครงสร้างตรงนี้เป็นการกระทบองค์กรสูงสุดทางการเมือง ซึ่งสถาปนา โดยประชาชน โดยประชามติ กรรมาธิการแก้เยอะมากขนาดนั้นเลยนะครับ มันมี ความจําเป็นที่ต้องฟังเสียงประชาชนนะครับ ขอบพระคุณครับ