สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 3 ในร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีประชากรเฉลี่ย 1,625,000 คน และอาจทำให้จังหวัดเล็ก ๆ ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามีความใกล้ชิดกับประชาชนและรับผิดชอบต่อประชาชน
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ต้อง กราบขอบพระคุณท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่กรุณาแปรญัตติ ท่านแปรญัตติ ถูกต้องตามข้อบังคับทุกประการนะครับ ที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านได้ เสนอคําแปรญัตตินั้นผมอยากกราบเรียนสรุปนะครับ คือขณะนี้เรากําลังพิจารณามาตรา ๓ มาตรา ๓ นี้แก้ไข ๒ มาตรา คือมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ กราบเรียนว่าท่านเห็นด้วย กับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านเห็นด้วยกับจํานวน ส.ว. ตามร่างกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือมี ๒๐๐ ท่าน และท่านก็เห็นด้วยที่ได้มีการปรับปรุงถ้อยคําถึงวิธีการเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิ ๑ คนกาได้ ๑ เบอร์ ความแตกต่างจะอยู่ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากขอใช้เขตจังหวัดเป็นเขต เลือกตั้ง ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านแปรญัตติ ท่านขอใช้การจัดเป็น กลุ่มจังหวัด แบ่งเป็น ๔๐ กลุ่มจังหวัด ให้เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกันแล้วเฉลี่ยประชากรแต่ละ กลุ่มจังหวัด ท่านให้มี ส.ว. ได้ ๕ คน ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นพ้องกับท่านก็เพราะเรามาคํานึงถึงในทางปฏิบัติมันจะมีปัญหา จริงอยู่ท่านอยากจะให้ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งมีความแตกต่างกับ ส.ส. วันนี้ ส.ส. เรามาจากเขตละคนของแต่ละ เขตเลือกตั้ง มีทั้งหมด ๓๗๕ คน กรรมาธิการก็คิดว่าถ้าเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ว. ต้องได้รับความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชนทั้งจังหวัด มันก็แตกต่างจากที่มา ของ ส.ส. อยู่แล้ว แต่ท่านเองท่านอยากจะให้เป็นเขตใหญ่กว่านั้น ทีนี้ผมกราบเรียนนะครับ ว่ามันจะมีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างไร ท่านประธานครับ ขณะนี้ประชากรของประเทศเรา ทั้งหมดมีอยู่ ๖๔,๔๕๖,๖๙๖ คน ตีเป็นตัวเลขกลม ๆ ว่าประมาณ ๖๕ ล้านคน ส.ว. มี ๒๐๐ คน จะเฉลี่ย ส.ว. ๑ คนต่อประชากร ๓๒๕,๐๐๐ คน ถ้าเราจัดกลุ่มจังหวัดอย่างที่ท่านพูด ๔๐ กลุ่มจังหวัด จังหวัดหนึ่งมี ส.ว. อยู่ ๕ คน ก็ ๑ กลุ่มจังหวัดจะต้องมีประชากรเฉลี่ย ๑,๖๒๕,๐๐๐ คน ผมก็ลองมาจัดคร่าว ๆ ดูรายละเอียด ผมยกตัวอย่างใกล้ตัวผม จังหวัดเชียงรายผมมี ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ประชากรนะครับ จังหวัดพะเยามี ๔๘๘,๑๒๐ คน ๒ จังหวัดนี้จะใกล้เคียงกับ ๑,๖๒๕,๐๐๐ คน เพราะมี ๑,๖๘๘,๕๒๓ คน ทีนี้สมมุติเราจัดกลุ่มแบบนี้ มี ส.ว. ๕ คนท่านลองนึกสิครับว่าผู้สมัครจากจังหวัดเชียงราย จากจังหวัดพะเยา แต่ผู้โหวต ผู้ลงคะแนนน้ําหนักจะมาอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ฉะนั้นจังหวัดพะเยา เผลอ ๆ จะไม่ได้ ส.ว. สักคนนะครับ จะมาอยู่ที่จังหวัดเชียงรายหมด เพราะจังหวัดไหน ผมเชื่อว่าก็จะเชียร์จังหวัดนั้น ผมยกตัวอย่างอีก เอาภาคใต้บ้างครับ จังหวัดระนอง มีประชากร ๑๘๒,๖๔๘ คน จังหวัดระนองก็เขตติดต่อกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีมี ๑,๐๒๓,๒๘๘ คน ยังไม่พอนะครับ อาจจะต้องหาจังหวัดชุมพรมาแปะอีก อีก ๔๙๕,๓๑๐ คน พอเวลาเลือกกันมาปั๊บผมมั่นใจนะครับว่าจังหวัดระนองจะไม่มี ส.ว. เป็นตัวแทนมาเลย ก็จะไปอยู่ที่จังหวัดใหญ่ ๆ อันนี้คือปัญหาอันที่ ๑ นะครับ
อันที่ ๒ ท่านมาดูกรุงเทพมหานครนี่นะครับ มีประชากรปัจจุบัน ๑๐,๔๕๕,๘๐๐ คน เราก็ต้องมาซอยเขตกรุงเทพมหานครออกนะครับ ให้เขตหนึ่งมีประชากรประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนั้นเราก็มาดูโคราชมีประชากร ๒,๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน จังหวัดอุบลราชธานี ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน จังหวัดขอนแก่น ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน จังหวัดเชียงใหม่ ๑,๖๐๐,๐๐๐ คน ก็คงเป็นจังหวัดใครจังหวัดมัน แล้วเผลอ ๆ จะต้องเฉือนไปแชร์ (Share) เฉลี่ยกับจังหวัด ใกล้เคียงอีก คือผมก็เห็นด้วยกับท่านนะครับที่อยากจะให้มันเป็นกลุ่มจังหวัดใหญ่ ๆ แต่ในทางปฏิบัติมันจะเป็นปัญหา แล้วในที่สุดสิ่งที่เราหวังว่าจะมี ส.ว. โดยเฉลี่ยประชากร แต่ละจังหวัด จังหวัดเล็กก็จะเสียเปรียบ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วกรรมาธิการก็ยังเห็นว่า การใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็เฉลี่ยประชากรนะครับ เพื่อให้มี ส.ว. จังหวัดละเท่าไรนี่ ก็จะเฉลี่ยว่า ส.ว. ๑ ท่าน ต่อประชากร ๓๒๕,๐๐๐ คน ก็เฉลี่ยกันลงไป แม้จังหวัดไหน จะมีประชากรไม่ถึง ๓๒๕,๐๐๐ คน เราก็ให้มี ส.ว. ได้ ๑ ท่าน ก็ให้เลือกกันไป ทีนี้ความห่วงใย ที่ท่านเป็นห่วงว่าพรรคการเมืองจะไปครอบงําชี้นําประชาชนให้เลือกคนของพรรคนั้น พรรคนี้ ผมกราบเรียนว่าด้วยวิธีการเลือกที่ ๑ คนกาได้ ๑ เบอร์ มันก็จะช่วยทําให้เฉลี่ยคะแนน ของประชาชนนะครับ ซึ่งประชาชนที่นิยมพรรคใหญ่ก็อาจจะทําให้ผู้สมัครของพรรคใหญ่ ได้คะแนนโด่งไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้ทุกคนนะครับ ก็จะเฉลี่ยไปยังพรรคเล็ก ไปยังคนที่เป็นกลาง ๆ และที่สําคัญเราพูดเสมอว่าวิธีการนี้เราอยากจะให้ได้คนดีเป็นที่ ประจักษ์เข้ามาทําหน้าที่นะครับ ท่านก็คงมีประสบการณ์การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในกรุงเทพมหานคร เมื่อเรามีการเลือกโดยประชาชนโดยตรงนะครับ กรุงเทพมหานครมี ๑๘ ท่าน ท่านแรกมีผลงานดีเด่นก็ได้คะแนน ๔๐๐,๐๐๐ คะแนนขึ้นไปเลย แต่ท่านสุดท้าย ก็ได้คะแนน ๑๘,๐๐๐ คะแนน ท่านก็มาเป็น ส.ว. เหมือนกัน เพราะฉะนั้นกราบเรียนด้วย ความเคารพในความคิดเห็นของท่าน กรรมาธิการก็เห็นว่าวิธีการของกรรมาธิการที่ใช้เขตจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้งก็น่าจะสมเหตุสมผล ไม่ใช่กรรมาธิการไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่คิดว่า มันต่างจากเดิมนะครับ แต่กรรมาธิการเขาคิดว่าถ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้วถ้ามันไม่ดีกว่าเดิม มันมีปัญหามากกว่าเดิม มันก็จะเป็นปัญหา แล้วอีกอย่างหนึ่งครับ ท่านลองคิดดูสิครับ ถ้าเกิด ส.ว. กลุ่มจังหวัดหนึ่ง จังหวัดใดมีอันเป็นไป เสียชีวิตไป ต้องเลือกซ่อมอย่างนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหลายในการเลือก แทนที่จะเลือกเฉพาะในจังหวัดมันต้องเลือกในกลุ่มจังหวัด ก็สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากมาย แล้วที่สําคัญอีกอันครับ ที่ผมกราบเรียนเสมอว่าสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ถ้าเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขต เลือกตั้ง ผมนี้เป็นคนเลือก ส.ว. จากจังหวัดผม ส.ว. จังหวัดผมจะไปอะไร ผมจะตามดู พฤติกรรม ถ้าทําไม่ชอบนะครับ มันมีความรู้สึกมันใกล้ชิดกัน มันมีความรู้สึกว่าถ้าครบวาระ ผมจะไม่เลือกคุณ หรือผมสามารถวิพากษ์วิจารณ์คุณได้ เพราะมันอยู่ใกล้ตัวผมนะครับ แต่ถ้า เราใช้กลุ่มจังหวัด จังหวัดใหญ่แล้วก็เกิดไป ๆ มา ๆ ไม่ได้คนจากจังหวัดเราเลย ไปไหนก็ไม่รู้นะครับ ได้คนของจังหวัดอื่น ซึ่งมีประชากรมากกว่า ความห่างเหินการที่จะติดตามตรวจสอบมันก็ อาจจะอ่อนด้อยไป ฉะนั้นก็กราบเรียนนะครับ ท่านประธานครับ ผมก็คิดว่ากรรมาธิการ ก็ยืนยันว่าร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งเหมาะสมแล้วครับ ขอบคุณครับ