จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ระบุว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย 80 ปี แต่อำนาจของประชาชนอยู่ 20 ปี อำนาจเผด็จการ 55 ปี และประชาธิปไตยครึ่งใบ 50 เปอร์เซ็นต์
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และพี่น้องประชาชนชาวไทยที่กําลังรับฟังรับชม และพี่น้องชาวจังหวัดมุกดาหารผู้มีพระคุณของกระผม กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ขออภิปรายเป็นคนสุดท้ายในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ จากวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ เป็นเวลา ๘๐ ปีครับท่านประธาน ประเทศไทยได้เป็นประเทศที่ปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาเป็นเวลา ๘๐ ปี ในเวลา ๘๐ ปีนี้ผมก็ได้ศึกษาหาความรู้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็เห็นแล้วว่าอํานาจของ พี่น้องประชาชนซึ่งเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับเป็นอํานาจ ของประชาชนอยู่ ๒๐ ปี เป็นอํานาจเผด็จการ ๕๕ ปี และเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบก็คือ เป็นอํานาจของประชาชน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็นอํานาจขององค์กรอิสระอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในการเลือก ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาเกิดขึ้นครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๘๙ มาจนถึงปี ๒๕๔๓ ระยะเวลาก็คือ ๕๓ ปี มีการแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภามาโดยตลอด เพราะฉะนั้นระยะเวลา ส.ว. แต่งตั้งมีเวลามา ๕๓ ปี และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติให้มีวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนเป็นครั้งแรก รวมจํานวน ๒๐๐ คนเมื่อปี ๒๕๔๓ นะครับ แล้วก็ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และได้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้มีสมาชิกวุฒิสภา รวมจํานวน ๑๕๐ คน มา ๒ รูปแบบครับท่านประธาน รูปแบบที่ ๑ มาจาการสรรหา จํานวน ๗๔ คน โดยประชาชนคนพิเศษ ๗ คนตามรัฐธรรมนูญเรียกว่าองค์กรอิสระ ๗ องค์กร จากการสรรหาครั้งแรกมีผลเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มีวาระอยู่ในตําแหน่ง ๓ ปีครับ ท่านประธาน ครบวาระ ๓ ปีคือเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ แล้วมีการสรรหาเข้ามาใหม่ เป็นครั้งที่ ๒ มีผลบังคับเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ จํานวน ๗๓ คน ในจํานวน ๗๓ คนนี้ มีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๑ ได้สรรหากลับเข้ามาในปี ๒๕๕๔ อีก จํานวน ๓๓ คนครับท่านประธาน และ ๓๓ คนนี้อยู่ในวาระอีก ๖ ปีจะครบวาระในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ จะเห็นว่ามี ส.ว. สรรหา ๓๓ คน จะเป็น ส.ว. ๙ ปีนะครับ นี่ละครับ คือข้อแตกต่าง รูปแบบที่ ๒ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๖ คนจาก ๔๖ จังหวัด มีผู้ใช้สิทธิทั้งหมด ๔๗ ล้านคน ใน ๖๕ ล้านคนนี้ ใช้สิทธิเลือก ส.ว. เลือกตั้ง ๗๖ คนจาก ๗๖ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ถูกกล่าวหาว่า อาศัยฐานเสียงจากนักการเมืองในพื้นที่ ๒. เป็นพวกเดียวกับนักการเมืองในพื้นที่ ๓. วิ่งหา พรรคการเมือง ๔. ซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริตเลือกตั้ง ๕ เป็นทาส ๖. เป็นขี้ข้า ๗. ไม่เป็นกลาง ๘. เป็นระบบอุปถัมภ์ในการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าทั้ง ๆ ที่คุณสมบัติในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่สังกัดพรรคการเมือง และที่สําคัญคือประชาชน เป็นผู้ใช้อํานาจของเขาตัดสินใจเลือกมาด้วยมือและด้วยใจของเขาเอง ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง พูดดูถูกดูแคลนเหยียดหยามประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ๖๕ ล้านคนว่า เป็นคนไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ประชาชนฟังแล้วเสียใจมาก มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายคนพูดว่า การปกครองในรอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภาของไทยได้นํารูปแบบมาจากประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษก็คือมีสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนนะครับ แต่ว่ามีอีกสภาหนึ่ง เรียกว่าสภาสูง หรือที่ชาวอังกฤษเรียกว่าสภาขุนนาง พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งมาจากขุนนาง ท่านประธานครับ ท่านรู้ไหม ส.ว. ประเทศอังกฤษ สภาขุนนางมีกี่คน ๘๒๕ คนครับประธาน ๘๒๕ คน ทรงแต่งตั้งมาทั้งหมด แล้ว ๘๒๕ คนนี้นะครับ ถ้าหากว่า เสียชีวิตไป ภรรยา บุตร ญาติพี่น้องสืบทอดอํานาจต่อไปเรื่อย ๆ ๗ ชั่วโคตร ประเทศไทยเรา ใช้อย่างนั้นไหมครับ ไม่ได้ใช้อย่างนั้นนะครับ ประเทศไทยไม่ได้เอามาทั้งหมด แล้วก็ ไม่มีกําหนดวาระสืบทอดตําแหน่งด้วยทายาท แต่ประเทศไทยไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่า ที่ไม่ใช้อย่างนั้นก็คืออย่างนี้นะครับ ไม่ได้เอามาทั้งหมด ขออนุญาตนะครับ เพราะ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดํารัสทรงลงพระราชหัตถเลขา ในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ เวลา ๑๓.๔๕ นาฬิกาว่า อยู่ข้างหน้านี่ละครับ นี่อยู่หน้าห้องประชุมนี้ ในวันที่พระองค์ทรงสละพระราชอํานาจของพระองค์ว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอํานาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลาย ของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อํานาจนั้นโดยสิทธิขาด และไม่ฟังเสียง อันแท้จริงของประชาราษฎร อํานาจนี้ทรงมอบให้ราษฎรนะครับ ท่านประธานครับ ได้ยินหรือยังครับ มอบให้ราษฎร ไม่ได้มอบให้องค์กรอิสระ ได้ยินหรือยังครับ จึงเห็นได้ว่า จากการเลือกตั้งคราวที่แล้วกระผมนี้แหละครับ เป็นเด็กบ้านนอกคอกนาจบการศึกษา ป. ๔ ไม่มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือก็ไปบวชเป็นสามเณรเรียน กศน ครับประธาน ๗ ปีครับ จบออกมาก็สึกออกมาแล้วก็เรียนนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง แล้วก็สอบ เป็นนายตํารวจนะครับ แล้วก็ทํางานมา ๒๘ ปี ถึงวันดีคืนดีประกาศรับสมัครเลือกตั้ง วันที่ ๒๒ มกราคม ถึงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ ผมลาออกในวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ เวลา ๙.๐๐ นาฬิกา ไปสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๑๐.๓๐ นาฬิกาประธาน ผมจะไปหาใคร จะไปปรึกษาใคร ไม่ได้ประธานครับ ผมไม่ได้ปรึกษาใคร