อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายระบบการเลือกตั้งวุฒิสภา และเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าใจและยอมรับระบบใหม่ โดยเน้นย้ำว่าระบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากระบบเดิมและเป็นประชาธิปไตย
ท่านประธานครับ ผมอธิบายให้เพื่อนสมาชิกเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ การเสนอระบบ การเลือกตั้งของผมนี้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญกับระบบที่เป็นมติของกรรมาธิการ แล้วก็ถ้าผมไม่ปูพื้นในเบื้องต้นเพื่อนสมาชิกจะไม่เข้าใจครับ ว่าทําไมผมถึงเสนอระบบแบบนี้ แล้วผมก็กําลังจะอภิปรายต่อไปครับ ใจเย็น ๆ ครับ ผมไม่ได้ออกนอกประเด็นครับ แต่ว่า ถ้าท่านฟังแล้วท่านเข้าใจเผื่อท่านจะเปลี่ยนใจครับ เพราะว่าที่ท่านประท้วงแสดงว่าท่าน ยังไม่เข้าใจว่าผมกําลังลําดับไปสู่จุดนั้นอย่างไร ผมกําลังกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผม ต้องหยิบยกอํานาจในเรื่องสําคัญ ๆ ที่เราประชุมร่วม ให้เสียงสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งเสียงเท่ากับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมร่วมในเรื่องคอขาดบาดตายแต่ไม่ใช้กระบวนการ ตามปกติที่พูดง่าย ๆ คือสภาผู้แทนราษฎรเป็นใหญ่ในระบบนี้ ก็เพราะมีหลายเรื่อง ที่เขาไม่ประสงค์ที่จะให้เป็นเรื่องการต่อสู้แข่งขันตามกระแสทางการเมือง และหลายประเทศ ก็ทําเช่นนี้ ผมจึงกราบเรียนในเบื้องต้นว่าสิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือว่าเราไม่ควรมีเป้าหมาย ในการทําให้วุฒิสภานั้นเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากตรงนี้เราจะไม่ได้ ระบบที่มาที่เหมาะสมครับ ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้วประเด็นต่อไปที่ต้องคิดครับว่า เราเองก็อยากให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาอย่างมีความชอบธรรม ผมกราบเรียนตรง ๆ ครับ ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายมาผมว่ามีเหตุมีผลทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ การออกแบบก็ย่อมจะคิดแตกต่างกันไปแล้วก็มีปัญหาว่าในทางปฏิบัติจะทําได้มากน้อยแค่ไหน ผมฟังหลายท่านนะครับ ถามว่าใจผมอยากให้เลือกมาจากตัวแทนวิชาชีพไหม ในลักษณะ สรรหาไหม ผมก็อยากครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าผมยอมรับว่าผมไม่สามารถที่จะออกแบบ และคิดระบบให้ครบถ้วน ครอบคลุมทุกวิชาชีพได้ ผมจึงไม่กล้าในการที่จะไประบุว่า ให้มาจาก ๘ กลุ่ม ๑๐ กลุ่ม ๑๒ กลุ่ม ๑๕ กลุ่ม แต่ผมยอมรับเลยครับว่า ระบบอย่างนั้น มีข้อดีแน่นอน เพราะจะเป็นระบบซึ่งสามารถสร้างความหลากหลายได้ ซึ่งน่าจะเป็น จุดประสงค์สําคัญของการมีวุฒิสภา เหมือนที่หลายท่านพูดครับ ถ้าเรามีตัวแทนผู้ด้อยโอกาส กลุ่มต่าง ๆ ถ้าเรามีตัวแทนกลุ่มซึ่งมีลักษณะเฉพาะในสังคม จะเป็นสภาที่ดีมากเลยครับ เหมือนกับว่าทําไมในหลายประเทศเวลามีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เขาอาจจะกําหนด เคร่งครัดเลยนะครับ สัดส่วนผู้หญิงต้องเท่าไร สัดส่วนคนที่มาจากกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ต้องเท่าไร เพราะเขายอมรับความจริงไงครับว่า ถ้าเป็นการเลือกตั้งตามปกติหนึ่งคนหนึ่งเสียง มันไม่ได้ ความหลากหลาย โดยคิดง่าย ๆ ท่านประธานครับ เวลาเลือกตั้งหนึ่งคนหนึ่งเสียงมันจะมี ลักษณะของการทําให้กลุ่มคนที่มีลักษณะของความเป็นเสียงข้างมากมีสิทธิมีเสียงมากกว่า ตามสัดส่วนที่แท้จริงเราจึงเห็นว่าหลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งไม่อาจมี องค์ประกอบที่หลากหลายเหมือนกับสังคมที่มีความหลากหลายอยู่ แต่อย่างที่ผมบอกครับว่า ผมไม่สามารถคิดระบบเหมือนที่ ยกตัวอย่างนะครับ ท่าน ส.ส. ยุพราชเคยเสนอว่ากี่องค์กร หรือท่าน ส.ส. อานิก อัมระนันทน์ ท่านก็ไปถึงขั้นที่ว่า ให้คนสามารถไปลงทะเบียนเป็นสถานะ อย่างนั้นอย่างนี้ มันยังค่อนข้างที่จะซับซ้อน กระผมก็บอกว่าจริง ๆ ระบบเหล่านั้นเป็น ประชาธิปไตยไม่แพ้ระบบที่เสนอหรอกครับ แต่พยายามหาทางให้เกิดความหลากหลาย ผมจึงต้องตั้งคําถามก่อนว่า ทําไมท่านต้องติดยึดกับระบบการเลือกตั้งแบบเดิม และเห็นได้ชัดว่า ที่ท่านติดกับระบบเลือกตั้งแบบเดิมท่านพยายามที่จะทําให้มันคล้ายกับปี ๒๕๔๐ แต่ที่ เลวร้ายกว่าซึ่งผมจะไม่ใช้สิทธิในมาตรานี้ก็คือ ท่านไปอนุญาตให้มีการดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันได้หลายวาระ ทั้งที่ความเป็นจริงการจํากัดสิทธิเวลาที่เราเลือกตั้งคนมาปฏิบัติหน้าที่ ว่าสมควรจะจํากัดวาระไหม สมควรจะมีลักษณะต้องห้ามเป็นลักษณะพิเศษไหม เป็นเรื่อง ปกติธรรมดา ผมจึงจําเป็นต้องอภิปรายตรงนี้เพราะว่าเดี๋ยวท่านก็ท้วงว่าทําไมจะไม่เชื่อมั่น ประชาชน ไม่ใช่ไม่เชื่อมั่นครับ แต่เป็นเรื่องของกลไกการกําหนดกติกาที่เราจะเคารพ แล้วก็ ออกแบบให้ดีที่สุด ถามว่าทําไมผู้บริหารในระบบประธานาธิบดีเกือบทุกประเทศครับ เขาห้ามดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน ๒ วาระ บางประเทศวาระเดียวด้วย ถามว่า เขาดูถูกประชาชนไหม ไม่ไว้ใจประชาชนไหม ถ้าไม่ดีก็อย่าเลือกอีก เขาก็ไม่ได้ดูถูกประชาชนครับ แต่เขายอมรับว่าคนที่เข้าไปมีอํานาจบริหารเด็ดขาดอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งนี่มีความได้เปรียบ ในทางการเมือง มีความได้เปรียบในทางการเลือกตั้ง และมีความสุ่มเสี่ยงต่อการลุแก่อํานาจ การเลือกตั้งตําแหน่งท้องถิ่นหลายประเทศก็จํากัดวาระครับท่านประธาน ไม่ได้แปลว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยไปดูถูกประชาชน ถ้าไม่ดีเขาก็เลือกจะเปลี่ยนเอง ไม่ใช่ครับ แต่มันเป็น กลไกทางกฎหมายที่เขาวางไว้จากประสบการณ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ระบบประชาธิปไตย ระบบเลือกตั้งถูกใช้ไปในทางที่ผิดหรือถูกบิดเบือน ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านประธานครับ ผมเองผมก็เชื่อในระบบการเลือกตั้ง ที่ผมเชื่อในระบบเลือกตั้งเพราะผมก็เรียนตรง ๆ ว่า ผมไม่ค่อยมั่นใจระบบที่จะไปให้ดุลยพินิจคนจํานวนน้อย ซึ่งหลายครั้งอาจจะเริ่มต้นดีครับ แต่พอเป็นศูนย์กลางอํานาจนานก็สุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง แต่เมื่อจะต้องไปใช้ระบบ การเลือกตั้งก็ต้องมาคิดต่อว่าก็เมื่อเราอยากจะได้สภาที่ไม่เหมือนสภาผู้แทนราษฎร จะเลือกอย่างไรไม่ให้เหมือน ตรงนี้เป็นปัญหามากครับ ถามว่าทําไมเป็นปัญหามาก เพราะจริง ๆ ถ้าท่านประธานไปดูนะครับ เราจะหาประเทศหรือสังคมที่มีการใช้ระบบ การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แล้วไม่ให้สังกัดพรรคการเมือง โดยอ้างว่าจะให้เป็นกลาง ทางการเมืองนี่ หายากครับ มันฝืนความเป็นจริง ทําไมมันฝืนความเป็นจริงครับ ต้องยอมรับ ว่าในบรรดาระบบประชาธิปไตย สังคมประชาธิปไตยที่พัฒนามานี่ครับ ในที่สุดแล้ว การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีความผูกพันกับพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นเรื่องผิดนะครับ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดา ถามว่าประชาชนทั่วไปนี่ครับ ที่ต้องทํามาหากิน ที่มีภารกิจ มากมาย มีปัญหามากมายในการจะตัดสินใจเลือกคน โอกาสที่จะไปรับรู้ประวัติแนวคิด ของคนได้อย่างละเอียดที่เสนอตัวมาสมัครรับเลือกตั้ง ยากมากครับ สุดท้ายถามว่าเขาใช้ อะไรเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ พรรคการเมืองครับ เพราะว่าถ้าเขารู้ว่าสังกัดพรรคนี้แปลว่า สนับสนุนใคร มีนโยบายอย่างไร แนวโน้มที่จะมีความคิดความอ่านในประเด็นต่าง ๆ ที่จะเป็นเรื่องสําคัญจะเป็นอย่างไร ดังนั้นท่านประธานก็จะเห็นนะครับว่าแม้แต่การเลือกตั้ง ของบ้านเราก็เข้าสู่ลักษณะที่พรรคการเมืองมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น ผมลงเลือกตั้งหลายครั้ง ในกรุงเทพมหานคร แต่ผมเชื่อว่าวันนี้ข้อเท็จจริงนี้จริงกับอีกเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ผมว่าผมได้คะแนนมากคะแนนน้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของพรรคที่ผมสังกัด นี่คือ ความเป็นจริงครับ แล้วผมก็เชื่อว่าหลายคนขณะนี้ปฏิเสธไหมล่ะครับว่าหลายคน ที่ได้รับเลือกตั้งมาจากภาคใต้ไม่ใช่ไม่มีคุณภาพ แต่ถามเพื่อน ๆ ผมที่อยู่ภาคใต้สิครับว่า ยี่ห้อประชาธิปัตย์ช่วยให้เขาได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ต่างจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ที่มี ส.ส. หลายคนครับ คุณสมบัติแตกต่างกันนะครับ ส่วนตัวความรู้ความสามารถ แต่ได้รับ การเลือกตั้งมาเพราะมียี่ห้อเพื่อไทยติดอยู่ แล้วท่านประธานไปตระเวนดูสิครับเดี๋ยวนี้ เวลามีการเลือกต้องท้องถิ่น บอกไม่สังกัดพรรค แต่เคยสังเกตไหมครับ ป้ายหาเสียงแถวเหนือ แถวอีสาน ไม่สังกัดพรรคมักจะใช้สีแดง ลงไปทางใต้ใช้สีฟ้าครับ แม้แต่การตั้งชื่อกลุ่ม การใช้โลโก้ (Logo) ตราสัญลักษณ์ก็พยายามที่จะอิงกับพรรคการเมือง เราปฏิเสธตรงนี้ไม่ได้ เมื่อเราปฏิเสธตรงนี้ไม่ได้ผมไม่พูดถึงว่าเราจะต้องการแทรกแซงหรือไม่แทรกแซงนะครับ แต่ผมถามเถอะครับว่าเวลามีการเลือกตั้งอะไรในพื้นที่ของท่านที่มาจากการเลือกตั้งทุกคน ที่นี่ที่สังกัดพรรคการเมือง ชาวบ้านมาถามท่านไหมครับ ว่าควรจะสนับสนุนใคร ชาวบ้าน ลูกน้อง หัวคะแนน ผู้สนับสนุน ถามท่านไหมครับ เราปฏิเสธอิทธิพลของพรรคการเมืองตรงนี้ ไม่ได้ ผมจึงบอกว่าผมไม่ติดใจเลยว่าที่จริงสรรหา ถ้าทําระบบดีผมถือว่าเป็นประชาธิปไตย ใช้ได้ แต่มันยากที่จะหาระบบสรรหาที่จะเป็นที่ยอมรับกัน แต่มันยากที่จะหาระบบสรรหา ที่จะเป็นที่ยอมรับกัน ก็เลือกตั้ง ท่านสมาชิกที่ประท้วงผมจะได้เข้าใจครับว่าทําไมผมเสนอ ให้เลือกตั้ง แต่ผมไม่เลือกตั้งแบบเลือกผู้แทน ปัญหาถัดมาก็คือว่าพอเราอยากจะเลือกตั้งและบอกไม่ให้สังกัดพรรค ให้เป็นกลาง เราก็ทําได้ เรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามไปว่ากันในมาตราอื่นครับ แต่เรามาติดกับดักอีกกับดักหนึ่งครับ คือการยึดติดกับเรื่องจังหวัด ผมว่าที่ผ่านมาเราล้มเหลวตรงนี้เพราะเราไปให้ความสําคัญ ยึดติดกับจังหวัด ถามว่าทําไมวันนี้วุฒิสภามี ๑๕๐ ผมว่าส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไปยึดเอาจํานวน จังหวัด แล้วก็บอกว่ามีสมาชิกสรรหาจํานวนเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน บวกกันมาก็ให้เป็น ประมาณ ๑๕๐ แต่ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปก็คือว่าผมเห็นด้วย สมาชิก วุฒิสภายึดโยงกับประชาชน แต่ถามว่าอํานาจตรงไหนของวุฒิสภาครับที่เราต้องยึดกับ เรื่องพื้นที่กับเรื่องของจังหวัด กรรมาธิการไม่เคยตอบผมนะครับ วันที่ผมไปแปรญัตติเรื่องนี้ ผมได้รับคําตอบสั้น ๆ จากท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะมี จังหวัดละ ๑ คนเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วที่เหลือตามสัดส่วนประชากร แล้วก็อยากมี ๒๐๐ คน ท่านก็เริ่มจํากัดตัวเองว่าอย่างน้อยจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่มี ๑ คนก่อน ผมถามทําไมครับ สิ่งที่เราต้องการก็คือเราอยากได้บุคคลซึ่งมีความรู้ มีชื่อเสียง ผมก็บอกว่าคนที่จะได้รับ การเลือกตั้งที่มีความรู้ มีชื่อเสียง ถ้าเขตใหญ่มีโอกาสรับเลือกตั้งกว่าถ้าเป็นเขตเล็ก นอกจากนั้นในเมื่อการเมืองเข้ามาสู่ระบบที่เป็น ๒ พรรคใหญ่ เราก็ต้องมาดูสิครับว่าจะมีวิธี อย่างไรที่จะให้ประชาชนเลือกแล้วเสียงมันกระจายไป แม้พรรคการเมืองมีฐานเสียง ที่เข้มแข็งก็ไม่สามารถที่จะกินรวบในการเลือกตั้งในพื้นที่ที่เป็นเขตเลือกตั้งได้ พอเราคิดอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เราจึงต้องคิดเขตเลือกตั้งที่ใหญ่และใหญ่กว่าจังหวัด และไม่ยึดกับเรื่อง จังหวัดครับ เพราะว่าผมไม่เห็นเหตุผลว่าทําไมสมาชิกวุฒิสภาจะต้องมีลักษณะของการเป็น ตัวแทนของจังหวัด เราต้องการเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยมากลั่นกรองกฎหมาย มาเป็นกลาง มาเป็นอิสระมิใช่หรือ ผมก็คิดต่อว่าแล้วเขตเลือกตั้งสักเท่าไรครับ ผมเห็นด้วยนะครับที่ท่าน แก้จาก ๑๕๐ เป็น ๒๐๐ เพราะผมเห็นว่าถ้าเราจะมีสภาที่มาถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๐ มาถ่วงดุลกับ ๕๐๐ มันไม่ได้ ๒๐๐ ผมเห็นด้วย แต่เมื่อเป็น ๒๐๐ เลือกตั้งโดยตรงหมด ผมก็เลยคิดว่าถ้าเช่นนั้นเรากําหนดเขตเลือกตั้งให้มีสัก ๕ คนได้ไหม แล้วก็ให้ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกได้เพียงคะแนนเดียว ผมไม่ทราบท่านประธานจําได้หรือเปล่านะครับ แต่ตอนร่างนี้เสนอเข้ามาครั้งแรกไม่เขียนว่าให้เลือกคะแนนเดียว ท่านเพิ่งมาแก้ ผมอภิปราย ในวาระที่หนึ่งครับว่าต้องแก้ ไม่อย่างนั้นไม่กระจาย แต่พอท่านยึดติดกับจังหวัดนี่ มันกระจาย ไม่พอครับ พูดง่าย ๆ นะครับถ้าพรรคการเมืองมีอิทธิพลต่อการลงคะแนนเสียง จังหวัดไหน มี ส.ว. ๑ คน แนวโน้มก็คือเป็นไปตามฐานเสียงของพรรคการเมืองนั้น ถ้ามี ๒ คน เกิดพื้นที่นั้น พรรคการเมืองหนึ่งมีความเข้มแข็งมาก เลือกตั้งมาได้รับคะแนน ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังจะ ได้รับเลือกตั้งมาทั้ง ๒ คนครับ ผมก็จึงบอกว่าทําให้มันใหญ่ ทําให้มันทุกเขตมีเขตละ ๕ คนไปเลย เมื่อ ๕ คนไปเลยก็ ๒๐๐ คน ก็แปลว่ามี ๔๐ เขต การแบ่งเขตก็ใช้เกณฑ์แบบเดียวกับแบ่ง เขตผู้แทนครับ เอาประชากรใกล้เคียงกัน เอาพื้นที่ติดกัน ผมว่าอย่างนี้สิครับ เราเดินไป ข้างหน้า ผมคิดว่าการที่จะคิดแต่เพียงว่ายึดโยงกับประชาชนแล้วถอยหลังไป เราไม่ควรทําตัว เหมือนกับสังคมที่ไม่เรียนรู้นะครับ ผมไม่ลงรายละเอียด ผมไม่เอ่ยชื่อใครนะครับ แต่ผมเรียนว่า เมื่อสักครู่ที่ท่าน ส.ส. นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ประทานโทษเอ่ยนามท่าน พูดถึง ประสบการณ์ที่ผ่านมามันเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ครับ จะจริงหรือไม่จริง ผมก็กราบเรียนว่า มันมีการบันทึกอยู่ ความจริงไม่ใช่ความคิดเห็นของท่าน ส.ส. นิพนธ์เท่านั้นละครับ รายละเอียดว่าถูกแทรกแซงอย่างไร มีการให้การในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ครับ เพราะพวกผมถูกยื่นร้องให้ถูกยุบพรรค โดยหาว่าพวกผมไปใส่ร้ายว่ามีการแทรกแซงวุฒิสภา จึงมีการนําเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแทรกแซงวุฒิสภา หรือการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการแทรกแซง วุฒิสภาไว้ และในคดีนั้นตุลาการก็บอกว่าพวกกระผมไม่ได้ใส่ร้าย กรณีของท่านอดีต ส.ว. นิพนธ์ ระบุชัดเจนเลยครับว่ารูปแบบการแทรกแซงใครติดต่อใครผ่านมาอย่างไร ผมก็บอกว่าเราจะ ย้อนกลับไปที่จุดนั้นทําไมครับ ถึงมีฉายาเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริงไม่ทราบ แต่ทําไมสังคม มองอย่างนั้น สื่อมวลชนมองอย่างนั้น แล้วปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าความล้มเหลวตรงนั้น นํามาสู่ความล้มเหลวในเรื่องขององค์กรอิสระ ท่านประธานเห็นไหมครับ องค์กรอิสระชุดแรก ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมากกล้าใช้อํานาจในการตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินให้คนถูกตัดสิทธิ ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ว่า พอกระบวนการแทรกแซง การครอบงําเริ่มเข้ามาทํางาน องค์กรอิสระชุดที่ ๒ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกิดอะไรขึ้นครับ กกต. ถูกดําเนินคดีเสียเองว่ามีส่วนทุจริตในการ เลือกตั้ง ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งไปเพราะทุจริตต่อหน้าที่ แล้วสุดท้ายความล้มเหลวตรงนั้น มันมาทําลายดุลอํานาจที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สสร. ปี ๒๕๔๐ เขียนหนังสือว่า รัฐธรรมนูญตายแล้ว ปี ๒๕๔๙ นายกรัฐมนตรีทักษิณตอนนั้นยอมรับว่าถึงเวลาต้องรื้อ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ช่วงที่มีการยุบสภาแล้วก็มีการเลือกตั้งที่ต่อมาเป็นโมฆะ ผมจึงติดใจว่า กรรมาธิการไม่สนใจประวัติศาสตร์หรือครับ กรรมาธิการเอาสิ่งที่ล้มเหลวแล้วกลับมาใช้อีก ทําไมครับ แล้วถ้าไปมาตราต่อ ๆ ไปหนักกว่าเดิมอีกครับ วันนี้ไม่ใช่เรื่องเป็น ไม่เป็น ประชาธิปไตยนะครับ ที่ผมแปรญัตติที่ต่างจากท่าน ของผมยึดโยงประชาชนไม่แพ้ท่าน วันนี้ ไม่ใช่เรื่องไม่ไว้ใจประชาชน เพราะของผมประชาชนมีสิทธิกับระบบที่ท่านเสนอ แต่อย่างน้อย ผมพยายามเรียนรู้จากความล้มเหลวในอดีต แล้วคิดค้นวิธีการแก้ที่ไม่ขัดหลัก กับประชาธิปไตย ผมไม่เข้าใจว่าท่านปฏิเสธแนวความคิดที่จะพัฒนาเดินไปข้างหน้าเพราะอะไร ทําไมเดินย้อนหลังกับไปสู่จุดที่มันเคยล้มเหลวแล้ว หรือเรื่องนี้เป็นเพียงต้องการให้เรื่องเก่า ๆ กลับเข้ามา ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ คําตอบที่ผมรอจากกรรมาธิการอยู่ตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้นกรณีของผมท่านไม่ต้องตอบซ้ําเหมือนที่ท่านตอบซ้ํากับคนอื่นนะครับ ทําไม ไม่เชื่อประชาชน ทําไม ของผมยึดโยง ของผมเชื่อประชาชน ความต่างของผมคือผมเรียนรู้ จากความล้มเหลวในอดีต ถามว่าทําไมท่านไม่เรียนรู้ ทําไมท่านไม่ยอมรับคําแปรญัตติของผม ขอขอบพระคุณครับ