อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดระบบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และอธิบายถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มความชัดเจนและความโปร่งใสในการเลือกตั้ง
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติ และสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ โดยมาตรานี้เป็นมาตราที่กล่าวถึงการกําหนดระบบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานครับว่าหลายท่านอาจจะสงสัยว่าทําไมเราใช้เวลากันหลายวันหลายคืน พิจารณาเฉพาะมาตรานี้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าการแก้ไขมาตรานี้มาตราเดียวส่งผลสําคัญ ต่อเรื่องของดุลอํานาจและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญอาจจะเรียกได้ว่าทั้งฉบับ ดังนั้นการที่ เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและกระผมก็ได้ติดตามมาโดยตลอด ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่เราอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้รับฟังแล้วก็ได้พิจารณา และแน่นอนผมเห็นว่า ควรจะทบทวนมติหรือแนวคิดของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมจะพยายามหลีกเลี่ยง ไม่พูดซ้ําประเด็นกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้ว แต่อาจจะมีการอ้างอิงเพื่อยืนยันว่า เหตุผลทั้งหลายที่เพื่อนสมาชิกให้ไว้มันประกอบกันเป็นเหตุผลสําคัญที่ทําให้เราเรียกร้องว่า คณะกรรมาธิการที่ได้มีมติไปนั้นไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการที่จะขับเคลื่อนระบบ การเมืองไทยไปข้างหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งแรกที่ต้องทําความเข้าใจก็คือว่า เราไม่สามารถที่จะมาพูดถึงเรื่องของที่มาหรือเรื่องของระบบ จะเป็นการเลือกตั้งสรรหา หรือแต่งตั้งได้ จนกว่าเรามีความชัดเจนครับว่าบุคคลที่เรากําลังจะเลือกมาหรือสรรหามา หรือแต่งตั้งมานั้นมีหน้าที่ในการทําอะไร ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทําให้คณะกรรมาธิการ แล้วก็ผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในขณะนี้กําลังมีความสับสน และอาจจะ สร้างความสับสนมากยิ่งขึ้นต่อกระบวนการการพัฒนาการเมืองและระบอบประชาธิปไตย แน่นอนครับถ้าท่านประธานไปถามลอย ๆ ที่ไหนก็ได้ครับ ว่าอยากจะได้คนสักคนหนึ่ง ให้คนจํานวนมากหรือคนทั้งหมดเลือกมา หรือจะให้คนใดคนหนึ่งแต่งตั้ง หรือจะให้ คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งสรรหา โดยธรรมชาตินะครับ ถ้าไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้ ผมว่าเกือบทุกคนก็ต้องบอกว่าเลือกตั้ง เพราะคนมีส่วนร่วมมากกว่า แต่ว่าประเด็นปัญหาว่า ทําไมถ้าเช่นนั้นบรรดาตําแหน่งต่าง ๆ ที่มีอยู่นี่ครับ เราไม่ใช้ระบบเลือกตั้งหมด ทําไม เราไม่เลือกตั้งเวลามีการโยกย้ายข้าราชการละครับ ทําไมเราไม่เลือกตั้งปลัดกระทรวง ทําไม เราไม่เลือกตั้งอธิบดี ทําไมในปัจจุบันเราไม่เลือกตุลาการ เหตุผลครับท่านประธาน กระบวนการการเลือกตั้ง ที่เราใช้เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการประชาธิปไตย เรากําลังพูดถึงการเลือกตั้งผู้บริหารประเทศ จะโดยตรงหรือโดยอ้อมนะครับ ระบบเราก็เลือกตั้งผู้บริหารโดยอ้อม คือเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็มาเลือกนายกรัฐมนตรี นั่นคือเราต้องการให้เจตนารมณ์ ของประชาชนผู้เลือกตั้งถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริหารประเทศและกําหนดทิศทางของประเทศ ก็คือฝ่ายบริหาร ผมก็เป็นนักการเมืองในระบบเลือกตั้งตลอดครับ ผมทํามา ๒๐ กว่าปี มีเลือกตั้งทุกครั้งก็ลงเลือกตั้งครับ ไม่ว่ากระแสความนิยมทางการเมืองเป็นอย่างไร เพราะผม ก็ศรัทธาในระบบการเลือกตั้งและอาสามาทํางานนี้ แต่พอเราพูดถึงองค์กรอย่างเช่นวุฒิสภา เราก็ต้องมาทําความเข้าใจว่าวุฒิสภามีหน้าที่หรือมีอํานาจในลักษณะที่เราจําเป็นจะต้องให้มี การเลือกตั้งโดยตรงแบบเดียวกับเลือกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ คําตอบมันก็ชัดครับ ท่านประธานครับว่าไม่ใช่ และจึงไม่เป็นเรื่องแปลกครับที่ผมอ้างอิงท่านสมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว เช่น พันเอก วินัย สมพงษ์ ที่บอกว่าในโลกเรานี่ในบรรดาประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ครึ่งหนึ่งมีสภาเดียวครับ อีกครึ่งหนึ่งสภาคู่ ครึ่งที่มีสภาคู่ก็เพียงครึ่งเดียวครับที่สภาสูงมาจาก การเลือกตั้ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็มาจากการสรรหาบ้าง จากการแต่งตั้งบ้าง หรือมีระบบ ที่แตกต่างกันไป ประเด็นตรงนี้เพื่อที่จะบอกว่าลําพังคําพูดที่ว่า ต้องเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชน แล้วก็คิดระบบเลือกตั้งที่ไม่ค่อยต่างจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันจึงไม่ใช่วิธีคิดที่สามารถนํามาใช้ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าในบรรดาประเทศ ที่เขาใช้สภาสูงที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะเขาก็มีเหตุผลว่าสภาสูงนั้นทําหน้าที่แตกต่าง จากสภาล่าง และสภาสูงส่วนใหญ่ไม่มีอํานาจหน้าที่ในการที่จะไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร ราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้บริหาร การไม่ไว้วางใจ หรือไม่ว่าจะเป็นลักษณะ ของการที่จะให้รัฐบาลนั้นต้องรับผิดชอบหรือรัฐมนตรีนั้นต้องรับผิดชอบในการบริหาร ต่อสภาสูง เขาจึงไม่ถืออย่างไรครับว่าสภาที่มาจากการแต่งตั้งบ้าง สรรหาบ้างเขาไม่กล่าวหา หรอกครับว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะบทบาทอํานาจหน้าที่มันคนละบทบาท กับสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันครับ หลายประเทศที่มีการเลือกตั้งโดยตรงก็จะมี ลักษณะเฉพาะเหมือนกันว่าทําไมจึงกําหนดการเลือกตั้งสภาสูงที่แตกต่างจากสภาล่าง ผมยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกากําหนดชัดครับในแนวคิด สภาล่างเป็นตัวแทนประชาชน ทั่วไป แต่สภาสูงเป็นลักษณะของตัวแทนมลรัฐที่ประกอบกันเป็นสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานก็คือว่า เราต้องดูเสียก่อนว่าบทบาทของวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ใช่บทบาทที่เป็นลักษณะเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร หลายท่าน กล่าวไปแล้วครับ ๑. ดํารงความเป็นกลาง นั่นคือเหตุผลว่าทําไมเราจึงให้วุฒิสภามีบทบาท ในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะต้องไปดํารงตําแหน่งองค์กรอิสระ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องทําหน้าที่อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง ๒. ทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งก็ชัดเจนครับว่า ในระบบนี้วุฒิสภาทําได้เพียงอย่างมากคือแก้ไขหรือชะลอกฎหมาย ไม่สามารถที่จะ ไปคว่ํากฎหมายได้ เพราะสภาผู้แทนราษฎรยังคงมีสิทธิเหนือวุฒิสภาในการยืนยัน เจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามา อํานาจในการถอดถอน ท่านประธานครับ เป็นคนละเรื่องกับอํานาจในการที่จะไม่ไว้วางใจผู้ดํารงตําแหน่ง การไม่ ไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องการตรวจสอบเชิงนโยบายเป็นหลักครับ แล้วก็เป็น การถกเถียงกันเพื่อเสนอแนวทางของการบริหารประเทศที่แตกต่างกัน แต่เรื่องการถอดถอน ไม่เกี่ยวกับเรื่องไม่ไว้วางใจ เรื่องของการถอดถอนเป็นเรื่องของการตัดสินว่ามีการกระทําฝ่าฝืน กฎหมาย ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ หรือประพฤติในลักษณะที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องเจตนารมณ์ของประชาชนนะครับ มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ว่าการกระทํานั้นฝ่าฝืนกฎหมาย ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการทุจริตหรือไม่ พูดง่าย ๆ ลักษณะของอํานาจการถอดถอนก็ไม่ใช่ลักษณะเดียวกับอํานาจของ สภาผู้แทนราษฎรในการไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่จะพูดก็เหมือนกับว่าเป็นอํานาจ กึ่ง ๆ คล้าย ๆ กับตุลาการ เพียงแต่เป็นการตัดสินในคดีซึ่งมีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เป็นกระบวนการพิเศษ ซึ่งหลายประเทศก็ใช้วิธีการแบบนี้ ที่สําคัญครับหลายท่านยังไม่ได้พูดถึง ที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นบทบาทของวุฒิสภา ซึ่งแยกในการทํางานจากสภาผู้แทนราษฎร แต่มีอํานาจที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเราประชุมร่วมกัน เหมือนที่เราทําในโอกาสนี้ครับ แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในมาตรา ๑๓๖ อย่างกรณีวันนี้เรามาพิจารณาในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๖ (๑๖) แต่ท่านประธานไปดูไหมครับ ว่าอีก ๑๕ วงเล็บมันเป็นเรื่องประเภทไหน เช่น การให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการ แทนพระองค์ การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาล การรับทราบหรือให้ความ เห็นชอบในการสืบราชสมบัติ การให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ คือข้อตกลงระหว่าง ประเทศ หรือแม้กระทั่งการประกาศสงคราม ถามว่าทําไมเรื่องทํานองนี้ถามว่าเรื่องสําคัญไหมครับ เรื่องคอขาดบาดตายทั้งนั้น ทําไมเขาจึงไม่ใช้กระบวนการเดียวกับการผ่านกฎหมายตามปกติ ที่ให้สภาผู้แทนราษฎรพูดง่าย ๆ เป็นใหญ่ และวุฒิสภากลั่นกรอง คําตอบครับ เพราะเรื่องเหล่านี้ มิใช่เรื่องซึ่งเป็นเรื่องของการต่อสู้กันในเชิงกระแสทางการเมือง ผมกราบเรียนท่านประธานว่า